ผู้ช่วยนายอำเภอ

หยางหลิงนั่งอยู่ในห้องเชียนหยา* มองดูม้วนเอกสารที่กองอยู่เบื้องหน้า ความจริงคิดเริ่มงานในบัดดล แต่คล้ายคนนอกวงการอยู่หน้าตาข่ายจับปลาที่สูงเท่าศีรษะคน ไม่ทราบสมควรเริ่มอย่างไรดี

*ห้องลงนามรับรอง ปัจจุบันคือหน้าห้องของผู้บริหาร

หน้าที่รับผิดชอบของท่านนายอำเภอ มิใช่เพียงขึ้นนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี หากแต่ดูแลการคลัง การเก็บภาษี การคมนาคมและงานด้านกฎหมายของอำเภอ ซึ่งความจริงนายอำเภอนอกจากขุนนางเสี้ยนเฉิงกับจู่ปี้ ยังมีซือแหย(ผู้ช่วยส่วนตัว)อีกมากมาย แต่มินเสี้ยนหลิ่งกลับผลักไสงานทั้งหมดให้กับหยางหลิง ต่อให้เป็นซือแหยเมืองเส้าซิงที่ได้ชื่อว่ามีประสบการณ์ที่สุด คงมือไม้ปั่นป่วนเช่นกัน

ห้องลงนามรับรองมีขนาดเท่าห้องหับทั่วไปสามห้อง ปรกติแล้วเหล่าซือแหยและที่ปรึกษาท่านนายอำเภอจะตรวจทานเอกสาร สะสางงานปกครองในที่นี้ ด้านหน้าของห้องลงนามรับรองเป็นห้องโถงที่ท่านนายอำเภอใช้ตัดสินคดี ส่วนด้านหลังเป็นที่อยู่ของนายอำเภอ

นับตั้งแต่ช่วยเหลือตระกูลหม่าคลี่คลายคดีความ มินเสี้ยนหลิ่งเกิดความชื่นชมในตัวหยางหลิง เดินทางมาเชิญมันไปรับตำแหน่งซือแหย หยางหลิงกำลังวิตกว่าไม่มีงานทำจึงตกปากรับคำ

แต่เนื่องจากหานโย่วเหนียงดวงตาทอแววละห้อยหดหู่ หยางหลิงจึงเรียนต่อมินเสี้ยนหลิ่งว่าจะรับตำแหน่งซือแหยเป็นการชั่วคราว พอถึงปีหน้าถึงเวลาสอบแข่งขัน ก็จะเดินทางเข้าเมือง มินเสี้ยนหลิ่งก็ตอบตกลง

ซึ่งความจริงมันสอบถามผู้คนดู ยุคสมัยนั้นต่อให้สอบได้เป็นจอหงวน* อย่างมากก็เป็นบัณฑิตสำนักฮั่นหลินในนครหลวง โดยทั่วไปเพียงเป็นนายอำเภอท้องถิ่น ไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่โต หยางหลิงเกิดความรับผิดชอบต่อหานโย่วเหนียง ความจริงคิดใช้ชีวิตที่เหลือหาเงินทอง ทิ้งสมบัติให้กับนางก้อนหนึ่ง หามีความคิดเข้าสอบแข่งขันไม่ เพียงแต่ไม่อาจต้านทานสายตาของหานโย่วเหนียง จำต้องรับปากนาง

*บัณฑิตที่สอบได้ที่หนึ่งในสนามสอบหน้าพระพักตร์

มินเสี้ยนหลิ่งมาจากสายทหาร คนสนิทก็เป็นทหาร ไม่มีความรู้ด้านการปกครอง หวงเสี้ยนเฉิงซึ่งเป็นผู้ช่วยนายอำเภอก็ไม่ทำงานทำการ มีแต่ตอนจ่ายเงินเดือนค่อยเห็นหน้ามัน

ดีที่ชาวบ้านในจุดพักม้าจีหมิงสัตย์ซื่อถือมั่น สองปีนี้ไม่เกิดเรื่องใหญ่โตอันใด เพียงแต่การประเมินการบริหารราชการ ซึ่งกำหนดไว้ทุกสามปีครั้งกำลังจะมาถึง มินเสี้ยนหลิ่งมิอาจไม่เตรียมการไว้

อันว่าผลงานด้านบริหารราชการมาจากสองทาง หนึ่งคือพื้นที่สงบเรียบร้อย หนึ่งคือเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอเพียงไม่มีชาวนาก่อความวุ่นวาย พ่อค้าหยุดค้าขาย ไม่เกิดคดีใหญ่โต ก็ถือว่าสอบผ่าน

