ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 3)

“ซิ่วไฉ (บัณฑิต) เป็นนาย?! มิน่าเมื่อครู่ฉันรู้สึกคุ้นตา! ทำไมนายจึงอยู่ที่นี่?!” หัวหน้าโจวเจวียก็มีอาการตื่นเต้นดีใจ ถลึงตากลมโต ถามไถ่อย่างยิ้มแย้ม

“เรื่องมันยาว!” ชายชุดจงซานที่ถูกเรียกว่าซิ่วไฉส่ายหน้า ท่าทางทุกข์ใจ “ไว้คุยกันทีหลัง นายมีเหรียญต้าหยางหรือไม่ ฉันขอแลกเพื่อแก้ขัดก่อน!”

“เหรียญต้าหยาง ยังพอมีอยู่บ้าง!” เมื่อโจวเจวียได้ฟังคำสนทนาของเถ้าแก่กับชายชุดจงซานแล้ว พยักหน้า ตอบกลับอย่างยิ้มแย้มว่า “แต่ว่าไม่ขอแลกกับนาย ถือว่าฉันให้นายยืมก็แล้วกัน”

กล่าวจบ เขาหันหน้ากลับมา กล่าวต่อฟางกั๋วเฉียงว่า “ต้าฟาง เขาก็คือเผิงเสวียเหวินนักศึกษาดีเด่นของเป่ยต้า(มหาวิทยาลัยปักกิ่ง) ที่ฉันเคยเอ่ยให้พวกคุณฟัง เผิงซิ่วไฉ เพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมของฉัน เขาคือฟางกั๋วเฉียง เพื่อนร่วมห้องในมหาวิทยาลัยของฉัน”

“ยินดีที่ได้รู้จัก!” เผิงเสวียเหวินที่สวมชุดจงซานก้าวเข้าไปครึ่งก้าว ยื่นมือไปให้ฟางกั๋วเฉียง

ฟางกั๋วเฉียงรู้สึกไม่ประทับใจต่อคนผู้นี้ที่จู่ๆ ปรากฏตัวมาแย่งห้องพัก จากนั้นเสียมารยาทขอยืมเงินจากโจวเจวีย ยื่นมือไปจับมืออีกฝ่ายอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นรีบคลายมือออก

“ยินดีที่ได้รู้จัก! สองวันก่อนโจวเจวียยังพูดกับฉันว่า ต้องการส่งสัมภาระของพวกเราไปที่ห้องพักของคุณ โชคดีที่พวกเราไม่ได้เลือกทำแบบนั้น!”

คำพูดนี้กล่าวอย่างมีนัยแฝง ทำให้เผิงเสวียเหวินฟังแล้วรู้สึกไม่พอใจ แต่ว่าตอนนี้เขามีเรื่องรบกวนผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมา ในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มใจ เพียงเห็นโจวเจวียใช้มือตบไหล่ของฟางกั๋วเฉียง หัวเราะฮาๆ กล่าวว่า “ต้าฟาง แกไปเอาเงินที่หันชิวมาให้เขาก่อนสี่สิบต้าหยาง ประเดี๋ยวฉันค่อยเอาจากในสัมภาระมาคืนให้แก นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ควักกระเป๋าตัวเอง ไม่เกี่ยวกับเงินส่วนกลาง!”

“อ้อ!” ฟางกั๋วเฉียงแม้ไม่ยินยอมเพียงใด แต่โจวเจวียกล่าวชัดเจนว่าไม่ใช้เงินส่วนกลางที่พวกพ้องรับบริจาคมาได้ เขาจึงไม่เหมาะที่จะก้าวก่ายอีก ยักไหล่แล้วหันหลังเดินไปหาหันชิว

โจวเจวียกริ่งเกรงเรื่องที่พักมีปัญหาอีก รีบหันไปกล่าวกับเถ้าแก่ว่า “พวกผมก็ขอจองห้องคู่ห้าห้อง ห้องเดียว…เดี๋ยวก่อน ซิ่วไฉ เมื่อสักครู่พวกคุณจองห้องเดี่ยวไว้หนึ่งห้อง?!”

ครึ่งประโยคหลังเป็นการกล่าวกับเผิงเสวียเหวิน คนผู้นี้คาดเดาได้ถึงความหมายของโจวเจวีย ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเรามากันห้าหญิงหกชาย…”

โจวเจวียหยุดชะงัก หันหน้าไปกล่าวกับเถ้าแก่อีกครั้งว่า “อย่างนั้นก็ห้องคู่ห้าห้อง เสริมเตียงอีกหนึ่งตัว ล้วนจองไว้หนึ่งคืน! ประเดี๋ยวเอาเงินค่ามัดจำมาให้เถ้าแก่!”

