ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 4)

เผิงเสวียเหวินเพียงแต่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของจางซงหลิง ออกไปจากน้องสาวตนเอง ส่วนเรื่องประสบการณ์มีประโยชน์หรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความสนใจของเขา เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของตนเองบรรลุผลแล้ว จึงส่ายศีรษะ กล่าวยิ้มๆ ว่า “ก็ได้ ก็ได้ เธอบอกว่าไม่มีประโยชน์ก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้พวกเราไม่พูดเรื่องพวกนี้ จะพูดเฉพาะเรื่องที่น่าสนใจเท่านั้น! มา พวกเรามาดื่มกันสักแก้ว ฉลองที่วันนี้พวกเราไม่ต้องนอนข้างถนน!”

“ดื่ม!” นึกถึงความยากลำบากในการตามหาที่พัก เหล่านักศึกษาจากเหนือใต้ต่างชูแก้วขึ้นสูง

สุราที่ดื่มนั้นเป็นสุราขาวของท้องถิ่น รถชาติร้อนแรงยิ่ง หลังจากเข้าปากก็คล้ายเปลวเพลิงระลอกหนึ่ง แผดเผาตั้งแต่ลำคอจนถึงบริเวณช่องท้อง เพิ่งกระดกลงไปหนึ่งแก้ว ใบหน้าของจางซงหลิงแดงก่ำทันที มองดูพวกพ้องที่เหลือ แต่ละคนก็หน้าแดงไม่แพ้กัน กลับไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตนเองคออ่อน ยกแก้วที่ดื่มหมดขึ้นมา ให้บริกรที่คอยดูแลอยู่ด้านข้างรินเต็มแก้วอีกครั้งหนึ่ง

“พวกเราเรียนหนังสือกันคนละแห่ง วันนี้กลับสามารถพบปะสังสรรค์ ถือว่ามีวาสนาต่อกัน! ฉันขอเสนอ ให้พวกเราดื่มให้กับการพบปะในวันนี้อีกแก้วหนึ่ง!” เผิงเสวียเหวินชำนาญการคบค้าสมาคม เหตุผลชวนดื่มที่เสนอมานั้น ก็ทำให้ผู้คนอับจนปัญญาปฏิเสธ

เหล่านักศึกษาของชมรมเสี่ยฮวาที่ตั้งใจไปสมัครทหารที่เป่ยผิง เดิมได้เตรียมใจสละชีพเพื่อชาติ ดังนั้นกฏเกณฑ์ต่างๆที่ตนเองต้องปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน เช่นห้ามดื่มสุรา ก็ล้วนทิ้งไว้ด้านหลังแล้ว พอเห็นเผิงเสวียเหวินกับนักศึกษาเป่ยผิงยกแก้วสุราขึ้น ก็ดื่มสุราหมดแก้วในครั้งเดียวอย่างไม่ยอมน้อยหน้า

“ฉันขอเสนอ…”

“ดื่ม…”

เหตุผลของสุราแก้วที่สามคืออะไร จางซงหลิงนับว่าไม่ได้ยินแล้ว เพียงรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ขาทั้งสองอ่อนแรง ท้องไส้กำลังปั่นป่วน

หันชิวนั่งอยู่ใกล้เขา มองเห็นใบหน้าของเขาแดงก่ำ ก็ทราบว่าเขาอาจไม่เคยดื่มสุรามาก่อน ยื่นตะเกียบไปคีบหน่อไม้ให้เขาชิ้นหนึ่ง กล่าวอย่างห่วงใยว่า “นายอย่ากระดกสุราแบบนั้น รับประทานอาหารรองท้องก่อน อาหารของที่นี่แม้ราคาแพงไปบ้าง แต่ฝีมือของพ่อครัวถือว่าไม่เลว!”

“ขอบ…ขอบคุณพี่หันชิว!” จางซงหลิงรู้ตัวว่าเสียมารยาทไปแล้ว จึงตอบกลับอย่างแช่มช้า เริ่มมองหาอาหารที่ตนเองชมชอบจากบนโต๊ะ

เป็นดังที่หันชิวกล่าวไว้ไม่ผิด พ่อครัวของโรงแรมเหอผิง ฝีมือไม่เลว โดยเฉพาะสำหรับคนที่ประหยัดเรื่องอาหารการกินอย่างจางซงหลิงแล้ว อาหารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตอนนี้ ล้วนเรียกได้ว่าเป็นอาหารเลิศรส รับประทานไปหลายคำ ก็ทำให้เขาลืมเลือนอาการปั่นป่วนของท้องไส้ไปชั่วคราว ยื่นตะเกียบอีกหลายครั้ง แม้แต่เผิงเวยเวยที่อยู่ข้างกายก็เกือบลืมเลือนไป

เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มซื่อบื้อไม่ตีสนิทกับน้องสาวตนเองอีก เผิงเสวียเหวิยก็เลิกเพ่งเล็งจางซงหลิง ส่งเสียงหัวเราะพลางชวนพวกพ้องดื่มสุราอีกหลายแก้ว จากนั้นเริ่มสนทนาถึงเรื่องราวทั่วไปของเหนือใต้ออกตก

