บทที่ 12 ตอบแทน

เสียง ‘กริ๊บๆ’ ดังไม่หยุดยั้ง กรรไกรอันเล็กควงเป็นวง เส้นผมสีดำรวงลงปลิวกระจายไปทั่ว

ช่างตัดผมสาวคิดมาตลอด ว่างานของเธอคือออกแบบทรงผม แต่เมือง S นั้นบูชาวัตถุ ไม่นานเธอก็รู้สึกว่าความคิดนี้ของตัวเองช่างไร้เดียงสาจนน่าขำ เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่เคยบอกอย่างทะเยอทะยานว่า โตขึ้นฉันจะเปิดสายการบิน แต่พอโตแล้ว กลับจำเป็นต้องขี่จักรยานเก่าโทรม ออกไปทำงานตอนเก้าโมงเช้าและกลับมาตอนห้าโมงเย็น

ความฝันก็คือความฝัน ความจริงคือความจริง หากคุณเอาแต่กอดความฝัน ไม่รู้จักปรับตัว ต้องมีสักวันที่คุณต้องเอาหัวโขกกำแพงตาย!

ผู้ชายที่มาที่นี่ จุดประสงค์ไม่ใช่ตัดผม เช่นเดียวกับคนแก่ที่ไปดื่มเหล้าที่ศาลารับลม จุดประสงค์ไม่ใช่ดื่มเหล้า แต่เป็นขจัดความขุ่นข้องไปจากจิตใจ

หากคราวนี้หญิงสาวพบว่าเย่เฟิงมาตัดผมจริงๆ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มสบายด้วยท่าเหมือนมีตะปูตรึงไว้ นอกจากก้มศีรษะเพื่อให้เธอตัดผมได้สะดวกแล้ว เขาไม่เพียงไม่ฉวยโอกาสกับเรือนร่างสวยเซ็กซี่ของเธอ แต่คำพูดสักประโยคก็ไม่เอ่ยออกมา!

ในที่สุดช่างตัดผมสาวก็นับว่าได้สัมผัสกับความฝันในอุดมคติแล้ว เธอสะบัดกรรไกรอย่างระมัดระวังและรวดเร็วราวร่ายรำ รู้สึกปลอดโปร่งเหมือนตนเองเป็นจางซู่ ( เชิงอรรถ – นักเขียนลายพู่กันจีนสมัยราชวงศ์ถัง ) ที่กำลังสลัดน้ำหมึก เหมือนกงซุนต้าเหนียง ( เชิงอรรถ – นางรำในสมัยราชวงศ์ถัง) ที่เริงระบำในสายลม เธอกำลังเผชิญหน้ากับหยกดิบชั้นเลิศ และเธอมั่นใจว่าจะเจียระไนให้หยกดิบก้อนนี้เปล่งประกายสวยงามได้

ตอนที่ช่างตัดผมออกแบบทรงผม ปกติมักดูกระเป๋าเงินคุณก่อน จากนั้นค่อยจัดทรงผมให้ตามงบ แต่วันนี้เธอตัดผมแค่รายเดียวก็ใช้เวลาไปถึงหนึ่งชั่วโมงกว่า

ช่างตัดผมคนอื่นล้วนแต่งานยุ่ง พยายามจบงานในมือให้เร็วที่สุดเพื่อไปรับลูกค้าคนอื่น เพิ่มรายได้ให้ตัวเอง แต่วันนี้ช่างตัดผมสาวไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอเพียงรู้สึกว่า ได้ตัดผมให้เย่เฟิง ถือเป็นกำไรอย่างหนึ่ง

เย่เฟิงนั้นแม้สีหน้าไม่ออกอาการ แต่ความจริงกลุ้มใจเรื่องเงินเป็นที่สุด รอจนเห็นช่างตัดผมสาวควงกรรไกรเป็นวงอย่างสวยงาม กรรไกรหมุนฉับกลับลงซองอย่างแม่นยำราวอาวุธลับ ก็อดผวาไม่ได้

“เท่าไหร่ครับ” มือเย่เฟิงล้วงเข้ากระเป๋าแล้ว หวังแค่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ฟันกำไรเขาโหดนัก

“ไปสระผมก่อนดีกว่าค่ะ” ช่างผมสาวโบกมือ เด็กหญิงอีกคนหนึ่งก็ฉีกยิ้มลากเขาไปสระผม เย่เฟิงไม่รู้ว่ายังมีขั้นตอนอีกมากมายขนาดนี้ แต่ในความแปลกใหม่กลับมีความรู้สึกคุ้นชินชนิดหนึ่ง

หลังสระผมเสร็จ ช่างผมสาวก็แสดงฝีมืออีกครั้ง จัดการจัดแต่งโน่นนิดนี่หน่อยอีกรอบ เย่เฟิงก็คร่ำครวญถึงเงินในกระเป๋าที่ต้องพลีชีพในหน้าที่เงียบๆ จังหวะนั้นก็ได้ยินเสียงดังสดใส คล้ายเสียงนาฬิกาบอกเวลา

