ไฟสงครามคืนสิ้นปี

หานโย่วเหนียงไม่เคยผ่านศึกสงคราม แต่ได้ยินได้ฟังมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมทราบว่าการจุดไฟบนแท่นแจ้งข่าวการศึกหมายถึงอันใด สำหรับกับนาง ความป่าเถื่อนโหดร้ายของพวกตาดมองโกล คล้ายสัตว์ร้ายที่กระหายเลือดฝูงหนึ่ง

หยางหลิงกลับตื่นเต้นสงสัยมากกว่าแตกตื่นตระหนก เนื่องจากชมละครโทรทัศน์มากเกินไป เห็นว่าพวกตาดคือนักรบมองโกลอันอาจหาญ มีนิสัยโอ่อ่าผ่าเผย อาจบางทียามสู้รบหาญกล้า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มิใช่ภูตร้ายที่สูญสิ้นมนุษยธรรม

แต่ว่าถึงอย่างไรตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูคู่อริกัน มันยังไม่ไร้เดียงสาจนเข้าใจว่าเมื่อข้าศึกบุกเข้าเมืองมา จะยั้งมือไว้ไมตรีต่อตนเอง จึงรับฉุดดึงมือหานโย่วเหนียงวิ่งไปยังที่ทำการอำเภอ

ยามนี้ประตูเมืองปิดลง ชาวบ้านถายในเมืองเห็นแสงไฟแจ้งข่าวการศึก ต่างพากันออกจากบ้าน นี่มิใช่ครั้งแรกที่ราชบุตรชนเผาตาร์ตาร์แห่งมองโกลนามป๋อเอี๋ยนยกกำลังมาโจมตี แต่ที่ผ่านมายังไม่กล้าเข้าตีด่านสำคัญเช่นจุดพักม้าจีหลง อย่างมากเพียงปล้นสะดมชิงทรัพย์ ไม่กล้าเสี่ยงกับการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเข้าตีเมือง

แต่หากเป็นการศึกขนาดเล็ก ต้องไม่ก่อไฟแจ้งข่าวการศึก เหตุการณ์ในคืนนี้แสดงว่าไม่ปรกติ คล้ายกับว่าด่านรักษาการณ์บางแห่งถูกโจมตี ชาวบ้านทั้งหลายไหนเลยไม่แตกตื่นลนลานได้

มินเสี้ยนหลิ่งรับตำแหน่งนายอำเภอแม้เลอะเลือนโง่งม แต่จะอย่างไรมาจากนายทหาร พอฟังว่าพวกตาดมองโกลยกกำลังมา กระทั่งเสื้อผ้ายังไม่สวมใส่ให้เรียบร้อย ก็วิ่งออกจากตึกหลัง

ที่นี้มีทหารประจำการเพียงสองร้อยหกสิบนาย อยู่ภายใต้การนำของนายทหารยศปาจ่งสองนาย ตามกฎของราชวงศ์หมิง เมื่อเกิดศึกสงคราม ให้ขุนนางท้องถิ่นระดับสูงสุดรับผิดชอบปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้นมินเสี้ยนหลิ่งจึงเป็นผู้บัญชาการสู้รบครั้งนี้

มินเสี้ยนหลิ่งทางหนึ่งส่งม้าเร็วออกไปติดต่อกับจุดพักม้าที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำการหาข่าวเพิ่มเติม ทางหนึ่งส่งคนไปขอกำลังหนุนจากตัวเมือง ขณะเดียวกันก็แจ้งให้หม่าเจ๋อเฉิงจัดสรรดาบทานแก่พนักงานประจำที่ทำการเจ๋อเฉิง เตรียมขึ้นกำแพงเมืองไปต้านทานข้าศึก

หยางหลิงที่ด้านข้างชมดูจนปากอ้าตาค้าง กล่าวตามความสัตย์ วันเวลาที่ผ่านมามันสะสางงานใหญ่น้อยให้กับท่านนายอำเภอส่วนมินเสี้ยนหลิ่งคล้ายหุ่นเชิดตนหนึ่ง ในใจนึกดูแคลนอยู่บ้าง คิดไม่ถึงพอบัญชาการศึก กลับสั่งการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

มินเสี้ยนหลิ่งพอสั่งการเสร็จ ค่อยระบายลมจากปาก โถมกลับเข้าตึกหลัง ร้องว่า “หมวกเกราะดาบใหญ่ของบิดาเล่า รีบนำมา”

