ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 2)

เมื่อมีความนึกคิดแบบนี้ พวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับผู้ปกครองชาวญี่ปุ่น เดือนแรก คนญี่ปุ่นต้องการเสบียงครึ่งหนึ่งของทั้งหมู่บ้าน พวกชาวไร่ชาวนามอบให้แต่โดยดี ถึงอย่างไรขอเพียงเหลือไว้ครึ่งหนึ่ง พวกเขารับประทานข้าวต้ม ล่าสัตว์ตกปลา ก็พอประทังชีวิตจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในปีหน้า

เดือนที่สอง คนญี่ปุ่นมาอีกแล้ว ต้องการสร้างป้อมปืนใหญ่ สั่งให้คนในหมู่บ้านส่งแรงงานสี่สิบคน บุตรชายคนโตของตระกูลเถียนพาชาวไร่ชาวไรไปเกณฑ์แรงงาน หลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกแล้ว

เดือนที่สาม คนญี่ปุ่นเดินทางมาอีกครั้ง เถียนชิงอวี่ทราบข่าวล่วงหน้า นำบุตรชายคนเล็กไปซุกซ่อนไว้ในป่าลึก คนญี่ปุ่นภายใต้การนำพาของทหารล่ามเดินวนรอบหมู่บ้าน ต้องการอาหารและน้ำดื่ม พบเจอสิ่งของแปลกประหลาดอะไร รวมทั้งกระถางธูปที่ตระกูลเถียนใช้กราบไหว้บรรพชนล้วนต้องการขนไป เถียนชิงอวี่ยอมอดทนอดกลั้น เพียงขอให้สวรรค์คุ้มครองคนในครอบครัวสามารถผ่านพ้นคราเคราะห์ไปอย่างปลอดภัย

หลังจากอิ่มหนำสำราญ คนญี่ปุ่นโอบอุ้มบุตรสาวของเถียนชิงอวี่เข้าประตูบ้าน “ท่านพ่อ ท่านยังเป็นผู้ชายหรือไม่?” ท่ามกลางเสียงเค้นถามอย่างโกรธแค้นของบุตรสาว เถียนชิงอวี่ได้แต่มือกุมศีรษะคุกเข่าอยู่บนพื้น

บุตรสาวไม่ยอมตกเป็นเครื่องบำเรอ ชนกำแพงฆ่าตัวตาย ทหารญี่ปุ่นยามเดือดดาล วางเพลิงเผาบ้าน ท่ามกลางเปลวไฟ เถียนชิงอวี่ไม่อาจฝืนทนอีกต่อไป คว้ามีดหั่นผักวิ่งเข้าหาทหารญี่ปุ่น ถูกล่ามแปลภาษากับทหารกราดยิงจนสิ้นลมกับพื้น

หลังจากบุตรชายคนเล็กของตระกูลเถียนกลับมา ค้นพบซากศพของบิดาในกองซากปรักหักพัง เขาลั่นวาจาสาบานว่าต้องแก้แค้น ร้องเพลง “ซงฮวาเจียงซ่าง” เดินทางไปตามหากองทัพต่อต้านญี่ปุ่นในทุ่งหิมะหลินไห่

“บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีป่าเขาเหมืองถ่านหิน ยังมีถั่วเหลืองและเกาเหลียง (ข้าวฟางแดง) ที่เต็มท้องทุ่งบ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีพวกพ้องของฉัน ยังมีบิดามารดาที่แก่เฒ่า…”

โครงเรื่องของละครพูดเรียบง่ายยิ่ง กลับเข้าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านธรรมดา หลังจากทำการแสดงครั้งแรก ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น จากนั้นในระหว่างการเดินทาง ทุกครั้งที่เดินผ่านหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่หน่อย บทละครพูดนี้ล้วนกลายเป็นรายการหลักของพวกเขา ทุกครั้งที่แสดงจบ ล้วนมีผู้ชมหลั่งน้ำตา อาลัยอาวรณ์ไม่ยอมจากไป

เถียนชิงอวี่เปลี่ยนบทบาทแสดงเป็นเศรษฐีที่ดิน ส่วนตัวละครทหารญี่ปุ่น ย่อมตกเป็นของจางซงหลิงโดยปริยาย เพื่อให้แสดงได้แยบยลยิ่งขึ้น เขายังพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกมากมายจากเถียนชิงอวี่ แต่ละประโยคล้วนขยันฝึกซ้อม พยายามฝึกให้ใกล้เคียงเท่าที่จะทำได้

