บทที่ 9 ความหมายของอัจฉริยะ

ตอนเย่เฟิงกลับถึงที่พัก อารมณ์ค่อนข้างแจ่มใส ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจไม่รับค่าล่วงเวลาของเย็นวันศุกร์ หลักๆ เพราะหน้าเขายังไม่ด้านพอ อีกอย่างนึกย้อนดู งานลำบากแค่ยกมือ ตนเองไม่เสียอะไรเลย แถมยังได้กินข้าวฟรีหนึ่งมือ จะปฏิเสธได้ยังไง

หากทุกวันมีเรื่องดีๆ แบบนี้จะดีขนาดไหนนะ เย่เฟิงคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม ทุกวันศุกร์คงได้กินข้าวเย็นฟรี แต่ยุคนี้ คนอย่างผู้จัดการสวี่ที่เป็นผู้หญิงหน้าตาดี มีความสามารถ แถมยังไม่มีแฟน และต้องการแฟนแบบกะทันหันสักคน เรื่องแบบนี้ต่อให้เย่เฟิงเรียนวิชาสถิติไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่รู้จักรวบรวมข้อมูล ก็รู้ว่าเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้คงไม่สูงไปกว่าถูกล็อตเตอรี่ห้าล้านหยวนสักเท่าไหร่

ผู้จัดการสวี่ตาแหลมจริงๆ เย่เฟิงนึกในใจ บริษัทยังมีเสิ่นหยางอีกคน ทำไมไม่ไปหาเสิ่นหยางก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะด้านความสามารถ ด้านการศึกษา เขาเทียบเสิ่นหยางไม่ได้เลย แต่ผู้จัดการสวี่กลับเลือกเขา แบบนี้อธิบายได้แค่อย่างเดียว คือเขาหล่อกว่าเสิ่นหยาง

แต่คิดไปแล้ว เย่เฟิงรู้สึกละอายแก่ใจ อยากอาเจียนออกมา จะได้ไม่รู้สึกผิดต่อกระเพาะลำไส้

ตอนที่เขาเปิดประตูห้องนั้นเห็นเหวินจิ้งนั่งอยู่ข้างโต๊ะ น้ำตาพรูราวดอกไม้ท่ามกลางสายฝน ต่อให้เย่เฟิงเรียนไม่สูง ก็รู้ว่าเธอต้องหางานไม่ได้แน่ ส่วนฟางจูหยุนยังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัว คาดว่าพอกล่อมเหวินจิ้งเสร็จ ก็มาระบายความโกรธเอากับการทำอาหารให้สะใจ

“งานเป็นยังไงบ้าง” เห็นสายตาฟางจูหยุนแล้ว เย่เฟิงรู้สึกว่าหากไม่ถามไถ่สักหน่อยจะผิดต่อชาติและประชาชน

ฟางจูหยุนกลับโบกไม้โบกมือ ส่งสัญญาณว่าอย่าเสียงดัง พอเรียกเขาเข้ามาในครัวได้แล้ว จึงลดเสียงลงเอ่ยว่า

“เจ้าอ้วนของบริษัทเรานั่นเป็นตายยังไงก็ไม่เห็นด้วย บอกว่าหนึ่งเหวินจิ้งไม่มีวุฒิการศึกษา สองไม่มีประสบการณ์การขาย สามไม่มี... เฮ้อ เอาเป็นว่าไม่ได้”

ที่จริงนี่เป็นเพียงปัจจัยภายนอก ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นพนักงานขายแต่อย่างใด แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฟางจูหยุนไม่ได้พูด คือสืบเนื่องจากเรื่องของเย่เฟิง ทำให้เธอกับเจ้าอ้วนเฉินไม่ถูกกัน ตอนไปขอร้องเขาก็รู้สึกเหมือนต้องไปก้มหัววิงวอน

