ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 6)

คนวัยหนุ่มสาว ลงมือทำงานว่องไวกระฉับกระเฉง เวลาเพิ่งล่วงเลยมาถึงประมาณสิบโมง ก็เก็บกวาดเวทีทั้งแห่งอย่างสะอาดหมดจด นักศึกษาหลายคนที่ชำนาญด้านดนตรีเริ่มตีกลองสีซอ หันชิวกับหลิ่วจิงที่รับผิดชอบพิธีกร ย่างก้าวเข้าสู่เวที

รายการแสดงทั้งหมดล้วนเคยจัดแสดงระหว่างทางมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อขึ้นแสดงอีกครั้ง ย่อมคล่องแคล่วชำนาญ และนักท่องเที่ยวที่ค้างอยู่ในหูลู่อวี้ ส่วนใหญ่ล้วนเพื่อหลีกเลี่ยงไฟสงคราม ได้ยินท่วงทำนองอันโศกเศร้าเคียดแค้น ก็พลันนึกถึงสถานการณ์ของบ้านตนเองในตอนนี้ ประเดี๋ยวเดียวก็ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมที่อยู่ด้านล่างของเวทีอย่างล้นหลาม

คราวนี้ จางซงหลิงคงถึงคราวซวยแล้ว ทหารญี่ปุ่นที่เขาแสดงนั้นเพิ่งขึ้นเวที ก็ถูกต้อนรับด้วยลูกพลับเน่ากับเต้าหู้เหม็นจำนวนนับไม่ถ้วน ส่งผลให้หันชิวกับหลิ่วจิงจำต้องหยุดการแสดงชั่วคราว ออกมาอธิบายต่อผู้ชมทั้งหลาย ทหารญี่ปุ่นผู้นี้แสดงโดยคนกันเอง ไม่ใช่คนญี่ปุ่นโดยสายเลือด จึงสยบเพลิงโทสะของผู้ชมลงชั่วคราว แต่ว่ายามแสดงถึงตอนทหารญี่ปุ่นเดินทางมาเยือนอีกครั้ง โอบอุ้มบุตรสาวของเศรษฐีแซ่เถียนเข้าบ้านพัก ผู้ชมทั้งหลายถึงกับลืมเลือนไปอีกครั้งว่ากำลังชมการแสดง คว้าสิ่งของที่อยู่ข้างกาย ขว้างโยนเข้าใส่ผู้ที่แสดงเป็นทหารญี่ปุ่น

“ผัวะ!” เถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดินไม่ทันบอกกล่าว ก็เห็นอิฐก้อนหนึ่งลอยแหวกอากาศ กระแทกเอวของจางซงหลิง กระแทกจนจางซงหลิงซวนเซเสียหลัก ทิ้งลู่หมิงที่โอบอุ้มอยู่ล้มลงกับพื้น

“ฆ่าทหารญี่ปุ่น!” “ฆ่าทหารญี่ปุ่น” โจวเจวียที่แสดงเป็นบุตรชายคนรองของบ้านเศรษฐีเห็นผิดท่า ตัดสินใจวิ่งออกมาจากหลังเวทีก่อนเวลา เถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดินก็คล้อยตามกัน คว้ามีดหั่นผักที่ทำมาจากไม้ ฟันใส่ทหารล่ามที่ฉุดดึงตนเอง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความโกรธแค้นอันกึกก้อง จางซงหลิงวิ่งซวนเซเข้าไปที่หลังเวที จากนั้น บทเพลง ‘ซงฮวาเจียงซ่าง’ ก็ผลักดันการแสดงไปถึงจุดสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบ

“นายเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่ เจ็บหรือเปล่า?!” หันชิงจิตใจละเอียดอ่อน ทิ้งหลิ่วจิงรับบริจาคอยู่หน้าเวทีคนเดียว วิ่งเข้ามาสอบถามจางซงหลิง

“โอ๊ย! โอ๊ย!” จางซงหลิงเจ็บจนร้องโอดโอย ลู่หมิงที่แสดงเป็นบุตรสาวของเศรษฐีรีบเปิดเสื้อของจางซงหลิง ตรวจดูอย่างละเอียด เพียงเห็นแผลฟกช้ำขนาดใหญ่ รอบข้างเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมา

“คนพวกนี้ ลงมือโหดเหี้ยมไม่น้อย…” หันชิวโกรธจนน้ำตาคลอ กัดฟันบ่นพ้อ

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ!” จางซงหลิงเปลือยกายอยู่ต่อหน้าหญิงสาวครั้งแรก เขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี “พวกเขาเกลียดฉัน บ่งบอกว่าละครของพี่ลู่หมิงเขียนได้ดี พวกเรารีบออกไปขอบคุณผู้คนเถอะ ประเดี๋ยว นักศึกษาของเป่ยผิงจะเริ่มการแสดงแล้ว!”

“อืม!” หันชิวพยักหน้า ร่วมมือกับลู่หมิง ช่วยกันพยุงแขนของจางซงหลิงเดินไปที่หน้าเวที

 

“…ปีใด เดือนใด จึงสามารถกลับไปยังบ้านเกิดที่น่ารักของฉัน?

