บทที่ 10 ตกกระไดพลอยโจน

หวังปี้โปพลันพบว่า แค่เจอหน้าก็รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับเซวียเป่ยฝานเสียแล้ว

ปะทะสายตาอยู่อึดใจ หวังปี้โปหรี่ตาเพ่งมองเสี่ยวเตา น้ำเสียงราวกับร้องเรียกลูกแมว “จุ๊ๆ มานั่งข้างสามีเจ้าตรงนี้”

เสี่ยวเตากระตุกแขนเซวียเป่ยฝาน คารวะตอบเขาราวกับไล่สุนัข “ชิ่วๆ คนรักข้าอยู่นี่”

ฉงหัวมองเซวียเป่ยฝานอย่างนึกขัน…กลายเป็นศัตรูหัวใจจริงๆ เข้าแล้ว

ดังคาด สายตาของหวังปี้โปเตร็ดเตร่ถึงร่างเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานอ้อมมือโอบเสี่ยวเตาไว้ เสี่ยวเตาแอบกระทุ้งเขาทีหนึ่งทันใด นี่...มือไม้ให้เรียบร้อย อย่าฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัว

เซวียเป่ยฝานยิ้มจนใจให้หวังปี้โป ในรอยยิ้มแฝงความท้าทายกรุ่นๆ ชวนให้ผู้คนทานทนไม่ได้

หวังปี้โปล้วงสัญญาแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อ “กระดาษขาวอักขระดำ อาจารย์นางขอลบล้างหนี้พนันโดยยกนางให้เป็นภรรยาข้า ไม่ปฏิบัติตามก็ย่อมได้ คืนหนี้สินหนึ่งหมื่นตำลึงมา”

เซวียเป่ยฝานปั้นหน้าเลื่อมใสเมื่อมองเสี่ยวเตา...โอ มีราคาค่างวดไม่เบานี่ ลูกหมูทองคำ!

เสี่ยวเตาขยี้เท้าเขาเต็มแรง

หวังปี้โปเห็นเต็มตา เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานใกล้ชิดสนิทสนม คล้ายกำลังกระเซ้าเย้าหยอกกันอีกด้วย ในใจอดที่จะกรุ่นโกรธมิได้

“ในเมื่อเสี่ยวเตาไม่เต็มใจแต่ง ก็ไม่อาจฝืนใจนาง อีกประการหนึ่ง อาจารย์ของนางก็ไม่มีสิทธิ์เอานางไปใช้หนี้พนันกับท่าน” ฉงหัวโน้มน้าว

“จริงด้วย!” ห่าวจินเฟิงปั้นหน้าผดุงธรรม “ไม่อาจค้าขายประชากร!”

“แต่เสี่ยวเตาประทับลายนิ้วมือแล้ว” หวังปี้โปชี้ลายนิ้วมือดำๆ บนสัญญาด้วยท่าทีเนิบนาบ “นางยินดีชำระหนี้แทนอาจารย์”

ทุกคนหันขวับมาทางเสี่ยวเตา เสี่ยวเตาตบโต๊ะผาง “ข้าถูกใส่ร้าย”

“พูดปากเปล่าไร้หลักฐาน” หวังปี้โปกัดไม่ปล่อย “ข้าปฏิบัติตามเอกสารสัญญา ด้วยเหตุผลด้วยกฎหมายล้วนไม่ผิด”

“คืนท่านหนึ่งหมื่นตำลึงก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ”

ทุกคนตะลึงวูบ ล้วนหันมองโหลวเสี่ยวเยว่ที่โพล่งขึ้นมา

เสี่ยวเตากระตุกแขนเสื้อเสี่ยวเยว่ หัวร่อขื่น “ข้ามีหนึ่งหมื่นตำลึงก็คงไม่หนีวิวาห์หรอก”

เสี่ยวเยว่ล้วงตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงจำนวนสิบฉบับออกจากอกเสื้อ ยื่นให้เสี่ยวเตา “ให้”

……………

ทุกคนเงียบ...นานมาก ก่อนหลายปากถามเป็นเสียงเดียว “เจ้าไปเอาเงินมาจากไหนมายมาย”

“เงินค่าขนมที่นายน้อยให้”

เซวียเป่ยฝานตะลึงงันนานมาก ก่อนเรียกสติกลับมาแยกเขี้ยวใส่ฉงหัว “ดูเหมือนเจ้าไม่มีโอกาสชนะอะไรเลย!”