การพยายามอย่างไม่ลดละ ย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า หลายครั้งในระหว่างการแสดง เขาเกือบถูกผู้ชมที่โกรธแค้นเห็นเป็นทหารญี่ปุ่นตัวจริง ขว้างก้อนอิฐเข้าใส่ โชคดีได้โจวเจวียที่รับบทเป็นบุตรชายของครอบครัวเศรษฐีที่ดินมีปฏิกิริยาว่องไว จึงหลีกเลี่ยงคราวเคราะห์ไปครั้งแล้วครั้งเล่า ลู่หมิงคนเขียนบทชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถูกเถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดินโกรธเคืองจนคันไม้คันมือ พอมีโอกาส ก็แสร้งวางมาดของผู้เป็นบิดา บังคับให้ลู่หมิงที่แสดงเป็นบุตรสาวทำความเคารพต่อตนเอง

หลิ่วจิงย่อมไม่อาจทนเห็นลู่หมิงโดนรังแก ยืนออกมาผดุงความยุติธรรม เด็กสาวสองคนที่ควบสองหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ตอนนี้เป็นดาราดังของกลุ่ม ทุกครั้งที่ทำการแสดง ล้วนถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมถามนั่นถามนี่ ในขณะเดียวกัน กล่องรับบริจาคที่พวกเธอสองคนดูแลอยู่ ก็ถูกผู้ชมทั้งหลายยัดเงินเข้าไปเต็มกล่องในครั้งเดียว เหรียญอีแปะ เหรียญเงิน แม้กระทั่งแหวนที่ฝังหินพลอย ก็เคยปรากฏในกล่อมรับบริจาคเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ยามเดินทางผ่านเซินโจว นักเลงประจำถิ่นหลายคนถูกเงินครอบงำ ถึงกับอวดอ้างการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง เดินปรี่เข้าไปหวังรีดไถเงินทองจากกลุ่มนักศึกษา

“หยุดร้องได้แล้ว หยุดร้องได้แล้ว อากาศร้อนอบอ้าว เห่าหอนอะไรกัน พวกแกไม่ทราบว่าที่นี่เป็นเขตพื้นที่ของชุยเหล่าแหยหรือ? ไม่ถามสักคำก็กล้าเรี่ยไรเงินทอง หรือคิดว่าอาวุธในมือพี่น้องฉันเป็นของเด็กเล่น?!”

“แน่จริงพวกแกไปแย่งชิงกับคนญี่ปุ่น อวดดีในถิ่นตัวเองนับว่ามีฝีมืออะไร!” เห็นฝ่ายตรงข้ามปรี่เข้ามาหากล่องรับบริจาค หันชิวร้อนรุ่มฉับพลัน สองมือโอบอุ้มกล่องบริจาคไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“ไสหัวไป แน่จริงไปแย่งชิงกับคนญี่ปุ่น วางมาดเก่งกาจในถิ่นตนเอง นับเป็นตัวอะไรกัน!” เถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดิน ซึ่งในความเป็นจริง เขากลับไม่ไร้มนุษยธรรมเฉกเช่นในบทบาทที่ได้รับ พบเห็นมีคนข่มขู่หันชิว รีบกระโดดลงจากบนเวที ขวางอยู่ด้านหน้าของนักเลงประจำถิ่น

“นี่เป็นเงินค่ารักษาที่รวบรวมไปให้พี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้า พวกแกก็กล้าแย่งชิงหรือ?!” จางซงหลิงที่แสดงเป็นทหารญี่ปุ่นมือถือดาบไม้ วิ่งออกมาด้วยท่าทางดุร้าย วาดดาบไปมาต่อหน้าพวกนักเลงประจำถิ่น

นักศึกษาที่เหลือหลั่งไหลเข้ามา ใช้ร่างกายบดบังหันชิวกับหลิ่วจิงไว้ด้านหลัง บริเวณหน้าเวทีวุ่นวายโกลาหล ผู้ชมทั้งหลายที่กำลังดื่มด่ำกับบทละคร รายล้อมเข้ามา ตะโกนด่าทอนักเลงประจำถิ่นหลายคนว่า “หน้าไม่อาย! แน่จริงไปอวดเก่งกับคนญี่ปุ่น! รังแกเด็กนักศึกษาถือว่ามีฝีมืออะไร!”