ปีใด เดือนใด จึงสามารถรวบรวมสมบัติอันนับไม่ถ้วนกลับคืนมา?

ท่านพ่อท่านแม่ ท่านพ่อท่านแม่…”

 

หน้าเวที เสียงเพลงยังดังต่อเนื่อง ผู้ชมทั้งหลายล้วนลุกขึ้นยืน ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา ตบมือเป็นกำลังให้นักศึกษา ในสถานที่ที่ห่างไกล ยังมีนักท่องเที่ยวอีกมากมายถูกเสียงเพลงดึงดูดเข้ามา พยายามเบียดตัวเข้าไปหากล่องรับบริจาค

“ขอบคุณ ขอบคุณทุกท่าน!” ฟางกั๋วเฉียงนำพาพวกพ้อง โค้งคำนับขอบคุณผู้ชมทั้งหลาย ผู้ใดล้วนไม่ทันสังเกตเห็นว่า มีชายสี่คนสวมใส่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง เบียดสวนฝูงชนหายลับไปในซอยอย่างรวดเร็ว

สี่คนนั้นฝีมือว่องไว เลี้ยวลดคดเคี้ยว มุดออกมาจากอีกซอยหนึ่ง มองดูรอบข้าง เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ประเดี๋ยวเดียวก็มาถึงด้านหลังของโรงแรมเหอผิง ริมทะเลสาบน้อยที่ใสสะอาดและเงียบสงบแห่งนั้น

มีเรือน้อยลำหนึ่งแหวกผ่านชั้นใบบัว เคลื่อนที่เข้ามา รับชายสี่คนเข้าไปยังท้องเรือ จากนั้นแล่นจากไปไกลอย่างไร้สุ้มเสียง

ครู่หนึ่งให้หลัง จึงหยุดอยู่ที่หน้าลานบ้านของครอบครัวประมงที่ไร้ความสะดุดตาในอีกฟากฝั่งของทะเลสาบ

ชายสี่คนที่ถูกรับขึ้นเรือ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดจงซานสีเทา กระโดดขึ้นท่าเรืออย่างว่องไว เดินเข้าไปในลานบ้าน เดินทะลุห้องโถงด้านหน้า อ้อมผ่านแปล

ผัก มาถึงหน้ากระท่อมที่อยู่ใกล้บ่อน้ำในลานบ้านส่วนหลัง

หน้ากระท่อม มีชายชุดดำสองคนกำลังยืนเฝ้า พบเห็นชายชุดจงซานสี่คน พยักหน้าพลางกำชับด้วยเสียงเบาว่า “หัวหน้าสั่งไว้ เมื่อพวกคุณกลับมาแล้ว ให้รีบไปพบท่านทันที ฉินเซียนเซิงกับพานซียนเซิงและมัตสึอิเซียนเซิงก็อยู่ด้วย ระวังคำพูดให้ดี!”

“ทราบแล้ว!” ชายชุดจงซานที่เดินอยู่หน้าสุดตอบด้วยท่าทีรำคาญ ยื่นมือไปแหวกม่านประตู

ภายในบ้านสว่างฉับพลัน วัตถุโบราณสีเหลืองนวลหลายชิ้นทอประกายวูบวาบ วัตถุโบราณแต่ละชิ้นล้วนแฝงด้วยกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ก่อน หากนำไปขายทอดตลอด ราคาอย่างน้อยอยู่ที่หลักแสนเหรียญต้าหยางขึ้นไป ส่วนบริเวณกึ่งกลางของบ้าน เป็นโต๊ะสำหรับเล่นไพ่นกกระจอกตัวหนึ่ง คนสวมชุดคลุมยาวหลายคน กำลังสูบบุหรี่ไปพลางเล่นไพ่นกกระจอกไปด้วย

“หัวหน้าเยวี่ย พวกเรากลับมาแล้ว!” อย่าเห็นว่าชายชุดจงซานยามอยู่ข้างนอกเสียงดังกระด้าง พอเข้ามาในบ้าน กลับแปรเปลี่ยนพินอบพิเทา เดินช้าๆ มาถึงข้างกายของนักเล่นไพ่นกกระจอกที่นั่งหันหลังให้ประตูบ้าน โน้มหลังกระซิบข้างหู

“กลับมาแล้ว!” นักเล่นไพ่นกกระจอกที่ถูกขานเรียกว่าหัวหน้าเยวี่ย ตีไพ่ออกไปหนึ่งใบอย่างแช่มช้า จากนั้นหัวเราะพลางถามว่า “ลำบากแล้ว เด็กแสบหลายคนนั้นถูกสั่งสอนจนเป็นอย่างไรแล้ว?!”

