คำลวงเพราะรัก

หม่าเหลียนเอ๋อแม้กลับมา แต่หลังจากเกิดเรื่องเช่นนี้ บรรยากาศไม่รื่นเริงเช่นตอนแรก มินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงหันไปสนทนาถึงการงาน หวงเสี้ยนเฉิงเพียงรับฟัง หาเอ่ยปากสอดคำไม่

หยางหลิงในฐานะรุ่นเยาว์รุ่นหลัง ย่อมรับหน้าที่คาราวะสุรา เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ตนเองพลอยดื่มลงไปหลายจอก จวบกระทั่งดึกดื่นค่อยอำลาจากมา

ท้องฟ้าปรากฏหิมะตกลงมาอีก ลมหนาวหอบเอาเกล็ดหิมะเข้ามายังซอกคอ หยางหลิงดื่มจนหน้าตึง ซุกสองมืออยู่ในแจนเสื้อ เดินเตร็ดเตร่เข้าครอกที่อยู่อาศัย

เมื่อมาถึงหน้าประตู ความจริงคิดเคาะประตู คิดไม่ถึงพอยกมือผลัก ประตูก็เปิดออก เห็นภายในบ้านจุดตะเกียงริบหรี่ หานโย่วเหนียงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย สองมือเท้าคางหลับสัปหงก พอได้ยินเสียงเปิดประตู เงยหน้าขึ้นเห็นมันเข้ามา รีบลุกขึ้นรับหน้าด้วยความยินดี

หยางหลิงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “โย่วเหนียง ดึกป่านนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่าน...เข้านอนแล้ว”

หานโย่วเหนียงเข้ามาตบคราบหิมะบนร่างมัน กล่าวเบาๆว่า “เซียงกงงานยุ่งวุ่นวายนักหรือ โย่วเหนียงความจริงคิดไปสอบถามที่อำเภอ แต่กลัวถูกผู้คนหัวร่อเยาะ ได้แต่อยู่ที่นี้รอท่านกลับมา”

หยางหลิงพอฟังบังเกิดความละอาย กล่าวกลบเกลื่อนว่า “อืมม์...ใต้เท้ามินมีงานเลี้ยงชักชวยข้าพเจ้าไป จึงไม่ทันบอกต่อท่าน เด็กโง่เขลา ไฉนรอนานถึงเพียงนี้ สมควรเข้านอนแต่หัวค่ำ ท่าน...รับประทานข้าวแล้วหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงสูดได้กลิ่นสุรา ทราบว่ามันไปดื่นสุรา พอฟังค่อยคลายความสงสัย ประคองหยางหลิงนั่งบนคั่งที่นอน ย่อตัวลงถอดรองเท้าให้กับมัน เคาะคราบหิมะออก นำไปผิงไฟที่ข้างเตา จากนั้นรินน้ำมาชามหนึ่งกล่าวว่า “เซี่ยงกง น้ำยังอุ่นอยู่ ท่านดื่มให้ชุ่มคอ หลังจากปรนนิบัติท่านเข้านอน โย่วเหนียงค่อยไปหุงข้าว”

หยางหลิงอดกุมมือนางไว้มิได้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นเหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) ของเรา มิใช่บ่าวไพร่ของเรา ท่านไม่ควรปรนนิบัติข้าพเจ้าเช่นนี้ ท่านทั้งเยาว์วัยทั้งน่ารัก สมควรให้ผู้คนรักถนอม ให้ผู้คนเอาอกเอาใจจึงถูกต้อง”

หานโย่วเหนียงกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า “เซี่ยงกงท่าน...” นางเกิดความเอียงอาย ไม่กล่าวคำรักออกมา ได้แต่กล่าวว่า “เซี่ยงกงดีต่อข้าพเจ้ายิ่ง อีกประการพวกเราเหล่าสตรีสมควรปรนนิบัติฟูจวิน (คำเรียกสามี) ของตัวเองให้ดี นี่เกี่ยวข้องใดกับหญิงรับใช้?”