เขาเงยหน้าขึ้น เห็นช่างผมสาวกำลังมองมาอย่างชื่นชม คล้ายบนหัวเขามีดอกไม้งอกออกมาดอกหนึ่ง ส่วนเสียงเมื่อครู่คือเสียงปรบมือของเธอเอง

แม้จะไม่มีใครมุง แต่สายตาส่วนใหญ่ในร้านทำผมล้วนจ้องมาทางนี้ มีทั้งประหลาดใจ ชื่นชม อิจฉา กระทั่งรักใคร่เอ็นดูก็ยังมี

คุณนายคนหนึ่งสวมแหวนทองคำเต็มสิบนิ้ว แค้นที่ไม่อาจมีนิ้วงอกขึ้นมาอีกสักหลายนิ้วจะได้สวมเพิ่ม ศีรษะเต็มไปด้วยฟองแชมพู มุมปากกลับมีน้ำลายย้อย แต่ไม่รู้สึกตัว เดิมเธอกำลังสำราญกับการให้หนุ่มหล่อคนหนึ่งนวดให้ พริ้มตาเจริญสติอยู่ แต่พอเห็นเย่เฟิงยืนขึ้น ดวงตาก็วาววับขึ้นโดยไม่รู้ตัว เกือบถามอออกไปแล้วว่า หนุ่มน้อย เหมาทั้งเดือนเท่าไหร่

สมัยก่อนว่ากันว่าผู้หญิงบางประเภทรักแต่เงินไม่สนหน้าตา แต่ตอนนี้หญิงชายเท่าเทียมกันแล้ว ผู้หญิงมากมายเลียนแบบการกระทำของผู้ชาย ยิ่งด้านการเที่ยวกลางคืน บางทียังเก่งกว่าผู้ชายเสียอีก

“เท่าไหร่ครับ” เย่เฟิงระแวง

“ไม่คิดเงินค่ะ” ช่างผมสาวตอบอย่างชัดเจน

เย่เฟิงเกือบสะดุดล้ม ส่วนช่างตัดผมชายคนหนึ่งมือกระตุก แทบตัดหูลูกค้าออกมา เย่เฟิงประหลาดใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงยิ้ม

“คุณล้อเล่นใช่ไหม”

“คืออย่างนี้...” ช่างผมสาวลูบอายแชโดว์หนาเตอะ ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ “ถ้าเราจะรบกวนคุณถ่ายภาพสักใบ จากนั้นอัดขยายให้ใหญ่หน่อย ติดไว้ตรงทางเข้าเป็นโฆษณา ถือว่าเป็นค่าตัดผมครั้งนี้จะได้ไหม”

“ได้เหรอ” เย่เฟิงพิจารณาคนในกระจกที่ยืนหลังตรง เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา แต่ดวงตากลับเลื่อนลอย เขาพลันรู้สึกแปลกประหลาด ไม่รู้ทำไม แต่เขาไม่ชอบการแต่งตัวแบบนี้เลย!

ที่จริงจะบอกว่าเห็นแล้วรู้สึกแค้นใจยังได้!

“ได้แน่นอน ฉันแค่กลัวคุณจะไม่เห็นด้วย” ช่างผมสาวพอเห็นเย่เฟิงพยักหน้า ก็รีบลากมือเขา พาวิ่งออกไปเหมือนรอบข้างไร้ผู้คน ทำเอาคุณนายคนนั้นกัดฟันกรอดๆ แอบด่าว่ายายปีศาจจิ้งจอก!

ช่างผมสาวลากเย่เฟิงมาถึงสตูดิโอถ่ายรูปแต่งงานที่อยู่ข้างๆ กระซิบกับช่างภาพสองประโยค ช่างภาพเงยหน้าขึ้นมองเย่เฟิงแล้วชมออกมาประโยคหนึ่ง ว่าเป็นเด็กหนุ่มที่หล่อมาก

เย่เฟิงหน้าแดงเล็กน้อย เขาคล้ายเป็นโรคจิต ชินกับการที่คนอื่นบอกว่าตนเองไม่ค่อยปกติ ตอนนี้อยู่ดีๆ มีคนมาบอกว่าเขาปกติดีทุกอย่างจึงอดขัดเขินไม่ได้

แต่ที่เขายิ่งคิดไม่ถึงก็คือ ช่างผมสาวก็อยากถ่ายรูปกับเขาสักภาพด้วย เย่เฟิงบ่ายเบี่ยงไม่ได้ โชคดีที่เขาไม่เหมือนคนแก่หลายคน ที่เชื่อว่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งก็เหมือนทิ้งวิญญาณไปครั้งหนึ่ง รอจนกระทั่งโพสหมดทุกท่า ถ่ายเสร็จหมด ยกนาฬิกาขึ้นมาดู เขาก็ร้องว่าซวยแล้ว

ชายหนุ่มไม่สนช่างผมสาวที่ถามกึ่งไม่ใส่ใจกึ่งใคร่รู้ว่าเขาชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีแฟนหรือยัง แฟนจะรังเกียจไหมถ้าเธอขอเป็นตัวสำรอง