กลุ่มของโจวเจวีย ก็หัวเราะคล้อยตาม ประเดี๋ยวเดียว นักศึกษาสองกลุ่มก็สนิทสนมกัน ผลัดกันชนแก้ว ดื่มจนมืดฟ้ามัวดิน สนทนากันอยู่ดีๆ ก็เริ่มเอ่ยถึงราคาที่พักของโรงแรม อดไม่ได้ที่จะปริปากด่าทอ ต่อว่าเถ้าแก่โรงแรมฉวยโอกาสกอบโกยกำไรตอนที่บ้านเมืองมีภัย จากนั้นก็ลามไปถึงประตูและโครงสร้างอันแปลกประหลาดของโรงแรมเหอผิง ในรอยยิ้มแฝงด้วยความรู้สึกดูถูกดูแคลน

“เอ่ยถึงสิ่งปลูกสร้างนี้ ยังมีเกร็ดประวัติที่ไม่ธรรมดา!” เผิงเสวียเหวินจงใจกล่าวเสียงเบา ทำท่าทางลึกลับ

“เกร็ดประวัติอะไร?!” ผู้คนเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน โหมดื่มสุราไปอีกหลายแก้ว สมองเริ่มมึนงงสับสน ฟังเผิงเสวียเหวินกล่าวด้วยท่าทีลึกลับ จึงอดไม่ได้ที่จะเค้นถามด้วยเสียงเบา

“พวกเรามาถึงก่อนพวกคุณครึ่งวัน ก่อนหน้านั้นก็เห็นว่าโรงแรมแห่งนี้ราคาแพง จึงออกไปเวียนหาหนึ่งรอบ จากนั้น ก็ได้ยินเกร็ดประวัตินี้มา!” เผิงเสวียเหวินโบกมือให้บริกรออกไป จากนั้นด้านหนึ่งเล่าไปด้วย ด้านหนึ่งขยับหมุนศีรษะ “โรงแรมแห่งนี้ เดิมไม่ใช่โรงแรม แต่เป็นคฤหาสน์ของขุนนางระดับสูงท่านหนึ่งที่สร้างไว้ในบ้านเกิดของตนเอง”

“คฤหาสน์?!” ทุกคนขมวดหัวคิ้ว สีหน้าไม่เชื่อ “ทำไมคฤหาสน์จึงมีหน้าตาเช่นนี้!”

“นี่ พวกคุณอย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ฟังฉันพูดก่อน!” เผิงเสวียเหวินใช้ตะเกียบเคาะแก้วสุราเบาๆ “ตอนนั้นเจ้าของคฤหาสน์ติดตามหยวนซื่อไข่ มีความดีความชอบ จึงได้ย้ายไปกอบโกยเงินทองในกระทรวงการคลัง ตอนนั้นรัฐบาลเป่ยหยางเตรียมนำเข้าเครื่องมือทางทหารจำนวนหนึ่งจากเยอรมัน จำต้องให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและอนุมัติงบประมาณ จึงฉวยโอกาสเดินทางไปสำรวจทั่วทั้งยุโรป ไปๆ มาๆ สถานที่พักล้วนเป็นโรงแรม จึงบังเกิดความคิดอันแปลกประหลาด เตรียมสร้างตึกสูงแห่งหนึ่งที่บ้านเกิด ทั้งตระกูลล้วนรับมาอยู่ในตึก หนึ่งคนหนึ่งห้อง ศักดิ์สูงกว่าพักชั้นบนสุด ศักดิ์ต่ำกว่าพักชั้นล่าง ที่เหลือล้วนจำแนกตามนี้…”

“ฮ่าๆๆ ถึงกับ…ถึงกับยังมีคนประเภทนี้อีก…” ไม่รอให้เขากล่าวจบ เหล่านักศึกษาก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา พลางส่ายศีรษะเบาๆ

“ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก็รู้จักประจบประแจง รีบไปเชิญนักออกแบบจากประเทศฝรั่งเศส วิศวกรจากเยอรมัน ร่วมกันสร้างตึกขึ้นมา หลังจากสร้างเสร็จสมบูรณ์ ผู้คนทั้งตระกูลกำลังเตรียมพร้อมย้ายเข้าไปพักอาศัย ทันใดนั้นได้ยินผู้อื่นบอกว่า ชนชั้นสูงของเมืองนอก จะพักอยู่ในคฤหาสน์ป้อมโบราณของยุคกลาง โรงแรมหลายชั้นประเภทนี้ กลับเป็นที่พักที่สร้างไว้สำหรับคนไร้ฐานะโดยเฉพาะ เจ้าของผู้นั้นจึงรู้สึกขายหน้า จัดการด่าทอสั่งสอนผู้ดำเนินการ ต้องการให้รีบรื้อถอนตึกแห่งนี้ สร้างป้อมโบราณขึ้นอีกครั้งจากพื้นที่เดิม สุดท้ายยังไม่ทันเริ่มรื้อถอน หยวนซื่อไข่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าของผู้นั้นไม่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้านายคนใหม่ ถูกบีบให้เกษียณก่อนวัย พอกลับมาพบเห็นตึกเล็กแห่งนี้อีกครั้ง นึกคิดดูแล้ว ถึงอย่างไรก็ปล่อยว่าง ถือโอกาสเปิดโรงแรมก็แล้วกัน ใกล้ภูเขาใกล้ลำธาร นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อน จากนั้นทางด้านรัฐบาลเป่ยหยาง เปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีบ่อย การเปลี่ยนแปลงในแต่ละสมัย ล้วนมีผู้คนนับไม่ถ้วนต้องสูญเสียหน้าที่การงาน พวกเขาไร้ที่ไป ล้วนทยอยเดินทางมายังหูลู่อวี้ นั่งเฝ้ารางรถไฟรอโอกาสใหม่จากทางเป่ยผิง ดังนั้น โรงแรมแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงขึ้นมาโดยบังเอิญ มีผู้คนใหญ่โตเคยมาเข้าพักมากมาย…”

