ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 8)

“พี่ฟาง ฉันเปล่า ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น!” จางซงหลิงถูกด่าจนหน้าแดงร้อนผะผ่าว พยายามแก้ต่างให้ตนเอง “ฉันเพียงแต่คิดว่า ช่วงเวลานี้ไปเป่ยผิง ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ดี คำพูดของเผิงเสวียเหวินก็มีเหตุผล หากว่าซ่งเจ๋อหยวนไร้เจตนารมณ์ต่อต้านจริง…”

“คิดจะเป็นคนทรยศ ย่อมสามารถหาข้ออ้างที่แลดูสมเหตุผลเสมอ!” ฟางกั๋วเฉียงไม่ต้องการฟังคำอธิบายจากจางซงหลิง ด่าทอดังลั่นต่อไป เผิงเสวียเหวินในใจลอบยิ้มเยาะ หัวเราะพลางเดินเข้ามา ยื่นมือรั้งจางซงหลิงไปอยู่ด้านหลังตนเอง “สหายฟางกั๋วเฉียง คุณกล่าวเช่นนี้ก็เกินไป ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ในการเลือกทางเดินของตนเอง เนื่องเพราะการตัดสินใจของผู้อื่นแตกต่างจากคุณ คุณก็ไม่สมควรกล่าวหาผู้อื่นส่งเดช!”

“คุณต่ำช้าไร้ยางอาย!” ฟางกั๋วเฉียงเปลี่ยนเป้าหมายทันที กล่าวโจมตีเผิงเสวียเหวิน “เขาเลือกเดินทางลงใต้แล้วมีอะไรหรือ สิบเอ็ดต่อสิบเอ็ด คะแนนเสียงของเราสองคนเท่ากัน!”

“อย่างนั้นก็ลงคะแนนเสียงใหม่!” เมื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมจัดการจางซงหลิงสำเร็จ เผิงเสวียเหวินมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว “การลงคะแนนเสียงครั้งใหม่ ยังคงปล่อยให้ทุกคนเลือกเดินทางลงใต้หรือว่าขึ้นเหนือ และก่อนที่จะตัดสินใจเลือก คุณกับฉันมาเปิดการบรรยาย บอกเล่าเหตุผลของตนเองให้ผู้อื่นฟัง ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เพียงกล่าวด้วยเหตุผล ฝ่ายที่พ่ายแพ้ ต้องเดินทางไปกับฝ่ายที่ชนะ! ห้ามผิดคำพูดเป็นอันขาด!”

“ลงคะแนนใหม่ก็ลงคะแนนใหม่ ฉันก็ไม่เชื่อว่าคุณยังมีน้องสาวคนที่สอง!” ฟางกั๋วเฉียงไร้ความกลัวเกรง ตอบกลับเสียงดัง

“ยังคงต่างคนต่างเดินเถอะ ถึงอย่างไรไม่ว่าผลการลงคะแนนเสียงจะเป็นเช่นไร ย่อมต้องมีคนคิดหาวิธีสกปรกผิดคำพูดอย่างแน่นอน!” เถียนชิงอวี่กลับไม่ต้องการเสียเวลาไปกับเผิงเสวียเหวินและฟางกั๋วเฉียงแล้ว เดินขึ้นหน้ามากล่าวเสียงเบา

“ใช่! บางคนหลอกใช้แม้กระทั่งน้องสาวแท้ๆ ของตนเองเพื่อชัยชนะ ยังมีวิธีการอะไรที่ใช้ออกมาไม่ได้อีก?!” ลู่หมิงก็แสดงท่าทีไม่พึงพอใจต่อเผิงเสวียเหวินที่ใช้วิธีสกปรกหลอกใช้เผิงเวยเวยน้องสาวตนเองยั่วยุจางซงหลิง ยักไหล่พลางกล่าวเสริม

“คุณกล่าวเหลวไหล ดวงตาข้างไหนของพวกคุณที่มองเห็นฉันหลอกใช้เวยเวยแล้ว?!” เผิงเสวียเหวินถูกกล่าวหาจนไม่พอใจอยู่บ้าง เริ่มขยับมือถกแขนเสื้อ