เย่เฟิงสลัดหญิงสาวที่เกาะหนึบเป็นหมากฝรั่งอย่างยากเย็น ในใจนั้นคร่ำครวญ ว่ากันว่าถ้าความหล่อเป็นความผิด อย่างนั้นคนมากมายคงยินยอมผิดซ้ำผิดซาก แต่เขาผิดต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ เพราะป่านนี้สวี่ซูถิงคงรอนานจนแทบกลายเป็นหินไปแล้ว

เย่เฟิงออกวิ่ง กวักมือเรียกแท็กซี่ กว่าจะมาถึงอาคารที่ตั้งบริษัท ก็สายกว่าเวลานัดไปมากกว่าครึ่งชั่วโมง

ตอนนี้ชายหนุ่มจึงนึกได้ นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ตนเองไม่ได้ซื้ออะไรเลย เห็นสีหน้าสวี่ซูถิงยังดูปกติ แต่เย่เฟิงรู้สึกเหมือนเห็นเค้าเมฆทะมึนก่อนเกิดพายุฝน ส่วนตัวเองเหมือนเรือลำน้อยลอยคว้างกลางมหาสมุทร น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งว่าจะถูกคลื่นซัดม้วนจมทะเลตาย

“ผู้จัดการสวี่ ผม... งานของตึกฉางเซิงมีปัญหานิดหน่อย” เย่เฟิงมามือเปล่า ดูไม่จริงใจที่สุด นึกในใจว่าตนเองซื้อนั่นซื้อนี่ แต่ทำไมไม่ซื้อหมวกนิรภัยกันระเบิดมาสักใบก็ไม่รู้

“เย่เฟิง วันนี้ไม่คุยเรื่องงาน”

สวี่ซูถิงเตรียมใจเรื่องเย่เฟิงมาสายไว้แล้ว ที่จริงการเลือกชายหนุ่มมาช่วย ไม่ต่างอะไรกับการเลือกคนที่สูงที่สุดในหมู่คนแคระเท่าไหร่นัก หญิงสาวอยากหาคนนอกบริษัทมาช่วยมากกว่า แต่ชีวิตเธอนอกจากบรรดาเถ้าแก่ใหญ่ที่พบกันในสนามธุรกิจ กับหนุ่มเสเพลทั้งหลายแล้ว ก็มีแต่ลูกน้องเท่านั้น แม้เสิ่นหยางจะดูดีกว่าเย่เฟิง แต่เธอไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด

ฤดูใบไม้ร่วงของเมือง S บางครั้งฟ้าก็มืดเร็ว ภายใต้ท้องฟ้าที่เริ่มมืดสลัว สวี่ซูถิงสังเกตเห็นแค่เย่เฟิงมามือเปล่า แต่เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมทั้งชุด!

ตอนนี้นอกจากหญิงสาวจะให้คำนิยามเย่เฟิงว่าเป็นพวกหลอกลวงแล้ว ยังนิยามเพิ่มให้อีกหนึ่งข้อ คือเห็นแก่ตัว ...เห็นแก่ตัวจริงๆ

“ผู้จัดการสวี่ ผมยุ่งจนลืมซื้อของให้แม่คุณ” เย่เฟิงเสียใจจริงๆ “หากระหว่างทางเราผ่านร้านไหน ลองแวะดูดีไหม”

“ไม่ต้อง ฉันซื้อมาแล้ว” สวี่ซูถิงยกยาบำรุงที่อยู่ข้างหลังให้ดูแบบไม่หวังอะไรมาก ยื่นส่งไปตรงหน้าเย่เฟิง

เย่เฟิงรับมาอย่างกระดาก

“ผู้จัดการสวี่ คุณสวยขนาดนี้ ไม่มีแฟนจริงๆ เหรอ หากคุณไม่มีแฟน ผม...”

“เย่เฟิง งานที่ตึกฉางเซิงตกลงเป็นยังไงกันแน่” สวี่ซูถิงจำใจวกกลับมาพูดเรื่องงาน “เราพูดเรื่องงานกันดีกว่า”

 

โสคราตีสเคยพูดไว้ ผู้ชายมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการลืมเลือน ผู้หญิงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการจดจำ

หากวิเคราะห์ตามคำพูดนี้ แม้เย่เฟิงจะไม่ได้ลืมทุกอย่างในชีวิต แต่ก็ลืมไปเสียแปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนสวี่ซูถิงกลับความจำดีมาก กังวลมาตลอดว่าที่จริงครั้งก่อนเย่เฟิงก็เคยเห็นที่อยู่ของเธอ แต่ตอนนั้นเธอเห็นเขาอยู่กับเหวินจิ้ง ไม่รู้เป็นอะไรกัน ดังนั้นจึงโกหกไปเล็กน้อย คราวนี้จึงคิดมาตลอดทางว่าจะแก้ตัวกับเย่เฟิงอย่างไร แต่เมื่อมาถึงที่เข้าจริงๆ กลับพบว่าเย่เฟิงลืมเรื่องนั้นไปหมดแล้ว

