บทที่ 10 โยกย้าย

แม้สมัยนี้หนุ่มสาวจะคบกันได้อย่างอิสระ การมีความรักยิ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน แต่การจีบกันในเวลางานย่อมไม่เกี่ยวว่าอิสระหรือไม่แล้ว

อู๋หงแตกตื่นเล็กน้อย ไม่ทราบเย่เฟิงมีความเป็นมายังไงแน่ แม้แต่ผู้จัดการสวี่ยังใส่ใจเขาเป็นพิเศษ หญิงสาวมองหวังจวินเฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง พบว่าเขาลนลานยิ่งกว่าเธออีก ก็อดดูแคลนเขาไม่ได้ ผู้ชายคนนี้ นอกจากลงอ่างแล้ว คล้ายทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง

ทั้งสองตกใจ ประกอบกับไม่รู้ประวัติของเย่เฟิง แต่เห็นเขาเพียงปรายตามาทางนี้ครั้งเดียว ก็เดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ ชมทิวทัศน์ข้างนอกหน้าต่าง

นี่กลับยิ่งทำให้พวกเขาตื่นกลัวหนักขึ้น และไม่รอให้นึกกลยุทธรับมือใดๆ ได้ สวี่ซูถิงกับเสิ่นหยางก็ก้าวเข้ามาในห้อง เสิ่นหยางที่เดิมสีหน้าสุขุมดั่งสายน้ำ วางท่าเหมือนจูกัดเหลียงสะบัดพัดขนนก ก้าวออกจากกระท่อมน้อยครั้งแรก ตอนนี้กลายเป็นจูกัดเหลียงขงเบ้งที่เผชิญศึกหนักกับสุมาอี้ในสมรภูมิอู่จ้างหยวน ( เชิงอรรถ -การนำทัพครั้งสุดท้ายของขงเบ้ง เดิมต้องการบุกตีวุยก๊ก แต่เนื่องจากม้าเจ๊กเสียเนินเกงสันให้สุมาอี้ ทำให้ทัพจ๊กก๊กของขงเบ้งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขงเบ้งล้มป่วยเสียชีวิตในสนามรบ จ๊กก๊กจึงต้องยกทัพกลับ) คิ้วขมวดแนบแน่น สีหน้าเหน็ดเหนื่อย

“หัวหน้าเสิ่น เรื่องงานเป็นไงบ้างครับ คุณกับผู้จัดการสวี่ออกไปเอง งานสำเร็จเรียบร้อยแน่ๆ ใช่ไหม” หวังจวินเฉินผุดลุกขึ้น ดูสันหลังหวะไปบ้าง แต่ก็ดีใจที่ได้ชิงพูดก่อนเย่เฟิง

อู๋หงเหนื่อยใจ ผู้ชายคนนี้ เวลาแบบนี้ ยังจะถามอะไรอย่างนี้อีก โง่จนไม่อาจโง่ได้อีกจริงๆ ต่อให้คนตาบอดยังดูออกเลยว่างานไม่ราบรื่น นายไปสอพลอเวลานี้ ไม่เท่ากับรอให้เขาถีบเอาเหรอ

เสิ่นหยางมองเขาแวบหนึ่ง คิดเหมือนกันกับอู๋หง นึกอยากตบหวังจวินเฉินให้หน้าหัน แต่ต้องสะกดกลั้นความโกรธที่พวยพุ่งในใจ แอบคิดว่า ใจเย็น ต้องใจเย็นๆ ไว้ อย่างน้อยอย่าได้เสียหน้าต่อหน้าเจ้าเด็กเย่เฟิงนั่น

“ครั้งนี้มีบริษัทยื่นซองประมูลสามเจ้า” เสิ่นหยางกระแอม เห็นเย่เฟิงไม่หันมาด้วยซ้ำ ก็รู้สึกหงุดหงิด “ทั้งด้านประสิทธิภาพ ด้านเทคโนโลยี พวกเราไม่มีข้อได้เปรียบเลย แต่ก็ยื่นซองประมูลไปแล้ว แม้สถานการณ์จะไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไหร่ แต่ถ้ายังไม่ประกาศผู้ได้รับงานในขั้นสุดท้าย พวกเราจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด”

สวี่ซูถิงยิ้ม มองเย่เฟิงอย่างครุ่นคิด

“เสิ่นหยางพูดถูกต้อง ไม่มีวันยอมแพ้เป็นคุณสมบัติที่ดีที่พนักงานขายควรจะมี เย่เฟิง คุณว่าใช่หรือเปล่า”

เย่เฟิงตอนนี้จึงเพิ่งหันกลับมา ผงกศีรษะบอก

“ผู้จัดการใหญ่พูดถูก”

สวี่ซูถิงเห็นท่าทางเขาแล้วโมโหขึ้นมานิดๆ เธอคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ทำไมจางฟาไฉมาเกลือกกลั้วกับคนประเภทนี้ได้ หรืออัจฉริยะมักต้องอยู่กับคนโง่ เพราะหากไม่มีคนโง่ ความฉลาดหลักแหลมของจางฟาไฉจะไม่ถูกขับเน้นออกมาอย่างนั้นใช่ไหม

“ผู้จัดการสวี่ ผมมีเรื่องอยากปรึกษากับคุณ” รอยยิ้มของเสิ่นหยางแฝงแววไม่ซื่อ

“เชิญค่ะ”