มิน่าเถ้าแก่หนวดเรียวเล็กจึงเปล่งวาจาแข็งกร้าวเช่นนั้น! เหล่านักศึกษาฟังจบ ต่างหัวเราะยักไหล่ บ้านเมืองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สาเหตุหลักยังคงมาจากพวกเดียวกันเอง นักปกครองพวกนั้นหลังจากเข้ารับตำแหน่งก็มัวแต่กอบโกยผลประโยชน์แก่ตระกูล ทั้งความรู้ของแต่ละคนยังมีจำกัด เรื่องตลกที่อยากสร้างคฤหาสน์แต่กลับกลายเป็นโรงแรมเป็นเพียงเรื่องที่ธรรมดาที่สุด ประเภทที่ซื้อเครื่องมืออุตสาหกรรมที่ถูกโละทิ้งโดยเห็นเป็นของมีค่า ซื้ออาวุธที่ล้าสมัยโดยเห็นเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย ยิ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย

“ดังนั้น เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ประการแรก ย่อมไม่ใช่การดูแลแขนขาให้แข็งแรง” เผิงเสวียเหวินหุบยิ้ม เบี่ยงเบนคำพูดไปยังประเด็นหลักที่ตนเองนึกคิดมานาน “แขนขาแข็งแรงเพียงใด หากว่าสมองว่างเปล่า ก็เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงปล่อยให้ผู้อื่นเชือดเฉือนตามอำเภอใจ มีเพียงสมองต้องซึมซับความรู้จากประเทศมหาอำนาจ ใช้วิธีการของประเทศมหาอำนาจ ปกครองประเทศแห่งนี้ จึงสามารถลบล้างความอัปยศอดสู!”

“คำพูดของพี่เผิง นับว่ามีเหตุผล!” เหล่านักศึกษามือถือแก้วสุรา ราวกับเข้าใจแต่ความจริงไม่เข้าใจ เพียงมีโจวเจวียเพื่อนสนิทของเผิงเสวียเหวิน หันหน้ามามองเขา คล้ายกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

“ดังนั้น โปรดอนุญาตให้ฉันกล่าวประโยคหนึ่ง” อาศัยฤทธิ์สุรา เผิงเสวียเหวินหันสายตามองไปยังโจวเจวีย กล่าวกับเพื่อนสนิทว่า “พี่โจวพาพวกพ้องไปเป่ยผิงในยามนี้ ใช่ว่าจะเหมาะสม ไม่สู้ติดตามพวกเราลงใต้ด้วยกัน พวกเราเดินทางไปหนานจิง….”

“อะไรนะ…” คำพูดยังไม่ทันกล่าวจบ ฟางกั๋วเฉียงก็ดีดตัวขึ้นมา ชี้นิ้วไปทางเผิงเสวียเหวิน “บัดนี้โจรญี่ปุ่นถูกต้านอยู่นอกเมืองเป่ยผิง คุณให้พวกเราไปหนานจิงทำอะไร?!”

นับตั้งแต่แวบแรกที่พบเจอเผิงเสวียเหวิน ฟางกั๋วเฉียงก็ไม่รู้สึกประทับใจต่อคนผู้นี้ ตอนนี้ได้ยินเขาถึงกับร้องขอให้ชมรมเสี่ยฮวาติดตามเขาไปหนานจิงอย่างเปิดเผย จึงโกรธเคืองเดือดดาลขึ้นมาทันที น้ำเสียงในการเอ่ยถามก็ดังลั่นราวเสียงตวาด ไม่เพียงทำให้นักศึกษาจากเป่ยผิงที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะล้วนตื่นตกใจ แม้แต่แขกเหรื่อที่นั่งดื่มสุราอยู่ห้องใกล้กัน ก็ยื่นศีรษะออกมาด้วยความตกใจ ขมวดคิ้วมองสำรวจภายนอกว่าเป็นผู้ใดที่กำลังอาละวาด?