จุดพักม้าจีหมิงยังมีทหารประจำการอยู่สองกอง ยากกับที่ทำการเจ๋อเฉิงกับเจ้าหน้าที่กรมเมืองของทางอำเภอ ด้านการปกครองไม่มีปัญหา แต่การจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากที่นี้เป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าของพ่อค้า เก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพียงแต่ละแวกใกล้เคียงเป็นป่าเขา ผู้คนอยู่กระจัดกระจาย บวกกับทำนาภูเขา เก็บเกี่ยวไม่ได้ผลเท่าที่ควร มิหนำซ้ำพวกตาดมองโกลมักยกกำลังมาปล้นสะดมชิงทรัพย์ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีกลายเป็นจุดอ่อนของมินเสี้ยนหลิ่ง

เมื่อวันก่อนมินเสี้ยนหลิ่งเดินทางเข้าเมืองได้ยินผู้บังคับบัญชาเอ่ยถึงเรื่องนี้ ค่อยทราบว่าการประเมินของขุนนางบุ๋นสามารถให้คุณให้โทษ ขณะที่หวั่นวิตกว่าไม่ทราบจำอวดผลงานอย่างไร สวรรค์ก็ส่งหยางซิ่วไฉมา จึงมอบหน้าที่สำคัญแก่มัน

แต่ว่าวิธีการปฏิบัติของรัฐในยุคสมัยนั้นสุดที่หยางหลิงจะเข้าใจได้ เมื่อชาติปางก่อนของหยางหลิงแม้ขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกของบริษัทประกันชีวิต แต่ด้วยระบบและโครงสร้างการจัดการในตอนนั้น ต่อให้ไม่มีหัวหน้าแผนกผู้หนึ่ง ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อองค์กรเท่าใด ตอนนี้กลับผิดแผกแตกต่าง ไม่ว่าเรื่องใหญ่น้อยใดล้วนให้มันจัดการ สร้างความวุ่นวายแก่หยางหลิงจนหัวหมุน กระทั่งงานเอกสารทั่วไปยังสะสางไม่ได้ ไหนเลยสร้างผลงานได้?

หยางหลิงยืดตัวตรง มองดูกองเอกสารตรงหน้า เนื่องจากใกล้สิ้นปี แผนกจัดส่งต้องนำผลผลิตจากแดนซีอวี้(ดินแดนตะวันตก)ส่งเข้าวังหลวง รถราไม่เพียงพอ ขอให้ทางอำเภอหาทางแก้ไข ยังมีแผนกรับช่วงต่อได้รับเอกสารจากกรมกลาโหมว่า มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ต้องผ่านจุดพักม้าจีหมิง ให้เปิดประตูเมืองยามวิกาล จึงต้องจัดกำลังเฝ้าประตูเมืองเพิ่มเติม นอกจากนั้นวัตถุสิ่งของสำหรับก่อไฟแจ้งข่าวการศึกบนแท่นที่ราบก็ต้องผลัดเปลี่ยน...

ที่สาหัสสากรรจ์คือ ครอบครัวชาวนาที่ติดค้างภาษีทางการมีมากเกินไป บางรายติดค้างปีสองปีบางรายติดค้างถึงสิบปี ตอนแรกหยางหลิงตบโต๊ะสั่งให้หวังปันโถว(เจ้าหน้าที่แซ่หวัง)ไปจับตัวชาวบ้านที่ติดค้างภาษีนานที่สุดมา เตรียมเชือดไก่ให้ลิงดู หวังปันโถวบอกว่านายอำเภอรุ่นก่อนก็ใช้วิธีนี้ สุดท้ายภรรยาของชาวบ้านนั้นผูกคอตาย ชาวบ้านนั้นก็กลายเป็นวิกลจริต สร้างความโกรธแค้นแก่บัณฑิตนักศึกษา ฟ้องร้องถึงกรมทะเบียนราษฎร์ นายอำเภอจึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง

ยังคงเป็นขุนนางจู่ปู้ หวังเอี่ยนเจิ้งเห็นเพื่อนร่วมงานอายุเยาว์ผู้นี้ตั้งใจทำงาน จึงกระซิบบอกต่อมันว่า หวงเสี้ยนเฉิงมีอายุสูงวัยที่สุด รับใช้นายอำเภอสองรุ่น ถือเป็นข้าราชการเก่าแก่ลองไปขอความช่วยเหลือจาก...