“งานของตึกฉางเซิง เรื่องที่พวกเราควรทำก็ทำไปหมดแล้ว” เสิ่นหยางเห็นสีหน้าเรื่อยเฉื่อยลอยชายของเย่เฟิงก็ไม่พอใจ คิดว่าจะอย่างไรงานนี้ก็หมดหนทางแล้ว สู้เขี่ยทิ้งให้เจ้าเด็กนี่รับไปดีกว่า “ตอนนี้แค่ต้องส่งคนไปตามเรื่อง ผมเองก็จะได้ถอนตัวออกไปวิ่งทำงานอื่น เพราะงั้นอยากจะขอวานใช้แม่ทัพใหญ่ของคุณหน่อย”

สวี่ซูถิงมองพวกหวังจวินเฉินทั้งสองคน มองจนพวกเขาลนลานอยู่ไม่สุข ใจเต้นโครมคราม แม้จะมั่นใจว่าสวี่ซูถิงไม่เห็นเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขา แต่ก็อดหวาดระแวงไม่ได้

เห็นทั้งคู่ตื่นตูมไม่มีสติ สวี่ซูถิงก็ผิดหวังเล็กน้อย หากบอกว่าเย่เฟิงทำงานย่ำแย่เหลวไหลแล้ว สองคนนี้ยิ่งวุ่นวายหนักกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย คือวิ่งวุ่นวนไปมาอยู่ที่เดิม ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้ขยับไปไหนเลย สองคนนี้เป็นเสิ่นหยางรับเข้ามา ที่จริงตัวเธอเองไม่ค่อยพอใจนัก

เสิ่นหยางเป็นคนมีความสามารถ ที่เรื่องยื่นซองประมูลทำท่าจะหมดหวังก็ไม่ใช่ความผิดเขาทั้งหมด เพราะสวี่ซูถิงก็รู้ตัวดี ยอดซื้อส่วนใหญ่ของบริษัทล้วนติดต่อใช้เส้นสายลูกค้าเก่าแก่ ยอดที่ติดต่อได้มาใหม่แบบที่เย่เฟิงทำนั้น ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่บุกเบิกบริษัทมา

แต่สำหรับเรื่องการรับคนของเสิ่นหยาง สวี่ซูถิงไม่กล้าวางใจ เห็นชัดว่าเขาให้คะแนนความหัวอ่อนว่าง่ายของพนักงานเป็นอันดับหนึ่ง หลักแห่งความขัดแย้งอธิบายว่าไว้ หากให้หญิงสาวที่หน้าตาพอใช้ได้ไปรับสมัครงาน ก็มักจะรับไดโนเสาร์ เพราะพวกเธอยอมให้ใครมาสวยกว่าไม่ได้ กลัวด้วยว่าหญิงสาวที่มาใหม่จะช่วงชิงความสนใจไปจากพวกเธอ

“ก็ได้” สวี่ซูถิงพยักหน้าช้าๆ “เย่เฟิง ถึงตอนนี้คุณจะยุ่ง แต่คนเก่งงานย่อมมาก”

คนทั้งหลายแทบจะระเบิดหัวเราะออกมา เย่เฟิงน่ะหรือยุ่ง

เย่เฟิงกลับหน้าไม่แดงด้วยซ้ำ แค่พยักหน้ารับ

“เสิ่นหยาง คุณเอาเอกสารทั้งหมดให้เย่เฟิงชุดหนึ่ง ตั้งแต่วันนี้ไป งานยื่นซองประมูลที่ตึกฉางเซิงยกให้เย่เฟิงรับผิดชอบ” สวี่ซูถิงพูดจบก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ถ้าจะพูดให้ถูกควรบอกว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ขอประกาศปิดงานชิ้นนี้อย่างเป็นทางการ!

ตอนที่เย่เฟิงรับเอกสารมา เพียงรู้สึกหนักเล็กน้อย แน่นอนว่าไม่ได้หนักใจ ไม่ได้รู้สึกอ่อนล้าเหมือนคำกลอนที่ว่า ‘หนทางทอดไกลสุดแสน พเนจรทั่วแดนดินตามหาถิ่นสงบใจ’ อะไรแบบนั้น แต่รู้สึกถือแล้วเหนื่อย ไม่รู้คนอื่นได้อ่านเอกสารนี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือเขาจะไม่อ่าน

หากเมื่อมีงานส่งมาถึงมือ ก็เท่ากับตนเองได้รับความเชื่อถือ แม้จะงานไม่ยุ่ง แต่พวกหวังจวินเฉินนั้นอาศัยช่วงว่างในเวลางานจีบกัน เห็นชัดว่าเปลือกนอกงานยุ่ง แต่จริงๆ แอบอู้ ว่างงานยิ่งกว่าตนเองเสียอีก ผู้จัดการสวี่โอนงานมาให้ตน ย่อมแสดงให้เห็นชัดข้อหนึ่ง คือตนเองทำงานเก่งกว่าคนพวกนั้น!

