ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 7)

“บัดซบ!” เถียนชิงอวี่โกรธแค้นเดือดดาล ก้าววิ่งลงบันได “ฉันจะไปตามพวกมันกลับมา เจ้าลูกเต่าสามคนนี้ เอาเงินฉันไปตั้งมากมาย วันไหนฉันกลับไปถึงชิงเต่า ต้องหาคนไปจัดการพวกมันอย่างแน่นอน!”

“คุณจะไปตามที่ไหน? คนพวกนั้นบังคับรถม้า ป่านนี้คงวิ่งหายสาบสูญไปนานแล้ว!” หันชิววิ่งตามหลังเถียนชิงอวี่หลายก้าว มือเท้าสะเอว ไถ่ถามพลางหายใจหอบเหนื่อย

“ยังไงฉันก็ต้องไปตามหาพวกมัน ไปถามพวกมันให้กระจ่าง!” เถียนชิงอวี่ก็ทราบดีว่าตนเองไม่อาจวิ่งเร็วกว่ารถม้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมา นาฬิกาทองสวิตเซอร์แลนด์เรือนนั้น เขาจำนำขายขาดไปทั้งสิ้นหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญต้าหยาง ซึ่งมีครึ่งหนึ่งจ่ายให้ร้านรถม้าเป็นค่ามัดจำ เดิมคิดจะโอ้อวดความสามารถต่อหน้าพวกพ้องสักครั้ง คาดไม่ถึงว่า คนขับรถม้ากลับหนีกลางคัน ซ้ำยังบรรทุกสัมภาระของพวกพ้องไปด้วย

“ไม่ต้องตามแล้ว ถึงตามไปก็ไล่ตามไม่ทัน ขอเพียงมีคุณอยู่ข้างกายฉัน ฉันก็วางใจ สัมภาระเอย นาฬิกาเอย พวกนั้นล้วนเป็นของนอกกาย!” หันชิวสาวเท้าเดินเข้ามา โอบกอดเขาด้วยสองแขน ปลอบโยนเสียงนุ่มนวล

“เธอรู้เรื่องแล้ว?” เถียนชิงอวี่ตะลึงงัน ใบหน้าแดงระเรื่อจนถึงลำคอ

“เจ้าทึ่ม ฉันตามติดคุณทุกวัน หรือยังมองไม่เห็นว่าบนร่างกายคุณมีอะไรขาดหายไป?” หันชิวตอบกลับเสียงเบา “ฉันทราบว่าคุณทำเพื่ออะไร และเข้าใจความคิดอ่านของคุณ ดังนั้นจึงไม่เปิดเผยความจริง รอสิ้นสุดสงครามแล้ว ฉันจะซื้อนาฬิกาที่ดียิ่งกว่าให้คุณหนึ่งเรือน ฉันมีอาผู้หนึ่ง เปิดกิจการร้านอัญมณีอยู่ที่เซี่ยงไฮ้!”

“เสี่ยวชิว!” เถียนชิงอวี่ไม่ทราบควรกล่าวอะไรดี โอบเอวของหันชิว น้ำตาเอ่อล้นออกมาช้าๆ

“กลับไปเถอะ เลิกโมโหได้แล้ว อีกสักครู่เราสองคนค่อยออกไปหารถรับจ้างใหม่ และจะจ้างรถม้าที่ราคาหนึ่งเหรียญต่อวันอีกด้วย” น้ำตาบนใบหน้าของหันชิวไหลลงบนหัวไหล่ของชายหนุ่ม กล่าวเสนอด้วยรอยยิ้ม

“อืม!” หัวใจของเถียนชิงอวี่ค่อยๆ อบอุ่นเบิกบาน พยักหน้าตอบอย่างหนักแน่น ภายในกระเป๋าสัมภาระที่พกติดตัวยังมีหลายสิบเหรียญต้าหยาง บวกกับพระพุทธรูปหยกที่แขวนอยู่ที่คอ ย่อมสามารถจ้างรถม้าได้ถึงสามคันอย่างแน่นอน และจากสถานที่นี้ไปถึงเป่ยผิง เพียงเหลือระยะทางไม่ถึงหนึ่งร้อยลี้ เร่งเดินทางสักหน่อย อีกสองวันก็สามารถไปถึงที่หมาย

“อะแฮ่ม…” เสียงกระแอมไอคราหนึ่งดังขึ้น ทำลายโลกของเขาสองคน ลู่หมิงที่ถูกเห็นเป็นอากาศธาตุมือป้องปาก กล่าวเสียงเบาว่า “เงินค่ารถม้า ก็นับฉันกับหลิ่วจิงเข้าไปด้วย ส่วนเรื่องราคา พวกเราล้วนไม่ต้องไปบอกกับผู้อื่น แต่ว่าพวกคุณสองคนต้องรีบลงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินกำลังรอคอยทุกคนอยู่ในห้องอาหารชั้นสอง!”

“พวกเขาสองคน? พวกเขาจะรอทุกคนทำไม?” เอ่ยถึงเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง หันชิวก็รู้สึกเบื่อหน่าย สองวันนี้ คำสนทนาที่เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงถกเถียงกัน เธอคงไม่สามารถแสร้งเป็นไม่ได้ยินได้ ซึ่งแต่ละประโยคคล้ายกับล้วนมีเหตุผล แต่ว่าแต่ละประโยคก็มุ่งเน้นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ทำให้ผู้อื่นฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ สิ้นหวังเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคล้ายกับแพทย์ที่ป่าเถื่อนสองคน ทราบดีว่าคนไข้ถูกโรคร้ายรุมเร้าจนร่างกายทรุดโทรม ยังจะถกเถียงถึงระดับความรุนแรงของอาการต่อหน้าคนไข้อย่างไร้การปิดบัง ทั้งยังประกาศเสียงดังลั่นว่า ตนเองไม่มีวิธีการรักษา

“คาดว่ายังเป็นเรื่องที่ว่าจะเดินทางลงใต้หรือว่ามุ่งหน้าขึ้นเหนือ?” ลู่หมิงขมวดคิ้วแน่น สีหน้าอับจนปัญญาอย่างเห็นได้ชัด “ถกเถียงกันเองไม่พอ ยังจะฉุดดึงผู้อื่นเข้าไปเกี่ยวด้วย!”

