ยืดเวลาออกไป

วันรุ่งขึ้น ตระกูลหวังทั้งครอบครัว ร้านรวงข้างเคียงและหยางหลิงถูกนำตัวขึ้นศาลอีก เมื่อคืนมินเสี้ยนหลิ่งได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง บวกกับหม่าเจ๋อเฉิงถ่ายทอดความคิดของหยางหลิงให้ทราบ ล่วงรู้ว่าควรพิจารณาคดีอย่างไร หม่าเจ๋อเฉิงก็ซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นทางด้านหลังของมินเสี้ยนหลิ่งฟังการไต่สวน

รอจนหม่าเจ๋อเฉิงถูกคุมตัวมา มินเสี้ยนหลิ่งก็หยิบไม้ตบโต๊ะ กล่าวกับบุตรชายทั้งสองของหวังเหลาป่านว่า “หวังต้า หวังเอ้อ เมื่อวานเราค้นพบไข่มุกของคุณหนูหม่าจากตัวบิดาเจ้า หวังเหลาป่านเห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบ คิดฮุบไข่มุกผู้อื่น เรื่องนี้พวกเจ้ามีความเห็นเป็นอื่นหรือไม่?”

หวังต้ากับหวังเอ้อสบตากันวูบ ไม่ทราบในน้ำเต้าท่านนายอำเภอขายยาอันใด จึงกล่าว “เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ตอนที่ท่านพ่อกับหม่าอังเกิดข้อพิพาท ผู้ต่ำต้อยไม่ได้อยู่ด้านข้าง ไม่ทราบว่าท่านพ่อเห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบ หรือว่าหม่าอังปรักปรำให้ร้าย”

หม่าอังคุกเข่าในศาล กระชากเสียงว่า “ผายลม โจรเฒ่านั้นรับไข่มุกจากเม่ยจื่อเรากลับปฏิเสธ แสดงว่าคิดยักยอกทรัพย์”

มินเสี้ยนหลิ่งหยิบไม้ตบโต๊ะ ตวาดว่า “เราไม่ได้สอบถามเจ้า หากสอดคำวุ่นวายจะตบปากเจ้า”

หม่าอังได้แต่ปิดปากลง มินเสี้ยนหลิ่งยกมือลูบเคราครึ้มกล่าวกับสองพี่น้องตรูกหวังว่า “เช่นนี้เป็นว่า พวกเจ้าบอกว่าบิดดาเจ้าถูกหม่าอังทุบตีจนตาย ก็ไม่ได้เห็นกับตาเช่นกัน?”

หวังต้าอึ้งไปวูบจึงร้องว่า “เหล่าแหย เราแม้ไม่เห็นตัวฆาตกรผู้นี้ทุบตีท่านพ่อ แต่ที่ผ่านมาท่านพ่อมีร่างกายแข็งแรง หากมิใช่เจ้าผู้นี้ก่อการร้าย ท่านพ่อไหนเลยตายอย่างปัจจุบันทันด่วน เรื่องนี้ร้านรวงข้างเคียงล้วนแลเห็น สามารถเป็นพยาน”

มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “ตอนนั้นหยางหลิงหยางซิ่วไฉก็อยู่ที่นั้น บอกว่าบิดาเจ้าฮุบไข่มุกของคุณหนูหม่า เกอเกอของคุณหนูหม่าจึงฉุดรั้งมันไว้ ถกเหตุผลกับใน หาได้ลงไม้ลงมือไม่ คาดว่าบิดาเจ้าอายุสูงวัย พอถูกผู้คนกล่าวเปิดโปง เกิดความอับอายขุ่นแค้นจนสิ้นใจตาย”

หวังต้ากับหวังเอ้อพอฟัง พากันโขกศีรษะร้องว่า “ใต้เท้า ท่านพ่อถูกปรักปรำ...”

มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่า “ช้าก่อน เรายังพูดไม่จบ แต่จากปากคำพวกเจ้าสองพี่น้อง บิดาเจ้ามีร่างกายแข็งแรง ต้องไม่ร้อนรุ่มขุ่นแค้นจนสิ้นใจตาย ยังมีนับแต่แรกเริ่มจนยุติ มีแต่หม่าอังเกิดข้อพิพาทกับบิดาเจ้า ดังนั้นฆาตกรสมควรเป็นหม่าอัง”

หม่าอังพอฟัง บังเกิดความร้อนใจจนคิดผุดลุกขึ้น เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่ด้านข้างสองคนจึงไขว้ไม้พลองกดใส่ข้อพับของมัน หม่าอังร้องโอยคำหนึ่ง ได้แต่คุกเข่าแน่วนิ่ง

หม่าเหลียนเอ๋อรีบเข้ามากดไหล่มันไว้ กล่าวว่า “เกอเกอไม่ต้องร้อนรุ่ม ใต้เท้ามินสัตว์ซื่อมือสะอาด ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม...”

หม่าอังกล่าวอย่างร้อนรุ่มเดือดดาลว่า “เราเกอเกอไหนเลยลงไม้ลงมือต่อมัน เฒ่าบัดซบนั้นคิดหลอกทรัพย์สินผู้คน บุตรชายมันคงประพฤติดุจเดียวกัน แสดงว่าคิดให้ร้ายเรา ท่านรีบไปหาท่านพ่อ...”

ไม่ทันกล่าวจบ ที่หัวไหล่ถูกหม่าเหลียนเอ๋อหยิกอย่างดุดันคราหนึ่ง จึงเงยหน้าขึ้น เห็นเม่ยจื่อถลึงมองมัน หม่าอังค่อยได้คิด กล้ำกลืนคำพูดไว้

มินเสี้ยนหลิ่งก็กระแอมไอกล่าวว่า “เราอยู่ที่จุดพักม้าจีหมิงสองปี ที่ผ่านมาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สถานที่ ต้องไม่ปล่อยปละละเว้นคนร้าย และไม่ปรักปรำให้ร้ายคนดี...”

หยางหลิงรับฟังจนลอบหัวร่อในใจ มันกล่าวชมตัวเองเช่นนี้ ฟังดูน่าขบขันอยู่บ้าง บวกกับกล่าวอย่างยากลำบาก คล้ายกำลังท่องตำราก็มิปาน

มินเสี้ยนหลิ่งกล่าวสืบต่อ “นับตั้งแต่เรารับคดีรายนี้ไว้ เมื่อคืนก็ฝ่าลมหิมะออกรวบรวมหลักฐาน ทั้งสั่งให้สัปเหร่อตรวจดูศพของบิดาท่าน เท่าที่เราทราบ บนร่างบิดาท่านไม่มีรอยบาดแผลภายนอก ถือเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง

“ยังมี เรายังทราบว่าครอบครัวเจเจ้าอพยพจากหมิ่นหนัน* มายังที่นี้เมื่อสองปีก่อน เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อนบิดาเจ้ายังล้มป่วยลง คำกล่าวที่ว่ามันมีร่างกายแข็งแรงจึงเชื่อไม่ได้

“นอกจากนั้นเหอเหล่าซื่อร้านขายซี่อิ้วบอกว่า ระหว่างที่บิดาเจ้าอพยพมายังที่นี้ เคยถูกงูฟุเสอ** กัดที่แดนหูกว่าง*** จนการเดินทางเนิ่นช้าไปสิบกว่าวัน เนื่องจากคิดรีบรุดเดินทาง จึงเดินทางต่อทั้งที่ยังไม่หายดี เหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิต

* ฮกเกี้ยนตอนใต้

** งูหัวสามเหลี่ยมชนิดหนึ่ง

*** ปัจจุบันเป็นมณฑลกวางตุ้งกวางสี

“ดังนั้นเราตกลงใจคุมขังหม่าอังไว้ก่อน ทั้งสั่งให้สัปเหร่อผ่าศพบิดาเจ้า พิสูจน์ว่ารับบอบช้ำภายในหรือไม่ ขณะเดียวกันเจ้าตามหาหมอที่เคยรักษาให้กับบิดาเจ้า ขอเทียบยามาชมดู ทั้งให้เจ้าส่งคนไปยังแดนหูกว่าง สอบถามถึงตัวยาที่ใช้รักษาโรคถูกงูกัดของบิดาเจ้า ทั้งขอให้หมอวินิจฉัยว่าพิษงูยังตกค้างอยู่ภายในหรือไม่?”