กล่าวจบเหลียวมองหยางหลิงกับหานโย่วเหนียงที่ยืนอยู่ด้านหลังมันแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านฆ่ามันเถอะ ปีนี้คงยากลำบากมากแล้ว พวกตาดมองโกลยกกำลังมาปล้นชิงคืนสิ้นปี คาดว่าวัวแพะที่นอกด่านถูกความหนาวคุกคามล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกมันไม่กวาดของกินของใช้ไป ต้องไม่ถอนกำลังกลับไป”

ยามนั้นบ่าวไพร่สองคน คนหนึ่งหอบชุดเกราะรูปลูกกุญแจ คนหนึ่งแบกดาบใหญ่รูดมา เนื่องจากที่นี้เป็นอำเภอชั้นที่สาม ความเป็นอยู่ยากลำบาก มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้นำบุตรภรรยามา ยามปรกติเป็นบ่าวไพร่เหล่านี้คอยดูแลรับใช้

มินเสี้ยนหลิ่งถอดชุดขุนนางบุ๋น สวมชุดเกราะรูปลูกกุญแจแทน หานโย่วเหนียงเห็นเช่นนั้น รีบหลบไปห้องด้านข้าง มินเสี้ยนหลิ่งพอสวมชุดเกราะแล้วเสร็จ ก็ทับเครื่องแบบนายอำเภอลงไป จากนั้นยื่นมือหยิบฉวยดาบใหญ่จากมือบ่าวไพร่มาถือไว้

ดาบเล่มนี้หนักสี่สิบกว่าชั่ง มินเสี้ยนหลิ่งถือด้วยมือเดียว ขยับข้อมือควงดาบเป็นวง จากนั้นปักใส่พื้นดิน จนอิฐเขียวปริแตก หยางหลิงชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง มันแม้ทราบว่ามินเสี้ยนหลิ่งมาจากสายทหาร แต่นึกไม่ถึงว่าจะใช้อาวุธหนักถึงเพียงนี้

มินเสี้ยนหลิ่งยังสวมเครื่องแบบนายอำเภอ บนศีรษะก็สวมหมวกดำเสียบขนนก กลับถือดาบใหญ่คมกล้าเล่มหนึ่ง ดูไปประหลาดพิกลยิ่ง มันตวาดสั่งว่า “ตามเราขึ้นกำแพงเมือง”

เจ้าหน้าที่กรมเมืองซึ่งชุมนุมอยู่ที่ลานตึกรับคำคราหนึ่ง ห้อมหน้าล้อมหลังโถมออกไป หยางหลิงก็ติดตามไปด้วย

ยามนี้หิมะตกหนักกว่าเดิม เกล็ดหิมะขนาดใหญ่ปลิวโปรย แผ่นฟ้าแผ่นดินเลือนราง มินเสี้ยนหลิ่งนำทั้งหมดขึ้นบนกำแพงเมืองเห็นทหารนับร้อยอยู่บนประตูเมืองด้านทิศใต้ จับตาดูเชิงกำแพงเบื้องล่างอย่างจดจ่อ

ประตูเมืองบานนี้เป็นประตูใหญ่เชื่อมกับทางหลวงสายเหนือจรดใต้ ส่วนประตูเมืองตะวันออกกับตกสร้างพิงภูเขา ไม่เหมาะกับการควบม้าศึก ต่อให้พวกตาดมองโกลยกกำลังมาก็ไม่ตีประตูเมืองตะวันออกและตก ดังนั้นเพียงจัดทหารเฝ้ารักษาด้านละเจ็ดสิบนาย โดยมีนายทหารยศปาจ่งผู้หนึ่งควบม้าตรวจตรา

นายทหารยศปาจ่งที่ประจำอยู่บนประตูเมืองด้านใต้ เห็นท่านนายอำเภอรุดมาด้วยตนเองจึงรีบวิ่งปราดมา คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือกล่าวว่า “ผู้น้อยเจียงปิงคำนับใต้เท้ามิน”

มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่า “มิต้องเจียงปาจ่ง (นายทหารยศปาจ่งแซ่เจียง) พวกตาดมองโกลมาแล้วหรือ?”

เจียงปิงยิ้มพลางกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า แสงไฟส่องไม่ถึงเชิงกำแพง เห็นไม่ชัดตา แต่ดูจากคบไฟของพวกตาดมองโกล สมควรมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน แต่ใต้เท้าวางใจ ผู้น้อยจะไม่ปล่อยให้พวกมันบุกขึ้นมา”

หยางหลิงสำรวจดูนายทหารยศปาจ่งนายนี้ เห็นเจียงปิงมันหน้าตาหล่อเหลา อยู่ในวัยยี่สิบเศษ รูปกายกำยำ ท่วงท่าเหี้ยมหาญ คล้ายไม่เห็นไพร่พลมองโกลอยู่ในสายตา