“ไปหนานจิง ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลจงยาง ขอให้รัฐบาลจงยางแสดงความกล้าหาญเด็ดขาด ส่งกองทัพขึ้นเหนือต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นโดยตรง อย่าได้คาดหวังว่าเรื่องราวจะง่ายดาย ยิ่งไม่ต้องคาดหวังต่อกองทัพของซ่งเจ๋อหยวน!” เผิงเสวียเหวินก็ลุกยืนด้วยความโกรธ จ้องมองดวงตาของฟางกั๋วเฉียงอย่างไร้ความกลัวเกรง

“โลหิตของเหล่านักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้า หลั่งลงบนกำแพงฉางเฉิงยังไม่ทันแห้ง คุณก็ดูถูกดูแคลนพวกเขาแบบนี้ ตกลงมีเจตนารมณ์อะไรแอบแฝง?!”

ฟังอีกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ถึงกับดูหมิ่นแม้กระทั่งซ่งเจ๋อหยวน ฟางกั๋วเฉียงยิ่งไม่อาจข่มกลั้น ใช้มือหมายกระชากคอเสื้อของเผิงเสวียเหวิน

เผิงเสวียเหวินแม้ว่าแลดูผอมแห้ง การเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วว่องไว ถอยหลังออกครึ่งก้าว ก็หลบหลีกการโจมตีของฟางกั๋วเฉียง จากนั้นหันข้างคว้าแขน บีบข้อมือของฟางกั๋วเฉียงไว้แน่น “ผลงานการสู้รบอย่างห้าวหาญของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถลบล้าง แต่โลหิตของกองทัพที่ยี่สิบเก้า กลับเพียงชโลมชุดนักรบของซ่งเจ๋อหยวนแดงฉานเพียงคนเดียว! บัดนี้ในใจของคนแซ่ซ่ง เพียงคิดแต่จะรักษาเขตพื้นที่ของตนเองอย่างไร รักแต่ผลประโยชน์ ไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของชาติบ้านเมือง! ไม่เชื่อคุณลองไปสืบหาข่าวคราวที่เป่ยผิง ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีก่อน โจรญี่ปุ่นก็เริ่มรุกราน ส่วนคนแซ่ซ่งเล่า เพียงฝืนระงับไม่ให้กองทัพที่ยี่สิบเก้ากับกองทัพนักศึกษาตอบโต้ยังไม่เป็นไร ถึงกับส่งพานอวี้กุ้ยที่ปรึกษาส่วนตัว แอบติดต่อกับโจรญี่ปุ่น ในปีที่ยี่สิบสองและยี่สิบสามแห่งสาธารณรัฐจีน รัฐบาลจงยางส่งงบประมาณให้กองทัพที่ยี่สิบเก้าเพื่อไปเสริมแนวป้องกันทางทหารถึงสองครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ ภายในเขตพื้นเป่ยผิงยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม งบประมาณทั้งหมดล้วนเข้ากระเป๋าส่วนตัวของซ่งเจ๋อหยวน กลายเป็นรถยนต์ คฤหาสน์กับอนุภรรยา ยังมี มีนาคมปีก่อน เคนจิ โดอิฮาระเพียงแค่เอ่ยออกมาประโยคหนึ่งว่า ‘นักศึกษาเป่ยผิงคล้ายกับเข้าใจผิดต่อจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง’ เขาก็ออกคำสั่งหยุดการฝึกซ้อมทางทหารของทุกสถาบันการเรียน หากไม่เพราะกลุ่มคนของจางจื้อจงพยายามคัดค้าน แม้กระทั่งกองทัพนักศึกษา เขาก็เตรียมพร้อมที่จะยกเลิกแล้ว…”

เขาเป็นผู้นำนักเรียนผู้หนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาชื่อดังในเป่ยผิง เผิงเสวียเหวินยามนั้นนับว่าผิดหวังสุดซึ้งต่อการกระทำของซ่งเจ๋อหยวนประธานมณฑลเหอเป่ย ด้วยเหตุนี้ยามต่อว่าต่อขานขึ้นมา จึงตรงไปตรงมา ปราศจากการบิดเบือนและเกินจริง ส่วนพวกโจวเจวีย เถียนชิงอวี่และลู่หมิง เมื่อก่อนไม่เคยไปเป่ยผิง ความประทับใจที่มีต่อกองทัพที่ยี่สิบเก้ากับซ่งเจ๋อหยวน ล้วนมาจากหนังสือพิมพ์กับวิทยุกระจายเสียง ขณะนี้ค่อยค้นพบว่า กลุ่มคนรักชาติที่ตนเองยึดมั่นนับถือมาตลอด ถึงกับยังมีด้านมืดเช่นนี้ซ่อนเร้น พริบตานั้น พวกเขาตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก รู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นราดรดใส่ศีรษะ เย็นยะเยือกไปทั้งร่าง แม้แต่หัวใจล้วนเกือบหยุดเต้นแล้ว

