บทที่ 8 กำแพงมีหู

เสี่ยวเตาไปห้องครัวหยิบของว่างเติมเต็มท้อง กลับมาก็ไม่เห็นเสี่ยวเยว่แล้ว ออกประตูเจอกับเซวียเป่ยฝานพอดี “พร้อมยัง? เรือจอดที่ท่าแล้ว”

เสี่ยวเตาขมวดคิ้ว “เสี่ยวเยว่ไปไหนแล้ว”

“เอ่อ…” เซวียเป่ยฝานเกาศีรษะ พยายามชวนคุยเรื่องอื่น

“เฮอะ นางไปหาเสิ่นซิงไห่ใช่หรือไม่” เสี่ยวเตาขยี้เท้า “จริงๆ เลย บุรุษเอาใจได้ที่ไหน! ไม่อย่างนั้นไม่สำนึกผิด”

“เจ้าก็อย่าตื่่นเต้นไปหน่อยเลย”เซวียเป่ยฝานโบกมือไปมา “คนเติบโตมาด้วยกันแต่เล็ก สิบกว่าปีแล้ว เจ้าเพิ่งรู้จักเสี่ยวเยว่กี่วันเชียว ถึงได้ตัดสินใจแทนนาง”

เสี่ยวเตาขัดเคืองใจ

“ก็แค่ไปบอกลาเท่านั้น เจ้าไปรอบนเรือเถอะ”เซวียเป่ยฝานฉุดดึงนาง

เสี่ยวเตาโดนลากอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ ถึงปากประตู เห็นเสิ่นซิงไห่ออกมาส่งเสี่ยวเยว่พอดี

เสิ่นซิงไห่ถือห่อผ้าของเสี่ยวเยว่อยู่ในมือ กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูนาง เสี่ยวเยว่คล้ายโดนเขากล่อมจนหัวหมุน ผงกศีรษะอย่างว่าง่าย

เสี่ยวเตาขยี้เท้า...ไม่สนแล้ว คนหนึ่งยอมตี คนหนึ่งยอมถูกตีด้วยความเต็มใจ ตนไปเกี่ยวอะไรด้วย ดังคำ ‘เห็นใจในชะตากรรม เคืองใจในความไม่รักดี’ เสี่ยวเตาทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแทนเสี่ยวเยว่ ทั้งรู้สึกคับแค้นที่เสี่ยวเยว่กล้ำกลืนฝืนทน

หยิบสัมภาระเสร็จ เสี่ยวเยว่ออกจากประตู อำลาเสิ่นซิงไห่ไปขึ้นเรือพร้อมกับพวกเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาหันกลับมามองแวบหนึ่ง เห็นดวงตาคู่นั้นของเสิ่นซิงไห่จ้องเขม็งที่เสี่ยวเยว่ แสลงใจอย่าบอกใคร...ผลลัพธ์ที่คาดหวังบรรลุเป้าแล้ว แต่สีหน้าของเสี่ยวเยว่ราวกับนกคู่ยวนยาง*โดนหวดด้วยกระบอง เห็นชัดๆ ว่าไม่อยากแยกห่างจากเสิ่นซิงไห่ เสี่ยวเตาทอดถอนใจ เซวียเป่ยฝานทางด้านข้างส่งความเย็นยะเยียบมาให้ประโยคหนึ่ง “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

[*นกยวนยางหรือนกเป็ดน้ำ เป็นสัญลักษณ์ของคู่รักหรือสามีภรรยาที่รักใคร่กันมาก]

เสี่ยวเตาถลึงตากลับไป ก่อนเดินฮึดฮัดขึ้นเรือ หาห้องหับนั่งลง ไม่ถึงครู่ เสี่ยวเยว่ก็เข้ามา

บนเรือมีแค่สองห้องเล็กกับหนึ่งห้องนอนรวม ห้องนอนรวมขนาดใหญ่เป็นที่พักของบ่าวไพร่ สองห้องเล็ก เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตาหนึ่งห้อง เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวกับห่าวจินเฟิงหนึ่งห้อง

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาหน้าบึ้ง เดินเข้ามานั่งลง จัดเก็บข้าวของ เห็นห่อผ้าของเสี่ยวเตายังผูกอยู่ จึงเอื้อมมือไปช่วยจัดให้นางด้วย