“หากไม่ใช่ว่าผู้จัดการสวี่ซื้อของมาแล้ว พวกเราจะซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตรงนี้ก็ได้ ที่นี่บริการไม่เลว” เย่เฟิงแนะนำอย่างกระตือรือร้น มองความสว่างไสวภายในแล้วก็ถอนหายใจอย่างเสียดาย “แต่เมื่อผู้จัดการสวี่ซื้อมาแล้ว พวกเราค่อยซื้อครั้งหน้าก็แล้วกัน”

ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอ... สวี่ซูถิงฝืนยิ้ม แต่กลับพบว่าตนเองชาชินกับความไม่จริงใจของเย่เฟิงแล้ว จึงบอกว่า

“ก็ได้ หากมีโอกาสจะต้องลองเข้าไปดู”

พูดแล้วหญิงสาวก็นึกถึงคำกล่าวที่ว่า อยู่ใกล้ชาดย่อมแดง อยู่ใกล้หมึกย่อมดำ คำพูดนี้ไม่ผิดแม้แต่น้อย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอเริ่มเพาะนิสัยชอบโกหกตามเขา

ทั้งคู่เดินเข้าไปในตึก ไม่รู้ทำไม แสงไฟดูสลัวลงเล็กน้อย ทำให้เย่เฟิงรู้สึกอึดอัดกังวล

“ผู้จัดการสวี่ งานครั้งนี้เราต้องสนิทกันด้วยใช่หรือเปล่า”

“อืม ค่าแรงครึ่งวันจะออกให้พร้อมกับเงินเดือนของคุณ ไม่ต้องกังวล”

“ผู้จัดการสวี่ ในสายตาคุณ ผมเป็นพวกรักเงินขนาดนั้นเลยเหรอ ผมแค่อยากถามว่า หากแม่คุณเกิดชอบผมขึ้นมาจะทำยังไง” เย่เฟิงถามอย่างขัดเขินเล็กน้อย

สวี่ซูถิงแทบเอาหัวโขกผนังดังตึง

“ขอโทษด้วย ต่อให้แม่ฉันชอบคุณ ฉันก็ให้คุณแต่งกับแม่ไม่ได้”

คราวนี้เป็นทีเย่เฟิงอยากเอาหัวโขกผนังบ้าง

“ผู้จัดการสวี่ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมแค่อยากถาม หากแม่คุณคิดว่าผมจะเป็นลูกเขยที่ดี ให้ผมมากินข้าวด้วยทุกสุดสัปดาห์จะทำยังไง”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะรำคาญหรือเปล่า” สวี่ซูถิงชะงักเท้า ประกายตาแจ่มใสเย็นชาสองสายจ้องตรงมา

“ไม่อยู่แล้ว” เย่เฟิงนวดศีรษะ รีบเดินต่อ “ผมแค่คิดว่า ครั้งนี้สิ้นเปลืองเงินคุณไปมาก ถึงจะเป็นงานบริษัท แต่ผมก็รู้สึกเกรงใจ”

“วางใจเถอะ” เสียงของสวี่ซูถิงดังมาจากด้านหลัง “หลังจากแม่ฉันพบแฟนของฉัน ก็จะกลับบ้านแล้ว หากคุณอยากพบท่าน ก็ออกเงินซื้อตั๋วรถไปเอง”

เย่เฟิงระบายลมหายใจออกมา

“งั้นก็ดี”

สวี่ซูถิงมองแผ่นหลังเย่เฟิง นึกอยากถีบเขาให้กระเด็นตกบันไดไป เผื่อจะได้ไปส่องกระจกที่ห้องโถงชั้นล่าง นี่เขานึกว่าตัวเองคือสุดยอดชายงามในประวัติศาสตร์จีนหรือไง

เมื่อครู่ตอนมองเย่เฟิง รู้สึกหมอนี่สวมสูทเข้ารูปกับแว่นกรอบดำอันโตแล้ว ให้ความอารมณ์ประดักประเดิก เหมือนไปภัตตาคารอาหารฝรั่ง แต่ได้กินอาหารจีนอย่างมันฝรั่งเส้นผัดไม่มีผิด!

เข้าลิฟท์ได้ สวี่ซูถิงก็กดชั้นสิบเจ็ด ภาวนาให้ลิฟท์ทำงานได้อย่างปกติ อย่าได้เกิดภาวะลมชักค้างเติ่งระหว่างทาง ไม่งั้นถ้ากลายเป็นฉากในตำนาน สองหนุ่มสาวติดอยู่ด้วยกันในลิฟท์ เธอคงรู้สึกน้ำเน่ามาก

คำภาวนาอย่างจริงใจของเธอคงได้ผล ทั้งคู่ขึ้นมาถึงชั้นสิบเจ็ดอย่างราบรื่น ออกจากประตูแล้วเลี้ยวขวา สวี่ซูถิงล้วงกุญแจออกมา แต่เพิ่งเปิดประตูห้องออก หญิงสาวก็กรีดร้อง

“แม่ เป็นอะไรไป”

เย่เฟิงมองจากด้านหลังของเธอ ตกใจอย่างยิ่งเช่นกัน บนโต๊ะกับข้าวกลางห้องโถงจัดวางกับข้าวไว้หลายจาน แต่บนพื้นมีเศษกระเบื้องแตกกระจาย น้ำแกงหกนอง หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งล้มพับอยู่กับพื้น สองตาปิดสนิท ไม่รู้เพราะเศษกระเบื้องบาดมือหรือเปล่า เลือดจึงไหลทะลักออกมาไม่หยุด