แต่พอคิดถึงตรงนี้ เย่เฟิงก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน ทีแรกนึกว่าคลื่นไส้ตัวเองตามปกติ แต่ผ่านไปครู่หนึ่งจึงนึกได้ ตนเองวุ่นวายไปส่งเหวินจิ้งมาครึ่งค่อนวัน ยังไม่กินข้าวกลางวันเลย

เขาเงยหน้าขึ้นมองเวลา พบว่าบ่ายสามโมงแล้ว ทั้งไม่ใช่เวลาพัก และไม่ใช่เวลากินข้าว แต่ก็รวบรวมความกล้า เดินไปหาสวี่ซูถิง เอ่ยหน้าตาเฉย

“ผู้จัดการสวี่ ผมขอออกไปตรวจสอบงานนอกสถานที่หน่อย”

สวี่ซูถิงเงยหน้าขึ้นมองเขา

“ได้ หากเสร็จเย็นมาก คุณไม่ต้องกลับเข้าบริษัทก็ได้”

ทุกคนทั้งแปลกใจทั้งอิจฉา แต่สองวันนี้ต่างได้ยินเรื่องของเจ้าเด็กนี่มากันบ้าง เพิ่งเข้าบริษัท ก็ทำยอดได้สามล้าน ไม่ว่าใครเป็นผู้จัดการใหญ่ หากไม่ได้โดนลาถีบตรงสมอง ก็ต้องรั้งตัวไว้สุดความสามารถ

เย่เฟิงกลับรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ทำแบบนี้เท่ากับเขาทรยศความไว้ใจของผู้จัดการสวี่ แต่ทรยศก็ทรยศ เขาไม่ได้อยากแต่งเธอเป็นภรรยาเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องซื่อสัตย์ขนาดนั้น แต่เมื่อออกจากบริษัทกลับสำนึกเสียใจเล็กน้อย ไม่รู้ทำไม ดวงอาทิตย์ฤดูใบไม้ร่วงกลับร้อนแรงขึ้นกะทันหัน ฉายโชนแผดเผาจนรู้สึกร้อนแล้ง เขาทำเป็นวางท่าหอบเอกสารจนเมื่อยมือ ต้องหาร้านฟาสต์ฟู้ดแถวนั้น สั่งอาหารมา พลิกเปิดเอกสารไปสองหน้า เพราะกลัวหากเพื่อนร่วมงานมาเห็นเข้าว่าเอาเวลางานมาใช้ส่วนตัว เขาคงแก้ตัวไม่ขึ้น แต่รอจนกินเสร็จ นอกจากบริกรสาวที่มองท่าเหมือนทำงานของเขาสองรอบแล้ว คนอื่นแม้แต่เหลือบแลยังไม่แล

ว่ากันว่าปัจจุบันการทำงานที่เมือง S มีความกดดันสูง ไม่ว่าไปที่ไหนก็เห็นคนถือเอกสาร คาบขนมปังวิ่งเพื่อให้ทันรถ การกระทำของเย่เฟิงครั้งนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย สุดท้ายได้แต่เก็บเอกสารเข้าที่ เดินออกจากร้านฟาสต์ฟู้ด เตร็ดเตร่อยู่บนถนน จะกลับที่พักก็ยังเร็วไป และเขาก็ไม่มีอะไรทำ จะให้เลียนแบบฟางจูหยุน วันๆ นั่งจ้องละครเกาหลีอาบน้ำตีฟอง นั่นยังน่าเบื่อกว่าทำงานเสียอีก ทีแรกเขาคิดจะกลับบริษัท แต่ดูเวลาก็เห็นว่าใกล้เลิกงานแล้ว ยิ่งตอกย้ำให้ตัดสินใจไม่กลับอย่างหนักแน่นกว่าเดิม

ขณะกำลังลังเล ทันใดนั้นก็มีเสียงโครมครามดังมาจากด้านข้างไม่ห่างไปนัก ตามด้วยเสียงแหลมสูงเสียดหูขนาดแปดสิบเดซิเบลของผู้หญิงแว่วตามมาติดๆ

ช่วยด้วย!

เสี้ยววินาทีที่เย่เฟิงหันกลับไป ก็เห็นคนชุดดำอุ้มเด็กคนหนึ่งก้าวขึ้นรถเก๋ง ผู้หญิงผมยาวสยายประบ่าอีกคนพยายามฉุดรั้งรถเอาไว้ แต่ไหนเลยรั้งได้ รถแล่นออกไป รอจนเย่เฟิงพุ่งไปถึง เขม่าควันท่อไอเสียก็พ่นกระจายเต็มศีรษะใบหน้าเขา

“รีบช่วยเด็ก” หญิงสาวร้อนใจ เย่เฟิงมองไป เห็นด้านข้างยังมีหญิงชราอีกคนล้มอยู่ มือหนึ่งจับราวเข็นรถเข็นเด็กทารก อีกมือกุมหน้าอก สีหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวด คล้ายทั้งโมโหทั้งร้อนใจจนโรคหัวใจกำเริบ ชายหนุ่มตกใจ ส่วนคนทั้งหลายพากันหลบเลี่ยงออกห่าง แต่ยังยืนมุงกันเป็นวงเพื่อชมความคึกครื้น สองขาเย่เฟิงย่อมวิ่งไล่ล้อทั้งสี่ของรถไม่ทัน และกว่าเขาจะเรียกแท็กซี่ได้ รถเก๋งสีดำคันข้างหน้าก็แล่นหายไปแล้ว ไม่เหลือร่องรอย!

