บทที่ 11 แปลงโฉม

เย่เฟิงอยากบอกเหลือเกินว่า ที่จริง ผมเป็นแค่พนักงานทั่วไป

ตอนเขาสมัครตำแหน่งพนักงานทั่วไปนั้น ต้องการใช้ชีวิตสบายๆ และเงินเดือนแค่ห้าร้อย คุณจะเอาอะไรจากผมนักหนา

แต่สิ่งที่เขานึกไม่ถึงคือ ปริมาณงานไม่ได้มากน้อยตามจำนวนเงินเดือน การแบ่งงานตามค่าตอบแทนของแต่ละคนนั้น เป็นแค่ความฝันของระบบคอมมิวนิสต์!

ฉะนั้นสิ่งที่เขาควรมองให้ออกคือ บางคนเงินเดือนหลายหมื่น แต่ที่ต้องทำมีเพียงดื่มน้ำชา พูดคุยกับผู้อื่น บางคนเงินเดือนไม่กี่ร้อย กลับถูกงานกดจนหลังแอ่นขาหัก ที่สูดหายใจเข้าไปมีแต่ฝุ่นควัน เมื่อป่วยไข้กลับไม่มีเงินรักษา ถูกโรงพยาบาลโยนออกมาไม่ต่างจากสุนัขที่ตายแล้วตัวหนึ่ง

ตอนนี้ขาเขายังไม่หัก หลังก็ยังตรงอยู่ แต่แววตาที่เขามองสวี่ซูถิงให้ความรู้สึกเหมือนแววตาคนงานมองเจ้าของที่ดิน อาการไม่เต็มใจนั้นทำให้เสิ่นหยางไม่พอใจ เกือบโพล่งไปแล้วว่า งานชิ้นนี้ฉันเป็นคนตามมาตลอด หากนายเหนื่อยนัก ยกให้ฉันก็ได้ แต่คำพูดมาถึงริมฝีปาก เขากลับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนขึ้น

“ในเมื่อเขาเรียกพวกเราไปคุย ก็แสดงว่ายังมีหวัง เย่เฟิง พยายามเข้า!”

แต่ปฏิกิริยาเย่เฟิงเหมือนคนเป็นโรคพาร์กินสัน ไม่เล่นบทซาบซึ้งตอบกลับแต่อย่างใด

“เอ่อ ก็ได้ ไปตอนนี้เลยเหรอ”

สวี่ซูถิงแค่ผงกศีรษะ ชายหนุ่มเงยหน้ามองเวลา เห็นยังอีกนานกว่าจะได้เวลากินข้าวกลางวัน จึงได้แต่จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินมือเปล่าออกไป ตอนที่ถึงประตูลิฟท์ถึงได้พบว่าสวี่ซูถิงเดินตามหลังมาด้วย เย่เฟิงเอ่ยอย่างเกรงใจแต่ที่จริงแอบหวัง

“ผู้จัดการสวี่ งานนี้คุณไม่ต้องไปเองก็ได้ ผมคนเดียวก็พอ”

“เย่เฟิง วันนี้วันอะไร”

“วันศุกร์”

“วันศุกร์เป็นวันอะไร”

“วันสุดสัปดาห์”

“วันสุดสัปดาห์หมายความว่าอะไร”

“ต่อไปได้หยุดสองวัน”

สวี่ซูถิงถอนหายใจ ในที่สุดก็เข้าใจเรื่องเล่าของคนโบราณ มิตรภาพของป๋อหยากับจงจื่อชีที่แน่นแฟ้นนัก เป็นเพราะไม่ว่าป๋อหยาจะดีดพิณบรรเลงถึงขุนเขาสูงหรือสายน้ำไหล จงจื่อชีเพียงฟังจากเสียงพิณก็ทราบได้ แต่สำหรับเย่เฟิง ไม่ว่าพูดอะไรล้วนไม่ต่างอะไรจากสีซอให้ควายฟัง!

“คุณจำได้หรือเปล่าว่าครั้งก่อนฉันขอให้คุณช่วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน”

“จำได้แน่นอน”

“คุณไม่เคยไปเจอแม่ยายมาก่อนเหรอ” สวี่ซูถิงมองเสื้อผ้าเย่เฟิงด้วยสายตาตำหนิ

ตั้งแต่พบกันครั้งแรกเป็นต้นมา สวี่ซูถิงไม่เคยเห็นเขาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเลย! สูทสีดำยับยู่ยี่ เนคไทที่ใช้แขวนคอตาย กับรองเท้าที่จะเอาไปให้ช่างขัดยังรู้สึกลำบากใจ

เย่เฟิงทำท่าไม่สบายใจ

“เหมือนจะไม่เคย ผู้จัดการสวี่ ต้องเอาของขวัญไปหรือเปล่า”

ที่จริงเขาอยากบอกว่า ผมว่าเรื่องนี้คล้ายจะเป็นเรื่องงาน หรือพูดให้ถูก นี่เป็นเรื่องงานอย่างแน่นอน คุณคงไม่ได้จะให้ผมจ่ายเงินเองใช่ไหม

เห็นชัดว่าสวี่ซูถิงฉลาดกว่าป๋อหยามากมายนัก เพราะเธอควักเงินออกมาหนึ่งพันหยวน ส่งให้เย่เฟิง

“ซื้อของกินอะไรก็ได้สำหรับคนแก่ จากนั้นไปตัดผม เปลี่ยนเสื้อผ้า ขอบคุณมาก”

จังหวะนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งเดินผ่านมา ผู้หญิงเห็นเย่เฟิงฝืนใจรับเงิน ท่าทางเหมือนตำหนิที่เงินน้อยไป ต้องลดเสียงเอ่ยกับคนที่มาด้วยว่า

“เห็นหรือเปล่า นี่เรียกว่าเกาะผู้หญิงกิน อย่าไปเลียนแบบเขา”

ผู้ชายคนนั้นสายตาล่อกแล่ก ไม่อาจนับว่าเป็นคนมีความสามารถ ท่าทางเขานับถือเย่เฟิง อยากรู้ว่าเย่เฟิงมาจากบริษัทอะไร ต่อไปมีโอกาสจะได้ทักทายถามไถ่ สมัยนี้ต่อให้คุณคิดจะเป็นหนุ่มเลี้ยงวัว ( เชิงอรรถ เป็นคำสแลง หมายถึงโฮสต์ หรือผู้ชายที่มีอาชีพนั่งคุยเอาใจลูกค้าผู้หญิงตามผับบาร์ ) ก็ต้องมีคนแนะนำถึงจะเข้าวงการได้

แน่นอนหนุ่มเลี้ยงวัวในที่นี้ ไม่ใช่หนุ่มเลี้ยงวัวเมื่อหนึ่งพันปีก่อนที่เห็นความสำคัญของลูก งมงายในรัก ยอมเหยียบหลังนกสาลิกา หอบลูกน้อยสองคนที่ไม่มีวันโตเดินข้ามขอบฟ้า เพื่อไปพบกับสาวทอผ้าแค่ปีละครั้ง เรื่องแบบนี้มีแต่ในเทพนิยายเท่านั้น

สวี่ซูถิงได้ยินที่พวกเขาคุยกัน อดรู้สึกขบขันไม่ได้

“เย่เฟิง อย่าลืมล่ะ เย็นนี้หกโมง รอที่หน้าประตูบริษัท ฉันจะพาคุณไป”

เย่เฟิงรับเงินมา ตอนออกจากตึกก็ก้มมองพิจารณาตัวเองแวบหนึ่ง พูดเองเออเองว่า

“ก็ไม่เห็นเลวร้ายนี่ ถ้าบอกว่าอย่างฉันไม่ใช่พนักงานบริษัท ใครจะไปเชื่อ”

สาวน้อยที่ทำหน้าที่ส่งข้าวกล่องคนหนึ่งเดินเข้ามา

“คุณลุงคะ บริษัทรับตกแต่งภายในเทียนถิงไปทางไหน”

พูดจบแล้วเห็นเย่เฟิงนิ่งอึ้งมองตัวเอง เด็กสาวก็เกิดพุทธิปัญญา บอกว่า

“สัมภาษณ์งานไม่ผ่านใช่ไหม คุณลุง พนักงานบริษัทไม่ใช่แค่สวมเชิ้ตขาวแล้วจะเป็นได้ นี่ฉันไม่ได้ว่าลุงนะ แต่ลุงดูเถอะ ใส่แว่นไม่เข้ากับโครงหน้า โครงหน้าไม่เข้ากับทรงผม ทรงผมก็ไม่เข้ากับเสื้อผ้า ที่แย่ที่สุดคือรองเท้าของลุง... นี่ เดี๋ยวก่อน ลุง อย่าเพิ่งไป ฉันพูดเพราะหวังดีนะ!”

เห็นเงาหลังเย่เฟิงเดินห่างออกไป เด็กสาวก็รู้สึกสงสารเล็กน้อย แต่รสชาติของการได้วางท่าสั่งสอนคนเป็นครั้งแรกนั้นไม่เลวเลยจริงๆ มิน่าทุกครั้งที่พวกยามบนตึกใหญ่ๆ เห็นเด็กส่งข้าวกล่องเป็นต้องซักไซ้ไต่ถาม ไม่ใช่เพราะอะไรแค่เพื่อให้รู้สึกว่าตนเองสูงส่งกว่าคนที่ถูกถามเท่านั้นเอง!

เย่เฟิงเตลิดหนีมา รู้สึกว่าตนเองช่างล้มเหลวโดยแท้ แอบนึกในใจว่าต้องพยายามให้มากขึ้น แต่แล้วคิดอีกที จะพยายามไปทำไม ชีวิตแบบนี้ไม่ดีตรงไหน

เขาฟุ้งซ่านอยู่ครู่ใหญ่ ยังดีที่ไม่ได้ขึ้นรถผิดสาย แต่ตอนมาถึงตึกฉางเซิงกลับพบว่าตนเองทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จริงอยู่งานติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอาคารนั้นยื่นประมูลกันที่ตึกฉางเซิง แต่ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานใหญ่ของฝ่ายนั้นจะประจำอยู่ที่ตึกฉางเซิงด้วย

ตอนเย่เฟิงรู้ว่าสำนักงานใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เอกสารงานของตึกฉางเซิง เขายังไม่ได้อ่านแม้แต่แวบเดียว แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามเป็นใครเขาก็ไม่รู้ ดีที่ชายหนุ่มยังมีปาก สายตายังใช้การได้ เมื่อถามไถ่จนได้ความว่าตึกฉางเซิงเป็นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉินเฉิงซิ่นนั้น เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย ชื่อนี้คุ้นหูเหลือเกิน

