บทนำ บทที่ 3 พลีชีพเพื่อชาติ

หลังปลดรหัสได้อย่างง่ายดาย ฉู่เฉียวหมุนลูกบิดประตูเบาๆ แล้วเบี่ยงตัวเข้าไป แม้จะดึกมากแล้ว แต่ไฟทางเดินกลับสว่างจ้า ยังมีคนผ่านไปมาจำนวนมาก ฉู่เฉียวเดินเชิดหน้าไปตามทางเดินด้วยท่าทีปลอดโปร่ง พยักหน้าทักทายเจ้าหน้าที่เรือนจำที่เดินสวนมาทุกคน

แม้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่รู้จักเธอ แต่เห็นสีหน้าเรียบเฉยของเธอ บวกกับเครื่องแบบทหาร ต่างพากันเข้าใจว่าเธอคือเจ้าหน้าที่ของเรือนจำแห่งนี้เช่นกัน ไม่สะกิดความสงสัยแม้แต่น้อย

ห้านาทีผ่านไป เดินพ้นทางเดินหลัก ห้องพักของเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายทหารก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา พร้อมกับกลิ่นเหล้าจางๆ อวลอยู่ในอากาศ ฉู่เฉียวทราบว่าเธอมาถูกที่แล้ว

ทันใดนั้น ห้องนอนด้านข้างมีเสียงบางอย่าง ฉู่เฉียวประสาทสัมผัสไว รีบเบี่ยงตัวชิดประตูห้อง พร้อมกับฝ่ามือเรียวยาวยกแตะ AK ที่เอว

ผู้ชายรูปร่างเล็กเตี้ยในชุดสูทสีดำคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมา ท่าทางระแวดระวังสุดขีด คล้ายรู้สึกถึงความผิดปกติบนทางเดิน แต่ปฏิกิริยาต่อมาของเขากลับโง่มาก เขาหันมองมาทางฉู่เฉียว ดังนั้นสิ่งที่ต้อนรับเขาในพริบตาถัดมาก็คือปากกระบอกปืนดำมืด กระสุนพุ่งออกจากลำกล้องอย่างรวดเร็วปราศจากเสียงใดๆ เพราะอุปกรณ์เก็บเสียง

กระสุนระเบิดหน้าอกของเขาเป็นรูเลือดขนาดใหญ่ ลูกตาดำของชายคนนั้นเบิกค้าง ฉู่เฉียวพุ่งเข้าไปพยุงร่างพร้อมกับอุดปากเขาไว้ในชั่วพริบตา จนกระทั่งชีพจรของเขาหยุดเต้น ค่อยพยุงเขาเดินเข้าไป

ภายในห้องกว้างไม่ถึงร้อยตารางเมตร กลับมีคนพักอยู่ถึงสิบหกคน นอกจากคนที่เพิ่งตาย ที่เหลือล้วนอยู่ในห้วงนิทรา คนเหล่านี้แม้ยามฝันก็คิดไม่ถึงว่าจะมีใครกล้าบุกเข้ามาถึงในห้องนอน หากแต่ตอนนี้ เทพมรณะได้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาอย่างเปิดเผย ปราศจากความเมตตาเห็นใจใดๆ

ฉู่เฉียวไม่เคยปราณีศัตรูเสมอมา หลายปีนี้แม้เธอจะทำงานด้านการวางแผนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่กล้ายิงปืน ปืนถูกยกขึ้นอย่างมั่นคง ฉู่เฉียวหรี่ตาช้าๆ ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ ปากกระบอกปืนเล็งไปที่ชายกลางคนบนเตียง เสียงทึบๆ ดังขึ้นคราหนึ่ง ร่างของชายคนนั้นซึ่งกำลังหลับสนิทพลันสะท้านเฮือก รูเลือดขนาดใหญ่ปรากฏบนหน้าผาก ของเหลวแดงขาวสาดกระจาย

เธอสืบเท้าขึ้นหน้าโดยไม่หยุดชะงัก เสียงทึบๆ ดังขึ้นไม่ขาดหู สิบวินาทีให้หลัง ภายในห้องชั้นนอกก็ปราศจากผู้มีลมหายใจ