“นั่นไง แผนชั่วถูกเปิดโปง ก็เตรียมใช้กำลังแล้ว! ฉันจะเล่นกับคุณเอง สถานที่แล้วแต่คุณเลือก!” เถียนชิงอวี่ย่อมไม่กลัวการชกต่อยกับผู้อื่น หัวเราะเยาะพลางดันลู่หมิงออกไป ประจันหน้ากับเผิงเสวียเหวิน

เห็นทั้งสองกำลังจะลงไม้ลงมือ โจวเจวียผู้เป็นหัวหน้าขบวนถอนหายใจ กล่าวเสียงเบาว่า “ทุกคนเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ล้วนผิดที่ฉันเอง เดิมทีก็ไม่ควรรับปากเรื่องการลงคะแนนเสียง! อย่างนี้เถอะ พวกเรายังคงแยกทางกันเดิน ผู้ที่ยินดีไปเป่ยผิง ก็ติดตามฉันกับต้าฟางไปเป่ยผิง ส่วนคนที่ยินดีไปหนานจิง ก็ติดตามเสวียเหวินไปหนานจิง พวกเราไม่ว่าใครก็อย่าได้ฝืนใจใคร!”

“สือโถว นายห้ามไปเป่ยผิงเด็ดขาด!อย่างน้อยช่วงเวลานี้ไม่ควรไป!” เมื่อได้ฟังคำกล่าวของโจวเจวีย เผิงเสวียเหวินปล่อยวางความคิดที่จะลงไม้ลงมือกับเถียนชิงอวี่ หันหน้ามากล่าวห้ามปราม

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้อื่นยินดีไปรนหาที่ตายในเป่ยผิงเป็นเรื่องของผู้อื่น เขาเผิงเสวียเหวินไม่สนใจ! แต่สำหรับโจวเจวียเขากลับไม่สามารถนิ่งเฉย อย่าว่าแต่ระหว่างสองตระกูลเผิงกับโจวมีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร ลำพังเพียงความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของสองคน เขาก็ไม่สามารถทนมองโจวเจวียเดินไปหาที่ตายต่อหน้าต่อตา

“คุณกลับไปหนานจิงเองเถอะ ฉันต้องเดินทางไปเยี่ยมชมกองทัพที่ยี่สิบเก้าด้วยตนเอง จึงสามารถทำการตัดสินใจขั้นสุดท้าย” โจวเจวียส่ายหน้า ยิ้มอย่างเหนื่อยล้า “ช่วยฝากคำทักทายไปยังอี๋มา (น้าสาว) อี๋ฟู (น้าเขย) แทนฉันที! ยังมีกูกู (อาหญิง) กูฟู่ (อาเขย) ก็ฝากทักทายพวกท่านด้วย”

“ตระกูลโจวของพวกนาย รุ่นนี้ก็เหลือนายเป็นผู้ชายเพียงหนึ่งเดียว!” เผิงเสวียเหวินร้อนรุ่ม แทบอยากจะตีโจวเจวียให้สลบแล้วมัดพาตัวไป

“หากว่าโจรญี่ปุ่นบุกลงใต้ แม้แต่ตระกูลโจวก็ไม่หลงเหลือแล้ว!” โจวเจวียส่ายหน้าช้าๆ บนใบหน้าอันซีดเซียว ในที่สุดก็เผยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่นหลายส่วนออกมา

เขาไร้ความกล้า เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ทราบดีว่าซ่งเจ๋อหยวนใช่ว่าจะมีใจต่อต้านญี่ปุ่น ยังต้องการร้องขอให้พวกพ้องติดตามตนเองไปร่วมเผชิญอันตรายด้วยกัน! ซึ่งเป็นดังที่เผิงเสวียเหวินเคยกล่าว นั่นเป็นการไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น แต่ว่า เขากลับมีความกล้าหาญที่เพียงพอ ตัดสินใจกำหนดเส้นทางเดินของตนเอง