“หัวหน้าโจวรับปากแบ่งเงินบริจาคให้พวกเขาครึ่งหนึ่งไม่ใช่หรือ? ทำไมเจ้าคนแซ่เผิงยังต้องตามรังควานพวกเราอีก?!” เถียนชิงอวี่รู้สึกไม่ชอบใจต่อพฤติกรรมของเผิงเสวียเหวิน จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงดูหมิ่นอยู่บ้าง

“เดิมทีเรื่องมันจบลงแล้ว ต้าโจวรับปากแบ่งเงินบริจาคของวันนี้ให้เจ้าคนแซ่เผิงครึ่งหนึ่ง เจ้าคนแซ่เผิงก็ทราบดีว่าเหตุผลของตนเองไม่เพียงพอ จึงสงบปากสงบคำลงบ้าง แต่รองผู้จัดการจูของโรงแรมกลับวิ่งขึ้นมาในช่วงเวลานี้พอดี แจ้งข่าวเรื่องที่คนขับรถม้าหนีไป!” ลู่หมิงยักไหล่ ถอนใจเสียงเบา “คราวนี้หมดกัน เจ้าคนแซ่เผิงพอฟังก็คึกคะนอง บอกว่าในเมื่อแม้แต่คนขับรถม้าที่พวกเราจ้างมา พอทราบว่าเป่ยผิงเป็นแท่นประหารใหญ่ พวกเราเดินทางขึ้นเหนือต่อไป ก็คือกล้าหาญในทางโง่เขลา เป็นการไม่รับผิดชอบต่อชีวิตตนเองและผู้อื่น…”

“เรื่องนี้ เกี่ยวข้องอะไรกับมัน!” ไม่รอให้ลู่หมิงกล่าวจบ เถียนชิงอวี่ก็ด่าทอเสียงดัง

“จากนั้นฟางไขว้เจ (แจ๊คข้าวหลามตัด) ก็ทะเลาะกับเขาขึ้นมาอีกแล้ว บอกว่าคิดจะเป็นทหารหนีศึก ย่อมสามารถหาข้ออ้าง ฉันเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ จึงรีบออกมาตามหาพวกแก!”

“แกมาตามหาพวกเรามีประโยชน์อะไร?!” เถียนชิงอวี่จิตใจร้อนรุ่ม คำพูดจึงไม่พึงพอใจอยู่บ้าง “แกไปหาต้าโจวสิ! เขาเป็นหัวหน้า เขายังพอห้ามปรามเจ้าคนแซ่เผิงได้”

“ต้าโจว ต้าโจวคราวนี้คล้ายกับลังเลใจยิ่ง! ยืนนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา!” ลู่หมิงถอนใจยาว ก้มหน้าลง อธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา

“ต้าโจวทำไมจึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?!” หันชิวอยู่ด้านข้างยิ่งฟังยิ่งโมโห “เขาเป็นคนที่เด็ดขาดตลอดมา? ทำไมพอถึงช่วงจังหวะคับขัน กลับ…กลับนิ่งเงียบไม่ตัดสินใจ!”

“นิสัยของต้าโจว ไม่ใช่คนที่เด็ดขาดขนาดนั้น! ตอนอยู่ในสภานักศึกษา พวกเราก็ทราบว่าเขามีข้อบกพร่องจุดนี้” เถียนชิงอวี่ทั้งโกรธเคืองและจนใจ “แต่ว่าเขาอายุมากกว่าพวกเรา ผลการเรียนก็ดีเยี่ยม ยามปกติก็ดูแลพวกเราราวกับพี่ชายดูแลน้องๆ ดังนั้น…”

ดังนั้น เขาถูกเลือกให้เป็นหัวหน้า ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพียงแต่ในตอนแรกเริ่ม ผู้ใดก็ไม่เคยคาดคิดว่า กลุ่มคนอันน้อยนิดนี้ ในระหว่างการเดินทางถึงกับต้องประสบพบเจอเรื่องราวมากขนาดนี้ เถียนชิงอวี่คำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของโจวเจวีย จึงไม่กล่าวคำพูดออกมา หันชิวเป็นคนเฉลียวฉลาด กลับเข้าใจความหมายของเขาโดยสิ้นเชิง ยิ้มแย้มกล่าวเสียงเบาว่า “แล้วคุณล่ะ คุณคิดจะเดินทางลงใต้ หรือว่ามุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไป?!”

“ฉันต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างแน่นอน ต่อให้สิ่งที่เจ้าคนแซ่เผิงกล่าวเป็นความจริง ก็เพียงสามารถบ่งบอกว่า ซ่งเจ๋อหยวนผู้นี้ยากจะแบกรับหน้าที่อันใหญ่หลวง! ส่วนพี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้าในตอนนี้ รวมถึงนักศึกษาพวกนั้นในค่ายเสวียปิง สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่กลับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เธอล่ะ เสี่ยวชิว หากว่าต้าโจวก็ถอนตัวกลางคัน เธอคิดจะไปที่ไหน?”