เปิดประตูห้องด้านใน เห็นชายห้าคนนอนอยู่บนเตียง กำลังหลับอย่างเป็นสุข หลายครั้งการฆ่าคนยังง่ายกว่ากินข้าวหรืออาบน้ำ เสียงทึบๆ สั้นๆ ดังติดต่อกันห้านัด คล้อยหลังเสียงนั้นคือเสียงเลือดสดๆ ทะลักปรี่ออกมา อากาศในขณะนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ชวนสะอิดสะเอียน

ฉู่เฉียวค้นกล้องดีวีดีขนาดเล็กจากกระเป๋าหนังของชายคนหนึ่ง เธอยืนอยู่ท่ามกลางซากร่างที่นอนแน่นิ่ง เปิดสวิตช์แล้วเริ่มดูภาพที่ปรากฏขึ้น

เมื่อตรวจดูจนมั่นใจ ฉู่เฉียวจึงนำกล้องยัดใส่กระเป๋าเสื้อขนาดใหญ่ จากนั้นค้นระเบิด C4 จากกระเป๋าหนังของผู้ตาย ติดตั้งไว้ในห้องและเปิดสวิตช์ แสงสีแดงบนกล่องดำก็เริ่มกะพริบทันที

ฉู่เฉียวกวาดมองผู้ตายในห้องอีกแวบหนึ่ง เมื่อมั่นใจแล้วก็เปิดประตูเดินออกไป แต่...จังหวะนั้นเอง ความเย็นเยียบสายหนึ่งจู่ๆ ก็เฉียดผ่านลำคอของเธอไป!

ฉู่เฉียวย่อตัวแล้วล้มกลิ้งไปข้างหลังอย่างเร็ว รอดพ้นจากกระสุนจู่โจมไปได้อย่างฉิวเฉียด ความเย็นเยียบยังยิงกระหน่ำมาไม่หยุดยั้ง ฉู่เฉียวยกเท้าถีบบานประตู สิ้นเสียงดังปึง ประตูห้องปิดสนิท ฉู่เฉียวกึ่งคุกเข่าบนพื้น แว่วเสียงหายใจจากด้านตรงข้าม เธอรู้ดี ขณะนี้ความแตกแล้ว

กล้ามเนื้อของฉู่เฉียวเขม็งตึง จังหวะหายใจผ่อนช้า สองตาจ้องจับอยู่ที่ประตูตรงหน้าแน่วนิ่ง เธอไม่ใช่ 003 ไม่ใช่จารชนฝีมือฉกาจของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9 สิ่งที่เธอฝึกฝนจากโรงเรียนทหารคือการลอบสังหารด้วยระเบิด ด้วยแผนอุบาย ด้วยการใช้สภาพแวดล้อม ด้วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์สูงสุด แต่เวลานี้ วิกฤตที่ห่างจากเธอไม่ถึงสามเมตรซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่ เธอประจักษ์ดีว่าการปะทะซึ่งๆ หน้าไม่ใช่เรื่องฉลาดสักนิด

สายตาค่อยๆ กวาดมองชายน่าสงสารที่นอนตายอยู่ท่ามกลางฝันหวานคนนั้น

เสียงตึงดังขึ้น ประตูใหญ่ถูกถีบเปิด หญิงสาวยืนอยู่หน้าประตู มองชายสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องรับรองแขกชั้นนอกด้วยแววตาหยิ่งผยอง

สองคนนั้นคิดไม่ถึงว่าเธอจะเดินออกมาเอง สีหน้าตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

เสียงวัตถุกระทบพื้นดังขึ้นสองครา ฉู่เฉียวโยนมีดสั้นและปืนกลในมือลงพื้นด้วยท่าทีเยาะหยัน เท้าหลังเหยียดข้างเล็กน้อย สองมือผลักออกด้านหน้า ตั้งกระบวนท่าไท่จี๋ ก่อนแค่นเสียงเย็นชาใส่ชายสองคนตรงหน้า กวักมือเบาๆ ความหมายชัดเจน...เข้ามาพร้อมกัน!