เจ้าอ้วนเฉินก็รู้ดี เปรียบเหมือนแพะอ้วนถูกส่งมาถึงประตูบ้าน หากคุณไม่ฆ่ากิน ก็เป็นไปได้อย่างเดียวคือเรี่ยวแรงไม่พอ ดังนั้นเขาจึงเลือกทำวางอำนาจก่อน บรรยายลักษณะและการทำงานในบริษัท จากนั้นบอกว่างานของฟางจูหยุนช่วงนี้ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเห็นฟางจูหยุนยังคงสะกดกลั้นความโกรธไม่ส่งเสียง ก็ถึงเวลาเชือดทิ้ง จังหวะนั้นเขาจึงได้ยิ้มชั่วร้าย บอกว่าตอนนี้บริษัทยังไม่มีนโยบายรับพนักงานทั่วไปคนใหม่ ให้เธอไปถามแผนกอื่นดูแล้วกัน

ฟางจูหยุนโมโหจนแทบตบเจ้าอ้วนหมูตอนเฉินให้กลายเป็นหมาตอน พาเหวินจิ้งกลับมาอย่างยั๊วะจัด พลางปลอบเด็กสาวว่าอย่าเสียใจ เธอเป็นทองคำ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องสะท้อนแสงอร่ามเรือง แต่เอาเข้าจริงกลับนึกปลง นอกจากเปลี่ยนโครงสร้างเหวินจิ้งตั้งแต่ระดับอิเล็กตรอน ไม่งั้นอาศัยแค่ระดับความรู้ของเด็กสาว ยากยิ่งจะสะท้อนแสงอร่ามเรืองได้

ตอนนี้เมือง S ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่เข้าแถวเซ็นชื่อก็ซื้อหุ้นร่ำรวยได้ หรือมีความสามารถด้านภาษาแค่ระดับต่ำพื้น จัดลำดับเป็นก็สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ เมือง S ในตอนนี้ขาดทุกอย่าง เพียงไม่ขาดคนที่ความรู้อยู่ในระดับครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้!

“ถ้าไม่ได้จริงๆ...” เย่เฟิงกระแอม “ผม...”

“เอาเถอะๆ” ฟางจูหยุนรีบโบกมือ “นายจะส่งเหวินจิ้งกลับอีกแล้วใช่ไหม ฉันขอบอกไว้ก่อน ไม่ได้ ไม่ว่ายังไง ฉันก็ต้องช่วยเธอ”

เรื่องนี้เดิมเย่เฟิงเป็นคนเริ่ม แต่ฟางจูหยุนกลับทำตัวราวข้าศึก บุกชิงธงแม่ทัพมาถือไว้เสียเอง สานต่อเจตนารมณ์ของเย่เฟิง บุกไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

“ส่งเธอกลับไปเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา”

“คุณให้ผมพูดจบก่อนได้ไหม” ในที่สุดเย่เฟิงก็ทนไม่ไหว

ฟางจูหยุนวางหม้อลง

“ว่ามา”

“ผมจะบอกว่า หากไม่ไหวจริงๆ เหวินจิ้งจะลองพิจารณางานที่บริษัทผมก็ได้” เห็นฟางจูหยุนอ้าปากค้างมองตนเอง เย่เฟิงก็ชักจะรับไม่ได้ นี่มันไม่เชื่อใจกันชัดๆ

“ผมคุยกับผู้จัดการใหญ่แล้ว ตอนนี้โรงงานผลิตเครื่องไฟฟ้าของบริษัทเราเพิ่งได้ยอดสั่งซื้อบิลใหญ่มา กำลังต้องการคน” เย่เฟิงนึกถึงตอนแรกที่เขาเสนอเรื่องของเหวินจิ้งต่อสวี่ซูถิง ดูเหมือนผู้จัดการสวี่ก็จะทำหน้าแบบฟางจูหยุนนี่ล่ะ

ผู้หญิงหนอ เรื่องใหญ่แค่ไหนก็มีวันเกิดขึ้นได้แท้ๆ นี่แค่เรื่องงานเท่านั้น ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนี้ ตัวเขาเย่เฟิงเคยถูกเจ้านายไล่ออกหลายครั้ง แต่สุดท้ายใครไล่ใคร ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ

“มีเงื่อนไขอะไร” ฟางจูหยุนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“จบมัธยมปลาย มีมือมีเท้าก็ใช้ได้ จริงด้วย วัดแล้วต้องได้ 0.8 ขึ้นไป” เย่เฟิงตอบ ที่จริงสวี่ซูถิงไม่มีเงื่อนไขแม้แต่ข้อเดียว บอกแค่ว่าไม่มีปัญหา อย่างไรเครื่องจักรในโรงงานก็ต้องการคนเดินเครื่องอยู่แล้ว ได้คนที่เชี่ยวชาญย่อมดีที่สุด แต่หากไม่เชี่ยวชาญ ก็ถือโอกาสนี้ฝึกขึ้นมาเสียเลย

“อะไร! มีวัดสัดส่วนด้วยหรือ” ฟางจูหยุนแทบกระโดดขึ้นมา ยามกะทันหันไม่รู้ว่า 0.8 หมายถึงอะไร

แต่ไม่ใช่งานคัดตัวนักแสดงเสียหน่อย ทำไมต้องวัดสัดส่วนด้วย อีกอย่าง ต่อให้เป็นสถานีโทรทัศน์เรียกไปสัมภาษณ์งาน เงื่อนไขไร้ยางอายแบบนี้ก็ไม่ค่อยได้พบเห็นไม่ใช่หรือ

เย่เฟิงกลับไม่ได้คิดมากอย่างเธอ

“วัดสายตาน่ะ แค่นี้คุณก็ไม่รู้เหรอ บริษัทเราทำแผงวงจรไฟฟ้ากับชิ้นส่วนเครื่องจักร คงเหนื่อยหน่อย วันหนึ่งต้องยืนแปดชั่วโมง หากต้องทำงานล่วงเวลา จะมีค่าแรงให้ต่างหาก ฉะนั้นต้องมีสายตาดีด้วย”

ฟางจูหยุนคลายใจลง อดหน้าแดงไม่ได้ แต่ยังคงไม่วางใจ “ผู้จัดการใหญ่ของนายเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง”

สายตาเธอผุดภาพคนตัวอ้วนๆ พุงยื่นออกมาจนมองไม่เห็นเท้าตัวเอง คาบซิการ์อันโต สองมือสวมแหวนทองวิบวับ มองเหวินจิ้งอย่างลามก ...น้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ

เย่เฟิงอึ้งไป ไม่รู้ว่าคนสมัครงานคือฟางจูหยุนหรือเหวินจิ้งกันแน่ ทำไมกับแค่สมัครงานถึงต้องสนใจเพศของเจ้านายขนาดนั้นด้วย

“ผู้หญิง”

“อายุเท่าไหร่” ฟางจูหยุนยังคงไม่วางใจ

“ไม่ต่างจากคุณเท่าไหร่” เย่เฟิงนั้นถามมาก็ตอบไป

“สวยไหม”

“เหมือนจะไม่ต่างจากคุณเท่าไหร่” เย่เฟิงเริ่มสมองพองโต

ฟางจูหยุนกลับหัวเราะคิกคัก บอกว่า

“เจ้านายสาวที่ทั้งสวยทั้งมีอำนาจ นายหวั่นไหวไปกับเธอหรือเปล่า”

“นิดหน่อย” เย่เฟิงตอบคำถามนี้อย่างลังเลเล็กน้อย

“งั้นเธอคงชื่นชมนายมากแน่ๆ ไม่งั้นนายเพิ่งเข้าทำงาน จะดึงคนเข้าไปด้วยได้ยังไง” ฟางจูหยุนเอ่ยล้อๆ

“เหมือนจะใช่ เดิมเธออยากให้ผมเป็นรองหัวหน้าฝ่ายขาย ตอนหลังยังชวนผมไปกินข้าวที่บ้านเธอปลายสัปดาห์นี้ด้วย” เย่เฟิงเกาศีรษะ “เธอไม่ได้ชอบผมนัก ทำไมทำแบบนี้ก็ไม่รู้”

เย่เฟิงเอ่ยถึงตรงนี้ ตัวเองยังทำท่าเหมือนไม่อยากเชื่อ

“เพ้อเจ้อ” ในที่สุดฟางจูหยุนก็ทนไม่ไหวหัวเราะออกมาดังๆ ออกแรงทุบอกเย่เฟิง “นายนี่ขี้โม้หน้าไม่อาย ฉันฟังแล้วอายแทน กินข้าวเถอะ จะได้บอกข่าวดีกับเหวินจิ้งด้วย”

เย่เฟิงมองตามหลังเธอ แต่ได้ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ยังคงเป็นอย่างที่โบราณว่าไว้ คำโกหกช่างทำให้คนเชื่อได้ง่ายกว่าความจริง!

