บทที่ 9  คนชั่วเจอคนเลว

วันรุ่งขึ้น เซวียเป่ยฝานตื่นแต่เช้าตรู่ เดินออกมายืนที่หัวเรือ ลำเรือแล่นเหนือแม่น้ำ ไอหมอกลอยล่องรอบทิศ แสงอรุณสาดสะท้อนทั่วผิวน้ำ

เซวียเป่ยฝานสูดอากาศเข้าปอดยาวๆ รู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นกอง ท้องเริ่มร้องหิว เขาเดินอ้อมไปทางห้องครัวท้ายเรือ ตั้งใจหาของกิน กลับได้ยินมีคนครวญเพลง

เซวียเป่ยฝานแปลกใจ เดินถึงหน้าประตูห้องชะโงกมองเข้าไป

เพียงเห็นเหยียนเสี่ยวเตาตื่นแล้ว สวมกระโปรงยาวสีวารี เสื้อตัวบนปักลายนูนสีน้ำเงิน แขนเสื้อกุ๊นขอบสีกลีบบัวพันทบขึ้นมา เผยเห็นลำแขนขาวผ่องสองข้าง มือห่อเกี๊ยว ปากก็ครวญเพลง ดวงหน้านวลใสเลอะแป้งเล็กน้อย เพิ่มความสดใสขี้เล่น

เซวียเป่ยฝานนึกขัน เด็กสาวคนนี้ร่าเริงดีจริง เช้าขึ้นมาก็กระโดดโลดเต้นแล้ว

“แค่กๆ” กระแอมไออยู่หน้าประตู เรียกความสนใจของเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาเหลียวมามองแวบหนึ่ง เห็นเป็นเซวียเป่ยฝาน กลับรู้สึกเหนือคาด “ท่านตื่นเช้าปานนี้เชียว?”

“ข้าไม่เหมือนคนตื่นเช้าหรือไร” เซวียเป่ยฝานกระโดดข้ามธรณีประตู เดินอาดๆ ถึงข้างตัวนาง

เสี่ยวเตานึกในใจ โจรราคะมิใช่มีชีวิตสำมะเลเทเมา หมกมุ่นในโลกีย์หรอกหรือ กลางวันงีบหลับ กลางคืนออกมาเกลือกกลั้ว!

ความสนใจของเซวียเป่ยฝานกลับอยู่ที่ตัวเกี๊ยวซึ่งเรียงเป็นแถวบนเขียง ก้มลงไปดม “ไส้อะไร”

“ผักจี้ไช่ เห็ดหอม เนื้อหมู หน่อไม้” เสี่ยวเตาพูดลอยหน้าลอยตาด้วยความภาคภูมิใจ “อาหารจานเด็ดบ้านสกุลเหยียน” เรือนผมยาวสลวยที่รวบไว้รุ่ยลงมาสองปอย แกว่งไกวไปมา ยิ่งแลดูร่าเริงสดใส

เซวียเป่ยฝานยืนพิงแท่นเตา “บนเรือไม่มีสาวใช้หรือ เจ้าถึงต้องลุกมาทำกับข้าวแต่เช้า”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “สาวใช้ไม่ใช่คนหรือ ใครกำหนดว่าต้องสาวใช้เท่านั้นถึงทำอาหารให้แขกกิน หรือแขกไม่สามารถทำให้สาวใช้กิน?”

เซวียเป่ยฝานกะพริบตาปริบๆ “แต่สาวใช้มีไว้สำหรับทำสิ่งนี้นี่นา ไม่อย่างนั้นสาวใช้จะทำอะไร”

“เฮอะ” เสี่ยวเตาตบแป้งบนมือ “แม่นางบ้านไหนพอลืมตาดูโลก ก็มีคำว่า ‘สาวใช้’ แปะบนหน้าผาก” พูดพลางจิ้มนิ้วไปที่กลางหน้าผากของเซวียเป่ยฝาน ทิ้งรอยขาวเอาไว้รอยหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานคลำหน้าผาก ชะโงกดูเกี๊ยวหลายสิบอันที่ห่อเสร็จแล้ว เห็นแต่ละอันใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่เท่ากัน ห่อแน่นนวลเนียน จึงอดที่จะชมมิได้ “ฝีมือไม่เลวนี่ อยู่บ้านทำงานบ้านบ่อยๆ กระมัง?”