นักศึกษาจากทั้งสองโต๊ะล้วนหยุดชะงัก เงยหน้ามองดูเผิงเสวียเหวิน โดยเฉพาะกลุ่มของชมรมเสี่ยฮวา อุดมการณ์ของพวกเขาแทบจะพังทลายลงในพริบตา แต่ละคนน้ำตาคลอเบ้า มีเพียงฟางกั๋วเฉียง ที่แม้ไม่มีเหตุผลที่สามารถหักล้างเผิงเสวียเหวิน ก็ไม่ยอมรามือง่ายดาย กัดฟันดังกรอดๆ กล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ต่อให้สิ่งที่คุณพูดมาล้วนเป็นความจริง แล้วสามารถยืนยันอะไรหรือ? ถึงอย่างไรทั้งแผ่นดินจีน บัดนี้เพียงมีกองทัพที่ยี่สิบเก้าขวางอยู่ด้านหน้ากองทัพญี่ปุ่นและรถถังของคนญี่ปุ่น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถแล่นเข้ามาในเมืองเป่ยผิง!”

“นั่นเป็นเพราะ ซ่งเจ๋อหยวนสมคบคิดกับโจรญี่ปุ่น หมายปกครองหัวเป่ยเอง! ไม่อย่างนั้น รัฐบาลสาธารณรัฐจีน ก็คงไม่อับจนปัญญาที่จะส่งทหารเข้ามา!”

“คุณมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าแม่ทัพซ่งเจ๋อหยวนกำลังแสร้งทำดีให้คนญี่ปุ่นตายใจ?! คุณมีหลักฐานอะไรยืนยันว่า รัฐบาลจงยางที่คุณกล่าวออกมาเต็มปากเต็มคำนั้น จะมีความกล้าหาญที่จะสู้ศึกกับโจรญี่ปุ่น! ไม่ใช่ฉวยโอกาสกำจัดผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน!”

“ดวงตาฉันคู่นี้ เฝ้ามองเป่ยผิงมาตลอด เฝ้ามองเจ้าคนแซ่ซ่ง หลอกใช้ความรักชาติของเหล่านักรบและนักศึกษา เพื่อสานฝันที่จะเป็นฮ่องเต้!” เผิงเสวียเหวินปล่อยข้อมือของฟางกั๋วเฉียงลง ชี้นิ้วไปที่ดวงตาทั้งสองของตนเอง “ตอนเหตุชุมนุมในวันที่ 12 กันยายน ฉันใช้ดวงตาคู่นี้มองเห็นเจ้าคนแซ่ซ่งใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงในการสลายการชุมนุมมากับตา! การกระทำของเขา ฉันล้วนพบเห็นมากับดวงตาคู่นี้! แสร้งทำดีให้ตายใจหรือ มีแต่แสร้งทำดีชั่วครั้งชั่วคราว ยังมีแสร้งทำดียาวนานถึงสามสี่ปีด้วยหรือ? มิหนำซ้ำ เขาได้เชิญเคนจิ โดอิฮาระมาเป็นที่ปรึกษาสูงสุดแล้ว ยังไม่ใช่เตรียมพร้อมเพื่อเป็นฮ่องเต้หรือ?!”

“แต่คราบโลหิตบนกำแพงฉางเฉิง ก็ไม่ใช่ภาพลวงตา!”ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่อยู่ในใจฟางกั๋วเฉียง ย่อมไม่มีผู้ใดในชมรมเสี่ยฮวาจะเทียบได้ เขายื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของเผิงเสวียเหวินอีกครั้ง ตะโกนด้วยความโกรธแค้นว่า “ขอเพียงพี่น้องของกองทัพที่ยี่สิบเก้ายังขว้างอยู่ด้านหน้าของกองทัพญี่ปุ่น คนอย่างซ่งเจ๋อหยวน ก็ไม่มีทางได้ครอบครองแผ่นดินหัวเป่ยทั้งหมดได้ ต่อให้พี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้าเลิกต่อต้านแล้ว พวกเราก็ต้องเดินทางไปถึงเป่ยผิง ใช้โลหิตอันร้อนระอุและชีวิตของตัวเองบอกต่อผู้คนทั้งหมดว่า ผู้คนที่เติบโตบนแผ่นดินจีนอันไพศาลล้วนไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว!”

“แบบนี้ไม่ต่างจากเอาชีวิตของผู้อื่นเป็นเครื่องเซ่นไหว้!” เผิงเสวียเหวินออกแรงปัดมือฟางกั๋วเฉียงออกห่าง หัวเราะเยาะเสียงดัง

“ถึงเวลานั้น ฉันเองก็จะยืนอยู่ที่แถวแรก!” ฟางกั๋วเฉียงกัดฟันด้วยความเคียดแค้น คราบโลหิตรอยหนึ่งไหลลงจากมุมปาก “ไอ้พวกที่วันๆ คอยปลุกระดมให้ผู้อื่นไปหลั่งโลหิตพลีชีพเพื่อชาติ ตนเองกลับหาข้ออ้างวิ่งหนีในช่วงจังหวะคับขัน จึงเป็นพวกขี้ขลาด! คนประเภทนี้ ไม่มีสิทธิ์ต่อว่าซ่งเจ๋อหยวนเซียนเซิง ยิ่งไม่มีสิทธิ์ตำหนินักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้า!”