ทั้งหมดนี้เพียงเป็นหมากตาแรก หากตระกูลหวังตัดสินใจหาเทียบยารักษาหวังเหล่าป่านเมื่อปีก่อนมา ก็จะให้ตระกูลหวังไปยังแดนหูกว่าง หาตัวหมอรักษาอาหารที่ถูกงูฟุเสอจนพบ หรือถึงกับไล่พวกมันกลับไปยังท้องถิ่น ขอให้ขุนนางท้องถิ่นออกหนังสือยืนยันว่าหวังเหล่าป่านมีร่างกายแข็งแรง สรุปแล้ว หนทางยิ่งไกลยิ่งดี หลักฐานยิ่งครบถ้วยยิ่งประเสริฐ เป็นหนึ่งในกลอุบายที่บริษัทประกันชีวิตนิยมใช้ที่สุด

หวังต้ากับหวังเอ้อรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ขณะจะโต้แย้ง มินเสี้ยนหลิ่งก็หยิบไม้ตบโต๊ะ ตวาดสั่งว่า “พวกเรา คุมตัวผู้ต้องหาหม่าอังกลับไปเฝ้าควบคุมให้ดี ที่เหลือแยกย้ายกลับบ้าน รอจนตระกูลหวังหาหลักฐานมาค่อยพิจารณาคดีใหม่ เลิกศาล”

เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองรับคำดังกระหื่ม มีเจ้าหน้าที่หยาบใหญ่สองนายวิ่งมาลากตัวหม่าอังออกไป ความเคลื่อนไหวนี้แม้กระทำต่อหม่าอัง แต่กลับขู่ขวัญหวังต้ากับหวังเอ้อจนกล้ำกลืนคำพูดไว้

............

สองพี่น้องตระกูลหวังพกความคับข้องใจกลับบ้าน หากให้เลิกราในลักษณะนี้ ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ สุดท้ายตกลงว่าอีกสองวันให้หวังต้าเดินทางไปยังแดนหูกว่าง รวบรวมหลักฐานมา ส่วนทางบ้านให้หวังเอ้อดูแลกิจการค้าไปก่อน

มิคากภรรยาของหวังต้ารีบรุดมาบอกกล่าวว่า “เซี่ยงกง เรายังเข้าใจว่าวันนี้ไม่มีลูกค้า เพราะว่าที่ร้านมีคนตาย ผู้คนไม่แวะมา ที่แท้คนที่ที่ทำการเจ๋อเฉิงเที่ยวผล่อยข่าวว่า พวกเราขายสินค้าปลอม ทั้งบังคับซื้อบังคับขาย ไม่เพียงแต่ล่วงรู้จนทั่วทั้งจุดที่พักม้าจีหมิง พวกมันยังกระจายกำลังออกไป แม้แต่ผู้คนต่างถิ่นยังล่วงรู้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเรายังจะค้าชายได้อย่างไร?”