ไม่ทราบกลัวเกรงฝูงชนโกรธเคือง หรือว่าในใจยังมีความรู้สึกละอายใจหลงเหลือ นักเลงประจำถิ่นหลายคนที่วางอำนาจบาตรใหญ่มาตลอดถึงกับอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ ดึงปีกหมวกลง วิ่งหนีจากไป

“พ่อแม่พี่น้อง พวกเรามีสี่ร้อยห้าสิบล้านชีวิต ส่วนจำนวนของคนญี่ปุ่นเพียงมีเศษเสี้ยวของพวกเรา ขอเพียงพวกเรารวมพลัง ร่วมกันต้านศึกนอก ย่อมสามารถขับไล่พวกมันออกจากหัวเป่ย ขับไล่ออกจากประเทศจีน!” ฟางกั๋วเฉียงสบโอกาส นำหน้าตะโกนคำขวัญต่อต้านญี่ปุ่น

“รวมพลัง ร่วมกันต้านศึกนอก! รวมพลัง ร่วมกันต้านศึกนอก!” ผู้ชมที่รายล้อมบังเกิดความฮึกเหิม ตะโกนคำขวัญต่อต้านญี่ปุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ขับไล่ทหารญี่ปุ่นออกจากประเทศจีน!”

“ปกป้องผิงจิน ปกป้องหัวเป่ย ปกป้องบ้านเมืองของพวกเรา!”

วันรุ่งขึ้น ขบวนของชมรมเสี่ยฮวาเดินทางขึ้นเหนือต่อไป คนขับรถม้าทั้งสามคนก็ได้รับอิทธิพลจากพวกเขา เร่งความเร็วรถม้าเต็มที่ เพียงแต่หลังจากผ่านเป่าติ้งแล้ว ถนนที่เก่าชำรุดกลับค่อยๆ แคบเล็กขึ้นมา ฝูงชนลี้ภัยกลุ่มใหญ่ พกพาสมบัติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของครอบครัว เดินตามถนนมุ่งหน้าลงใต้ด้วยอาการตื่นตระหนก

“ทหารญี่ปุ่นกำลังจะบุกตีเป่ยผิงแล้ว! เด็กนักศึกษา พวกคุณจะไปที่ไหนกัน?!” ท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลลงใต้ รถม้าสามคันที่เดินสวนทางเป็นที่สะดุดตายิ่ง ประเดี๋ยวเดียว ก็มีคนชราที่ลี้ภัยมาพบเห็นทิศทางของรถม้าผิดปกติ จึงหยุดเดินกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

“พวกเราจะไปเป่ยผิง ไปเข้าร่วมกองทัพต่อต้านญี่ปุ่น!” เถียนชิงอวี่นั่งอยู่บนคานรถม้า ประกาศต่อผู้ลี้ภัยอย่างภาคภูมิ

คนชราใจดีหยุดชะงัก จากนั้นเบิกตากลมโต กล่าวเสียงดังว่า “อย่าไป อย่าไป ฟังคำของผู้เฒ่า รีบนั่งรถกลับบ้านไปเถอะ! ทหารญี่ปุ่นร้ายกาจมาก กองทัพที่ยี่สิบเก้าล้วนสู้พวกมันไม่ได้ เด็กนักศึกษาอย่างพวกคุณไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไร เชื่อฟังเราผู้ชรา อย่าได้อวดเก่ง รีบกลับบ้านไปเถอะ!”

“ใช่ ใช่! อย่าได้อวดเก่ง รีบกลับบ้านไปเถอะ คนญี่ปุ่นมีเครื่องบิน ปืนใหญ่ พวกเจ้าไปแล้ว ก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า กลับไปเถอะ รีบกลับไป!” คนชราที่ใจดีมีไม่เพียงหนึ่งคน ต่างยืนอยู่ข้างรถม้า กล่าวเตือนด้วยความหวังดี

คำเตือนของพวกเขา ย่อมมาจากจิตใจที่ต้องการปกป้องคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ กลับส่งผลให้ผู้ฟังแต่ละคนใบหน้าแดงก่ำ “ท่านอยากหนี ก็เชิญหนีไปเองเถอะ ดูว่ายังสามารถหนีไปถึงที่ใด พวกเรา…” เถียนชิงอวี่เชิดหน้า กล่าวด้วยความฮึกเหิมว่า “ต่อให้สู้จนตัวตายไป ก็ต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ”

“ยินดีเป็นวิญญาณสิ้นชีพ ไม่ขอเป็นทาสสิ้นชาติ!” หันชิวพลิกตัวออกมาจากด้านหลังรถม้า หัวเราะพลางเอาศีรษะแนบอิงแขนของเถียนชิงอวี่ “ท่านรีบหนีไปเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา บ้านเมืองกำลังมีภัย ต้องมีใครไปร่วมรบ ไม่อย่างนั้น ต่อให้พวกเราถอยจนถึงเขาหยาซานแล้วจะทำอะไรได้อีกเล่า?!”

เขาหยาซานอยู่ที่ใด พวกคนชราไม่ทราบ คาดว่านั่นเป็นสถานที่ที่อยู่ไกลลิบ แต่ความมั่นใจที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหญิงคู่นี้ กลับทำให้พวกเขาไม่กล้าปริปากอีก หลีกทางให้อย่างนิ่งเงียบ มองส่งรถม้าเดินสวนฝูงชน กระทั่งเดินไปไกลมากแล้ว จึงมีคนส่ายศีรษะถอนหายใจ “เด็กโง่เขลากลุ่มนี้ เฮ้อ! ช่างน่าเสียดาย!”