เหล่าคนมุงส่งเสียงจอแจเหมือนนกกระจอกในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ( เชิงอรรถ – ช่วงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน (ค.ศ. 1958-1962) เหมา เจ๋อตง มีนโยบายให้กำจัดสัตว์สี่ประเภท เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ทำลายระบบสุขอนามัยและเป็นภัย ได้แก่ หนู แมลงวัน ยุง และนกกระจอก โดยให้เหตุผลว่านกกระจอกขโมยกินเมล็ดพันธุ์และผลไม้ของเกษตรกร ชาวบ้านจึงพากันยิงนกกระจอกและนกอื่นๆ ส่งผลให้นกหลายสายพันธุ์เกือบจะสูญพันธุ์ไปจากจีน) มิน่าเล่าพวกมันจึงถูกจัดเป็นหนึ่งในสัตว์อันตราย ชายหนุ่มได้แต่พยุงคนแก่ขึ้นรถ พาไปส่งโรงพยาบาลก่อน ระหว่างทางก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ส่วนหญิงสาวนั้นแตกตื่นลนลานไร้ความคิดใดๆ กระทั่งขึ้นรถนั่งไปกับเขาแล้ว จึงได้เยือกเย็นลง โทรศัพท์หาคนที่บ้าน ร้องห่มร้องไห้เล่าเรื่องทั้งหมดรอบหนึ่ง ปลายสายมีเสียงตอบกลับมา เสียงนั้นดังอย่างยิ่ง ลำโพงยังไม่อาจกั้นไว้ได้ เย่เฟิงจึงฟังออกว่านั่นเป็นเสียงระเบิดอารมณ์ของผู้ชาย

ปกติคนที่พูดจาอย่างนี้มักเป็นผู้มีอำนาจ ความคิดนี้วาบขึ้นมาในห้วงสมองของเย่เฟิงทันที ตามมาด้วยความคิดที่สอง คือคนประเภทนี้ ที่จริงก็มักมีศัตรูมากมาย

ระหว่างที่คนอื่นกลุ้มใจกับปัญหาของครอบครัว ชายหนุ่มกลับคิดถึงตนเองแล้วหวาดหวั่นกังวล ไม่รู้เพราะอะไร เขาหวาดกลัวการคิด เขารู้สึกว่าหากตนเองเริ่มคิด จะต้องนำไปสู่ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ภายใน!

หญิงสาววางโทรศัพท์ มองเย่เฟิงแวบหนึ่ง บอกเขาว่าขอบคุณ จากนั้นก็เลื่อนสายตาทุ่มเทสมาธิจับจ้องที่หญิงชรา ลูกแม้สำคัญ แต่แม่ก็คล้ายมีอันตรายถึงชีวิตเหมือนกัน คนขับรถขับมาจนถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด รถยังไม่ทันจอดสนิทดี หมอพยาบาลกลุ่มหนึ่งก็กรูกันออกมา แทบจะแย่งชิงรับตัวหญิงชราไป!

เย่เฟิงไม่ประหลาดใจ ตอนอยู่ในรถ สามีของหญิงสาว ...หรือใครสักคนที่อยู่ปลายสาย ก็ออกคำสั่งเป็นชุด เขาเป็นผู้มีอำนาจแน่นอนไม่ต้องสงสัย การใช้อำนาจนั้นเพื่อให้ได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ชายหนุ่มรู้ว่าเวลานี้ตนเองไม่จำเป็นอีกแล้ว จึงเดินจากมาเงียบๆ ออกจากโรงพยาบาลได้ก็นึกถึงเด็กไร้เดียงสาที่ถูกชิงตัวไป ต่อให้นิสัยอย่างเขายังอดโมโหไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไร เด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เขาไม่ใช่เทพเจ้า ไม่มีปัญญาพอจะคลี่คลายคดีหรอก!

ความคิดพอบังเกิด เขาก็นึกถึงเทพเจ้าผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งขึ้นมาทันทีจึงหยิบเครื่อง NPC สารพัดประโยชน์ออกมากดปุ่ม เครื่อง NPC นั้นมีปุ่มกดแค่ปุ่มเดียว คือปุ่มโทรออก และคนรับสายจะส่งเสียงซังกะตายตอบกลับมาเสมอ

“วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกหรือ เธอถึงเป็นฝ่ายโทรมาคุยกับฉันได้” อย่างที่คาด เสียงปลายสายยังคงแฝงแววเกียจคร้านเช่นเดิม

“ที่จริงสองวันก่อนผมก็โทรหาคุณ แต่คุณไม่อยู่” เย่เฟิงหัวเราะ รับมือกับคนแบบนี้ ทำให้อารมณ์เขาเยือกเย็นลงมาก “หรือท่านผู้เฒ่าสงบนิ่งนานเกินจนเก็บกด ไม่เป็นผู้เร้นกายแล้ว แต่แล่นเข้าเมืองไปหาแสงสีแทน”

“วันนั้นฉันไปเชือดคนพอดี” เสียงปลายสายยังราบเรียบ “อดกลั้นมานาน ยังไงก็ต้องระบายออกสักวัน”

เย่เฟิงตกใจ

“ใครทำให้คุณลงมือเชือดเองได้ เขาสั่งสมบุญวาสนามากี่ชาติเหรอ”

ปลายสายหัวเราะ

“ไอ้หนู จะบอกว่าเธอเชื่องช้าซึมเซา ปากเธอก็คมเหมือนมีดไม่มีผิด แต่จะว่าเธอฉลาดหลักแหลม บางครั้งเธอก็โง่เหมือนหมู งานง่ายๆ ก็ทำไม่ได้ ว่ามาเถอะ โทรหาฉันมีเรื่องอะไร”

“ที่ถนนตงหวาเจีย เกิดเรื่องต่ำช้าสะเทือนขวัญคนแก่อยู่เรื่องหนึ่ง” เย่เฟิงถอนหายใจ “ช่วงนี้สังคมเสื่อมทราม ความเคารพที่มีต่อผู้เฒ่าคนชราก็แย่ลงทุกปีๆ”