เสี่ยวเตาแย่งห่อผ้าคืน “เจ้าไม่ใช่สาวใช้สักหน่อย ทำไมต้องก้มหัวให้คนอื่นตลอด”

เสี่ยวเยว่จ้องหน้าเสี่ยวเตา ก่อนคลี่ยิ้ม “เสี่ยวเตา เจ้าจิตใจงดงามจริงๆ”

เสี่ยวเตาหมดแรงถลึงตาใส่นางแล้ว “เจ้าจะยอมเป็นเบี้ยล่างเสิ่นซิงไห่อย่างนี้ตลอดไปหรือ ถ้าเขาถ่วงเวลาเจ้าไปเรื่อยๆ เจ้าก็จะผลาญเวลาไปกับเขา? ผู้หญิงเราแก่ง่ายนะ!”

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะ “คงอีกไม่นานหรอก ปลายปีนี้นายน้อยก็แต่งกับจวิ้นจู่แล้ว ข้าอยู่ข้างกายเขาได้อีกช่วงระยะหนึ่ง อยากทำอะไรเพื่อเขาบ้าง”

“เจ้า…”เสี่ยวเตาลูบอกตัวเองลดอาการหายใจติดขัด

เสี่ยวเยว่อดขำมิได้ “ไม่เป็นไรหรอก ปีนั้นถ้ามิใช่นายน้อยช่วยข้าไว้ ตอนนี้ข้าอาจซุกหัวอยู่ในโพรงที่มืดมิดไร้แสงสว่าง เป็นนักฆ่า ไม่ก็ตายไปแล้ว หรือไม่ก็อยู่ในหอคณิกา นายน้อยมีพระคุณต่อข้า ข้าตอบแทนได้กระทั่งชีวิต เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นอะไร ข้าไม่อยากเห็นเขาไม่สบายใจ”

เสี่ยวเตาถอนใจยาว สีหน้าเลื่อมใสนางอย่างยิ่ง ที่แท้ก็มีคนแบบนี้จริงๆ ท่านแม่บอกว่าสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ต่อให้ตนเอาหัวโหม่งอีกฝ่ายให้ตายก็ยังห้ามไม่อยู่ เวรกรรม! 

กล่าวถึงที่สุด สถานการณ์แต่ละคนแตกต่าง ไม่อาจแข็งขืนฝืนใจ เสี่ยวเตาตบบ่านาง “เจ้ารู้สึกสบายดีก็ใช้ได้ อย่ากล้ำกลืนเกินไป”

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะแย้มยิ้ม ก่อนเก็บของเงียบๆ

ในห้องติดกัน ห่าวจินเฟิงหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย หนำซ้ำยังกรนคร่อกๆ

เซวียเป่ยฝานนั่งเอาหูแนบข้างฝา รับฟังอย่างออกรส ฉงหัวเอนอยู่บนตั่งมองเขา “เจ้ายังมีศีลธรรมหรือไม่ แอบฟังสตรีพูดคุยกัน”

เซวียเป่ยฝานเหลียวหน้ามา เห็นอีกฝ่ายสีหน้าราบเรียบทว่ากลับซ่อนความซึมเซาในดวงตาไม่มิด จึงหัวร่อ “เจ้ากล้าพูดว่าเจ้าไม่ได้ฟัง?”

ฉงหัวพลิกตัว ไม่ทราบเพราะป่วยหรือเหนื่อย สรุปคือสีหน้าขาวซีดมาก

“เจ้าก็ไม่ต้องหงุดหงิดไป” เซวียเป่ยฝานลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเขา “เสี่ยวเยว่ก็พูดอยู่ เสิ่นซิงไห่จะแต่งกับจวิ้นจู่ปลายปีนี้ ถึงเวลานั้นข้าผู้เป็นสหายย่อมช่วยสู่ขอให้เจ้า แต่งเสี่ยวเยว่เข้าบ้าน”

ฉงหัวคลี่พัดในมือหมดอาลัยตายอยาก น้ำเสียงเลื่อนลอย “ในใจนาง อย่างไรก็มีเพียงเสิ่นซิงไห่”