“ไม่ทราบเป็นบุตรหลานตระกูลใด แต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย กลับโง่เขลาปานนี้!” ผู้ลี้ภัยอื่นๆ ทอดถอนใจคล้อยตาม

“ยิ่งเป็นช่วงจังหวะแบบนี้ พวกเรายิ่งไม่ควรหันหลังกลับ!”

หัวใจของฟางกั๋วเฉียงถูกประชาชนที่ชินชาทั้งหลายกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ยืนอยู่บนรถม้า มือข้างหนึ่งแตะไหล่ของลู่หมิง กล่าวเสียงดังว่า “พวกเราไม่ควรปล่อยให้ผู้อื่นบอกว่า เพียงรู้จักปลุกระดมให้ผู้อื่นไปตายในสนามรบ ตนเองกลับหลบอยู่ในสถานที่ปลอดภัย! พวกเราต้องทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่า แผ่นดินจีนผืนนี้ มีลูกผู้ชายตัวจริงมากน้อยเพียงใด วันนี้ต่อให้พวกเราล้วนล้มลง ยังมีพวกพ้องนับแสนนับล้านลุกฮือขึ้นมา เหยียบย่ำโลหิตของพวกเรา เสี่ยงตายวิ่งเข้าหาศัตรู…”

ภายในรถม้า ไร้คนสนใจว่าเขากล่าวอะไร สมาชิกชมรมเสี่ยฮวาทั้งหมด รวมทั้งจางซงหลิงที่เข้าร่วมในตอนหลัง พอทราบว่าสงครามกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว เม้มริมฝีปากแน่น นิ่งเงียบคิดเรื่องในใจ หลู่เฉิง เมืองใหญ่ ต้นฮวาย (ต้นสกอลาร์จีน)โบราณที่หน้าปากซอย ยังมีร้านขายเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาวฟุ้งกระจายตลอดปี ยังมี…ยังมีท่านอาช่างตีเหล็กที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น น้องสาวต่างมารดาสองคนที่อยู่ในบ้าน

“หากว่าฉันรบตายในสมรภูมิ ไม่ทราบท่านพ่อจะเสียใจมากกว่า หรือว่าภูมิใจมากกว่า?” พอนึกถึงคำถามที่ซับซ้อนคำถามนี้ จางซงหลิงก็ฝืนยิ้มออกมา

บิดาตนเองก็คล้ายกับเศรษฐีที่ดินเถียนในละครพูด ไม่ประสบเคราะห์กรรมบ้านแตกผู้คนล้มตายสักครั้ง คงไม่มีทางเข้าใจความคิดของบุตรชาย แต่เขากลับหวังว่า บิดาไม่ต้องเข้าใจตนเอง ไม่ต้องเข้าใจไปตลอดกาล!

เขาส่ายศีรษะ หันมองไปรอบข้าง ทันใดนั้นมองเห็นนิ้วมือเรียวยาวของลู่หมิง กำลังประสานกับนิ้วมือที่เรียวยาวเช่นกัน นั่นเป็นมือของหลิ่วจิง เขาตื่นตะลึงเล็กน้อย รีบหันหน้าหนี กลับพบเจอหันชิวขยับร่างซบอกเถียนชิงอวี่พอดี

ชั่วขณะนั้น ในใจของจางซงหลิงคล้ายกับถูกลมระลอกหนึ่งพัดผ่าน หัวเราะเบาในลำคอ

ต้นฤดูร้อนในเดือนห้า ในอากาศเปี่ยมด้วยกลิ่นหอมของบุปผชาติ

 

ยิ่งเดินทางขึ้นเหนือ ฝูงชนบนถนนยิ่งเนืองแน่น

ยากดีมีจน ความศรัทธาและสำเนียง ช่วงจังหวะนี้ ช่องว่างที่ใช้แบ่งแยกผู้คนทั้งหมดล้วนหายลับไปแล้ว ในใจทุกคนนึกคิดเพียงสิ่งเดียว คือหนี หนีไปยิ่งไกลยิ่งดี!