“ต้องเลือกห้องเดี่ยว หรือไม่ก็ห้องคู่ ยังมีกฎของโรงแรม ไม่มีการเสริมเตียง!” เถ้าแก่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“อย่างนั้นก็ห้องคู่ห้าห้อง ห้องเดี่ยวหนึ่งห้องก็แล้วกัน ห้องพักพอหรือไม่? คราวนี้พวกเราพร้อมจ่ายด้วยเหรียญต้าหยาง” โจวเจวียจนปัญญา ได้แต่คล้อยตามเถ้าแก่โรงแรม

“วันนี้มีแน่นอน แต่หากพรุ่งนี้ไม่จองล่วงหน้า คงพูดยากหน่อย เมื่อถึงเวลา ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนคุณ!” เถ้าแก่ยักไหล่ กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

เผชิญหน้ากับคนหน้าเลือดเช่นเถ้าแก่โรงแรม โจวเจวียไม่ต้องการถือสาหาความ เขาถือปากกาเขียนชื่อตนเองลงในช่องของลูกค้า จากนั้นหันหลังไปจัดเตรียมให้พวกพ้องเข้าพัก เดินไปหลายก้าว ทันใดนั้นนึกขึ้นได้ว่าในขบวนยังมีคนขับรถม้าสามคน จึงหันไปกล่าวกับเถ้าแก่อีกครั้งว่า “ไม่เอาห้องเดี่ยวแล้ว รบกวนช่วยเปลี่ยนเป็นห้องคู่เจ็ดห้อง พวกเรายังมีคนขับรถม้าอีกสามคน นอกจากนั้น ในโรงม้าก็ช่วยจัดที่สำหรับม้าหกตัว เลี้ยงด้วยอาหารม้าชั้นดี!”

“นายบ้าหรือเปล่า ให้คนขับรถม้าพักห้องพักที่แพงขนาดนี้ ซึ่งพวกเขาอยู่ที่ไหนก็ค้างแรมได้ทั้งนั้น! ”ไม่รอให้เถ้าแก่กล่าวตอบ เผิงเสวียเหวินชิงกล่าวห้ามปรามก่อน จากนั้นรีบกล่าวต่อเถ้าแก่ว่า “เถ้าแก่ มีห้องพักสำหรับผู้ติดตามหรือไม่? โรงแรมของพวกคุณใหญ่โตเช่นนี้ คงไม่มีทางไม่แบ่งแยกฐานะ ปล่อยให้เจ้านายกับผู้ติดตามพักอยู่ด้วยกันกระมัง?!”

“ในลานบ้านด้านหลังของตึกมีห้องพักธรรมดา แปดคนหนึ่งห้อง เตียงนอนละห้าเจี่ยว สามารถเสริมเตียงได้ ไม่รวมมื้ออาหาร!” เถ้าแก่กล่าวลากเสียง ตอบอย่างไม่พึงพอใจ

“คุณไม่ต้องยุ่ง เถ้าแก่ ช่วยจัดเตรียมห้องคู่เจ็ดห้อง!” โจวเจวียสีหน้าแปรเปลี่ยน กล่าวย้ำเสียงดัง

“เอาเถอะ นายมีเงิน ฉันไม่ขอยุ่งวุ่นวายแล้ว” ความหวังดีของเผิงเสวียเหวินถูกผู้อื่นปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ใบหน้าแดงก่ำ โจวเจวียไม่สนใจเขา ยืนกรานขอให้เถ้าแก่จัดห้องพักที่มีระดับเดียวกันให้แก่คนขับรถม้า คนขับรถม้าสามคนกำลังช่วยนักศึกษายกสัมภาระ ได้ยินคำสนทนาของโจวเจวียกับเผิงเสวียเหวินสองคนเข้าพอดี ต่างมองหน้ากันและกัน กุมมือโจวเจวีย “พวกเราสามคน มีที่ให้เอนหลังก็พอ! โจวเส้าแหย (คุณชายโจว) ไม่ต้องจองห้องพักราคาแพงให้พวกเรา”

“ทำแบบนั้นได้อย่างไร พวกเราตกลงไว้ว่าจะดูแลเรื่องที่พักและอาหารการกิน!” โจวเจวียยิ้มตอบคนทั้งสาม กุมมือคืนตามธรรมเนียม “มิหนำซ้ำตลอดทางที่ผ่านมา ยังต้องขอบคุณพวกคุณทั้งสามคน!”