หยางหลิงอับจนถ้อยคำ เห็นว่าทางโลกเป็นเช่นนี้ ตนเองกรอกค่านิยมในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแก่นาง เกรงว่าจะสร้างความตื่นตระหนกแก่นาง ถึงแม้ว่าคำ “สามีเป็นหลักของภรรยา” เป็นบุรุษกำหนดขึ้นมาทำร้ายสตรี แต่ร้อยพันปีมานี้สตรีไม่เพียงยอมรับความคิดข้อนี้ ทั้งยังเห็นว่าชอบด้วยเหตุผล

ส่วนคำสอนของสตรี และข้อห้ามของสตรีกลับเป็นสตรีเขียนขึ้น เพื่อเป็นแบบบรรทัดฐานของสตรีทั้งแผ่นดิน สตรีในสมัยนั้นล้วนอยู่บ้านช่วยเหลือสามีอบรมบุตรธิดา น้อยคนที่ออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเช่นหานโย่วเหนียง

หานโย่วเหนียงเห็นหยางหลิงอ้าปากหาว จึงรีบถอดเสื้อผ้าชั้นนอกให้กับมัน หยางหลิงก็ดึงหมอนใบหนึ่ง ส่งเสียงอู้อี้ว่า “ง่วงเหงายิ่ง ท่านรีบรับประทานแล้วเข้านอนเถอะ”

หานโย่วเหนียงรับคำคราหนึ่ง คิดพับเก็บชุดยาว พลันปรากฏวัตถุสิ่งหนึ่งร่วงลงมา หานโย่วเหนียงจึงเก็บขึ้นมา ใต้ตะเกียงน้ำมันสาดส่อง เห็นเป็นถุงแพรงามประณีตของสตรีใบหนึ่ง ไม่เพียงเนื้อผ้าดีทั้งยังเย็บอย่างพิถีพิถัน ยังมีกลิ่นหอมรวยริน หน้าน้อยๆ ของนางพลันกลับกลายเป็นขาวซีด มือไม้สั่นระริก คิดเปิดออกดู

นางคิดหลอกตัวเองว่าไม่พบเห็น ไม่ได้เกิดเรื่องเช่นนี้ สุดท้ายไม่อาจข่มความสงสัยอยากรู้ จึงเปิดถุงแพรออก ล้วงไข่มุกกลมเกลี้ยงออกมาลูกหนึ่ง

หานโย่วเหนียงลืมตากลมกว้าง ครุ่นคิดขึ้น ‘วัตถุที่งดงามนัก นี่เป็นไข่มุกที่ร่ำลืมกันหรือ เซี่ยงกงไฉนมีวัตถุสิ่งนี้ ทั้งยังบรรจุอยู่ในถุงแพร มัน...มันมีสตรีที่เบื้องนอกหรือ?’

พอนึกถึงความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวนี้ สร้างความเศร้าเสียใจแก่หานโย่วเหนียงยิ่ง มิน่าเล่าหลังจากที่ฟูจวินหายป่วย ก็ไม่ได้ร่วมสัมพันธ์รักกับนาง ตอนแต่งออกเสิ่นจื่อ (น้าหญิง) สอนตัวเองว่า สามีภรรยาต้อง...ต้องกระทำเช่นนั้นค่อยเป็นสามีภรรยา ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่เสิ่นจื่อมอบให้ตัวเองพิสูจน์ความบริสุทธิ์ยังซ่อนอยู่ในหีบเสื้อผ้า...

หยางหลิงดึงผ้าห่มมา ตำหนิว่าสวมถุงเท้านอนไม่สบาย จึงถอดถุงเท้าออก พบว่าตะเกียงน้ำมันยังจุดอยู่ พอเหลียวหน้ามอง เห็นหานโย่วเหนียงนั่งอยู่ที่ขอบคั่งที่นอน หันหลังให้กับตนเอง หัวไหล่ห่อสะท้าน แว่วเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ

หยางหลิงสร่างเมาหลายส่วน รีบพลิกตัวลุกขึ้นมา พลิกไหล่หานโย่วเหนียงมา เห็นน้ำตานางคล้ายไข่มุกหลุกจากสาย ร่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ จึงรีบโอบเอวของนางไว้ กล่าวว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นไรแล้ว เรื่องใดเศร้าเสียใจถึงเพียงนี้?”

หานโย่วเหนียงรีบปาดเช็ดน้ำตา เบือนหน้าไปกล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกงใช่ตำหนิว่าโย่วเหนียงปรนนิบัติไม่ครบถ้วน คิด...คิดหย่าขาดจากโย่วเหนียงกระมัง?”

หยางหลิงรีบกล่าวว่า “โย่วเหนียง คำพูดนี้กล่าวเริ่มจากที่ใด วันเวลาที่ผ่านมาท่านทนลำบากอยู่ร่วมกับข้าพเจ้า หยางหลิงมีแต่สำนึกซึ้งใจ ไหนเลยกระทำเรื่องเช่นนั้น?”