สองพี่น้องตระกูลหวังใจหายวาบ คนค้าชายกลัวชื่อเสียงด่างพร้อย หากว่าที่ทำการเจ๋อเฉิงใช้เจ้าหน้าที่สื่อสารหลาบสิบคนปล่อยข่าวไปทั้งเหนือใต้ ร้านดนตรีตระกูลหวังได้ปต่ปิดกิจการแล้ว

ตระกูลหวังไม่มีที่นาในที่นี้ ล้วนค้าขายเป็นหลัก ทางบ้านแม้มีฐานะดีกว่าชาวไร่ชาวนา แต่ยุคสมัยนั้นให้ความสำคัญแก่กสิกร เหยียบย่ำพ่อค้าวาณิช ฐานะทางสังคมยังไม่เท่ากับชาวไร่ชาวนา

ดังนั้นราชสำนักต้าหมิงตรากฎว่า ชาวไร่ชาวนาที่มีลูกหลานมีชื่อเสียงสามารถสวมชุดแพรพรรณ แต่พ่อค้าวาณิชต่อให้มั่งคั่งกว่านี้ก็ไม่ได้รับสิทธิ์เช่นนี้ ถึงแม้เป็นพ่อค้ามีทรัพย์นับอนันต์ ได้แต่สวมชุดแพรพรรณในบ้าน พอออกจากบ้านต้องเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ไม่เช่นนั้นจะถูกทางการลงโทษ

เพราะเหตุนี้ตระกูลหวังค้าคดีความ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก่อน หากเป็นเหตุให้กระทบถึงกิจการค้า ถือว่าได้รับไม่เท่ากับสูญเสีย หรือว่าทั้งครอบครัวจะปล่อยให้คนที่ตายแล้วกระทบถึงการหาเลี้ยงชีพด้วย?

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคิดค้าคดีความของสองพี่น้องตระกูลหวังล้วนจืดจางลง บวกกับช่วงปลายปีไม่สะดวกกับการเดินทางไกล มิสู้ดูแลหน้าร้านให้ดี รอจนหลังปีใหม่แล้วค่อยว่ากล่าว

สองพี่น้องออกไปดูแลหน้าร้าน ผ่านไปสองวันมิเพียงไม่มีการค้าแม้สักรายเดียว ยังได้ยินข่าวลือว่าสองพี่น้องตระกูลปล่อยให้ศพของบิดาอยู่ในห้องเก็บศพ ปล่อยให้สัปเหร่อควักผ่าท้อง เพียงเพื่อรีดไถเงินทองจำนวนหนึ่ง

มีคำกล่าวว่า คำคนน่าครั่นคร้าม ผู้อื่นไม่สนใจว่าเป็นจริงหรือแปลกปลอม สรุปแล้วไม่คบค้าสมาคม จนกระทบถึงชื่อเสียงตัวเอง ดังนั้นแม้แต่ผู้คนในร้านรวงข้างเคียงยังใช้ที่แววตาที่ประหลาดพิกลมองดูพวกมัน ทั้งหลีกลี้หนีห่าง

สองพี่น้องตระกูลพกความขุ่นแค้นขอพบท่านนายอำเภอ แต่ฟังว่ามินเสี้ยนหลิ่งรุดไปปลอบขวัญครอบครัวที่ถูกหิมะกดทับบ้านช่องพังทลายที่ลานหลิวเจียผิงสามราย วันที่สองเดินทางไปใหม่ มินเสี้ยนหลิ่งก็เดินทางไปยังเมืองเซวียนฝู่ เร่งรัดให้ทางการจัดส่งเสบียงฤดูหนาวมา

วันนี้หวังเอ้อเดินทางเข้าเมืองไปรับสินค้ามาจำหน่าย หวังเอ้อทั้งอยู่หลังตู้สินค้า ได้แต่เหม่อมองผู้คนบนท้องถนน ภายในร้านกลับเงียบเชียบ ช่วงเวลานี้เมื่อปีก่อน เหล่าระบำหยางเกอ* ระบำไม้ต่อขา ยังมีวัดวาศาลเจ้าตลอดจนคณะงิ้ว ล้วนมาซื้อเครื่องดรตรีราคาถูกไป แต่ปีนี้ขายไม่ได้แม้สักชิ้นเดียว

* ระบำท้องถิ่นที่แพรหลายในหมู่บ้านชาวนาทางภาคเหนือของจีน

หวังต้านึกทบทวนดู บิดาชรามักบอกว่าแน่นหน้าอก เมื่อปีก่อนถึงกับหมดสติ จนล้มป่วยลง ตอนนี้สัปเหร่อพิสูจน์ศพไม่พบริ้วรอยบาดแผล หรือว่าตายเพราะอับอายขุ่นแค้นจนลมหายใจขาดห้วงจริงๆ

ขณะคิดอ่าน พลันมีคนตบตู้สินค้าพร้อมกับกล่าวว่า “หวังต้าคิดอะไร คิดจัดซื้อสินค้ามาจำหน่ายหรือ?”