“ฉันก็ต้องไปกับคุณ!” หันชิวยิ้มแย้มหยาดเยิ้ม ตัดสินใจโดยปราศจากความลังเล

“อย่างนั้นฉันก็ไม่มีอะไรต้องห่วงพะวงอีกแล้ว!” เถียนชิงอวี่กุมมือของหันชิวอย่างองอาจห้าวหาญ กล่าวเสียงดังว่า “ไป พวกเรากลับห้องพักตัวเอง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จากนั้นเจอกันในห้องอาหาร ฉันไม่เชื่อว่า ทุกคนที่เหลือจะเป็นเช่นกับต้าโจว ถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของเผิงเสวียเหวินทำเสียขวัญกำลังใจแล้ว!”

“ฉันก็ไม่เชื่อ!” หันชิวแม้เป็นเด็กสาว จิตใจกลับมีความองอาจหาวหาญเฉกเช่นชายชาตรี ประสานนิ้วมือกับเถียนชิงอวี่ไว้แน่น ยิ้มแย้มคล้อยตามกัน

สองคนเดินขึ้นตึกโดยทิ้งลู่หมิงที่ยืนมองด้วยความอิจฉา ผ่านไปไม่นาน ก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อย เดินมาถึงในห้องอาหาร ทุกคนยังคงนั่งรายล้อมเต็มสองโต๊ะเหมือนกับเมื่อคืน สิ่งที่แตกต่างคือ มีนักศึกษาชายหญิงหลายคนที่มาจากเป่ยผิง นั่งรวมกับฟางกั๋วเฉียง ส่วนหลี่ตี๋กับจางเสี้ยวรุ่ยสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวา กลับนั่งร่วมโต๊ะกับเผิงเสวียเหวิน

ลู่หมิงกับหลิ่วจิงเดิมทีตัวติดกันทุกวัน บัดนี้ก็แยกจากกันแล้ว คนหนึ่งใบหน้าแข็งกร้าว อีกคนก้มศีรษะ บนใบหน้ามีร่องรอยของการร้องไห้อย่างเห็นได้ชัด

“ต้องขออภัยจริงๆ ที่ทำให้ทุกคนสูญเสียกระเป๋าสัมภาระใหญ่! แต่ว่า ขอเพียงยังมีเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนติดตัวก็พอ สถานที่นี้ห่างจากเป่ยผิงไม่ไกลแล้ว เมื่อไปถึงที่หมาย ใครมีอะไรสูญหาย ฉันยินดีจ่ายชดเชยให้ในราคาเดิม ฉันเป็นคนหารถม้ามา เกิดเรื่องขึ้นฉันก็ต้องรับผิดชอบ!” เมื่อเห็นวิธีการนั่งอันแปลกประหลาด เถียนชิงอวี่ยังคงแสร้งกล่าวอย่างไม่มีอะไร

“ไม่เป็นไร แค่ผ้าปูนอนชุดเดียว ราคาไม่เท่าไหร่!” หลี่ตี๋ไม่กล้าสบตากับเถียนชิงอวี่ เอียงศีรษะกล่าวเสียงเบา

“ถึงอย่างไรเมื่อไปถึงในค่ายทหาร ก็มีการแจกจ่ายสัมภาระหนึ่งคนหนึ่งชุด สูญหายก็สูญหายเถอะ พวกเราจะได้ไม่ต้องแบกให้เหนื่อยเปล่า! พวกคุณว่า จริงหรือไม่!” ฟางกั๋วเฉียงยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวเหมือนเดิม ไม่ถามไถ่ก็ตัดสินใจแทนผู้อื่นที่เหลือ

“จริงด้วย จริงด้วย!” ลู่หมิงที่เดินทางมาถึงก่อนพยักหน้าติดต่อกัน จงใจไม่มองไปทางหลิ่วจิง อารมณ์บนใบหน้าแข็งกระด้างไม่เป็นธรรมชาติ

“ทุกคนอย่าได้เกรงใจฉัน พ่อฉันอยู่ที่เป่ยผิงยังมีสหายเก่าหลายท่าน ต่อให้พวกเราอยู่ในกองทัพที่ยี่สิบเก้าไม่ได้ดั่งใจ ฉันจะพาทุกคนไปเยี่ยมเยือน พวกเขาไม่มีทางทนเห็นฉันนอนค้างแรมที่ข้างถนน!” เถียนชิงอวี่ฉุดลากเก้าอี้ตัวหนึ่ง นั่งอยู่ตรงข้ามฟางกั๋วเฉียง จากนั้นก็เหลียวมองดูรอบข้าง กล่าวทักทายว่า “หัวหน้าโจว ทำไมคุณยังยืนอยู่ล่ะ นั่งสิ วันนี้ทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยแล้ว มานั่งดื่มด้วยกันเถอะ พรุ่งนี้ฉันค่อยออกไปจ้างรถม้า ด้วยฝีมือของฉันเหล่าเถียน รับรองยังสามารถหารถม้ามาได้ในราคาแบบเดียวกัน!”