“คุณโง่งมจนเกินเยียวยาแล้ว!”

“คุณกำลังหาข้ออ้างเพื่อหนีเอาตัวรอดต่างหาก!”

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าววาจาไม่ลงรอย พริบตาเดียว ก็มีทีท่าจะลงไม้ลงมือแล้ว ขณะสองคนกำลังจะแสดงละครบู๊ โจวเจวียที่เพิ่งได้สติจากอาการตื่นตะลึง รีบยื่นมือแยกพวกเขาออกจากกัน “ต้าฟาง ทำอะไร? นั่งลง มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน! ซิ่วไฉ นายก็นั่งลง! นายไปหนานจิง นั่นเป็นการตัดสินใจของนาย แต่พวกเราไม่ใช่เพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของนาย ก็หันหลังกลับ! พวกเราเดินทางไปเป่ยผิงด้วยเจตนารมณ์ของตนเอง นำน้ำใจที่ประชาชนชาวซานตงสนับสนุนการต้านศึก ไปบอกให้นักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้ารับรู้ หากว่าซ่งเจ๋อหยวนเซียนเซิงเลวร้ายอย่างที่คุณกล่าวไว้จริง และไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด อย่างน้อยพวกเราก็จะอยู่ร่วมกับกองทัพนักศึกษา บุกและถอยไปด้วยกัน!”

“ใช่ อย่างมาก พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายไปเอี๋ยนอัน!” ฟางกั๋วเฉียงคลายมือออกจากคอเสื้อของเผิงเสวียเหวิน กล่าวด้วยความเจ็บแค้น

คำพูดประโยคนี้ ถึงกับมีประโยชน์กว่าคำโต้เถียงทั้งหมดก่อนหน้า เผิงเสวียเหวินชะงักไป ใบหน้าอันแดงระเรื่อแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำเขียว เดินถอยกลับไปนั่ง พลางเค้นถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “โจรญี่ปุ่นรวมทัพอยู่นอกเมืองเป่ยผิง พวกคุณไปเอี๋ยนอันเพื่ออะไร?”

เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงโต้เถียงกันเสียงดังลั่น จางซงหลิงนั่งฟังด้วยอาการตะลึงงันมาตลอด ไม่ได้กล่าวแทรก ทั้งไม่มีความกล้าและไม่มีความสามารถจะกล่าวแทรก คำสนทนาของสองคน แทบจะขัดแย้งกับความเข้าใจของเขาที่มีต่อโลกภายนอก ทำให้เขาไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน

ภายใต้ฤทธิ์สุราและอารมณ์โกรธเคือง ทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าของเขาล้วนเลือนรางไม่ชัดเจน ปราศจากความจริงแท้ เขารู้สึกว่าตนเองคล้ายกับกำลังนอนฝันร้ายอยู่บนรถไฟที่วิ่งกลับบ้าน ทราบดีว่าทุกสิ่งในฝันล้วนไม่ใช่เรื่องจริง แต่ไม่ว่าพยายามเช่นไร ล้วนอับจนปัญญาทำให้ตนเองฟื้นตื่นขึ้นมา!

จนกระทั่งประโยคที่ว่า ‘อย่างมาก พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายไปเอี๋ยนอัน!’ ของฟางกั๋วเฉียง ราวกับอสนีสายหนึ่ง ฟาดลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ทำให้เขาลืมตาฉับพลัน บนหน้าผากเหงื่อเย็นไหลพราก

เขาไม่ต้องการไปเอี๋ยนอัน! ไม่ว่าเพื่อจุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่อันใด! การไปเข้าร่วมสงครามที่เป่ยผิง เมื่อตายในสนามรบ บิดากับพี่ชายของเขาแม้เศร้าโศกเสียใจเพราะเขา แต่ช้าเร็วต้องเข้าใจการตัดสินใจของเขา! ช้าเร็วต้องชี้ไปยังป้ายหลุมศพของเขา บอกต่อหลานชายหลานสาวของเขา จงภาคภูมิใจในตัวอาผู้นี้ ส่วนการเดินทางไปเอี๋ยนอันเล่า มีเพียงนำภัยร้ายมาสู่ตระกูลตนเอง! ต้องเข้าใจว่า เมื่ออยู่ในเขตซานตง คุณสามารถสนับสนุนจงยาง สนับสนุนเหอเป่ย แม้กระทั่งสนับสนุนคนญี่ปุ่นก็ได้ ไม่ว่าสนับสนุนอย่างเปิดเผยหรือว่าสนับสนุนอย่างลับๆ หลังจากพวกตำรวจค้นพบ อย่างมากแค่หาเรื่องคุณเล็กน้อย กลับไม่ได้ต้องการเอาชีวิตคุณ แต่เมื่อไปเอี๋ยนอัน มีการพัวพันกับพรรคคอมมิวนิสต์ ก็เท่ากับมีความผิดรุนแรง ถึงขั้นโทษล้างตระกูล ตายแล้วก็ยากจะฝังร่วมกับบรรพชน

