บทที่สอง เส้าซือมิ่ง (ต่อหน้า 2)

หญิงสกุลเซี่ยงเห็นทารกน้อย น้ำตาไหลไม่หยุด นางต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดถึงสามารถยันกายลุกขึ้น รับทารกมาอุ้ม แนบใบหน้าของตนกับใบหน้าทารกน้อย เอ่ยพึมพำ “ลูกแม่...” ครานี้ถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ เงยหน้ามองจวี่จีด้วยแววตาเปี่ยมหวัง “ต้าหวังเห็นลูกแล้วหรือไม่”

จวี่จีลังเลเล็กน้อย ครู่หนึ่งถึงเอ่ยอย่างนุ่มนวล “ต้าหวังเห็นเสี่ยวกงจู่แล้ว!”

ใบหน้าของหญิงสกุลเซี่ยงเดิมเผือดซีด ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งซีดขาวราวกระดาษ ประกายในตาประดุจหยุดนิ่งขณะเอ่ย “ว...ว่าอย่างไร กงจู่หรือ ลูกของข้าคือกงจื่อ! คือบุตรชาย!”

จวี่จีเองก็รู้ หลายเดือนมานี้ในวังลือกันว่าดาวจักรพรรดิกำลังจะถือกำเนิด จู่ๆ บัดนี้กลายเป็นกงจู่ นับเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อได้ลง หากมิใช่อยู่ดูหมอหญิงจื้อทำคลอด แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่มีทางเชื่อ เวลานี้เห็นหญิงสกุลเซี่ยงสะเทือนใจรุนแรง ทั้งยังรู้ว่าก่อนหน้านี้นางคลอดยากไร้ผู้ดูแล ร่างกายได้รับความกระทบกระเทือน รู้สึกสงสารจับใจ รีบเอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่มนวล “น้องหญิง เจ้าอย่าสะเทือนใจเกินไป ต้องถนอมสุขภาพ”

แต่หญิงสกุลเซี่ยงราวกับจมอยู่ในความสับสน นางเองก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด พลันกระชากผ้าห่อทารกออก ทารกหญิงเดิมกำลังหลับสนิท เมื่อถูกนางกระชากผ้าคลุมตัวเช่นนี้ ร่างกายพลันกระทบความเย็น ส่งเสียงร้องไห้จ้า

ทว่าทารกหญิงจะร้องไห้ดังเพียงใด ก็หาได้มากไปกว่าความสะเทือนใจของหญิงสกุลเซี่ยงไม่ นางเห็นลำตัวแดงระเรื่อของทารกหญิงนอกห่อผ้า ขาทั้งสองข้างถีบไปมา ร้องไห้จ้าเสียงดัง ร่างทั้งร่างพลันสั่นสะท้านราวใบไม้แห้งกลางลมกระโชก ทันใดนั้นพลันกรีดร้องโหยหวน เสียงร้องแหลมสูงนั้นถึงกับทำให้ทารกหญิงตกใจจนหยุดร้องไห้

จวี่จีเห็นสภาพนางเช่นนี้ ไฉนเลยจะกล้าให้นางอุ้มทารกน้อยต่อไป รีบแย่งมาส่งให้สาวใช้ข้างกาย ก่อนจะตวัดฝ่ามือตบใบหน้านาง เสียงกรีดร้องของหญิงสกุลเซี่ยงหยุดลงทันที

หญิงสกุลเซี่ยงถูกจวี่จีตบหน้า ถึงค่อยเงียบเสียงลง ทว่าสีหน้าท่าทางยังคงไม่ดีขึ้น นางบีบมือจวี่จีแน่น เอ่ยถามประดุจผู้จมน้ำไขว่คว้าท่อนไม้ช่วยชีวิตท่อนสุดท้าย “พี่หญิง ลูกของข้าคือกงจื่อ ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่”

ความผิดหวังท้อแท้ในใจจวี่จีมิได้น้อยไปกว่านาง เพียงแต่นางเป็นคนเข้มแข็ง ไม่แสดงออก ได้ยินดังนั้นก็เพียงถอนใจแผ่วเบา ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้อีกฝ่าย “น้องหญิง จะบุตรชายหรือบุตรสาว ล้วนเป็นอาณัติจากเส้าซือมิ่ง เดิมพวกเราก็มิอาจร้องขอ เด็กผู้นี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าจริงๆ แล้วก็เป็นบุตรสาวจริงๆ”