“นี่ หัวหน้าโจว ทำไมพวกเราล้วนนั่งลงแล้ว คุณยังยืนอยู่ตรงนั้นอีก?! ตกลงนั่งฝั่งไหน คุณคงต้องเลือกเอาเองแล้ว!” หันชิวหัวเราะพลางมองดูรอบๆ ในคำพูดแฝงความนัย

โจวเจวียถูกเธอกล่าวจนหน้าแดง เดินออกไปหลายก้าว กล่าวว่า “เถียนพ่างจื่อ หันชิว พวกคุณสองคนมาพอดี มีเรื่องหนึ่ง ฉันต้องแจ้งให้ทุกคนทราบ หลายวันนี้ คำพูดของเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง คาดว่าทุกคนก็ล้วนได้ยินหมดแล้ว บอกตามตรง ตอนนี้ในใจฉันมึนงงสับสนมึนงงยิ่ง…”

“หัวหน้าโจว มาถึงขั้นนี้แล้ว ภายในใจของคุณ คล้ายกับไม่สมควรมึนงงสับสนแล้วกระมัง!” หันชิวใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงแฝงแววคุกคาม

โจวเจวียถูกเธอกระตุ้นจนสีหน้าแดงก่ำยิ่งขึ้น บนหน้าผากลอบปรากฏเม็ดเหงื่อ “นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิตพวกเรา ฉัน...ฉันไม่สามารถตัดสินใจเพียงคนเดียว เมื่อสักครู่ฉันได้บอกต่อพวกเขาแล้ว ตัวฉันเอง จำต้องเดินทางไปเป่ยผิงอย่างแน่นอน ไปชมดูให้เห็นกับตาตนเองว่าซ่งเจ๋อหยวนกับกองทัพที่ยี่สิบเก้าเป็นเช่นไร จึงยอมรามือ! แต่ว่า แต่ว่า…”

เขาลังเลตัดสินใจไม่ถูก คล้ายกับรู้สึกละอายต่อความอ่อนแอขี้ขลาดของตนเอง ยากที่จะเอ่ยปากกล่าวต่อ เผิงเสวียเหวินเห็นเช่นนั้น ก็ยืนขึ้นใช้มือค้ำโต๊ะคิดจะกล่าวแทน คาดไม่ถึงว่าท่าทีของฟางกั๋วเฉียงเร็วยิ่งกว่า ชิงยืนขึ้นมากล่าวเสริมเสียงดังว่า “พอแล้ว คำพูดต่อจากนี้ ให้ฉันเป็นคนพูดเถอะ เรื่องนี้ฉันเป็นคนก่อขึ้นมา หากว่าพวกเราคิดกล่าวตำหนิ ก็เชิญตำหนิที่ฉัน อย่าไปโทษต้าโจว ฉันกับเผิงเสวียเหวินมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้สำเร็จ…”

“ผิดที่ฉันเอง ยามสมควรตัดสินใจ กลับไม่กล้าแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบ!” ทันใดนั้นโจวเจวียฟื้นฟูความกล้า ถอยหลังครึ่งก้าว โค้งคำนับให้ทุกคน “ขอโทษด้วย ฉันไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าในครั้งนี้จริงๆ แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ฉันก็ไม่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อสักครู่ต้าฟางกับเสวียเหวินสองคน ไม่มีใครสามารถเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้ จึงเสนอให้ทุกคนลงคะแนนเสียงตัดสินชี้ขาด หากว่าจำนวนเสียงที่ยินดีไปเป่ยผิงมีมากกว่า ก็ล้วนไปเป่ยผิง หากว่าจำนวนเสียงที่เดินทางไปหนานจิงมีมากกว่า ก็ล้วนไปหนานจิง! ฉันคิดว่านี่ก็เป็นวิธีที่ไม่เลว อย่างน้อย อย่างน้อยวันข้างหน้าเมื่อพวกเรานึกถึงวันนี้ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดมากเกินไป”

“นี่มัน…” เถียนชิงอวี่เดิมคิดจะยืนขึ้นคัดค้าน กลับถูกหันชิวลอบกระตุกชายเสื้อจึงย่อตัวนั่งลงช้าๆ สายตากวาดมองผู้อื่น เพียงเห็นสีหน้าของผู้คนส่วนใหญ่ล้วนราวกับยกภูเขาออกจากอก ทราบว่าเรื่องการลงคะแนนเสียง เป็นการตัดสินใจร่วมกันของผู้อื่นเมื่อสักครู่ ส่ายศีรษะพลางถอนใจเสียงเบา

สำหรับนักศึกษาทุกคนที่อยู่ในที่นี้แล้ว เรื่องของการลงคะแนนเสียงนี้ ล้วนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด หลายปีมานี้ เรื่องราวของโลกตะวันตกอันรุ่งเรือง แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่จัดทำโดยรัฐบาลจงยางในหนานจิง หรือว่าสถานีวิทยุกระจายเสียงที่จัดโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ล้วนเอ่ยถึง ‘เต๋อเซียนเซิง’ (เชิงอรรถ-* เต๋อเซียนเซิง ถอดเสียงจาก Democracy หมายถึงประชาธิปไตย) กับ ‘ไซ่เซียนเซิง’ ( เชิงอรรถ - * ไซ่เซียนเซิง ถอดเสียงจาก Science หมายถึงวิทยาศาสตร์) อยู่บ่อยครั้ง

* เต๋อเซียนเซิง ถอดเสียงจาก Democracy หมายถึงประชาธิปไตย

* ไซ่เซียนเซิง ถอดเสียงจาก Science หมายถึงวิทยาศาสตร์

นักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยที่มีความเข้าใจต่อสังคมตะวันตก ยิ่งเป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ของเซียนเซิงทั้งสอง ไม่เพียงแต่หัวหน้าห้องและคณะกรรมการนักเรียน ล้วนก่อเกิดมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น

ดังนั้นเมื่อเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงสองคนต่างเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายไม่สำเร็จ และไม่อาจเลิกล้มความคิดของอีกฝ่ายที่คิดจะฉุดดึงคนของฝ่ายตน การลงคะแนนเสียงจึงกลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

อีกทั้งการเป็นหัวหน้าของชมรมเสี่ยฮวา ในเมื่อโจวเจวียไม่ยินดีแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงที่จะนำพาทุกคนไปเสี่ยงตาย การตัดสินใจด้วยการลงคะแนนเสียงนั้น ก็เป็นวิธีเพียงหนึ่งเดียวในการหลีกเลี่ยงปัญหา