หวังต้าเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราหน้าซูบสดใส สวมใส่ชุดเขียวผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าตู้สินค้า จึงรีบลุกขึ้น เดินออกไปต้อนรับ กล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน (เถ้าแก่แซ่อู๋) ไฉนมีเวลาว่าง พวกเรา รีบชงชาชั้นดีมาป้านหนึ่ง”

ชายชราผู้นี้เรียกว่าอู๋เจี๋ย เป็นพ่อค้าสมุนไพรละแวกเสฉวนส่านซีจนถึงนครหลวง มีฐานะมั่งคั่งกว่าตระกูลหวังมากนัก จุดพักม้าจีหมิงยังเป็นที่รับมอบและกระจายสมุนไพรของมัน ดังนั้นในปีหนึ่งจะอาศัยอยู่ที่นี้ครึ่งปี

อู๋เจี๋ยทรุดนั่งลงยิ้มพลางกล่าวว่า “ใกล้สิ้นปีแล้ว หลังจากเสร็จจากการค้ารายนี้ จะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ จึงแวะมาชมดู เหตุใดวันนี้ท่านดูแลหน้าร้าน บิดาท่านเล่า?”

หวังต้าฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน...ท่านพ่อลาโลกไปเมื่อหลายวันก่อนแล้ว”

อู๋เจี๋ยใจหายวาบ ร้องโพล่งว่า “เป็นไปได้อย่างไร ครั้งก่อนที่พบกัน หวังเหล่าป่านยังมีร่างกายแเข็งแรง เป็นไร...โรคแน่นหน้าอกเมื่อปีก่อนกำเริบอีกแล้ว?”

ภรรยาของหวังต้าชงชาป้านหนึ่งออกมา นางก็มีสีหน้าหมองเศร้า ฝืนยิ้มคำนับต่ออู๋เจี๋ย รินน้ำชาแล้วล่าถอยกลับไป

อู๋เจี๋ยล้วงกล้องยาสูบราคาแพงจากในแขนเสื้อ ดึงยาสูบจากถุงแพรบนสายรัดเอว ใช้กระดาษเชื้อไฟจุดขึ้น สูบยาคำหนึ่ง หยีตากล่าวว่า “หวังเหล่าป่านมีอายุเข้าเลขเจ็ด ตายไปไม่ถือว่าอายุสั้น อย่าได้เศร้าเสียใจแล้ว ลองบอกเล่าให้เราฟังดู”

หวังต้าบอกเล่าเรื่องราวออกไป ย่อมปกปิดเรื่องที่บิดาฮุบไข่มุกของผู้อื่น สุดท้ายกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน ท่านท่องไปทั้งเหนือจรดใต้ ลองบอกมาว่าแค้นนี้เราต้องชำระล้างหรือไม่...ตระกูลหม่าถือดีในอิทธิพล เที่ยวปล่อยข่าวโจมตี ท่านดู กระทั่งลูกค้ายังไม่เข้าร้าน ท่านนายอำเภอก็ไม่อยู่ ดูเหมือนขุนนางปกป้องกันเอง เข้าข้างตระกูลหม่าชัดๆ”

อู๋เจี๋ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ดูเหมือนอันใด เหตุการณ์ชัดแจ้งยิ่ง ผู้อื่นช่วยเหลือตระกูลหม่าเอง”