หยางหลิงจึงกัดฟันซื้อเนื้อสุกรสิบชั่ง ชาดีหนึ่งห่อไปขอคำแนะนำ มิคาดหวงเสี้ยนเฉิงเอาแต่จับมือหลานชายคัดลายมือ พอทราบเจตนาการมาของหยางหลิง ก็สนทนาเรื่อยเปื่อย ไม่ยอมช่วยเหลือมัน แต่ยิ้มรับเนื้อสุกรกับใบชาไว้ เท่ากับว่าสูญเงินไปยี่สิบสี่เหรียญ

หยางหลิงทอดถอนใจ จากนั้นหยิบฉวยพู่กัน เขียนรายงานถึงกรมทะเบียนราษฎร์ แจ้งค่าใช้จ่ายในปีหน้าว่า “จุดพักม้าจีหมิงมีเจ้าหน้าที่ประจำอำเภอเจ็ดสิบเก้านาย พนักงานจุดพักม้าหนึ่งร้อยห้าสิบแปดคน ทหารเฝ้ารักษาเมืองสองร้อยหกสิบคน แรงงานรับจ้างสี่สิบห้าคน ม้าพาหนะแปดสิบสองตัว รวมเป็นเงินเดือนปีละเจ็ดพันหกร้อยสี่สิบเจ็ดตำลึง อาหารม้าห้าสิบสองต้าน*”

*หน่วยปริมาณความจุ

เพิ่งเขียนเสร็จสิ้น ม่านประตูเลิกวูบ คนชุดเขียวผู้หนึ่งเดินเข้ามา เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยภายในห้องหลายคนรีบผุดลุกขึ้น เรียกหาว่า “ใต้เท้ามิน”

หยางหลิงเห็นผู้มาเป็นมินเสี้ยนหลิ่งในชุดลำลอง จึงรีบลุกขึ้นคารวะ มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือร้องว่า “แล้วกันไปเถอะ พบหน้าเป็นประจำ ยังคำนับอื่นใด เวลาไม่เช้าแล้ว เลิกงานเถอะ”

เหล่าเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยรับคำพากันเก็บของ มินเสี้ยนหลิ่งเดินถึงเบื้องหน้าหยางหลิงเห็นมันสะสางเอกสารเกือบครึ่ง ต้องชูนิ้วหัวแม่มือกล่าวชมเชยมัน จากนั้นกล่าวว่า “เก็บข้าวของแล้วตามเราไป หม่าเจ๋อเฉิงเพื่อขอบคุณเราท่าน เชิญพวกเราไปดื่มสุราชมดูงิ้วที่เหลาหงเยียน”

หยางหลิงส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า “ใต้เท้าไปก่อนก้าวหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องกลับบ้านไปบอกต่อไน่เหยินสักคำ มิให้นางอยู่บ้านเป็นห่วง”

มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อดังๆ พลางต่อยใส่หัวไหล่มันหมัดหนึ่ง กล่าวว่า “ไหนเลยพิรี้พิไรถึงเพียงนี้ บุรุษคิดกลับบ้านก็กลับบ้าน ไม่คิดกลับไปก็ให้สตรีรออยู่ในบ้าน บอกต่อนางทำอะไร ไปกันเถอะ อายุยังเยาว์ก็กลัวภรรยาแล้ว”

พลางฉุดลากมันออกจากห้อง หยางหลิงอับจนปัญญา ได้แต่ติดตามมันไป มินเสี้ยนหลิ่งเมื่อสวมชุดลำลอง ก็ไม่นั่งเกี้ยวของทางการ บวกกับจุดพักม้าจีหมิงไม่ใหญ่โต นับจากประตูเมืองทิศเหนือถึงประตูเมืองทิศใต้มีพื้นที่เพียงสี่ลี้ เหลาหงเยียนอยู่ข้างวัดจินกวง ห่างจากที่ทำการอำเภอเพียงกั้นด้วยถนนเส้นหนึ่ง

ทั้งสองเดินถึงเหลาหงเยียน เห็นหม่าเจ๋อเฉิงกับหม่าอังและหม่าเหลียนเอ๋อรออยู่ในห้องพิเศษแล้ว ที่นี้ความเป็นเวทีงิ้ว ห้องพิเศษที่ว่าเพียงจัดตั้งฉากกั้น แยกเป็นเอกเทศเท่านั้น

ที่เหนือความคาดหมายคือหวงเสี้ยนเฉิงก็อยู่ด้วย พอพบหน้าย่อมต้องทักทายอยู่หลายคำ หม่าอังถูกคุมขังอยู่สิบกว่าวัน พอพบเห็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ก็เข้ามากุมมือมันกล่าวขอบคุณ

หยางหลิงกับหม่าอังล้วนเป็นคนหนุ่ม แต่ว่าคนหนึ่งสุภาพเรียบร้อย คนหนึ่งคิ้วดกหนาตาโต กลับถูกชะตากัน นับเป็นเรื่องประหลาดประการหนึ่ง หม่าเหลียนเอ๋อวันนี้เพียงประทินโฉมเบาบาง สำรวมตัวต่อหยางหลิงกว่าเดิม