ฉงหัวกุมหน้าผากอ่อนใจ

เสี่ยวเตาก็ตระหนกสุดขีด “เสิ่นซิงไห่ให้เงินเจ้ามากมายปานนี้เชียว? ข้ายังเข้าใจว่าเขาหักเงินเดือนเจ้าเสียอีก”

“นายน้อยให้ข้าไว้ซื้อของหนึ่งร้อยตำลึงทุกเดือน ข้าไม่อยากได้อะไรจึงเก็บออมไว้” เสี่ยวเยว่กล่าวเสียงใสซื่อ

เสี่ยวเตาซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ “เจ้าเอาเงินส่วนตัวที่อดออมไว้สิบกว่าปีมาใช้หนี้แทนข้า แล้วภายหน้าเจ้าจะทำอย่างไร”

เสี่ยวเยว่เห็นนางน่าสงสาร จึงยัดตั๋วเงินใส่มือนาง “ไม่เป็นไร นอกจากเงินค่าขนมยังมีเงินค่าแรงกับเงินรายเดือนอีก เทศกาลต่างๆ นายน้อยยังให้พิเศษ พอใช้อยู่แล้ว”

เสี่ยวเตาอ้าปากค้างนานมาก จับตัวเสี่ยวเยว่เขย่า “ข้าเข้าใจเสิ่นซิงไห่ผิดไปแล้ว  เขาเป็นคนดี! เสี่ยวเยว่ บ้านสกุลเสิ่นยังขาดคนหรือไม่ รับข้าทำงานอีกคนเถอะ”

“รับอะไร” หวังปี้โปหนังตากระตุก “หากเจ้าอยากได้ ข้าจะให้ภูเขาเงินภูเขาทอง! หนึ่งหมื่นตำลึงก็แค่ผายลมทีหนึ่ง”

ไม่ทันกล่าวจบ กาน้ำชาก็ลอยหวือมาจากเสี่ยวเตา “บังอาจมาว่าเงินที่สหายข้าให้มาเป็นแค่ผายลม หวังปี้โป ท่านมันถังข้าวที่เหม็นหึ่งไปทั้งตัว”

หวังปี้โปก็เดือดขึ้นมาบ้าง “เจ้าบังอาจว่าข้าเป็นถังข้าว ข้ามีทั้งตึกรามและที่ดิน คิดสิ่งใดได้สิ่งนั้น ใต้หล้านี้มีแม่นางกี่มากน้อยอยากตบแต่งให้ข้ายังแต่งไม่ได้ เจ้ามันสาวน้อยโสโครกที่ไม่รู้จักชั่วดี”

“ที่ข้าไม่ชอบท่าน ก็เพราะท่านตุ้งติ้งอย่างกับผู้หญิง  หน้าขาวตาดอกท้อ” เสี่ยวเตาเอาเงินยัดคืนเสี่ยวเยว่ “หนึ่งหมื่นตำลึงก็ไม่ต้องให้แล้ว จะเบี้ยวหนี้! แต่งกับหมูกับหมาก็ไม่แต่งให้ท่าน ยั่วโทสะให้ตายไปเลย!”

“เจ้า…” เดิมทีใบหน้าของหวังปี้โปก็ขาวผ่องอยู่แล้ว ยามนี้โดนเสี่ยวเตายั่วโมโหจนขาวหนักกว่าเดิมหลายส่วน “เจ้านึกว่าข้าไม่มีปัญญาจัดการเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“ใครกลัว”

“เมืองผิงเจียงแห่งนี้ล้วนเป็นคนของข้าทั้งสิ้น เจ้ามาแล้วก็อย่าหมายจากไป” หวังปี้โปยิ้มเยาะ “เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าถอดใจเสียเถอะ ต่อให้สุดหล้าฟ้าเขียวก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้า”