หวังต้าทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ตบต้นขาฉาดหนึ่ง ร้องว่า “มิน่าเล่าให้เราหาหมอ ให้ไปที่ร้ายขายยา พวกเราไปหานายอำเภอ มันมักไม่อยู่ นี่...นี่เท่ากับบีบบังคับเราหอบหนังสือต้าหมิงลวี่เข้านครร้องไปฟ้องร้อง ถึงหน้าพระพักตร์”

อู๋เจี๋ยเหลือกตาขึ้นกล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่านี่เป็นรัชสมัยหงอู่ คิดเข้านครหลวงไปฟ้องร้องถึงหน้าพระพักตร์หรือ ฮ่องเต้อยู่ในวังต้องห้าม ราชองครักษ์เฝ้ารักษาเป็นชั้นๆ จะได้เข้าเฝ้าหรือ ต่อให้เข้าเฝ้าแล้วจะเป็นไร มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้บอกว่าไม่ไต่สวนคดี ทั้งยังพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ เมื่อถึงเวลาฮ่องเต้ยังชมเชยว่าใต้เท้ามินทำงานอย่างรัดกุม ท่านกล่าวโทษขุนนางบ้านเมือง มีโทษถึงประหารเก้าชั่วโคตร”

หวังต้าสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง กล่าวว่า “ดีที่อู๋เหล่าป่านกล่าวกระตุ้นเตือน เราขาดความรอบรู้ แทบก่อเหตุเภทภัยใส่ตัว นี่...นี่จะทำอย่างไรดี?”

อู๋เจี๋ยพ่นควันยาสูบออกมา กล่าวช้าๆ ว่า “น้องแซ่หวังมีคำกล่าวว่าชาวบ้านไม่อาจต่อกรกับขุนนาง เรื่องนี้ท่านไม่มีหลักฐานแน่นหนา ต่อให้ฟ้องร้องถึงท้องพระโรง ไม่แน่ว่าจะทำอย่างไรผู้อื่นได้ ตอนนี้กลับสร้างปัญหาให้กับตัวเอง เราคิดน้อมเตือนสักหลายคำ ไม่ทราบท่านยอมรับฟังหรือไม่?”

หวังต้าพอฟัง รีบลุกขึ้นรินน้ำชาเพิ่มเติมให้กับอู๋เจี๋ย กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ท่านผู้เฒ่าโปรดบอกมา เราเฉกเช่นขี่บนหลังเสือขึ้นหรือลงก็ไม่ได้ ท่านผู้เฒ่ามีความคิดอันประเสริฐใด ขอได้โปรดชี้แนะ”

อู๋เจี๋ยวางกล้องยาสูบลงบนตู้สินค้า ยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่งแล้วกล่าว “บอกไปเรื่องนี้ความจริงไม่กระจ่าง ท่านแม้มีพยานยืนยันว่าหม่าอังเกิดการทุ่มเถียงกับท่าน หวังเหล่าป่านก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่มีคนยืนยันว่าหม่าอังทุบตีคน หยางซิ่วไฉจึงเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หากว่าเราเป็นท่านนายอำเภอ ก็ไม่อาจกำหนดโทษผู้อื่นเช่นกัน

“ตอนนี้เรื่องราวถึงขั้นนี้ เราขอกล่าววาจาสักคำ หวังเหล่าป่านอายุยังเข้าเลขเจ็ด แม้ตายก็เป็นเรื่องอันควร เราทราบว่าท่านเป็นบุตรอกตัญญู แต่หากใส่ความผู้อื่นจนต้องตายตาม ไยมิใช่เพิ่มบาปแก่บิดาท่านหนึ่ง อีกประการพวกท่านทั้งครอบครัวล้วนอยู่ที่นี้ หากล่วงเกินหม่าเจ๋อเฉิง ท่านต่อกรผู้อื่นได้หรือ อย่าว่าแต่คดีรายนี้ยิ่งยืดยาว ไม่เพียงเป็นเหตุให้ครอบครัวท่านต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ซากสังขารของบิดาท่านก็ไม่ได้รับการบรรจุฝัง ท่านสามารถหักใจได้หรือ?”