คนเราพลาดกันได้เสมอ แต่พลาดแล้วแก้ไขย่อมนับเป็นคนดี เย่เฟิงเชื่อในข้อนี้ตลอดมา เขาเข้าไปถามตำแหน่งสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉินเฉิงซิ่น ทีแรกหญิงสาวที่ประจำสำนักงานขายยังต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม แต่พอได้ยินว่าเย่เฟิงไม่ได้มาซื้อบ้าน ก็ชักสีหน้าใส่ทันที ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าจบเกมค่ะ ฉันไม่รู้ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นคำตอบที่ถูกต้องตรงประเด็น แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

คุณเป็นพนักงานบริษัท จะไม่รู้ได้ยังไงว่าสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไหน... เย่เฟิงไม่เข้าใจ ตั้งข้อสงสัย

คุณก็อยู่บนโลกทุกวัน คุณรู้ไหมว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อไหร่... พนักงานขายสาวโต้อย่างเย็นชา

เย่เฟิงจนด้วยคำพูด แต่ในที่สุดยังคงถามเอาคำตอบได้จากคุณป้าคนทำความสะอาด ชายหนุ่มเศร้าใจเล็กน้อย คนอื่นๆ มีสาวน้อยสาวใหญ่มาแพ้ทาง แต่ตัวเขากลับดีอย่างยิ่ง มีคุณป้ามาแพ้ทางให้

กว่าเย่เฟิงจะมาถึงสำนักงานใหญ่ของฉินเฉิงซิ่น เวลาก็ล่วงเข้าบ่ายสามโมงแล้ว ชายหนุ่มปวดหัวจริงๆ ช่วงหลังๆ เขาไม่เคยต้องลำบากแบบนี้ ตั้งแต่เล็กมาครูก็สอนให้กินข้าวตรงเวลา เข้านอนตรงเวลา ตนเองก็เป็นเด็กดีทำตามที่ครูสอน แต่ทำไมหลังจากมาทำงานที่ไคทว่อเจ่อ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

เขาเข้าไปในตึก กดลิฟท์ขึ้นไปชั้นสิบแปด รู้สึกตามความเชื่อแล้ว เลขสิบแปดไม่ใช่เลขดีมากมาย ให้อารมณ์เหมือนตะลุยขุมนรกสิบแปดชั้น เพียงแต่นั่นเป็นการดิ่งลง นี่เป็นการเลื่อนขึ้น

เมื่อลิฟท์ส่งเสียงเตือนประตูก็เปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งตรงเข้ามารับหน้า เย่เฟิงชะงัก ยังไม่ทันพูดอะไร ผู้หญิงคนนั้นก็เอ่ยอย่างตื่นเต้นดีใจ

“คุณเองหรือ”

“ผมเองครับ” เย่เฟิงยิ้มออกมา “จริงด้วย หาลูกชายคุณเจอหรือยัง”

ความทรงจำเขายังไม่แย่ขนาดเลอะเลือนเหมือนคนแก่ นึกออกว่าหญิงสาวคนนี้ก็คือภรรยาของเฉินโหย่วซิ่น ผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฉินเฉิงซิ่น เอ หรือจะเป็นแค่คนรัก?

“หาเจอแล้ว ไอ้พวกนั้นมันเดียรัจฉาน” หญิงสาวมองเย่เฟิง ยื่นมือออกไปอย่างซาบซึ้ง “เช้าวันนี้ มีคนใจดีโทรศัพท์มาหาสามีฉัน บอกตำแหน่งของโจรพวกนั้น ตอนนี้ทั้งสี่คนนั่นถูกจับหมดแล้ว ลูกชายฉันแม้จะขวัญเสีย แต่ไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม” เย่เฟิงโพล่งไปโดยไม่รู้ตัว

“ย่อมไม่เกี่ยวกับคุณ” หญิงสาวยิ้มได้น่าดูยิ่งนัก “ตอนนี้ฉันเชื่อแล้ว โลกนี้มีคนดีอยู่จริงๆ อย่างเช่นคนแปลกหน้าที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ รวมทั้งคุณที่ช่วยพาคุณแม่ส่งโรงพยาบาลด้วย ตอนนั้นฉันสับสนไม่รู้เหนือรู้ใต้ จะออกมาหาคุณอีกทีคุณก็ไม่อยู่แล้ว นึกไม่ถึงจะเจอกันที่นี่”

หญิงสาวมองเย่เฟิงอย่างขอบคุณ

“ยังไม่ทราบเลยว่าคุณชื่ออะไร”

เย่เฟิงตอนนี้จึงได้มองหญิงสาวเบื้องหน้าตรงๆ ในที่สุดก็พบว่าเธอเป็นคนสวยมาก

แน่นอน การค้นพบของเขาไม่เกิดประโยชน์อะไร เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จะไปแต่งหญิงสาวหน้าตาซีดเซียวเป็นภรรยาทำไม

แต่อายุหญิงสาวคนนี้ไม่นับว่ามาก เย่เฟิงประเมินคร่าวๆ เทียบอายุของพวกเขาสองคนแล้ว ไม่น่าจะอ่อนแก่กว่ากันเกินสามปี