หานโย่วเหนียงแบมือออก กล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า “เซี่ยงกง ไม่เช่นนั้นไข่มุกลูกนี้มาได้อย่างไร ท่าน...ท่านอย่าได้หลอกข้าพเจ้าอีกแล้ว”

หยางหลิงพอเห็นไข่มุก ค่อยเข้าใจในบัดดล จึงหัวร่อพลางโอบไหล่ของหานโย่วเหนียง หานโย่วเหนียงสะบัดดิ้นหลุด นางฝึกวิชาฝีมือตั้งแต่เล็ก หากคิดแข็งขืนจริงๆ หยางหลิงยังสยบนางไม่ได้

นับตั้งแต่หยางหลิงรู้จักนาง นางไม่เคยขัดขืนตันเองมาก่อน ยามนี้เห็นนางแง่งอนขึ้นมา กลับรู้สึกสนุกสนาน จึงใช้กำลังโอบไหล่ของนางใหม่ หานโย่วเหนียงไม่ดิ้นรนอีก เพียงแต่เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง

หยางหลิงใช้นิ้วมือคีบไข่มุกขึ้น กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “โย่วเหนียง ไข่มุกนี้งดงามหรือไม่ ใกล้ปีใหม่แล้ว ข้าพเจ้าจะใช้ช่างฝีมือนำด้าย ด้ายสีร้อยเป็นสร้อยคอให้ท่านสวมใส่ดีหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงเหลียวหน้ามา กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ไข่มุกนี้...ให้แก่ข้าพเจ้า?”

หยางหลิงกะพริบตากล่าวว่า “ไม่ให้แก่ท่าน หรือจะให้แก่ข้าพเจ้า ท่านเคยเห็นบุรุษสวมสร้อยไข่มักหรือ?”

หานโย่วเหนียงหน้าแดงวูบ แต่พอนึกถึงถุงแพรใบนั้น ต้องตะกุกตะกักว่า “แต่ว่า...แต่ว่าถุงแพรใบนี้...เซี่ยงกงไม่ได้มีสตรีที่เบื้องนอกหรือ?”

หยางหลิงใจเต้นระทึกขึ้น หม่าเหลียนเอ๋อกลับบังเกิดจิตปฏิพัทธ์ต่อมัน ตนเองก็ชมชอบหญิงสาวนางนี้ ยามนั้นกลับแสดงพิรุธออกมา จึงหยิบฉวยชุดยาวตัวนั้นมา ล้วงมือเข้าไป ล้วงเงินออกมาสองแท่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าดื่มสุรามากไป จึงง่วงเหงาคิดหลับใหล ไม่ทันบอกต่อท่าน วันนี้เป็นหม่าเจ๋อเฉิงเชิญใต้เท้ามินกับข้าพเจ้าเลี้ยงสุราที่ช่วยแหลือเรื่องคดีความ ระหว่างงานเลี้ยงยังมอบเงินให้แก่ข้าพเจ้าสี่สิบตำลึงเป็นการขอบคุณ ส่วนถุงแพรกับไข่มุกนี้เป็นคุณหนูหม่าซิ่งเคยมาที่บ้านพวกเรามอบให้เป็นของขวัญสำหรับท่าน ท่านอย่าได้เข้าใจผิดไป”

หานโย่วเหนียงเจริญวัยเพียงนี้ ยังไม่เคยเห็นเงินมากมายปานนี้มาก่อน ต้องลืมตากลมกว้าง กล่าวว่า “เซี่ยงกงเพียงช่วยออกความคิดให้กับมัน ก็มอบของขวัญมากมายถึงเพียงนี้หรือ?”

หยางหลิงยัดเงินใส่มือนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “โย่วเหนียงเก็บไว้ให้ดี คราครั้งนี้วางใจได้แล้วกระมัง?”

เงินแท่งพออยู่ในมือ ให้ความรู้สึกที่เยียบเย็นและหนักอึ้ง หานโย่วเหนียงถูกมันสัพยอกจนหน้าแดง ทั้งคลายใจกว่าเดิม จากนั้นครุ่นคิดฉวยโอกาสที่สามียังมึนเมา พานสอบถามเรื่องราวให้กระจ่าง ดังนั้นวางเงินแท่งลง ยกแขนเสื้อปิดหน้า กล่าวอย่างเอียงอายว่า “โย่วเหนียง...โย่วเหนียงมีคำพูดคิดถามเซี่ยงกง ขอเซี่ยงกงอย่าได้หัวร่อเยาะ”