ดังนั้น เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง จึงบรรลุข้อตกลงร่วมกัน การลงคะแนนเสียง! พวกเขาล้วนไม่คิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับวิธีนี้ เถียนชิงอวี่ก็ไม่ฝืนขัดขวางอีก

ภายใต้การสังเกตการณ์ของสายตาอันนับไม่ถ้วน จัดทำใบลงคะแนนเสียงกับกล่องรับคะแนนเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น จากนั้นก็แจกใบลงคะแนนเสียงเปล่าไปให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

เหล่านักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างมีสภาพจิตใจอันมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เขียนลงบนกระดาษของตนเอง พับเป็นรูปสี่เหลี่ยม หย่อนลงไปในกล่องรับคะแนน แต่ละคนเพียงสามารถเขียนอักษรตัวเดียวว่า ‘หนาน’ (ใต้) หรือว่า ‘เป่ย’ (เหนือ) หลังจากเขียนลงไปแล้ว แต่ละคนล้วนห้ามกลับคำเป็นอันขาด

จากนั้นภายใต้การควบคุมดูแลของทุกคน หันชิวกับนักศึกษาหญิงอีกคนที่มาจากเป่ยผิงเป็นคนประกาศ โจวเจวียรับผิดชอบรวบรวมคะแนนเสียง ฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ สองคนต่างไม่ยอมใคร ด้านหนึ่งเฝ้าดูการลงคะแนนเสียง ด้านหนึ่งทำหน้าตาเย้ยหยันอีกฝ่าย

ไม่นานผลลัพธ์ก็ปรากฏออกมา ถึงกับเป็นเก้าต่อสิบเอ็ด! ฟางกั๋วเฉียงชนะไปด้วยสองคะแนนเสียง ภายในชมรมเสี่ยฮวา มีคนถอนตัวเป็นความจริง ส่วนภายในนักศึกษาเป่ยผิง ก็มีหลายคนยอมรับข้อเสนอของฟางกั๋วเฉียง ตัดสินใจเลี้ยวหัวกลับขึ้นเหนือ ร่วมเป็นร่วมตายกับกองทัพเสวียปิง

“พวกคุณ…” เผิงเสวียเหวินชี้หน้านักศึกษาเป่ยผิงสองคนที่ลงคะแนนเสียงแก่อีกฝ่ายอย่างเด่ดชัด ริมฝีปากสั่นเทา สีหน้าบึ้งตึง นี่เท่ากับเป็นการทรยศกันเองต่อหน้าผู้อื่น

“ยอมแพ้เถอะ” ฟางกั๋วเฉียงเป็นฝ่ายมีชัย หัวเราะเย้ยหยันอีกฝ่าย “เรื่องการลงคะแนนเสียง คุณเป็นคนเสนอออกมา และคุณเป็นตัวแทนนักศึกษาจากสถาบันระดับสูงในเป่ยผิง แพ้แล้วก็ห้ามกลับคำพูด อย่าทำให้สถาบันของคุณต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง!”

“ใครว่าฉันแพ้ ใครว่าฉันแพ้แล้ว!” เผิงเสวียเหวินโต้เถียงดังลั่น “เก้าต่อสิบเอ็ด รวมกันแค่ยี่สิบเสียง! ยังเหลืออีกสองคน น้องสาวฉันกับสหายเสี่ยวจางล่ะ พวกเขาสองคนไม่ได้ลงคะแนนเสียง! พวกเขา...พวกเขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว?!”

“เวยเวยกับเอ้อพ่างจื่อ? จริงด้วย เวยเวยกับเอ้อพ่างจื่อล่ะ?!” มาถึงขณะนี้ ผู้คนค่อยค้นพบว่า เพื่อนร่วมทางที่อายุน้อยที่สุดสองคน เวลานี้กลับไม่อยู่ข้างกายพวกเขา รีบขยับร่างกายลุกยืน ใช้สายตากวาดมองรอบๆ

“พวกเขาสองคน พวกเขาสองคน เมื่อสักครู่ เมื่อสักครู่คล้ายกับไปที่ห้องของเวยเวย!” มีนักศึกษาหญิงที่มาจากเป่ยผิงนึกคิดดูแล้ว กล่าวออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน!” เผิงเสวียเหวินไม่มัวถกเถียงผลการลงคะแนนเสียงกับฟางกั๋วเฉียงอีก ท่าทางราวกับไฟรนก้น วิ่งผ่านผู้คนออกไป มุ่งหน้าไปยังชั้นตึกที่น้องสาวตนเองพักอยู่

อากาศภายนอกสายฝนโปรยปราย หนุ่มสาวคู่หนึ่ง เสมือนดอกรักแรกแย้ม ผู้หนึ่งงดงามดุจดอกไม้สด ผู้หนึ่งสุภาพอ่อนโยน ไม่ทันได้นึกคิดละเอียดถี่ถ้วน กริ่งเกรงเผิงเสวียเหวินจะทำอะไรเกินเลยภายใต้ความร้อนรุ่ม เถียนชิงอวี่ โจวเจวีย ฟางกั๋วเฉียงและคนอื่นๆ ก็รีบสาวเท้าไล่ตามไป

ประเดี๋ยวเดียวก็มาถึงชั้นสี่ ก็ได้ยินเสียงที่อ่อนวัยของสองคน สลับกันขับร้อง “ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย พวกเขายืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด…”

“พาหนะของข้าศึกข้ามผ่านฉางเฉิง พื้นที่จงหยวนร้องเพลงเต้นรำเหมือนเก่า ประเทศเพื่อนบ้านยอมจำนนอย่างน่ารังเกียจ ลืมเลือนประเทศชาติยิ่งลืมเลือนพวกเรา…”

“ประโยคนี้น้ำเสียงต้องสูงขึ้นอีกหน่อย อย่ามัวเก็บเสียงไว้ในลำคอ!”