เซวียเป่ยฝานเห็นท่าทางอีกฝ่าย จึงชะโงกเข้าไปถาม “เจ้าอัจฉริยะทั้งบุ๋นบู๊ ชาติตระกูลสูงส่ง กิจการใหญ่โต สาวงามกี่มากน้อยโฉบไปโฉบมาตรงหน้าเจ้า เจ้าล้วนไม่เหลือบแล กลับจะมาถูกใจโหลวเสี่ยวเยว่คนนี้”

ฉงหัวคล้ายระลึกความหลังอะไรขึ้นมา กล่าวชืดๆ “ตอนที่ข้ากับนางพบกันครั้งแรก นางกำลังขวางธนูแทนเสิ่นซิงไห่พอดี”

เซวียเป่ยฝานย่นคิ้ว “เสิ่นซิงไห่นี่ก็พิลึก อยู่ดีๆ เอาสาวสวยมาเป็นองครักษ์”

“เจ้าว่าบนโลกนี้ ชายหญิงรักกัน ฝ่ายหญิงทุ่มเทมากกว่าหรือฝ่ายชายทุ่มเทมากกว่า” ฉงหัวถามเซวียเป่ยฝานด้วยความสนใจ

เซวียเป่ยฝานวิเคราะห์อยู่อึดใจ “นั่นต้องดูเป็นคู่ๆ ไป โดยปกติแล้ว ฝ่ายที่เทใจมากกว่ายิ่งขาดทุนกระมัง”

“ข้าพบเจอสตรีมาไม่น้อย ปากบอกว่ายอมตายเพื่อคนรัก แต่ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน”ฉงหัวหุบพัดวางบนโต๊ะ “หญิงงามล้วนฉลาด หญิงฉลาดล้วนมีเล่ห์เหลี่ยม คำนึงถึงตัวเองก็สมควร...แต่ข้าอยากเห็นมาตลอด คนที่งดงามเฉลียวฉลาดและยอมเสี่ยงตายมีจริงหรือไม่ โหลวเสี่ยวเยว่ไม่เพียงครอบคลุมทั้งหมด หนำซ้ำยังไร้คำตัดพ้อ เจ้าเก่งกาจปานนี้ ลองช่วยหามาให้ข้าสักคน”

เซวียเป่ยฝานกระตุกมุมปาก “ชั่วดีอย่างไรเจ้าก็เป็นถึงประมุขตึกฉงหัวผู้ลือลั่นในยุทธภพ วันๆ อย่าเอาแต่พร่ำเพ้อได้หรือไม่ เสิ่นซิงไห่นิสัยตรงข้ามกับเจ้าพอดี เจ้าแยแสเกินไป เขาเฉยเมยเกินไป ชมชอบก็ไปบอกเจ้าตัว สหายส่วนสหาย เขายืนคร่อมหลุมส้วมแต่ไม่ยอมอุจจาระ เจ้าก็ไม่นับว่าแย่งสตรีของเขา”

“หลุมส้วมอะไร” ฉงหัวค้อนเข้าให้ “เป็นของข้าย่อมต้องเป็นของข้า ไม่ใช่ของข้า ไม่ขอแข็งขืน”พูดจบก็ไปเช็ดหน้าเตรียมตัวนอน

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าระอา นิสัยอยู่ไม่ใช่ตายไม่เชิงแบบนี้ ตอนนั้นตนไฉนไปคบหาเป็นสหายได้ คิดเสร็จ เดินถึงข้างผนัง ยื่นสองนิ้วออกมาเคาะ “ฟังพอยัง? สนุกไหม”

ในห้องติดกัน เสี่ยวเยว่กำลังสางผมอยู่ เห็นเสี่ยวเตากระโดดผละจากผนัง ยกมืออุดหู ใช้เท้าถีบข้างฝาทีหนึ่ง “โจรราคะน่าชัง”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อคิก เหยียนเสี่ยวเตาฟังอยู่จริงด้วย

เสี่ยวเตากลับถึงข้างเตียง อุ้มหมอนหารือกับเสี่ยวเยว่ “เสี่ยวเยว่ ถึงบ่อมังกรเก้ามุกแล้ว ให้ข้ายืมหน้ากากได้ไหม”

เสี่ยวเยว่กังขา “เจ้าเอาไปทำอะไร”

“ข้ามีอริอยู่ที่บ่อมังกรเก้ามุก ไม่อยากให้เขาเห็นหน้าข้า!” เสี่ยวเตายกหน้ากากขึ้นมาทาบบนหน้าตัวเอง “ให้ข้ายืมหน่อย”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า ยืมหน้ากากเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องอริ…

“บ่อมังกรเก้ามุกเป็นเขตอิทธิพลของหวังปี้โป” เสี่ยวเยว่ถาม “เจ้ามีความแค้นกับหวังปี้โป?”