หยางหลิงมีบุคลิกสูงสง่า เมื่อตอนแรกพบหน้า หม่าเหลียนเอ๋อเกิดความรู้สึกที่ดีต่อมัน หลังจากนั้นทราบว่ามันตบแต่งภรรยาแล้ว จึงยึดถือเป็นผู้มีพระคุณกับเพื่อนชายคนหนึ่ง

ยุคสมัยนั้นศักดิ์ฐานะของอนุภรรยาไม่สูงกว่าหญิงรับใช้เท่าใด อย่าว่าแต่หยางหลิงเพียงเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ต่อให้มันเป็นขุนนางตรวจการของมณฑล ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรับบุตรีของขุนนางผู้หนึ่งเป็นอนุภรรยา ดังนั้นสัมพันธ์รักรายนี้จึงล่มสลายแต่กลางคัน

หม่าเจ๋อเฉิงเชิญทั้งหมดนั่งลง ผู้รับใช้ทยอยยกอาหารมา หม่าเจ๋อเฉิงกล่าวกับหยางหลิงว่า “หยางซิ่วไฉ เราขอถือวัยวุฒิ เรียกท่านเป็นหลานสักคำ บุตรชายของเราผู้นี้มีนิสัยวู่วาม มักหาเรื่องให้กับเรา ครั้งนี้ยังก่อเหตุภัยใหญ่โต หากมิใช่หลานแซ่หยางออกอุบาย ใต้เท้ามินเมตตาละเว้น บุตรชายเราคงถูกประหารตายตกตามกันแล้ว”

หยางหลิงรีบกล่าวว่า “หามิได้ วันนั้นผู้หลานเห็นกับตา พี่หม่าไม่ได้ลงมือต่อหวังเหลาป่าน กล่าวไปเป็นจิตละโมบทำร้ายคน หวังเหลาป่านคิดฮุบไข่มุกของคุณหนูหม่า พี่หม่าจึงถกเหตุผลกับมัน ยามอับอายกลายเป็นโทสะ ลมหายใจจึงขาดห้วงไป ใต้เท้าหม่าอย่าได้ตำหนิพี่หม่าไปแล้ว”

หม่าอังจึงกล่าว “ท่านพ่อ เรากับเม่ยเม่ยบอกกล่าว ท่านไม่ยอมเชื่อ สมควรเชื่อคำพูดของพี่หยางกระมัง เราหาได้ทุบตีเฒ่าผู้นั้นไม่”

หม่าเอ๋อเฉิงตวาดว่า “หุบปาก ที่นี้ไหนเลยมีที่ให้เจ้าสอดปากสอดคำ” พลางหันมากล่าวกับมินเสี้ยนหลิ่ง หวงเสี้ยนเฉิงและหยางหลิงว่า “พวกท่านดู เดรัจฉานน้อยนี้ไม่สำเร็จกิจการ รังแต่ทำให้เสียการ ภรรยาเราด่วนตายจาก ขาดคนควบคุมหนึ่งบุตรหนึ่งบุตรี จึงไม่รู้ความถึงเพียงนี้”

มินเสี้ยนหลิ่งกับพวกพากันแก้ต่างให้กับหม่าอัง หลังจากนั้นผู้คนที่มาชมดูงิ้วยิ่งมายิ่งมาก บนเวทีงิ้วจุดไฟสว่างไสว หลังเสียงรัวม้าล่อ นักแสดงเริ่มร้องขับขานออกมา

ยุคสมัยนั้นยังไม่มีจิงจี้* หยางหลิงดูไม่เข้าใจ ทั้งไม่สะดวกกับการสอบถาม บวกกับนักแสดงตอนนั้นล้วนเป็นบุรุษ หามีสาวงามอันใด เห็นมินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงและหวงเสี้ยนเฉิงชมดูพลางวิพากษ์พลาง ค่อยเข้าใจโดยคร่าวๆ

*งิ้วปักกิ่ง

ในท้องเรื่องบรรยายว่าหญิงสาวนางหนึ่งแต่งงานกับสามีไม่นาน ผู้เป็นสามีก็ออกจากบ้านไปหางานทำ ผ่านไปหลายปีค่อยกลับบ้านเกิด ขณะจะถึงบ้าน พบเห็นสตรีงดงามนางหนึ่งเด็ดใบหม่อน จึงเข้าไปเกี้ยวพาราสี กลับถูกสตรีนั้นตำหนิติติง จนต้องหนีหน้ามา มิคาดพอกลับถึงบ้าน ค่อยพบว่าภรรยามันเป็นสตรีที่มันแทะโลมไม่สำเร็จนั้นเอง