“อืม” เสี่ยวเตารับคำ พลางเดินรื้อลังค้นตู้ไปทั่ว “มีต้นหอมกับกระเทียมบ้างไหม”

ยามนั้น บ่าวไพร่ล้วนตื่นแล้ว พอเข้าห้องครัว เห็นอาหารเช้าล้วนทำเสร็จ ตกใจแทบกระโดด ก่อนรีบดันทั้งสองออกไป

เสี่ยวเตาโดนเซวียเป่ยฝานลากออกมาข้างนอก ยังอุตส่าห์ตะโกนบอกในห้องครัว “เสี่ยวชุ่ย น้ำแกงต้องใช้น้ำสะอาด เสี่ยวอวี้ อย่าเอาน้ำที่ใช้ต้มเกี๊ยวมาทำน้ำแกง เสี่ยวหลัน ต้องเติมต้นหอม…”

เซวียเป่ยฝานอ่อนอกอ่อนใจ “แม่สาวน้อย เจ้าเป็นนกสี่เชวี่ย*มาเกิดหรือไร ไฉนชอบโหวกเหวก” เสี่ยวเตาสลัดมือออก รักษาระยะห่างกับเขา ตักน้ำล้างหน้าล้างมือ พลางถาม “เมื่อคืนท่านแอบฟังใช่ไหม”

[*นกสี่เชวี่ย นกชนิดหนึ่งคล้ายนกสาริกาดงหรือนกแซงแซว ปากแหลม หางยาว ว่ากันว่าเมื่อได้ยินเสียงร้องของนกชนิดนี้ จะมีเรื่องมงคลมาเยือน]

เซวียเป่ยฝานหาตั่งหวายตัวหนึ่งนั่งลง ไขว่ห้างชมดูทิวทัศน์ทะเลสาบ “แอบฟังอะไร”

“อย่ามาไขสือ” เสี่ยวเตาเดินมา “ข้าจะสั่งสอนหวังปี้โป ท่านต้องช่วยอีกแรง”

เซวียเป่ยฝานช้อนสายตามองเสี่ยวเตา หน้าเคร่งขรึม “จะให้ข้าปลอมเป็นคนรักของเจ้า?”

“อืม” เสี่ยวเตาตบหลังเซวียเป่ยฝานดังป้าบ “ช่วยข้ายั่วโทสะหวังปี้โป ทำให้เขายกเลิกสัญญาแต่งงาน”

“ฟังดูคล้ายเป็นการค้าที่กินแรงไม่เบา” เซวียเป่ยฝานมองสำรวจเสี่ยวเตาจากบนลงล่าง พลางลากสำเนียงยานคาง “มีผลดีอะไรสำหรับข้า”

เสี่ยวเตาชักสีหน้า ยื่นนิ้วไปจิ้มจมูกเซวียเป่ยฝาน “พวกท่านสองพี่น้องลากข้าเข้าไปช่วยตามหาสมบัติ ข้าต้องขาดทุนเท่าไร! แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ท่านกลับไม่ยอมช่วย คอยดูเถอะ ตอนหาของ ข้าจะแอบแกล้งท่าน”

เซวียเป่ยฝานเกาแก้ม มองเสี่ยวเตา “ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้า เจ้าคิดดู หวังปี้โปเป็นบุรุษสุดประเสริฐที่ขึ้นชื่อลือชาในยุทธภพ รูปโฉมเด่นล้ำ มากทรัพย์มากอำนาจ เจ้าดึงข้าเข้าไป จะยั่วโทสะเขาได้หรือ?”