หญิงสกุลเซี่ยงส่ายหน้าราวกับคนเสียสติ “ไม่มีทาง จะเป็นกงจู่ได้อย่างไร ต้าหวังเคยบอกว่า ตามคำทำนายของปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ย่อมต้องเป็นกงจื่อ พวกท่านหลอกข้าใช่หรือไม่ ผู้ใดสับเปลี่ยนบุตรชายของข้าไป นี่มิใช่ลูกของข้า ลูกของข้าคือกงจื่อ...” นางชี้ไปทางทารกหญิงพลางกรีดเสียงแหลม “อุ้มนางออกไป นางมิใช่ลูกข้า มิใช่ลูกข้า...”

ตอนหญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ เคยเกิดเรื่องขึ้นหลายครั้ง ทำให้นางทั้งระแวงทั้งหวาดกลัว ตอนนางตั้งครรภ์ใหม่ๆ จึงตั้งใจฝากให้จวี่จีคุ้มครอง เอ่ยเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะยกลูกให้จวี่จี ทั้งนี้ก็เพื่ออาศัยบารมีของจวี่จีปกป้องลูกน้อย

แม้นางจะต่ำต้อยขลาดกลัว แต่เวลานี้ก็อดระแวงสงสัยมิได้ ในวังเดิมก็เต็มไปด้วยแผนการและกลอุบาย นางเองก็ได้ยินมามาก ทั้งยังรู้ว่าทารกผู้นี้เป็นที่ชิงชังของหวังโฮ่ว เป็นที่หมายปองของจวี่จี บัดนี้บุตรชายที่เฝ้ารอมานานกลับกลายเป็นบุตรสาว จึงอดคิดมิได้ว่าหากมิใช่หวังโฮ่วสั่งคนสับเปลี่ยน ก็คือจวี่จีสั่งคนสับเปลี่ยน เดิมนางมิได้ฉลาดมากนัก ตอนนี้ร่างกายอ่อนแอ จิตใจสับสน มิอาจตรึกตรองอะไรได้ จึงเชื่อตามสัญชาตญาณว่าทารกน้อยถูกสับเปลี่ยน ซ้ำยังหลุดปากเอ่ยวาจาที่ปกติไม่มีทางกล้าเอื้อนเอ่ยออกมา

จวี่จีเห็นนางเป็นเช่นนี้ ก็ทราบว่าสภาพจิตใจของนางอ่อนแอถึงขีดสุด มิอาจรับรู้สิ่งใด ได้แต่เอ่ยปลอบโยน “เอาเถิด เอาเถิด น้องหญิง บัดนี้เจ้าร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนให้มาก พรุ่งนี้ข้าค่อยมาเยี่ยมเจ้า”

หญิงสกุลเซี่ยงจับมือจวี่จีแน่น เอ่ยเสียงเลอะเลือนสับสน “พี่หญิง ไม่ ฟูเหริน...ท่านต้องช่วยข้า ช่วยข้าตามหาลูกกลับมา ข้าโขกศีรษะขอร้องท่าน...” กล่าวพลางทำท่าจะก้มตัวโขกศีรษะ

จวี่จีจนใจ ทำได้เพียงจับตัวหญิงสกุลเซี่ยง “น้องหญิง เจ้ามิจำเป็นต้องทำเช่นนี้ ลูกของเจ้ามิใช่ลูกของข้าหรือ ข้ามิได้รักใคร่เอ็นดูเช่นเดียวกับเจ้าหรือ เจ้าพักผ่อนให้มาก อย่าทำร้ายตัวเองเช่นนี้”

หญิงสกุลเซี่ยงเดิมก็เหนื่อยล้าอย่างยิ่ง เพียงแต่อาศัยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ครานี้ลมหายใจพลันคลายลง จึงผล็อยหลับไป

จวี่จีปลอบโยนหญิงสกุลเซี่ยง เห็นว่าข้ารับใช้ในห้องเจียวซื่อล้วนแยกย้ายไปสิ้น ตามตัวผู้ใดมิได้ จึงได้แต่สั่งให้หนี่ว์ฉางสาวใช้ของตนอยู่ดูแล สั่งให้หนี่ว์ซางสาวใช้ที่เดิมตนสั่งให้รับใช้หญิงสกุลเซี่ยงอุ้มทารกน้อย กลับหออวิ๋นเมิ่งที่พำนักของตน