เรื่องราวดำเนินถึงตอนนี้ไม่มีใดน่าตื่นใจ แต่ในการแสดงวันที่สอง ภรรยานั้นกลับเขียนจดหมายฉบับหนึ่งแล้วผูกคอตาย ในจดหมายบรรยายว่าตนเองไม่รักษาความเป็นกุลสตรี ยั่วยุให้บุรุษคิดบัดสี ไม่อาจแบกหน้ามีชีวิตอยู่ ขอตายเพื่อรักษาพรหมจรรย์ สุดท้ายเรื่องราวสะท้านทั่วหมู่บ้าน ทุกฝ่ายทำหนังสือขึ้นไป ฮ่องเต้ทรงอวยยศยอดหญิงนี้เป็นฮูหยินชั้นที่หนึ่ง พระราชทานป้ายยอดหญิงพรหมจรรย์ให้ ต่อมาสามีของนางแต่งงานใหม่ สองสามีภรรยาพากันไปเซ่นไหว้หลุมฝังศพของนาง

เหลาหงเยียนเป็นการเวทีงิ้วกับเหลาสุราเข้าด้วยกัน ดังนั้นการแสดงไม่เร่งเร้าเท่าที่ควร ระหว่างนั้นยังหยุดพักการแสดงช่วงหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงจึงวิพากย์วิจารณาอย่างออกรส ระหว่างนั้นหวงเสี้ยนเฉิงเอ่ยปากสอดคำเป็นครั้งคราว ถึงแม้มันพูดไม่มาก แต่จะอย่างไรเป็นบัณฑิตนักศึกษา ดังนั้นถ่ายทอดคำพูดที่มินเสี้ยนหลิ่งคิดกล่าวแต่ถ่ายทอดออกมาไม่ได้

หยางหลิงมีความรู้สึกว่าละครเรื่องนี้ไม่สมจริง มันเคยได้ยินเรื่องแต่งที่เหลือเชื่อว่า ในรัชสมัยหนึ่งมีสตรีนางหนึ่งตกน้ำ ปรากฏบุรุษที่ผ่านทางมายื่นมือฉุดแขนนางขึ้นมา นางพอกลับถึงบ้าน กลับใช้มีดหั่นผักฟันแขนตัวเองออกมา เนื่องเพราะส่วนนั้นถูกบุรุษที่มิใช่สามีกระทบถูก

หากว่านั่นถือเป็นการสูญเสียพรหมจรรย์ทางร่างกาย อย่างนั้นการแสดงที่ดำเนินอยู่นี้ถือเป็นการสูญเสียพรหมจรรย์ทางจิตใจ ยิ่งไม่อาจรับได้

ดังนั้นหยางหลิงอดกล่าวมิได้ว่า “ใต้เท้าทั้งสอง งิ้วเรื่องนี้ออกจะเกินจริงไปกระมัง สามีของนางพบเห็นสาวงามรายทาง พูดจาแทะโลม สุดท้ายภรรยากลับเห็นว่าตัวเองไม่รักษาพรหมจรรย์มากพอ ละครงิ้วที่เกินจริงเช่นนี้ มีอันใดน่าดู?”

หม่าเจ๋อเฉิงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “เป็นไร หลานแซ่หยางท่องหนังสือหนังหา กลับไม่ล่วงรู้ตำนานในบันทึกยอดหญิงหรอกหรือ สตรีนางนี้ถือพรหมจรรย์ สมควรเป็นแบบอย่างของสตรีทั้งแผ่นดิน”

มินเสี้ยนหลิ่งก็กล่าวว่า “หยางซิ่วไฉคงอ่านแต่ตำรับตำราเตรียมเข้าสอบแข่งขัน ไม่ได้อ่านเรื่องราวในบันทึกยอดหญิง หากว่าเราเป็นนายอำเภอที่นั้น คงต้องฟาดโบยสามีนั้นสี่สิบปี ห้ามมิให้มันตบแต่งภรรยาอีก

เรื่องนี้สมควรจริงแท้ไม่แปลกปลอม ยกตัวอย่างในรัชสมัยเฉิงฮว่า* เราปราบโจรสลัดที่ฮกเกี้ยน ตอนนั้นยังเป็นทหารชั้นผู้น้อย ที่หมิ่นหนันมีสตรีนางหนึ่งคิดตายตามสามี ญาติมิตรล้วนถือเป็นความภูมิใจ สามวันให้หลังสตรีนางนั้นถือช่อดอกไม้ แต่งตัวเฉิดฉันนั่งเกี้ยวถึงหน้าหลุมฝังศพสามี ผูกคอที่ปะรำซึ่งสร้างไว้ หมิงจิ่งไท่ฮ่องเต้จึงพระราชทานป้ายพรหมจรรย์ให้ เป็นเกียรติแก่หมู่บ้านของนาง”