เสี่ยวเตาหรี่ตาเล็กน้อย มุมปากสองข้างกระดกขึ้น “จุ๊ๆ ยังทำเล่นตัว ท่านแม่ข้าพูดไว้ไม่ผิด ใคร่หาบุรุษช่วยทำกิจธุระ ขอร้องเขามิสู้กระตุ้นเขา กระตุ้นเขายังมิสู้หลอกล่อเขา”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือหยิบถ้วยชาที่สาวใช้ยกมาส่ง จ้องเสี่ยวเตาเขม็ง “ไหนเจ้าลองกระตุ้น ลองหลอกล่อดู”

เสี่ยวเตาไพล่มือ เดินวนเวียนตรงหัวเรือ “ลายแทงห้ากระดูกมังกรอยู่ที่บ่อมังกรเก้ามุกของหวังปี้โป ท่านไม่ผ่านประตูบ้านเขา จะเอาสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร”

“นี่เรียกกระตุ้นประสาอะไรกัน”

“อันที่จริง ท่านไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวเองต่ำต้อย” เสี่ยวเตากล่าวต่อโดยไม่สนใจรอบข้าง “หวังปี้โปหน้าตาดีก็จริง แต่ท่านก็ไม่แย่! มีกลิ่นอายบุรุษมากกว่าเขาอีก ถึงเขามีเงิน ท่านก็ไม่จนสักหน่อย อีกอย่าง พลังฝีมือท่านไม่แน่ว่าด้อยกว่าเขา สรุปว่าสิ่งเหล่านี้ท่านข่มเขาได้หมด สำคัญสุดคือท่านปากร้าย หน้าก็หนาใช้ได้!”

“นี่ ข้าให้เจ้าหลอกล่อ ไม่ได้ให้สาดน้ำเย็นใส่ข้า”

เสี่ยวเตานั่งลงบนตั่งหวายข้างตัวเขา “ข้าช่วยท่านตามหาลายแทงห้ากระดูกมังกร ท่านช่วยข้าทำให้หวังปี้โปยกเลิกเรื่องวิวาห์ เราสองต่างฝ่ายได้ประโยชน์”

เซวียเป่ยฝานฟังจบ หยักมุมปากผุดยิ้มเจ้าเล่ห์ “ประเสริฐ ต่างฝ่ายได้ประโยชน์”

เสี่ยวเตารอกินเกี๊ยวน้ำด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ มิคาดเซวียเป่ยฝานยื่นมือมาโอบนาง “เอ่อ ในเมื่อพวกเราเป็นอย่างว่ากันแล้ว เช่นนั้นก็สมควรชิดใกล้ให้มากขึ้น...พรืด”

เซวียเป่ยฝานมัวแต่จะหาเศษหาเลย ไม่ทันระวังตัว เสี่ยวเตาคว้าถาดน้ำชาขึ้นมาฟาดลงไปเต็มเหนี่ยว

ฉงหัวกับเสี่ยวเยว่ตื่นนอนออกจากห้อง เห็นเซวียเป่ยฝานถูกกดอยู่บนตั่งหวาย เสี่ยวเตาถือถาดน้ำชากระหน่ำตี ปากก็ก่นด่า “โจรราคะน่าชัง บังอาจลวนลามข้าเหยียนเสี่ยวเตา ตีให้ตาย!”

…………………..

เกี๊ยวน้ำตอนเช้าตรู่อร่อยเป็นพิเศษ เสี่ยวเตาประคองชามใบหนึ่ง พลางแจกแจงเรื่องไส้เกี๊ยวต้องผสมอย่างไรถึงจะหอมอร่อยให้เสี่ยวเยว่ฟังอย่างละเอียด

เซวียเป่ยฝานกินไปแยกเขี้ยวไป สาวน้อยตัวแสบไม่เกรงใจกันสักนิด ฟาดจนเขาฟกช้ำไปทั้งตัว เดาว่าคงรู้สึกได้ถึงประโยชน์ของใบหน้าเขา ถึงได้ยั้งมือไม่ตบจนเขาหน้าตาบวมปูด

ฉงหัวเห็นท่าทางของเขา จึงกดเสียงค่อยลงถามว่า “เจ้ารับปากจะสวมบทคนรักปลอมแล้ว?”