ซ่งเจ๋อหยวนมีใจต่อต้านญี่ปุ่นก็ช่าง หรือว่าเตรียมพร้อมร่วมมือกับคนญี่ปุ่นแบ่งแยกดินแดนหัวเป่ยก็ดี นั่นเป็นเรื่องของซ่งเจ๋อหยวนกับบุคคลระดับสูง ส่วนเหล่านักรบที่เคยหลั่งโลหิตบนกำแพงฉางเฉิงไม่มีความผิด! เหล่านักเรียนนักศึกษาที่ตะโกนปลุกระดมประชาชนท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บไม่มีความผิด! ประชาชนทั่วไปที่ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพียงเพื่อขอให้ลูกหลานรุ่นต่อไปมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ไม่มีความผิด! สิ่งที่เขาเคารพรักคือประเทศชาติแห่งนี้ คือนักรบที่สู้ศึกอย่างห้าวหาญบนกำแพงฉางเฉิง คือเพื่อนนักเรียนของตนเองกับญาติรุ่นพ่อ ไม่ใช่นามเรียกขานอย่างกองทัพที่ยี่สิบเก้า ยิ่งไม่ใช่ซ่งเจ๋อหยวนเพียงคนเดียว!

“สือโถว นายลองนึกให้ดีอีกที อีกอย่างเรื่องการลงคะแนนเสียงเมื่อสักครู่ ก็ไม่ใช่การตัดสินใจของนายคนเดียว นายไม่สามารถ…” เผิงเสวียเหวินร้อนรุ่มใจแทบบ้าคลั่ง ยื่นมือไปคว้าแขนโจวเจวีย ขณะที่กำลังเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายจัดการลงคะแนนเสียงอีกครั้งเพื่อตัดสินชี้ขาด ทันใดนั้น สายตาชำเลืองมองเห็นเงาร่างที่คุ้นตาแวบออกมาจากปลายทางของระเบียง “ฉินเซียนเซิง ท่านมาตามหาพวกเราหรือ?”

“ฉันเคยบอกกับพวกคุณไปแล้วไม่ใช่หรือ อย่าได้เรียกฉันฉินเซียนเซิง ฉันไม่คุ้น!” ฉินเต๋อกังยังคงใช้หน้าตาท่าทางของอาวุโสผู้มีจิตใจเมตตา ด้านหนึ่งสาวเท้าเข้าใกล้ ด้านหนึ่งหัวเราะพลางกล่าวคัดค้าน

“พี่ฉิน!”

“พี่ฉินมาหาพวกเรามีธุระอะไรหรือ?” ผู้ที่ถูกบุคลิกของฉินเต๋อกังสยบนั้น ไม่เพียงเผิงเสวียเหวินคนเดียว ฟางกั๋วเฉียง เถียนชิงอวี่กับพวกโจวเจวีย ก็กล่าวทักทายคนผู้นี้ด้วยสีหน้าเคารพ

“ไม่มีอะไร ทางห้องอาหารบอกว่าพวกคุณไม่ได้ไปรับประทานอาหารค่ำ ฉันจึงขึ้นมาดูหน่อย!” ฉินเต๋อกังยิ้มแย้ม ราวกับรู้จักทุกคนที่ทักทายเขา “เกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ? เด็กพวกนี้ เมื่อวานยังดีกันอยู่ไม่ใช่หรือ?”

“เปล่า พวกเราเพียงแค่หารือกัน หารือเรื่องที่ว่าจะเดินทางกันอย่างไรต่อไป!” เผิงเสวียเหวินถูกกล่าวจนเก้อเขิน จึงกล่าวคำโกหกอย่างขอไปที

“คนขับรถม้าหนีไปแล้ว ทั้งยังขนสัมภาระของพวกเราไปจำนวนหนึ่ง ดังนั้นพวกเราจึงรวมตัวกันเพื่อหารือว่าก้าวต่อไปควรทำอย่างไร!” โจวเจวียก็ไม่หวังให้การถกเถียงกันเมื่อสักครู่ของผู้คน ฉุดดึงผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา ยิ้มแย้มพลางช่วยกล่าวเสริมให้กับเผิงเสวียเหวิน