ชายสองคนที่กุมปืนกลประสิทธิภาพสูงในมือพลันเดือดดาลขึ้นมา เหวี่ยงปืนทิ้ง ตั้งท่าแบบมวยญี่ปุ่น แววตาดุดัน ก่อนโถมเข้าหาด้วยความเร็วถึงขีดสุด

ในห้องที่เล็กแคบจู่ๆ เหมือนลมหนาวเคล้าคาวเลือดโชยพัด ม่านหน้าต่างปลิวไสว แสงไฟมืดสลัว รังสีสังหารขุมยักษ์ตามติดมากับท่าร่างของชายทั้งสองคุกคามใส่ฉู่เฉียว ดูจากกล้ามเนื้อที่เต้นระริกและความอำมหิตของกระบวนท่า ก็สามารถคะเนถึงจุดจบของหญิงสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ได้

ทว่า ในพริบตานั้น หญิงสาวที่สีหน้าเคร่งขรึมมาตลอดพลันผุดยิ้มบางเบา มุมปากของเธอหยักยิ้มอย่างเย็นชา ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มผยองที่เย็นเยียบ ปืนพก M609 สัญชาติญี่ปุ่นจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือเธอ M609 เจ้าแห่งอาวุธสังหารระยะประชิด ไม่ยิงทะลุ แต่ระเบิดสมองโดยตรง!

ได้ยินเสียงปังๆ สองนัด เพียง 0.05 วินาทีก็สามารถทำให้สองคนนั้นหมดสิทธิ์แผดร้องแม้แต่คำเดียว หัวกะโหลกสองใบระเบิดโพละ เนื้อสมองสาดกระจาย กระเซ็นใส่ร่างฉู่เฉียว

เท้าข้างหนึ่งเตะใส่ร่างที่ขวางทางอย่างขยะแขยง ฉู่เฉียวเปิดประตูห้องน้ำอย่างว่องไว แม้มีสองคนโผล่มาแบบไม่คาดฝัน แต่ปฏิบัติการยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ยังเหลือเวลามากกว่าที่คำนวณไว้ยี่สิบนาที พอให้เธอทำความสะอาดแบบลวกๆ ได้สบายๆ

จากนั้นอีกสิบห้านาที หญิงสาวในชุดสูทสีดำของสำนักกฎหมายทหารก็เดินออกมาจากห้องรับรองแขก เธอเดินอยู่บนระเบียงของฝ่ายรับรองแขกชั้นสอง ส่งยิ้มทักทายเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ผ่านไปผ่านมา สามนาทีต่อมา เธอเปิดประตูใหญ่ของชั้นสอง เดินออกไปอย่างเยือกเย็น

ลมดึกเย็นชื่น โชยผ่านผิวหน้าอย่างนุ่มนวล ฉู่เฉียวเดินอยู่ในโถงใหญ่ชั้นหนึ่งของเรือนจำกองพลที่ 4 ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาล้วนเป็นทหารชั้นยอดของราชอาณาจักร เมื่อยกข้อมือขึ้นดู เวลาจุดระเบิดที่ตั้งไว้ยังเหลืออีกสิบวินาที

ฉู่เฉียวเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ระหว่างที่เดินก็คว้าหนังสือพิมพ์ของเมื่อวานจากชั้นวางติดมือมาด้วย

10...9...8...

“วันที่ 11 พค. ตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อ M1N1 อีกหนึ่งรายในนครตี้ตู ถือเป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 47 ท่าเรือและเที่ยวบินบางส่วนได้ประกาศหยุดชั่วคราว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก หุ้นร่วงกราว ตลาดหุ้นซบเซา...”

7...6...5...

“สำนักข่าวซินหวารายงานว่า จากการสรุปยอดจนถึงวันนี้ ประเทศ AA ได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อ M1N1จำนวน 689 คน สันนิษฐานว่าติดเชื้ออีก 1,272 คน เสียชีวิตแล้ว 68 คน ขณะนี้จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศ BB ตรวจพบผู้ติดเชื้อ 252 คน สันนิษฐานว่าติดเชื้ออีก 561 คน เสียชีวิตแล้ว 97 คน ประเทศ CC...”