“หรือเจ้ามาเป็น?”

“แล้วไปเถอะ” ฉงหัวโบกมือพัลวัน “ในยุทธภพ ใครไม่ทราบหวังปี้โปรับมือยากแค่ไหน เจ้าก็ระวังไว้บ้าง”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเตาที่กินเกี๊ยวน้ำอิ่มแล้วกำลังดูดอกบัวกับเสี่ยวเยว่ที่หัวเรือ “เจ้าว่า นางจะชอบใคร ขนาดหวังปี้โปนางยังไม่ต้องตา”

ฉงหัวหัวร่อร่า “ไม่คิดว่าคุณชายรองเซวียจะสนใจเรื่องนี้ด้วย”

เซวียเป่ยฝานหยิบถ้วยชา “หวังปี้โปมีนารีแวดล้อมนับไม่ถ้วน แต่ถูกตาต้องใจสาวน้อยคนนี้ แสดงว่าต้องมีเหตุผลอะไร”

ฉงหัวมุ่นคิ้ว “เจ้าคิดว่า ไม่ใช่แค่ชอบที่ตัวนางเท่านั้น แต่มีจุดประสงค์อื่น?”

“สตรีไยมิใช่เหมือนกันหมด” เซวียเป่ยฝานหัวร่อไม่แยแส “ไม่ใช่ท่าทางน่าเอ็นดู ก็นิสัยน่ารัก แต่ที่สุดแล้วก็คนเหมือนกัน บุรุษเยี่ยงหวังปี้โปคงไม่ถึงกับเสียการควบคุมเพราะสตรีนางหนึ่ง”

ฉงหัวย่นคิ้ว มองเขาด้วยแววตาดูแคลนอยู่บ้าง “เจ้ายังปฏิบัติตามคำพูดที่ว่า ‘หยอกเล่นก็พออย่าถือจริงจัง’ อยู่อีกหรือ? ระวังจะพลาดรักแท้”

“มีรักแท้แล้วอย่างไร” เซวียเป่ยฝานย้อนถาม “อย่างที่เจ้ามีใจต่อเสี่ยวเยว่ มอบหัวใจรักจริงดวงหนึ่งให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ?”

“ฮึ” ฉงหัวชักสีหน้าค้อนเขาทีหนึ่ง “ไม่อยากเสียน้ำลายกับอันธพาลแล้งน้ำใจอย่างเจ้า”

“เสแสร้งกับจริงใจล้วนเป็นแค่คำพูดเท่านั้น ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง นึกจะผันแปรก็ผันแปร” เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ห่าวจินเฟิงซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตากินเกี๊ยวน้ำชามที่ห้า “ถ้าไม่เหมือนกับเขา ก็คือเหมือนกับข้า สรุปแล้ว ในปากในตาสามารถใส่คนได้ มีเพียงในใจห้ามใส่” จบคำ ลุกยืนขึ้น เดินยิ้มร่าเข้าไปหยอกล้อเหยียนเสี่ยวเตาที่หัวเรือ

ดังคาด ไม่กี่คำก็ยั่วจนเสี่ยวเตาโมโห คว้าถ้วยเขวี้ยงปาเขาแล้ว

ฉงหัวตรึกตรองถ้อยคำของเซวียเป่ยฝาน พลางมองไปทางเสี่ยวเยว่โดยไม่รู้ตัว เสี่ยวเยว่หันมาพอดี ดวงตาสบประสาน เสี่ยวเยว่ยิ้มให้ แววตาใสซื่อจริงใจ ฉงหัวกลับรู้สึกปวดหนึบในอก ได้แต่ยิ้มตอบนางบางๆ