“ผู้น้อย ผู้น้อยละอายใจ ไม่สามารถบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย!” ชายชุดจงซานถอยหลังครึ่งก้าว รายงานช้าๆ

“เกิดอะไรขึ้น?! มีคนคุ้มกะลาหัวพวกมันหรือ?” หัวหน้าเยวี่ยหยิบไพ่ขึ้นมาอีกหนึ่งใบ ด้านหนึ่งวิเคราะห์การเล่น ด้านหนึ่งถามไถ่อย่างอดทน

ความเร็วของนักเล่นไพ่นกกระจอกลดช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ล้วนหันศีรษะมา ชายชุดจงซานถูกจ้องมองจนขนลุกซู่ ยื่นมือเช็ดหน้าผากที่ปราศจากเม็ดเหงื่อ รายงานด้วยเสียงเบาว่า “เด็กหลายคนนั้น นับว่าชำนาญการปลุกระดมผู้คน ผู้น้อยยังไปไม่ถึงที่หมาย บริเวณเวทีก็อัดแน่นไปด้วยฝูงชน ตั้งแต่ฟังเพลงบทแรก ผู้คนก็เริ่มสบถ ด่า…” เขาก้มศีรษะลงต่ำ ใช้หางตาชำเลืองมองนักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ยที่นั่งอยู่ฝั่งขวามือของหัวหน้าเยวี่ยแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “ด่ากองทัพของพันธมิตรเป็นเดนเดรัจฉาน และตะโกนคำขวัญต่อต้านญี่ปุ่นตามเด็กกลุ่มนั้น ผู้น้อยฉวยโอกาสที่สถานการณ์วุ่นวายขว้างก้อนอิฐขึ้นบนเวทีหลายก้อน ซึ่งมีก้อนหนึ่งโดนเป้าหมายอย่างจัง กลับไม่สามารถทำให้มันล้มลง ต่อมา ต่อมาบรรยากาศยิ่งมายิ่งดุเดือด ผู้น้อยกลัวเปิดเผยฐานะตัวตน จึงรีบพาคนถอยหนีออกมา”

“ฉันบอกแล้ว วิธีของเหล่าเยวี่ยไม่เห็นผลกระมัง!” ฉินเต๋อกังที่นั่งอยู่ซ้ายมือของหัวหน้าเยวี่ยตีไพ่ออกมาใบ หนึ่ง หัวเราะพลางกล่าวว่า “เด็กนักศึกษากลุ่มนี้ มีความชัดเจนทาง

อุดมการณ์และความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราเคยพบเจอมาก่อน คิดใช้วิธีทำร้ายนักศึกษา บีบให้พวกเขาถอยกลับไป ผลสุดท้าย เกรงว่าจะเป็นตรงกันข้าม!”

“เด็กน้อยที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำพวกนี้!” หัวหน้าเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเผยอารมณ์จนใจอยู่บ้าง “เรื่องใหญ่ของชาติบ้านเมือง แม้แต่ซ่งจู่สีกับอินเซียนเซิงล้วนไม่กล้าด่วนตัดสินใจ พวกมันจะเข้ามาแส่หาเรื่องทำไม?! เสี่ยวหยวน วันนี้แกทำได้ดี เห็นทีผู้คนในหูลู่อวี้อารมณ์เดือดพล่าน พวกเราไม่ควรทำให้พวกเขาโกรธเคือง ไม่อย่างนั้นหากเกิดเหตุจราจล ก็เท่ากับได้ไม่คุ้มเสีย! แกพาพี่น้องไปรับประทานอาหารก่อน จากนั้นติดตามเด็กน้อยกลุ่มนั้นต่อไป ควรจัดการพวกเขาอย่างไร รอฟังคำสั่งอีกที!”

“ครับ!” ชายชุดจงซานโน้มหลัง เดินถอยออกไป หัวหน้าเยวี่ยครุ่นคิดแล้วพลันกล่าวว่า “ช้าก่อน พวกเขาจ้างรถม้าสามคันกระมัง! แกลองคิดหาวิธีจัดการพวกคนขับรถม้า แต่ว่าต้องระวังเช่นกัน อย่าทำให้ฝูงชนโกรธเคือง และอย่าทำให้ฉินเซียนเซิงเดือดร้อน!”

“ผู้น้อยทราบว่าควรจัดการอย่างไร!” ชายชุดจงซานที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวหยวนโค้งคำนับอีกครั้ง จากนั้นพาลูกน้องเดินออกจากประตู เมื่อเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ฉินเต๋อกังด้านหนึ่งจับไพ่นกกระจอก ด้านหนึ่งหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฉันขอพนันกับคุณ ต่อให้ไม่มีรถม้า พวกเขาก็ยอมแบกสัมภาระ เดินเท้าจากที่นี่ไปเป่ยผิง!”

“คงเป็นไปไม่ได้กระมัง!” หัวหน้าเยวี่ยคว้าไพ่อีกหนึ่งใบ ใช้นิ้วโป้งสัมผัสหน้าไพ่ คราวนี้เขาจับได้ไพ่อีถ่ง (อิกท้ง) ไม่มีประโยชน์ แต่ตีออกไปอาจมีความเสี่ยงที่ต้องแพ้ไพ่ “เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นนักศึกษาที่ไม่เคยผ่านโลกมาก่อน จะมุ่งมั่นเด็ดขาดยิ่งกว่าเหล่าทหาร?!”

