บทที่ 1 ล้วนท่องยุทธภพ มีแต่เจ้าที่โดนดาบ

“น้องชาย”

เซวียฝูที่กำลังกวาดใบไม้ร่วงตรงริมกำแพง ได้ยินเสียงเรียกที่เพราะพริ้งคำหนึ่ง นึกในใจตนเองยังไม่เกินยี่สิบเศษ นับว่าเหมาะสมกับคำ ‘น้องชาย’ ที่รื่นหูเสียงนี้ จึงเงยหน้าทันควัน

เบื้องหน้ามีเพียงผนังกำแพงเรียบลื่น ต้นตีนตุ๊กแกเหลืองแห้งกองสุมอยู่บนขอบอย่างเหี่ยวเฉา กิ่งใบเหลืองกรอบหมดแล้ว เซวียฝูกำลังงงงัน เหนือไหล่พลันถูกคนตบเบาๆ ทีหนึ่งแบบไม่เจ็บไม่คัน

เขาหันขวับไปมอง

แม่นางคนหนึ่งมายืนยิ้มหวานอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ อายุราวสิบแปดสิบเก้าแล้วกระมัง? รูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก สวมกระโปรงสีเหลืองนวลทั้งตัว เสื้อคลุมไหล่ปักลายแบบตุยเหมียนรูปดอกเหมยตัวนั้นฝีมือละเอียดลออยิ่ง ราคาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เรือนผมก็รวบอย่างประณีต ปอยผมที่ย้อยลงมาม้วนขดเป็นเกลียว

สวย!

เซวียฝูหน้าแดง ตามองจมูก จมูกมองใจ พยายามทำท่าสุขุมเยือกเย็น “แม่นางมีธุระ?”

แม่นางยื่นมือตรงมา เงินก้อนหนึ่งวางอยู่ในอุ้งมือนวลเนียน กะด้วยสายตา ต้องมีสองตำลึงได้ เซวียฝูเดาว่านางคงมีเรื่องไหว้วานให้ตนไปทำ ยอมจ่ายด้วยใจกว้างเช่นนี้ ภูมิหลังต้องไม่สามัญเป็นแน่

เซวียฝูรีบเอ่ยทันใด “คุณหนูสั่งมาก็พอ ไม่จำเป็นต้องตบรางวัล”

แม่นางเห็นเขามีมารยาท คนก็ไม่หยาบคาย จึงยกมุมปากยิ้มกว้าง และเริ่มหารือกับเขา “น้องชาย อะลุ้มอล่วยสักนิดเถอะ”

เซวียฝูงุนงง “อะลุ้มอล่วย?”ในใจกลับครุ่นคิด เสียงเรียก ‘น้องชาย’น่าฟังจริงๆ

แม่นางน้อยมิได้ตอบ เพียงหันหน้าแล้วชี้ไปทางขบวนคนยาวเหยียดที่อยู่ลิบๆ

จุดที่อยู่ห่างจากริมกำแพงค่อนข้างไกล มีอัครสถานใหญ่โตโอฬาร ป้ายแผ่นหนึ่งเหนือซุ้มประตูสูงตระหง่าน เขียนไว้ด้วยอักษรขนาดใหญ่สามคำ ‘พรรคเป่ยไห่(พรรคทะเลเหนือ)’

ยามรักษาการณ์สองคนตรงหน้าประตูใหญ่หน้าตาขึงขัง ท่าทางเคร่งขรึมน่าเกรงขาม เทียบกับรูปปั้นฉีหลินทั้งสองฟากยังน่ากลัวกว่า

มุมประตูทางซ้ายมีโต๊ะยาววางต่อกันสองตัว หลังโต๊ะมีชายชราสามคนนั่งหน้าเคร่ง กำลังประจันหน้ากับหญิงๆ ชายๆ ที่ยืนต่อแถว

มองปราดหนึ่ง หากชายชราพูดคำ‘ผ่าน’ก็จะให้ไม้แผ่นหนึ่ง เขียนชื่อบนนั้นแล้วให้สาวใช้เดินนำเข้าประตูไป หากชายชราโบกมือแล้วพูดเนือยๆ ว่า ‘ไม่ผ่าน’ก็จะไล่ให้เดินไปอีกทางหนึ่ง

รูปขบวนลักษณะนี้หามิใช่การคัดเลือกสาวงามเข้าวัง แต่เป็นพรรคเป่ยไห่กำลังคัดเลือกสาวใช้และบ่าวชาย