เพื่อให้สามารถพกพาสิ่งของมีค่าในครัวเรือนไปให้ได้มาก บนรถม้า รถลา รถวัวควาย รถเข็นต่างๆ แต่ละคันล้วนอัดแน่นด้วยสัมภาระน้อยใหญ่

ท่ามกลางฝูงชนหนาแน่น รถม้าสามคันก็คล้ายกับเรือท้องแบนสองลำที่อยู่กลางแม่น้ำใหญ่ ประเดี๋ยวปรากฏ ประเดี๋ยวหายลับ ขยับส่ายไปมา ทุกวินาทีล้วนมีโอกาสพลิกคว่ำ เจ้าของรถม้าเริ่มร้อนรุ่ม ใบหน้าบึ้งตึงแข็งกร้าว ฟาดแส้ม้าดังเพี๊ยะๆ เถียนชิงอวี่ที่เยือกเย็นมาตลอดก็เริ่มเหงื่อเย็นไหลพราก มือข้างหนึ่งโอบเอวหันชิวแน่น มืออีกข้างหนึ่งวางบนเอวตนเอง แตะจับมีดสั้นด้ามหนึ่ง

เขากำลังระวังป้องกันมีคนคิดชิงรถม้า และในความเป็นจริง นับว่ามีคนไม่น้อยที่ใช้ทุกวิถีทาง หมายแย่งชิงพาหนะอันล้ำค่าสามคันนี้ มีชายผู้หนึ่งอายุสี่สิบกว่าปี ใช้สำเนียงจินเหมิน (สำเนียงเทียนจิน) แนบชิดรถม้าล้มลงกับพื้น ส่งเสียงร่ำไห้ดังลั่น เมื่อเห็นคนขับรถม้าไม่หยุดรถ จึงรีบดีดตัวขึ้นมาทันที ร่วมมือกับชายอีกสี่ห้าคนที่ใช้สำเนียงเดียวกันไปฉุดดึงเชือกม้า เจ้าของรถม้าหนึ่งคนหนึ่งแส้ ฟาดใส่มือของพวกมัน จากนั้นล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมสีดำ ดึงธงสามเหลี่ยมสีแดงออกมาจากบริเวณเอว แล้วนำไปปักอยู่บนคานรถม้า “ไอ้พวกมีตาหามีแววไม่ แม้แต่รถของพรรคธงแดงก็กล้าคิดแย่งชิง พวกแกคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว?”

ท่ามกลางสายลมร้อนอบอ้าว เสาธงที่ทำมาจากเหล็กหลอม เปล่งประกายเย็นเยียบ ไม่ทราบเพราะตื่นกลัวใบหน้าอันดุร้ายของเจ้าของรถม้า หรือว่าหวั่นเกรงต่อชื่อเสียงของพรรคธงแดง นักเลงหลายคนที่หวังชิงรถม้าต่างถอยไปด้านหนึ่ง ปาดเหงื่อพลางโค้งคำนับขอขมาต่อขบวนรถม้า

เจ้าของรถม้าไม่อยากเสียเวลากับพวกมัน ขยับแส้ยาวในมือ เร่งให้ขบวนรถเดินหน้าต่อไป เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล ก็มีสตรีอุ้มเด็กสองคน ร่ำไห้ไล่ตามมา ร้องขอรถม้าพาพวกมันไปเป่าติ้ง “พี่สาว เป่าติ้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ พวกเรากำลังเดินทางขึ้นเหนือ! คุณถามผิดคนแล้ว!” ลู่หมิงไม่อาจทนเห็นสตรีสองคนกับเด็กน้อยสองคนร่ำไห้ต่อหน้าตนเอง โน้มหลังลงไปกล่าวอธิบาย

“เพียงยี่สิบลี้ เพียงแค่ยี่สิบลี้ พวกคุณช่วยเลี้ยวหัวกลับ ระยะทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง!” สตรีสองคนรีบยกบุตรขึ้นมา ส่งขึ้นรถม้าโดยไม่สนใจอะไร ขณะเดียวกัน ยังมีชายสี่ห้าคนแบกสิ่งของสัมภาระกับหญิงชราสองคน เดินมาทางรถม้าพร้อมกัน

“พวกเรากำลังจะไปเป่ยผิง ไปเป่ยผิง พวกคุณเข้าใจหรือไม่ พวกเราต้องการสู้ตายกับโจรญี่ปุ่น เพื่อประชาชน ไปสู้ตายกับโจรญี่ปุ่น!” ฟางกั๋วเฉียงลุกขึ้นยืนฉับพลัน มือชี้ชายหญิงที่หมายหลอกโดยสารรถม้า กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เป็นถึงผู้ชาย แม้แต่ครอบครัวกับลูกเมียตัวเองยังปกป้องไม่ได้ ยังไม่ทันได้ยินเสียงปืน ก็วิ่งหนีก่อนแล้ว พวกคุณมียางอายหรือเปล่า อายผู้อื่นหรือไม่! ปล่อยให้มันโยนเด็กขึ้นมา เสี่ยวจาง คุณไม่ต้องไปห้ามพวกเรา ไม่ต้องห้ามพวกมัน! พวกเราจะพาเด็กน้อยเดินทางไปเป่ยผิง ยินดีปล่อยให้พวกมันตายอยู่ใต้กระบอกปืนของคนญี่ปุ่น ยังดีกว่าอยู่กับพ่อแม่ที่ไม่เอาไหนเช่นนี้!”

