ทฤษฏีของกบ

หยางหลิงเดินเข้าห้องลงนามรับรอง มองดูเอกสารที่กองสุมอยู่ ถึงแม้ยังปวดเศียรเวียนเกล่า แต่ไม่ร้อนใจเช่นตอนแรกอีก

ตามตัวอย่างของการกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมา มักตายอย่างพิศวงงงงวย ครั้งที่ยาวนานที่สุดไม่เกินสองเดือน แต่ตอนนี้มันย้อนเวลาสู่อดีตหนึ่งเดือนแล้ว ที่ต่างกับที่ผ่านมาคือ นี่เป็นชาติภพที่ข้นแค้นที่สุด ยังมีหญิงสาวที่น่าเวทนานางหนึ่ง ดังนั้นมันคิดใช้เวลาที่จำกัด หาเงินทองให้หานโย่วเหนียงดำรงชีวิตอยู่ได้

ตอนนี้ที่บ่านมีเงินสี่สิบกว่าตำลึง สำหรับกับชาวนาผู้หนึ่ง ถือเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง หากวันใดที่ตนเองลาโลกไป ก็จากไปโดยไม่ห่วงพะวง ดังนั้นเมื่อมองดูเอกสารอันหนาเตอะ ความกดดันทางจิตใจกลับลดทอนลง

เพียงระยะเวลาชั่วน้ำเดือดสองเที่ยว หยางหลิงตรวจทานเอกสารหกเจ็ดฉบับ ทำการคัดกรองส่วนที่ต้องให้ใต้เท้ามินจัดการอยู่ด้านหนึ่ง ค่อยหยิบเอกสารมาอีกฉบับหนึ่ง พบว่าเป็นเอกสารที่เก็บจนเหลืองเก่า ไม่คล้ายกับเพิ่งเขียนขึ้น หรือว่าก่อนนี้มีคนส่งเอกสารผิดที่

หยางหลิงหยิบเอกสารขึ้นมา เห็นลบทิ้งแล้วแก้ไข แสดงว่าเป็นต้นร่าง แต่ว่าตัวหนังสือคัดบรรจงสวยงาม มันแม้ชมชอบคัดลายมือ ยังไม่สามารถเขียนตัวหนังสือคัดบรรจงที่สวยงามถึงเพียงนี้

หยางหลิงอ่านดูเอกสาร เห็นเขียนไว้ว่า “ข้อเสียในวงราชการปัจจุบันคือ คนใกล้ชิดก้าวก่ายระเบียบวินัย ขุนนางใหญ่ไม่ปฏิบัติหน้าที อวยยศเพิ่มบรรดาศักดิ์พ็ร่ำเพรื่อ การจ้างแรงงานมีปัญหา ข้อเสนอน่ารังเกียจ การเนรเทศถูกละเลย ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความเปลี่ยนแปลงของฟ้า นับตั้งแต่แรกตั้งประเทศ มีการจำกัดผู้รับใช้ภายใน บัดนี้แต่งตั้งเพิ่มเติม เรื่องเดียวผ่านมือมากมาย ทั้งตั้งเขตปกครองกินเมือง เสพสุขของเจ้าชีวิต ยังมีแม่ทัพใหญ่คุมอำนาจชายแดน ทุจริตคิดมิชอบ การเก็บข้าวเปลือกภาษีไม่ได้ผล เครื่องบรรณาการถูกยักยอก มีผู้ทำให้เสียการมากมายนับไม่ถ้วน...”

หยางหลิงอุทานดังอา นี่เป็นคำวิจารณ์นโยบายปกครองประเทศ เหตุใดจึงปรากฏอยู่ในเอกสารของที่ทำการอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขณะอ่านดูอย่างจดจ่อ ที่ด้านข้างพลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “หยางซิ่วไฉยังสะสางเอกสารหรือ?”

หยางหลิงเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราหน้าขาวไว้เคราหรอมแหรมผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ดูจากเครื่องแบบขุนนาง กลับเป็นขุนนางชั้นที่แปด แทบไม่ถือเป็นขุนนาง กลับเป็นเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอ) ซึ่งอยู่ที่นี้หลายปี มีชื่อจริงว่าหวงฉียิ่น

หยางหลิงรีบผุดลุกขึ้น ประสานมือคารวะกล่าวว่า “ที่แท้เป็นหวงเสี้ยนเฉิง ผู้เยาว์เสียมารยาทแล้ว”

หวงฉียิ่นโบกมือวูบ ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง หยิบเอกสารมาอ่านดูแล้วกล่าว “หลี่จือเสิ่ง เติ้งฉังเอินหรือ นี่เป็นขุนนางใหญ่ในรัชกาลเสี่ยนจง ดูท่าสมควรเป็นต้นร่างของหนังสือกราบทูลของใต้เท้าท่านใด หยางซิ่วไฉได้จากที่ใด?”

กล่าวพลางไม่รอให้หยางหลิงตอบคำ ก็ชี้มือไปที่เอกสาร กล่าวถามว่า “ไม่ทราบหยางซิ่วไฉคิดเห็นอย่างไร?”

หยางหลิงก็พบว่าเอกสารนี้อยู่ในรัชสมัยเสี่ยนจง หรืออีกนัยหนึ่งเป็นต้นร่างของหนังสือกราบทูลเมื่อยี่สิบปีก่อน ทั้งเห็นหวงเสี้ยนเฉิงไม่เคยเผยโฉมมาก่อนพลันปรากฏตัวขึ้น ในใจก็คาดเดาสาเหตุได้หลายส่วน เห็นมันเพ่งตามองมาแน่วนิ่ง คล้ายเป็นเชิงสอบถาม คล้ายเกิดความร้อนใจ ราวกับเด็กชายต้องการคำชมจากครูบาอาจารย์ก็มิปาน

หยางหลิงขายประกันชีวิตมาหกเจ็ดปี ผ่านพบผู้คนมากมาย ถนัดในการคาดเดาจิตใจคนที่สุด พอเห็นแววตามัน ก็บังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้น ‘นี่เป็นหนังสือกราบทูลเมื่อยี่สิบปีก่อน ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอที่ไม่เคยโผล่หน้ามาก่อน มันบอกว่าเป็นหนังสือกราบทูลของใต้เท้าใด ดูจากเนื้อหาในเอกสารกลับกล่าวโทษขุนนางใหญ่ในตอนนั้น หรือว่า...เอกสารฉบับนี้เป็นมันเขียนขึ้น ถือเป็นความผิดร้ายแรง ถูกเนรเทศแล้วเนรเทศเล่า กลายเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยที่จุดพักม้าจีหมิงแห่งนี้?’

นึกถึงตอนนี้ หยางหลิงจงใจกล่าวว่า “ผู้เยาว์ละอายยิ่ง ไม่ทราบเรื่องราวของขุนนางสำคัญในรัชสมัยเสี่ยนจง ดังนั้นไม่สามารถแสดงความเห็น”

หวงฉียิ่นสั่นศีรษะกล่าวว่า “โอ...ล้วนเป็นเรื่องเก่านานมาแล้ว วันนี้ไม่มีเรื่องใด จึงมาสนทนากับท่าน คำพูดกล่าวจากปากเข้าหูเรา ไม่ถือเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์อันใด”

หยางหลิงใช้ความคิดอย่างรวดเร็วแล้วกล่าว “บทความนี้อารัมภบทว่าราชสำนักตอนนั้นองค์กรอุ้ยอ้าย ผู้คนมากกว่าเนื้องาน ร้องขอให้ตัดลดเจ้าหน้าที่ นับว่าจี้ตรงเป้า ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพียงแต่...”

หวงฉียิ่นพอฟังคำวิจารณ์ที่ว่า ‘องค์กรอุ้ยอ้าย ผู้คนมากกว่าเนื้องาน’ ถึงกับตากระจ่างวูบ ปรบมือชมเชยว่า “วิเศษแท้ เพียงสองประโยคนี้ก็ครอบคลุมทั้งหมด หยางซิ่วไฉยอดเยี่ยมยิ่ง เพียงแต่อะไร?”