พรรคเป่ยไห่เป็นพรรคใหญ่หมายเลขหนึ่งในยุทธภพ เซวียเป่ยไห่ประมุขพรรคชื่อเสียงกึกก้องทั่วหล้า มีกิจการใหญ่โตกว้างขวาง คัดเลือกบ่าวไพร่อย่างอลังการเช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติ

เซวียฝูเกาศีรษะ “คุณหนู นั่นเป็นการรับสมัครบ่าวไพร่มาทำงานทั่วไปนะขอรับ”

“เซวียเป่ยไห่ประมุขพรรคเป่ยไห่ของพวกเจ้ากำลังจะแต่งงาน ดังนั้นคนงานไม่พอจึงหาคนมาทำงานทั่วไป ใช่หรือไม่”แม่นางคนนี้คงมีนิสัยขี้เล่นและใจกว้าง ยามเอ่ยวาจามองหน้าผู้คน ดวงตายังเป็นประกายวาววับ มองจนเซวียฝูยิ่งกระสับกระส่าย น้ำเสียงตะกุกตะกัก “ใช่...ใช่แล้ว รับสมัครคนงาน… ทำงานกุลี”

“ข้าอยากเข้าไปเป็นคนงานในคฤหาสน์ แต่กลัวการเข้าแถว และกลัวพวกเขาไม่รับข้า ถึงได้มาติดสินบนเจ้า”

แม่นางกล่าวตรงไปตรงมา เซวียฝูถึงกับตาค้าง ก่อนทำเป็นใจกล้าพินิจนางขึ้นๆ ลงๆ ดูอย่างไรก็เป็นแค่คุณหนูตระกูลผู้ดีคนหนึ่ง ไม่เห็นเหมือนคนทำงานกุลีตรงไหน

“แม่นาง อย่าล้อเล่นอีกเลย” เซวียฝูฉีกยิ้ม ท่าทางลำบากใจ “ท่านหรือจะทำงานหนักได้!”

“ทำได้ ทำได้!” แม่นางน้อยยื่นเงินใส่หน้าเซวียฝูอีกครั้ง “น้องชาย ช่วยหน่อยเถอะ!”

เซวียฝูนิ่งคิดเล็กน้อย ชี้ไปทางด้านในของประตูที่อยู่ไกลๆ ในนั้นมีบุรุษวัยกลางคนท่าทางเย่อหยิ่งยืนมือไพล่หลังอยู่คนหนึ่ง พลางบอกนางว่า “คนนั้นคือพ่อบ้านเซวียจง เขาเป็นผู้ดูแลงานทั้งหมด ข้าเป็นแค่บ่าวกวาดพื้นคนหนึ่ง ตัดสินใจไม่ได้ ท่านมิลองไปขอร้องเขาดู?”

แม่นางน้อยกลับไม่สะทกสะท้าน สั่นหน้ากล่าวว่า “ในบรรดาบ่าวไพร่ของพรรคเป่ยไห่ เจ้ายังใหญ่กว่าพวกเขาอีก เจ้าตัดสินใจได้แน่นอน”

“ท่าน...ท่านมองออกได้อย่างไร”

“ถ้าข้าพูดถูก เจ้าก็รับเงินแล้วช่วยเปิดทางสะดวกให้ข้า เป็นอย่างไร?”

เซวียฝูพยักหน้า

“พ่อบ้านกับบ่าวไพร่พวกนั้นแต่ละคนล้วนวางมาดอวดเบ่ง เจ้าสัตย์ซื่อขี้อายกลับไม่มีใครรังแกเจ้า”แม่นางพูดพลางชำเลืองมือของเซวียฝู “ในจำนวนบ่าวไพร่ที่มากมายเหล่านี้ นับว่าเจ้ามีมืออ่อนนุ่มที่สุด ผิวขาวที่สุด แพรพรรณที่สวมใส่ก็ดีที่สุด ดังนั้นปกติเจ้าไม่ได้ทำงานกุลีแน่นอน เป็นคนรับใช้ข้างกายของประมุขพรรคกระมัง?”