หยางหลิงกล่าวว่า “ตกลง วันนี้ใต้เท้าโย่วเหนียงเปิดศาลไต่สวนคดี เราผู้แซ่หยางยินดีตอบทุกประการ”

หานโย่วเหนียงคิดหัวร่อ แต่เรื่องที่คิดถามน่าอับอายไปแล้ว ดังนั้นส่งเสียงแผ่วเบาราวกับยุงว่า “เซี่ยงกง...เชี่ย*...แต่งเข้าตระกูลหยางเกือบหนึ่งปีแล้ว ตอนแรก...ตอนแรกเซี่ยงกงไม่สบาย เชี่ยไม่มีคำพูดจะกล่าว แต่ว่า...” เอ่ยถึงตอนนี้บังเกิดความคับแค้นใจ ต้องกล่าวว่า “แต่ว่า...ตอนนี้...เหตุใดเซี่ยงกงยังไม่ร่วมสัมพันธ์ฉันสามีเล่า?”

*คำเรียกตัวเองของหญิงสาว

หยางหลิงลอบร้องในใจ ‘มาแล้ว ในที่สุดยาโถวนี้ยังคงถามแล้ว นางคงไม่ระแวงสงสัยว่าเรามีข้อบกพร่องอันใดกระมัง’ ในฐานะคนยุคปัจจุบัน มันไม่อาจหักใจครอบครองร่างกายที่อ่อนเยาว์ของหญิงสาวนางนี้ อย่าว่าแต่มันจำได้ว่าตนเองมักตายอย่างปัจจุบันทันด่วน การกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมาหลายครั้งมีชีวิตอยู่ไม่เกินสองเดือน คราครั้งนี้นับว่าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว

นึกถึงตอนนี้ หยางหลิงอดสะท้อนใจมิได้ ถึงแม้ว่าการกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมาทั้งแปดครั้ง ล้วนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าตอนนี้ แต่มันชมชอบชีวิตที่เรียบง่ายเช่นนี้ ทั้งชอบพอหญิงสาวนางนี้ แต่ว่ามันทำไม่ได้ หากว่าครอบครองนาง ต่อจากนั้นตนเองตกตาย ไยมิใช่เป็นการทำร้ายผู้อื่น

มันคิดรักษาร่างกายอันบริสุทธิ์ของนางไว้ หากว่าภายหน้านางแต่งงานใหม่ สามีของนางพบว่านางเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์คงดีต่อนางกว่าเดิม อย่าว่าแต่หากครอบครองร่างกายของนางจะกลายเป็นความผูกพันอย่างลึกล้ำ ตนเองไม่อาจจากไปอย่างผ่าเผยได้

หยางหลิงโอบเอวของนางไว้ แนบใบหน้ากับข้างหูนาง ใช้คำพูดที่นึกเตรียมไว้กล่าวว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าไม่ได้บอกเรื่องนี้ต่อผู้ใด หลังจากบอกต่อท่าน ท่านอย่าได้เปิดเผยออกไปดีหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงถูกมันโอบเอวไว้ ฝ่ามือทอทาบกับท้องน้อยตัวเอง ก็ตื่นเต้นจนร่างสั่นระริก เมื่อมันกระซิบที่ข้างหู ปากฎไอร้อนพวยพุ่งใส่ใบหน้า เกิดความรู้สึกคล้ายมีมดไต่อยู่ทั่วร่าง ต้องกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซี่ยงกงโปรดบอกมา โย่วเหนียง...โย่วเหนียงจะไม่เปิดเผยต่อผู้ใด”

หยางหลิงส่งเสียงดังอืมม์ พลันถามว่า “โย่วเหนียง ท่านเข้าใจว่าคนตายแล้วไปที่ใด?”

หานโย่วเหนียงงงงันวูบ คิดไม่ถึงฟูจวินจะถามคำถามนี้ จึงกล่าว “คนตายแล้วย่อมต้องลงสู่ปรโลก ฟังว่าหากชาติปางก่อนสร้างบุญกุศลจะได้เกิดใหม่”

หยางหลิงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ครั้งก่อนหมอรักษาบอกว่าข้าพเจ้าตายแล้ว วันที่บรรจุโลงพลันฟื้นคืนสติมา ข้าพเจ้าบอกต่อพวกท่านว่าหมดสติไป แท้จริงแล้ว...วิญญาณข้าพเจ้าถูกหน้าม้าหัววัวคร่ากุมไป”