*ชื่อปีรัชกาลของหมิงจิ่งไท่ฮ่องเต้

หม่าเจ๋อเฉิงผงกศีรษะกล่าวว่า “ใช่แล้ว สตรีเหล่านี้ถือเป็นยอดหญิง หากว่าเป็นหญิงสาวแดนโลกีย์ ไหนเลยประพฤติถือพรหมจรรย์ ครั้งกระโน้นมีนางคณิกาเขตฉีโจวกวนผ่านผ่านได้รับการชุบเลี้ยงจากแม่ทัพจางอินเป็นอนุภรรยา จางอินพอเสียชีวิต นางไม่ตายตามสามี กลับย้ายไปพำนักที่หอเอี้ยนจื่อซึ่งเป็นถิ่นเดิมของนาง อยู่ตัวคนเดียวสิบปี คิดได้รับการยกย่องว่ารักษาพรหมจรรย์ ต่อมาเป็นขุนนางซือหม่าแห่งเจียงโจวเขียนบทกวีกล่าวเปิดโปง สตรีนางนั้นค่อยเกิดความละอาย อดอาหารสิบวันจนเสียชีวิต”

หยางหลิงเมียชาติปางก่อนนิยมคัดลายมือเลียนแบบลิปิกรสมัยโบราณ ดังนัน้ทราบว่าขุนนางซือหม่าแห่งเจียงโจวหมายถึงไป๋จวีอี้*เอง

*กวีสมัยราชวงศ์ถัง

หม่าเหลียนเอ๋อที่ด้านข้างรับฟังจนขุ่นข้องใจยิ่ง อดกล่าวมิได้ว่า “สิบปีเสียงเสนาะจะกลายเป็นขัดหู สามวรรษาสุดทนดูเปลี่ยนคนใหม่ หากว่าภรรยาตายตามสามี ไม่มีใดไม่สมควร แต่บุรุษยึดถืออนุภรรยาเป็นสินค้าซื้อขายแลกเปลี่ยน ยังให้ผู้อื่นตายตาม ผู้บุตรีเห็นว่าเกินเลยไป”

ที่นางเอื้อนเป็นบทกวีของไป๋จวีอี้ บรรยายว่าตนเองซื้อหญิงสาวอายุสิบห้าสิบหกปีนางหนึ่งเป็นภรรยา แต่เชยชมอยู่สามปี ก็ตำหนิว่าผู้อื่นชรา ยกให้กับผู้อื่น ซื้อสินค้าใหม่เข้ามา

หม่าเจ๋อเฉิงเห็นบุตรีกล่าววาจานี้ต่อหน้าแขกเหรื่อ เท่ากับฉีกหน้าตนเอง กลัวถูกตำหนิว่าไม่ได้อบรมสั่งสอน ถึงแม้ยามปรกติรักเอ็นดูบุตรผู้นี้ ยังตวัดมือตบหน้านางฉาดหนึ่ง ด่าว่า “เหลวไหล นี่เป็นวาจาใด นับตั้งแต่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เราเป็นต้นมา ได้ให้ความสำคัญกับประเพณีดีงาม สตรีย่อมต้องถือพรหมจรรย์ หนึ่งหญิงไม่แต่งสามีสองคน เช่นเดียวกับหนึ่งขุนนางไม่รับใช้สองเจ้าชีวิต ที่ผ่านมาเราเฝ้าอบรมสั่งสอน เจ้าล้วนลืมเลือนแล้ว?”

หม่าเหลียนเอ๋อถูกตบหน้าต่อหน้าคนนอก ในใจทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง ต้องยกมือปิดหน้าร่ำไห้ หมุนตัววิ่งออกไป

หม่าอังคิดตามออกไป แต่ก็กลัวบิดามีโทสะ หม่าเจ๋อเฉิงโบกมือกล่าวว่า “ปล่อยนางไป พวกเราดื่มสืบต่อ”

หยางหลิงเห็นเช่นนั้น ต้องผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “คุณหนูหม่าคงนึกเวทนาผ่านผ่าน นางอดอาหารจนตาย ต่ำใต้เท่ากับสูญเสียหญิงงามนางหนึ่ง ขอป๋อฟู่(ท่านลุง)ไม่ต้องมีโทสะ ตอนนี้คล้อยดึกแล้ว คุณหนูหม่าออกไปคนเดียวไม่เหมาะสม ขอให้ผู้หลานเกลี้ยกล่อมนางกลับมา”

หม่าเจ๋อเฉิงค่อยมีสีหน้าผ่อนคลาย กล่าวคำรบกวนหลานแซ่หยางแล้ว หยางหลิงประสานมือต่อมินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิง จากนั้นติดตามออกไป