เขากำลังกล่าววาจาอำมหิต พลันปรากฏเสียงดังสวบ หวังปี้โปเบี่ยงศีรษะตามสัญชาตญาณ มีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งเฉียดผิวหน้าไป

เพียงเห็นรังสีสังหารผุดขึ้นบนใบหน้าของเสี่ยวเยว่ ในมือมีมีดสั้น จับจ้องหวังปี้โปเขม็ง

หวังปี้โปลูบแก้มพลางนึกในใจ สตรีนางนี้แววตาเยียบเย็นเหลือเกิน

เห็นว่าเหตุการณ์เริ่มบานปลาย ฉงหัวขยับลูกคอทีหนึ่ง ทำลายบรรยากาศอันกระอักกระอ่วนนี้ “ลงไม้ลงมือเป็นแผนชั้นต่ำ ทำร้ายไมตรีอันดีงาม ทุกท่านล้วนเป็นชนชาวยุทธ์ เรื่องในยุทธภพสมควรจบในยุทธภพ เลี่ยงไม่ให้สะพัดออกไปเป็นที่ขบขันของผู้คน”

หวังปี้โปทราบ เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวและห่าวจินเฟิงล้วนเป็นชนชั้นเรืองนามในยุทธภพ สตรีชุดดำคนนั้นคล้ายก็มีพลังฝีมือสูงส่ง ปะทะด้วยฝีมืออาจเสียเปรียบ อีกประการหนึ่งสาวน้อยเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ดื้อรั้นอย่างกับอะไร จำต้องใช้ปฏิภาณไม่อาจแข็งขืน ดังนั้นจึงถาม “พี่ฉงมีความเห็นสูงส่งอันใด”

“พนันกันตาหนึ่ง” ฉงหัวเสนอ “ใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงเป็นเดิมพัน หากท่านชนะ เสี่ยวเตาเป็นของท่าน ข้าแถมให้อีกหนึ่งหมื่นตำลึงด้วย หากพวกเราชนะ หนี้สินที่อาจารย์ของเสี่ยวเตาติดค้างถือว่าลบล้างทั้งหมด แน่นอน สัญญาแต่งงานก็เป็นโมฆะด้วย”

“พนันอย่างไร” หวังปี้โปคล้ายสนใจขึ้นมา

ฉงหัวมองเซวียเป่ยฝาน ความหมายคือ...เจ้าสานต่อ

“อืม มิสู้ท่านคิดตาหนึ่ง ข้าคิดตาหนึ่ง เสี่ยวเตาคิดตาหนึ่ง ชนะสองจากสาม บุ๋นบู๊ได้หมด” เซวียเป่ยฝานเสนอ

“ได้” หวังปี้โปกลับเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นกัน

ดังนั้นทุกคนหันมองเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาหดหู่นัก รำพึงในใจ...พวกท่านตกลงกันเรียบร้อยแล้วค่อยคิดถึงข้า แต่วิธีนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน “ตกลงตามนี้!”

หวังปี้โปเห็นว่าตกลงเป็นอันดี ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา “ผู้มาเยือนนับเป็นอาคันตุกะ ข้าสมควรทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างสุดกำลัง ทุกท่านรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ไปพำนักที่หมู่ตึกปี้โปเป็นอย่างไร”

ทุกคนกำลังอยากไปเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกรที่บึงมังกรเก้ามุกอยู่แล้ว นี่กลับได้มาโดยมิต้องร้องขอ ยามนั้นจึงรับปากทันที

“ข้ารอต้อนรับที่หมู่ตึกปี้โป” หวังปี้โปหันสั่งเด็กในร้าน “อาหารมื้อนี้ลงบัญชีข้า รับรองแขกให้ดี!” จบคำก็เดินลงตึก ก่อนไปยังปรายมองเสี่ยวเตาแวบหนึ่งพลางผุดยิ้ม แสดงชัดว่ามั่นใจเต็มเปี่ยม

คนลับตาแล้ว เสี่ยวเตาเปิดปากถามเซวียเป่ยฝานทันใด “ท่านจะพนันอะไร มั่นใจหรือไม่ จะให้เขาชนะไม่ได้เด็ดขาด”

“เจ้าวางใจ เรื่องที่รับปากเจ้าข้าย่อมกระทำสำเร็จแน่นอน แล้วที่เจ้ารับปากข้าเล่า?”