4...3...

“สำนักข่าวXX ประเทศ M รายงานว่า จากการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญประเทศ M สงสัยว่าเชื้อ M1N1 ถูกแพร่ออกมาจากประเทศ Z เพราะแผ่นดินไหวของประเทศเทียนฮว๋าทำลายสมดุลของสภาพอากาศ ก่อให้เกิดเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลเทียนฮว๋าไม่สามารถจัดการกับภัยธรรมชาติครั้งนี้ได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้การแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลประเทศ M มีท่าทีปฏิเสธที่จะคบค้ากับประเทศเทียนฮว๋าเป็นการชั่วคราว ทั้งขับไล่คนเทียนฮว๋าออกจากประเทศ M ไม่อนุญาตให้คนเทียนฮว๋าเข้าประเทศ ที่ประชุมรัฐสภากำลังถกเรื่องนี้กันอย่างเคร่งเครียด เชื่อว่าจะสามารถหาทางออกในการแก้ปัญหานี้ได้โดยเร็ว”

2...1...0...

ทันใดนั้น ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนรุนแรง เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทดังเสียดแก้วหู สัญญาณเตือนภัยสีแดงส่งเสียงร้องแหลม กลุ่มควันหนาทึบและเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นมา เรือนจำกองพลที่ 4 ทั้งหลังสั่นไหวอย่างหนักเพราะแรงระเบิด

กลุ่มควันอำพรางสายตา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดของเรือนจำหยิบอาวุธขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ วิ่งตรงไปยังจุดที่เกิดเหตุระเบิด ฉู่เฉียวซึ่งมอมแมมไปด้วยฝุ่นทั้งตัว สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อดึงแขนชายในเครื่องแบบทหารคนหนึ่งไว้ ตะโกนถามว่า “คุณ! เกิดอะไรขึ้น”

ชายคนนั้นมองชุดสูทสำนักกฎหมายทหารที่เปรอะเปื้อนของฉู่เฉียวแวบหนึ่ง ทราบว่าเธอไม่ใช่คนของเรือนจำแห่งนี้ จึงประคองเธอพลางถามว่า “คุณอยู่สำนักกฎหมายทหาร? ตามผมมา เดี๋ยวผมพาคุณออกไปเอง”

หลังปะปนกับกลุ่มคนที่วิ่งกระเจิงออกมาจากโถงใหญ่ชั้นหนึ่ง ขณะจะวิ่งไปข้างหน้าต่อ ทั้งสองกลับชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังแตกตื่นอยู่หน้าโถงเต็มแรง!

“อา! ขอโทษ อา! ผู้พันหลี่!” ชายหนุ่มพยุงอีกฝ่ายไว้พลางละล่ำละลัก

“ข้างในเกิดอะไรขึ้น” หลี่หยางขมวดคิ้วแน่น สายตาเหลือบไปด้านข้าง ประสานกับดวงตากลมโตของฉู่เฉียวพอดี พลันชี้นิ้วไปที่ฉู่เฉียว ปากอ้ากว้างอย่างตกตะลึง “ฉู่...”

“คุณมาหาฉันใช่ไหม ข้างในเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ออกไปก่อนค่อยว่ากัน”

ฉู่เฉียวรีบตัดบทคำพูดของหลี่หยาง ทหารคนนั้นได้ยินจึงกล่าวว่า “งั้นผมไม่ส่งพวกคุณแล้วนะครับ ข้างในไม่รู้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องรีบเข้าไปดูก่อน”

หลี่หยางพยักหน้า เห็นทหารคนนั้นไปไกลแล้ว จึงดึงแขนฉู่เฉียว ถามเสียงเครียดว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมศาลทหารถึงสอบสวนคุณ แล้วคุณหนีออกมาได้ยังไง”