“เยวี่ยเซียนเซิงอาจยังไม่ทราบ!” นักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ยที่นั่งอยู่ขวามือของเขา หัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า “พวกมันร้องเพลงตั้งแต่ซานตงเรื่อยมาจนถึงสถานที่นี้ เดิมทีโดยสารรถไฟ สุดท้ายรถไฟหยุดอยู่ที่ผิงอันจ้าย จึงจ้างรถม้าแทนการเดินเท้า เพื่อให้พวกพ้องไม่รู้สึกว่าราคารถม้าแพงเกินไป คนแซ่เถียนผู้นั้น ถึงกับนำเอานาฬิกาทองเรือนหนึ่งที่ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไปขายให้กับโรงจำนำ!”

นาฬิกาทองที่ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่อย่างเป่ยผิงและเซี่ยงไฮ้ก็เป็นสินค้าที่ยากพบเห็น มีเพียงครอบครัวคนมีฐานะซื้อมาให้บุตรหลานไว้เป็นที่พึ่งสุดท้ายในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว หรือมอบให้ลูกสะใภ้ในอนาคตเพื่อเป็นของหมั้น

ฟังคำสนทนาของนักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ย หัวคิ้วของหัวหน้าเยวี่ยขมวดจนแทบชิดติดกัน นิ้วมือลูบหน้าไพ่แล้วลูบอีก ลังเลยากตัดสินใจ นักเล่นไพ่นกกระจอกวัยหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามหัวเราะออกมา กล่าวเสียงเบาว่า “มันไม่แปลกแต่อย่างใด ทางด้านเป่ยผิงตอนนี้ ก็เป็นการสร้างสถานการณ์ของพวกนักศึกษาตกยาก เดิมทีซ่งเซียนเซิงถูกอาของผมเกลี้ยกล่อมสำเร็จแล้ว แต่พอถูกกองทัพเสวียปิง (กองทัพนักศึกษา) ปลุกระดม ก็เริ่มลังเลใจ! เด็กนักศึกษาพวกนี้ อย่าเห็นว่าพวกมันไร้น้ำยา ยามที่พวกมันพยายามกีดขวางพวกเรา กลับมีฝีมือพอตัว! มัตสึอิเซียนเซิง ท่านว่า ผมกล่าวถูกหรือไม่”

“ใช่! พานเซียนเซิงกล่าวมีเหตุผล!” นักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ยหัวเราะฮาฮาพลางตอบว่า “อาจารย์ของฉันท่านโดอิฮาระเซียนเซิงเคยกล่าวไว้ว่า ค่ายเสวียปิงแห่งนั้น ก็คือตัวอ่อนของกองทัพที่ยี่สิบเก้า! ไม่กำจัดตัวอ่อนทิ้งไป ย่อมไม่มีวันสยบกองทัพที่ยี่สิบเก้าลงได้! ฉินเซียนเซิง เยวี่ยเซียนเซิง ในส่วนของเรื่องนี้ พวกคุณอย่าให้การสนับสนุนแก่ค่ายเสวียปิงอีกเป็นอันขาด!”

“นี่…” หัวหน้าเยวี่ยกัดฟันสูดลมหายใจ “พวกเขา พวกเขาล้วนเป็นเมล็ดของปัญญาชน…”

พอไม่ระวัง ไพ่อีถ่งในมือเขาร่วงลงมาอยู่บนโต๊ะ นักเล่นไพ่นกกระจอกที่นั่งอยู่ตรงข้ามปฏิกิริยาว่องไว รีบยื่นมือไปคว้ามา เปิดไพ่ของตนเอง “ชนะแล้ว มังกรสีเดียว!”

 

ช่วงเวลานี้ กลุ่มของจางซงหลิงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย มีตาข่ายผืนหนึ่งที่ถักมาจากกลอุบายอันชั่วช้า กำลังทอดใส่พวกเขาอย่างเงียบงัน พวกเขากำลังชื่นชมความสำเร็จของการแสดงจิตอาสา ภูมิใจกับท่าทีของผู้ชมทั้งหมด ช่วงหลังของการแสดง ประชาชนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศมากมายสุดคณานับ ปิดล้อมพื้นที่หน้าเวทีรวมถึงถนนหลายสายในระแวกนั้น

ผู้ชมแต่ละคนล้วนดวงตาแดงก่ำ หลั่งน้ำตาโศกเศร้า สุดท้าย ไม่เพียงเป็นการแสดงของนักศึกษาฝ่ายเดียว ผู้ชมที่อยู่ใกล้เวที ก็ร้องตามเสียงเพลงของเหล่านักศึกษาเพลงแล้วเพลงเล่า ผู้ชมที่อยู่ห่างไกลไม่อาจได้ยินเนื้อเพลงบนเวที กลับตบมือให้จังหวะ ฮัมทำนองเพลงเสียงเบาคล้อยตามฝูงชน

 

“ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย พวกเขายืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด…”

 

“พาหนะของข้าศึกข้ามผ่านฉางเฉิง พื้นที่จงหยวนร้องเพลงเต้นรำเหมือนเก่า ประเทศเพื่อนบ้านยอมจำนนอย่างน่ารังเกียจ ลืมเลือนประเทศชาติยิ่งลืมเลือนพวกเรา…”

 

บทเพลงขับร้องโดยนักศึกษาเป่ยผิง กลับนำมาซึ่งการตอบรับของผู้คนทั้งหมด แทบจะครึ่งพื้นที่หูลู่อวี้ ล้วนถูกเสียงเพลงจุดประกายขึ้นแล้ว ผู้คนร่ำไห้ ร้องเพลงและร่ำร้อง ระบายความเจ็บแค้นในใจที่มีต่อสงคราม ระบายความเจ็บแค้นต่อการนิ่งเฉยของรัฐบาลจงยางและข้าราชการท้องถิ่น ระบายความเจ็บแค้นต่อตนเองที่เป็นถึงชายชาติกลับอับจนปัญญาหาที่พักพิงแก่ลูกเมีย หลั่งน้ำตาดุจสายธาร

แม้แต่สวรรค์ยังหวั่นไหวไปกับทำนองเพลงอันโศกเศร้าเคียดแค้น สายฝนโปรยปรายลงมาโดยไม่รู้ตัว ผู้คนทั้งหลายกลับไม่ยอมจากไป หากแต่เข้ามารายล้อมเหล่านักศึกษาที่โค้งคำนับขอบคุณถึงสามรอบการแสดง ปรบมือต่อเนื่อง ขอให้พวกเขาร้องอีกหนึ่งเพลง เพื่อให้ผู้ชมทั้งหลายดื่มด่ำในเสียงเพลงอีกครั้งหนึ่ง

กระทั่งหัวหน้าเยวี่ยของหน่วยดูแลความปลอดภัยในท้องที่เดินทางมา อ้างว่าเหล่านักศึกษาเดินทางมาไกลต้องการเวลาพักผ่อน จึงประกาศจบการแสดง

“นึกไม่ถึงว่าประชาชนของที่นี่จะตื่นตัวกันขนาดนี้” ลู่หมิงกับหลี่ตี๋ยกกล่องบริจาคเดินขึ้นบันไดพลางวิพากษ์วิจารณ์ ตามการประเมินเบื้องต้น ภายในกล่องบริจาค อย่างน้อยมีหนึ่งในสามเป็นเหรียญต้าหยางกับเหรียญอีแปะ

เหรียญโลหะพวกนี้แม้พกพาไม่สะดวก แต่เมื่ออยู่ในยุคที่บ้านเมืองคลอนแคลน กลับมีประโยชน์กว่าธนบัตรของรัฐบาลลิบลับ นำเงินเหล่านี้ไปถึงเป่ยผิง สามารถช่วยนักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้าซื้อกระสุนสำหรับยิงทหารญี่ปุ่นอีกหลายหมื่นนัด

“พวกเขาล้วนเจ็บแค้นต่อการถูกรุกรานจนบ้านแตกสาแหรกขาด จึงยิ่งง่ายต่อการถูกพวกเราปลุกระดม!” เผิงเสวียเหวินก็รู้สึกทอดถอนใจด้วยความสะเทือนใจต่อภาพเหตุการณ์ในตอนแสดง แต่อารมณ์บนใบหน้ากลับแฝงด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้าง “แต่จะมีประโยชน์อะไร? รอพรุ่งนี้พวกเราไปแล้ว พวกเขาต่างก็ลี้ภัยและยอมจำนนเหมือนเก่า ใครล้วนลืมเลือนไปว่าวันนี้พวกเราร้องเพลงอะไร!”

“ทำไมคุณจึงมั่นใจแบบนั้น! คล้ายกับทั้งประเทศมีคุณเพียงคนเดียวที่ตื่นตัวอยู่เสมอ!” ฟางกั๋วเฉียงได้ยินคำพูดของเผิงเสวียเหวิน ก็รู้สึกไม่พอใจ ขมวดคิ้วแน่น ตอบโต้ทันที

“ตอนเหตุการณ์ 12 กันยายนปีก่อน พวกเราก็ทำให้ผู้คนกว่าครึ่งของเป่ยผิงซาบซึ้งตื้นตัน! แต่หลังจากนั้นg]jk? นอกจากปืนฉีดน้ำแรงดันสูงของเฝิงจื้ออันแล้ว พวกเรายังได้รับอะไรอีก?!” เขาเหลือบตามองฟางกั๋วเฉียงแวบหนึ่งด้วยท่าทีเย็นชา

“อย่างน้อย พวกคุณได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อต้านสงคราม!” ฟางกั๋วเฉียงเผชิญสายตากับเผิงเสวียเหวินอย่างไม่หลบเลี่ยง “อย่างน้อย คุณในตอนนั้น ไม่ได้หาข้ออ้างหลบหนี!”