หยางหลิงลอบผงกศีรษะ ในความทรงจำของมัน ทหารต้าหมิงล้วนอ่อนแอ ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้ต้าหมิงนำทัพห้าสิบหมื่นออกศึก คงไม่ถูกขุนนางไท้ซือของชนเผ่าวาลาใช้กำลังสิบหมื่นโจมตีแตกพ่ายยับเยิน ฮ่องเต้ต้าหมิงยังถูกจับเป็น มันยังเข้าใจว่าขุนนางต้าหมิงพอได้ยินคำว่าพวกตาดมองโกลก็หน้าถอดสี คิดไม่ถึงนายอำเภอที่นี้ กับนายทหารยศปาจ่งที่เฝ้าเมืองล้วนองอาจหาญกล้า

มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อเฮฮา ชักชวนว่า “ขึ้นไปชมดูกัน” ทั้งหมดขึ้นบนกำแพง ยึดเกาะปีกกามองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นที่เบื้องล่างมืดมิด คบไฟร้อยกว่าอันเคลื่อนไหวไปมาแว่วเสียงร้องประหลาดพิกลดังมา

บนทางหลวงที่อยู่ห่างจากเชิงกำแพงชั่วธนูแล่น ชุมนุมด้วยคบไฟยี่สิบกว่าอัน ส่องเห็นเงาร่างหลายสาย ส่งเสียงร่ำร้องอันใด มินเสี้ยนหลิ่งจึงแค่นหัวร่อกล่าวว่า “อาศัยกำลังนับร้อยก็คิดตีจุดพักม้าจีหมิงของเราหรือ?”

เจียงปิงชี้มือไปทางตะวันออกกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า หน่วยสอดแนมที่ส่งออกไปเมื่อครู่ถูกพวกตาดมองโกลยิงสังหารไปคนหนึ่ง ที่หลบหนีกลับมารายงานว่าทางเอ้อหลีปั้นบังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน คาดว่าพวกตาดมองโกลกำลังโหมตีที่นั้น”

เอ้อหลีปั้น อู่หลี่ไถกับชวินหลอผู่เป็นด่านรักษาการณ์ที่อยู่ใกล้กับจุดพักม้าจีหมิง แต่หากคิดบุกตีด่านจวีหยงกวน ต้องผ่านจุดพักม้าจีหยง มินเสี้ยนหลิ่งพอฟัง คาดว่าพวกตาดมองโกลคิดตีจุดพักม้าเอ้อหลีปั้น ไพร่พลที่ส่งมาถึงเชิงกำแพงเบื้องล่าง เพียงคิดอุดประตูเมืองไว้ มิให้ทางอำเภอส่งกำลังไปช่วยเหลือจุดพักม้าเอ้อหลีปั้น

มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้จับดาบมาสองปี จึงคันไม้คันมือ เห็นพวกตาดมองโกลควบม้าไปที่เบื้องล่าง ทั้งส่งเสียงร้องประหลาดพิกล จึงหันไปกล่าวกับเจียงปิงว่า “เจียงปาจ่ง จัดม้าศึกให้กับเราตัวหนึ่ง พร้อมกำลังสี่สิบนายติดตามเราออกจากเมืองไปขับไล่พวกตาดมองโกล”

เจียงปิงก็คิดออกจากเมืองไปสู้รบสักครา เพียงแต่ไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ พอฟังยินดียิ่ง ร้องสั่งว่า “พวกเราจูงม้าศึกมาสองตัว มือธนูบนกำแพงเตรียมพร้อม หลิวเซียวจ่างกับหลี่เซียวจ่าง (หัวหน้าเวรแซ่หลิวแซ่หลี่) ติดตามใต้เท้ากับเราออกจากเมือง”

หยางหลิงเห็นพวกมันเพียงนำกำลังพลสี่สิบนายก็กล้าออกจากเมือง กลับตื่นเต้นสงสัยอยู่บ้าง หวังปันโถว (เจ้าหน้าที่กรมเมืองแซ่หวัง) ที่ด้านข้างเป็นทหารคนสนิทของมินเสี้ยนหลิ่งเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “หยางซื่อแหย (ผู้ช่วยแซ่หยาง) ยังไม่เคยเห็นความอาจหาญของใต้เท้ามิน ใต้เท้ามินเป็นนายทหารยศเชียนจ่งของแม่ทัพจ่งปิงเมืองต้าถง มีวิชาการต่อสู้เป็นเลิศ เมื่อตอนกวาดล้างโจรภูเขา ใต้เท้ามินเพียงนำกำลังขบวนหนึ่ง ก็เข่นฆ่าโจรภูเขาบนภูเขาหนิงโถวร้อยกว่าคนจนแตกกระเจิง คราครั้งนี้ต้องรับชนะแน่นอน”