ปลายสายอึ้งไปพักหนึ่ง

“วันนี้เธอโทรหาฉันเพื่อถกปัญหาสังคมหรือ เร็วๆ นี้เธอได้รับการกระทบกระเทือนอะไรมา รุนแรงมากหรือเปล่า”

“เปล่า เรื่องเป็นอย่างนี้” เย่เฟิงอธิบายอย่างอดทน “ตอนที่ผมเดินไปถึงถนนตงหวาเจีย อยู่ดีๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งชิงตัวเด็กคนหนึ่งไป ยายของเด็กรับไม่ได้ หัวใจล้มเหลว ตอนผมพาเขามาส่งโรงพยาบาล นึกได้ว่ามีประโยคหนึ่งพูดไว้ดีมาก คือส่งพระต้องส่งถึงชมพูทวีป คนแก่คนนี้เห็นหลานถูกชิงตัวไป หากพากลับมาไม่ได้ ผมคิดว่าอาการป่วยของเขาคงไม่ดีขึ้นในเร็วๆ นี้แน่”

“ดูไม่ออกว่าเธอจิตใจงามเหมือนพระโพธิสัตว์” ปลายสายเอ่ยเสียงราบเรียบ

“ผมจิตใจงามมาตลอด คนอื่นไม่รู้ไม่เป็นไร แต่คุณรู้จักผมมานานขนาดนี้ทำไมไม่รู้” เย่เฟิงประหลาดใจ

ปลายสายถอนหายใจ

“ชีวิตช่วงนี้ของเธอเป็นยังไงบ้าง”

เย่เฟิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนสาวน้อยที่ถูกทิ้งไม่มีผิด มักพูดจาท้อแท้กังวล แต่ก็คร้านจะไปใส่ใจ

“แน่นอนว่าดี แต่ผมพบว่าการช่วยคนเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ท่านผู้เฒ่าพูดเสมอว่าร่างกายไม่แข็งแรงไม่ใช่เหรอ รับรองว่าหลังจากคุณช่วยคนแล้ว สภาพจิตใจจะเป็นสุข เฮ้ย ฮัลโหล คุณได้ฟังผมหรือเปล่า”

“ฟังอยู่ๆ ทำตัวเหมือนพระถังซำจั๋งจริงๆ” ปลายสายอดบ่นอุบอิบไม่ได้ “กำลังค้นอยู่ เอาล่ะ เจอแล้ว วันนี้ถนนตงหวาเจียเกิดคดีสามคดี คดีแรกเกิดตอนเช้า มีคนทิ้งของลงมาจากตึกสูง หล่นใส่คนเดินถนน เย็บไปสิบกว่าเข็ม อืม อันนี้คงไม่ใช่แน่”

เย่เฟิงโมโหจนลมแทบตีขึ้น

“คดีที่สองล่ะ”

“คดีที่สองน่าสนใจกว่านิดหน่อย เกิดตอนกลางวัน จางจวินอี้ เถ้าแก่ของภัตตาคารอาหารทะเลเทียนซ่างเหรินเจียนถูกทำร้าย ลำตัวถูกฟันสิบกว่าแผล แม้จะไม่ตาย แต่เส้นเอ็นแขนขาถูกฟันขาดหมด ต่อให้หายดี ต่อไปก็กลายเป็นคนพิการ เห็นชัดว่าเป้าหมายของคนลงมือไม่ได้กะฟันให้ตาย แค่ให้พิการเท่านั้น อืม วิธีการค่อนข้างอำมหิตทีเดียว”

เย่เฟิงเริ่มตัวสั่น

“นี่คุณแก่จนไอคิวตก หรือสติปัญญาผมตามไม่ทันกันแน่ เรื่องนี้คล้ายจะไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมถามไม่ใช่เหรอ”

“มาแล้วๆ” ฝ่ายนั้นหัวเราะ “พอไม่มีธุระเธอก็วางหูใส่ฉันอยู่เรื่อย ตอนนี้ได้โอกาส ก็ต้องคุยกับเธอสักหน่อย คดีที่สามคือเรื่องที่เธอถามฉัน เคยได้ยินชื่อบริษัทอสังหาริมทรัพทย์ฉินเฉิงซิ่นหรือเปล่า”

“คุณพูดจบหรือยัง” เย่เฟิงทนไม่ไหวตะโกนใส่ “พูดเรื่องที่มีประโยชน์หน่อยได้ไหม คนแก่คนนั้นยังอยู่ห้องฉุกเฉินอยู่เลย!”

เขาใส่อารมณ์มากไปหน่อย ชายหญิงที่เดินผ่านไปมาตามถนนจึงหันมามองอย่างประหลาดใจ เย่เฟิงได้แต่ลดเสียงให้เบาลง

“ท่านผู้เฒ่าครับ เวลาเป็นเงินเป็นทอง ต่อให้เวลาผมมีไม่น้อย แต่เวลาคนแก่อย่างคุณคงไม่มากเท่าไหร่ สรุปสั้นๆ ดีกว่า”

ฝ่ายนั้นถอนหายใจ บอกว่า

“เด็กที่ถูกลักพาตัวไป ก็คือลูกของเฉินโหย่วซิ่น ผู้จัดการใหญ่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉินเฉิงซิ่น ชื่อเฉินเสี่ยวหาว เฉินโหย่วซิ่นอายุห้าสิบกว่า มีลูกสาวสองคน พอแก่ตัวลง กลับเกิดอัศจรรย์ได้ลูกชายเหมือนต้นไม้เหล็กออกดอก ช่างน่ายินดีจริงๆ”