“ก็แค่ลายแทงห้ากระดูกมังกร” เสี่ยวเตาเท้าคางมือเดียว อีกมือคีบกับข้าว “บ่อมังกรเก้ามุกมีกลไกจำนวนมากเพื่อปกป้องหอซ่อนสมบัติในบ่อมังกร หวังปี้โปร่ำรวยล้นฟ้า ในหอซ่อนสมบัติต้องมีของล้ำค่าที่ราคาสูงลิบลิ่วแน่นอน เป็นไปได้อย่างมากว่าลายแทงห้ากระดูกมังกรจะเก็บซ่อนอยู่ในนั้นเช่นกัน”

“บ่อมังกรเก้ามุกมีชื่อก้องหล้า เจ้าเข้าไปได้หรือ?” ฉงหัวรู้สึกกังวลจึงถามเสี่ยวเตา “ฟังว่ากลไกเหล่านั้นอหังการมาก พลั้งเผลอเพียงนิดอาจถึงแก่ชีวิตได้”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ หามิได้สะทกสะท้าน “ไม่ร้ายกาจปานนั้น”

เซวียเป่ยฝานยิ้มบางๆ เหยียนหรูอวี้เป็นถึงจอมโจรหมายเลขหนึ่งในปฐพี จากวิชาตัวเบาของเหยียนเสี่ยวเตาก็พอมองออกว่านางได้รับสืบทอดสุดยอดเคล็ดวิชามาจนหมดสิ้น กับแค่บ่อมังกรเก้ามุก คงยากสยบนางได้ และนี่คงเป็นสาเหตุที่พี่ใหญ่ส่งนางมาช่วยกระมัง

เสี่ยวเยว่ตบบ่าเสี่ยวเตา “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”

“อืม” เสี่ยวเตาพยักหน้า นึกในใจ...เสี่ยวเยว่มีน้ำใจที่สุด ดังคำ ‘พี่สาวน้องสาวดั่งแขนขา บุรุษดั่งเสื้อผ้า’ แถมยังเป็นเสื้อผ้าเปื่อยขาดไม่น่าดูอีกด้วย

กินอาหารเสร็จ ทุกคนเก็บข้าวเก็บของ มุ่งหน้าหมู่ตึกปี้โปอันโด่งดัง

เพิ่งล่วงเข้าประตู ก็ถูกกระแสความหรูหราอลังการพุ่งกระแทกหน้า… หวังปี้โปเป็นมหาเศรษฐีสมคำร่ำลือ มั่งคั่งมหาศาลจริงๆ! หมู่ตึกปี้โปแห่งนี้เหลืองอร่ามงามตา ขาดแค่มิได้ปูทางด้วยทองคำ ก่อกำแพงด้วยหยกศิลาเท่านั้น

เสี่ยวเตาย่างเท้าเข้าไปสองก้าว กวาดมองบุปผชาตินานาพันธุ์และสัตว์ปีกสัตว์บกล้ำค่าหายากในลานสวน รวมทั้งหวังปี้โปที่ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มพราว จึงพึมพำประโยคหนึ่ง “มีเงินทองปิดพื้นมิสู้นำไปช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก”

หวังปี้โปได้ยินเข้าก็หาขุ่นเคืองไม่ เพียงยิ้มกล่าว “ไม่ทันเข้าพิธีก็อยากคุมกิจการในบ้านแล้ว? สมเป็นแม่ศรีเรือนโดยแท้”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง พลันเห็นหญิงสาวงามพริ้งคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังหวังปี้โป กำลังปั้นหน้าบึ้งตึงมองมาทางนี้ ได้ยินหวังปี้โปเอ่ยวาจาแทะโลมสตรี สีหน้านางยิ่งทวีความบูดบึ้ง

หวังปี้โปเริ่มแนะนำทุกคน โดยชี้ไปที่บุรุษหนุ่มหน้าตาสำรวมคนหนึ่งทางด้านข้าง “นี่คือหวังกุ้ย เป็นพ่อบ้านใหญ่ของหมู่ตึกปี้โป ต้องการสิ่งใดบอกกับเขาได้เต็มที่”