“ฉันจะลองดูอีกที เธอขึ้นต้นให้หน่อย…”

เป็นเผิงเวยเวยที่กำลังสอนจางซงหลิงร้องเพลง ช่วงเวลานี้ เพียงมีพวกเขาสองคน ไม่ถูกรบกวนจากคำถกเถียงของผู้คน จิตใจยังคงสว่างสดใสดุจแก้วผลึก

มองจากมุมมองของดนตรีแล้ว เผิงเวยเวยกับจางซงหลิงสองคนยังไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของเพลง ”ดอกไม้ในเดือนห้า” เพลงนี้ ไม่เพียงไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความโศกเศร้าและความเจ็บแค้นที่มีอยู่ในเนื้อเพลง ในน้ำเสียงกลับแฝงด้วยรสชาติของการไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากโดยแท้จริง

กลุ่มคนของเถียนชิงอวี่ที่เดินมาถึงหน้าประตู กลับไม่อาจฝืนทำลายเสียงเพลงของหนุ่มสาวคู่นี้ที่อยู่ภายในห้อง รวมถึงเผิงเสวียเหวินพี่ชายแท้ๆ ของเผิงเวยเวย ทั้งที่ไม่ค่อยชอบหน้าจางซงหลิงสักเท่าใด ก็ยังหยุดเท้าลงช้าๆ นิ้วมือทาบลงบนประตู ลังเลใจว่าตนเองควรเคาะลงไป หรือว่าปล่อยให้ช่วงเวลาอันอบอุ่นนี้ดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง

“เด็กหนุ่มผู้นั้น แม้ว่าท่าทางโง่งมไปบ้าง จิตใจกลับไม่เลวร้าย หน้าตากับฐานะทางบ้าน ก็นับว่าพอใช้ได้” ทันใดนั้นนึกถึงว่าน้องสาวตนเองเติบโตเป็นสาวแล้ว เผิงเสวียเหวินเริ่มบังเกิดความคิดบางประการ จากนั้นส่งยิ้มให้ฟางกั๋วเฉียงที่ไล่ตามมา ตัดสินใจเอานิ้วมือเคาะลงบนประตู

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก…”

“ใครมาเคาะประตูกัน ช่างน่าเบื่อที่สุด!” เสียงเพลงในห้องหยุดลงทันที เผิงเวยเวยขมวดหัวคิ้วพึมพำประโยคหนึ่ง จากนั้นรวบผมเผ้าที่ข้างหู สาวเท้าเดินไปยังประตูห้อง

“คาดว่าคงมาตามพวกเราลงไปรับประทานอาหารกระมัง!” จางซงหลิงหัวเราะพลางเดินตามหลัง มือหอบข้อสอบจำนวนหนึ่ง “ฉันเอากลับไปคัดลอกต่อเถอะ หลังจากคัดเสร็จแล้ว จะรีบนำมาส่งคืนให้เธอ ฉันเขียนหนังสือเร็วมาก คาดว่าไม่เกินสี่ทุ่มก็สามารถคัดลอกเสร็จสิ้น!”

“ไม่ต้องรีบร้อน คุณค่อยๆ คัดลอกเถอะ หากว่าฉันต้องการใช้งาน ค่อยลงตึกไปหาคุณ!” เผิงเวยเวยด้านหนึ่งเปิดประตู ด้านหนึ่งกล่าววาจาตอบกลับ ท่าทางของทั้งสองคนเป็นกันเอง คล้ายกับเป็นเพื่อนที่สนิทมานานหลายปี “พี่ชาย พี่มาทำอะไร? พี่หัน พี่หลิ่ว พี่สือโถว ทำไมพวกคุณล้วนวิ่งมาที่ห้องฉันแล้ว!”

“พวกเรา พวกเราเห็นเธอไม่ลงมารับประทานอาหาร กลัวเธอตากฝนไม่สบาย ดังนั้นจึงขึ้นมาดูหน่อย!” การเผชิญสายตาอันสุกใสของน้องสาวตนเอง ทันใดนั้นเผิงเสวียเหวินรู้สึกพรั่นใจ หลบตาพวกเขาพลางยิ้มน้อยๆ แล้วกุเรื่องขึ้นมา

“ดูพี่พูด เวยเวยดูแลตัวเองได้แล้ว!” ความคิดอ่านของเผิงเวยเวยยังหยุดอยู่ในความทรงจำเมื่อสักครู่ มองไม่เห็นความเก้อเขินที่อยู่บนใบหน้าผู้คน ตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นหันร่างกายหลีกทางให้เดิน “ล้วนเข้ามาเถอะ อย่ามัวยืนอยู่ข้างนอก! ฉันขอเก็บโต๊ะเล็กน้อย ประเดี๋ยวก็ลงไป! บนโต๊ะมีน้ำร้อน ใครอยากดื่มก็รินดื่มได้เลย!”

กล่าวจบ เธอก็จะเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องด้านใน เผิงเสวียเหวินเดินตามครึ่งก้าว กลับหยุดชะงักเพราะความลังเลใจ แต่ไม่นาน ความลังเลใจนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาด “เวยเวย เธออย่าเพิ่งรีบร้อน ฉันมีเรื่องสำคัญจะถามเธอ?!”

“เรื่องอะไรหรือ?” เผิงเวยเวยหันหน้ามาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นตื่นตกใจไปกับสีหน้าอันเอาจริงเอาจังของคนอื่นๆ “เรื่องอะไร จำต้องบอกกล่าวเดี๋ยวนี้ แม้แต่เวลาไม่กี่นาทีล้วนรอไม่ไหว?”