พริบตานั้นสวี่ซูถิงรู้สึกห้วงสมองขาวโพลน รู้ว่าเพื่อแฟนหนุ่มที่จะมาหา แม่จึงทำกับข้าวมื้อใหญ่ไว้รอต้อนรับ แม้ตัวเธอจะคิดไว้แล้วว่าไม่อยากให้แม่ลำบาก เสนอให้ไปรับประทานที่ภัตตาคารก็ได้ แต่แม่กลับยืนยันว่าไม่ยอม คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้

เย่เฟิงไม่รอให้หญิงสาวได้คิดต่อ เขาเดินอ้อมเข้ามา ดูข้อมือของคุณนายสวี่แล้วขมวดคิ้ว

“มีผ้าพันแผลกับยาน้ำไหม”

“ไม่มี” สวี่ซูถิงอึ้งไป เธออยู่คนเดียวจนเคยชิน แต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดจะเตรียมของพวกนี้ไว้มาก่อน

เย่เฟิงไม่พูดอะไรอีก จับชายเสื้อไว้มั่นแล้วออกแรงฉีกดังควาก ได้ผ้ามาแถบหนึ่ง จำได้ว่าหญิงสาวขายเสื้อผ้าเคยบอกไว้ ว่านี่เป็นผ้าฝ้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซับน้ำซับเหงื่อได้ดี เขาส่ายหน้า เสื้อราคาสองร้อย ลดเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังราคาตั้งหกสิบหยวน แต่ว่ากันว่าช่วยชีวิตคนย่อมสร้างกุศลได้มากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น หากเป็นอย่างนั้นจริง เสื้อเขาคงมีค่ากว่าเดิม

รัดปากแผลอย่างประณีตรวดเร็วแล้ว ก็เสร็จสิ้นขั้นตอนปฐมพยาบาล เขาอุ้มคุณนายสวี่ขึ้นวางบนม้านั่ง ถอดสูทออก เช็ดน้ำแกงบนร่างของนาง จากนั้นแตะหน้าผากกับชีพจร ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไปโรงพยาบาลเถอะ”

“ได้” ปกติสวี่ซูถิงเป็นคนหนักแน่นเยือกเย็น แต่เห็นแม่ล้มลงกับพื้น มือไม้ก็ปั่นป่วน “ฉันจะลงไปเรียกคนให้เรียกรถ”

“ลงไปด้วยกันเลยเถอะ” เย่เฟิงหยิกเหนือริมฝีปากของคุณนายสวี่ แต่เห็นนางยังสลบไสลไม่ได้สติ ก็ไม่กล้าทำอะไร “คุณเอาเงินไปด้วย”

“ฉันมีบัตรเอทีเอ็ม” สวี่ซูถิงเห็นเย่เฟิงแบกแม่ขึ้นหลัง ไม่รู้ทำไม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงเงิน และในใจเธอไม่เกิดความรู้สึกต่อต้าน

เย่เฟิงแบกคุณนายสวี่ออกจากห้อง พอถึงประตูลิฟท์ก็กดปุ่มลง เมื่อสวี่ซูถิงตามมาถึง ลิฟท์ยังคงค้างอยู่ที่ชั้นสามไม่ขยับไปไหน

สวี่ซูถิงแทบอ้าปากตะโกนด่า คนข้างล่างมีมารยาทสังคมบ้างไหม ตึกนี้มียี่สิบสี่ชั้น ไม่ได้มีครอบครัวเธออยู่บ้านเดียว!

“มีลิฟท์แค่ตัวนี้ตัวเดียวเหรอ” เย่เฟิงขมวดคิ้ว

“ลิฟท์อีกตัวเสียมาหลายวันแล้ว กำลังซ่อมอยู่” สวี่ซูถิงแทบร้องไห้ออกมาแล้ว ปกติเธอทำงานยุ่ง เรื่องบางเรื่องทนได้ก็ทน แต่นึกไม่ถึงว่าพอฉุกเฉินขึ้นมา เรื่องเล็กน้อยกลับแผดเผาให้ร้อนรุ่มได้ขนาดนี้

“ลงบันได” เย่เฟิงไม่เอ่ยอะไรไร้สาระอีก ไม่ทราบทำไม คนที่ปกติเกียจคร้านอย่างยิ่งคนหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ มักเยือกเย็นจนคาดไม่ถึงทีเดียว

“หา ได้!” สวี่ซูถิงพยักหน้าถี่ๆ กังวลอยู่บ้างว่าคนสี่ตาอย่างเย่เฟิง จะไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะแบกคนลงตึกสิบเจ็ดชั้น

หญิงสาวมาถอนคำพูดเอาตอนที่เธอวิ่งพลางหอบหนักๆ ลงมา ตอนนั้นเย่เฟิงเรียกแท็กซี่ได้คันหนึ่งแล้ว กำลังร้องเรียกให้เธอรีบเข้า!