เห็นหม่าเหลียนเอ๋อยืนอยู่ใต้โคมแดงหน้าประตูเวทีงิ้ว เหม่อมองดูหมู่ดาวพราวฟ้า หยางหลิงค่อยคลายใจลง เดินเข้าไปกล่าวว่า “คุณหนูหม่ากลับไปเถอะ บิดาท่านเพียงกลัวว่าคำพูดของท่านถูกผู้อื่นได้ยิน กระทบถึงชื่อเสียงของท่าน ตรงกับคำว่ารักลึกล้ำตำหนิจากใจ ท่านอย่าได้มีโทสะไปแล้ว”

หม่าเหลียนเอ๋อเงยหน้ามองดูมองดูหมู่ดาว กล่าวเบาๆ ว่า “โลกนี้ ยึดถือสตรีเป็นอะไร สตรีที่ตายตามสามี ยึดถือพรหมจรรย์จัดเป็นสตรีดีงาม ได้รับการแซ่ซ้อง สตรีที่ถือพรหมจรรย์บ่งบอกถึงจริยะของสตรี ทั้งสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของบุรุษ หมายความว่ามันคู่ควรให้สตรีแสดงออก แต่มันที่แท้ทำอะไรให้กับสตรี?”

“บุรุษยึดถือสตรีเป็นสมบัติส่วนตัว ไม่เพียงแต่ภรรยา แม้แต่อนุภรรยาก็เช่นกัน ข้าพเจ้าอ่านเรื่องสามก๊ก เมื่อตอนสาบานในสวนท้อ เรื่องแรกที่กระทำคือฆ่าบุตรภรรยา เล่าปี่เปรียบภรรยาเป็นเสื้อผ้า นายพรานหลิงอันยึดถือภรรยาเป็นกับแกล้ม ฆ่าทิ้งนำมาเลี้ยงดูแขกเหรื่อ คนเหล่านี้ถือเป็นผู้คนหรือเดรัจฉาน?”

“ท่านทราบหรือไม่ ท่านแม่...ถูกท่านพ่อบีบบังคับจนตาย ตอนนั้นท่านพ่อยังเป็นทหาร ท่านแม่คนเดียวเลี้ยงดูเกอเกอกับข้าพเจ้าด้วยความยากลำบาก ต่อมาโจรผู้ร้ายลงจากเขามาปล้นชิง ท่านแม่ซ่อนเกอเกอกับข้าพเจ้าไว้ในโอ่งน้ำ รอดพ้นจากชะตากรรม โจรร้ายจึงข่มขืนนาง แต่บังเกิดมโนธรรมไม่ได้ฆ่านาง กลับถูกเหล่าบุรุษในหมู่บ้านที่หลบหนีโจรร้าย ใช้สายตาฆ่าตาย”

หยางหลิงเงียบงันชั่วขณะจึงกล่าว “คงไว้ซึ่งหลักธรรมของฟ้า ดับกิเลสตัณหาของคน อดตายถือเป็นเรื่องเล็กน้อย สูญเสียศักดิ์ศรีเป็นเรื่องใหญ่โต คำกล่าวของจูซี*ไม่แน่ว่าถูกต้อง แต่โลกนี้เป็นของบุรุษ ดังนั้นมันถือเป็นฝ่ายถูก” จากนั้นนึกถึงยุคปัจจุบัน ต้องสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่เพียงตอนนี้เป็นฝ่ายถูก อีกหลายร้อยปีให้หลัง ยังมีบุรุษที่เชื่อมั่นศรัทธาไม่เลิกรา”

*ปราชญ์เมธีสมัยราชวงศ์ซ้อง

หม่าเหลียนเอ๋อแค่นหัวร่อกล่าวว่า “จูซีอ้าปากเอ่ยถึงหลักธรรมของฟ้า หุบปากเอ่ยถึงปรัชญาความคิด แต่ว่ามันล่อลวงแม่ชีสองนางเป็นนางบำเรอ ทั้งหลอกลวงสตรีที่มีสามีแล้ว ยังเป็นแบบอย่างของบัณฑิตนักศึกษาหรือ?”

หยางหลิงเพียงทราบว่าจูซีเป็นผู้เผยแพร่ปรัชญาความคิดของขงจื๊อ แต่ไม่ล่วงรู้เรื่องอื้อฉาวเหล่านี้มาก่อน ต้องฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “โลกนี้เมื่อยึดถือบุรุษเป็นสำคัญ อย่างนั้นผู้ที่ถือหลักปรัชญาความคิดประพฤติตรงกันข้ามก็ไม่น่าประหลาด หากว่าบุรุษถูกหยามหยันอัปยศ จะบอกว่านอนเตียงฟืนเลียดีขม ขอเพียงวันหน้าแก้แค้นสำเร็จ ก็นับว่าเชิดหน้าชูตา ต่อให้มันเคยรับประทานอุจจาระ ก็ไม่ถือว่าประพฤติไร้ยางอาย ส่วนสตรีต่อให้ถูกบังคับขืนใจ ก็เป็นความผิดที่ไม่อาจอภัยให้ได้”

หม่าเหลียนเอ๋อเหลียวหน้ามา ใช้สายตาที่สุกใสกว่าดวงดาวมองดูมัน ชั่วครู่จึงกล่าว “บุรุษในยุคนี้ โดยเฉพาะนักศึกษากล่าวคำพูดเช่นนี้ นับท่านเป็นคนแรก น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริงๆ...”