หวังกุ้ยที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีความสามารถรอบด้าน ขึ้นหน้าคำนับทุกคนอย่างขันแข็ง วาจามารยาทเอ่ยได้สวยหรูยิ่ง

“นี่คืออวี๋หลันจือ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องข้า” หวังปี้โปชี้ไปที่หญิงสาวหน้างอง้ำทางด้านหลัง “เสี่ยวเตาก็รู้จัก”

อวี๋หลันจือรูปร่างเล็ก จัดเป็นสตรีงามแฉล้มแช่มช้อยตามแบบฉบับสตรีเจียงหนาน เพียงแต่ใบหน้าบูดบึ้งไปนิด เมื่อบ่นพึมพำ “ไฉนต้องไปมาหาสู่กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย”

“เอ๊ะ เสียมารยาทจริง นี่ว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้านะ” หวังปี้โปเอ็ด

อวี๋หลันจือหมุนตัวผละไปอย่างเง้างอด คนที่มีตาล้วนมองออกถึงความไม่พอใจของนาง แสดงชัดว่ามีใจให้หวังปี้โป เพียงเสียดาย… บุษบาร่วงพรูหมายชู้ชื่น ธารารื่นไซร้ไร้ไมตรี

หวังปี้โปยิ้มเจื่อน “นางถูกตามใจจนเคยตัว อย่าถือสา”

ต่อมา หวังกุ้ยนำทุกคนเข้าห้องพัก 

เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตายังคงอยู่ห้องเดียวกัน เซวียเป่ยฝานและคนอื่นๆ อยู่เรือนถัดไป หวังกุ้ยเพิ่งลับตา ประตูห้องของเสี่ยวเตาก็ถูกคนเตะเปิด อวี๋หลันจือพรวดพราดเข้ามาตวาดลั่น “เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าไม่รักษาคำพูด!”

เสี่ยวเยว่เห็นนางท่าทางดุร้ายก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที เสี่ยวเตารีบขวาง พลางกล่าวกับอวี๋หลันจือ “ข้ามาเพื่อยกเลิกสัญญาแต่งงานต่างหาก”

เพลิงพิโรธของอวี๋หลันจือแทบดับวูบ ย้อนถามน้ำเสียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เป็นความจริง?”

“แน่นอน ยกเลิกสัญญาแต่งงานเสร็จข้าก็จะจรลี” เสี่ยวเตาเห็นอวี๋หลันจือยังไม่เชื่อ จึงชี้ไปที่เซวียเป่ยฝานที่รุดมาชมดูฉากสนุก “เห็นหรือยัง? เขาก็คือคนรักของข้า”

อวี๋หลันจือหันไปพินิจเซวียเป่ยฝาน เหมือนคลายใจลงแล้ว จึงกำชับเสี่ยวเตาอย่างขึงขัง “รักษาคำพูด! เจ้าไม่อาจแต่งกับพี่ชายเด็ดขาด”

“แน่นอน” เสี่ยวเตาพยักหน้ารัวๆ

อารมณ์บูดของอวี๋หลันจือหายวับในพริบตา หมุนกายเดินออก ก่อนพ้นประตูคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมาบอกเสี่ยวเตา “คืนนี้ข้าจะให้ห้องครัวทำส้มยัดไส้กุ้งให้เจ้า”

“อืม” เสี่ยวเตาพยักหน้ายิ้มปริ่ม โบกมือเป็นเชิงให้อวี๋หลันจือค่อยๆ เดิน

เซวียเป่ยฝานเข้าห้องมา เห็นเสี่ยวเตาส่ายหน้ารินน้ำชาดื่ม จึงถามอย่างใคร่รู้ “ศัตรูหัวใจ?”

เสี่ยวเตาเบะปาก “แม่นางดีๆ คนหนึ่ง ดันตาบอดไปรักชอบเจ้าหวังปี้โป”

“หวังปี้โปไม่สนนางหรือ?” เซวียเป่ยฝานชะเง้อมองออกไป “เหมยเขียวม้าไม้ไผ่*?” 