ประตูเมืองใต้หอสังเกตการณ์บนประตูเมืองเปิดอ้าออก เมืองน้อยนี้ ทั้งไม่มีคูเมืองและไม่มีสะพานแขวน มือธนูที่หอบนประตูเมืองทั้งยี่สิบนายพากันน้าวคันธนูพาดลูกศรเตรียมพร้อม มินเสี้ยนหลิ่งกับเจียงปิงที่เบื้องล่างก็นำทหารสี่สิบนายโถมออกจากเมือง

ทหารสี่สิบนายนี้ประกอบด้วยมือดาบโล่ยี่สิบนาย มือทวนยี่สิบนาย กระจายกำลังเป็นรูปปีกนกอยู่ทางซ้ายขวา เจียงปิงหยุดม้าศึกไว้ ขณะจะร้องถามไพร่พลมองโกลที่ด้านตรงข้าม มินเสี้ยนหลิ่งชิงร่ำร้องว่า “ชนเผ่าโจรรุกล้ำเขตแดนเรา รีบมารับความตาย บุก”

กล่าวจบยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ สองเท้ากระทุ้งบังโกลนม้า ควบม้าเข้าหาไพร่พลมองโกลที่คลุมหนังสัตว์ สะพายคันธนูสิบกว่าคนนั้น

เจียงปิงชมดูจนตาค้าง มันทราบว่าใต้เท้ามินท่านนี้เคยเป็นนายทหารยศเชียนจ่ง ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพจ่งปิงแห่งต้าถงตู้เหยินกว่อ ตู้จ่งปิงถูกขนานนตามว่าตู้วิปลาส พอรบทัพจับศึก ไม่ดำเนินยุทธวิธีใด หากนำกำลังเข่นฆ่าเข้าไป ใช้ดาบสันหนาหกสิบชั่งเป็นอาวุธ ดังนั้นน้อยคนที่ต้านทานได้

เพียงแต่สองทัพทำสงคราม เพียงความเหี้ยมหาญส้วนบุคคลไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้ ที่ผ่านมาแม้สังหารทหารมองโกลไม่น้อย แต่รบแพ้มากกว่าชนะ ทุกครั้งที่สู้แพ้ จะใช้ดาบสับชุดเกาะระบายแค้น คิดไม่ถึงมินเสี้ยนหลิ่งผู้นี้ก็มีท่วงทำนองเดียวกับใต้เท้าจ่งปิงของมัน

เจียงปิงร้อนใจขึ้นมา หากมินเสี้ยนหลิ่งเป็นไรไป มันคงไม่อาจรับผิดชอบได้ ยามนั้นไม่คำนึกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นทหารฐาน รีบกวัดแกว่งดายร้องสั่งว่า “ติดตามใต้เท้าไป เข่นฆ่าให้กับเรา” มันใช้ดาบที่ใช้บนหลังม้ายาวสามเซียะสองเล่ม ถือดาบด้วยสองมือ เพียงใช้เท้าสองเท้าบังคับม้า ควบม้าตามมินเสี้ยนหลิ่งไป ทหารราบสี่สิบนายเห็นเช่นนั้นได้แต่วิ่งไล่กวดตามไป

มินเสี้ยนหลิ่งควบม้าชั้นดี ชั่วพริบตาก็พ้นผ่านระยะชั่วธนูแล่น จึงคลายสายบังเหียนม้าโถมเข้าหาชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษที่อยู่ท่ามกลางนักรบมองโกลเหล่านั้น

ภายใต้แสงคบไฟสาดส่อง ชายหนุ่มนั้นสวมชุดหนังเสือ เหนือไหล่สะพายคันธนู มือถือทวนยาววางขวางอยู่บนอานม้า ภารกิจของมันคือข่มขวัญทหารรักษาการณ์ภายในเมือง มิให้พวกมันส่งกำลังไปช่วยเหลือจุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้น ถือเป็นภารกิจที่สะดวกง่ายดายยิ่ง

นี่นับเป็นคราเคราะห์ของมัน วันนี้กลับเผชิญกับนายอำเภอวิปลาส ซึ่งเคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพจ่งปิงวิปลาสแห่งเมืองต้าถง มิเพียงออกจากเมืองมารับศึก ทั้งยังเข่นฆ่าเข้ามาเพียงลำพัง

ยามนี้ปรากฏหิมะเกลื่อนฟ้า มินเสี้ยนหลิ่งควบขับม้าดำ สวมเครื่องแบบนายอำเภอสีเขียว จึงหลอมกลืนกับความมืด รอจนมินเสี้ยนหลิ่งโถมถึงเบื้องหน้า ค่อยจำแนกออกว่าผู้มาเป็นชาวต้าหมิง