“ผมชื่อเย่เฟิง” ชายหนุ่มก้มศีรษะ รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เขาพบว่าหญิงสาวจ้องเขาเขม็ง แม้มีประกายของความซาบซึ้ง แต่ยังมีความรู้สึกอื่นแฝงอยู่อีก สายตาแบบนี้หากคุณป้าเจ้าของหอพักคนก่อนของเขาเห็นเข้า ต้องบรรยายว่าสองตาทอประกายงดงามซาบซึ้ง กระชากวิญญาณผู้คน

“เย่เฟิงหรือ ฉันจะจำคุณไว้” หญิงสาวว่า เย่เฟิงใจสั่นสะท้าน รู้สึกคล้ายเธอกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าพร้อมจะมอบกายให้ “จริงด้วย ฉันชื่อหวังฟางฟาง”

ชั้นนี้ทั้งชั้นเป็นของบริษัทแห่งเดียว คนหนุ่มสาวท่าทางคล่องแคล่วเดินผ่านไปมาตลอดเวลา มองคนทั้งสองด้วยสีหน้าประหลาด แต่ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่พูดอะไรสักคำ

“คุณมีธุระกับที่นี่ใช่ไหม” หวังฟางฟางมองมือว่างเปล่าทั้งสองของชายหนุ่ม รู้สึกประหลาดใจ “คุณคงไม่ใช่คนจากไคทว่อเจ่อหรอกนะ”

“คุณรู้ได้ยังไง” เย่เฟิงแปลกใจ เรื่องงานครั้งนี้เขาไม่รู้อะไรเลย และเพราะไม่รู้อะไรเลย จึงรู้สึกเหมือนนกกระจอกเทศที่ฝังศีรษะตัวเองลงไปในพื้นทราย เหลือแต่ตัวโผล่ออกมา ถ่วงเวลาได้มากเท่าไหร่ก็ถือเป็นเท่านั้น

“รอสักครู่” หวังฟางฟางหมุนตัวเดินหายไป แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาหาเย่เฟิงราวสายลม พาเอากลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมาด้วย เย่เฟิงพยายามฝืนความรู้สึก กล้ำกลืนไว้ไม่ให้จามออกมา แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาพกลับคล้ายเขากำลังทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมจากตัวผู้อื่น

หวังฟางฟางเห็นแล้วยิ้มออกมา ส่งเอกสารให้เย่เฟิง

เย่เฟิงเห็นแล้วอุทานในใจ แม่เจ้า ทำไมของที่ทำหายไปแล้วชัดๆ ยังกลับคืนมาได้

ที่แท้สิ่งที่หวังฟางฟางส่งให้เย่เฟิงไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นเอกสารงานของตึกฉางเซิงที่เย่เฟิงลืมไว้บนรถแท็กซี่

“ฉันรู้จากเอกสารนี้ว่าคุณมาจากไคทว่อเจ่อ” หวังฟางฟางยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน แต่เห็นเย่เฟิงหรุบคิ้วหลบตา ทำท่าเหมือนประถังซำจั๋งเข้าถ้ำรังไหม เผชิญหน้ากับการยั่วยวนของนางปีศาจแมงมุม หญิงสาวก็ยิ้ม “คุณเป็นคนดีจริงๆ ไปทำงานเถอะค่ะ หวังว่าฉันจะไม่ได้รบกวนเวลาคุณนานเกินไป”

เมื่อเย่เฟิงเงยหน้าขึ้นมา หญิงสาวคนงามก็จากไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นหอมล่องลอยในอากาศ เขาจึงดีดเอกสารในมือ รู้สึกหายใจคล่องกว่าเดิมมากมาย

เขาเข้าไปในออฟฟิศ ประชาสัมพันธ์สาวพอได้ยินว่าเขามาเรื่องอะไร ก็พาเขาตรงไปยังห้องประชุม รออยู่ไม่นาน นักธุรกิจอายุราวๆ ห้าสิบคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

คนผู้นี้ดูแลตัวเองอย่างดี ใบหน้าผ่องใส ดวงตาเป็นประกาย เพียงแต่รูปร่างเริ่มเสียทรวดทรง ขับเน้นให้เห็นถึงความอับจนและเสื่อมโทรมของวัยชรา

เห็นเย่เฟิงผุดลุกขึ้นราวกับก้นติดสปริง เขาก็ยิ้มเล็กน้อย แต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงหว่างคิ้วที่มีร่องรอยขบคิดตลอดเวลาของเขา

ตอนที่เย่เฟิงเห็นคนๆ นี้ ไม่รู้ทำไม ในใจกลับรู้สึกโศกเศร้า ในด้านการงาน พวกเขาถูกจัดว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างสวี่ซูถิงก็เช่นเดียวกัน แต่พวกเขาล้วนแต่มีโรคประจำตัว คือใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยเกินไป

แต่ตัวเขาเองเล่า... ทำไมช่วงนี้ทำตัวเหมือนโสคราตีส ( เชิงอรรถ – นักปรัชญาชาวกรีก ) ไม่มีผิด ครุ่นคิดไม่รู้จักหยุด เย่เฟิงรู้สึกใจไม่สงบเลย

ชายคนนั้นยื่นมืออกมา จับมือเย่เฟิงแผ่วเบาเราแมลงปอโฉบผิวน้ำ

“ฉันชื่อเฉินโหย่วซิ่น ไม่ทราบคุณแซ่อะไร”

เย่เฟิงสะดุ้งตกใจ นึกไม่ถึงว่าผู้จัดการใหญ่ของฉินเฉิงซิ่นที่โอ่อ่าใหญ่โตจะออกมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง ในความคิดของเขา หากทุกเรื่องต้องให้ผู้จัดการใหญ่ออกรับเอง งั้นจะมีลูกน้องไว้ทำไม