เสี่ยวเตาวางหน้ากากลง สีหน้าสลด หรี่เสียงค่อยเมื่อกล่าวว่า “ถ้าข้าบอกเจ้า เจ้าต้องช่วยข้ารักษาความลับ”

“อืม”เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะหนักแน่น เสี่ยวเตาเหลียวมองซ้ายขวา ก้มลงไปกระซิบที่ริมหูเสี่ยวเยว่

“ว่าที่เจ้าบ่าว?” เสี่ยวเยว่ตกใจอุทานออกมา เสี่ยวเตารีบเอามือปิดปากนาง “ชู่!”

ห้องข้างๆ เซวียเป่ยฝานลูบคาง หูแนบฝาห้อง ฉงหัวเอนพิงบนเตียง วางม้วนเอกสารในมือลง “ว่าที่เจ้าสาวของหวังปี้โป?”

“โธ่ๆ” เซวียเป่ยฝานแบมือ “ที่แท้ช่อมาลีมีเจ้าของแล้ว! น่าชังนัก!”

ฉงหัวมองเขายิ้มๆ “เจ้าต้องตาสาวน้อยจอมแก่นเข้าแล้ว?”

“เจ้าไม่รู้สึกน่าสนใจหรือ กระโดดโลดเต้นมีชีวิตชีวา” เซวียเป่ยฝานเดินกลับมา ท่าทางเหมือนใช้ความคิด “หวังปี้โปเป็นบุรุษรูปงามนามกระฉ่อนในยุทธภพ ฟังว่าทุกวันจะมีแม่นางเป็นร้อยเป็นพันมายืนออรอยลโฉมเขาสักแวบที่หน้าประตูบ้านริมทะเลสาบปี้โป ไฉนมาเกี่ยวข้องกับเสี่ยวเตาได้”

…………

“หนีวิวาห์?” เสี่ยวเยว่ได้ยินที่เสี่ยวเตาเล่า ตกตะลึงไม่หาย “เจ้ามีพันธะผูกมัดกับหวังปี้โป เจ้าหนีวิวาห์ ดังนั้นออกท่องยุทธจักรตามลำพัง?”

“อืม” เสี่ยวเตากอดหมอน พยักหน้าขอความเห็นใจ

เสี่ยวเยว่สงสัย “ข้าได้ยินนายน้อยพูดบ่อยๆ หวังปี้โปเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเจียงหนาน หนำซ้ำยังเป็นบุรุษรูปงามที่ขึ้นชื่อลือชา พลังฝีมือเหนือชั้น บ่อมังกรเก้ามุกชื่อเสียงเลื่องระบือในยุทธภพ ทั้งมีความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำกับราชสำนัก ชนชาวยุทธ์ล้วนกล่าวว่า หากจะแต่งต้องแต่งให้หวังปี้โปเท่านั้น… วิวาห์ที่ประเสริฐเลิศเลอเช่นนี้ เจ้าไยต้องหนีด้วย”

“ข้าไม่เห็นจะชอบเขาสักนิด” เสี่ยวเตากระโดดตัวลอย ชี้มือไปที่คันฉ่อง “เจ้ายินดีรักชอบผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาสะสวยกว่าเจ้าหรือ?”

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตายืนบนเตียง ท่าทางโหดดุ จึงฉุดนางนั่งลง “เจ้าหนีวิวาห์ ก็เพราะเขาหน้าตาดีเท่านั้นเอง?”

“สรุปคือ ต่างฝ่ายล้วนไม่ถูกชะตากัน” เสี่ยวเตาเบ้ปาก “อีกอย่าง ใช่ว่าข้าอยากมีพันธะผูกมัดกับเขา นี่ต้องโทษอาจารย์ข้า!”

“อาจารย์เจ้าเป็นคนทำสัญญาแต่งงานให้เจ้า?”