“แม่นางเป็นคนละเอียดดีจริง” เซวียฝูยอมจำนน จึงรับเงินแล้วพานางเดินเข้าคฤหาสน์ใหญ่ทางประตูด้านหลัง

“มองปราดเดียวก็รู้ว่าแม่นางเป็นคุณหนูผู้ดีมีตระกูล แล้วไฉนอยากมาเป็นสาวใช้เล่า”เซวียฝูเอ่ยถามระหว่างเดิน

“อยากเห็นร่มวิเศษกระดาษแดง”

เซวียฝูพลันเข้าใจแล้ว

ร่มวิเศษกระดาษแดงคือหนึ่งในสมบัติตกทอดอันล้ำค่าของพรรคเป่ยไห่ หลายวันนี้ประมุขพรรคกำลังจะแต่งงาน จึงเตรียมนำออกมาเป็นสิริมงคล เล่ากันว่า ร่มวิเศษกระดาษแดงมีความมหัศจรรย์ตรงที่สามารถกวักความสุข ลาภยศ และผูกเนื้อคู่ แม่นางบ้านไหนหากสามารถเดินกางร่มคันนี้สักหลายก้าว จะมีวาสนาด้านคู่ครองแบบฟ้าประทาน

“จริงสิ ท่านชื่ออะไร” เซวียฝูถาม “ข้าชื่อเซวียฝู”

“เหยียนเสี่ยวเตา”

“เหมือนชื่อเด็กชายมากกว่า” เซวียฝูไปที่ห้องธุรการ ลงทะเบียนชื่อแซ่ให้นาง แล้วหยิบเสื้อผ้าสาวใช้ให้นางชุดหนึ่ง “ช่วยกวาดลานตึกแล้วกัน ท่านหน้าตาดีแบบนี้ ในคฤหาสน์กับเรือนใหญ่คงไม่เอาท่านหรอก”

เหยียนเสี่ยวเตาเห็นเซวียฝูพูดจบก็ผละไป อดส่งเสียง “จุ๊ๆ” สองคำมิได้ บ่าวไพร่ของพรรคเป่ยไห่ช่างใจถึงปานนี้ หรือไม่กลัวตนเป็นคนร้าย หนำซ้ำยังปล่อยให้เดินถือไม้กวาดไปทั่วอีก

………………………..

ต่อมา เหยียนเสี่ยวเตาเริ่มกวาดไปทีละลาน และถือโอกาสมองหาร่มวิเศษกระดาษแดง หมายชมดูเป็นขวัญตา

เพิ่งเดินถึงปากประตูของลานตึกช่วงที่หนึ่ง พลันได้ยินบ่าวสองคนกำลังแอบซุบซิบอะไรกันตรงมุมลับตา

“คืนนี้ลงมือ?”

“คืนนี้!”

“ถึงตอนนั้นพวกเราแกล้งนอนหลับ ไม่ต้องสนอะไรทั้งสิ้น”

“ได้”

เสี่ยวเตาคิดว่าอย่าเข้าไปดีกว่า จึงเดินทะลุถึงลานตึกช่วงที่สอง ที่นี่คล้ายเป็นโรงครัว เพิ่งถึงริมหน้าต่าง ใคร่แอบดูอาหารการกินของพรรคใหญ่อันดับหนึ่งในใต้หล้าเป็นอย่างไร พลันเหลือบเห็นคนผู้หนึ่งทำท่าลับๆ ล่อๆ

เพียงเห็นพ่อครัวกำลังรับยาผงห่อหนึ่งจากมือของชายหนุ่มที่แต่งชุดนักสู้

“ใส่ในน้ำแกงของท่านประมุข?”

“ใช่”

“จะถูกจับได้หรือไม่”

“นายหญิงเป็นคนป้อนเขากับมือ เขาคงไม่ทันระวังตัว”

นั่งยองๆ อย่างเรียบร้อยอยู่ใต้หน้าต่าง ตัดสินใจว่าไปกวาดลานตึกช่วงที่สามดีกว่า ครานี้ ฝีเท้าของเสี่ยวเตายิ่งเบากริบราวกับแมวตัวหนึ่ง กวาดเลาะไปตามริมกำแพงเงียบๆ

กวาดถึงปากประตูเรือน เห็นหน้าต่างเปิดแง้ม จึงมองเข้าไปแวบหนึ่งด้วยสายตาใคร่รู้ เพียงเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนตักของนักสู้คนหนึ่งอย่างเปิดเผย กำลังสนทนาเรื่องส่วนตัวกันอยู่

“ดูท่าน ยังทำตัวรุ่มร่ามอีก จนข้าจะเป็นอาจารย์หญิงของท่านอยู่แล้ว”

“แต่พ้นคืนนี้ เจ้าก็เป็นหญิงม่าย”

“ท่านเลวทรามนัก ทำให้ผู้อื่นเป็นม่าย!”