ตอนจางซงหลิงเรียนโรงเรียนมัธยม เคยพบเห็นสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งกับเด็กน้อยอายุไม่ถึงสี่ปีของพวกเขา เนื่องเพราะมีความข้องเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิตส์ ถูกตำรวจจับกุมตัวออกมาจากในห้องพักที่อยู่ด้านหลังของโรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย (โรงเรียนโบสถ์คริสต์) แม้แต่บาทหลวงชาวตะวันตกวิ่งเต้นหาคนไปพูดขอร้องที่สถานีตำรวจ ล้วนไม่เกิดประโยชน์

เพียงผ่านไปไม่กี่วัน คดีก็ตัดสินเสร็จสิ้น อาจารย์ชายหญิงคู่นั้นถูกตัดสินประหารชีวิต เด็กน้อยถูกส่งตัวไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ยามลงโทษประหาร นายอำเภอสั่งให้ผู้คนทั้งเมืองจำต้องมารับชมถึงสถานที่จริง เพื่อไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง อาจารย์ผู้หญิงคนนั้นเป็นห่วงเด็กน้อย ก้มหน้าร่ำไห้มาตลอด อาจารย์ผู้ชายคนนั้นกลับคล้ายกับไร้สติ ถึงกับเชิดหน้าขึ้นสูง ร้องเพลงตะวันตกเพลงหนึ่ง ท่วงทำนองโศกเศร้าอาลัย น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดฟังเข้าใจ กระทั่งเสียงปืนดังขึ้น ทั้งสองคนล้วนแดงฉานไปทั่วร่าง

สามวันให้หลัง เด็กน้อยที่เดิมทีควรส่งไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า กลับปรากฏเป็นศพอยู่ในคลองน้ำเสียที่ชานเมือง ท้องบวมขึ้นอืด แมลงวันหัวเขียวบินว่อน ยังมีพวกเด็กขอทานกลุ่มหนึ่งที่ไร้ที่พักพิง ยืนล้อมซากศพหัวเราะไปด้วยพลางขว้างก้อนหิน

จางซงหลิงกำลังเดินทางออกจากเมืองไปจับนกป่ากับเพื่อนนักเรียนพอดี มองเห็นขอทานน้อยกลุ่มนั้น ช่วงเวลาที่แมลงหัวเขียวบินกระจายตัว เขาก็ตื่นกลัวจนฉี่ราด หลังจากวันนั้น ต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน แทบทุกคืนล้วนสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย บางครั้งคิดว่าตนเองก็คือเด็กกำพร้าที่เสียชีวิตอยู่ในคลองน้ำเสีย เน่าขึ้นอืดจนไม่เป็นรูปเป็นร่าง ยังต้องถูกคนขว้างก้อนหินใส่อีก

“คุณเป็นอะไรไป เป็นอะไรหรือเปล่า!” ผ้าเช็ดหน้าที่ขาวสะอาดผืนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ขับไล่ความทรงจำอันเลวร้ายกระจายไปสิ้น เป็นเผิงเวยเวย มีเพียงบนร่างกายเธอ จึงมีกลิ่นหอมอ่อนละมุนเดียวกับผ้าเช็ดหน้า จางซงหลิงยื่นมือดึงผ้าเช็ดหน้า ซับเหงื่อบนใบหน้าตนเอง จากนั้นยื่นผ้าเช็ดหน้ากลับคืน ฝืนยิ้มพลางตอบว่า “ไม่ ไม่เป็นไร ฉัน ฉันไม่เคยดื่ม เหล้ามากขนาดนี้มาก่อน!”

“เช่นนั้นก็ดื่มน้อยหน่อย คุณอายุยังน้อย อย่าได้ดื่มแข่งกับพวกเขา!” เผิงเวยเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้รับผ้าเช็ดหน้ากลับมา

“เอ่อ ประเดี๋ยวฉันซักให้ ซักเสร็จแล้ว ค่อยคืนให้เธอ!” จางซงหลิงเข้าใจถึงท่าทางของเผิงเวยเวยทันที เก็บผ้าเช็ดหน้าคืนมาช้าๆ ยัดใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตนเอง

“ฉันให้คุณ พอดีฉันยังมีอีกหลายผืน!” เผิงเวยเวยยิ้มหยาดเยิ้ม บนแก้มปรากฏลักยิ้มอันแสนน่ารักน่าหยิกสองจุด

จางซงหลิงหลงใหลไปกับรอยยิ้มของเด็กสาว อาศัยฤทธิ์สุรา รวบรวมความกล้าถามว่า “ครอบครัวเธอก็เป็นชาวก้วนเสี้ยน เป็นคนหมู่บ้านเดียวกับโจวเจวีย พี่สือโถวหรือ?!”