“ขอบคุณอะไร พวกเราทำงานแลกค่าจ้าง นี่เป็นกฏของอาชีพพวกเรา!” เจ้าของรถม้าที่มีอายุมากที่สุดกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ไม่ต้องเกรงใจ ห้องพักราคาแพงบนตึก พวกเราสามคนไม่อาจเงื้อม หากว่าท่านมีใจ ก็นำเงินค่าห้องพักที่ประหยัดมาได้มอบให้พวกเราโดยตรงก็พอ ประเดี๋ยวจะเกิดสงครามแล้ว พวกเราก็ต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามจำเป็น!”

คำกล่าวเช่นนี้ ทั้งรับน้ำใจจากโจวเจวีย และเอื้อประโยชน์ต่อครอบครัวตนเอง นับว่าจบลงแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น เห็นเจ้าของรถม้ายืนกรานไม่พักร่วมกับตนเอง โจวเจวียก็ทำได้เพียงแย้มยิ้มพลางตอบว่า “ก็ได้ รอไปถึงเป่ยผิง ฉันค่อยให้ค่าจ้างเพิ่มให้พวกคุณคนละสามเหรียญต้าหยาง”

“ขอบคุณมาก เส้าแหย!” คนขับรถม้าสามคนกล่าวด้วยความดีใจ จากนั้นค้อนขวับใส่เผิงเสวียเหวินแวบหนึ่ง วางสัมภาระลงแล้วเดินจากไป

เมื่อเหตุการณ์จองห้องพักผ่านพ้นไป สมาชิกชมรมเสี่ยฮวาที่เดิมทีรออยู่ข้างนอกก็ล้วนถือสัมภาระที่พกติดตัวเดินเข้ามา ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมรอคอยเถ้าแก่จัดเตรียมห้องพัก เผิงเสวียเหวินเดินออกไปนอกประตู เรียกพวกพ้องของตนเองเข้ามา จูงมือคนผู้หนึ่ง สาวเท้าเดินกลับมาที่ข้างกายโจวเจวีย “สือโถว คุณดูว่านี่เป็นใคร?!”

โจวเจวียที่กำลังรับเงินจากพวกฟางกั๋วเฉียงตกตะลึงอีกครั้ง จากนั้นสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ “เวยเวย เธอก็อยู่ด้วยหรือ?! ฮ่าๆ ไม่เจอกันหลายปี เธอถึงกับตัวสูงขนาดนี้แล้ว!”

“พี่สือโถว นึกไม่ถึงว่าจะเป็นพี่จริงๆ ฉันยังหลงคิดว่าพี่ฉันหลอกให้ฉันดีใจ!” เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าเวยเวย ดวงตากลมโต ขนคิ้วเรียวยาว ริมฝีปากแดงสดอวบอิ่ม “ฉันก็ไม่เจอคุณมานานหลายปีแล้ว ปีนั้นคุณกับพี่ฉันพาฉันไปจับนกที่นอกเมือง ถูกหมาจรจัดไล่กัด พี่ฉันวิ่งหนีไปแล้ว พี่อ้าแขนปกป้องฉันเอาไว้ ตอนนี้รำลึกขึ้นมา คล้ายกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน!”

“ใช่ คล้ายเพิ่งผ่านไปพริบตาเดียว เวยเวยของฉันก็โตเป็นสาวแล้ว!” โจวเจวียคล้ายกับพี่ชายแท้ๆ ตบกระทบผมเผ้าของเผิงเวยเวยอย่างรักใคร่เอ็นดู “ทำไมเธอจึงอยู่กับพี่ชายเธอ? ท่านพ่อท่านแม่เธอล่ะ พวกท่านทั้งสองสบายดีหรือไม่?!”

“ขอบคุณพี่สือโถว ท่านพ่อกับท่านแม่ของฉันสบายดี หลายวันก่อนพวกท่านยังกล่าวชมคุณอยู่เลย!” ดวงตาของเผิงเวยเวยกะพริบเป็นจังหวะ หน้าตาคล้ายกับตุ๊กตาในภาพยนต์ คำพูดคำจาก็คล้ายคลึง

“ฉันปิดเทอมแล้วไม่มีสถานที่เที่ยว จึงไปเป่ยผิงหาพี่ชายฉัน คาดไม่ถึงว่าทางนั้นกำลังจะเกิดสงครามแล้ว จากนั้นพี่ชายฉันกับเพื่อนนักเรียนของเขา บอกว่าจะส่งฉันกลับบ้าน ฉันไม่ยอม พวกเขาก็บอกว่าจะพาฉันไปหนานจิงด้วย สุดท้ายรถไฟหยุดวิ่งอย่างกะทันหัน รถยนต์ก็ขับไปไม่ได้…”