ทั้งคู่ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด จากนั้นห้องหาห้องฉุกเฉิน สวี่ซูถิงย่อมไม่มีอำนาจบารมีอย่างเฉินโหย่วซิ่น ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงไม่ได้ดูแลพวกเขาเป็นพิเศษนัก ทั้งคู่วิ่งวุ่นอยู่พักใหญ่ จึงทำเรื่องที่ควรทำ ยื่นเอกสารที่ควรยื่นเสร็จ

สมัยนี้หากล้มป่วย คุณต้องวินิจฉัยตัวเองให้เป็น และต่อให้คุณวินิจฉัยเป็นอยู่แล้ว การตรวจขั้นพื้นฐานก็ยังละเลยไม่ได้ ไม่งั้นหากข้ามขั้นตอนไหน แล้วเกิดเหตุผิดพลาดอะไร จะเปิดช่องให้ทางโรงพยาบาลโทษคุณได้เลยทันทีโดยอ้างว่าไม่ใช่โรงพยาบาลช่วยไม่ได้ แต่เพราะคุณเองต่างหากที่ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา

หากเมื่อแม่ป่วยหนัก สวี่ซูถิงก็ไม่มีกะใจจะคิดเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าหมอจะบอกอะไรก็ทำตามหมด แม้ยังคงโทษว่าเย่เฟิงอยู่บ้างที่มาสาย ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เห็นเย่เฟิงวิ่งไปวิ่งมา มีน้ำใจยิ่งกว่าญาติตัวเองป่วยอีก อคติที่สวี่ซูถิงมีต่อชายหนุ่มก็ลดทอนลงไปหลายส่วน

หลังจ่ายค่าตรวจหลายร้อยหยวน มองแม่ที่ยังไม่ได้สติมีสายอะไรไม่รู้ระโยงระยาง สวี่ซูถิงก็ระบายลมหายใจออกมาได้ในที่สุด นั่งอย่างหมดแรงอยู่ที่หัวเตียง ลูบคลำเส้นผมที่เริ่มหงอกขาวของแม่ ในใจรู้สึกเจ็บปวด เหลือบมองเย่เฟิงแวบหนึ่งแล้วฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้ เงียบงันไม่ส่งเสียง

“ใครเป็นญาติของจางหลานอิงคะ” นางพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามา ร้องดังๆ อย่างเป็นงานเป็นการ ใบหน้าไม่มีความรู้สึกใดๆ ดูไม่ออกว่าเป็นข่าวดีหรือร้ายกันแน่

“ฉันเอง” สวี่ซูถิงยืนขึ้น มองเย่เฟิงแวบหนึ่ง

“ผลตรวจออกมาแล้ว คุณลองไปห้องตรวจของคุณหมอดู” พยาบาลพูดจบก็สำรวจขวดน้ำเกลือ ทำหน้าที่ตัวเองเสร็จก็ออกจากห้องไป

“เย่เฟิง คุณช่วยฉันดูคุณแม่หน่อย” สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงอย่างขอร้อง “ถ้ามีอะไร ให้เรียกฉันทันที”

เดิมเธอไม่ค่อยชอบหน้าเย่เฟิงนัก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกสนิทกับเขาโดยไม่ทราบสาเหตุ สวี่ซูถิงโทรหาน้องชายแล้ว แต่เขายังมาไม่ถึง ระหว่างที่เหตุการณ์ยังไม่เข้าที่ เย่เฟิงจึงจำต้องกลายเป็นเหมือนญาติสนิทของเธอ

“ได้ ไม่มีปัญหา” เย่เฟิงคิดเล็กน้อย ก่อนเสริมเบาๆ “แม่คุณไม่เป็นไร คุณไม่ต้องห่วง”

ปากเขาพูดอย่างนั้น แต่ความจริงกลับไม่มั่นใจ คนเป็นลมธรรมดานั้นเขาเคยเห็นมา ส่วนใหญ่ถึงเวลานี้ก็ควรฟื้นขึ้นได้แล้ว แต่คุณนายสวี่กลับยังหลับไหลไม่ได้สติ ดูเป็นลางร้ายอยู่บ้าง แต่เวลาอย่างนี้คำปลอบใจก็เหมือนขบวนแห่และเสียงพระสวดในงานศพ มิใช่เพื่อคนตาย หากเพื่อปลอบประโลมคนที่ยังอยู่

สวี่ซูถิงผงกศีรษะ เดินไปทางห้องตรวจโรคอย่างมึนชา ส่วนเย่เฟิงนั่งอยู่บนม้านั่งข้างเตียงราวลูกกตัญญู แต่ไม่มีปัญญาทำอะไรได้

ยาหยดผ่านสายยางเข้าสู่ร่างกายคุณนายสวี่ทีละหยด สองตาหญิงชราปิดสนิท เย่เฟิงพลันรู้สึก คนเป็นลูกสาวอย่างสวี่ซูถิงคงเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่า ไม่สุขสบายสูงส่งอย่างที่เขาเคยคิดไว้แม้แต่น้อย