ช่วงสนธยา เรือเข้าสู่พื้นที่ทะเลสาบปี้โป สามารถมองเห็นดงต้นหลิวทิวต้นหยางริมฝั่ง และคนสัญจรไปมา

ริมทะเลสาบปี้โป ชายฝั่งทิศใต้เป็นอาณาเขตเมืองผิงเจียง ชายฝั่งตะวันตกเป็นบ่อมังกรเก้ามุกอันโด่งดัง ซึ่งก็คือเขตอิทธิพลของหวังปี้โปนั่นเอง

แท้จริงแล้ว บ่อมังกรเก้ามุกคือเนินเขาแห่งหนึ่ง มีน้ำตกไหลซู่ลงมา ระหว่างทางมีบ่อลึกทรงกลมเก้าบ่อ น้ำตกคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์สีเงินตัวหนึ่ง กลายเป็นที่มาของชื่อนี้

เคหสถานของหวังปี้โปเรียกว่าหมู่ตึกปี้โป (หมู่ตึกคลื่นคราม) ล้อมรอบบ่อมังกรเก้ามุกทั้งหมดเอาไว้ เรือนอาศัยปลูกสร้างสลับเรียงรายข้างภูเขา น้ำตกไหลผ่านตึกราม สุดแสนยิ่งใหญ่ตระการตา

หมู่ตึกปี้โปดำเนินกิจการร้านแลกเงิน บ่อนพนัน ร้านข้าวสารเป็นหลัก ค้าขายไปทั่วทุกหัวระแหงของลุ่มน้ำเจียงหนาน ไม่ว่าที่ใดล้วนพบเห็นร้านสาขาของร้านแลกเงินและร้านข้าวสารของหมู่ตึกปี้โป นับได้ว่าทุนหนาบารมีสูง

พวกเสี่ยวเตาขึ้นจากเรือตรงชายฝั่งทิศใต้ เตรียมหาโรงเตี๊ยมพักแรมสักแห่ง ค่อยหารือแผนการขั้นต่อไป

ที่ชวนให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ เพิ่งล่วงเข้าตัวเมืองก็โดนจับตาเสียแล้ว

เซวียเป่ยฝานเห็นแวบๆ มีคนสะกดรอยตามหลัง จึงบอกเสี่ยวเตา “อาณาเขตเมืองผิงเจียงคงมีหูตาของหวังปี้โปเต็มไปหมด เดาว่าล่วงรู้ถึงการมาของเจ้าแล้ว”

เสี่ยวเตาฮึคำหนึ่ง “คิดไว้อยู่แล้ว หวังปี้โปส่งคนตามจับข้าไปทั่ว”

“เหลวไหลสิ้นดี” ห่าวจินเฟิงปั้นหน้าขึงขัง “แม่นางเสี่ยวเตาอย่าได้วิตก หากเจ้าไม่อยากแต่ง หวังปี้โปก็อย่าหมายบีบคั้นเจ้า ข้าออกหน้าแทนเจ้าเอง”

“อืม” เสี่ยวเตาพยักหน้าปลื้มปริ่ม มิเสียทีเป็นพี่ใหญ่! แม้ไม่รู้ความจริง แต่ยังคงเอาใจใส่ตนอย่างดี

ทั้งหมดหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแวะกินข้าว เซวียเป่ยฝานนั่งเสร็จก็เกลี้ยกล่อมเสี่ยวเตา “หวังปี้โปจริงจังกับเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าก็อย่าตัดรอนผู้อื่นนักเลย”

เสี่ยวเตากวาดสายตาคมกริบผ่านหน้าเขา “ท่านอยู่ข้างใคร”

เซวียเป่ยฝานได้แต่แบมือ “ย่อมอยู่ข้างเจ้าแน่นอน”

เสี่ยวเตาผ่อนลมหายใจ “เช่นนั้นก็แล้วไป”