ทารกผู้นั้นนับว่าเลี้ยงง่ายยิ่ง เพียงร้องไห้ไม่กี่ครั้ง ก็ถูกแม่นมที่จวี่จีเตรียมไว้รับไปอุ้มแนบอก ดื่มนมมื้อหนึ่ง ปัสสาวะรอบหนึ่ง จากนั้นก็หลับสนิท

จวี่จีแม้จะผิดหวัง แต่เห็นทารกผู้นั้นรู้ความยิ่ง จึงอดรักใคร่เมตตามิได้ คืนนั้นจึงตัดสินใจให้ทารกผู้นั้นนอนข้างกายตน แม้จะนอนหลับไม่สนิททั้งคืน ทว่านางกลับเอ็นดูทารกหญิงผู้นั้นมากขึ้นทุกที

 

 

ขณะเดียวกัน ณ หอจางหัว เปลวไฟในกระถางทองสำริดลุกโชติช่วง เช่นเดียวกับไฟโทสะในใจฉู่หวังซางที่กำลังลุกโชน เขาจับจ้องถังเม่ยซึ่งคุกเข่าอยู่ตรงเชิงบันได เอ่ย “ถังเม่ย เจ้าบอกผู้ด้อยว่า จะมีดาวจักรพรรดิถือกำเนิดในตำหนักใน แต่เหตุใดดาวจักรพรรดิจึงกลายเป็นทารกเพศหญิงไปได้”

ถังเม่ยมีสีหน้าแปลกประหลาด

ก่อนหน้านี้ เขากำลังสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอยู่บนหอดูดาว ทว่านาทีต่อมาก็ถูกทหารของฉู่หวังซางคุมตัวเข้าวัง กระนั้นเวลานี้ เขาก็หาได้รู้สึกว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตรายสาหัสไม่ เขาจ้องมองฉู่หวังซางด้วยสายตากระตือรือร้น เอ่ยตอบ “ต้าหวัง โปรดอนุญาตให้กระหม่อมตรวจสอบปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอีกครั้ง ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าวันนี้ประหลาดยิ่งนัก กระหม่อมสำรวจดาวจักรพรรดิดวงนั้นอยู่บนหอดูดาวตลอดเวลา หาได้เกิดสิ่งผิดปกติไม่ ทว่าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน จู่ๆ ดวงจันทร์พลันกลายเป็นสีเลือด หมู่ดาวล้วนมืดมน จวบจนดวงจันทร์เคลื่อนตำแหน่ง กระหม่อมพบว่าดาวจักรพรรดิเคลื่อนเข้าสู่ดาวเทียนซู ทั้งยังปล่อยพลังสังหารอันมหาศาลออกมา เห็นได้ว่าน่าจะตรงกับทารกที่ถือกำเนิดในเวลานี้”

ฉู่หวังซางได้ยินเขาตอบเช่นนี้ ความประหลาดใจยิ่งเพิ่มพูน “เฮอะ เจ้ากล่าวเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมีดาวจักรพรรดิถือกำเนิด แต่เด็กที่หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดเห็นอยู่ว่าเป็นกงจู่ ผู้ด้อยเห็นกับตาตัวเอง จะผิดพลาดได้อย่างไร”

ถังเม่ยเอ่ยอย่างจริงจัง “ดาวจักรพรรดิถือกำเนิดแล้ว กระหม่อมเพียงแต่กล่าวตามปรากฏการณ์ดวงดาว ไม่ถามเพศชายหญิง”

ฉู่หวังซางแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่ง “หรือเจ้าต้องการบอกว่า ดาวจักรพรรดิเป็นสตรีอย่างนั้นหรือ”

ถังเม่ยส่ายหน้า “กระหม่อมก็ไม่ล่วงรู้ว่านี่เป็นวาสนาหรือเป็นหายนะ!”