 

รุ่งขึ้นตอนที่เหวินจิ้งตามเย่เฟิงไปยังไคทว่อเจ่อ เธออดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เด็กสาวไม่เข้าใจจริงๆ ที่แท้เย่เฟิงมีภาษีแค่ไหนกันแน่ งานตำแหน่งนี้สำหรับเย่เฟิงแล้ว จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่สำหรับเธอ นั่นเป็นงานล้ำค่าหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ...

สวี่ซูถิงมองเหวินจิ้งอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง แค่แวบแรกเธอก็จำได้ สาวน้อยคนนี้คือคนที่เธอเจอเมื่อครั้งก่อน ดูท่าแม้จะร้องไห้วิ่งหนีไปแล้ว แต่ยังมีหนทางติดต่อกับเย่เฟิง นับว่าราชบุตรเขยเฉินซื่อเหม่ยเวอร์ชั่นเย่เฟิงยังพอมีความดีอยู่บ้าง

แต่เธอมองแล้วมองอีกสิบกว่ารอบ ก็ยังมองไม่ออกว่าเย่เฟิงกับเด็กสาวเป็นอะไรกัน

ว่ากันตามตรง สองคนนี้ไม่เพียงไม่คล้ายมีความสัมพันธ์อย่างว่า แม้แต่เพื่อนยังไม่เหมือน ไม่ว่ามองยังไง สายตาที่เหวินจิ้งมองเย่เฟิงก็มีทั้งหลบเลี่ยงทั้งหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ทำให้สวี่ซูถึงนึกถึงพวกแมงดาที่คอยคุมสาวๆ

“ผู้จัดการสวี่ นี่เหวินจิ้งที่ผมเคยคุยกับคุณ” เย่เฟิงย่อมไม่รู้ว่าในสายตาสวี่ซูถิง ตัวเองกลายเป็นพวกเดียวกับแมงดาไปแล้ว จึงพยายามแนะนำเด็กสาว เดิมเขาคิดจะตบบ่าเหวินจิ้งด้วย บอกว่าเธอร่างกายแข็งแรง ฝึกงานได้ ทำงานที่พวกผู้หญิงเหล่านั้นทำอยู่ได้แน่นอน

แต่เห็นเด็กสาวมองออกว่าตนจะทำอะไร เลยหดไหล่ลง รูปร่างเธอยังผอมบางปานนั้น คล้ายต้นถั่วงอกไม่มีผิด กลัวว่าหากฝ่ามือนี้ตบเธอคว่ำ แทนที่เรื่องจะดี กลับจะเลวร้ายลงมากกว่า ได้แต่ชักมือกลับอย่างกระดาก หัวเราะตัวเองแก้เก้อ บอกว่า

“เธอเพิ่งมาเมือง S ครั้งแรก ยังกลัวคนอยู่”

สวี่ซูถิ่งยิ่งปักใจในความคิดตัวเองมากขึ้น แต่ยามกะทันหัน นึกวิธีดีๆ ที่จะช่วยเหวินจิ้งจากทะเลทุกข์โดยไม่ออกนอกหน้านักไม่ได้ ได้แต่บอกว่า

“ดี ฉันจะพาเธอไปโรงงานเครื่องไฟฟ้าของเรา จะได้บอกหลี่เจี่ยไว้ด้วย”

เย่เฟิงรู้ว่าหลี่เจี่ย (พี่สาวแซ่หลี่) ชื่อหลี่เจี่ย (เชิงอรรถ - เจี่ยตัวนี้แปลว่าพี่สาว พ้องเสียงกับคำว่าเจี่ย ที่แปลว่าคลี่คลายแก้ไข ซึ่งเป็นชื่อของหลี่เจี่ย) หลี่เจี่ยย่อมเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อเธอตั้งได้เอาเปรียบผู้คนมาก เพราะไม่ว่าจะเรียกชื่อจริง หรือเรียกหาเป็นพี่สาว คนเรียกย่อมคล้ายเป็นรุ่นน้องของเธอเสมอ