“ผมชื่อเย่เฟิง พนักงานทั่วไปของไคทว่อเจ่อ”

“พนักงานทั่วไปหรือ” เฉินโหย่วซิ่นขมวดคิ้ว แต่พริบตาเดียวก็ยิ้มออกมา “ชื่อไคทว่อเจ่อ ฟังดูมีวิสัยทัศน์ ถึงจะเป็นแค่พนักงานทั่วไปก็ไม่เลวเลย”

เย่เฟิงฟังไม่ออกว่าเฉินโหย่วซิ่นกำลังชมเขา หรือกำลังด่าเขากันแน่ ดังนั้นได้แต่เงียบไว้

“เรื่องเมื่อวาน ฟางฟางเล่าให้ฉันฟังแล้ว” อยู่ดีๆ เฉินโหย่วซิ่นก็ถอนหายใจ “ว่ากันว่าสนามการค้าก็เหมือนสนามรบ แต่ในความรู้สึกฉัน สนามการค้ายังอันตรายไม่มั่นคงกว่าสนามรบเสียอีก เมื่อวานโชคดีที่มีเธอ ไม่อย่างนั้นหากฉันเป็นต้นเหตุให้ครอบครัวเกิดเรื่อง ฉันคงโทษตัวเองไปตลอด”

เย่เฟิงก็ถอนหายใจ ก่อนแสดงท่าทางยินดี

“ดีที่คนแก่กับเด็กไม่เป็นอะไร”

แต่ในใจกลับรู้สึกสงสัย NPC สารพัดประโยชน์นั่นยังเก่งกว่าเคจีบีกับเอฟบีไอรวมสักร้อยเท่า ระหว่างที่พวกตำรวจยังแตกตื่นตกใจตั้งตัวไม่ติด ก็ตัดผู้ต้องสงสัยทิ้งไปทีละคน สืบสวนอย่างไม่ย่อท้อ ฝ่ายนั้นบอกที่อยู่พวกโจรกับเขา เมื่อเขารู้แล้ว ก็รับช่วงโทรบอกตำรวจเจ้าของคดี กับสามีของหวังฟางฟาง

ตอนนั้นเย่เฟิงทำตัวเหมือนสายลับใต้ดิน วิ่งหาโทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ห่างไกล หยอดเหรียญหนึ่งหยวนลงไป บีบจมูกโทรแจ้งข่าวให้ตำรวจทราบ ทีแรกตำรวจไม่เชื่อ ทำเหมือนเย่เฟิงเป็นพวกโจร แม้จะเป็นโจรกลับใจ แต่ก็ไม่มีทางมามอบตัว สุดท้ายเย่เฟิงทนไม่ไหวจริงๆ จึงบอก คุณอยากเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็แล้วไป

หลังวางโทรศัพท์ เขาก็ต่อสายหาสามีของหวังฟางฟาง แต่ไม่สนแล้วว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ ตนเองตระเตรียมไปช่วยเด็กที่น่าสงสารนั่นเพียงลำพัง เด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาเชื่อมั่นอย่างนั้น และเขาชิงชังเหล่าคนที่ข่มขู่เด็กไร้เดียงสาจับใจ

แต่เมื่อเขารุดไปถึงสถานที่นั้น ก็พบว่ารถตำรวจสามคันแล่นมาถึงก่อนแล้ว ชายที่คลุมหน้าด้วยถุงกระดาษสี่คนคอตกทอดอาลัย ไม่เข้าใจว่าทำไมตำรวจที่ไร้ความสามารถมาตลอด หนนี้ถึงได้มีประสิทธิภาพนัก พวกเขากระทั่งโทรศัพท์ขู่กรรโชกก็ยังไม่ได้โทร แล้วตำรวจตามรอยเจออย่างแม่นยำได้ยังไง

เฉินโหย่วซิ่นเห็นแววตาเย่เฟิงใจดีดูเป็นมิตร แต่จะอย่างไรก็อยากจัดการให้เสร็จเรื่องสิ้นราวไปมากกว่า เขายกถุงกระดาษใบหนึ่งที่เตรียมไว้อยู่ก่อนขึ้นมา ผลักมันไปตรงหน้าเย่เฟิง ดวงตาเป็นประกาย แต่ไม่เอ่ยอะไร

เย่เฟิงระแวงเล็กน้อย ไม่ทราบเขาหมายความว่าอย่างไร รอยยิ้มจึงฝืดเฝืออยู่บ้าง

“ผู้จัดการเฉิน นี่คืออะไรครับ”

“นี่คือเงินสองหมื่น” เฉินโหย่วซิ่นเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เปี่ยมด้วยความมั่นอกมั่นใจ “ที่จริงฉันเห็นผลประกอบการของไคทว่อเจ่อแล้ว รู้ดีว่าบริษัทมีความสามารถแค่ไหน ไม่ว่าจะมองยังไง ยื่นซองประมูลครั้งนี้ก็คงไม่ได้หรอก คนอย่างฉันเรื่องงานส่วนงาน เรื่องส่วนตัวก็ส่วนตัว ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงานเด็ดขาด ฉะนั้นแม้เธอจะช่วยคนในครอบครัวฉัน ไม่ว่าจะมองยังไง ฉันก็ต้องขอบคุณเธอ”