“เพราะฉะนั้นข้าจะดูแลเจ้าอย่างดีแทนอาจารย์…”

เสี่ยวเตาตัวสั่นหวิว ก่อนอุดหูเดินลิ่วๆ จากไป...เรื่องสัปดนห้ามฟัง!

มาถึงลานตึกช่วงที่สี่ พบว่าในเรือนปิดประตูหน้าต่างเงียบเชียบ เสี่ยวเตาผ่อนลมหายใจ ค่อยกวาดพื้นอย่างสงบได้เสียที จนใจที่นางมีพลังฝีมืออยู่บ้าง ซ้ำยังประสาทหูดี ด้วยเหตุนี้คนในห้องคุยกันเบาๆ ยังคงถูกได้ยินแจ่มชัด

“คืนนี้จะให้เซวียเป่ยไห่หัวหลุดจากบ่า!”

“ถึงตอนนั้นข้าก็คือประมุขพรรคเป่ยไห่คนใหม่”

“จำไว้ ต้องบังคับให้มันบอกที่ซ่อนลายแทงห้ากระดูกมังกรออกมา จะได้ตามหาเภตราทองทะเลจันทร์และคัมภีร์เซิ่งอู่หวง”

“หากไม่พูด ก็จงทำให้มันขออยู่ไม่ได้อยู่ ขอตายไม่ได้ตาย”

เสี่ยวเตายกไม้กวาดขึ้นมา เดินถึงปากประตูเรือน ยกมือบิดหูสองข้างของตัวเอง ปากบ่นงึมงำ “บอกให้เจ้าเชื่อฟัง! เจ้าก็ไม่อาจไม่เชื่อฟัง”

เหล่าสาวใช้ที่เดินผ่านล้วนปิดปากหัวร่อนาง

และแล้วก็มาถึงลานตึกช่วงที่ห้า ซึ่งก็คือลานหน้าเรือนช่วงสุดท้าย เสี่ยวเตาถูกคนขัดขวางแล้ว ยามเฝ้าประตูท่าทางโหดดุบอกนางว่า “นี่เป็นเรือนพักผ่อนของท่านประมุข ไม่อาจเข้าไปโดยพลการ”

…………………..

เหยียนเสี่ยวเตายืนอยู่ด้านนอกห้องนอนรวมซึ่งเป็นที่พักของพวกสาวใช้ เริ่มตรึกตรองว่าจะรั้งอยู่เพื่อชมดูร่มวิเศษกระดาษแดง? หรือจะรีบไปให้พ้นจากน้ำโคลนโสโครกนี้?

เสียดาย ไม่ทันรอให้นางตรึกตรอกเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว สายฟ้าแลบแปลบ สายฝนกระหน่ำเท

อสุนีผ่าเปรี้ยง ครึ่งแผ่นฟ้าปานจะถล่มลงมา จังหวะนั้น ปรากฏเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านในของเรือนที่ห้า ทว่าสี่เรือนที่ผ่านมากลับเงียบกริบ เงียบเหมือนสุสาน

เหยียนเสี่ยวเตายืนใต้ชายคา ดูเม็ดฝนใหญ่เท่าถั่วพรั่งพรูจากหลังคาห้อง คิดสะระตะในใจ จะยุ่มย่ามเรื่องชาวบ้านดีหรือไม่?

ขณะนั้น เซวียเป่ยไห่โดนพิษร้ายและยังถูกแทงอีกหลายแผล เขาข่มความเจ็บวิ่งออกมาอย่างตื่นตระหนก สะเปะสะปะไม่เลือกทิศ เหยียบถูกอากาศเหนือหน้าผาของภูเขาด้านหลังกลิ้งตกลงไป เขาอย่างไรก็ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ปองร้ายตนเอง ถึงกับเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุด ในขณะที่เขากำลังจะหมดสติ เห็นมีคนเดินมาทางตน ชายกระโปรงสีเหลืองนวลลายดอกไม้เล็กๆ รองเท้าปักลายสวยงามคู่หนึ่ง…

…………………….

เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เซวียเป่ยไห่พบว่าตนเองอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ปากแผลได้รับการดูแลเรียบร้อย แต่ทั่วร่างยังคงอ่อนแรง แสงไฟเบื้องหน้าเต้นระริก ข้างกองไฟ แม่นางหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังเอาร่มวิเศษกระดาษแดงที่ตนกอดไว้แน่นขณะที่ร่วงจากหน้าผามาหมุนเล่นอยู่ในมือ

“ท่านฟื้นแล้ว?”