คำพูดไม่กี่ประโยค เธอก็บอกเล่าเรื่องราวของเผิงเสวียเหวินออกมาจนสิ้น ทำให้พี่ชายตนเองแม้แต่ส่งสายตาห้ามปรามล้วนไม่ทันการเสียแล้ว โจวเจวียฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองไปทางเผิงเสวียเหวิน เห็นผู้พี่ไร้ท่าทีอธิบาย จึงหัวเราะพลางถามต่อไปว่า “อย่างนั้นเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารกระมัง อีกสักครู่ มาร่วมรับประทานอาหารกับพวกเราเถอะ! ฉันซื้อโหยวเสวียนเอ๋อร์(เชิงอรรถ-*โหยวเสวียนเอ๋อร์ ของทานเล่นที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะของเมืองจี่หนาน )จากเมืองใหญ่ ประเดี๋ยวจะหยิบมาให้เธอ!”*โหยวเสวียนเอ๋อร์ ของทานเล่นที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะของเมืองจี่หนาน

“เยี่ยมไปเลย เยี่ยมไปเลย ฉันไม่ได้รับประทานโหยวเสวียนเอ๋อร์มานานหลายปีแล้ว!” เผิงเวยเวยหิวจนดวงตาหมองคล้ำก่อนแล้ว พอได้ยินมีสิ่งของที่น่ารับประทาน ตบมือหัวเราะทันที

“เวยเวย เธออายุเท่าไรแล้ว? หัดรู้จักอายคนบ้าง!” เผิงเสวียเหวินถูกน้องสาวตนเองปั่นหัวจนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เดินเข้าไปดึงชายเสื้อของอีกฝ่ายเบาๆ

“พี่สือโถวไม่ใช่คนนอก!” เผิงเวยเวยหันศีรษะ ค้อนขวับใส่เขา

เผิงเสวียเหวินอับจนปัญญาต่อน้องสาวแสนซนผู้นี้มาตั้งแต่เล็ก เป่าปากถอนหายใจ จากนั้นกล่าวต่อโจวเจวียว่า “พวกนายก็ยังไม่รับประทานอาหารกระมัง อย่างนั้นพวกเราไปรับประทานด้วยกันเถอะ มือนี้ ฉันเลี้ยงเอง!”

“ได้สิ ว่าแต่นายมีเงินหรือเปล่า? ตอนนี้ผู้อื่นรับเพียงเหรียญต้าหยาง!” โจวเจวียกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ความขุ่นข้องหมองใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ล้วนหายเป็นปลิดทิ้ง

“ไม่มีก็ขอยืมจากเศรษฐีโจว!” เผิงเสวียเหวินแสร้งทำท่าทางคล้ายหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก สีหน้าทะเล้น “ถึงอย่างไรฉันมีใบธนบัตรสาธารณรัฐจีน พวกเขาไม่ยอมรับ ฉันก็แลกกับนาย หากว่านายก็ไม่ยอมให้แลก พรุ่งนี้ฉันจะออกไปหาโรงจำนำ แลกกับพวกเขาในอัตราที่น้อยกว่า! ฉันไม่เชื่อว่า ในเขตพื้นที่ของสาธารณรัฐจีนแห่งนี้ ธนบัตรที่ออกโดยรัฐบาลยังจะถูกมองเป็นเศษกระดาษแล้ว!”

เงินตราที่ออกโดยรัฐบาล ย่อมไม่มีคนกล้าเห็นมันเป็นเศษกระดาษ ทว่านับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ธนบัตรของสาธารณรัฐจีน ค่าเงินก็ขึ้นลงไม่หยุดนิ่งมาตลอด รัฐบาลจงยางนอกจากออกมาตรฐาน สั่งให้หน่วยงานของรัฐห้ามใช้เหรียญต้าหยางและเหรียญอีแปะซึ่งเป็นเงินตราชนิดเก่าแล้ว ก็ปราศจากวิธีแก้ไขปัญหา ส่วนประชาชนทั่วไปเนื่องเพราะไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลจงยาง และไม่ยินดีนำเงินตราเก่าในมือ ไปแลกเป็นกระดาษธนบัตรหลากสีสันกองหนึ่ง

มองเห็นท่าทีหน้าด้านของเผิงเสวียเหวิน โจวเจวียก็คาดเดาได้ว่าเขาถูกบีบจนอับจนหนทางแล้ว หัวเราะพลางพยักหน้ารับปาก “ช่างเถอะ ฉันจะแลกกับนายเอง! ถือเสียว่าชาติที่แล้วฉันติดค้างนาย! แต่ว่าไม่สามารถแลกเปลี่ยนมากเกินไป!”