หวังต้าหลั่งน้ำมูกน้ำตา สะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน ท่านผู้เฒ่าช่วยคิดอ่านว่าตอนนี้เราควรทำอย่างไร?”

อู๋เจี๋ยกล่าวว่า “หากว่าท่านมีใจกตัญญู ก็ถือว่าหวังเหล่าป่านตายด้วยสิ้นอายุขับ ส่วนเรื่องฮุบสมบัติผู้อื่น ไม่ว่าเป็นจริงหรือเท็จ ตระกูลหม่าคงไม่สืบสาวเอาความ แต่ถึงอย่างไรบิดาท่านตายเพราะเกิดจากการทุ่มเถียง ตระกูลหม่าไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ในความเห็นเราให้ตระกูลหม่าชดใช้ท่านสักหลายสิบตำลึง ทั้งจ่ายค่าบรรจุศพและเคลื่อนศพให้ ไม่ทราบท่านคิดเห็นอย่างไร?”

หวังต้าพอฟังต้องก้มศีรษะลง ชั่วครู่ค่อยตะกุกตะกักว่า “นี่...หากจัดการเช่นนี้ ผู้คนจะหัวร่อเยาะเราสองพี่น้องประสงค์ต่อทรัพย์ ไม่สนใจความแค้นของบิดา คำพูดเหล่านี้...จะให้กล่าวจากปากเราได้อย่างไร?”

อู๋เจี๋ยคิดกล่าวกระไร พลันปรากฏคนผู้หนึ่งขี่ลามาถึงหน้าร้าน กระโดดลงจากหลังลาผูกสายบังเหียนไว้ จากนั้นโถมเข้าร้านมา หวังต้าเห็นเป็นหวังเอ้อผู้น้อง จึงรีบผุดลุกขึ้น กล่าวว่า “เอ้อตี้ (น้องรอง) ท่านกลับมาแล้ว ไฉน...”

พลางชะโงกศีรษะมองออกไป กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “มิใช่ให้ท่านนำเข้าหวีดไม้ไผ่ ขลุ่ยไม้ไผ่ ม้าล่อและฉาบทองเหลืองหรอกหรือ ไฉนกลับมาด้วยมือเปล่า?”

หวังเอ้อประสานมือทักทายอู๋เจี๋ย จากนั้นกระแทกนั่งลงบนเก้าอี้ของพี่ใหญ่ กล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “นำเข้าสินค้าอันใด หลิวเหล่าป่าน (เถ้าแก่แซ่หลิว) ใช้พวกเราจ่ายเงินสด ไม่ยอมให้ติดค้างอีก”

หวังต้ากล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เป็นไปได้อย่างไร พวกเราติดต่อค้าขายกับมันเป็นแรมปี ล้วนยอมให้ติดค้าง อยู่ดีๆ ไฉนเรียกร้องให้จ่ายเงินสด?”

หวังเอ้อกระชากเสียงว่า “ยังมิใช่เพราะตัวอุบาทว์ตระกูลหม่า ยังมีคนปากอยู่ไม่สุข...” เอ่ยถึงตอนนี้ ฉุกคิดว่าอู๋เจี๋ยนั่งอยู่ด้วย จึงรีบปิดปากลง

อู๋เจี๋ยจิบน้ำชาอึกหนึ่ง แล้วผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “หลายวันนี้มีการค้าวุ่นวาย เราไม่นั่งนานแล้ว” พลางประสานมือต่อสองพี่น้องตระกูลหวังเดินออกไป

หวังต้าพอฟังคำบอกกล่าวของผู้น้อง ต้องตะลึงลานกับที่ เห็นอู๋เจี๋ยคิดจากไป จึงไล่กวดตามไป ร้องเรียกว่า “อู๋เหล่าป่านรอสักครู่ ความคิดของท่านดียิ่ง แต่ว่าเรื่องนี้ต้องขอให้ท่านผู้เฒ่าช่วยจัดการให้”

หนังสือแนะนำ