ขุนนางบุ๋นบนหลังม้าหน้าดำมะเมื่อมตาเล็กหยีเบิกโปน ไว้เคราครื้ม สองมือยกชูขึ้นสูง ภายใต้แสงคบไฟสาดส่องค่อยเห็นชัดตาว่าเป็นดาบใหญ่ที่แวววับจับตาเล่มหนึ่ง

ดาบใหญ่สี่สิบชั่งอาศัยกำลังของม้าเร็วที่ถาโถมเข้ามา บังเกิดเป็นกระแสลมหอบหนึ่ง ม้าพอมาถึง ดาบก็ฟันลง ชายหนุ่มนั้นไม่ทันหลบเลี่ยง ยามตื่นตระหนกรีบใช้สองมือคว้าจับคันทวนขึ้นจากอานม้า คมดาบก็ฟันเฉียงๆ ลงมา

เห็นโลหิตฉีดพุ่งเป็นลำ ศีรษะของมันไม่ทราบปลิ่วกระเด็นไปที่ใด ดาบนี้ฟันใส่ลำคอข้างขวา ตัดครึ่งซีกร่างของชายหนุ่มนั้นจนถึงชายโครงข้างซ้าย หัวไหล่ครึ่งหนึ่งหายวับไป ร่างที่ไร้หัวส่ายโงนเงนสองครา ค่อยพลิกร่วงลงจากหลังม้า

ดาบใหญ่แลบแปลบปลาย เคลื่อนไหวปานจักรผัน ดาบอยู่ในมือมินเสี้ยนหลิ่งคล้ายวัตถุไร้น้ำหนัก คบไฟในมือฝ่ายตรงข้ามเป็นเป้าหมายที่เด่นชัด ดังนั้นดาบใหญ่ฟันซ้ายป่ายขวา จะอย่างไรทั้งซ้ายขวา หน้าหลังล้วนเป็นศัตรู ดังนั้นเข่นฆ่าได้อย่างเต็มที่

ชาวมองโกลเหล่านี้ล้วนเป็นนักรบบนหลังม้า ความจริงไม่สมควรมีปฏิกิริยาชักช้าถึงเพียงนี้ แต่พอเห็นชายหนุ่มชุดหนังเสือถูกมินเสี้ยนหลิ่งสังหารในดาบเดียว ล้วนแตกตื่นตะลึงลาน พริบตาที่ตะลังลานก็ปรากฏผู้คนอีกห้าคนตายใต้ดาบใหญ่ของมินเสี้ยนหลิ่ง

ที่หลงเหลือส่งเสียงร้องคำหนึ่ง พากันบังคับม้าหลบหนี พร้อมทั้งซัดคบไฟใส่มินเสี้ยนหลิ่ง มินเสี้ยนหลิ่งตวัดดาบปัดป่ายคบไฟพ้นห่าง มันเข่นฆ่าจนย่ามใจ จึงควบม้าไล่กวดตามคนเหล่านั้นไป

เจียงปิงที่ตามหลังเห็นเช่นนั้นรีบร้องว่า “ใต้เท้ามิน รีบกลับมา”

มินเสี้ยนหลิ่งไม่แยแสสนใจ ไล่กวดตามเงาดำที่เบื้องหน้าสายหนึ่งจนทัน ส่งเสียงร้องพลางฟันดาบใหญ่ลง คนที่เบื้องหน้าพลันรั้งดึงสายบังเหียน ม้าศึกยกขาหน้าขึ้น แผดเสียงร้องออกมา ได้ยินเสียงเคร้ง มินเสี้ยนหลิ่งสองแขนชาวูบ ต้องร้องชมเชยว่า “กำลังวังชาที่แข็งแรงยิ่งนัก”

หัวหน้าขบวนมองโกลนั้นใช้เหล็กง่ามสามแฉกเป็นอาวุธ มีน้ำหนักไม่น้อยกว่าดาบใหญ่ของมินเสี้ยนหลิ่ง เอ่ยถึงกำลังแขนยังเหนือกว่าอีก แต่ว่ามินเสี้ยนหลิ่งเงื้อดาบฟันลง คนผู้นี้รับมืออย่างฉุกละหุก จึงได้รับความสั่นสะเทือนจนสองมือชาด้าน เหล็กง่ามถูกดาบใหญ่ฟันงอโค้งลง