เขากลับไม่รู้สึกว่าธนบัตรสาธารณรัฐจีนเลวร้ายอันใด การเดินทางครั้งนี้คือนำทีมไปสมัครกองทัพนักศึกษา หลังจากก้าวสู่สนามรบ ก็เท่ากับฝากชีวิตไว้กับสวรรค์ เงินทองที่พกติดตัวเหล่านั้น ชาตินี้มีโอกาสได้ใช้จ่ายหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอน! มิหนำซ้ำธนบัตรแม้ไม่เป็นที่ต้องการในหมู่ชาวบ้าน แต่หน่วยงานรัฐบาลกับกองทัพย่อมไม่ปฏิเสธ ในกระเป๋าเงินพกพาธนบัตรหนึ่งพับ ไว้สำหรับใช้จ่ายยามจำเป็น นับว่าสะดวกกว่าการพกพาเหรียญต้าหยางที่หนักอึ้ง!

“ไม่เป็นไร แลกเท่าที่แลกได้!” เผิงเสวียเหวินยื่นแขนไปโอบไหล่โจวเจวีย พาเขาไปหาพวกพ้องตนเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “มา มา พวกเราล้วนเข้ามาพบปะผู้มีพระคุณท่านนี้! หากไม่เพราะเขา คืนนี้พวกเราคงต้องนอนข้างถนนแล้ว! โจวเจวีย ชาวเมืองก้วนเสี้ยน (อำเภอหนึ่งในเมืองเฉิงตูมณฑลเสฉวน) ฉายาโจวป้านเฉิง (โจวครึ่งเมือง) …”

“ขอบคุณพี่โจว!” พวกนักศึกษาที่มาจากเป่ยผิงเดินขึ้นหน้า กล่าวทักทายโจวเจวียพร้อมกัน โจวเจวียรีบกุมมือพวกเขา ในขณะเดียวกันก็แนะนำพวกพ้องของตนเองให้อีกฝ่ายรู้จัก “พวกเขาล้วนเป็นเพื่อนนักเรียนและรุ่นน้องฉันที่ซานต้า (มหาวิทยาลัยซานตง) ฟางกั๋วเฉียง ลู่หมิง เถียนชิงอวี่ หลิ่วจิง หันชิว จางเสี้ยวรุ่ย หลี่ตี๋…” ยามแนะนำถึงจางซงหลิง เขาหยุดชะงักเล็กน้อย หัวเราะพลางกล่าวต่อไปว่า “เขาชื่อจางซงหลิง นักเรียนดีเด่นที่จบการศึกษาจากกั๋วลี่อีจงของซานตงในปีนี้ สี่วิชาสอบได้อับดับหนึ่งของชั้นปี กำลังคิดจะไปสมัครสอบเป่ยต้าของพวกคุณ!”

“จริงหรือ?!” เมื่อสักครู่พวกนักศึกษาเป่ยผิงอับอายขายหน้าเนื่องเพราะไม่มีเหรียญต้าหยางเพื่อจ่ายค่าที่พัก ตอนนี้ล้วนเชิดหน้าชูคอได้แล้ว สายตาหันมองไปที่จางซงหลิงพร้อมกัน สอบถามด้วยความประหลาดใจ

“อาจารย์ของฉันแนะนำให้ฉันไปสมัครสอบเป่ยต้า เพียงแต่…เพียงแต่ไม่ทราบจะสอบติดหรือไม่!” จางซงหลิงถูกผู้คนจ้องมองจนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าแดงก่ำ ตอบตะกุกตะกัก

“ย่อมสอบติดอย่างแน่นอน อันดับหนึ่งในชั้นปีของกั๋วลี้อีจง มันทำได้ง่ายๆ หรือ?” เผิงเสวียเหวินเข้าใจถึงอาการของจางซงหลิงในขณะนี้เป็นอย่างดี หัวเราะพลางเดินเข้ามาตบไหล่เขา “พวกเราเชื่อมั่นในตัวคุณ! และยินดีต้อนรับคุณ! เวยเวย อีกสักครู่เอาหัวข้อข้อสอบของหลายปีก่อนที่ฉันรวบรวมให้เธอออกมา คัดลอกให้สหายเสี่ยวจางหนึ่งฉบับ! เพื่อให้เขาได้มีเวลาเตรียมความพร้อม!”