“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง!” ฉินเต๋อกังขยับไปป์ไม้สักในมือ กลับไม่สูบไปป์ ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ฉันได้ยินมาว่า ช่วงนี้ การเดินทางไปต่างมณฑล จำต้องระมัดระวังทุกเรื่อง! แต่ว่าพวกคุณก็ไม่ต้องร้อนรุ่ม พรุ่งนี้รุ่งเช้าตีสี่ มีรถไฟขบวนหนึ่งที่ขนสิ่งของไปให้กองทัพที่ยี่สิบเก้า ต้องแล่นผ่านสถานีเล็กแห่งนั้นที่นอกตำบลพอดี หากว่าพวกคุณคิดจะเดินทางขึ้นเหนือต่อ ไม่สู้ไปเสี่ยงดูที่สถานีรถไฟ ถึงอย่างไรเพียงเหลือระยะทางไม่กี่สิบลี้แล้ว อากาศก็ไม่หนาวเหน็บ ต่อให้นั่งอยู่บนตู้สินค้า ก็ไม่มีอุปสรรคอะไร!”

“รถไฟ รถไฟหยุดแล่นแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ใช่ รางรถไฟใช้สัญจรได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเราถึงกับไม่ทราบเรื่อง!”

ทุกคนทั้งตื่นเต้นและดีใจ ส่งเสียงไต่ถามกันอย่างต่อเนื่อง

“รถไฟโดยสารย่อมไม่สามารถสัญจรได้ปกติ!” ฉินเต๋อกังสูบไปป์ในมือ พ่นควันสีครามอ่อนออกมา “แต่ขบวนรถของกองทัพที่ใช้ขนส่งสิ่งของไปเป่ยผิง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สถานีรถไฟที่อยู่นอกหูลู่อวี้ ปีนั้นก็สร้างเพื่อเติมถ่านหินเติมน้ำให้รถไฟ รถไฟทุกขบวนเมื่อมาถึงที่นี่ ล้วนต้องจอดรอหลายนาที! ในเมื่อพวกคุณต้องการไปสมัครทหารที่เป่ยผิง ลองไปบอกกล่าวต่อพลขับ ร้องขอโดยสารติดรถไปด้วย เขาน่าจะไม่ปฏิเสธ!”

“อย่างนั้นก็ประเสริฐยิ่ง ขอบคุณพี่ฉิน!” เถียนชิงอวี่เพราะดีใจ พอได้ยินว่ามีรถไฟให้โดยสาร แม้แต่ข้อเท็จจริงของข่าวคราวล้วนไม่สนใจไตร่ตรองให้ละเอียด โค้งคำนับให้ฉินเต๋อกังด้วยความดีใจ

“คราวนี้ ไม่ต้องกังวลสัมภาระสูญหายอีกแล้ว!” นักศึกษาหลายคนที่เตรียมตัวเดินทางขึ้นเหนือ ก็ตื่นเต้นดีใจจนกำหมัดแน่น “เฮอะ! คนบางคนคิดเดินทางไปหนานจิง ก็ขอให้เขาเดินทางปลอดภัย!”

ผู้ที่ในใจผิดหวังที่สุดก็คือเผิงเสวียเหวิน เขาใช้หมดทุกวิถีทาง ล้วนไม่สามารถฉุดดึงโจวเจวียหันหลังกลับ ตรงกันข้ามกลับได้เด็กกึ่งโตอย่างจางซงหลิงมาเป็นภาระ จิตใจกลัดกลุ้ม สีหน้าที่มองไปทางจางซงหลิง จึงไม่เป็นมิตรเหมือนก่อนหน้านี้

จางซงหลิงกลับไม่ทันสังเกตเห็นว่าภายในระยะเวลาอันสั้น ค่าตัวของตนเองที่อยู่ในสายตาผู้อื่นตกฮวบอย่างกะทันหัน ได้ยินว่าพรุ่งนี้เช้าตรู่ทุกคนจะไปไล่ตามรถไฟ รีบกล่าวว่า “พี่โจว พี่หันชิว อย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันไปช่วยพวกคุณขนสัมภาระเถอะ ฉันตื่นนอนเร็ว ไม่ชอบนอนตื่นสาย!”

“อย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันก็ไปส่งพวกคุณด้วย หากว่าพลขับรถไฟกองทัพไม่ยอมให้พวกคุณโดยสารติดรถไป จะได้ช่วยพวกคุณถือสัมภาระกลับมา!” เผิงเสวียเหวินยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะฉุดดึงโจวเจวียกลับมา 

หนังสือแนะนำ