หญิงสาวแม้เป็นผู้จัดการใหญ่ แต่ความจริงในเมือง S ผู้จัดการใหญ่เช่นนี้มีมากยิ่งกว่าขนบนร่างกายวัว และหลายครั้งยังเป็นไปได้ว่า วันนี้ยังเป็นผู้จัดการใหญ่ แต่พรุ่งนี้อาจล้มละลายต้องไปเป็นคนงานผู้อื่น

เขาไม่มีความสามารถอย่างหมอเทวดาฮูโต๋ ได้แต่นั่งอย่างเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ หงุดหงิดที่ตนเองช่วยอะไรไม่ได้ เดิมเขาคิดจะใช้ไอ้เครื่อง NPC นั่น ดูว่าผู้เร้นกายทำอะไรได้หรือเปล่า แต่คิดดูอีกรอบแล้วกลับวางเครื่องลง ควรเชื่อหมอมากกว่า เย่เฟิงคิดอย่างนั้น พวกเขาเป็นเทวดาในชุดขาว เป็นคนดีที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นจากความเจ็บไข้และความตาย อย่างน้อยควรรอให้ผลตรวจออกมาก่อนค่อยว่ากัน

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ประตูห้องที่อยู่ด้านหลังก็เปิดออก เย่เฟิงหันไปมอง เห็นสวี่ซูถิงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก มือถือกระดาษแผ่นหนึ่ง ดวงตาว่างเปล่า

เดิมเย่เฟิงไม่คิดจะถาม แต่หากไม่ถาม เขาก็พูดอะไรไม่ถูกจริงๆ เห็นสีหน้าสวี่ซูถิงแล้ว สังหรณ์ร้ายในใจเขาก็พุ่งสูงถึงขีดสุด

“คุณหมอว่ายังไง”

“เขาบอกว่าในสมองของแม่ฉันมีเนื้องอก ต้องผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อทั้งหมดออกมาตรวจสอบดูก่อน ถึงจะรู้ว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย” สวี่ซูถิงรู้สึกเหมือนเสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงตัวเอง แต่ดังแว่ววนเวียนอยู่รอบตัว ราวกับเสียงหัวเราะเยาะของปีศาจ

แม่ของเธอเป็นโรคร้าย!

คุณหมอ โรคของแม่ฉันไม่หนักใช่ไหมคะ... เธอจำได้ว่าพอเข้าประตูไปก็ถามอย่างนั้น หากคำพูดประโยคเดียวของหมอกลับไร้หัวใจยิ่งนัก ทำลายความหวังที่เธอมีจนหมดสิ้น

พวกคุณเป็นญาติภาษาอะไร... หมอผลักความรับผิดชอบมาที่ญาติ คล้ายลืมไปแล้วว่า หากมาตรวจรักษาโรคได้ฟรี หรืออย่างน้อยค่าใช้จ่ายพอรับได้ คนป่วยก็ไม่อยากรนหาที่ตาย ถ่วงเวลาไว้จนทนไม่ได้ค่อยมาหาหมอหรอก

คำพูดอื่นๆ สวี่ซูถิงล้วนไม่ได้ยิน รู้เพียงแต่ว่าในสมองของแม่มีก้อนเนื้องอก อ่านผล CT แสกนแล้วก้อนเนื้อไม่เล็กเลย คุณหมอบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย ก็ต้องผ่าออกมาก่อนค่อยว่ากัน

ข้อนี้สวี่ซูถิงเข้าใจดี แต่เธอยังถามต่อไป ผ่าแล้วก็หมดเรื่องใช่ไหมคะ

คุณหมอมองสวี่ซูถิงเหมือนมองคนโง่ น้ำเสียงแม้ไม่เปลี่ยน แต่ให้ความรู้สึกดูแคลนอยู่บ้าง แน่นอนว่าเรื่องไม่ง่ายขนาดนั้น ญาติผู้ป่วยเหล่านี้ชอบพูดจาเหมือนคนโง่ และเมื่อหมอคิดอย่างนี้ ก็คร้านจะอธิบายมากความ พูดแต่ว่าการผ่าตัดต้องทำแน่นอน หากคุณไม่ผ่า คนไข้ตายไปฉันไม่รับผิดชอบ

“งั้น...” เย่เฟิงพอได้ยินว่ามีเนื้องอกในสมอง ก็รู้ว่าเรื่องราวค่อนข้างเลวร้าย “งั้นก็เตรียมตัว เข้าผ่าตัดเถอะ!” เขาตบไหล่สวี่ซูถิง ปลอบว่า “คุณป้าเป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง ต้องไม่เป็นไรแน่”

สวี่ซูถิงพลันซบกับไหล่เย่เฟิง ร้องไห้ออกมา

“เย่เฟิง หากเป็นเนื้อร้ายล่ะ”