“เอ๊ะ!” พอได้ยินพี่ชายบอกว่าจะเอาสิ่งของของตนเองให้คนแปลกหน้า เผิงเวยเวยตอบอย่างไม่ยินยอม จากนั้นหันหน้ามา มองเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของจางซงหลิง ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้น่าสนใจ ยิ้มพลางกล่าวว่า “อีกสักครู่พอเข้าพักแล้ว คุณมาหาฉันที่ห้อง ฉันชื่อเผิงเวยเวย นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหญิงหันตัน จบการศึกษาปีนี้ ดีใจที่ได้รู้จักคุณ!”

“ฉันชื่อจางซงหลิง บ้านอยู่ซานตง จบการศึกษาจากกั๋วลี้อีจงในมณฑลซานตง ดี…ดีใจ…” มองเห็นอีกฝ่ายยื่นมือออกมา จางซงหลิงลำบากใจจนสีหน้าแดงก่ำยิ่งขึ้น สองมือเดิมทีซ่อนอยู่ด้านหลัง แต่กริ่งเกรงทำให้พวกพ้องขายหน้า จึงตัดสินใจยื่นมือไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คว้านิ้วมือของอีกฝ่ายเอาไว้

อ่อนนุ่ม อ่อนนุ่มยิ่ง ซึ่งคล้ายกับเด็กทารกที่เพิ่งครบหนึ่งเดือนของเพื่อนบ้าน อบอุ่นอ่อนโยน ทั้งยังแฝงมาด้วยความรู้สึกหลงไหลเบาบาง

“ฮิๆ…” ท่าทางของจางซงหลิงล้วนปรากฏอยู่ในสายตา เผิงเวยเวยอดไม่ได้ที่จะเม้มปากหัวเราะ

ชั่วขณะนั้น ราวกับดวงอาทิตย์นับพันนับหมื่นระเบิดตรงหน้าจางซงหลิง สรรพสิ่งประดามีล้วนสูญเสียสีสัน

 

กระทั่งเริ่มรับประทานอาหารเย็น จางซงหลิงยังตกอยู่ในอาการงกๆ เงิ่นๆ เผิงเวยเวยที่มีนิสัยร่าเริงสนทนากับเขามากมาย แต่ว่าเนื้อหาทั้งหมด เขากลับจำไม่ได้แม้แต่น้อย เพียงจำได้ว่าเวลาส่วนใหญ่ในการสนทนานั้น ล้วนเป็นเผิงเวยเวยเป็นคนถาม ตนเองเป็นคนตอบ เริ่มตั้งแต่ปฐมถึงมัธยมเลื่อนชั้นก้าวกระโดดอย่างไร รวมทั้งชวนศิษย์คนเล็กของร้านช่างตีเหล็กไปขโมยไข่นกแล้วถูกงูกัด ไปเรียนเขียนอักษรกับเฉินเซียนเซิงที่ร้านเขียนพู่กันจีนแล้วไม่ตั้งใจเรียน ถูกเฉินเซียนเซิงลงโทษด้วยการตีฝ่ามือ เหตุการณ์ต่างๆ นานา ไม่ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีหรือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ล้วนบอกเล่าออกมาอย่างไม่ปิดบัง

ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเด็กหนุ่มผู้นี้ ในช่วงเวลายุคนั้น ประเพณีนิยมของประชาชนในมณฑลซานตงไม่อาจสู้ผู้คนในเขตพื้นที่เซี่ยงไฮ้และเป่ยผิง ยามจางซงหลิงเข้าเรียนระดับปฐมศึกษา ก็ไม่เคยพบเห็นนักเรียนหญิงมาก่อน เมื่อไปเรียนต่อระดับมัธยมที่เมืองใหญ่ ในห้องค่อยมีนักเรียนหญิงใส่กระโปรงน้ำเงินและสวมรองเท้าผ้าสามคน หลังจากนั้นหนึ่งในนั้นที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายปีที่หนึ่ง ก็รับคำสั่งของบิดามารดาไปแต่งงานมีครองครัว อีกสองคนที่เหลือ กระทั่งจบการศึกษา คำพูดที่จางซงหลิงเคยสนทนากับพวกเธอรวมกันแล้วไม่ถึงหนึ่งร้อยประโยค ซึ่งมีแปดส่วนขึ้นไปเป็นประโยคประเภท “นักเรียนเว่ยถิงถิง การบ้านของเธอจะส่งได้เมื่อไร!” “นักเรียนจ้าวเสี่ยวลี่ หลังเลิกเรียนคุณครูให้เธอไปพบที่ห้องพักครู!”