พี่สาวแซ่หลี่เดิมทีดูแลเรื่องการเงิน นับเป็นคนเก่าคนแก่ของบริษัท ปกติดูแลสวี่ซูถิงเหมือนเป็นลูกสาวตัวเอง ซื่อสัตย์ภักดียิ่งนัก ส่วนของโรงงานอยู่ในความรับผิดชอบของเธอ หลายปีมานี้เธอจัดการบริหารมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่วยลดภาระของสวี่ซูถิงไปได้มาก

“ผู้จัดการสวี่” ในที่สุดเสิ่นหยางก็ลุกขึ้น ปรายตามองเย่เฟิงแวบหนึ่ง นึกในใจว่านี่มันอะไรกัน เย่เฟิงเพิ่งเข้ามา เหวินจิ้งก็ตามเข้ามาอีก นึกว่าที่นี่เป็นกิจการในครอบครัวหรือไง

หากเขาแม้ขัดหูขัดตาเย่เฟิง แต่ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือให้หมอนี่รีบแต่งงานก็ไม่เลว เพราะไม่ว่าสวี่ซูถิงกับเย่เฟิงจะเป็นอะไรกัน แต่นับจากเย่เฟิงเข้ามา ตนเองก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับผู้จัดการสวี่เท่าไหร่ ออกไปทำงานด้วยกันยิ่งไม่มีเลยสักครั้งเดียว!

“เรื่องเอกสารของตึกฉางเซิงที่ผมพูดถึงเมื่อครั้งที่แล้ว เราต้องส่งรายชื่อบ่ายวันนี้” สีหน้าเสิ่นหยางจริงจังเหมือนกำลังอุทิศตนเพื่อคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ มีบุคลิกของขงเบ้งที่ทำงานหนักจนรากเลือดตาย เขาตบเอกสารสำหรับยื่นรายชื่อปึกหนา “บริษัทอื่นๆ ให้คนที่มีตำแหน่งใหญ่ๆ ไปกันหลายคนทั้งนั้น ถ้าบริษัทเรามีผมคนเดียวคงดูไม่ค่อยดี อย่างน้อยจะทำให้ทางนั้นคิดว่าเราไม่เห็นความสำคัญ”

สวี่ซูถิงรู้ดีว่าเขาพูดถูก ไคทว่อเจ่อเป็นบริษัทเล็ก ทุนก็ไม่มี เทคโนโลยีก็ไม่มี ฉะนั้นยื่นส่งรายชื่อครั้งนี้เหลือที่มีอยู่อย่างเดียวคือความจริงใจ!

ไคทว่อเจ่อเป็นบริษัทขนาดเล็ก ต่อให้ได้งานด้านไอทีจากทางตึก ก็ต้องแบ่งงานให้ผู้รับเหมารับช่วงไปอยู่ดี ตัวเองได้รับเพียงส่วนต่าง แต่งานชิ้นนี้อย่างน้อยต้องได้กำไรหลายแสน แม้ช่วงนี้จะยังวุ่นวายกับยอดสั่งซื้อสามล้านของจางฟาไฉ แต่ยอดนั้นเป็นแค่โชค หากบริษัทคิดก้าวหน้าต่อไปในระยะยาว ย่อมไม่อาจพึ่งพาคนเรื่อยเฉื่อยอย่างเย่เฟิงได้ เสิ่นหยางแม้มุทะลุเย่อหยิ่ง แต่อย่างไรก็ยังเป็นคนมีความสามารถ

“งั้นก็ได้ วันนี้ฉันไปกับคุณ เย่เฟิง คุณพาเหวินจิ้งไปเถอะ ยังไงคุณก็ไปมาสองครั้งแล้ว คงไม่หลงทางใช่ไหม”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ หญิงสาวก็อดห่วงไม่ได้ ยิ่งเห็นแว่นกรอบดำอันโตของเย่เฟิง ก็นึกในใจว่าเขาไม่หลงทางสิแปลก...