คนผู้นั้นตัดสินใจซัดเหล็กง่ามกลับหลังใส่มินเสี้ยนหลิ่ง จากนั้นกระตุ้นม้าควบขับไปตามทางหลวง พร้อมกับปลดคันธนูลงจากกลางหลัง

มินเสี้ยนหลิ่งเงื้อดาบปัดป่ายเหล็กง่ามปลิวกระเด็น ขณะจะติดตามต่อไปที่ด้านข้างปรากฏม้าตัวหนึ่งโถมเข้ามา คนบนหลังม้าจ้วงแทงทวนใส่ ดีที่คบไฟบนพื้นยังไม่ดับไป มินเสี้ยนหลิ่งรีบหงายร่างหลบเลี่ยง ยกดาบหวดทวนพ้นห่างออกไป

ต่อจากนั้นด้านขวามือบังเกิดเสียงตวาดก้อง ดาบเล่มหนึ่งฟาดฟันเข้ามา มินเสี้ยนหลิ่งจึงหลบซ้ายเลี่ยงขวา ยามนั้นหิมะตกหนัก ล้วนอาศัยแสงเลือนรางจากคบไฟบนพื้นซึ่งยังไม่ดับไปหลายอัน ดังนั้นทั้งสามล้วนระมัดระวัง ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป

ทหารม้ามองโกลทั้งใกล้ไกลพบว่าหัวหน้าขบวนถูกจู่โจม จึงตวาดพลางถาโถมเข้ามา ดีที่แสงสว่างมืดครื้ม บวกกับหัวหน้าขบวนทั้งสองต่อสู้ติดพันอยู่กับมินเสี้ยนหลิ่ง ชาวมองโกลไม่กล้ายิงธนูใส่ ไม่เช่นนั้นมินเสี้ยนหลิ่งคงถูกยิงกลายเป็นตัวเม่นปรุพรุนไปแล้ว

ยามนั้นเจียงปิงควบม้ามาถึง ควงดาบที่ใช้บนหลังม้าทั้งคู่ หักล้างกับชาวมองโกลที่ถือทวนสิบกว่ากระบวนท่า คุกคามมันฆ่าถอยไป จากนั้นร้องบอกต่อมินเสี้ยนหลิ่งว่า “ใต้เท้า คบไฟพอดับไป พวกเราจะถูกกักอยู่นอกเมืองแล้ว รีบกลับเข้าเมืองเถอะ”

มินเสี้ยนหลิ่งงงงันวูบ จากนั้นฟาดฟันดาบใหญ่ ปะทะกับชาวมองโกลที่ถือดาบ จนเกิดสะเก็ตไฟแลบกระจาย แล้วหันหัวม้าควบขับกลับไป

ชาวมองโกลรอบข้างทั้งสิบกว่าคนถือดาบกระชับทวน สู้พัวพันไม่เลิกรา มินเสี้ยนหลิ่งหาทราบไม่ว่าเมื่อครู่มันโถมเข้ามา สังหารบุตรชายคนที่สองของราชบุตรป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอนามซวี่เลี่ยปอฉี่ตายในดาบเดียว ยามนี้เห็นข้าศึกรุมล้อมเข้ามา หากว่าถูกพัวพันไว้ คงกลับเข้าเมืองไม่ได้ ดังนั้นบุกฝ่าพร้อมกับเจียงปิงเข่นฆ่ากลับไป

ยามนั้นหัวหน้าขบวนที่สูญเสียเหล็กง่ามวกกายไล่กวดตามมา มันแค้นขุนนางบุ๋นต้าหมิงผู้นี้จับใจ จึงน้าวคันธนูพาดลูกศรหาโอกาสยิงจู่โจม

เหล่าทหารราบทั้งสี่สิบนายวิ่งถึงกลางคัน เห็นท่านนายอำเภอกับเจียงปิงเข่นฆ่ากลับมา จึงหมุนตัววิ่งกลับไปทางประตูเมือง นักรบมองโกลรอบข้างติดตามมาโดยไม่ลดละ ทิ่มแทงสังหารทหารราบต้าหมิงเสียชีวิตไปเจ็ดแปดนาย

ดีที่อยู่ห่างจากกำแพงเมืองไม่ไกล มือธนูประจำหอบนประตูเมืองเห็นเช่นนั้น จึงยิงธนูใส่นักรบมองโกลที่ถือคบไฟ คุกคามพวกมันล่าถอยกลับไป

เหล่านักรบมองโกลเห็นเช่นนั้น พากันหยุดม้าเก็บอาวุธ ปลดคันธนูจากกลางหลังยิงธนูใส่ที่เบื้องหน้ามืดมิดเป็นแผ่นผืน ไม่อาจเห็นเงาคนชัดตา ไม่สามารถสำแดงฝีมือยิงธนูออกมา มาตรงมันเป็นเช่นนั้น ยังมีทหารหมิงสิบกว่านายถูกธนูยิงใส่ ที่รับบาดเจ็บสถานเขาก็วิ่งโซซัดโซเซ ทั้งเกลือกกลิ้งทั้งคืบคลานเข้าประตูเมือง