ไร้สาระสิ้นดี และไม่คู่ควรให้จดจำ

จู่ๆ พบเจอ ‘คนประหลาด’ อย่างเผิงเวยเวย แทบจะแตกต่างจากนักเรียนหญิงในวัยเดียวกันที่เขาเคยรู้จักมาทั้งหมด จะให้เขาไม่รู้สึกแปลกใหม่น่าสนใจได้อย่างไร?!

สำหรับเผิงเวยเวยเด็กสาวที่เติบโตมาในเมืองใหญ่ตั้งแต่เล็ก จางซงหลิงที่ใสซื่อและพูดไม่เก่ง ไหนเลยไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ชนิดหนึ่ง?! เขาแตกต่างจากพี่ชายตนเองที่สุขุมรอบคอบและมากประสบการณ์ ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนต้องคำนวณในใจครู่หนึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และโทษ และไม่คล้ายกับนักศึกษาเป่ยผิงคนอื่นๆ ที่ร่วมเดินทางมา แต่ละคนมักจะชอบคุยโวโอ้อวด ดวงตาอยู่เหนือศีรษะ เด็กหนุ่มผู้นี้อายุใกล้เคียงกับเธอ ดวงตาใสสะอาดเฉกเช่นลำธารน้อยสายหนึ่ง เธอมองแวบเดียวก็สามารถมองเห็นก้อนหินและปลาน้อยที่อยู่ในน้ำ ใบหน้าก็สะอาดสะอ้านคล้ายกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง ปราศจากกลิ่นอายด้านลบ จริงใจไร้เล่ห์เหลี่ยม ทั้งยังเปล่งประกายความสดใสอ่อนโยน

ต่อให้เป็นการผูกสัมพันธ์ด้วยตนเอง จางซงหลิงก็ผูกสัมพันธ์ได้อย่างแปลกใหม่ หากว่าการกระทำของเขาในตอนนี้สามารถถือเป็นการผูกสัมพันธ์ต่อเด็กสาว เด็กหนุ่มอื่นๆ รวมทั้งพวกพ้องในมหาวิทยาลัยของเผิงเสวียเหวิน เมื่ออยู่ต่อหน้าเผิงเวยเวย ล้วนแสดงออกอย่างไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนใหญ่จะหยิบยกประสบการณ์อันยิ่งใหญ่และโดดเด่นของตนเองออกมาบอกเล่า และมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างเป่ยต้า สุ่มเลือกนักศึกษาชายออกมาสักคน เกรงว่าล้วนเหนือกว่านักศึกษาในบ้านเกิดของเขา ซึ่งเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และน่าภูมิใจของแต่ละคนนั้น ก็ล้วนคล้ายคลึงกัน เพียงมีจางซงหลิง บางทีอาจยังไม่ทราบวิธีการวางตัวต่อหน้าผู้หญิง สิ่งที่บอกส่วนใหญ่เล่าถึงกับเป็นเรื่องราวทั่วไปไร้ซึ่งความสะดุดตา รวมทั้งเรื่องราวที่เขาเคยอับอายขายหน้าอย่างไร

หนุ่มสาวสองคนแบ่งปันความสุขของกันและกันเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหนีรอดสายตาของผู้ร่วมทาง ประเดี๋ยวเดียว เผิงเสวียเหวินก็ค้นพบความผิดปกติของเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายน้องสาวตนเอง ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงดังว่า “สหายเสี่ยวจาง เมื่อสักครู่ฉันฟังสือโถวบอกว่าด้านคณิตศาสตร์ของคุณยอดเยี่ยมมาก ใช่หรือไม่?! ฉันรู้จักศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง แซ่เซิน มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากว่าคุณมีจดหมายรับรองจากผู้อำนวยการของกั๋วลี่อีจง รอให้สถานการณ์สงบลง ฉันสามารถพาคุณไปพบเจอท่านล่วงหน้า!”

“ฉัน อ้อ พี่เผิงถามฉันหรือ? ฉันเพียงแต่คำนวณในใจได้ค่อนข้างเร็วเท่านั้น ครอบครัวฉันเป็นพวกทำการค้า ฉันช่วยพี่ชายดูแลบัญชีตั้งแต่เด็ก!” แรกเริ่มจางซงหลิงยังไม่ได้ยิน จึงถูกลู่หมิงแอบใช้ขาถีบจากใต้โต๊ะ ค่อยได้สติกลับมา ย่อมตอบกลับไปอย่างไม่ตรงคำตอบ

“พรวด!” เถียนชิงอวี่ไม่ทันกลืนน้ำชาลงคอ พ่นออกมาหมดปาก หันหน้าไปไอแค่กหลายเสียง สมาชิกอื่นๆ ของชมรมเสี่ยฮวาก็ฝืนสะกดกลั้นเสียงหัวเราะ มองดูจางซงหลิงที่มีสีหน้างงงวย ค่อยกล่าววาจาแทนเขา “การคำนวณในใจของเขานับว่ายอดเยี่ยม ภายในเลขสี่หลัก ไม่ต้องใช้ลูกคิด ก็สามารถบอกผลลัพธ์ได้ทันที”

“จดหมายรับรองจากผู้อำนวยการของกั๋วลี่อีจง แม้ว่าแต่ละรุ่นเพียงมอบให้สิบฉบับ เขาเป็นถึงที่หนึ่งของชั้นปี ย่อมต้องได้รับจดหมายรับรอง!”