“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร! เพียงแต่มาหาเธอเพื่อยืนยันเล็กน้อย!” เผิงเสวียเหวินพยายามไม่มองตาของน้องสาว ในรอยยิ้มแฝงมาด้วยความละอายใจหลายส่วน “ซงหลิง คุณก็อย่าเพิ่งรีบไป เรื่องนี้ พวกเราถามเวยเวยเสร็จแล้ว ก็จะถามความคิดเห็นของคุณด้วย”

“อ้อ!” จางซงหลิงขานรับหนึ่งเสียง บนใบหน้ามีอาการแปลกใจอยู่บ้าง ซึ่งในความทรงจำของเขา เผิงเสวียเหวินนักเรียนดีเด่นที่มาจากเป่ยผิงท่านนี้นับว่าไม่เคยเกรงใจต่อเขามาก่อน หรือว่าเขาพบเจออุปสรรคอะไร จำต้องขอความช่วยเหลือจากตนเอง? หากเป็นเช่นนั้นก็สมควรไปหาพี่โจวก่อน พวกเขาเป็นญาติกันและเพื่อนสนิทไม่ใช่หรือ?

ไม่รอให้เขานึกคิดถึงสาเหตุของเรื่องราว เผิงเสวียเหวินก็ยิ้มน้อยๆ พลางถามน้องสาวตนเองว่า “พรุ่งนี้พวกเราก็ออกเดินทางแล้ว ฉันอยากถามเธอว่า เธอคิดจะไปหนานจิง หรือว่าไปเป่ยผิง?!”

“พวกเราเพิ่งหนีออกมาจากเป่ยผิงไม่ใช่หรือ?” เผิงเวยเวยมองดูพี่ชายตนเองแวบหนึ่ง ย้อนถามด้วยความแปลกใจว่า “ทำไมต้องเดินทางกลับเข้าไปอีก?! ทางซานกูฟู (อาเขยที่สาม) ล่ะ พี่จะอธิบายกับท่านอย่างไร?!”

“ฉันเพียงแต่กำลังขอความคิดเห็นจากเธอ!” เผิงเสวียเหวินตัดบทอย่างรวดเร็ว จากนั้นกล่าวเสริมว่า “ประการแรก เธอก็โตเป็นสาวแล้ว สมควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ฉันไม่สามารถตัดสินใจแทนเธอทุกเรื่อง ประการที่สอง เมื่อสักครู่พวกเราหารือกัน เตรียมลงคะแนนเสียงตัดสินเดินทางลงใต้หรือว่าขึ้นเหนือ ด้วยอายุของเธอ ก็มีสิทธิ์ที่จะลงคะแนนเสียง!”

“ไม่เห็นต้องถามเลย ฉันก็ต้องไปกับพี่อย่างแน่นอน!” เผิงเวยเวยเงยหน้าขึ้น ค้อนใส่พี่ชายแวบหนึ่ง ในน้ำเสียงแฝงด้วยความรำคาญอยู่หลายส่วน

ฟางกั๋วเฉียงคาดเดาว่าต้องเป็นผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแต่แรก ยักไหล่อย่างไม่สบอารมณ์ ชิงลงมือก่อนที่เผิงเสวียเหวินจะใช้เล่ห์เหลี่ยม หันหน้าไปทางจางซงหลิง “สหายเสี่ยวจาง คำพูดของเขาคุณฟังเข้าใจหรือไม่? หากว่าฟังเข้าใจแล้ว ฉันขอถามคุณ คุณจะเลือกไปเป่ยผิง หรือว่ายอมเป็นทหารหนีศึกกลางคัน?!”

“ทหารหนีศึกอะไร คุณอย่าพูดน่าเกียจเช่นนั้นได้หรือไม่!” หลิ่วจิงแทรกขึ้นมา เข้าขวางสายตาอันบีบบังคับผู้อื่นของฟางกั๋วเฉียง อธิบายต่อจางซงหลิงด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “นายอย่าไปฟังเขา! พวกเราทุกคนตกลงกันว่าจะไปด้วยกัน แต่ว่าต้องใช้การลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินทิศทางการเดิน ตอนนี้ก็ขาดนายเสียงเดียวแล้ว ไม่ว่าลงให้ฝ่ายไหน ล้วนเป็นการรับผิดชอบต่อตนเองและพวกพ้อง ผู้อื่นล้วนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย!”

เนื่องเพราะเธอเปลี่ยนแปลงความคิดต้องการเดินทางย้อนกลับลงใต้อย่างกะทันหันจึงเกิดการขัดแย้งกับลู่หมิง ขณะนี้ในใจเจ็บปวดรวดร้าว ดังนั้นจึงนำเอาความแค้นอันเกิดจากการอกหักไปลงกับฟางกั๋วเฉียงที่ยืนกรานจะเดินทางขึ้นเหนือต่อไป เพียงหวังให้ฟางกั๋วเฉียงกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และเพื่อให้ลู่หมิงผู้เป็นคนรักเข้าใจว่า การตัดสินใจของเธอไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เป็นฟางกั๋วเฉียงรองหัวหน้าผู้นี้ทำงานไม่เป็นที่ยอมรับ จึงทำให้ผู้อื่นถอนตัวกลางคัน!