“พูดถึงเจ้าหวังปี้โปคนนั้นทีไร ข้าก็โมโหแทบตาย” เสี่ยวเตาเริ่มคุยกับเสี่ยวเยว่อย่างจริงจัง

ห้องติดกัน เซวียเป่ยฝานทำหน้าทะเล้นใส่ฉงหัว “เจ้าว่าสาวน้อยจอมแก่นคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่า? ในสายตาของนางไม่มีบุรุษดีงามสักคน”

ฉงหัวมองไปทางห่าวจินเฟิงที่กำลังกรนสนั่นหวั่นไหวอยู่บนเตียง ก่อนชะโงกเข้าไปกระซิบข้างหูเซวียเป่ยฝาน “เท่าที่ข้ารู้ ปีนั้นห่าวจิ่วหลงเคยรักชอบกับเหยียนหรูอวี้อยู่ช่วงหนึ่ง ลือว่าแต่งงานมีลูกด้วยซ้ำ ทว่าต่อมาหลังจากห่าวจิ่วหลงผงาดยุทธจักรอีกครั้ง คล้ายว่าแตกหักไม่มองหน้ากันแล้ว”

เซวียเป่ยฝานตาโต “นั่นไยมิใช่ชายหลายใจ…” เขาชี้ไปที่ห่าวจินเฟิง แล้วชี้ไปทางเหยียนเสี่ยวเตาห้องติดกัน “หรือสองคนนี้จะเป็นพี่น้องร่วมอุทร?”

ฉงหัวพยักหน้าเบาๆ “ไม่เคยได้ยินว่าเหยียนหรูอวี้แต่งให้ใคร และไม่เคยได้ยินว่าห่าวจิ่วหลงแต่งงานใหม่ บุตรธิดาคู่นี้ แปดส่วนต้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขาแน่”

“โอ…” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะ “มิน่า เสี่ยวเตาเห็นห่าวจินเฟิงทีไรต้องวิ่งหนี”

ทั้งสองกำลังสนทนา จู่ๆ ห่าวจินเฟิงลืมตาฉับพลัน ลุกพรวดขึ้นมา

ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานพากันสูดไอเย็นเข้าปอด นึกในใจ...ไม่ใช่กระมัง เจ้าหมอนี่แสร้งหลับได้บัดซบปานนั้น!

กลับเห็นห่าวจินเฟิงนั่งบนเตียง โงนเงนซ้ายขวา ถามเสียงงึมงำ “ใครเรียกข้า”

ทั้งสองสบตากันวูบ ยื่นมือชี้ฝ่ายตรงข้าม

ห่าวจินเฟิงผินหน้าไป ชัดเจนว่าไม่เข้าใจ

“ไม่มีอะไร ท่านนอนต่อ” เซวียเป่ยฝานโบกมือไปมา ห่าวจินเฟิงผงกหัวแล้วล้มตัวลง...กรนต่อ

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายเซวียเป่ยฝานใช้เสียงที่เบายิ่งกว่าเบาลองเรียกดู “ห่าวจินเฟิง?”

“หืม?” ห่าวจินเฟิงทะลึ่งพรวดขึ้นมาอีกครั้ง

เซวียเป่ยฝานยิ้มแล้ว… เจ้าหมอนี่ไม่ทราบไปฝึกปรือความสามารถนี้มาจากไหน พอได้ยินคนเรียกชื่อก็ตื่นทันที

ในห้องติดกัน เสี่ยวเตาบอกเล่าให้เสี่ยวเยว่ฟังถึงเรื่องสัญญาหมั้นหมายระหว่างตนเองกับหวังปี้โปอย่างละเอียด

เสี่ยวเยว่ประหลาดใจ “อาจารย์เจ้าเอาตัวเจ้ามาชดใช้หนี้พนัน? ทำเกินไปแล้ว”

“ที่ทำเกินไปกว่านั้นก็คือเจ้าหวังปี้โป!” เสี่ยวเตาเหวี่ยงหมอน “ข้าเห็นเขาเสียมารยาทต่อสตรี จึงว่ากล่าวเขาประโยคหนึ่ง ‘ใช่ว่าหล่อเหลาสักเท่าไร ทำเป็นเย่อหยิ่ง’ เขาก็บังคับข้าแต่งงาน! และยังปล่อยข่าวไปทั่ว ว่าข้าเป็นภรรยาที่ยังไม่ผ่านพิธีวิวาห์ของเขา ทำเอาคนที่รู้จักข้าไม่กล้ามาสู่ขอ จงใจให้ข้าขายไม่ออก ดังนั้นถึงบอกว่า บุรุษหน้าตาดี จิตใจมักชั่วร้าย ยิ่งหน้าตาดียิ่งใจคอคับแคบ แหลมเล็กยิ่งกว่าปลายเข็ม เจ้าคนใจแคบ!”