 

เย่เฟิงพาเหวินจิ้งตรงดิ่งไปยังโรงงานเครื่องไฟฟ้า เมื่อไม่มีสวี่ซูถิง เขาก็เลือกนั่งรถประจำทางไว้ก่อน กว่าจะถึงต้าสือชงก็เที่ยงเข้าไปแล้ว

ตลอดรายทางเหวินจิ้งสงบเสงี่ยมเรียบร้อย พูดเพียงประโยคเดียวว่า “พี่เย่ ครั้งนี้ขอบคุณพี่จริงๆ”

เย่เฟิงกำลังจะเลียนแบบประโยคในนิยาย ตอบว่าไม่ต้องเกรงใจ เราคนกันเองแท้ๆ แต่ใครเป็นใคร กันเองยังไงไม่รู้ ก็เห็นยายหนูเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ชื่นชมทิวทัศน์ของเมือง S อย่างกระหายเสียแล้ว

เมือง S มีสี่ฤดู มักเขียวชอุ่มตลอดปี เหวินจิ้งเพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ที่แท้เมือง S งดงามปานนี้ สายลมอ่อนๆ โชยพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ปลอดโปร่งเย็นสบายยิ่งนัก

เมื่อถึงโรงงาน พี่สาวแซ่หลี่ต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น แต่เหยาจวินอู่กลับลากเย่เฟิงไป ให้เย่เฟิงช่วยดูว่าอุปกรณ์อินฟราเรดที่เขาติดตั้งยังขาดอะไรบ้าง ส่วนหลี่เจี่ยนั้นพาเหวินจิ้งไปทำความคุ้นเคยกับโรงงานก่อน

“เย่เฟิง นายดู ฉันควรทำยังไง ครั้งก่อนเปลี่ยนแผงวงจรคริสตัลตามที่นายว่าแล้ว แต่ค่าประสิทธิภาพกับค่าความไวกลับไม่ขึ้นเลย” เหยาจวินอู่ขมวดคิ้ว “แบบนี้ระดับการตอบสนองต่อแสงจะไม่เหมาะกับค่าแสงในห้อง”

เย่เฟิงมองแผงวงจรไฟฟ้าแผ่นนั้น เดิมคิดจะบอกว่า ครั้งก่อนผมไม่รู้ว่าถูกอะไรเขาสิง เลยพูดประโยคนั้นไป คุณอย่าถือเป็นจริงเป็นจัง แต่เพียงเห็นตัวแผงวงจร ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่บางอย่าง... ใหญ่ขนาดที่พอจะโค่นขุนเขาพลิกท้องทะเลก็ประดังขึ้นมา ไม่รู้เพราะอะไร พลันโพล่งออกไปประโยคหนึ่ง

“ตรงนี้ คุณลองหาทางติดตัวแปลงความยาวคลื่นทุกแสง (All-optical wavelength converter ) ดู หรือไดโอด (เชิงอรรถ -ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการไหลของประจุไฟฟ้า โดยจะยอมให้ไฟฟ้าไหลได้ทิศทางเดียว และปิดกั้นการไหลจากทิศทางตรงข้าม ) ตรงนั้น ลองเปลี่ยนเป็นแบบที่มีการพังทลายแบบอะวาเลนซ์ ( เชิงอรรถ - การพังทลายแบบอะวาเลนซ์ (Avalanche-breakdown) คือปรากฏการณ์หนึ่ง เกิดจากการให้แรงดันย้อนกลับ ทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลกลับทิศในไดโอดจำนวนมาก จนรอยต่อของไดโอดชำรุดใช้งานไม่ได้) ดูไหม”

หลุดปากไปแล้ว เย่เฟิงก็มองรอบข้างอย่างลืมตัว สีหน้าตื่นตระหนก เมื่อครู่เขาเป็นคนพูดเหรอ ไม่ใช่มั้ง

“หือ” เหยาจวินอู่ชะงัก มองเย่เฟิง ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด มือก็ไม่ปล่อยให้อยู่ว่างๆ รีบปรับชิ้นส่วนดังกล่าวในเครื่องซิมูเลชั่น ( เชิงอรรถ เครื่องจำลองสภาวะเหมือนจริง ) เพียงครู่เดียวก็คำนวณค่าพารามิเตอร์ ( เชิงอรรถ – ค่าคงที่ซึ่งได้จากการคำนวณข้อมูล ) ออกมา ถึงกับได้ผลอย่างที่ตนเองต้องการทุกประการ!