กินได้ไม่กี่คำ ได้ยินชั้นล่างมีคนร้องทัก “โอ คุณชายหวัง ไฉนให้เกียรติมาถึงร้านเล็กๆ ของข้าแล้ว”

ฉงหัวคีบกับข้าวให้เสี่ยวเยว่ พลางกล่าว “มาได้เร็วดีจริง”

ขณะเดียวกัน ได้ยินเสียงเฉื่อยชาเล็กน้อยดังจากชั้นล่าง “ร้านนี้ข้าเหมาหมดแล้ว ว่าที่ภรรยาของข้าอยู่ชั้นบน ผู้ไม่เกี่ยวข้องให้พวกเขาไปกินที่อื่น”

“ขอรับ ขอรับ” 

ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานสบตายักคิ้วให้กัน...ก้ามใหญ่ดีแท้!

เสียงเปาะ ตะเกียบในมือเสี่ยวเตาหักเป็นสองท่อน น้ำเสียงเข่นเขี้ยว “เจ้าคนตายหวังปี้โป ป่นปี้ชื่อเสียงข้า!”

เสี่ยวเยว่ก็ไม่พอใจเช่นกัน “ยังไม่ทันเข้าพิธี ไฉนพูดจาส่งเดชเช่นนี้”

เพิ่งขาดคำ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซอยเท้าขึ้นตึกสีหน้าระรื่น ยังไม่เห็นคนก็ส่งเสียงร้องทัก “เสี่ยวเตา คิดถึงข้าหรือไม่?”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ต่างลอบสูดหายใจ...หวังปี้โปคนนี้สมแล้วที่ได้ฉายาบุรุษรูปงาม ดวงหน้าเช่นนี้ไม่ทราบทำให้สตรีเพศสะเทิ้นอายมาแล้วเท่าไร?!

คนผู้นี้อายุใกล้เคียงเซวียเป่ยฝาน เรียวคิ้วนัยน์ตาประดุจภาพเขียน ในฐานะบุรุษนับว่ารูปงามเกินไปจริงๆ ชุดแพรยาวสีขาวทั้งตัว ช่วงบนปักไหมเงินลายทิวทัศน์ เสื้อตัวนอกผ้าโปร่งสีดำ สายรัดเอวสีดำปักดิ้นทอง ห้อยหยกประดับ เลิศหรูไม่พอ ยังดูดีมีรสนิยม

เขาขึ้นตึก ยิ้มมองเสี่ยวเตา ราวกับแมวเห็นมุสิกอ้วนอย่างไรอย่างนั้น เสี่ยวเตากลับปั้นหน้าย่นยู่ ราวกับพบเห็นเทพแห่งโรคระบาดก็มิปาน

หวังปี้โปย่อมสังเกตเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะของเสี่ยวเตาแน่นอน เหนือคาดอยู่บ้างเมื่อกวาดมองรอบหนึ่ง สุดท้ายสายตามาหยุดที่ร่างของเซวียเป่ยฝาน

สองฝ่ายสบตาชั่วอึดใจ หวังปี้โปแย้มยิ้ม หาโต๊ะตรงข้ามตัวหนึ่งนั่งลง หยิบตะเกียบชี้เสี่ยวเตา “เสี่ยวเตา ยุทธภพเต็มไปด้วยภัยพาล ระวังโดนคนชั่วล่อลวง”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือคีบกับใส่ชามเสี่ยวเตา พลางพยักหน้ากล่าว “ยุทธภพเต็มไปด้วยภัยพาลจริงๆ คนเลวมีอยู่ทุกหัวระแหง”

ฉงหัวลอบสั่นหน้าในใจ…วิเศษ! คนชั่วปะทะคนเลวแล้ว

เสี่ยวเตายกชามพุ้ยข้าว นึกในใจ... ช่างปะไร ล้วนมิใช่ต่อกรโดยง่ายทั้งคู่ ตายไปคนก็เท่ากับขจัดภัยเพื่อปวงชน!

หนังสือแนะนำ