“การเข้าสู่วงสังคมก็เป็นวิชาความรู้แขนงหนึ่ง! ตอนที่ฉันเรียนหนังสือ หวั่นเกรงการทำงานโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของโลกภายนอกเป็นที่สุด!” ฟางกั๋วเฉียงก็ยังอุตส่าห์กล่าวชมจางซงหลิง แม้ว่าใช้ถ้อยคำงงๆ อยู่บ้าง

ต่อหน้าผู้คนของชมรมเสี่ยฮวา เผิงเสวียเหวินย่อมไม่กล้ากล่าวว่า ‘นี่ เจ้าทึ่ม รบกวนช่วยอยู่ห่างน้องสาวฉันไกลหน่อย!’ หากกล่าวเช่นนั้น ไม่เพียงต้องทำให้สหายเก่าโจวเจวียเสียหน้า เมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวตนเอง ก็ไม่ได้รับผลดีอะไร แต่เขานับว่าไม่อาจทนเห็นท่าทีสนิทสนมของจางซงหลิงที่ราวกับไม่เคยพบเจอผู้หญิงมาก่อน เขาหัวเราะพลางกล่าวต่อไปว่า “มีจดหมายรับรองก็ดี มีจดหมายรับรองก็ดี เป่ยต้าของพวกเรา สาขาคณิตศาสตร์สอบยากที่สุด การรับสมัครที่ผ่านมา ภายในยี่สิบคน อาจไม่ติดแม้สักคน ไม่คล้ายสาขาอื่นๆ ขอเพียงคุณไม่ย่ำแย่เกินไป ยังพอมีความหวัง!”

“ฉัน ฉันยังไม่ได้คิด...ว่าจะสมัครสอบ…สาขาวิชาอะไร!” จางซงหลิงเดิมคิดสารภาพ ความจริงตนเองยังไม่ตัดสินใจว่าจะสมัครสอบมหาวิทยาลัยของเป่ยผิง หรือว่ามหาวิทยาลัยจงหยางของหนานจิง แต่มองเห็นนักศึกษาเป่ยผิงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ล้วนกำลังตั้งใจรอฟัง จึงเปลี่ยนคำพูดด้วยความระมัดระวัง

เผิงเสวียเหวินเจ็บใจที่ฉีกหน้าจางซงหลิงไม่สำเร็จ จึงฝืนยิ้มกล่าวว่า “อย่างนั้นคุณคงต้องศึกษาให้มากหน่อย หากเลือกสาขาวิชาที่ตนเองไม่ชอบ เรียนไปยากลำบากยังพอทน แต่ในอนาคตเมื่อจบการศึกษา ก็อาจจะไร้วิชาติดตัว ซึ่งเท่ากับเสียเวลาไปหลายปีโดยเปล่าประโยชน์!”

“พี่ชาย พี่อย่าเอาแต่สั่งสอนผู้อื่นได้หรือไม่?!” ไม่รอให้จางซงหลิงปริปาก เผิงเวยเวยกล่าวแทรกขึ้นมาก่อน “เขาติดตามพี่สือโถว มีหรือจะไร้ความคิด? ยังต้องให้พี่บ่นพึมพำอยู่ที่นี่ไม่จบไม่สิ้นหรือ?!”

“ฉัน…ฉันแค่เป็นห่วงเขาเท่านั้นเอง? เขาอายุยังน้อย รับฟังประสบการณ์จากผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน ก็ไม่เสียหาย!” เผิงเสวียเหวินขมวดคิ้ว พยายามอธิบาย

“ต่างคนต่างมีทางเลือกของตนเอง ประสบการณ์เหล่านั้นของพี่ ใช่ว่าจะมีประโยชน์เสมอไป!” เผิงเวยเวยไม่รู้จักไว้หน้าพี่ชายตนเองมาแต่ไหนแต่ไร จึงกล่าวอย่างไร้ความเกรงใจ

หนังสือแนะนำ