หยางหลิงงงงันวูบ จากนั้นค่อยได้คิดขึ้น ‘ใช่แล้ว ยุคสมัยนั้นยังไม่มีคำศัพท์เช่นนี้ จึงให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่แก่มัน แต่ก็ไม่ต้องพลุ่งพล่านใจจนหน้าแดงก่ำถึงเพียงนี้ หรือเป็นเพราะว่าเสาะพบผู้รู้ใจ?’ ในใจครุ่นคิดปากกล่าวว่า “เพียงแต่ใต้เท้าท่านนี้คิดอ่านเช่นนักศึกษาไปแล้ว”

หวงฉียิ่นมีสีหน้าไม่พอใจวูบหนึ่ง กล่าวอย่างไม่ยินยอมอยู่บ้างว่า “เห็นได้อย่างไร?”

หยางหลิงพอเห็นสีหน้ามัน ก็คาดเดาเรื่องราวออก จึงกล่าว “ใต้เท้าท่านนี้มีจิตใจเด็ดเดี่ยว ไม่คำนึงถึงผลได้ผลเสีย รีบร้อนคิดขจัดความวุ่นวายคืนสู่ความสงบ นำความชอบธรรมมาสู่บ้านเมือง เพียงแต่ถึงแม้มีจิตใจอันระอุอุ่น กลับคิดอ่านง่ายเกินไป”

มันนึกถึงข้อดีข้อเสียขององค์กรยุคปัจจุบันแล้วกล่าว “ในความเห็นผู้เยาว์ ข้าราชการของบ้านเมืองแม้นับวันแต่จะอุ้ยอ้าย แต่ใต้เท้าท่านนี้หวังให้ฮ่องเต้ดำเนินการอย่างเฉียบขาด เกรงว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง ลองนึกดู ฮ่องเต้พอมีราชโองการ ย่อมต้องมีคนรับไปปฏิบัติ ปัญหาอยู่ที่ทั่วทั้งประเทศมีขุนนางมากน้อยเท่าใด ระหว่างขุนนางมีสายสัมพันธ์ซับซ้อนเพียงไหน เมื่อตัดกิ่งก้านไม้ง่ามมากมาย จะเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับมาถึงเพียงไหน

“ขุมกำลังนี้แม้มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะว่ากระทบถึงผลประโยชน์ของขุนนางทั้งประเทศ เท่ากับเป็นศัตรูกับขุนนางทั่วแผ่นดิน เมื่อตัดลดขุนนาง บัณฑิตนักศึกษาจะได้รับการบรรจุได้อย่างไร กลายเป็นล่วงเกินบัณฑิตนักศึกษาด้วย

“ดังนั้นต่อให้ฮ่องเต้รับข้อเสนอนี้ เหล่าขุนนางนับร้อยพันก็จะทำหนังสือคัดค้าน ขอให้เปลี่ยนความตั้งใจ ความคิดนี้แม้เพื่อชาติเพื่อราษฎร แต่ดำเนินการไม่ถูกวิธี ทั้งใจร้อนวู่วามไป กลับกลายเป็นภัยแก่บ้านเมือง สร้างความเดอืดร้อนแก่ราษฎร”

หวงฉียิ่นเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ไหนเลยเห็นซึ้งกระจ่างกว่าหยางหลิง ซึ่งอ่านบทความจากสื่อต่างๆ พบเห็นปัญหาขององค์กรทั้งในนอกประเทศอย่างถ่องแท้

หวนนึกถึงตอนแรกตนเองอายุเยาว์เลือดลมร้อนแรง เห็นระบบราชการฟอนเฟะ องค์กรอุ้ยอ้ายเทอะทะ จึงทำหนังสือกราบทูลขึ้นไป ปรากฏว่าเสี่ยนจงฮ่องเต้ทรงเห็นชอบด้วย ไม่นานก็ตัดลดขุนนางนครหลวง ลดตำแหน่งราชครู ทั้งมีพระราชกระแสให้ทั้งประเทศปฏิบัติตาม

แต่ชั่วระยะเวลาครึ่งเดือน ตนเองถูกลดตำแหน่ง เนรเทศออกจากนครหลวง หลี่จือเสิ่งกับเติ้งฉังเอินและพวกกลับคืนสู่ตำแหน่ง ส่วนตนเองถูกลดตำแหน่งแล้วลดตำแหน่งเล่า เพียงเวลาห้าปี จากขุนนางอวี้ซื่อถูกลดตำแหน่งเป็นผู้ช่วยนายอำเภอเล็กๆ คนหนึ่ง

ต่อจากนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หลี่จื่อเสิ่งและพวกถูกกล่าวโทษ ความจริงเข้าว่าตนเองจะเห็นแสงตะวันใหม่ มิคาดขุนนางที่เป็นปฏิปักษ์กับหลี่จือเฉิงกับเติ้งฉังเอินได้คืนสู่ตำแหน่ง มีแต่ตนเองคล้ายถูกลงลืม หลังจากไหว้วานผู้คนทำหนังสือถึงเพื่อนร่วมงานเก่าก่อน กลับไม่มีความคืบหน้าอันใด ที่แท้เงื่อนปมอยู่ที่นี้เอง

มันเข้าใจว่ากระทำเพื่อชาติเพื่อราษฎร กลับบังเกิดผลเช่นนี้ จึงมีอคติต่อทางโลก เกิดความกลัดกลุ้มหม่นหมอง คิดไม่ถึงนักศึกษาอายุเยาว์ผู้หนึ่งไขความลับของฟ้าว่า ตนเองล่วงเกินขุนนางทั้งหมดจนถ้วนทั่ว

ถึงแม้อากาศเหน็บหนาว หวงฉียิ่นยังหลั่งเงื่อเย็นเยียบโซมกาย ยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “หรือว่าจะนิ่งดูดาย ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป สุดท้ายตัวมอดแทะกินประเทศไปจนหมดสิ้น?”

หยางหลิงทอดถอนใจกล่าวว่า “คิดแก้ไขมิใช่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ไม่อาจสำเร็จในเวลาชั่วข้ามคืน การบริหารไม่เพียงต้องเป็นเอกภาพ ทั้งยังต้องต่อเนื่อง เริ่มจากนครหลวงก่อน ทั้งตัดลดหน่วยงานข้าราชการที่ไม่สลักสำคัญ เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ไม่ใจร้อนวู่วาม ใช้เวลายี่สบสามปีค่อยเห็นผล ถึงแม้ว่าเนิ่นนาน แต่จะเกิดประโยชน์ไปชั่วลูกชั่วหลาน”

จากนั้นยกอ้างทฤษฎีของกบออกมาว่า “ใต้เท้าเคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งหรือไม่ ให้เทน้ำลงในหม้อ หย่อนกบตัวหนึ่งลงไป จากนั้นเติมไฟที่ด้านล่าง น้ำจะร้อนขึ้นทีละน้อย เนื่องด้วยเป็นไปอย่างช้าๆ กบจึงไม่รู้สึกตัว ไม่รีบร้อนกระโดดขึ้นจากหม้อ รอจนพบว่าน้ำร้อนสุดทนทาน คิดกระโดดออกมาก็ไม่ทันการณ์

“ผู้เยาว์เห็นว่านี่เป็นการเปรียบเปรยทางโลก เมื่อประเทศดำเนินนโยบายใหญ่โต เพียงดึงผมเส้นเดียวจะสะเทือนไปทั่วร่าง ดังนั้นไม่ควรปรับเปลี่ยนรุนแรงเกินไป หากดำเนินการอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง ต่อให้คนคัดค้านรู้สึกตัว สถานการณ์ก็ยากกอบกู้แก้ไข

หวงฉียิ่นยืนตะลึงลานชั่วขณะ ค่อยหัวร่อเสียงแหบพร่า ผุดลุกขึ้นน้อมคารวะกล่าวว่า “ได้ยินท่านบอกกล่าวเที่ยวหนึ่ง เหนือกว่าท่องหนังสือสิบปี เราผู้แซ่หวงขอรับการสอนสั่งแล้ว” กล่าวจบหมุนตัวไป ร่างกลายเป็นงองุ้มคล้ายชราลงยี่สิบปี

หยางหลิงรีบผุดลุกขึ้น สกัดขวางทางไว้ ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า “หวงเหลา (ผู้เฒ่าหวง) ผู้เยาว์เพียงถกยุทธการบนกระดาษ กล่าวคุยโอ่โอ้อวด เพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์ จึงบอกกล่าวเช่นนี้ หากว่าอยู่ในเหตุการณ์คงต้องมืดแปดด้าน ท่านดูข้าพเจ้ากระทั่งเอกสารที่นี้ยังสะสางไม่ได้ ยังบังอาจสั่งสอนอันใด ผู้เยาว์คิดขอรับคำชี้แนะจากหวงเหลาเซียนเซิงจึงถูกต้อง” มันกล่าววาจาอยู่ครึ่งค่อนวัน หวงให้มีผู้รู้ช่วยชี้แนะตนเอง ไหนเลยยอมปล่อยให้อีกฝ่ายจากไป

หยางหลิงเรียกว่าหวงเหลา ไม่เรียกยศตำแหน่ง แสดงว่าตั้งตนเป็นลูกศิษย์จริงๆ หวงฉียิ่นมองดูชายหนุ่มผู้นี้ มันความจริงเข้าใจว่านี่เป็นบัณฑิตซิ่วไฉที่เขียนความเรียงปากู่เหวินได้ดี คิดไม่ถึงกลับมีความคิดอ่านเช่นนี้ ยามนั้นครุ่นคิด ‘เราไม่มีความสำเร็จอันใด มิสู้ให้ความช่วยเหลือมัน หากวันหน้ามันประสบความสำเร็จเป็นขุนนางใหญ่โต เราพลอยได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ต่อให้เพียงเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หลานเยาว์วัยที่กำพร้าบิดาตั้งแต่เล็กก็มีที่พึ่งพิง’

นึกถึงตอนนี้ หวงฉียิ่นตรงเข้าไปประคองหยางหลิงขึ้น กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “หลานแซ่หยางมิต้องเกรงใจ หากให้เป็นครูบาอาจารย์กลับไม่กล้ารับ เราเหล่าหวง (คนแซ่หวง) อยู่ที่นี้มานาน หากมีที่ใดช่วยเหลือได้ ยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

จัดพักม้าจีหมิงเป็นอำเภอชั้นที่สาม เปรียบกับอำเภอที่มั่งคั่งในแดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) เก็บภาษีน้อยกว่าถึงสี่ห้าร้อยเท่า ตามเหตุผลอำเภอเช่นนี้ไม่สมควรมีคนติดค้างภาษี แต่ในความสัตย์จริง เจ้าของที่ดินเล็กๆ หรือมีที่นาของตัวเองในที่นี้ยังอยู่ในสภาพครึ่งอิ่มครึ่งอด ที่ติดค้างภาษีเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล

ดังนั้นนายอำเภอคนหนึ่งคิดเก็บภาษีจากอำเภอที่มั่งคั่งสักแปดส่วน ชาวบ้านร้านถิ่นยังไม่เดือดร้อน ทั้งยกย่องเป็นขุนนางสุจริต แต่หากว่าเป็นอำเภอที่ข้นแค้นเช่นนี้ ต่อให้ทุ่มเทความพยายามเก็บภาษีสักสามส่วน ยังถูกกล่าวหาเป็นปีศาจดูดเลือด

อย่าว่าแต่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงกำหนดอัตราเงินเดือนขุนนาง เพียงพอให้หาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่นเลี้ยงดูบ่าวไพร่หญิงรับใช้ แม้แต่การว่าจ้างผู้ช่วยที่ปรึกษา ล้วนต้องควักกระเป๋าเอง ดังนั้นภาษีเสบียงที่ชาวบ้านจ่ายให้ ส่วนหนึ่งจึงเข้าพกเข้าก่อของขุนนางท้องถิ่น ท่านนายอำเภอเป็นเช่นนี้ เป่าจ่างหลี่จ่าง* ระดับล่างก็เป็นเช่นนี้ ดังนั้นเงินภาษีสิบส่วนเพียงถกเข้าคลังราวแปดส่วน

* กำนันผู้ใหญ่บ้าน

ฝนส่วนของอำเภอที่เก็บภาษีได้น้อย จึงทำรายงานว่าเกิดทุพภิกขภัย ขอให้ลดหย่อนภาษี สำหรับจุดพักม้าจีหมิง แม้มีผู้คนจำนวนมากติดค้างภาษี แต่ก็อาศัยการเก็บภาษีพ่อค้า เสริมส่วนที่ขาดหายไป ยังมีฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา พวกตาดมองโกลยกกำลังมาปล้นชิง สามารถรายงานความเสียหายหนักหนากว่าเดิม จะได้ลดภาษีเสบียงลง

เนื่องจากจุดพักม้าจีหมิงมีฐานะพิเศษ มีความสำคัญทางทหารมากกว่าการปกครอง ดังนั้นถึงแม้กรมทะเบียนราษฎร์พบว่าที่นี้นำสั่งภาษีไม่ครบถ้วน ก็ไม่เร่งรัดให้จัดเก็บเพิ่มขึ้น ไม่เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ

หวงฉียิ่นพอชี้แนะเช่นนี้ หยางหลิงก็พบทางสว่าง ภายใต้คำอธิบายของหวงเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอแซ่หวง) ภาษีเสบียงซึ่งเก็บได้เพียงสามส่วนก็ส่งมอบขึ้นไปครึ่งหนึ่ง

หวงเสี้ยนเฉิงยังช่วยแก้ปัญหาหยุมหยิมต่างๆ ให้ หยางหลิงก็เรียนรู้อย่างรวดเร็ว สะสางข้อราชการต่างๆ ให้กับทางอำเภอ กลายเป็นผู้บริหารจัดการอยู่หลังฉากของมินเสี้ยนหลิ่ง แต่ว่าอำนาจของหยางหลิงล้วนมาจากมินเสี้ยนหลิ่ง หากปราศจากท่านนายอำเภอ ก็ไม่มีผู้ใดรับฟังคำสั่งของมัน

มินเสี้ยนหลิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากท่านนายอำเภอตัวจริง และความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนายอำเภอหวัง ก็ดูแลอำเภอเล็กๆ แห่งนี้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นานให้หลัง ชาวบ้านร้านถิ่น ทหารประจำการ และพนักงานที่ทำการเจ๋อเฉิงล้วนทราบว่าผู้ที่ดูแลรับผิดชอบจุดพักม้าจีหมิงอยู่หลังฉากของมินเสี้ยนหลิ่งเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดปี เรียกว่าหยางหลิง

หานโย่วเหนียงไม่ไปทำงานที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอีก มิใช่นางไม่คิดไป แต่ว่าเถ้าแก่ของร้านไม่กล้าใช้สอยนางอีก เพราะว่าบุรุษของนางมีศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่ เพียงแต่บนศีรษะไม่ได้สวมหมวกของนายอำเภอเท่านั้น

ยุคสมัยนั้นตามเมืองใหญ่มณฑลเจียงซูเจ๋อเจียงมีโรงงานสิ่งทอและฟอกย้อม ว่าจ้างแรงงานหลายร้อยคน แต่ว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นบุรุษ ส่วนอำเภอเช่นนี้ไม่มีงานการสำหรับสตรี ได้แต่ให้หานโย่วเหนียงอยู่เหย้าเฝ้าเรือน ไม่ต้องออกไปอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้หานโย่วเหนียงจับเจ่าอยู่กับบ้าน นอกจากหุงข้างแล้วไม่มีงานการใด ในสายตาของคนยุคปัจจุบันเช่นหยางหลิง เห็นว่าหานโย่วเหนียงหลังอยู่บ้าน คล้ายถูกจองจำก็มิปาน

มีแต่ตอนที่หยางหลิงกลับบ้าน ใบหน้านางค่อยฉายแววยินดี ทางหนึ่งมองดูหยางหลิงกลับบ้าน ทางหนึ่งกล่าววาจาไม่ขาดปาก ที่แท้นางอยู่บนเขาแม้ยากลำบาก ยังสามารถออกจากบ้าน แต่ตอนนี้กลับคล้ายนกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง

หยางหลิงชมดูจนเจ็บปวดใจยิ่ง บวกกับตนเองมีภารกิจวุ่นวาย ดังนั้นพานให้นางสวมใส่เสื้อผ้าบุรุษ นำนางไปที่ห้องลงนามรับรอง ให้นางช่วยเหลือตนเองคัดลอกเอกสาร ดีที่หานโย่วเหนียงมิใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป บิดานางความจริงเป็นผู้คุ้มกันในสำนักคุ้มกันภัย ทางบ้านมีฐานะไม่เลว เชิญครูสอนหนังสือมาสอนหนังสือ ต่อมาทางสำนักคุ้มกันภัยปิดกิจการ บิดานางค่อยตกต่ำลง ดังนั้นนางสามารถอ่านออกเขียนได้

หานโย่วเหนียงทั้งมีงานทำ ทั้งสามารถอยู่ข้างกายฟูจวิน ย่อมเกิดความยินดี หยางหลิงก็ “แบ่งแยก” เรื่องส่วนตัวกับส่วนตัว” อย่างชัดแจ้ง ถึงแม้ผู้คนภายในห้องล้วนทราบว่านี่เป็นภรรยาของหยางซื่อแหย แต่ว่ามันเพียงบอกว่าเป็นคนที่มันเชิญมาช่วยเหลือ จึงควักกระเป๋าจ่ายเงินเดือนให้

เนื่องจากหยางหลิงเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของท่านนายอำเภอ จึงไม่มียศตำแหน่ง เพียงรับเงินเดือนเป็นเสบียงสามต้าน* เท่ากับเงินหกเหรียญ เงินจำนวนนี้ให้ท่านนายอำเภอเป็นคนจ่าย ท่านนายอำเภอได้รับเงินเดือนเดือนละสามตำลึงหกเหรียญ เพียงพอกับการเลี้ยงดูครอบครัง แต่เมื่อต้องจ่ายเงินเดือนผู้ช่วยที่ปรึกษา จ่ายค่าแรงให้กับบ่าวไพร่คนแบกเกี้ยว หากว่าท่านนายอำเภอไม่ยักยอกเงินภาษี ทั้งครองครัวคงได้แต่รับประทานลมเหนือแล้ว

*

ตอนแรกหยางหลิงอ่านนวนิยาย เห็นขุนนางราชวงศ์หมิงยักยอกเงินหกสิบตำลึง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงก็ลงทัณฑ์ถลกหนัง แต่ขุนนางยังคดโกงต่อไป ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ ยามนี้ประสบด้วยตนเอง ค่อยทราบว่าถึงแม้มีขุนนางทุจริต แต่ต่อให้ขุนนางมือสะอาด ก็ต้องหยิบฉวยเช่นกัน

ดีที่หลายปีมานี้ขุนนางราชวงศ์หมิงมีการกำหนดกฎเกณฑ์ แบ่งแยกว่าส่วนใดถือว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง ส่วนใดถือว่าพึงมีพึงได้ ขุนนางเบื้องบนเบื้องล่างล้วนปฏิบัติตาม หยางหลิงก็ได้รับส่วนแบ่งมา มันก็หยิบฉวยด้วยความสบายใจ

พรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ อาจบางทีภายใต้อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ ทั้งที่ท้องถนนยังเหน็บหนาว แต่เมื่อเดินอยู่บนท้องถนน มีความรู้สึกว่าไม่หนาวเหน็บเช่นปรกติ ทั้งยังแว่วเสียงจุดประทัดดังมา

พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานที่ทำการอำเภอ ดังนั้นทุกคนวุ่นวายจนคล้อยดึก หยางหลิงค่อยสะสางเอกสารแล้วเสร็จ เดินออกจากที่ทำการอำเภอพร้อมกับหานโย่วเหนียง เห็นทุกบ้านช่องแขวนโคมแดง แม้แต่ครอบครัวที่ประหยัดก้ไม่มีข้อยกเว้น

ยุคสมัยนั้นสตรีไม่อาจเดินนำหน้าสามี หรือเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับมัน ดังนั้นหานโย่วเหนียงล้าหลังครึ่งก้าว หยางหลิงเห็นฟ้ามืดค่ำแล้ว คาดว่าไม่สะกิดความสนใจผู้คน บวกกับหานโย่วเหนียงแต่งกายเป็นบุรุษ จึงจงใจชะลอฝีเท้าลง แล้วฉุดดึงมือของนางไว้

หานโย่วเหนียงใจหายวาบ ดิ้นรนสองคราไม่อาจดิ้นหลุดได้ จึงกล่าวเบาๆ ด้วยใบหน้าแดงสดใสว่า “เซี่ยงกง ท่าน...”

หยางหลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน กล่าวเบาๆ ว่า “พรุ่งนี้พวกเรามาจัดซื้อสิ่งของปีใหม่ คืนนี้พวกเราแวะร้านสุรารับประทานอาหารกัน” กล่าวพลางฉุดดึงหานโย่วเหนียงไปยังร้านสุราขนาดเล็กที่เคยไปดื่มกินครั้งหนึ่ง

หยางหลิงเป็นคนรำลึกความหลัง เมื่อรับประทานครั้งหนึ่ง เห็นว่ารสชาติพอใช้ได้ ก็คร้านที่จะหาร้านอื่น หานโย่วเหนียงทราบว่าฟูจวินมีนิสัยปล่อยตัวตามสบาย บวกกับฟ้ามืดค่ำลง ผู้อื่นไม่อาจเห็นใบหน้าตัวเอง จึงติดตามมันไปแต่โดยดี

เมื่อหยางหลิงกับหานโย่วเหนียงเดินออกจากร้านสุรา ท้องฟ้ายิ่งมืดมิดกว่าเดิม นภาราตรีแต่งแต้มด้วยหมู่ดาว หิมะอันเล็กละเอียดปลิวโปรยลงมาช้าๆ ทำให้มันที่ดื่มสุราจนหน้าตึงอยู่บ้าง รู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ

หยางหลิงคล้องแขนหานโย่วเหนียง เดินเตร็ดเตร่อยู่ภายในเมือง ทั้งสองแม้ไม่กล่าวกระไร แต่ต่างบังเกิดความรู้สึกอันซาบซึ้งอีกแบบหนึ่ง

เมื่อขึ้นถึงบนกำแพงเมือง หยางหลิงกอบหิมะบนปีกกา ปั้นเป็นก้อนกลม ซัดขว้างออกนอกเมือง เพียงแต่ร่างกายนี้ขาดการเคลื่อนไหว พอใช้กำลังก็ปวดล้าขึ้นมา พื้นใต้เท้าก็ลื่นยิ่ง แทบสะดุดล้มลง หานโย่วเหนียงรีบสืบเท้าออกไป สอดมือข้างหนึ่งไปที่ใต้ซอกแขนมัน ช้อนร่างมันเอาไว้ กล่าวอย่างขุ่นเคืองขบขันว่า “เซี่ยงกง ดูท่านเคลื่อนไหวราวกับเด็ก ระวังสะดุดล้มลง”

หยางหลิงหันมาหยิกแก้มนาง กล่าวว่า “ท่านจึงเป็นเด็กที่ยังไม่เติบใหญ่”

หานโย่วเหนียงเชิดปากน้อยๆ ยืดกายขึ้นอย่างไม่ยินยอม หยางหลิงมองดูใบหน้าอันอ่อนเยาว์กับแววตาอันนุ่มนวลของนาง ค่อยพบว่าตนเองกับนางยิ่งมายิ่งสนิทสนม คุ้นกับการรับการดูแลจากนาง

ใบหน้าของหานโย่วเหนียงเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวขึ้นมา ภายใต้สายตาที่เฝ้ามองของหยางหลิง บวกกับกลิ่นสุราที่พวยพุ่งจากปากมัน ทำให้เข้าใจเจตนาของมันผิดไป ในใจทั้งหวาดหวั่นทั้งยินดี ตื่นเต้นจนร่างสั่นระริกขึ้นมา

แต่แล้วยามนั้น หยางหลิงเห็นตาดำขลับของหานโย่วเหนียงสะท้อนเปลวไฟกลุ่มหนึ่ง หานโย่วเหนียงก็ลืมตาด้วยความตระหนก มองข้ามหัวไหล่หยางหลิงไปยังที่ห่างไปอย่างตะลึงลาน

หยางหลิงหันขวับไป บนกำแพงตะวันออกและตกสร้างแท่นก่อไฟแจ้งข่าวการศึกข้างละหลัง ยามนั้นไฟแจ้งข่าวการศึกบนแท่นทิศตะวันออกถูกจุดขึ้น ที่เชิงกำแพงจนถึงส่วนลึกของป่าเขาก็ปรากฏประกายไฟขึ้นหลายจุด

หยางหลิงหันไปทางตะวันตก แท่นก่อไฟแจ้งข่าวการศึกบนกำแพงเมืองตะวันตกก็จุดไฟขึ้น ต่อจากนั้นแท่นก่อไฟแจ้งข่าวการศึกบนสันเขาที่ห่างไกลออกไปก็จุดไฟแจ้งเหตุเช่นกัน

หยางหลิงอ้าปากค้าง ชั่วครู่ค่อยเหลียวหน้ามามองดูหานโย่วเหนียง ดวงตาทั้งคู่ล้วนส่งสัญญาณประการหนึ่งว่า “พวกตาดมองโกลมาแล้ว”

หนังสือแนะนำ

Special Deal