“ฉันไม่เคยหลบหนีแม้แต่ครั้งเดียว! ฉันเพียงแต่ต้องการเดินทางไปยื่นคำร้องที่หนานจิง ขอให้รัฐบาลตัดสินใจเด็ดขาดโดยเร็ว!” เผิงเสวียเหวินเดือดดาลฉับพลัน ใช้น้ำเสียงคล้ายตวาดแก้ต่างให้ตนเอง

“คิดจะเป็นทหารหนีศึก ย่อมสามารถหาข้ออ้างที่แลดูสมเหตุผลเสมอ!” ฟางกั๋วเฉียงกล่าวคำเย้อหยันต่อไป

“คุณต่างหากที่เป็นทหารหนีศึก ตอนฉันเผชิญหน้าปืนฉีดน้ำแรงดันสูง คุณยังไม่ทราบอยู่ที่ใด…”

“อย่างน้อยตอนนี้ฉันกำลังเดินทางขึ้นเหนือ แต่ไม่ใช่เดินทางลงใต้…”

นักศึกษาจากสองสถาบันห้ามปรามสองคนไม่ไหว และไร้เรี่ยวแรงห้ามปราม ต่างเร่งความเร็วหรือเดินช้าลง ทิ้งระยะห่างกับพวกเขา จางซงหลิงบนหลังโดนก้อนอิฐฟาดใส่ ไม่สามารถเดินเร็วได้ เผิงเวยเวยก็ไม่สนใจฟังการทะเลาะอันไม่รู้จักจบสิ้นของพี่ชายกับผู้อื่น จึงเดินอยู่ท้ายขบวนร่วมกับจางซงหลิง

“คุณเรียนภาษาญี่ปุ่นกับใครหรือ? ฟังดูนับว่าคล้ายคลึงกับเจ้าของภาษา!” จิตใจของเด็กสาวไร้ความเคียดแค้นระหว่างชนชาติเท่าใดนัก มุมมองในการถามคำถาม จึงแปลกใหม่อย่างเห็นได้ชัด

“ฉัน...ฉันไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน!” เอ่ยถึงประเด็นนี้ จางซงหลิงรู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เมื่อก่อนเขาไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นแม้แต่น้อย ถูกเถียนพ่างจื่อบังคับให้แสดงแทน จึงฝืนเรียนกับอีกฝ่ายมาหลายประโยค คาดไม่ถึงว่าภาษาญี่ปุ่นหลายประโยคนี้ทำให้เขาเกือบถูกก้อนอิฐปิดชีพไม่ว่า หลังจากจบการแสดง ยังถูกผู้คนจำนวนหนึ่งรายล้อมชี้นิ้วนินทา

“อย่างนั้นตอนมัธยมคุณเรียนภาษาอะไร? ภาษาอังกฤษหรือ เขตซานตงของพวกคุณ ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาเยอรมันเป็นที่นิยมไม่ใช่หรือ?” เผิงเวยเวยมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ขอเพียงเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่ ล้วนชอบสืบสาวราวเรื่องจนถึงที่สุด

“โอ อย่าไปเอ่ยถึงเลย พูดขึ้นมาฉันก็รู้สึกปวดศีรษะ! ตอนมัธยมฉันดวงซวยเป็นพิเศษ…”เอ่ยถึงหัวข้อสนทนานี้ จางซงหลิงยิ่งเจ็บใจ โรงเรียนมัธยมที่เขาเรียนนั้นแปลกพิสดาร เพื่อบุกเบิกและพัฒนาทัศนวิสัยของนักเรียน จึงเปิดหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษกับภาษาเยอรมันสองวิชา และบังคับให้นักเรียนต้องเลือกเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ห้ามอ้างเหตุผลอื่นใดเพื่อขาดเรียน ส่วนตัวเขาเองโชคร้ายพอดี ถูกโรงเรียนจัดให้ไปอยู่กับอาจารย์สอนภาษาเยอรมัน หลังจบการศึกษา เขาจดจำคำศัพท์ภาษาเยอรมันมามากมายก่ายกอง แต่ยามเดินอยู่บนท้องถนน กลับไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แม้แต่น้อย ยังไม่สู้เรียนภาษาญี่ปุ่น อย่างน้อยยังสามารถช่วยครอบครัวทำมาค้าขายกับคนญี่ปุ่น

“ทางเขตเป่ยผิง สถานที่ที่ต้องใช้ภาษาเยอรมันก็มีไม่มาก แต่ทางเขตหนานจิง ได้ยินว่ามีบริษัทของชาวเยอรมันอยู่หลายแห่ง” เธอรู้สึกเห็นใจต่อชะตากรรมของจางซงหลิง เผิงเวยเวยคิดช่วยหาทางออกให้เขา “ใช่แล้ว…” เธอตบมืออย่างกะทันหัน กล่าวเสริมอย่างดีใจว่า “หรือไม่คุณก็ไม่ต้องไปสมัครสอบเป่ยต้า ติดตามพวกเราไปหนานจิง เราสองคนไปสมัครสอบมหาวิทยาลัยจงยางด้วยกัน ทางรัฐบาลมีชาวเยอรมันหลายคนเป็นที่ปรึกษา ภาษาเยอรมันของคุณ ไม่แน่ว่าอาจสามารถใช้ออกได้!”

“ฉันไหนเลยมีความสามารถเช่นนั้น พออ่านออกอยู่บ้าง แต่กลับพูดไม่คล่องแคล่ว!” คบหากับเผิงเวยเวยมาหลายวัน จางซงหลิงเริ่มสนิทสนมและคุ้นชินกับอีกฝ่าย ส่ายศีรษะ กล่าวยิ้มๆ ว่า “ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ฉันก็ไม่สามารถไปหนานจิงกับพวกคุณ ฉันเดินทางมาถึงที่นี้แล้ว ย่อมไม่สามารถหันหลังเดินถอยกลับไป!”

“ทำไมจะไม่ได้?!” เผิงเวยเวยนึกไม่ถึงว่าจางซงหลิงจะกล่าวตรงไปตรงมาเช่นนี้ เงยศีรษะขึ้น ดวงตากลมโตเต็มเปี่ยมด้วยความผิดหวัง

หัวใจของจางซงหลิงวาบไหวแวบหนึ่ง ถอนใจออกมา ในคำพูดแฝงมาด้วยความเศร้าใจ “ฉันพบเจอพี่โจวระหว่างทาง จากนั้นตัดสินใจเดินทางไปสมัครทหารที่เป่ยผิงกับพวกเขา เห็นทีจวนจะถึงเป่ยผิงแล้ว หากเปลี่ยนแปลงความคิดกะทันหัน เท่ากับ เท่ากับ…”

เขาส่ายหน้าติดต่อกัน ฝืนยิ้มอย่างจนใจอยู่บ้าง “เท่ากับเป็นการหาข้ออ้างให้กับความขี้ขลาดอ่อนแอของตนเอง วันหน้าเมื่อรำลึกขึ้นมา เกรงว่าต้องไม่สบายใจไปตลอดชีวิต!”

นี่เป็นความคิดที่จริงแท้ของเขา ตลอดสองวันที่ผ่านมา การโต้เถียงระหว่างเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง ส่งผลกระทบต่อเขาเป็นอย่างมาก ยามกลางดึกนอนไม่หลับ พลิกตัวบนเตียงถามใจตนเอง จางซงหลิงเองก็ยากจะบอกได้ว่าการตัดสินใจเดินทางไปกับพวกโจวเจวียในตอนแรกเริ่มนั้น ตกลงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือว่าผิดพลาด?! เขารักประเทศแห่งนี้ รักชนชาติแห่งนี้ แม้ว่าเขาไม่เข้าใจว่าความรักนี้มาจากสาเหตุอะไร เขาไม่กลัวการพลีชีพเพื่อชาติ ไม่กลัวหลั่งโลหิตในสนามรบ กลับหวั่นเกรงตนเองตายอย่างโง่เขลางมงาย

หากว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าเป็นดังที่เผิงเสวียเหวินกล่าวไว้จริง พวกเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่พวกซ่งเจ๋อหยวนใช้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว จางซงหลิงก็ไม่ทราบว่าตนเองเดินทางครั้งนี้ยังมีความหมายอะไร? แต่หากเลือกปล่อยวางเลิกรากลางคัน เขาก็ไม่ยินยอม ยิ่งไม่ต้องการถูกพวกฟางกั๋วเฉียงเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นคนขี้ขลาดที่รักตัวกลัวตาย

ซึ่งคำพูดเหล่านี้ เขาไม่กล้ากล่าวกับโจวเจวีย ไม่กล้ากล่าวกับเถียนชิงอวี่ กลัวพวกเขาหัวเราะตนเองไร้เดียงสา ขี้ขลาดตาขาว พูดจากลับกลอก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตากลมโตสุกใสของเผิงเวยเวย เขากลับไม่คิดเสแสร้ง “บอกตามตรง ฉันไม่ทราบว่าพี่ชายเธอกับฟางกั๋วเฉียงสองคน ตกลงใครกล่าวถูกกันแน่ แต่อย่างน้อยฉันต้องเดินทางไปเป่ยผิง ไปเห็นกับตาตนเอง มีเพียงเช่นนี้ค่อยรู้สึกว่าไม่มีอะไรค้างคาใจ!”

“ล้วนผิดที่เจ้าคนแซ่ฟางผู้นั้น!” เผิงเวยเวยไม่ต้องการตำหนิจางซงหลิง และไม่ยินดีตำหนิพี่ชายตนเอง กลับโยนความผิดทั้งหมดไปให้ฟางกั๋วเฉียง “เป็นเพราะเขา ไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ยังจะโต้เถียงแบบข้างๆ คูๆ! พี่ชายฉันอยู่ในกองทัพนักศึกษาของซ่งเจ๋อหยวน ทำหน้าที่แทนเหลียนจ่าง(เชิงอรรถ-เหลียนจ่าง เป็นตำแหน่งหัวหน้าของระบบกองทัพในช่วงสาธารณรัฐจีน ดูแลทหารในสังกัดประมาณ 90 คน)เป็นเวลาสี่เดือนเต็ม มีเรื่องอะไรที่พี่ชายฉันมองเห็นไม่ชัดเจนอีก?!”

“ไม่เพียงเพราะคำพูดของเขาอย่างเดียว ความจริงตัวฉันเองก็คิดจะไปชมดูเป่ยผิงกับตาตนเอง!” จางซงหลิงไม่ยินดีปัดความสับสนของตนเองไปให้ผู้อื่น หัวเราะแล้วกล่าวเสริมอย่างจริงใจ

“อย่างนั้นเท่ากับคุณไม่เชื่อใจฉันกับพี่ชายฉันแล้ว! ในเมื่อไม่เชื่อใจฉันกับพี่ชายฉัน คุณยังจะมายืมหัวข้อข้อสอบจากฉันทำไม!” เผิงเวยเวยสีหน้าเย็นชาฉับพลัน ทิ้งจางซงหลิงก้าวเท้าวิ่งขึ้นบันได

“ฉัน...ฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น!” จางซงหลิงคิดฉุดรั้งแต่ก็ไม่กล้า ยกแขนค้างอยู่กลางอากาศ ไม่ทราบควรทำเช่นไร

“ยังไม่ตามไปอีก เจ้าเด็กโง่!” หันชิวอยู่ด้านหลังยกเท้าถีบเขาเบาๆ กล่าวเตือนด้วยเสียงเบาว่า “อย่าบอกนะว่านายไม่รู้ว่าเธอพักอยู่ห้องไหน!”

“อืม อืม!” จางซงหลิงถูกกล่าวเตือนจนได้สติ วิ่งขึ้นบันไดราวกับไฟลนก้น หันชิวมองดูเงาหลังของเขาพลางส่ายหน้าหัวเราะ พอหันหลังมา มองเห็นเถียนชิงอวี่ที่ยืนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นมือไปหยิกที่เอวของอีกฝ่ายเต็มแรง “มองทำอะไร คุณก็ใช่ว่าจะฉลาดกว่าเขาสักเท่าไหร่?”

“แหะๆ แหะๆ!” เถียนชิงอวี่ไขมันหนา ไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ด้านหนึ่งยิ้มแย้ม ด้านหนึ่งโอบไหล่ของหันชิว “เรื่องแบบนี้ มีเพียงคิดหาวิธีด้วยตนเอง จึงมีความหมาย มีผู้อื่นคอยเสี้ยมสอน ความรู้สึกนั้นก็ไม่สมบูรณ์แบบแล้ว!”

“มีแต่คุณที่ช่ำชองมากประสบการณ์!” คำพูดของหันชิวบอกว่าเป็นการกล่าวตำหนิ ไม่สู้บอกว่าเป็นการกล่าวง้องอน

“หรือไม่...หรือไม่อีกสักครู่หนึ่ง เธอก็แสร้งโมโห ฉันจะได้มีข้ออ้างไปหาเธอที่ห้องพัก?” เถียนชิงอวี่มองดูรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไร้คน ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไปตายซะ!” หันชิวสบถใส่เขาเบาๆ บนใบหน้าที่เปียกปอน เปี่ยมล้นด้วยความสุขใจ

สองคนมัวแต่หยอกเย้ากัน เดินไม่ระวัง เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว เถียนชิงอวี่ก็ถูกลู่หมิงที่วิ่งขึ้นมาด้วยความเร่งรีบชนเข้าอย่างจัง

“เถียนพ่างจื่อ ทำไมแกจึงเดินขึ้นมาที่ชั้นสี่แล้ว แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” ฉางโส่วจื่อลู่หมิง แม้แต่เสื้อผ้าเปียกปอนล้วนไม่ทันผลัดเปลี่ยน กล่าวด้วยเสียงเหนื่อยหอบ

“เกิดอะไรขึ้น หรือว่าแนวหน้าเริ่มเปิดศึกกับคนญี่ปุ่นแล้ว?!” เถียนชิงอวี่ตกตะลึง นึกคิดไปในทางที่เลวร้ายทันที

“ไม่ใช่! แกอย่าเพิ่งล้อเล่น!” ลู่หมิงร้อนรุ่มจนกระทืบเท้า พยายามสงบสติอารมณ์ จากนั้นกล่าวเสริมว่า “คนขับรถม้า คนขับรถม้าล้วนวิ่งจากไปแล้ว รถม้ากับสัมภาระอันหนักอึ้งที่พวกเราทิ้งไว้บนรถก็หายไปด้วย พวกเขาไหว้วานเถ้าแก่จูมาบอกกับแก ขอโทษพวกเราทุกคน แต่ไม่ต้องการติดตามพวกเราไปก่อความวุ่นวายที่เป่ยผิง ยังบอกอีกว่า บอกให้แกรีบกลับบ้าน อย่าได้โง่งมไปรนหาที่ตาย!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1