ความหมายในคำพูดเขาครอบคลุมอย่างยิ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจนานปี เขามักรู้สึกการช่วยคนคราวนี้คล้ายประจวบเหมาะเกินไป แท้จริงแล้วเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือไม่ คงมีแต่เย่เฟิงเท่านั้นที่รู้

แต่ที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ เย่เฟิงกลับยืนขึ้นมา เดินตรงไปทางประตู

“เงินของเธอ!” เฉินโหย่วซิ่นอดเตือนไม่ได้

เย่เฟิงหันหน้ากลับมา มองเฉินโหย่วซิ่นด้วยแววตาประหลาด

“ที่จริงผมก็มีเรื่องอยากบอก”

“ว่ามา”

“ถึงคนอย่างผมจะเป็นแค่พนักงานทั่วไป แต่ก็เหมือนกับเถ้าแก่เฉิน แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวชัดเจน ผมช่วยคน เพียงเพราะผมรู้สึกว่าควรจะช่วย ฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ คุณอาจดูถูกการทำความดีของผมได้ แต่กรุณาเหลือเหตุผลในการช่วยเหลือคนอื่น ให้กับคนทั้งหลายบนโลกนี้สักนิด ขอบคุณ”

พูดจบ เขาก็เดินออกไปโดยไม่หันกลับมาอีก ทิ้งเฉินโหย่วซิ่นที่มีสีหน้าประหลาดใจไว้ กับเงินสองหมื่นหยวนบนโต๊ะ...

 

อันที่จริงตอนที่เย่เฟิงเดินออกมาจากตึก เขาไม่รู้สึกโกรธเคืองเลย เพียงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย แต่ความเศร้าใจเล็กน้อยนั้นถูกเขาดีดกระเด็นจากชายเสื้อ พริบตาเดียวก็ลอยขึ้นฟ้า สลายหายไปกับปุยเมฆ ไม่เหลือแม้ร่องรอย

เรื่องงานคราวนี้ไม่มีหวังแน่นอน เย่เฟิงรู้สึกผิดต่อผู้จัดการสวี่ ผิดต่อเสิ่นหยาง และยังผิดต่อตัวเองที่หิ้วท้องจนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้กินอะไรเลย

ร่างกายเป็นต้นทุนแห่งการเริ่มต้นใหม่ เย่เฟิงเชื่อคำพูดนี้โดยไม่เคยสงสัย เขาไม่เหมือนโจโฉที่ยอมทรยศคนทั้งโลก ไม่ยอมให้คนทั้งโลกมาทรยศ หากก็รู้สึกเหมือนกันว่าเขายอมอดได้ แต่ไม่ยอมให้ท้องตัวเองอดเด็ดขาด ท้องของเขาย่อมเกิดและตายพร้อมเขา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ฉะนั้นเขาจึงหาร้านบะหมี่แห่งหนึ่ง สั่งเกี๊ยวน้ำมาอย่างสบายใจ เพิ่งกินไปได้สองคำก็นึกขึ้นได้ว่าเย็นนี้ยังมีละครให้เล่นอีก

ร่วมกันหลอกลวงผู้สูงวัยไม่ใช่ความผิดอะไร เพราะการโกหกก็ต้องดูว่าโกหกใครด้วย เย่เฟิงกินเกี๊ยวพลางถอนหายใจพลาง รู้สึกเหมือนตนเองใกล้เคียงกับเทพแห่งการโกหกเข้าไปทุกที จังหวะนั้นผู้จัดการร้านก็เดินเข้ามา สีหน้ายิ้มแย้ม

“คุณครับ บริการของร้านเรามีตรงไหนไม่ถูกใจคุณหรือเปล่าครับ”

“หืม” เย่เฟิงเงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกซาบซึ้ง ช่างบริการดีจริงๆ “เกี๊ยวไม่ค่อยเค็ม คุณช่วยส่งซอสให้ผมหน่อยได้ไหม”

“คุณครับ บนโต๊ะก็มีไม่ใช่หรือ”

“งั้นเอาน้ำส้มสายชู!”

“คุณครับ บนโต๊ะก็มีเหมือนกัน”

“งั้นมีน้ำตาลไหม ขอผมหน่อย”

เย่เฟิงลำบากใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าในเมื่อเขาอุตส่าห์เดินมาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรให้เดินเสียเที่ยวเปล่า

“อ้อ รอสักครู่นะครับ” ผู้จัดการร้านอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ยังคงเดินไปหลังเคาน์เตอร์ ตักน้ำตาลทรายขาวมาช้อนหนึ่ง เห็นเย่เฟิงเทน้ำส้มสายชู เหยาะซอส ตามด้วยเติมน้ำตาล คนด้วยตะเกียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดื่มน้ำแกงรวดเดียวหมด “รสชาติไม่เลวครับ ขอบคุณ”

ผู้จัดการร้านมองตามหลังเย่เฟิงที่เดินออกไป ได้แต่ส่ายหน้า เรื่องประหลาดนั้นมีทุกปี แต่ปีนี้เยอะเป็นพิเศษ ดูท่าลูกค้าคนนี้ต้องป่วยแน่ๆ!