คนกลุ่มนั้นถูกด่าจนตะลึงงัน ถึงกับลืมยื้อรถม้าในชั่วขณะ รถม้าฉวยโอกาสนี้แล่นออกไปสี่ห้าก้าว ทิ้งระยะห่างกับพวกมันอีกครั้ง สตรีกับเด็กน้อยในอ้อมกอดพวกนางร่ำไห้พร้อมกัน ฟังดูช่างน่าสังเวชใจ ชายหลายคนสีหน้าแดงก่ำ มองเห็นรถม้ายิ่งไปยิ่งไกล ถึงกับไร้ความกล้าจะไล่ตามไป นิ่งอึ้งครู่หนึ่ง ค่อยถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหนักหน่วง อุ้มเด็กน้อยมาจากมือภรรยาตนเอง ก้าวเท้ามุ่งหน้าลงใต้

“หากเป็นผู้ชาย จงขึ้นเหนือไปกับพวกเรา ไปเป่ยผิง ไปหว่านผิง ไปสู้ตายกับคนญี่ปุ่น!” ฟางกั๋วเฉียงที่ด่าทอผู้อื่นเมื่อสักครู่ยืนอยู่บนรถม้า น้ำตานองหน้า “พวกพ้องทั้งหลาย ไม่ควรวิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว พวกเราหนีจากตงเป่ยเข้าด่านใน จากด่านในหนีไปยังซานตง หากคนญี่ปุ่นไล่ตามมาอีก พวกคุณยังหนีไปที่ไหนได้อีก?! แผ่นดินจีนแม้กว้างใหญ่ แต่กลับไร้หนทางไป! เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราจะหันหลังกลับอย่างไร?! พวกพ้องทั้งหลาย ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมาสู้ พวกเรามีสี่ร้อยห้าสิบล้านชีวิต คนญี่ปุ่นมีไม่ถึงเศษเสี้ยวของเรา…”

เขาตะโกนสุดเสียง โดยไม่สนใจว่ามีคนรับฟังหรือไม่ ชูแขนสองข้างราวกับคนเสียสติ ผู้คนหลายกลุ่มที่หมายแย่งชิงรถม้า ต่างสองจิตสองใจพลางถอยห่าง นี่มิใช่เพราะฟังคำกล่าวของฟางกั๋วเฉียงไม่เข้าใจ แต่เพราะตื่นกลัวกับท่าทางบ้าคลั่งของฟางกั๋วเฉียง วิธีล่อลวงต่างๆ ของพวกมัน แสร้งทำตัวน่าสงสาร นอนขวางอยู่บนพื้น รวมทั้งใช้ความรุนแรง ล้วนเป็นวิธีที่ใช้กับคนปกติ แต่หากนำมาใช้กับคนเสียสติผู้หนึ่ง ออกจะไร้ประโยชน์อยู่บ้าง

อาศัยที่มีเจ้าของรถม้ากับเถียนชิงอวี่และฟางกั๋วเฉียงคุมเชิง ในที่สุดรถม้าก็เข้าสู่ตำบลใหญ่อย่างปลอดภัยในยามพลบค่ำ นามเรียกขานของตำบลแห่งนี้คือหูหลู่อวี้ (หุบเขาน้ำเต้า) เหนือใต้ล้วนเป็นภูเขาเล็กๆ เชื่อมติดกัน ด้านตะวันออกเป็นทะเลสาบเล็กที่ใสสะอาด มีเพียงด้านตะวันตกมีทางออกแห่งเดียว ทะลุไปยังถนนและรางรถไฟของทางเหนือ

ตำบลทั้งแห่ง อัดแน่นด้วยฝูงชนที่ลี้ภัยมาจากทางเหนือ รถน้อยใหญ่เบียดเสียดอยู่บนท้องถนนอันคับแคบ ไก่เป็ดหมูแพะที่อยู่ในกรง ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นกลัว สุนัขที่ไร้คนดูแล รวมตัวเป็นกลุ่ม เดินวนรอบรถม้าแต่ละคันที่เดินผ่านมา หวังใช้เสียงร้องเรียกและการส่ายหางไปมาดึงดูดความสนใจจากผู้คนบนรถ เพื่อแลกกับอาหารประทังหิว