มินเสี้ยนหลิ่งก็กระตุ้นม้าเข้าประตูเมือง หัวหน้าขบวนที่สูญเสียเหล็กง่ามนั้นจึงคลายสายธนู ยิงลูกธนูขนนกดอกหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งสวมชุดเกราะรูปลูกกุญแจ ไม่กลัวตายกระบี่ฟาดฟัน แต่ลูกธนูชำแรกเข้ามาทางรอยต่อของลูกกุญแจ มินเสี้ยนหลิ่งสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ที่กลางหลังปวดแปลบแสบร้อน ถูกลูกธนูปักใส่ใต้กระดูกหัวไหล่

ลูกธนูนี้แฝงพลังดุดัน หัวธนูรูปสามเหลี่ยมถูกรูปกุญแจบนชุดเกราะเกี่ยวไว้ ยังคงยิงทะลุเข้ามา หากมิใช่สวมชุดเกราะทับอยู่ข้างใน ลูกธนูนี้คงยิงทะลุถึงหัวใจแล้ว

มินเสี้ยนหลิ่งรีบก้มกายลง ควบม้าเข้าประตูเมือง เจียงปิงควงควบคู่ ติดตามเข้ามาดุจสายลมหอบหนึ่ง ทหารหมิงที่เหลือฮือกันเข้าเมือง จากนั้นปิดประตูเมืองลงดังโครมใหญ่

หยางหลิงกับพวกพากันลงจากกำแพงเมือง มินเสี้ยนหลิ่งกระโดดลงจากหลังม้า ยังหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “สมใจ สมใจนัก ท่านย่ามันเถอะ หากว่ามีทหารม้าขบวนหนึ่ง บิดาจะเข่นฆ่าพวกตาดมองโกลเหล่านี้ให้หมดสิ้น”

หยางหลิงเห็นบนหลังมันปักไว้ด้วยลูกธนูรอกหนึ่ง ยังไม่นำพา จึงร้องบอกว่า “รีบตามหมอมา ใต้เท้าถูกลูกธนูยิงใส่แล้ว”

มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่า “อาการบาดเจ็บเพียงนี้นับเป็นอย่างไร” พลางเดินออกไปสองก้าว แต่แล้วหน้ามืดทะมึน เข่าอ่อนระทวยแทบล้มคว่ำลง ดีที่เจียงปิงสับเท้าออกมาประคองมันไว้

มินเสี้ยนหลิ่งด่าทอว่า “สุนัขตาดที่สมควรตาย ลูกธนู...ฉาบพิษไว้” กล่าวจบคำสิ้นสติไป ทั้งหมดแตกตื่นลนลานขึ้นมา ช่วยกันแบกมันขึ้นไปยังหอบนประตูเมือง จัดให้นอนคว่ำบนตั้งเตียง

เจียงปิงหยิบฉวยตะเกียงน้ำมันพืชขนาดใหญ่บนโต๊ะขึ้น พลางฉีกเสื้อท่อนบนของมินเสี้ยนหลิ่งออก เห็นหัวธนูเกี่ยวเข้าไปในรอยต่อของรูปลูกกุญแจบนชุดเกราะ จึงไม่กล้าถอนดึงธนูวุ่นวาย ขู่คำรามว่า “หมอเล่า รีบตามหมอมา”

ที่ด้านข้างมีคนวิ่งออกไป หัวหน้าเวรที่ด้านล่างก็สั่งให้ประคองทหารราบที่ถูกฟันทำร้ายและถูกลูกธนูยิ่งใส่ขึ้นมายังหอบนประตูเมือง ชั่วครู่ให้หลังหมอรักษาก็ถือล่วมยาเข้ามา มันเลื่อยตัดก้านธนูบนร่างมินเสี้ยนหลิ่ง ถอดชุดเกราะออก เห็นบริเวณที่ถูกลูกธนูยิงใส่บวมเป่งขนาดเท่าไข่ห่าน สีผิวเป็นสีดำ โลหิตที่ไหลออกมามีกลิ่นคาวอยู่บ้าง

เจียงปิงใจเขม็งตึงเครียด ถามว่า “ใต้เท้าเป็นอย่างไร มีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?”