เสี่ยวเยว่นิ่งเงียบชั่วครู่ “เป็นวาทะของท่านแม่เจ้าอีกแล้ว?”

เสี่ยวเตาเงยหน้า “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เสี่ยวเยว่ขำพรืด ยื่นมือลูบศีรษะนาง “ท่านแม่เจ้าน่าสนใจจริงๆ”

“จุ๊ๆ” ห้องติดกัน เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าบ่นกับฉงหัว “เจ้าว่า ถ้าห่าวจิ่วหลงเป็นชายหลายใจจริง เหยียนหรูอวี้จะเอาตะปูทิ่มแทงตุ๊กตากระดาษอยู่ที่บ้านทุกวันหรือไม่” 

ฉงหัวหัวร่อแห้งๆ “หวังปี้โปก็ร้ายเกิน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับทรมานแม่นางคนหนึ่ง”

“เขาอาจอยากแต่งกับนางจริงๆ ก็เป็นได้” เซวียเป่ยฝานก็ไม่ทราบว่าพูดจริงหรือพูดเล่น “เหยียนเสี่ยวเตาที่ยังกับเม่นตัวหนึ่ง แต่งเข้าเรือนชาน อยู่ว่างๆ จับนางมารังแก นางก็สลัดขนใส่ กระโดดโลดเต้น ดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ถ้าออกแรงรังแกหนักขึ้น นางก็ยิ่งฮึดฮัดขัดขืน เจ้าว่าจะสนุกแค่ไหน”

ฉงหัวอ้าปากค้าง มองเขาราวกับมองเดนมนุษย์ “เซวียเป่ยฝาน เจ้ามันอันธพาลที่หมดทางเยียวยาชัดๆ”

เซวียเป่ยฝานยังหน้าหนาประสานมือให้เขา “มิกล้า มิกล้า”

ห้องติดกัน เสี่ยวเตากอดหมอนพลางหมุนหน้ากากเล่น “หวังปี้โปเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ไม่แน่อาจถูกพบเห็นได้ ต้องแปลงโฉมเพิ่มอีกนิด”

เสี่ยวเยว่ครุ่นคิด “มิสู้…”

“มิสู้อะไร” เสี่ยวเตาเงยมองนาง

“บอกเขาว่าเจ้ามีสัญญาแต่งงานกับคนอื่นแล้ว อย่างนี้ก็สามารถปฏิเสธเขาได้แล้ว” เสี่ยวเยว่พูดจบ เห็นเสี่ยวเตาตะลึงลานอยู่ตรงนั้น นึกว่าตนเองพูดผิด จะอย่างไรชื่อเสียงเป็นเรื่องสำคัญสุดของอิสตรี ไม่ควรพูดส่งเดช

“เสี่ยวเยว่!”

เสี่ยวเยว่สะดุ้ง พลันเห็นเสี่ยวเตาโผเข้ามากุมมือนาง น้ำเสียงตื้นตัน “ความคิดที่ดี”

“จริง...จริงหรือ?” เสี่ยวเยว่ไม่ค่อยแน่ใจ

เสี่ยวเตาเหวี่ยงหน้ากากไปทาง ผุดลุกยืนขึ้น “ข้าไม่สวมหน้ากากแล้ว หวังปี้โปเจ้าคนใจแคบ เจ้าบังคับข้าแต่งงาน ทำให้ข้าขายไม่ออก ดี! ข้าเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้จะสวมหมวกเขียว*ให้เจ้าดู! 

[*สวมหมวกเขียว เป็นสำนวนหมายถึงผู้หญิงคบชู้]

พรืด

ห้องติดกัน น้ำชาคำหนึ่งทะลักพรวดจากปากเซวียเป่ยฝาน ก่อนยกหัวแม่โป้งให้ฉงหัวที่ปากอ้าตาค้าง “ไร้เทียมทาน!”

หนังสือแนะนำ