“หลิ่วจิง เธอเลิกคิดที่จะปั่นหัวเขาได้แล้ว!” ฟางกั๋วเฉียงล่วงรู้แผนการของหลิ่วจิงทันที ขมวดคิ้วแน่น เปิดโปงอย่างไร้ความเกรงใจ

“คุณต่างหากที่คิดจะปั่นหัวเขา! ไม่รอให้เขาได้ตัดสินใจ ก็ตราหน้าผู้อื่นเป็นทหารหนีศึก!” หลิ่วจิงหันตัวกลับมา เผชิญสายตากับฟางกั๋วเฉียง

“พอแล้ว ทุกคนเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ปล่อยให้ซงหลิงตัดสินใจเองเถอะ!” เผิงเสวียเหวินระดมความกล้า ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังน้องสาว จากนั้นเดินขึ้นหน้า ใช้ร่างกายตนเองแยกฟางกั๋วเฉียงกับหลิ่วจิงออกจากกัน “ซงหลิง คุณยินดีติดตามเวยเวยไปสมัครสอบมหาวิทยาลัยจงยางที่หนานจิงหรือไม่? ฉันอยู่ทางโน้นก็มีคนรู้จัก สามารถช่วยคุณหาข้อสอบของหลายปีก่อน!”

เขากล่าวอย่างเปิดเผยยิ่ง สีหน้าเผิงเวยเวยแดงระเรื่อทันที จางซงหลิงก็นับว่าเป็นเพื่อนที่ไม่เลว หากว่าไปเรียนหนังสือที่หนานจิงด้วยกัน ระหว่างกันและกันก็สามารถช่วยเหลือดูแลกันได้

นึกถึงตรงนี้ เผิงเวยเวยค่อยหลับตาลงช้าๆ จากนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น กล่าวกับจางซงหลิงว่า “ซงหลิง คุณอย่าไปฟังพี่ชายฉันพูดเหลวไหล เส้นทางควรเลือกอย่างไร คุณตัดสินใจเอง ไม่ต้อง...ไม่ต้องคำนึง ไม่ต้องคำนึง…”

คำพูดกล่าวมาได้ครึ่งเดียว เธอก็เขินอายจนหน้าแดงก่ำหันหลังกลับ มือกุมใบหน้าหนีเข้าไปในห้องด้านในอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีเด็กสาวคนไหน ร้องเพลงและซักซ้อมร่วมกับจางซงหลิงอย่างอดทนมาก่อน ก่อนหน้านั้น ก็ไม่เคยมีเด็กสาวคนไหน ที่พูดจากับเขาอย่างไพเราะเพราะพริ้ง ก่อนหน้านั้น ยิ่งไม่มีเด็กสาวคนไหน จะบอกกล่าวต่อเขา ไม่ว่าคุณตัดสินใจอย่างไร ล้วนต้องยินดียอมรับผลลัพธ์นั้นด้วยความเต็มใจ ไม่เสียใจไปตลอด…

ชั่วขณะนั้น จางซงหลิงคล้ายถูกสายฟ้าอันสุขใจฟาดเข้าใส่ ภายในห้วงสมองว่างเปล่า เขาเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกที่มีต่อสตรีเพศ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ไว้ผมสั้นเสมอบ่า สวมกระโปรงเสมอข้อเท้า และเอะอะก็ชอบร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกต่อแล้ว 

ตลอดทางที่ผ่านมา เถียนชิงอวี่กับหันชิว ลู่หมิงกับหลิ่วจิง การประสานมือกันของสองคู่รักนั้น เริ่มถ่ายทอดบทเรียนแรกเกี่ยวกับความรักให้แก่เขาอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่น เงียบสงบแต่ร้อนผะผ่าวนั้น ส่งผลให้เขาจากแปลกใจจนไปถึงอิจฉา จากอิจฉาเริ่มริษยาเล็กน้อย ดังนั้นยามสุราแห่งความรักวูบผ่านเบื้องหน้า ก็แทบอยากจะยกขึ้นมาลิ้มลองในทันที แม้มีความเป็นไปได้สูงว่า สุราแก้วนี้ยังหมักไม่ได้ที่

“ฉัน ฉัน…” นึกถึงสาเหตุที่ก่อนหน้านี้เผิงเวยเวยทิ้งตนเองไว้คนเดียวแล้วเดินจากไปด้วยความโกรธ นึกถึงดวงตาอันสุกใสและน้ำตาอันระยิบระยับนั้นของเผิงเวยเวย จางซงหลิงก็ไม่อาจปล่อยให้เธอได้รับความเจ็บปวดอีก เขาฝืนขบกรามแน่น หันหลังเดินไปที่เบื้องหน้าโจวเจวีย โค้งคำนับสุดซึ้ง “พี่โจว ต้องขอโทษด้วย ฉันไม่อยากไปเป่ยผิงอีกแล้ว ฉันอยากติดตามเวยเวยพวกเขาไปหนานจิง”

“ก็ดี ก็ดี! คุณอายุยังน้อย เดิมทีก็ไม่ควรเดินทางมากับพวกเรา!” เพียงไม่เจอกันไม่กี่ชั่วโมง โจวเจวียก็ราวกับแก่ชราไปหลายสิบปี มือค้ำขอบประตู ตอบกลับด้วยท่าทีเหนื่อยล้า

ฟางกั๋วเฉียงกลับดีดตัวขึ้นมาราวกับถูกงูพิษฉกกัด เร่งฝีเท้ามาถึงข้างกายจางซงหลิง มือชี้จมูกของเขาด่าทอว่า “แก แกมันคนขี้ขลาด เป็นพวกทรยศ! ต่อให้แกต้องการติดตาม พวกเราก็ไม่มีทางพาแกไปด้วยอีกเป็นอันขาด! ผู้หญิงคนเดียวก็ทำให้แกเปลี่ยนความคิด ต่อไปพบเจอโจรญี่ปุ่น พวกมันเลือกใช้แผนหญิงงามหลอกล่อ แกก็คงขายพวกเราไปให้พวกโจรญี่ปุ่นจนสิ้น!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1