หานโย่วเหนียงสะดุ้งเฮือกหนึ่ง พลันดิ้นรนจากวงแขนมัน หมุนตัวมามองดูมัน ถึงแม้ว่าผู้คนเชื่อว่ามีขุมนรก แต่ไม่เคยมีคนพบเห็นมาก่อน จึงให้ความรู้สึกลึกลับ ตอนนี้สามีของนางเคยผ่านยมโลก ทั้งตายแล้วฟื้นคืนชีพ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกนัก

หยางหลิงกล่าวอย่างจริงจังว่า “ความจริงแล้วข้าพเจ้าสมควรเวียนว่ายตายเกิดใหม่ แต่แล้วพบว่ามียมบาลท่านหนึ่งเป็นเอินซือ (อาจารย์ผู้มีพระคุณ) ของข้าพเจ้าเมื่อตอนสอบเป็นซิ่วไฉ ท่านผู้เฒ่ามีวิชาความรู้ หลังวายชนม์ก็เป็นเทพในยมโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นยมบาลประจำท้องถิ่น เอินซือพอเห็นเป็นข้าพเจ้า ก็บอกว่าจะส่งข้าพเจ้ากลับไปเกิดในตระกูลเศรษฐี แต่แล้วข้าพเจ้าพบว่าท่านถูกญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเราข่มขู่คุกคาม บังเกิดความโกรธแค้น เอินซือจึงร่ายเวทต่ออายุให้กับข้าพเจ้า ให้วิญญาณคืนสู่ร่าง แต่ว่า...ภายในสองปีไม่อาจเข้าใกล้ชิดกับความงาม ไม่เช่นนั้นเวทมนตร์จะเสื่อมคลาย”

หานโย่วเหนียงกลับเชื่อคำกล่าวอันเหลวไหลนี้ หวนนึกถึงฟูจวินความจิรงสามารถเกิดใหม่มีชีวิตที่สุขสบาย แต่เพราะตัวเองจึงคืนสู่โลกมนุษย์ ตนเองยังเคลือบแคลงสงสัยมัน สร้างความละอายใจยิ่ง

เพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือนี้ หยางหลิงจึงทอดถอนใจยาวกล่าวว่า “นี่ความจริงเป็น...ความลับของฟ้า ไม่อาจให้ผู้คนล่วงรู้ แต่ว่าข้าพเจ้าไหนเลยหักใจทนดูท่านเศร้าเสียใจ ตอนนี้บอกออกไป จะถูกทอนอายุไปสามปี”

หานโย่วเหนียงพอฟัง พลันร้องไห้โฮออกมา สวมกอดมันเอาไว้ ร่ำไห้ด้วยความเสียใจกล่าวว่า “ขออภัย ฟูจวิน ล้วนเป็นโย่วเหนียงไม่ดี ท่านเพราะเพื่อข้าพเจ้า จึงละทิ้งลาภยศสรรเสริญ กลับคืนสู่โลกมนุษย์ ข้าพเจ้ากลับทำร้ายท่าน...ฮือฮือ...ข้าพเจ้าสมควรตาย”

หยางหลิงกล่าวโป้ปดหลอกลวง ในใจก็นึกเสียใจ คิดไม่ถึงนางกลับสำนึกบุญคุณต่อตนเอง จึงดำเนินมาตรการแก้ไข รีบกล่าวว่า “โย่วเหนียง ไม่ต้องเศร้าเสียใจ เอินซือบอกว่าข้าพเจ้าจะมีอายุร้อยปี ตอนนี้เพียงมีอายุเก้าสิบเจ็ดปี ถือว่าอายุยืนมากแล้ว แต่ว่า...หากข้าพเจ้าตายก่อนกำหนด แสดงว่าตุลาการยมโลกทราบเรื่องที่ยมบาลต่ออายุให้แก่ข้าพเจ้า คร่าวิญญาณข้าพเจ้าไปเพื่อจุติใหม่ หากว่าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่ต้องเศร้าเสียใจ ให้ดูแลตัวเองให้ดี หากว่าพบเห็นคนดีงาม...”