หมอรักษาจอนผมหงอกขาว อยู่ในค่ายทหารมาครึ่งชีวิต กลับไม่แตกตื่นลนลาน เปิดล่วมยาหยิบมีดเงินออกมาเล่มหนึ่ง กรีดปากแผลที่บวมเป่ง ปรากฏโลหิตสีดำไหลออกมา มินเสี้ยนหลิ่งยังนอนคว่ำไม่ฟื้นคืนสติมา

หมอรักษาใช้สำลีเช็ดคราบเลือด ยกขึ้นมาสูดดมที่ริมจมูก ระบายลมจากปากกล่าวว่า “ยังดีอยู่ นี่เป็นพิษของหญ้าเขี้ยวสุนัขป่า พิษไม่รุนแรงเท่าใด ใต้เท้ารบราฆ่าฟัน พิษจึงแพร่กระจายโดยเร็ว เป็นเหตุให้สิ้นสติไป รอให้ผู้น้อยถ่ายเลือดพิษออก จัดยาให้สักหลายชุด พักผ่อนสักสามสี่วันจะทุเลาหายดีเอง”

ผู้คนรอบข้างพอผังค่อยโล่งอก ยามนั้นที่เบื้องนอกปรากฏผู้คนกลุ่มหนึ่งรุดมา หยางหลิงเหลียวหน้ามอง เห็นหวงฉียิ่นปั้นหน้าเคร่งเครียดเดินนำหน้า ที่ด้านหลังตามติดด้วยหวังจู่ปู้ (ขุนนางยศจู่ปู้แซ่หวัง) หลิวเตียนซื่อ (ขุนนางเตียนซื่อแซ่หลิว) ฟ่งซวินเจี่ยน (ขุนนางซวินเจี่ยนแซ่ฟ่ง) หงปันโถว (เจ้าหน้าที่กรมเมืองแซ่หง) กับพวก จึงเข้าไปรับหน้ากล่าวว่า “หวงเหลา (ผู้เฒ่าหวง) ท่านมาแล้ว”

หวงฉียิ่นส่งเสียงดังอืมม์ มันได้ยินว่า มินเสี้ยนหลิ่งถูกธนูพิษยิงทำร้าย จึงรีบรุดมา พอฟังก็ถามว่า “ใต้เท้ามินเป็นไรแล้ว?”

หยางหลิงบอกเล่าเหตุการณ์ให้ทราบ หวงฉียิ่นพบฟังจบ พลันตบโต๊ะด่าทอว่า “บัดซบ ลาโง่งม เป็นคนเสียสติชัดๆ”

หยางหลิงอึ้งไปวูบ ไม่ทราบมันด่าตนเองหรือว่าด่ามินเสี้ยนหลิ่ง ตอนนี้หวงฉียิ่นมีตำแหน่งต่ำกว่ามินเสี้ยนหลิ่งขั้นหนึ่ง กลับด่าทอผู้บังคับบัญชาอย่างเปิดเผย ออกจะเสียมารยาทไปแล้ว

หวงฉียิ่นโกรธแค้นจริงๆ ยามปรกติมันไม่ไต่ถามกิจการของอำเภอ แต่ตอนนี้ปรากฏข้าศึกรุกราน หากถูกตีเมืองแตก ต้องมีชีวิตนับหมื่นถูกเข่นฆ่าสังหาร รวมทั้งครอบครัวของมัน ไหนเลยไม่โกรธไม่แค้นได้

หวงฉียิ่นชี้นิ้วด่ากราดว่า “พวกท่านไม่ห้ามปราบใต้เท้า กลับร่วมก่อความวุ่นวาย ทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ภายในเมืองวุ่นวายเพียงไหน ปรากฏชาวบ้านจำนวนมากฮือไปที่ประตูเมืองด้านทิศเหนือ หากมิใช่เรากับฟ่งซานเจี่ยนรุดไปอย่างทันการณ์ สลายการชุมนุมของพวกมัน ตอนนี้ชาวเมืองคงหนีหายไปกว่าครึ่ง บนกำแพงก็ไม่มีมาตรการอันใด หากมิใช่พวกตาดมองโกลรุดมาอย่างรีบร้อน ตัวเมืองคงถูกตีแตกไปแล้ว”

ตอนนี้มินเสี้ยนหลิ่งสลบไสล ขุนนางที่มีตำแหน่งสูงสุดคือเจียงปิงเจียงปาจ่ง ซึ่งเป้นขุนนางชั้นที่เจ็ดเช่นกัน แต่ว่าขุนนางบู๊ในตอนนั้นมีฐานะต่ำต้อย ห่างจากท่านนายอำเภอหลายชั้น จึงยืนอยู่เบื้องหน้าหวงเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอแซ่หวง) กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกมาโดยแรง...

หนังสือแนะนำ