“เจ้าเป็นใคร”

“ข้าก็คือคนที่ช่วยท่าน”

เซวียเป่ยไห่ได้ยินประโยคนี้ พลันยิ้มเจื่อน “คิดไม่ถึง คนที่ข้ารู้จักล้วนประทุษร้ายข้า คนที่ข้าไม่รู้จักกลับช่วยเหลือข้า”

เหยียนเสี่ยวเตาเดินถึงเบื้องหน้าเขา “ดังนั้นท่านควรสำนึกตนเสียบ้าง”

“ข้าสำนึกตน?” เซวียเป่ยไห่คล้ายไม่อาจยอมรับ “ผู้อื่นทำร้ายข้า ข้าไยต้องสำนึกตน”

เหยียนเสี่ยวเตาใช้ร่มชี้จมูกเขา กล่าวเสียงหนักแน่น “ท่านแม่ข้ามักสอนข้าเสมอ คนท่องยุทธภพไหนเลยไม่โดนดาบ ที่โดนดาบก็เพราะท่านกระทำไม่ถูกต้อง! ท่านไม่สำนึกตนใครสำนึกตน”

เซวียเป่ยไห่ปากอ้าตาค้าง “ข้า…”

“ในพรรคเป่ยไห่มีอย่างน้อยสิบคนที่รู้ว่าคืนนี้จะมีคนทำร้ายท่าน แล้วไฉนไม่มีสักคนที่เตือนท่าน” เหยียนเสี่ยวเตายังสาดเกลือใส่แผลเขาไม่หยุด “ปกติมีคนเกลียดชังท่านมากน้อยเท่าไรเล่า”

เซวียเป่ยไห่เดิมก็เจ็บหนักเสียเลือดมาก ถูกนางว่ากล่าวเช่นนี้ จึงโมโหแทบหันหลังให้

ระหว่างนั้น พลันได้ยินเสียงคนร้องเรียกจากด้านนอก “ท่านประมุข! ท่านประมุข!”

“เป็นเซวียฝู!” เซวียเป่ยไห่กำลังจะขานรับ กลับถูกเหยียนเสี่ยวเตาปิดปากไว้ ก่อนสะบัดแขนเสื้อดับกองไฟ เพราะข้างนอกฝนตกหนัก บวกกับพวกนางอยู่ในโพรงถ้ำแห่งหนึ่งที่ห่างจากพื้นดินลงมาสองจั้ง จึงไม่ถูกพบเห็น“ เซวียฝูเป็นคนที่ข้าไว้ใจที่สุด เขาจะไม่ทำร้ายข้า”

“แล้วไปเถอะ เจ้าหนุ่มนั่นหักหลังท่านเรียบร้อยแล้ว”

“ว่ากระไร?”

“คนที่ภูมิหลังไม่ชัดเจนอย่างข้าสามารถเข้ามาในพรรคเป่ยไห่ได้ง่ายๆ แสดงว่าเขาไม่ห่วงสักนิดว่าข้าจะคิดร้ายต่อท่าน เพราะรู้อยู่แล้วว่าช้าเร็วท่านก็ต้องตาย”

เซวียฝูร้องเรียกอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงพาลูกน้องเดินหน้าค้นหาต่อไป “เขาบาดเจ็บสาหัส ต้องจับเป็นให้ได้!”

สองคนในถ้ำได้ยินแจ่มชัด เหยียนเสี่ยวเตายักคิ้วให้เซวียเป่ยไห่...เห็นยัง!

เซวียเป่ยไห่อ่อนระทวยด้วยความท้อแท้ แหงนหน้าถอนใจยาว “คิดไม่ถึง ข้าเซวียเป่ยไห่ถึงกับมีวันที่ถูกผู้คนทอดทิ้ง นี่เพราะอะไรกันแน่”

เสี่ยวเตาก็ไม่ไปสนใจเขา ปล่อยเขารำพึงรำพันทอดอาลัยอยู่ตรงนั้น ตนเองกลับนั่งบนก้อนหินที่อยู่ด้านข้าง ลูบคลำร่มวิเศษกระดาษแดง ลอบอุทานในใจ ร่มคันนี้สวยจริงๆ เสียดายที่ต้องส่งมอบผู้อื่น

เซวียเป่ยไห่พลันโพล่งถาม “ผู้มีพระคุณนามว่ากระไร”

เสี่ยวเตาได้ยินคำ ‘ผู้มีพระคุณ’ หนังหัวชาวูบ ก่อนตอบไปว่า “ชื่อเสี่ยวเตา”

“แม่นางเสี่ยวเตา ชอบร่มวิเศษกระดาษแดงใช่หรือไม่”

“ชอบ!”