ฉู่หวังซางถามอย่างแปลกใจ “ไยจึงกล่าวว่าเป็นหายนะ”

ถังเม่ยนับนิ้วคำนวณอยู่นานกว่าจะเอ่ย “หยินหยางสับสนวุ่นวาย พลังสังหารมากมายมหาศาล ดาวจักรพรรดิหากเป็นบุรุษนับเป็นวาสนาแห่งแผ่นดิน หากเป็นสตรี ยากจะบอกได้ว่าเป็นวาสนาหรือหายนะ”

ฉู่หวังซางขมวดคิ้ว “ฟังความหมายของเจ้า หรือผู้ด้อยจำต้องสังหารสตรีผู้นี้?”

ถังเม่ยสะดุ้งเฮือก รีบคลานเข่าไปเบื้องหน้า เอ่ยห้ามปราม “มิได้เด็ดขาด! ต้าหวัง ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอุบัติขึ้นแล้ว มิใช่สิ่งที่คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข หากกระทำการฝืนลิขิตสวรรค์ ย่อมประสบหายนะเป็นแน่แท้ ดาวจักรพรรดิถือกำเนิดนับเป็นอาณัติสวรรค์ บัดนี้ถือกำเนิดในรัฐฉู่ หากสังหาร ดาวจักรพรรดินั้นย่อมเปลี่ยนไปถือกำเนิดในรัฐอื่นแทน เช่นนั้นมินับว่าเป็นหายนะแห่งรัฐฉู่หรอกหรือ”

ฉู่หวังซางตกตะลึง มิเอ่ยอันใด นิ่งเงียบครุ่นคิด

ถังเม่ยมองฉู่หวังซางอย่างกระวนกระวาย

ฉู่หวังซางเดินกลับไปกลับมาหลายรอบ ครู่ใหญ่ถึงตัดสินใจได้ “เป็นอาณัติสวรรค์ จะไม่ทำตามได้อย่างไร”

ถังเม่ยหน้าเครียด จ้องมองฉู่หวังซาง ประสานมือเอ่ย “ต้าหวังทรงปรีชา!”

ฉู่หวังซางเอ่ยอย่างทระนง “ดาวจักรพรรดิถือกำเนิดในรัฐฉู่เรา ไม่ว่าเพศชายหญิง ล้วนเป็นอาณัติสวรรค์แห่งรัฐฉู่เรา แต่ไหนแต่ไรวาสนากับหายนะก็เป็นของคู่กัน เมื่อคิดทำการใหญ่ย่อมมิใช่เรื่องง่าย ผู้ด้อยมิกลัวหายนะ กลัวแต่จะขาดโอกาส หากมีโอกาส ย่อมต้องคว้าไว้ให้จงได้!”

ถังเม่ยพลันเบาใจลง โขกศีรษะอีกครั้งพลางเอ่ย “กระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้า หลังจากดาวจักรพรรดิถือกำเนิด ดวงดาวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสับสนอลหม่านยากแยกแยะ กระหม่อมขออนุญาตย้ายไปประจำการแถบตะวันตกเฉียงเหนือ กำจัดภัยร้ายนี้แทนต้าหวัง”

จวินหวังที่เชื่อมั่นในตนเองเช่นฉู่หวังซาง เรื่องปรากฏการณ์ดวงดาวเพียงแต่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หากเอาแต่พึ่งพาปรากฏการณ์ดวงดาว เช่นนั้นผู้นำในอดีตทั้งหลายคงมิต้องกระทำการอันใดนอกจากนั่งรอปรากฏการณ์ดวงดาวอุบัติขึ้น น่าเสียดายที่ผู้งมงายในปรากฏการณ์ดวงดาวเหล่านั้นล้วนมิใช่ผู้นำที่ปราดเปรื่อง แต่เป็นผู้นำที่โง่เขลา

ตอนแรกที่ถังเม่ยกล่าวว่าจะมีดาวจักรพรรดิถือกำเนิด ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ เขาเพียงแต่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่หากอาศัยโอกาสนี้ประกาศศักดาและแสนยานุภาพของรัฐ ก็นับว่ามิใช่เรื่องเสียหาย ทว่าบัดนี้หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรสาว กระนั้นถังเม่ยก็ยังคงยืนกรานความคิดของตน ขณะเดียวกันก็ขอไปรักษาการแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ฉู่หวังซางจึงอดคิดมิได้ว่าอีกฝ่ายคงปากแข็งกลัวความผิด คิดว่าเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย เขาจึงอ้างเหตุขอไปรักษาการแถบตะวันตกเฉียงเหนือ หลบหน้าไปสองสามปี รอจนเรื่องนี้ผ่านพ้นไปค่อยกลับมา จะว่าไปก็นับเป็นปกติวิสัยของคนเรา คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยพลางพยักหน้า “เช่นนั้น ผู้ด้อยอนุญาต”