เย่เฟิงไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้ดังๆ สักสามรอบ หรือหัวเราะดังๆ สักสามครั้งดี

“ท่านผู้เฒ่ามีลูกหรือเปล่า ต้องคอยดูแลให้ดี เมือง S ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่”

“คนที่ลักพาลูกเขาไป ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด แต่เบื้องต้นมีผู้ต้องสงสัยสามราย คนแรกคือคู่กรณีที่เพิ่งขัดแย้งกับเฉินโหย่วซิ่นเรื่องการก่อสร้างในเขตตงซาน ไม่พอใจกันเรื่องงานเป็นหลัก อีกคนอาจเป็นหุ้นส่วนและคู่ค้าของเขา เพราะเขายืมเงินฝ่ายนั้นมาเจ็ดสิบล้าน แต่ไม่ยอมคืนเสียที แทบทำร้ายฝ่ายนั้นจนเกือบล้มละลายอยู่แล้ว และยังมีอีกคน คนนี้... คนนี้ข้อมูลมีจำกัดมาก ไม่บอกก็แล้วกัน”

“สามคนหรือ” เย่เฟิงชักปวดหัว “บีบวงให้แคบลงมาหน่อยได้หรือเปล่า”

“ผลลัพธ์แน่ชัดต้องรอพรุ่งนี้ เมือง S มีเรื่องเลวร้ายอย่างนี้ทุกวัน ฉันจะเอาเวลาที่ไหนไปตรวจสอบทีละคดี หากทำอย่างนั้น ต่อให้ฉันมีสามมือก็ไม่พอ แต่เพื่อเธอ ฉันเลยหาให้หรอก”

เย่เฟิงรู้สึกนับถือเล็กน้อย

“ท่านผู้เฒ่าเป็นตำรวจคดีอาชญากรรมหน่วยสืบสวนสอบสวน หรือไม่ก็จราจรที่มาทำงานเป็นผู้เร้นกายเพราะดูมีอนาคตกว่าใช่หรือเปล่า ไม่งั้นทำไมคุณดูทรีอินวันขนาดนี้”

“ถามเพราะอยากมาหาฉันหรือ” ปลายสายคล้ายถามอย่างยิ้มแย้ม

“ไม่อยาก” เย่เฟิงปฏิเสธอย่างชัดเจน

“ทำไม” ฝ่ายนั้นประหลาดใจจริงๆ

เย่เฟิงถอนหายใจ บอกว่า

“ท่านผู้เฒ่า ถึงผมจะชอบกินไข่ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องอยากเลี้ยงแม่ไก่ คุณว่าจริงไหม”

 

เช้ารุ่งขึ้นเย่เฟิงมาทำงานที่ไคทว่อเจ่อตรงเวลาอย่างยิ่ง ทำให้คนอื่นๆ ต้องมองเขาใหม่

ที่จริงเย่เฟิงไม่ได้มาสายทุกวัน อย่างน้อยตอนอยู่ไคทว่อเจ่อ เขาสายไม่เกินสองครั้งต่อหนึ่งเดือน

แต่มาถึงบริษัทแล้ว พนักงานคนอื่นๆ มักรีบนั่งประจำโต๊ะทำงาน เพราะพวกเขารู้ดีว่าผู้จัดการสวี่มักจะมาทำงานเช้า

ที่เมืองแห่งนี้ หากคุณมีความสามารถ วันๆ อาจไม่ต้องมาทำงานก็ได้ แต่หากไม่มีความสามารถอะไร การพยายามมีตัวตนในสายตาของผู้จัดการใหญ่ถือเป็นเรื่องสำคัญ!

อู๋หงกับหวังจวินเฉินทั้งคู่ หลังจากรู้ว่าเย่เฟิงเพิ่งมาถึงก็ทำยอดขายได้สามล้าน ก็สบตากันแล้วมองเย่เฟิงใหม่ รู้สึกคนผู้นี้สูงส่งน่านับถือ พฤติการณ์ลึกล้ำสุดหยั่งคาด แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ อู๋หงก็ยิ่งสำนึกเสียใจกับเรื่องบ่ายเมื่อวาน เธอรู้สึกเหมือนตนเองเลือกซื้อคูปองกินข้าวผิดที่ ทำสิ่งโง่เขลาที่สุดลงไป

ในสายตาอู๋หง ผู้ชายก็เหมือนกับคูปองแลกอาหาร มีทั้งแบบระยะสั้น ระยะยาว และแบบกินฟรีตลอดชีวิต แบบฟรีตลอดชีวิตย่อมเปรียบได้กับสามี แต่อู๋หงมักรู้สึกว่าตนเองยังสาว ยังมีโอกาสอีกหลายครั้ง ดังนั้นจึงเลือกแบบระยะยาว เช่นเกาะคนอย่างเย่เฟิงเอาไว้ก็ไม่เลว

เย่เฟิงย่อมไม่รู้ว่า ในบริษัทเล็กๆ แห่งนี้ มีทั้งคนที่คิดจะทำลายอนาคตเขา และมีคนที่คิดจะเกาะติดไปกับอนาคตของเขา ชายหนุ่มยังคงเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองเหมือนเช่นวันที่แล้วมา