“เชื้อ M1N1 ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ ประเทศตะวันตกทั้ง M,R,F,Y ล้วนเกี่ยวพันทั้งหมด พวกมันยังส่งสายลับแทรกซึมเข้ามาในหน่วยทหารระดับสูงของประเทศเรา คราวก่อนที่ไล่ล่ากลุ่ม X คนเหล่านั้นที่กลุ่ม X จับไปไม่ใช่ตัวประกัน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อโรคของศูนย์วิจัยทางทหารที่ซ่อนตัวอยู่ในแต่ละประเทศ พวกเขาต้องการแพร่เชื้อโรคชนิดนี้ไปทั่วโลก โจมตีเศรษฐกิจของประเทศศัตรู จากนั้นให้บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้จำหน่ายยาต้านเชื้อ M1N1 เพื่อโกยกำไรมหาศาล คนของฉันได้หลักฐานการกระทำผิดของพวกเขามาแล้ว อยู่นี่”

ฉู่เฉียวพูดพลางหยิบกล้องดีวีดีเครื่องนั้นใส่มือหลี่หยาง แล้วกล่าวต่อว่า “เสี่ยวซือลอบสังหารหัวหน้ากลุ่ม X ที่โตเกียวครั้งก่อน ของที่จะนำกลับมาก็คือหลักฐานที่คนของเราแลกมาด้วยชีวิต เสียดายเสี่ยวซือกลับต้องมาตายที่โตเกียวทั้งที่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น จอมบงการเบอร์หนึ่งเรื่องเชื้อ M1N1 ก็คือกลุ่ม X เบื้องหน้าพวกมันซื้อขายอวัยวะมนุษย์ แต่เบื้องหลังกลับแอบวิจัยเชื้อโรคร้ายคร่าชีวิต พวกมันส่งคนลอบเข้าประเทศเรา ปลอมแปลงเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักกฎหมายทหาร โดยมีสายของพวกมันคอยคุ้มกัน เพื่อขโมยหลักฐานของฉันในเรือนจำแห่งนี้ ตอนนี้ถูกฉันกำจัดเรียบร้อยแล้ว”

หลี่หยางตาเบิกกว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อว่า “คุณหมายความว่า คนที่ฆ่าเสี่ยวซือก็คือ...?”

“ใช่!” ฉู่เฉียวพยักหน้า ก่อนกล่าวย้ำว่า “คนที่ออกคำสั่งให้ทิ้ง 003 ก็คือสายลับของประเทศศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในกระทรวงกลาโหม และเขาก็เป็นคนสั่งขังฉันไว้ในเรือนจำกองพลที่ 4 แย่งเอาหลักฐานความผิดของแต่ละประเทศไป เพื่อปกปิดการกระทำอันชั่วช้าของพวกมัน”

หลี่หยางยังตะลึงไม่หาย หัวคิ้วขมวดแน่น ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความโกรธ “ผู้เชี่ยวชาญด้านกระสุนปืนใหญ่ของประเทศ M มาที่นครตี้ตูเพื่อเยี่ยมชมเทคโนโลยี เสธฯ เฉียนกับผมยังต้อนรับเสียดิบดี คิดไม่ถึงว่าพวกเขา...”

“คุณว่าไงนะ” ฉู่เฉียวตะเบ็งเสียงถาม

หลี่หยางผงะแล้วย้อนถาม “อะไร”

“คุณบอกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกระสุนปืนใหญ่ของประเทศ M มานครตี้ตู?”

หลี่หยางพยักหน้าพร้อมกล่าว “ใช่ มาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

ฉู่เฉียวหน้าถอดสี ก่อนค้นบนตัวเขา “พกเครื่องจีพีเอสทหารหรือเปล่า?”

“คุณจะเอาไปทำอะไร”

ฉู่เฉียวเดือดขึ้นมาทันควัน ตะคอกเสียงกร้าว “มีหรือไม่มี?”

“ผมจะพกเครื่องแบบนั้นไว้กับตัวทำไม” เห็นสีหน้าร้อนใจของฉู่เฉียว หลี่หยางจึงรีบกล่าวต่อ “คุณตามผมมา ผมรู้ที่ไหนมี”

ทั้งสองตรงไปขึ้นรถกอล์ฟคันหนึ่ง ก่อนสตาร์ทเครื่องท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านในลานใหญ่ สองนาทีต่อมา เมื่อฉู่เฉียวเห็นไฟสีแดงบนเครื่องจีพีเอสกะพริบไม่หยุด เธอรู้สึกในหัวมีแต่ความว่างเปล่า

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ห้องพิจารณาคดีทำไมถึงมีอุปกรณ์ระเบิดติดตั้งอยู่”

ฉู่เฉียวลุกขึ้นวิ่งไปหาอาวุธที่เหมาะมือในโกดัง แล้วเดินลิ่วออกข้างนอกพลางเอ่ยเสียงเครียดว่า “ประเทศ M ไม่เชื่อใจกลุ่ม X ของประเทศ R แม้แต่นิดเดียว พวกเขากลัวว่าประเทศ R จะลงมือไม่สำเร็จ ทำให้เรื่องปูดออกไป ดังนั้นจึงตั้งเครื่องจีพีเอสไว้ในห้องพิจารณาคดี เมื่อถึงเวลา ระเบิดก็จะทำงาน ถึงตอนนั้นเรือนจำแห่งนี้ก็จะถูกระเบิดจนราบ รวมทั้งหลักฐาน และรวมทั้งฉันด้วย”

“แล้วตอนนี้ทำไงดี เดี๋ยวผมไปแจ้งหน่วยเก็บกู้ระเบิด แจ้งหน่วยเฉพาะกิจให้ส่งทหารมาช่วยควบคุมตัวแทนของประเทศ M ไว้ก่อน”

“ไม่ทันแล้ว” ฉู่เฉียวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เตรียมเฮลิคอปเตอร์ให้ฉันเดี๋ยวนี้ แล้วต้อนคนออกไปให้หมด เรื่องสำคัญที่ฉันต้องทำตอนนี้ก็คือ เอาหลักฐานส่งให้ถึงมือผู้บัญชาการหร่วน ชีวิตของเสี่ยวซือ ชีวิตของจารชนที่มีพลังพิเศษของหน่วยฯ 11 ทั้ง 14 คน ชีวิตของคนที่ตายเพราะเชื้อ M1N1และคนทั้งโลก ฝากไว้ในมือคุณแล้ว ดังนั้นจะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด”

หลี่หยางตะลึงงัน ควันฝุ่นตลบฟุ้งและฝูงชนที่โกลาหลอลหม่านในที่ไกลออกไป เขาเห็นใบหน้าที่เรียวบางและแววตาเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงตรงหน้า ในใจรู้สึกเศร้าสะเทือนใจสุดจะกล่าว อึดใจใหญ่ค่อยกล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ผมต้องทำให้ได้ ฉู่เฉียว คุณระวังตัวด้วย”

“คุณก็เหมือนกัน”

พูดจบ หญิงสาวก็ออกวิ่งอย่างแน่วแน่ พุ่งกลับไปที่ห้องควบคุมตัวชั้นสี่ที่เธอเพิ่งหนีออกมาด้วยความลำบากยากเย็นอีกครั้ง

สิบนาทีต่อมา เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบนลานจอดของเรือนจำกองพลที่ 4 ก็ทะยานขึ้นฟ้า บินออกไปด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าสู่ชานเมืองที่รกร้างปราศจากผู้คน

หลี่หยางนั่งอยู่ในรถ ประคองเครื่องจีพีเอสทหารไว้ในมือ มองดูจุดแดงเล็กๆ ที่เคลื่อนออกจากห้องพิจารณาคดีชั้นสี่ทีละนิด มาถึงลานกว้าง ผ่านแนวสิ่งปลูกสร้าง แล้วบินขึ้นฟ้ามุ่งหน้าสู่ชานเมืองอย่างรวดเร็ว อึดใจถัดมา เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวดังแหวกอากาศ จุดแดงบนเครื่องจีพีเอสดับวูบ กลายเป็นภาพหัวกะโหลกที่มืดดำ

หลี่หยางที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้หันมอง มีเพียงน้ำตาสายหนึ่งที่รินไหลลงมาช้าๆ ท่ามกลางความมืด

รัตติกาลของนครตี้ตู เงียบสงัดวังเวง...

หนังสือแนะนำ