หญิงสาวเข้มแข็งมาตลอด แต่อย่างไรก็ยังไม่มีปัญญารับมือกับเหตุการณ์ที่จู่โจมเข้ามากะทันหัน ในสายตาเธอคล้ายมีภาพรอยยิ้มซูบเซียวของพ่อตอนล้มป่วยปรากฏขึ้นมา ตอนนั้นพ่อปลอบเธออย่างเยือกเย็น ...ถิงถิง ลูกวางใจ พ่อไม่เป็นไร... แต่พอเธอกลับบ้านไปอย่างวางใจ วันรุ่งขึ้นเมื่อกลับมาเยี่ยม กลับได้เห็นเพียงผ้าคลุมเตียงเย็นเฉียบผืนบางที่คลุมอยู่บนหน้าของพ่อ ตัวพ่อกลับตายจากเธอไปอยู่คนละโลกแล้ว

เสียงเปิดประตูดังขึ้น เหยาจวินอู่พุ่งพรวดเข้ามา

“พี่” ด้วยไม่คาดฝันว่าจะเห็นภาพตรงหน้า เหยาจวินอู่จึงชะงักไป มองพี่สาวผละออกห่างจากเย่เฟิงอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ได้แต่แสร้งมองขึ้นด้านบน ทำเป็นไม่เห็น “แม่เป็นยังไงบ้าง ระหว่างทางรถติดมาก”

ที่จริงจะบอกว่านี่เป็นคำแก้ตัวประจำตัวของเย่เฟิงก็ไม่ได้ เพราะเมือง S รถติดจริงๆ ติดจนกลายเป็นฉากประจำเมืองไปแล้ว เหตุการณ์นี้ย่อมไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ของเขาแค่คนเดียว!

สวี่ซูถิงเอ่ยเบาๆ หลายประโยค เหยาจวินอู่ก็ตะลึงตะลานอยู่กับที่ หันไปมองเย่เฟิงเหมือนเพิ่งเห็นว่าเขาอยู่ด้วย

“เย่เฟิง นายก็มาเหรอ” ไม่รอให้เย่เฟิงตอบ ก็รีบถามต่อไป “พี่ ตรวจแน่ใจแล้วหรือเปล่า ถ้าแน่แล้ว รีบผ่าตัดได้ก็ยิ่งดี”

แม้จะรู้ว่าคำพูดน้องชายไม่ผิดพลาด แต่สวี่ซูถิงก็อดท้วงไม่ได้

“แต่การผ่าตัดแบบนี้ความเสี่ยงสูง”

“การผ่าตัดที่ไหนไม่เสี่ยงบ้าง เย่เฟิง นายว่าจริงหรือเปล่า” อย่าได้เห็นว่าเหยาจวินอู่ปกติเฉยชา นอกจากเรื่องเครื่องยนต์กลไกแล้ว เรื่องอื่นไม่ใส่ใจเลย แต่พอถึงเวลาคับขัน ยังดูมีความคิดอ่านมากกว่าพี่สาวเสียอีก ส่วนเย่เฟิงที่ยืนนิ่งกับที่ ไม่ถามอะไรมากความเพราะรู้ดีว่าสถานการณ์ละเอียดอ่อน ถ้าเป็นคนอื่น คงคิดว่าเย่เฟิงแค่ดินโคลนไร้ค่า แต่เหยาจวินอู่เชื่อว่าคนที่มีทักษะด้านวิศวกรรมอย่างเย่เฟิง ต้องเป็นคนที่ใช้ได้!

คนที่มีทักษะพิเศษบางคน ต่อให้พฤติกรรมพิลึกกว่านี้ยังไม่ถือว่าประหลาดตรงไหน นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่บางคนแยกรองเท้าข้างซ้ายกับขวาไม่ถูก บางคนจะซื้อถุงเท้าต้องแยกซื้อทีละข้าง เย่เฟิงประหลาดแค่นี้ไม่ถือเป็นอย่างไรได้

“จริง” ในที่สุดเย่เฟิงก็พูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ผ่าหรือไม่ผ่าตัด แต่ปัญหาคือ การผ่าตัดมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ไม่รู้สุขภาพคุณป้าดีพอจะเข้าผ่าหรือเปล่า จะเสี่ยงเกินไปไหม”

“ฉันจะไปถามเดี๋ยวนี้” สวี่ซูถิงยืนขึ้น แต่เธอก็รู้ดี ความเป็นไปได้ทางสถิติเชื่อถือไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นในโรงพยาบาลแห่งนี้ หากคุณเห็นคนอื่นคลอดลูกสาวไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อสลับกันถึงคราวคุณคลอด จะต้องได้ลูกชาย

“จวินอู่ นี่กุญแจที่พักของพี่ เธอไปเอาของใช้ของแม่มา เย่เฟิง รบกวนคุณช่วยดูแลแม่ฉันต่ออีกสักหน่อย” แววตาที่สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงอ่อนลงบ้าง และสิ่งที่เธอขอร้อง ก็อยู่ในขอบเขตที่เขาทำได้

“นี่เป็นหน้าที่ผมอยู่แล้ว” เย่เฟิงรู้สึกละอายใจ “หากไม่ใช่เพราะผมมาสาย คุณป้าก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาล”

“ไม่ใช่เพราะคุณ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าแม่ป่วย” สวี่ซูถิงส่ายหน้า “ไม่ต้องพูดแล้ว จวินอู่ รีบไปรีบกลับ”

หนังสือแนะนำ

Special Deal