[*เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ สำนวนหมายถึง เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก]

“อืม โตมาด้วยกัน”

“อย่างนั้นก็แย่หน่อย ไร้ความรู้สึกทั้งที่อยู่ข้างกาย คงได้แต่ปฏิบัติต่อกันเยี่ยงพี่น้อง”

“เฮอะ” เสี่ยวเตาได้ยินเข้าก็หัวเราะ “ก็แค่แสร้งโง่เท่านั้น”

“หมายความว่าอย่างไร” เซวียเป่ยฝานฟังไม่เข้าใจ

“เจ้าคนชั่วหวังปี้โป ตั้งแต่เล็กอยากได้อะไรก็ได้ ที่กัดข้าไม่ปล่อยก็เพราะข้าไม่ชอบเขา เขารู้สึกรสชาติแปลกใหม่เคี้ยวหนึบดี” เสี่ยวเตาไม่อินังขังขอบ “ท่านแม่ข้าบอกว่า บุรุษที่อยากได้อะไรก็ได้ มักเห็นผู้หญิงเป็นสิ่งของ ก็เหมือนกับดาบกระบี่ที่โด่งดัง ยิ่งได้ยากยิ่งอยากได้ พอได้มาก็สุดแสนทะนุถนอม แต่อย่างไรก็เป็นได้แค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง”

เซวียเป่ยฝานตะลึงค้าง จ้องหน้าเสี่ยวเตาเขม็ง “เจ้าไม่อยากเป็นของเล่น ดังนั้นไม่ชอบหวังปี้โป?”

“เกลียดที่สุดก็คือคนแบบพวกท่าน” เสี่ยวเตาค้อนตาคว่ำ

“เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย” เซวียเป่ยฝานรู้สึกไม่เป็นธรรม

เสี่ยวเตามองเสี่ยวเยว่ที่กำลังตั้งอกตั้งใจจัดแจงสัมภาระอยู่ข้างเตียง พลางบ่นประโยคหนึ่ง “ที่ประเสริฐสุดอยู่ข้างกายไม่แล กลับไปแลหาที่อื่น ซ้ำยังคิดว่าตนเองฉลาดแทบตาย ความจริงแสนจะโง่เง่า”

เซวียเป่ยฝานฟังนางบ่นพึมพำ ชะโงกไปใกล้ “แล้วเจ้าคิดว่า อย่างไรจึงเรียกบุรุษประเสริฐ”

เสี่ยวเตามองเขาแวบหนึ่ง แดกดันกลับไป “ไม่ใช่ท่านก็แล้วกัน! เทียบกับท่านแล้ว หวังปี้โปและเสิ่นซิงไห่ยังห่างอีกไกล”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากกว้าง จ้องเสี่ยวเตาอย่างกังขา

เสี่ยวเตาชี้หน้าอกเขา “หวังปี้โปและเสิ่นซิงไห่ยังมีหัวใจโง่งมที่ถูกน้ำมันหมูบดบัง ในนี้ของท่านกลับว่างเปล่า อย่าคิดว่าข้ามองไม่ออก” จบคำก็วิ่งออกไปอุ้มกระต่ายอ้วนตัวหนึ่งในลานสวนเข้ามาให้เสี่ยวเยว่ดู ทิ้งให้เซวียเป่ยฝานยืนอ้าปากค้าง 

เซวียเป่ยฝานหุบยิ้ม ใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ข้างโต๊ะ มองดูเสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่ช่วยกันป้อนอาหารกระต่าย ในห้วงภวังค์...เหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ตนตกกระไดพลอยโจนมาเจอกับนางที่ตกกระไดพลอยโจน ก็ไม่เลวเหมือนกัน 

ฉงหัวเดินเข้าประตูมา เห็นท่าทางของเซวียเป่ยฝาน ให้นึกขันขึ้นมา เจ้าหมอนี่ปกติทะลึ่งตึงตังหาความเรียบร้อยไม่เจอ ท่าทางเคร่งขรึมแบบนี้ ยากจะพบเห็นจริงๆ

หนังสือแนะนำ