“ข้ายินดีใช้ร่มคันนี้เป็นค่าเหนื่อย วานแม่นางช่วยข้าทำงานชิ้นหนึ่ง”

“ท่านหมายความว่า ขอเพียงข้าทำงานให้ท่านชิ้นหนึ่ง ก็จะยกร่มนี้ให้ข้า?”

“มิผิด ขอให้แม่นางช่วยไปเมืองหังโจวให้ข้าเที่ยวหนึ่ง”

“อืม ขยายความสักนิด”

เซวียเป่ยไห่ล้วงกล่องแพรที่ใช้หนังแกะห่อไว้ใบหนึ่งจากอกเสื้อ ส่งให้เสี่ยวเตา “ไปหาเซวียเป่ยฝานน้องชายข้าที่บ้านสวนซิงไห่(บ้านสวนทะเลดาว) เมืองหังโจว เอากล่องใบนี้ส่งให้เขากับมือ และเตือนเขาให้ระวังคนของพรรคเป่ยไห่”

“ในกล่องคืออะไร”

“ลายแทงห้ากระดูกมังกร!”

เหยียนเสี่ยวเตาแลบลิ้นออกมา ผู้คนมักกล่าวถึงสี่สิ่งล้ำค่าในยุทธภพ ‘เภตราทองทะเลจันทร์ คัมภีร์เซิ่งอู่หวง ร่มวิเศษกระดาษแดง ลมจันทราไร้ทุกข์’ และสิ่งที่เร้นลับที่สุดในจำนวนนั้นก็คือเภตราทองทะเลจันทร์กับคัมภีร์เซิ่งอู่หวง เล่ากันว่าเก็บซ่อนอยู่ในวังเป่ยไห่สุ่ยจิง (วังผลึกแก้วทะเลเหนือ) และที่ตั้งของวังเป่ยไห่สุ่ยจิงนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในลายแทงห้ากระดูกมังกรซึ่งประกอบขึ้นจากกระดูกมังกรห้าชิ้นนั่นเอง

“สูงค่าปานนั้น ท่านให้ข้าถือ หรือไม่กลัวข้าฮุบไว้เอง?”

เซวียเป่ยไห่นิ่งงันชั่วครู่ ค่อยเปิดปาก “ในเมื่อคนกันเองเชื่อถือไม่ได้ เช่นนั้นก็เชื่อถือคนนอกเถอะ”

เสี่ยวเตาใคร่ครวญเล็กน้อย มองกล่องแล้วมองร่มแดง “เช่นนั้นร่มวิเศษกระดาษแดงก็เป็นของข้าแล้ว!”

เซวียเป่ยไห่พยักหน้า ตบมือเป็นสัญญากับเหยียนเสี่ยวเตา ตกลงใจทำการค้าชิ้นนี้

…………

เช้าตรู่วันถัดมา ฝนตกใหญ่เปลี่ยนเป็นฝนตกพรำๆ เหยียนเสี่ยวเตากางร่มแดงออกจากภูเขาด้านหลังของพรรคเป่ยไห่ ในอกเสื้อสอดไว้ด้วยลายแทงห้ากระดูกมังกร เร่งรุดสู่เมืองหังโจว

เซวียเป่ยไห่เดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในถ้ำ ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งย่องเข้ามาเงียบๆ คือเซวียฝูนั่นเอง

“ท่านประมุข ล้วนจัดการเรียบร้อยแล้ว?”

เซวียเป่ยไห่ลืมตา พยักหน้ากล่าว “นี่เป็นความหวังสุดท้ายแล้ว ดีที่เจ้าหัวไว มองฐานะของนางออก”

“ท่านประมุข เหยียนเสี่ยวเตาจะช่วยพวกเราได้จริงหรือ”

“ได้แน่นอน” เซวียเป่ยไห่ปิดเปลือกตาทั้งสอง ท่าทางสงบเยือกเย็น “ถัดจากนี้ ต้องดูเป่ยฝานแล้ว”

 


หนังสือแนะนำ

Special Deal