เถียนชิงอวี่สอบถามโรงแรมหลายแห่ง ล้วนมีแขกเข้าพักเต็มโรงแรม เขาไม่ละความพยายามเดินไปในส่วนลึกของตำบล จากนั้นสอบถามอีกสี่ห้าแห่ง เจ้าของโรงแรมยังคงมีสีหน้าอับจนปัญญา จนกระทั่งเดินมาใกล้ถึงริมน้ำ ค่อยได้ข่าวดีจากเถ้าแก่เนี้ยในร้านรถม้าแห่งหนึ่ง โรงแรมเหอผิงที่อยู่ทางเหนือของตำบลอาจยังมีห้องว่าง ส่วนเรื่องราคา “มองจากนักศึกษาอย่างพวกคุณก็ใช่ว่าจะขาดแคลนเงินทอง สามารถหาสถานที่พัก อย่าล้มป่วยปล่อยให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นกังวล ย่อมเหนือกว่าทุกสิ่งอย่าง!”

“ขอบคุณพี่สาว!” เถียนชิงอวี่กุมมือทั้งสอง ทำท่าทางคล้ายนักบู๊ในวงการกังฟู แสดงความขอบคุณต่อเถ้าแก่เนี้ย

“สนุกพอแล้วก็รีบกลับบ้านไป ช่วงนี้เหตุการณ์วุ่นวาย อย่าปล่อยให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นห่วง!” เถ้าแก่เนี้ยร้านรถม้าถูกท่าทางของเขาที่แสร้งทำเป็นนักบู๊หมัดมวยจนหัวเราะฮาๆ โบกเหล็กคีบถ่านในมือ กล่าวเตือนเสียงดังด้วยความหวังดี

“อืม ทราบแล้ว ขอบคุณพี่สาว!” เถียนชิงอวี่ตอบกลับส่งๆ ก่อนพาขบวนรถแล่นไปทางเหนือของตำบล จริงดังคาด บริเวณที่ห่างจากที่ว่าการตำบลไม่ไกล พบเจอตึกสูงสี่ชั้นรูปแบบตะวันตก ขาวบริสุทธิ์ทั้งหลัง หน้าประตูตึก กลับติดตั้งประตูที่สามารถพบเจอตามวัดจีนทั่วไป บนแผ่นป้ายสีน้ำเงินที่วางขวางอยู่กึ่งกลาง สลักอักษรใหญ่สี่ตัวว่า “โรงแรมเหอผิง”

ภายในตำบลที่เปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ สามารถพบพานโรงแรมที่อลังการเช่นนี้ นับว่าทำให้เหล่านักศึกษาดีใจจนออกนอกหน้า ผู้ใดยังมีเวลาสนใจรูปแบบของโรงแรมที่กึ่งตะวันตกและตะวันออก ส่งเสียงโห่ร้องพลางกระโดดลงจากรถม้า ก้าวเดินเข้าไปในห้องโถงของโรงแรม พอสอบถามราคาจากผู้จัดการห้องโถง ก็ต้องคอตกกัน

“เหลือเพียงห้องเดี่ยวกับห้องคู่แล้ว ห้องเดี่ยวสี่เหรียญต้าหยางต่อวัน ห้องคู่เตียงละหนึ่งเหรียญครึ่งต่อวัน ค่าเช่าโรงม้าตัวละห้าเจี่ยวต่อวัน อาหารเช้าเพิ่มอีกหนึ่งเหมา อาหารเที่ยงกับอาหารเย็นไปสั่งเองที่ห้องอาหารชั้นสอง ราคาทั่วไป!” ผู้จัดการห้องโถงที่ไว้หนวดเรียวเล็กไม่เงยหน้าขึ้นมอง แจ้งตัวเลขที่ทำให้ผู้คนปากอ้าตาค้างออกมาในครั้งเดียว

“นี่...นี่แพงเกินไปกระมัง!”

“เถ้าแก่ คุณโก่งราคาหรือเปล่า!”

เหล่านักศึกษาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ก็ล้วนตื่นตะลึงไปกับราคาของโรง

แรมเหอผิง ช่วงเวลานี้ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่ของซานตง หนึ่งเหรียญต้าหยางก็สามารถซื้อเนื้อหมูห้าชั่ง ข้าวสารยี่สิบชั่ง หรือผ้าฝ้ายแปดเชียะ พักในโรงแรมเหอผิงหนึ่งคืน ถึงกับต้องจ่ายถึงหนึ่งเหรียญครึ่ง อีกทั้งยังไม่รวมค่าอาหารสามมื้อ

“แพง? แพงก็ไปหาโรงรถข้างนอกค้างแรม! ขอเพียงพวกคุณยังสามารถหาเจอ!” เถ้าแก่หนวดเรียวเล็กวางมาดไม่ง้อลูกค้า ปากกล่าวว่า “พวกคุณพูดถูกแล้ว ฉันกำลังโก่งราคา หนึ่งเหรียญครึ่งเป็นราคาเข้าพักของวันนี้ รอถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ค่อยมา ราคายังต้องสูงขึ้นไปอีก!”