วันนี้เขามีเป้าหมายอยางหนึ่ง คือไม่ว่าอย่างไรต้องกดสวิตช์คอมพิวเตอร์นี่ให้ได้ค่อยว่ากัน

หากเพียงเดินผ่านข้างกายสวี่ซูถิง ความหวังจะทำงานอันสวยหรูก็ถูกทำลายลงอย่างอำมหิต

“เย่เฟิง สองวันนี้เราเร่งทำเครื่องอินฟราเรดล็อตแรกเสร็จแล้ว คุณต้องตรวจสอบที่อยู่สำหรับส่งสินค้าหรือเปล่า”

ไม่รู้ทำไม สวี่ซูถิงมักรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนหน้านี้ลำบากช่วงส่งสินค้าไปแล้วต้องทวงเงิน แต่ตอนนี้อยู่ดีๆ เงินก็ถึงมือ แต่กลับกลัวจะส่งสินค้าออกไปไม่ได้ แต่สัญญา... เฮ้อ ประเด็นคือสัญญาอะไรก็ไม่มี แม้เธอเคยเห็นลูกไม้ในสนามธุรกิจจนชาชิน แต่อย่างไรก็ยังเป็นคนซื่อสัตย์เกินไป หากตอนนี้อยู่ๆ จางฟาไฉบอกว่า ไม่เอาของแล้ว เธอเอาเงินคืนฉันมาเถอะ สวี่ซูถิงอย่างมากได้แต่คิดค่าธรรมเนียมเสียเวลาไปเท่านั้น

เธอไม่มีสัญญา ก็เหมือนคนธรรมดาออกไปข้างนอกโดยไม่พกบัตรประชาชน หากตำรวจถามถึงขึ้นมา ย่อมยืนยันตัวตนได้ไม่เต็มปากนัก

“นี่วิธีการติดต่อคนซื้อ” สวี่ซูถิงส่งนามบัตรจางฟาไฉให้ เธอกลัวจริงๆ ว่าหากเขานั่งลงตรงนั้น มองซ้ายเหม่อขวา เดี๋ยวทั้งเช้าก็ผ่านไปอีกโดยเปล่าประโยชน์

เสิ่นหยางสูดหายใจด้วยความหงุดหงิดจนจมูกแทบเบี้ยว เขาเคยเห็นพนักงานทั่วไปมามาก แต่ไม่เคยเห็นพนักงานทั่วไปแบบนี้มาก่อน!

“อ้อ” เย่เฟิงรับนามบัตรไป เสิ่นหยางวิงวอนพระเจ้าในใจว่า ขออย่าให้โทรติดเลย แต่นึกไม่ถึงเย่เฟิงแค่กดแป้นไม่กี่ครั้ง การเจรจาก็เริ่มต้นขึ้น “เจ้าอ้วนจาง คุณเองเหรอ อยู่เมือง S หรือเปล่า”

เจ้าอ้วนจางเหรอ... ต่อให้เสิ่นหยางคิดจนหัวแตกก็นึกไม่ออกว่าเจ้าอ้วนจางคือใคร!

ในหมู่พนักงานทั่วไปมีกฎที่ไม่ได้ตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษรข้อหนึ่ง คือจะไม่เปิดเผยตัวตนของลูกค้าตนเอง แต่แน่นอน หากคุณอยากกระจายข่าว ให้คนอื่นมาแย่งการค้าของคุณไป นั่นก็อีกเรื่อง!

“ไม่ได้อยู่เมือง S ทำไมคุณรีบไปนักล่ะ ผมเคยรับปากจะเลี้ยงข้าวคุณ แต่งานยุ่งตลอด ไม่มีโอกาสเลย”

คำว่างานยุ่งของเย่เฟิงย่อมหมายถึงจางฟาไฉที่วันๆ สะสางเรื่องราวมากมาย แต่สวี่ซูถิงฟังแล้วนึกว่าเย่เฟิงหมายถึงตัวเอง จึงวิจารณ์ในใจ ...หลอกลวง หลอกลวงที่สุด!

“ก็ได้ เอาตามนั้น ให้ส่งเมื่อไหร่ ภายในสิบแปดวัน ไม่ใช่ยี่สิบวันเหรอ อืม จริงด้วย ผ่านไปสองวันแล้ว งั้นก็ได้ เอาตามนี้” เย่เฟิงจดที่อยู่ เห็นทุกคนมองตัวเองเหมือนมองตัวประหลาด จึงยิ้มบอกว่า “ผู้จัดการสวี่ นี่ที่อยู่ ไม่ว่าคุณจะส่งสินค้ายังไง ถ้าถึงภายในยี่สิบวัน ไม่สิ ภายในสิบแปดวันก็ใช้ได้ทั้งนั้น”

“จำนวนล่ะ ราคาต่อหน่วยเท่าไหร่” สวี่ซูถิงปวดหัวยิ่งนัก เดิมเธอเข้าใจว่าตนเองมีความสามารถแบบเล่าปี่ ไปคารวะที่กระท่อมน้อยสักสามหนก็ปิดเกม เชิญจูกัดเหลียงมากอบกู้ราชวงศ์ฮั่นได้ แต่นึกไม่ถึงจะกลายเป็นลำบากไม่สิ้นสุด เหมือนลากพระถังซำจั๋งออกเดินทางไปชมพูทวีปแทน

“เดี๋ยวผมถามอีกรอบ” เย่เฟิงละอายเล็กน้อย ได้แต่โทรศัพท์ไปอีกครั้ง “เจ้าอ้วนจาง ขอโทษด้วย ต้องรบกวนอีกรอบ อะไรนะ คุณไม่ยุ่ง ไม่รีบด้วย แต่ผมรีบนี่ เดี๋ยวผมต้องไปกินข้าวอีก!”