หานโย่วเหนียงยกมือปิดปากมันไว้ ส่ายหน้ากล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกง อย่าได้กล่าววาจาเหล่านี้ โย่วเหนียงฟังแล้วว้าวุ่นใจยิ่ง”

หยางหลิงระบายลมจากปากคำหนึ่ง กล่าวว่า “ตกลง เป็นตายแล้วแต่ลิขิต ลาภยศแล้วแต่วาสนา ข้าพเจ้าจะไม่เอ่ยถึงอีก แต่ว่า...ท่านต้องจดจำไว้ อย่าได้สร้างความลำบากแก่ตัวเอง ท่านเมื่อมีความสุข ข้าพเจ้าไม่ว่าเป็นหรือตายค่อยสบายใจ”

หานโย่วเหนียงผงกศีรษะรับ สวมกอดมันเอาไว้ แนบปรางแก้มกับหน้าอกมัน พึมพำเรียก “เซี่ยงกง...” นางสวมกอดหยางหลิงแนบแน่น กลัวว่าคนดีงามที่สูญเสียไปแล้วได้กลับคืนมาจะหลุดลอยไปอีก ตัดสินใจว่าหากฟูจวินตายอย่างปัจจุบันทันด่วน คงเป็นเพราะตัวเองบีบบังคับมันเปิดเผยความลับของฟ้า จนถูกยมโลกพบเห็น อย่างนั้นตัวเองจะติดตามมันลงสู่ปรโลก หวังว่าชาติหน้ายังสามารถปรนนิบัติมัน

หยางหลิงไม่ล่วงรู้ความคิดของนาง จึงตบหลังนางเบาๆ วิกาลดึกสงัด คั่งที่นอนอุ่นระอุ บวกกับอาการมึนเมา ปรากฏหญิงสาวอันอ่อนนุ่มแอบอิงกับอ้อมอก ปลุกกระตุ้นให้ร่างท่อนล่างไม่อยู่นิ่งขึ้นมา

หยางหลิงรีบผลักร่างของนางออกเบาๆ กล่าวว่า “ยาโถวโง่เขลา อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปแล้ว เก็บเงินเอาไว้ รีบไปหุงข้าว ส่วนไข่มุกคืนให้กับข้าพเจ้า วันพรุ่งนี้ร้อยเส้นด้ายแล้วค่อยมอบต่อท่าน”

หานโย่วเหนียงปฏิเสธคำหนึ่ง เก็บแท่งเงินไว้ ทั้งซุกเก็บถุงแพรกับอกเสื้อ กล่าวว่า “ไข่มุกนี้งดงามยิ่ง หากร้อยเป็นรูน่าเสียดายไป”

หยางหลิงเห็นท่าทางที่กระบิดกระบวนของนาง อดยกมือตบตะโพกนางฉาดหนึ่งมิได้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ยาโถวโง่เชลา ต่อให้งดงามกว่านี้ไม่นำออกมาประดับกาย เก็บซ่อนไว้มีประโยชน์ใด?”

ฝ่ามือพอตบลง พบว่าส่วนตะโพกอวบอิ่มสมบูรณ์ ให้ความรู้สึกเต็มไม้เต็มมือ หานโย่วเหนียงถูกตบจนร้องโอยคำหนึ่ง ใต้ตะเกียงน้ำมันสาดส่อง เห็นนางเรือนผมยุ่งเหยิง ตาหรี่ปรือหยาดเยิ้ม เป็นเสน่ห์อันเย้ายวน ปลุกเร้าจนท้องน้อยร้อนวูบ กลัวว่าตนเองหักห้ามใจไม่ได้ จึงรีบล้มตัวลงบนคั่งที่นอน ดึงผ้าห่มมาคลุมกาย กล่าวกลบเกลื่อนว่า “รีบไปหุงข้าว จากนั้นเข้านอน”

หานโย่วเหนียงพอถูกตบที่ตะโพก รู้สึกร่างร้อนผะผ่าว ดวงจิตกระสันรัญจวนขึ้นมา ถึงแม้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอันรุนแรงกับสามี แต่ความสนิทสนมเป็นครั้งคราวเช่นนี้ สร้างความเบิกบานใจแก่นางยิ่ง

เรื่องราวฉันบุรุษสตรีกลับให้ความเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ หากว่าฟูจวิน... จากนั้นหานโย่วเหนียงฉุกคิดว่าสองปีนี้ฟูจวินไม่อาจใกล้ชิดกับความงาม ค่อยคลายใจลง พร้อมทั้งผิดหวังอยู่บ้าง รอจนเค้าความเอียงอายค่อยจางหายจึงถือตะเกียงน้ำมันเดินถึงหีบห่อมุมผนัง เปิดหีบซ่อนเงินแท่งกับถุงแพรอยู่ใต้เสื้อผ้า จากนั้นย่องฝีเท้าออกไปยังห้องด้านนอก

หนังสือแนะนำ