“ไม่ใช่ บ้านเกิดของพวกเราอยู่ที่หยางโจว มีน้าสาวผู้หนึ่งแต่งงานกับอาของพี่โจว ดังนั้นตอนเด็กๆ จึงเดินทางไปก้วนเฉิงเป็นประจำ ต่อมาพี่โจวมาเรียนโรงเรียนมัธยมที่หยางโจว ก็พักอยู่ที่บ้านพวกเรา แต่ว่าไม่ทันได้เรียนจบ พ่อของเขาก็ย้ายบริษัทไปอยู่ที่ชิงเต่า…” เผิงเวยเวยสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตากะพริบเป็นจังหวะ

“อ้อ…” จางซงหลิงลากเสียงยาวพลางพยักหน้า พยายามทำให้ตนเองไม่ไปนึกคิดความทรงจำที่เกี่ยวกับเอี๋ยนอันอีก ไม่ว่าก้วนเฉิงหรือว่าหยา

โจว สำหรับเขาแล้วล้วนเป็นสถานที่ที่ไกลลิบ มีเพียงชิงเต่า ยังพอมีความทรงจำที่เกี่ยวกับสถานที่นั้นอยู่บ้าง เมืองเล็กแห่งนั้นเคยเป็นเขตเช่าของชาวเยอรมัน รูปแบบการดำเนินชีวิตแตกต่างจากสถานที่อื่นในมณฑลซานตงโดยสิ้นเชิง กลางทะเลมีเรือสินค้าขนาดใหญ่ ภายในร้านค้ายังสามารถหาซื้อสิ่งของชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเบียร์ ไม่ว่าทั้งสีและกลิ่น ล้วนคล้ายคลึงกับปัสสาวะม้า

สนทนาเรื่อยเปื่อย หนุ่มสาวสองคนก็ลืมเลือนผู้คนที่อยู่รอบข้าง มัวแต่พึมพำกันเสียงเบา ไม่นานเผิงเสวียเหวินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ค้นพบความจริงเรื่องนี้ ไม่สนใจโต้เถียงกับฟางกั๋วเฉียงอีก กระแอมไอหลายเสียง เรียกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “เวยเวย เวยเวย เวยเวย…”

“อะไรเล่า?” เผิงเวยเวยกับผู้อื่นกำลังสนทนากันถูกขัดจังหวะ เบือนหน้ามองไปด้วยความไม่พอใจ ค้อนใส่พี่ชายตนเอง

“ไม่มีอะไร ฉันเพียงแต่อยากถามเธอว่า รับประทานเสร็จแล้วหรือไม่ หากว่าอิ่มท้องแล้ว ก็รีบขึ้นตึกไปอาบน้ำเถอะ เธออายุน้อย เป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต สมควรรีบนอน!”

“รู้แล้ว ยุ่งจริงๆ…!” เผิงเวยเวยลุกยืนอย่างไม่เต็มใจ ลากเสียงยาวตอบกลับ เดินไปหลายก้าว หันหน้ามาโบกมือให้จางซงหลิง “อีกสักครู่พอคุณรับประทานเสร็จแล้ว อย่าลืมมาเอาหัวข้อข้อสอบหลายปีก่อนของเป่ยต้าที่ห้องฉัน คำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดฉันล้วนหามาหมดแล้ว เดี๋ยวจะคัดลอกให้คุณไปด้วย!”

“ขอบคุณ อีกสักครู่ฉันจะไปเคาะประตู!” ภายใต้สายตาอันคมกริบของเผิงเสวียเหวิน จางซงหลิงตอบกลับด้วยหน้าตาใสซื่อ

เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างไม่รู้จักว่าอะไรคือความเกรงใจ เผิงเสวียเหวินโมโหจนแทบกระอักเลือด แต่การไปหาน้องสาวตนเองเพื่อเอาข้อสอบของหลายปีก่อน เป็นสิ่งที่เขากล่าวออกมาเอง เวลานี้ย่อมไม่สามารถกลืนน้ำลายตนเองต่อหน้าผู้คนมากมาย ขณะกำลังคิดหาวิธีที่จะกลั่นแกล้งเด็กหนุ่มจางซงหลิง ประตูของห้องที่อยู่ใกล้กันถูกผลักออกจากด้านใน มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีเขียวคล้ำ ท่าทางสุภาพเรียบร้อย มือถือสุราแก้วหนึ่ง เดินเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขา

“ทุกท่าน รบกวนแล้ว ฉันแซ่ฉิน เป็นหุ้นส่วนของโรงแรมแห่งนี้ เมื่อสักครู่ได้ยินคำสนทนาของทุกท่านโดยบังเอิญ ไม่ทราบพอจะขอคำชี้แนะหรือไม่” เสียงของชายวัยกลางคนอ่อนโยนนุ่มนวล คล้ายกับผู้จัดรายการในวิทยุอยู่บ้าง

เหล่านักศึกษาที่นั่งอยู่ ประเดี๋ยวใบหน้าแดงก่ำ ล้วนคิดว่าเรื่องที่พวกเขาหยอกล้อเกี่ยวกับเจ้าของโรงแรมเห็นโรงแรมเป็นคฤหาสน์ไปเข้าหูผู้อื่น แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปในบัดเดี๋ยวนี้

หนังสือแนะนำ