คนในสำนักงานทำท่าอยากเป็นลมกันทั้งแถบ แต่เย่เฟิงไม่แยแสสนใจ

“ถามหน่อย พวกคุณต้องการสินค้าราคาเท่าไหร่ สามล้านหรือ จริงด้วย ผมนี่เบลอจริงๆ” เขาโคลงศีรษะมองสวี่ซูถิง เห็นหญิงสาวเหมือนมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมา เย่เฟิงก็สะดุ้ง “เจ้าอ้วนจาง ราคาต่อหน่วยล่ะ ราคาตามท้องตลาดก็ได้เหรอ งั้นก็ได้ เอาส่วนลดไหม ไม่เอา? อะไรๆ คุณก็ไม่เอา งั้นคุณอยากได้อะไร อยากได้เครื่องอินฟราเรด? อย่าเพ้อเจ้อได้ไหม!”

เย่เฟิงพูดจาเหมือนตนเองเป็นฝ่ายถูกเต็มที่ คาดว่าเจ้าอ้วนจางฝั่งโน้นคงถูกยั่วโมโหแทบกระอักเลือดเหมือนกัน เสิ่นหยางรู้สึกหน้ามืด อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ไม่รู้ผู้จัดการสวี่ไปได้ไอ้ของวิเศษมีชีวิตตัวนี้มาจากไหน

เย่เฟิงวางสาย นึกทบทวนดีๆ แล้วเหมือนจะถามไม่ได้ความอะไรเลย แต่เห็นกระดาษจดโน้ตในมือ ก็รู้สึกในที่สุดตนเองได้ทำงานอยู่บ้างเหมือนกัน เขาส่งโน้ตให้สวี่ซูถิงอย่างประดักประเดิก

“ผู้จัดการสวี่ นี่ที่อยู่ ส่งสินค้าไปตามราคาตลาดได้เลยครับ”

สวี่ซูถิงรับโน้ตมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก กลับถึงโต๊ะตัวเองก็ยกหูโทรศัพท์

“พี่หลี่เจี่ยหรือคะ ช่วยตรวจสอบที่อยู่ตามนี้ที...”

เย่เฟิงนึกในใจว่าไร้สาระ ที่อยู่ที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้จะมีอะไรผิดพลาดได้ คุณคิดว่าผมโตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นานเหรอ... แต่คิดดูอีกทีก็ใช่ ตัวเขาโตมาเพราะกินข้าวจริงๆ

เสิ่นหยางที่อยู่ด้านข้างกลับยิ้ม

“ดูไม่ออกว่าเสี่ยวเย่จะขายบิลใหญ่ได้แบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ดูท่าตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายของฉันอาจต้องยกให้คนเก่งขึ้นมาแทนแล้ว”

เย่เฟิงมองเขาแวบหนึ่ง

“หัวหน้าเสิ่น ครั้งนี้ผมแค่โชคดี เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ผมไม่ได้อยากยุ่งวุ่นวายขนาดนี้หรอก”

พูดแล้วเขาก็ถอนหายใจอีกรอบ คราวนี้เสิ่นหยางสูดหายใจลึกๆ สะกดอารมณ์จนจมูกแทบยุบทะลุไปถึงหลังศีรษะ

“เสี่ยวเย่ เอกสารของตึกฉางเซิงที่ให้นายไปเมื่อวาน อ่านจบหรือยัง ถึงพวกเราจะเสนอราคาไปแล้ว แต่ก็ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่ต้องทำอีก”

คราวนี้เย่เฟิงอึ้งไปครู่ใหญ่จึงตอบ

“เมื่อวานผมอ่านจนดึก ลืมไว้ที่บ้าน”

แต่ชายหนุ่มไม่ได้ลืมมันไว้ที่บ้าน ตอนนี้เขาจึงเพิ่งนึกออก ว่าลืมเอกสารหนาปึ้กกองนั้นไว้บนรถแท็กซี่!

สมัยนี้การส่งของคืนเจ้าของกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว กระดาษทั้งปึก เอาไปขายชั่งกิโลยังได้ตั้งหนึ่งหยวนแปดเหมา

“งั้นหรือ” เสิ่นหยางเพิ่งตั้งท่าจะพูด เสียงโทรศัพท์ของสวี่ซูถิงก็ดัง หญิงสาวรับสาย คุยได้สองประโยค สีหน้าก็เปลี่ยนไป วางสายลง ก่อนมองเย่เฟิงอย่างใช้ความคิด มองจนเย่เฟิงชักระแวง คิดว่ายอดสั่งซื้อของตัวเองมีปัญหา

เสิ่นหยางก็ชะงักคำตำหนิอย่างลืมตัว มองสวี่ซูถิง ภาวนาให้ผู้จัดการสวี่เล่นงานเย่เฟิง สะกดความโอหังของไอ้หมอนี่ลง แต่ประโยคที่สวี่ซูถิงเอ่ยกลับแทบทำให้เสิ่นหยางรู้สึกเหมือนถูกฟาดจนสมองมึนงง

“เย่เฟิง ตึกฉางเซิงส่งขาวมา บอกให้คุณเข้าไปพบ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไร ปลายสายไม่ได้บอก”

หนังสือแนะนำ