เย่เฟิงดูนาฬิกา รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วปานลูกธนู วันคืนหมุนเวียนดั่งกระสวยทอผ้า แค่กินเกี๊ยวก็ใช้เวลาไปราวหนึ่งชั่วโมงแล้ว เขาเดินผ่านร้านขายเสื้อ เห็นเสื้อผ้าด้านในลดเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์พอดี ส่วนสูทราคาห้าร้อยลดเหลือร้อยห้าสิบ จึงควักเงินซื้อมาทันทีชุดหนึ่ง ความจริงนี่เป็นเงินบริษัท แต่ใช้จ่ายกินดื่มได้ตามชอบใจ คิดแล้วเย่เฟิงก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นนักการเมืองที่กำลังคอรัปชั่น

ระหว่างซื้อเสื้อ หญิงสาวที่เป็นพนักงานขายเห็นเย่เฟิงแต่งตัวปอนๆ ก็ชมยกใหญ่ด้วยจิตใจไม่บริสุทธิ์ บอกว่าคุณผู้ชายหล่ออะไรขนาดนี้ รูปร่างก็ดี ใส่อะไรก็ดูดี

เย่เฟิงฟังจนรู้สึกเบิกบาน ธนบัตรในกระเป๋าคล้ายมีปีกงอกออกมา หากไม่จับจ่ายสักเล็กน้อยจะไม่สบายใจ ดังนั้นซื้อสูทแล้วก็ซื้อกางเกงแสล็ค ซื้อกางเกงแสล็คเสร็จก็ซื้อกางเกงซับใน สรุปคือครู่ใหญ่ถัดมา นอกจากกางเกงในแล้ว อย่างอื่นซื้อมาครบชุดเป็นถุงใหญ่

แต่หลังจากเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่ซื้อมาใหม่แล้ว พลันเห็นพนักงานสาวมองตัวเองอย่างตะลึงตะลาน สีหน้าประหลาดสุดบรรยาย ก็อดไม่ได้ต้องถาม

“คุณ มีอะไร เงินที่ผมให้คุณเป็นของปลอมเหรอ”

“เปล่า เปล่าค่ะ คุณผู้ชาย ที่จริงฉันคิดว่าถ้าปกติคุณใส่ใจแต่งตัวหน่อย จะหล่อมากจริงๆ” พนักงานขายมองเย่เฟิงที่เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน รู้สึกสะท้อนใจ ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งไม่ผิดแม้แต่น้อย เมื่อครู่เห็นเย่เฟิงยังเหมือนขอทานที่ตกต่ำอยู่เลย ตอนนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาคมคาย สาวพนักงานขายพบว่า ส่วนที่พลาดที่สุดบนตัวเย่เฟิง ก็คือแว่นกรอบดำอันโตนั่น

แว่นตานั้นบดบังโครงหน้าราวรูปสลักของเขา บดบังดวงตาที่เป็นประกายทั้งคู่ ทำให้คิ้วคมเรียวดูหนาเกินไป กรอบแว่นยิ่งคล้ายลำธารเน่าเหม็นไหลผ่ากลางทิวทัศน์อันงดงาม บีบให้คุณจำต้องละสายตาจากใบหน้าที่คมคายราวกับภาพวาด!

“แปลว่าเมื่อกี้ผมไม่หล่อเหรอ” สีหน้าเย่เฟิงผิดหวัง ความรู้สึกว่าตนหล่อที่เขาคิดเองเออเองมาตลอดถูกหญิงสาวตรงหน้าเหยียบย่ำไม่มีชิ้นดี เขาคีบกระเป๋าสตางค์ที่เหี่ยวแห้งลงมาก รู้สึกไม่คุ้มเอาเสียเลย คำว่าหนุ่มหล่อสองคำราคาแพงเหลือเกิน เขาไม่เพียงใช้เงินหนึ่งพันของบริษัทที่สวี่ซูถิงยกให้จนหมด แต่ยังโปะเงินของตัวเองลงไปอีกสองร้อยกว่าหยวน

“ไม่ใช่อย่างนั้น” พนักงานสาวหัวเราะคิก มองเย่เฟิง ให้คำแนะนำอย่างจริงใจ “คุณคะ ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นแว่นกรอบทอง หรือแว่นไม่มีกรอบสักอันจะดีกว่า ถ้าแต่งแบบนั้นไปเดท รับประกันว่าแฟนคุณต้องพอใจ”

เย่เฟิงยิ้ม สวมแว่นตัวเองกลับเข้าไป

“ที่จริงแบบนี้ แฟนจะพอใจมากกว่า อย่างน้อยไม่ต้องกังวลว่าคุณจะออกไปจีบผู้หญิงคนอื่น”

“ที่แท้ก็แบบนี้” พนักงานสาวเข้าใจทันที สีหน้ามีแววผิดหวังเล็กน้อย “คุณผู้ชายมีแฟนแล้วหรือคะ”

“ยังไม่มี” เย่เฟิงจัดเนคไท ตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก

“ฉันแนะนำให้คุณได้นะคะ” พนักงานสาวดวงตาพราว ทอดสะพานให้

“หา” เย่เฟิงพลันรู้สึกนิ้วมือทั้งสิบที่เคยขยับคล่องแคล่วแข็งเกร็งขึ้นมา “งั้นต้องขอขอบคุณ คุณผู้หญิง ไม่ทราบแนะนำได้เมื่อไหร่ คนอยู่ที่ไหน”

“ไกลสุดขอบฟ้า ใกล้แค่ตรงหน้า นี่ คุณคะ คุณจะวิ่งไปไหน เสื้อผ้าคุณยังไม่ได้เอาไปเลย” พนักงานสาวส่งสายตาตัดพ้อ ขยี้เท้าแรงๆ

เย่เฟิงกลับมารับเสื้อผ้า ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน

“ไปตัดผมเถอะ” พนักงานสาวแอบถอนหายใจ ชี้ฝั่งตรงข้าม “ทรงผมคุณไม่เข้ากับหน้าจริงๆ”

“ขอบคุณ” เย่เฟิงขัดเขินเล็กน้อย หรือตนเองจะแย่ขนาดนี้จริงๆ เด็กส่งข้าวก็บอก คนขายเสื้อผ้าก็คิด แต่เมื่อครู่ตนเองกลับมองพวกเขาไม่ดี อมิตาพุทธ บาปกรรม บาปกรรม!