“คุณ คุณกำลังขูดรีดเงินทองในยามที่บ้านเมืองมีภัย!” เถียนชิงอวี่เพลิงโทสะลุกโหม มือตบโต๊ะ ใคร่ถกเถียงกับเถ้าแก่ หัวหน้าโจวเจวียเห็นเหตุการณ์ รีบยื่นมือไปห้ามปรามเขา จากนั้นต่อรองกับเถ้าแก่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “เถ้าแก่ คุณเห็นพวกเรามาตั้งหลายคน พอจะลดราคาได้หรือไม่ พวกเราเดินทางมาจากทางใต้ เตรียมไปเข้าร่วมกองทัพของซ่งจู่สี (ประธานซ่ง) ที่เป่ยผิง ปกป้องบ้านเมือง!”

“ลดราคา?” เถ้าแก่หัวเราะพลางส่ายศีรษะ เมินเฉยต่อคำพูดท่อนหลังของโจวเจวีย “มองจากลักษณะของคุณก็เป็นคนมีฐานะ ถึงกับกล้ากล่าวคำพูดแบบนี้ออกมา?! คุณลองออกไปสืบหาข่าวคราวดู โรงแรมของพวกเราแห่งนี้ เมื่อก่อนแม้แต่เฉาต้าจ้งถ่ง (ประธานาธิบดีเฉา) ต้วนจ้งหลี่ (นายกต้วน) ล้วนเข้าพักมาแล้ว ยินดีปล่อยว่าง ก็ไม่สามารถลดค่าห้องของตนเอง ตกลงพวกคุณพักหรือไม่ ไม่พักก็หลีกไป ฉันยังต้องต้อนรับแขกคนอื่น คนต่อไป…”

“ห้องคู่ห้าห้อง ห้องเดี่ยวหนึ่งห้อง! ขอจองไว้สองวัน!” ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมใส่ชุดจงซานเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขานรับเสียงดัง

“เป็นคุณนี่เอง เกิดอะไรขึ้น เดินวนรอบหนึ่งกลับมาแล้ว?!” เถ้าแก่ใช้สายตาชำเลืองมอง เค้นถามด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม

“ฮ่าๆ ฮ่าๆ!” ชายชุดจงซานฝืนระงับความโกรธหัวเราะออกมา หยิบกระเป๋าเงิน ล้วงธนบัตรของธนาคารจงยางออกมาหนึ่งพับ

“ไม่เอาซุนจงซาน ขอเป็นหยวนต้าโถว (เชิงอรรถ - *ชุนจงซานในที่นี้ หมายถึงธนบัตรที่มีรูปหน้าของซุนจงซาน (ซุนยัดเซ็น) ส่วนหยวนต้าโถวในที่นี้ หมายถึงเหรียญต้าหยางที่มีใบหน้าของหยวนซื่อไข่)!” เถ้าแก่ดันมือของชายชุดจงซานออกห่าง เน้นย้ำด้วยท่าทีรำคาญ

*ชุนจงซานในที่นี้ หมายถึงธนบัตรที่มีรูปหน้าของซุนจงซาน (ซุนยัดเซ็น) ส่วนหยวนต้าโถวในที่นี้ หมายถึงเหรียญต้าหยางที่มีใบหน้าของหยวนซื่อไข่

“อันนี้ คือว่า…” ชายชุดจงซานเดือดดาลจนใบหน้าแดงก่ำ พยายามต่อรองกับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม “พวกเราเดินทางเร่งรีบ ไม่ได้พกพาเหรียญต้าหยางมากขนาดนั้น ลองดูนี่ก่อน พวกเราเพิ่มเงินอีกได้หรือไม่?!”

“ไม่ได้ ไม่ได้ ประเดี๋ยวต้องสู้รบแล้ว ใครจะทราบว่าปีหน้าซุนจงซานจะเป็นเช่นไร?! ไม่มีหยวนต้าโถวก็หลีกไป ฉันกำลังยุ่ง?!” เถ้าแก่ไม่อยากเสียเวลาสนทนากับชายชุดจงซาน กล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญอยู่บ้าง

“ผม…” ชายชุดจงซานถือกระเป๋าเงิน รอบดูรอบข้าง ทันใดนั้นปะทะกับสายตาของโจวเจวีย บนใบหน้าอันซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดี

“โจวสือโถว (ก้อนหินแซ่โจว) ใช่คุณหรือไม่? ทำไมคุณจึงอยู่ที่นี่!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1