หยางหลิงอดถามมิได้ว่า “น่าเสียดายอันใด?”

หม่าเหลียนเอ๋อเบือนหน้ากลับไป กล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า “คืนมุกแก่ท่านน้ำตานอง แค้นที่ไม่พานพบเมื่อไร้คู่*...”

*วรรคทองของจางจี้สมัยราชวงศ์ถัง

หยางหลิงใจสั่นสะท้าน บรรยากาศในบริเวณกลายเป็นแข็งกระด้างขึ้นมา ชั่วครู่ค่อยฝืนยิ้มกล่าวสัพยอกว่า “ถึงแท้ว่าเราท่านรู้จักกันเพราะไข่มุกลูกนั้น แต่ข้าพเจ้าหาได้กำนัลไข่มุกแก่ท่านไม่ ขอคุณหนูอย่าได้เข้าใจผิดไป”

หม่าเหลียนเอ๋อหัวร่อคิกออกมา ชม้ายมองมันแวบหนึ่ง กล่าวด้วยใบหน้าแดงสดใสว่า “เป็นเพราะท่านไม่มีวาสนา”

ภายใต้แสงโคมสาดส่อง เห็นจมูกของมันโด่งเป็นสัน หม่าเหลียนเอ๋อชมดูจนหัวใจเต้นถี่เร็ว ระหว่างคนทั้งสองปกคลุมด้วยบรรยากาศชวนวาบหวามชนิดหนึ่ง

นางปาดเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้ากล่าวว่า “ผู้อื่นดีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าค่อยดีต่อผู้นั้น นับตั้งแต่ท่านแม่เสียชีวิต เราหม่าเหลียนเอ๋อเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีบุรุษใดคู่ควรให้พวกเราเหล่าสตรีเสียสละถึงเพียงนั้น ข้าพเจ้าไม่ใช่ยอดหญิงบนเวทีงิ้วนั้น ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง”

หยางหลิงเหม่อมองดูนาง ชั่วครู่จึงถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “ท่านถือกำเนิดเร็วเกินไป สมควรเกิดในห้าร้อยปีให้หลังจึงถูกต้อง”

หม่าเหลียนเอ๋อกะพริบตากล่าวว่า “ท่านเห้นว่าข้าพเจ้ากล่าววาจาทรยศเนรคุณหรือ หรือว่าห้าร้อยปีให้หลังสามารถกล่าวเช่นนี้?”

หยางหลิงใจหายวาบ รีบกล่าวกลบเกลื่อนว่า “ข้าพเจ้าเพียงครุ่นคิดว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะมีบุรุษส่วนหนึ่งยอมรับความเสมอภาคแก่สตรี นี่เพียงเป็นความคิดฟุ้งซ่านของเรา”

หม่าเหลียนเอ๋อยิ้มพลางล้วงถุงเพชร จากอกเสื้อ เดินมายัดใส่มือหยางหลิงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าภรรยาท่านรักท่าน ไข่มุกลูกนี้ถือเป็นของขวัญที่ข้าพเจ้ามอบต่อพวกท่าน หวังให้ท่านดีต่อภรรยาของท่าน อย่าได้สร้างความผิดหวังแก่นาง”

ถุงเพชรนี้ยังแฝงกลิ่นหอมรวยรินบนร่างกายนาง หม่าเหลียนเอ๋อเห็นมันเหม่อลอยซึมเซา ต้องหัวร่อคิกออกมากล่าวว่า “พวกเรากลับกันเถอะ ข้าพเจ้าเพียงแต่เสียใจ หาได้มีโทสะไม่ พวกท่านเหล่าบุรุษมีสักกี่คนที่ล่วงรู้ความหดหู่ใจของสตรี?” เอ่ยถึงตอนนี้ หางตาเหลือบเห็นหวงเสี้ยนเฉิงติดตามออกมา จึงรีบชักดึงมือกลับ เดินกลับห้องพิเศษไป

หยางหลิงค่อยเรียกสติคืนมา เห้นหวงเสี้ยนเฉิงยิ้มให้กับตนเองอย่างลึกซึ้ง ผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ จึงประสานมือตอบ ระหว่างคนทั้งสองไม่กล่าวกระไร คล้ายสนิทสนมคุ้นเคยยิ่ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal