ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 5)

ยังดีที่เผิงเสวียเหวินมีจิตใจสุขุม ต่อให้รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยังคงลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มพลางคารวะให้ชายวัยกลางคนแซ่ฉิน “ฉินเซียนเซิงกล่าวหนักไปแล้ว พวกเราเพียงแต่สนทนาหยอกล้อกันในวงเหล้า หากมีสิ่งใดที่ล่วงเกิน ยังใคร่ขอให้เซียนเซิงโปรดอภัยให้ด้วย!”

“เกรงใจ เกรงใจ!” ชายวัยกลางคนแซ่ฉินดึงเก้าอี้ที่เวยเวยนั่งเมื่อสักครู่ออกมา ย่อตัวนั่งลง ดีดนิ้วเรียกบริกรชาย สั่งให้เขาหยิบอุปกรณ์รับประทานอาหารให้ตนเองหนึ่งชุด และให้ทางห้องครัวปรุงอาหารมาเพิ่ม จากนั้นก็กล่าวยิ้ม ๆว่า “สถานที่คับแคบ นับว่าไม่มีสิ่งของอะไรที่โอ้อวดได้ ทุกคนเชิญรับประทานอาหารด้วยกัน ถือว่าให้เกียรติฉันสักครั้ง!”

“ไม่กล้า ไม่กล้า! ฉินเซียนเซิงเกรงใจเกินไปแล้ว!” โดยพื้นฐาน นักศึกษาที่นั่งอยู่ล้วนเป็นเด็กโตที่เพิ่งเข้าสู่วงสังคมไม่นาน ซึ่งยังไม่รู้จักวิธีในการคบค้าสมาคมอย่างเป็นทางการ ยิ่งไม่รู้ว่าควรปฏิเสธการเชื้อเชิญของผู้อาวุโสที่ใจดีมีเมตตาอย่างไร

“อย่าเรียกฉันว่าฉินเซียนเซิง พวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่คุ้นชินกับการเรียกขานอันสุภาพเช่นนี้ ฉันเรียกว่าเต๋อกัง พวกคุณเรียกฉันพี่เต๋อกัง หรือว่าเหล่าฉิน ก็ได้ทั้งนั้น! คุณล่ะ น้องชายท่านนี้ พอจะแนะนำพวกพ้องให้ฉันรู้จักหรือไม่ ฟังจากสำเนียงของคุณ คล้ายกับมาจากทางเป่ยผิง?” ชายวัยกลางคนมากประสบการณ์ คำพูดไม่กี่ประโยค ก็ชักนำการสนทนาไว้ได้

“ผมชื่อเผิงเสวียเหวิน ชาวหยางโจว เคยเรียนหนังสือที่เป่ยผิงอยู่หลายปี โต๊ะนั้นล้วนเป็นรุ่นน้องของผม!” เผิงเสวียเหวินขมวดคิ้วบางๆ ตอบอย่างสุภาพว่า “โต๊ะนี้ เด็กสาวที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อสักครู่เป็นน้องสาวผม ส่วนที่เหลือ ล้วนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซานตง เดินทางไปท่องเที่ยวเป่ยผิงในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน สุดท้าย ไม่พบเจอสถานที่พักที่เหมาะสมในตำบล จึงมาพักโรงแรมของท่านเหมือนกับพวกเรา!”

“อ้อ ที่แท้เป็นแบบนี้” ทั้งที่ทราบว่าเผิงเสวียเหวินกำลังตอบอย่างขอไปที ชายวัยกลางคนกลับไม่เปิดโปง ยื่นมือไปรับอุปกรณ์รับประทานอาหารจากบริกร ตนเองจัดวางให้ตนเอง จากนั้นหัวเราะพลางถามต่อไปว่า “สำหรับที่พักของทางโรมแรมยังพึงพอใจกระมัง?! แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถเทียบกับโรงแรมใหญ่ทางเป่ยผิงและชิงเต่าที่เปิดกิจการโดยชาวตะวันตกพวกนั้น แต่ภายในรัศมีสองร้อยลี้นี้ ฉันกล้ารับประกันว่า พวกคุณย่อมหาไม่ได้เป็นแห่งที่สอง!”

“นับว่าไม่เลว ไม่ว่าด้านที่พักหรือว่าด้านรสชาติของอาหาร!” เผิงเสวียเหวินแทบอยากจะรีบเร่งรัดให้ฉินเต๋อกังจากไปโดยเร็ว ใบหน้ายิ้มแย้ม คำสนทนาเริ่มแฝงความหมายเชิงเหน็บแนม “แต่ว่า ในเรื่องราคาที่พักนั้น ฮ่าๆ เถ้าแก่ฉินอย่าได้โกรธเคือง พวกเราล้วนเป็นนักเรียนยากจน ขอกล่าววาจาจริงใจประโยคหนึ่ง หากว่าวันนี้ยังมีตัวเลือกอื่น นับว่าไม่กล้าเข้าพักโรงแรมของท่าน!”

“แพงมากหรือ? ไม่หรอกกระมัง?!” ฉินเต๋อกังย้อนถาม

“ไม่นับว่าแพง?!” ต่อหน้าผู้อื่น ฟางกั๋วเฉียงแม้ขัดแย้งกับเผิงเสวียเหวินเพียงใด ก็ต้องออกหน้าช่วยเหลืออีกฝ่าย “เพียงหนึ่งเหรียญครึ่งต่อวัน ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของอาหารมื้อนี้กระมัง!”

“เหลวไหล!” ใบหน้าของฉินเต๋อกังเดือดดาลจนแดงก่ำ ตบโต๊ะเต็มแรง ตวาดใส่บริกรว่า “ใครใช้ให้พวกมันขึ้นราคา? นี่ไม่เป็นการซ้ำเติมผู้อื่นยามบ้านเมืองมีภัยหรือ? ผู้อื่นเดินทางไกลลิบไปสมัครทหารที่เป่ยผิง เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่สนแม้กระทั่งชีวิตตนเอง พวกแกถึงกับกล้ากอบโกยเงินทองอย่างไร้มโนธรรมแบบนี้หรือ!”

“ฉิน…ฉินเซียนเซิง! กล่าว…กล่าวถูกต้อง!” บริกรตื่นกลัวจนใบหน้าซีดขาว ด้านหนึ่งโค้งคำนับ ด้านหนึ่งแก้ต่างให้ตัวเองว่า “เป็นผู้จัดการซุนที่ขึ้นราคา ไม่เกี่ยวกับผู้น้อย! ผู้จัดการซุนบอกว่า ยากนักที่จะมีคนส่งแพะเข้าปากเสือ…”

“เพล้ง!” ไม่รอให้บริกรกล่าวจบ ฉินเต๋อกังคว้าแก้วสุราใบหนึ่งขว้างลงพื้น แตกเป็นหลายเสี่ยง “ไป ไปตามคนแซ่ซุนมาให้ฉัน ช้าก่อน ไม่ต้องเรียกมันเข้ามาแล้ว บอกมันรีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวไป โรงแรมเหอผิงเราไม่เลี้ยงคนเลวที่คอยซ้ำเติมผู้อื่นยามบ้านเมืองมีภัยเช่นนี้!”

“เถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ฉินอย่าได้โมโห ถึงอย่างไรพวกเราก็พักไม่นาน ไม่จำเป็นต้องขับไล่ผู้จัดการผู้หนึ่งด้วยสาเหตุนี้!” เผิงเสวียเหวินในใจโห่ร้องด้วยความสะใจ แต่ภายนอกยังคงกล่าวอธิบายอย่างอ่อนน้อม

“ไม่ได้ คนประเภทนี้ เลี้ยงไว้ไม่ได้เป็นอันขาด ต่อให้ไม่เพื่อพวกคุณ ฉันก็ต้องขับไล่เขาอยู่ดี!” ฉินเต๋อกังส่ายศีรษะ สีหน้าจริงจัง “ไม่อย่างนั้นหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนข้างนอกจะมองโรงแรมเหอผิงของเราอย่างไร? มองตระกูลฉินเราอย่างไร?! แก รีบไปบอกมัน ให้ผู้จัดการซุนไปแผนกบัญชีรับเงินเดือนสองเดือน จากนั้นเขียนใบลาออกด้วยตนเอง เห็นแกที่เมื่อก่อนมันเคยทุ่มเทกายใจให้กับโรงแรมไว้ไม่น้อย ฉันก็จะไว้หน้ามันอีกสักครั้ง”

“ครับ! ผู้น้อยรับทราบแล้ว!” บริกรที่สวมถุงมือขาวโพลน โน้มหลังโค้งคำนับ เดินถอยออกไปข้างนอก ไม่รอให้เขาถอยไปถึงหน้าประตู ฉินเต๋อกังขมวดคิ้วอีกครั้ง สั่งเสียงเบาว่า “บอกให้รองผู้จัดการจูของแผนกห้องพัก รีบมาพบฉันที่นี่และหยิบเล่มบัญชีของวันนี้มาด้วย เอาเงินค่าห้องพักของนักศึกษาหลายคนนี้ คืนให้ผู้อื่นต่อหน้าฉัน! วันหลังไม่ว่าพวกเขาพักนานเพียงใด ล้วนลงบัญชีส่วนตัวของฉัน ห้ามเรียกเก็บแม้แต่สตางค์แดงเดียว!”

การกระทำเช่นนี้ ก็นับว่าจริงใจจนเกินไปอยู่บ้าง เผิงเสวียเหวินกับพวกโจวเจวียได้ยิน รีบโบกมือปฏิเสธติดต่อกัน “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ เงินจำนวนนี้สำหรับพวกเราแล้ว ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร ในเมื่อเข้าพักแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคืนเงินอีก!”

“ไม่ได้!” ฉินเต๋อกังใบหน้าแข็งทื่อ เน้นย้ำอย่างเด็ดขาด “ฉันเองแม้เป็นพ่อค้า ไร้ความรู้อันใด กลับรู้จักคำว่า ‘ยางอาย’ เขียนอย่างไร พวกคุณไปสู้รบเพื่อชาติบ้านเมือง ฉันไม่สามารถเลี้ยงส่งพวกคุณก็ช่าง หากแต่ยังขูดรีดเงินทองจากพวกคุณ วันหลังรำลึกขึ้นมา จะสู้หน้าลูกหลานตนเองอย่างไร?! น้ำใจครั้งนี้ พวกคุณจำต้องรับไว้ หากว่าไม่รับ ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติคนแซ่ฉินอย่างฉัน ไม่ให้เกียรติประชาชนทั้งหูลู่อวี้แห่งนี้ของเรา!”

“นี่…” มองดูสีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังของฉินเต๋อกัง เผิงเสวียเหวินกับโจวเจวียสองคนนับว่าไม่เข้าใจคนผู้นี้กำลังเล่นละครตบตาพวกเขา หรือว่าต้องการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองจากใจจริง ขณะกำลังลังเลยากจะตัดสินใจ ทางห้องครัวได้นำอาหารมาเพิ่มให้ใหม่ ซื่อสี่หวานจื่อ (ลูกชิ้นราดซอส) หนึ่งจาน จีซือสุ่นกัน (ไก่เส้นผัดหน่อไม้แห้ง) หนึ่งจาน จิ่วเจาหลูอวี (ปลากะพงราดพริกแดง) หนึ่งจาน ยังมีชิงเจิงหูเซีย (กุ้งนึ่งซีอิ๊ว) อีกหนึ่งจาน ล้วนเป็นอาหารทางเหนือที่ธรรมดามาก ทว่าแต่ละจานล้วนส่งกลิ่นหอมยั่วยวน

“มา พวกเรารับประทานสักเล็กน้อย อาหารค่ำมื้อนี้ ล้วนลงในบัญชีของฉัน!” ฉินเต๋อกังหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารไปให้จางซงหลิงที่อยู่ใกล้ตนเองมากที่สุด “น้องชายท่านนี้ก็รับประทานมากหน่อย คุณอายุน้อย ร่างกายกำลังเติบโต ตอนนี้ฉันเองต้องรับผิดชอบกิจการครอบครัว ไม่อย่างนั้น คงถอดเสื้อคลุมยาวชุดนี้ เดินทางไปร่วมรบกับพวกคุณแล้ว!”

“ขอบคุณ ขอบคุณเถ้าแก่ฉิน!” จางซงหลิงมองดูฝ่ายตรงข้ามด้วยความซาบซึ้งแวบหนึ่ง คว้าตะเกียบค่อยๆ ลิ้มลองอาหาร ฉินเต๋อกังผู้นี้ ให้ความรู้สึกชวนสนิทสนมแก่เขา เขาคล้ายกับมองเห็นพี่ชายตนเอง ทรงคุณธรรม กล้าหาญ และฉลาดล้ำลึก ทำให้ผู้อื่นผ่อนคลายและอับจนปัญญาปฏิเสธ

ท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลาย เขาเหลือบตามองไปทางโจวเจวีย เผิงเสวียเหวินและฟางกั๋วเฉียง กลับเห็นทั้งสามคนยกแก้วสุรา ชนแก้วร่วมกับฉินเต๋อกัง

แก้วเซรามิคสีขาวหลายใบชนปะทะกัน ในอากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมละมุนของสุรา

 

สุราเป็นสารหล่อลื่นชนิดหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการคบค้าสมาคมระหว่างมนุษย์ นับตั้งแต่มันถือกำเนิดขึ้นในยุคนั้น ภาระหน้าที่ที่แบกรับก็ไม่เพียงแค่เติมเต็มความต้องการของปากท้อง สุราร้อนแรงสามแก้วตกถึงท้อง ต่อให้ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเป็นศัตรูคู่แค้น ก็ยากจะชักดาบเข้าห่ำหั่น และสำหรับคนทั่วไป การนั่งดื่มสุราร่วมกันหลายแก้ว นับว่าง่ายต่อการลดความระแวงซึ่งกันและกัน

แม้ว่าอยู่ต่อหน้าคนนอก เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงและเหล่านักศึกษาล้วนรักษาระยะห่าง แต่ฉินเต๋อกังยังคงอาศัยความที่แก่ประสบการณ์ในการคบค้าสมาคม ผ่านการสนทนาที่วกวนไปมา สืบทราบพื้นเพของนักศึกษาสองกลุ่มจนกระจ่าง ค่อยทราบว่าเหล่าสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวาต้องรับบริจาคเพื่อสนับสนุนกองทัพที่ยี่สิบเก้าและเผยแพร่หลักการต่อต้านญี่ปุ่น เขาแสดงความเห็นชอบทันที ไม่เพียงเน้นย้ำไม่เรียกเก็บทุกค่าใช้จ่ายจากนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม ทั้งยังเสนอตัว ต้องการออกหน้าช่วยนักศึกษาขอยืมเวทีที่ใช้จัดการแสดงประจำปีของตำบล เพื่อให้ชมรมเสี่ยฮวาได้ยอดบริจาคมากยิ่งขึ้น ปลุกระดมให้ประชาชนตื่นตัวจากความชินชา

“ทำแบบนี้ได้อย่างไร พวกเราสร้างความวุ่นวายให้ท่านมามากพอแล้ว จะให้รบกวนท่านช่วยดำเนินการให้พวกเราอีกได้อย่างไร!” โจวเจวียดื่มสุราไปไม่น้อย สมองเริ่มเชื่องช้า พยุงโต๊ะลุกขึ้นยืน ปฏิเสธเสียงดัง

“น้องชาย เชิญนั่งลงก่อน! ความรักชาติไม่ใช่กิจธุระของน้องโจวคุณคนเดียว! และไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มหนึ่งในชมรมเสี่ยฮวา!” ฉินเต๋อกังสีหน้าแข็งกร้าว คัดค้านอย่างไม่พึงพอใจ “ฉันเองไม่สามารถเดินทางไปสนามรบด้วยตนเองเฉกเช่นพวกคุณ นับว่าละอายใจมากแล้ว หากว่าแม้แต่สิทธิ์ในการช่วยเดินเรื่องให้พวกคุณยังกระทำไม่ได้ วันหน้ายังมีคุณสมบัติอะไรที่จะประกอบกิจการในสถานที่นี้ มิหนำซ้ำ…” เขายื่นมือออกมา พยายามกดให้โจวเจวียนั่งลง สีหน้าจริงจังเคร่งขรึม “ที่ฉันทำเช่นนี้ ก็เพื่อใช้หนี้! ไม่ขอปิดบังทุกคน เศรษฐีที่ดินที่เมื่อสักครู่พวกคุณบอกว่ายักยอกงบหลวง สร้างโรมแรมโดยคิดว่าเป็นคฤหาสน์ของคนชั้นสูง ก็คือบิดาของฉันเอง!”

“อา…” ไม่เพียงแต่เผิงเสวียเหวิน นักศึกษาที่นั่งอยู่ทุกคน ขอเพียงสมองยังมีความตื่นตัวอยู่บ้าง ใบหน้าล้วนละอายจนแดงก่ำ ฉินเต๋อกังกลับไม่ฉวยโอกาสตำหนิผู้คนที่นินทาผู้อื่นลับหลัง แต่กลับกุมมือให้ทุกคน กล่าวอย่างจริงใจว่า “ดังคำกล่าวที่ว่า ‘บุตรไม่ปิดบังความผิดของบิดา’ ผู้คนในรุ่นของบิดา เนื่องเพราะตนเองมีขีดจำกัดด้านความรู้ สร้างเรื่องราวที่น่าหัวเราะเยาะไว้ไม่น้อย แต่สิ่งที่โชคดีคือ ผู้คนในรุ่นของพวกเรา ล้วนค่อยๆ เติบโตมาจากประสบการณ์และคำสอนที่พวกท่านทิ้งไว้ให้ ไม่เจริญรอยตาม และไม่ทำให้ประเทศชาติแห่งนี้ถูกหัวเราะเยาะอีกต่อไป!”

เขากล่าวด้วยสำเนียงของเหอเป่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ความคิดอ่านเยี่ยงนี้ ทำให้เหล่านักศึกษาเคารพนับถือ ต่างหยิบแก้วสุราขึ้นมา กล่าวเสียงดังว่า “พี่ฉินกล่าวถูกต้อง รุ่นบิดาของพวกเราสร้างความผิดพลาดไว้มากมาย ความจริงล้วนเกิดจากความที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอเพียงพวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถ ช้าเร็วต้องทำให้ผู้อื่นลืมเลือนความผิดของรุ่นบิดา และส่งเสริมให้ชนชาติแห่งนี้ให้รุ่งเรือง!”

“ถูกต้อง พี่ฉินโออ่าผ่าเผย ผู้น้องนับถือเลื่อมใส!”

“พี่ฉิน พวกเรามาดื่มอีกสักแก้ว!”

ผู้ใดคารวะสุรา ฉินเต๋อกังล้วนไม่ปฏิเสธ หลังจากดื่มครบไปสองรอบ ค่อยเรอเสียงดังออกมา สองมือค้ำโต๊ะกล่าวว่า “พวกคุณอุตส่าห์เรียกฉันว่าพี่ฉิน นับว่าเป็นเกียรติยิ่ง วันนี้ฉันยังมีธุระ ต้องขอตัวลาก่อน วันหน้าหากมีอะไรที่เรียกใช้ฉันได้ ขอให้บอกกล่าว ขอเพียงฉันสามารถกระทำได้ จะไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม้แต่น้อย!”

“พี่ฉินเชิญตามสบาย!” “พี่ฉินค่อยๆเดิน!” เหล่านักศึกษารู้สึกนับถือเลื่อมใสเถ้าแก่ฉินที่เพิ่งรู้จักท่านนี้จากใจ ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน กุมมือน้อมส่ง

ฉินเต๋อกังเดินซวนเซไปยังห้องที่เดินเข้ามา เดินถึงครึ่งทาง ทันใดนั้นแข้งขาอ่อนแรง เกือบล้มคว่ำกับพื้น โชคดีที่บริกรมีปฏิกิริยาว่องไว ยื่นมือไปช่วยพยุง จึงฝืนทรงตัวมั่นคง “เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว!” เขาหันหน้ากลับไปส่งยิ้ม โบกมือให้ทุกคน จากนั้นค่อยพิงร่างกายไว้บนไหล่ของบริกร เมามายจนไม่ได้สติ

“เถ้าแก่ฉินผู้นี้ นับว่าเป็นบุคคลที่น่าคบหา!” มองส่งจนเงาร่างของฉินเต๋อกังหายลับไปจากประตู เถียนชิงอวี่หัวเราะพลางกล่าวออกมา

“ใช่ ท่ามกลางป่าเขา มักจะซุกซ่อนผู้มีความสามารถ คนโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน!” เผิงเสวียเหวินก็กล่าวออกมาประโยคหนึ่ง

“เขาคงไม่หวังอะไรจากพวกเรากระมัง?!”จางซงหลิงแม้อายุน้อยที่สุด กลับได้รับการสั่งสอนจากบิดาและพี่ชายตั้งแต่เด็ก มีสัญชาตญาณในการระวังป้องกันต่อผู้คน ขมวดคิ้วกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

“พวกเรา มีอะไรให้ผู้อื่นสนใจเล่า!” ลู่หมิงขยับนิ้วมือที่เรียวยาว เอ่ยปากย้อนถาม

นับว่าเป็นความจริง ด้วยฐานะเฉกเช่นเถ้าแก่ฉิน ใช่ว่าจะหมายปองเงินบริจาคหลายร้อยเหรียญที่พวกเขาพกพามาด้วย มิหนำซ้ำคนผู้นี้แม้แต่ความผิดของบิดาบังเกิดเกล้าล้วนกล้ายอมรับโดยตรง เพียงพอที่จะเห็นถึงความสง่าผ่าเผย พวกเขามองหน้าและยิ้มให้กันและกัน นับว่านึกคิดไม่ออกว่าบนร่างกายตนเองยังมีสิ่งใดที่เถ้าแก่พอจะหลอกลวงไปได้ จึงไม่ไประแวงสงสัยอีก หันไปสนทนาถึงการแสดงจิตอาสาในวันพรุ่งนี้

ช่วงเวลานี้ ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นช่วยชาติกำลังดำเดินการอย่างดุเดือดในกลุ่มนักศึกษา การเป็นถึงหัวกะทิของสถาบันชื่อดังในเป่ยผิง เหล่านักศึกษาเป่ยต้าก็ย่อมมีละครทีเด็ดของตนเอง ไม่ยอมน้อยหน้าชมรมเสี่ยฮวา นักศึกษาหลายคนหารือกันเสียงเบาครู่หนึ่ง เสนอต่อเผิงเสวียเหวิน การแสดงในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็ขอมีส่วนร่วมด้วย เผิงเสวียเหวินคิดหาโอกาสใกล้ชิดกับคนของชมรมเสี่ยฮวามานาน เพื่อเลิกล้มความคิดที่จะไปเป่ยผิงของพวกโจวเจวีย เมื่อเห็นสบโอกาส จึงรีบยื่นข้อเสนอขอแสดงร่วมต่อโจวเจวีย

โจวเจวียใช้สายตาสอบถามความคิดเห็นของพวกพ้อง ทราบว่าผู้คนที่เหลือไร้ไม่มีใครคัดค้าน จึงรับปากตอบตกลง นัดหมายกับเผิงเสวียเหวิน หากพรุ่งนี้สามารถยืมเวทีแสดงมาได้ ก็ปล่อยให้ชมรมเสี่ยฮวารับผิดชอบการแสดงในครึ่งแรก นักศึกษาเป่ยผิงรับผิดชอบในครึ่งหลัง ร่วมเผยแพร่หลักการในการต่อต้านญี่ปุ่น

นักศึกษาทั้งสองฝ่ายนั่งรวมกัน สนทนามาอีกครู่หนึ่ง ตกลงเรื่องรายละเอียดในการแสดง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ตอนเดินขึ้นบันได เผิงเสวียเหวินจงใจเดินล้าหลังหลายก้าว ยื่นมือไปโอบไหล่โจวเจวีย กล่าวด้วยท่าทีเมามายว่า “สือโถว ฉันทราบดี คำพูดของฉันวันนี้สำหรับคนของชมรมเสี่ยฮวาอย่างพวกนายแล้ว นับว่ากล่าวหนักไปบ้าง แต่ว่า ความสัมพันธ์ของฉันกับนายมันแตกต่างกับพวกเขา! ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันเห็นนายเสมือนพี่ชายแท้ๆ มาตลอด เวยเวยก็ยึดถือนายเป็นแบบอย่างที่ดี พวกเราไม่อาจปล่อยให้นายกระโดดลงไปในบ่อเปลวเพลิงต่อหน้าต่อตา โปรดฟังฉันสักครั้ง ไม่ต้องไปเป่ยผิง เมื่อไปถึงแล้ว นายก็จะเหมือนกับฉัน ยิ่งมายิ่งรู้สึกถึงความสิ้นหวัง!”

“หรือว่ารัฐบาลจงยางที่นายกล่าวถึง ก็ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสิ้นหวัง?” คล้ายกับคาดการณ์ได้ว่าเผิงเสวียเหวินจะเล่นวิธีหลังเมามายเผยความพูดแท้จริง ฟางกั๋วเฉียงที่เดินอยู่ข้างหน้าหยุดเท้าฉับพลัน หันหน้ามาหัวเราะเยาะ “คุณอย่าลืมไปว่า คนส่วนใหญ่ในกลุ่มของพวกเรา ล้วนเป็นชาวซานตง! ตอนที่โจรญี่ปุ่นฆ่าคนวางเพลิงที่จี่หนานในปีที่สิบเจ็ดแห่งสาธารณรัฐจีน รัฐบาลจงยางของคุณทำอะไรได้บ้าง?!”

ปีที่สิบเจ็ดแห่งสาธารณรัฐจีน กองทัพเป่ยฝา (ปราบเหนือ) บุกตีซานตง ประชาชนชาวจี่หนานนำเสบียงอาหารออกมาเลี้ยงต้อนรับกองทัพ! สุดท้ายพอญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาแทรกแซง กองทัพปฏิวัติของสาธารณรัฐจีนประกาศเลิกต่อต้านทันที ปล่อยให้ผู้อื่นยึดอาวุธทหารเจ็ดพันกว่านายของตนเอง จากนั้นคนญี่ปุ่นเข้าเมืองมาเข่นฆ่าวางเพลิงอย่างเหิมเกริม แม้แต่ไช่กงสือผู้ดูแลการต่างประเทศของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ก็ถูกลากตัวออกมายิงเป้าต่อหน้าผู้คน ส่วนเจี่ยงเจี่ยสือเซียนเซิงที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปฏิวัตินิ่งดูดาย ไม่เพียงไม่ยอมส่งทหารแก้แค้นให้ไช่กงสือ กลับออกคำสั่งห้ามกองทัพเป่ยฝายิงปืนตอบโต้ เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต

วันที่ 17 เดือนพฤษภาคม กองทัพเป่ยฝาที่เหลืออยู่สองทัพย่อยสุดท้ายรับคำสั่งถอยออกจากจี่หนาน กองทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองเยี่ยงผู้ชนะ ดำเนินการเข่นฆ่าครั้งใหญ่ต่อพลเมืองจี่หนานที่ไร้อาวุธต่อต้าน สังหารหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าคนในวันเดียว ยังมีพลเมืองอีกหกพันกว่าคนถูกทำร้ายอย่างทารุณด้วยการตัดจมูก ตัดนิ้ว คว้านหน้าอกและตัดขา

หลังเหตุการณ์ รัฐบาลจงยางอ้อมเส้นทางปราบเหนือต่อไป ลบล้างซานตงทั้งแห่งออกไปจากในความทรงจำโดยสิ้นเชิง ทว่าประชาชนจี่หนานกลับไม่มีวันลืมเลือน เป็นผู้ใดที่ทอดทิ้งพวกเขาในยามที่ทุกข์เข็ญที่สุด! นั่นทำให้พวกเขาไม่มีทางเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจงยางจะสามารถแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งเช่นนี้ และสามารถกอบกู้ชาติบ้านเมืองและลบล้างความอัปยศ

ต่อให้วาทศิลป์ของเผิงเสวียเหวินยอดเยี่ยมเพียงใด แต่สำหรับโศกนาฏกรรมดังกล่าว เขาก็อับจนปัญญาแก้ต่างให้รัฐบาลจงยาง กล่าวพึมพำว่า “ตอนนั้น ตอนนั้นเนื่องเพราะประเทศยังไม่รวบรวมเป็นปึกแผ่น รัฐบาลไร้กำลังต่อต้าน ดังนั้นจึงต้องอดทนรับความอัปยศอดสูชั่วคราว!”

“ประเทศยังไม่รวบรวมเป็นปึกแผ่น?!” ฟางกั๋วเฉียงยักไหล่ เบะปากเย้ยหยัน “ตอนเหตุการณ์กรณี 18 กันยายน ประเทศรวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้วหรือ? ตอนศึกสู้รบฉางเฉิง ประเทศรวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้วหรือ? เอาแค่ตอนนี้ กองทัพที่ยี่สิบเก้าอยู่ในเป่ยผิงรอคอยการสนับสนุนจากด้านหลัง ประเทศรวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้วหรือ? หากว่ากองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองเป่ยผิงแล้วบุกลงใต้ต่อเนื่อง รัฐบาลยังจะใช้คำว่า ‘ประเทศยังไม่รวบรวมเป็นปึกแผ่น’ เป็นข้ออ้าง ทนรับความอัปยศอดสูอีกครั้งเหรอ?! การปฏิวัติซินไฮ่ดำเนินมานานหลายปีแล้ว รัฐบาลแม้แต่รวบรวมประเทศยังทำไม่ได้ รัฐบาลแบบนี้ ยังสามารถคาดหวังอะไรได้อีก?”

การย้อนถามอย่างฉับพลัน ทำให้เผิงเสวียเหวินตั้งรับแทบไม่ทัน ได้แต่ถลึงตากลมโตพลางถอยหลัง กล่าวเสียงดังลั่นว่า “อย่างนั้นก็ดีกว่าที่คุณไปเอี๋ยนอัน! หากไม่ใช่เพราะพวกมันคอยถ่วงความเจริญ ประเทศชาติคงรวบรวมเป็นปึกแผ่นตั้งนานแล้ว!”

“ฉันเพียงแต่บอกว่า นั่นเป็นทางเลือกหนึ่งเท่านั้น!” ฟางกั๋วเฉียงตอบโต้ เขายืนอยู่บนบันได กล่าวจากบนที่สูงว่า “อย่างน้อย พวกเขาล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่คล้ายรัฐบาลจงยางของคุณ น่าอัปยศอดสู”

“หนึ่งประเทศ หนึ่งรัฐบาล!” เผิงเสวียเหวินเดินขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง กล่าวคำขวัญ

“หากว่ารัฐบาลแห่งนี้ไม่อาจแบกรับหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองประชาชน ก็ควรรู้จักหลีกทางให้ผู้มีความสามารถ!” ฟางกั๋วเฉียงเดินลงมาอีกหลายก้าว ปะทะคารมอย่างไม่ลดละ

ทั้งสองคนจ้องมองกันและกันด้วยความโกรธแค้น หายใจรุนแรงราวกับวัวคลั่งสองตัว เตรียมพร้อมใช้เขาวัว ขวิดกระซวกไส้ของอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา

โดยพื้นฐาน ฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินความจริงเป็นคนประเภทเดียวกัน ล้วนฮึกเหิมห้าวหาญ เป็นห่วงบ้านเมืองกับประชาชน และรู้สึกถึงความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งต่อสภาพความเป็นจริง หากแต่สิ่งที่แตกต่างคือ ความสิ้นหวังของเผิงเสวียเหวินคือขุนศึกในท้องถิ่น ส่วนฟางกั๋วเฉียง ความสิ้นหวังกลับเป็นรัฐบาลจงหยางของพรรคกั๋วหมินตั่ง!

ซึ่งคล้ายกับคนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากในยุคนั้น พวกเขางงงวย โกรธแค้น พยายามคิดหาเส้นทางที่จะกอบกู้ชาติบ้านเมืองช่วยเหลือประชาชน พวกเขาล้วนแต่คิดว่าเส้นทางที่ตนเองค้นพบนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็จะตั้งหน้าตั้งตาเดินไปให้สุดทางไม่ละความพยายาม ถึงตายก็ไม่เสียดาย

หากมีผู้อื่นขวางทางพวกเขา พวกเขาก็จะเดินข้ามผ่านซากศพของอีกฝ่ายไปอย่างปราศจากความลังเล ดังนั้น พวกเขาไม่พบเจอกันก็ช่าง เมื่อพบเจอกันแล้ว ย่อมต้องเกิดการปะทะอย่างดุเดือดรุนแรง เฉกเช่นเหตุการณ์ในวันนี้ ปะทะคารมอย่างไม่มีใครยอมใคร

ดีที่เหล่านักศึกษาของเป่ยผิงกับซานตงล้วนเดินไปได้ไม่ไกล ได้ยินเสียงผิดปกติที่ด้านหลัง รีบหันหน้าวิ่งกลับมา โอบรัดเอวของเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงสองคน ทั้งฉุดทั้งดึงลากตัวทั้งสองคนกลับไปที่ห้องของตนเอง

เหตุการณ์ปะทะคารมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นับว่าสงบลงชั่วคราว แต่นักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์กลับได้ยินคำสนทนาระหว่างเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงกระจ่างชัดเจน ค่ำคืนนี้ ไม่ทราบมีผู้คนมากน้อยเพียงใดพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงใหญ่ที่อ่อนนุ่มของโรงแรมเหอผิง ไม่ทราบมีผู้คนมากน้อยเพียงใด ค้นพบว่า เส้นทางที่ตนเองเลือกมาตั้งแต่แรกเริ่ม ความจริงใช่ว่าจะถูกต้องโดยสิ้นเชิง อย่างน้อย เมื่อมองจากอีกมุมมองหนึ่ง ยังคงปรากฏจุดบกพร่องและปัญหาอีกมากมาย

เช้าวันรุ่งขึ้น เหล่านักศึกษารวมทั้งจางซงหลิง แต่ละคนล้วนขอบตาดำคล้ำ ทุกคนต่างพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นสนทนาเมื่อคืน แต่การสบสายตาโดยบังเอิญนั้น กลับมองเห็นเค้าความมึนงงสับสนที่อยู่ในดวงตาของกันและกัน หลังจากรับประทานอาหารเช้า ชายวัยกลางคนแซ่จูท่านหนึ่งเดินขึ้นตึก คืนเงินค่ามัดจำกับค่าอาหารแก่พวกเขา และขอโทษทุกคนแทนเถ้าแก่ฉินอย่างจริงใจ เมื่อคืนเถ้าแก่ฉินดื่มหนักเกินไป จึงขอตัวกลับก่อน วันหน้าต้องมาสังสรรค์กันใหม่ เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีของผู้เป็นเจ้าบ้าน

“พี่ฉินเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราเดินทางมาครั้งนี้ นับว่าสร้างความวุ่นวายให้พี่ฉินมากพอแล้ว ไหนเลยกล้ารบกวนท่านอีก!” สำหรับพ่อค้าที่รักชาติและจริงใจผู้นี้ โจวเจวียเคารพนับถือจากใจ โบกมือด้วยรอยยิ้ม เพื่อบ่งบอกว่าตนเองไม่กล้ารับน้ำใจอันใหญ่หลวงจากอีกฝ่าย

“นั่นเป็นสิ่งที่สมควร!” รองผู้จัดการจูกับชายหนวดเรียวเล็กที่พวกเขาพบเจอที่ห้องโถงของโรงแรมเมื่อวาน การปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นนับว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ด้านหนึ่งก้มหน้าโน้มหลัง ด้านหนึ่งกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ “นายจ้างของพวกเราสั่งไว้ว่า พวกคุณล้วนเป็นอนาคตของประเทศชาติ สมควรได้รับการสนับสนุน วันหน้าสามารถเห็นโรงแรมเสมือนเป็นบ้านตนเอง เดินทางมาเยือนเมื่อใดพวกเราล้วนเรียงแถวต้อนรับ ไม่ว่าพักนานเพียงใด ล้วนไม่เก็บค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น!”

“พี่ฉินเกรงใจเกินไปแล้ว!” เผิงเสวียเหวินก็รู้สึกเกรงใจ กุมมือรองผู้จัดการจูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ไม่กล้า ไม่กล้า!” รองผู้จัดการจูตื่นกลัวจนดีดตัวไปด้านหนึ่ง รีบโน้มหลังคำนับคืน “ท่านกำลังทำให้ผู้น้อยอายุสั้น?ผมแค่ลูกจ้างของโรงแรม ไหนเลยกล้ารับการคาวระจากท่าน! เถ้าแก่ของเรายังบอกอีกว่า ท่านได้เหมาเวทีการแสดงแห่งนั้นไว้ให้แล้ว คุณหนูคุณชายทุกท่านคิดจะไปทำการแสดงเมื่อใด ก็เดินทางไปได้เลย ส่วนสถานที่ สิ่งของอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ล้วนปล่อยให้ทางโรงแรมเป็นผู้รับผิดชอบ!”

“พี่ฉินผู้นี้…” เถียนชิงอวี่ที่อวดตนว่ามีสหายทั่วแผ่นดินส่ายศีรษะเบาๆ บ้านของเขาเดิมทีเปิดกิจการสำนักคุ้มกันภัย หลั

จากสถาปนาสาธารณรัฐจีน จึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ผู้คนที่เข้าออกในบ้าน มีทุกรูปแบบ แต่ไม่ว่าเอาผู้ใดมาเปรียบเทียบกับเถ้าแก่ฉิน ล้วนคล้ายเปรียบเช่นหิ่งห้อยกับดวงตะวัน ประชันแสงกันไม่ได้!

“อย่างนั้นการแสดงจิตอาสาของพวกเราในครั้งนี้ ก็ช่วยชูธงให้พี่ฉิน ถือเป็นการตอบแทนท่านที่ให้การสนับสนุน!” ความคิดอ่านของฟางกั๋วเฉียงค่อนข้างเรียบง่าย ในเมื่อรับน้ำใจจากผู้อื่น ก็ต้องตอบแทน เผื่อวันหน้ารำลึกขึ้นมา ในใจจะได้ไม่รู้สึกติดค้าง

ข้อเสนอนี้ได้รับเสียงตอบรับจากพวกพ้อง รวมทั้งเผิงเสวียเหวินที่ไม่ถูกชะตากับฟางกั๋วเฉียงมาตลอด ก็ยิ้มน้อยๆ พยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นพวกเรารีบเดินทางไปเถอะ เก็บกวาดสถานที่ก่อน สร้างความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง ถือโอกาสแจกใบปลิวจำนวนหนึ่ง เขียนป้ายผ้าอีกหลายผืน เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าพวกเรากำลังทำอะไร!”

“ดี! พวกเราไปเดี๋ยวนี้เลย!” ทุกคนต่างพยักหน้า

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1