ถังเม่ยได้ยินดังนั้นก็ก้าวถอยหลังสองก้าว สำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย หลังจากโขกศีรษะให้ฉู่หวังซางก็หมุนตัวจากไป

ฉู่หวังซางเห็นถังเม่ยออกไปไกล ปิดเปลือกตาลง เอ่ย “นำตัวบรรดาปู่ซือที่หลายวันมานี้สำรวจปรากฏการณ์ดวงดาวบนหอดูดาวพร้อมถังเม่ยมาสังหารให้สิ้น” ถังเม่ยถึงอย่างไรก็ยังมีประโยชน์ มิอาจสังหารตอนนี้ หากแต่บรรดาปู่ซือเหล่านั้นรู้เรื่องมากเกินไป มิอาจปล่อยไว้

เฟิ่งฟางหัวหน้าขันทีตอบรับอย่างตกใจ “พ่ะย่ะค่ะ”

 

คืนนี้ คนหลายคนล้วนมิอาจข่มตาหลับ

หอเจี้ยนที่พำนักของหวังโฮ่ว แสงเทียนส่องสว่างตลอดคืน

หวังโฮ่วหลังปีติยินดีเป็นล้นพ้น ก็ค่อยๆ ใจเย็นลง เอ่ย “ไปสืบข่าว ต้าหวังจัดการถังเม่ยเช่นไร”

ซื่อเหรินซีสืบข่าวกลับมา เอ่ยรายงาน “แม่ทัพถังออกจากวังไปแล้ว ได้ยินว่าไปประจำการเมืองเซียงเฉิง นอกจากนี้ ต้าหวังยังสั่งประหารบรรดาปู่ซือที่หลายวันมานี้สำรวจปรากฏการณ์ดวงดาวพร้อมแม่ทัพถังจนสิ้น”

หวังโฮ่วตกตะลึง “ประหารจนสิ้นหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ” ซื่อเหรินซีตอบ

หวังโฮ่วใคร่ครวญชั่วครู่ กระนั้นก็ยังเอ่ยถามซื่อเหรินซี “เจ้าว่า ดาวจักรพรรดิกลายเป็นกงจู่เช่นนี้ ต้าหวัง...ยังไม่ยอมวางมืออีกหรือ”

ซื่อเหรินซีเอ่ยหว่านล้อม “มิต้องสนใจว่าต้าหวังเชื่อหรือมิเชื่อ บัดนี้นางมิอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งไท่จื่ออีกแล้ว เสี่ยวจวินไยจึงต้องเสียเวลาสนใจนาง”

หวังโฮ่วพยักหน้า คล้ายเห็นด้วยกับวาจาของเขา กระนั้นก็อดหน้านิ่วคิ้วขมวดมิได้ “ข้าเพียงแต่รังเกียจหญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้น จู่ๆ ตั้งครรภ์เช่นนั้นก็ช่างเถิด หนำซ้ำยังก่อหายนะเช่นนี้อีก...”

ซื่อเหรินซีเฉลียวฉลาดปานนั้น เข้าใจโดยพลัน คลี่ยิ้มเอ่ย “หญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นในเมื่อไร้วาสนา เช่นนั้นก็มิควรพำนักในห้องเจียวซื่อต่อไป พรุ่งนี้ควรย้ายออกไปเสีย จากนั้นค่อยทำความสะอาดห้องเจียวซื่อเสียใหม่ ให้สตรีร่างทรงทำพิธีปัดรังควาน”

หวังโฮ่วพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ คืนนี้นางประสบเรื่องราวมากมาย แต่กลับมิได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เวลานี้เรื่องทุกอย่างล้วนมีทางออก พลันรู้สึกเหนื่อยล้า ปิดปากหาวพลางเอ่ย “ไปได้แล้ว” 

หนังสือแนะนำ