เมื่อถึงร้านทำผมฝั่งตรงข้าม ช่างตัดผมชายหลายคนมองเขาแล้วกลอกตา ส่วนช่างตัดผมสาวหลายคนเห็นเย่เฟิงแล้วชายตาให้

ร้านทำผมขนาดไม่เล็ก ยังใหญ่กว่าแกลลอรีแสดงภาพวาดเสียอีก เพราะแกลลอรีแสดงภาพไม่จำเป็นต้องจุคนมากเท่าร้านทำผม เย่เฟิงมาถึงแล้วทำตัวไม่ถูก เหมือนนางเฒ่าหลิวเหล่าเหลา ( เชิงอรรถ - ตัวละครจากเรื่อง “ความฝันในหอแดง” เป็นหญิงชราชาวชนบท ญาติห่างๆ กับหวังฟูเหรินซึ่งแต่งงานเข้าตระกูลเจี่ย เจ้าของสวนต้ากวน ซึ่งสวนนี้เป็นฉากหลังหลักของนวนิยายเรื่องนี้) ที่เพิ่งย่างเท้าเข้าสวนต้ากวนอันวิจิตรโอฬาร ก้าวเข้าสู่โลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เห็นฉากกั้นสีดำวาว โต๊ะเก้าอี้ หลอดไฟน้อยใหญ่มากมายหลายแบบ แม้จะไม่ค่อยรู้จักนัก แต่สีสันต่างๆ แพรวพราย งดงามด้วยเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะ

เขาก็เหมือนกับหลิวเหล่าเหลา พึมพำสรรเสริญพระพุทธคุณหลายรอบแล้วค่อยนั่งลง หญิงสาวที่แต่งหน้าจัดคนหนึ่งเดินเข้ามา แป้งฝุ่นบนหน้าหนาเตอะ สีหน้าความรู้สึกทั้งหมดถูกเครื่องสำอางกลบจนหมดสิ้น เส้นผมบนศีรษะย้อมด้วยสีสันหลากหลายราวนกแก้ว

“คุณผู้ชายต้องการรับบริการด้านไหนคะ” หญิงสาวเห็นเย่เฟิงสวมเสื้อผ้าใหม่ จึงรู้สึกดีด้วยอยู่บ้าง นายสี่ตานี่ดูยังไงก็เหมือนลูกคนรวย คงเพิ่งเริ่มออกสังคม ถึงได้รวบรวมความกล้ามาปรับบุคลิก

หญิงสาวจ้องเย่เฟิงด้วยสายตาแบบฆาตกรที่ยอมฆ่าผิดตัว แต่ไม่ยอมปลอยเหยื่อไปเด็ดขาด ทำเอาเย่เฟิงทำตัวไม่ถูก

“นี่ไม่ใช่ร้านทำผมเหรอ”

“ร้านทำผมแน่นอน” หญิงสาวยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตทั้งคู่ทาอายแชโดว์สีม่วงเข้ม ดูเย้ายวนกว่าปีศาจจิ้งจอกเสียอีก

“งั้นก็ดี” เย่เฟิงคลายใจลง “ผมมาตัดผม ไม่เอาบริการด้านอื่น”

เขาถอดแว่นออก วางไว้ด้านข้าง รออยู่ครู่ใหญ่ยังไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวอะไร อดหันไปมองไม่ได้

“งั้นตัดผมให้สั้นหน่อย เข้าทรงหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”

“ได้ ได้” ช่างตัดผมสาวรวมรวมสติ ไม่รู้ทำไม มือที่ถือกรรไกรสั่นสะท้านเล็กน้อย

ตอนที่หญิงสาวเห็นเย่เฟิงถอดแว่นออกมา รู้สึกเหมือนได้เห็นฉากซินเดอเรลล่าออกงานเลี้ยงยามค่ำอันชวนตื่นตะลึง เด็กหนุ่มในกระจกคิ้วเข้มเหยียดตรงเหมือนองครักษ์จั่นเจาในเรื่องเปาบุ้นจิ้น สองตาเป็นประกาย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสบายๆ ดูไปคล้ายฉากทิวทัศน์อันงดงาม ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้!

หญิงสาวคุ้นเคยกับวงการบันเทิง เห็นชายหนุ่มหน้าสวยมาไม่น้อย แต่ไม่เคยรู้เลยว่ายังมีผู้ชายอีกประเภทหนึ่งที่หล่อเหลาคมคาย ทำให้เธอใจสั่น เทียบกับเขาแล้ว ไม่ว่าจะ F3 หรือ V4 ก็แค่เด็กยังไม่โตเท่านั้นเอง!

หนังสือแนะนำ