เหยาจวินอู่นิ่งอึ้งไป เย่เฟิงก็อึ้งเหมือนกัน

เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้สึกคุ้นเคยกับแผงวงจรแผ่นนี้อย่างประหลาด คล้ายหากมองอีกหลายครั้ง จะถูกความรู้สึกที่ไร้ชื่อเรียกประการหนึ่งครอบงำเอาไว้ แต่ความรู้สึกนั้น กลับเป็นสิ่งที่เขาต้องการหลบเลี่ยงเต็มความสามารถ

เย่เฟิงส่ายหน้าแรงๆ เหมือนต้องการสลัดความรู้สึกนั้นทิ้ง แต่ต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมด เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน!

“เย่เฟิง นายนี่เทพจริงๆ” เหยาจวินอู่เลื่อมใสจนหมดหัวใจ ต้นแบบเครื่องกันขโมยชนิดอินฟราเรดชิ้นนี้ จะให้ลดสัญญาณรบกวนเย่เฟิงทำได้ จะให้เพิ่มประสิทธิภาพปรับความไวของอุปกรณ์ เย่เฟิงก็ทำได้อีก!

เขาเหยาจวินอู่ ไม่ได้แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน แม้จะไม่ใช่อัจฉริยะ แต่อย่างไรก็นับว่าเป็นคนเก่ง หากแต่จะให้เขาวิเคราะห์อะไหล่สักชิ้นหนึ่งให้ถูกต้อง ปรับให้ใช้ได้ตามต้องการแบบที่เย่เฟิงทำ นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้

ที่จริงเรื่องนี้จะว่ายากก็ยาก ว่าง่ายก็ง่าย เช่นเดียวกับการปรุงอาหาร วัตถุดิบกองอยู่ตรงนั้นทุกอย่าง บางคนทำออกมาแล้วสามารถยกเข้ารายการแข่งขันการทำอาหารระดับโลก แต่บางคนทำออกมา แม้แต่หมูยังไม่กิน!

เขาพบว่าเหตุการณ์ทั้งหมด แท้จริงแล้วไม่ต่างจากที่โธมัส อัลวา เอดิสันเคยพูดไว้ เขาฝึกฝนไม่หยุดยั้ง ขัดเกลาตัวเองไม่หยุดยั้ง เพราะคำพูดประโยคหนึ่งของเอดิสัน ประโยคที่คนจำนวนมากยกไว้ประหนึ่งคัมภีร์ คือ ‘อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และความขยันอีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์’ เรื่องนี้เขารู้มาแต่แรก หากตอนหลังเขาเพิ่งมารู้ ที่จริงประโยคนี้ยังมีคำตามหลังอีกหนึ่งประโยค คือ ‘แต่แรงบันดาลใจหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้นต่างหากจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!

ตอนที่เห็นประโยคนั้น เขาก็รู้สึกหดหู่ หวังว่าความขยันจะชดเชยแรงบันดาลใจที่ขาดไปได้ นกโง่ต้องหัดบินก่อน นี่เป็นความจริง ดังนั้นเขาจึงทำงานทั้งวันทั้งคืน แต่ลึกลงไปในใจกลับรู้ดี แรงบันดาลใจไม่ใช่สิ่งหาง่าย ในที่สุดตอนนี้เขาก็เข้าใจแล้ว ทำไมตัวเองจึงไม่มีแรงบันดาลใจนั้น เพราะแรงบันดาลใจที่ว่าไปอยู่ในตัวเย่เฟิงจนหมด!

หากยึดตามหลักของเอดิสัน เย่เฟิงต้องเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอน ความขยันเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ตัวเหยาจวินอู่ก็จริง แต่ชายหนุ่มเข้าใจเรื่องหนึ่งแล้ว นั่นคือสำหรับอัจฉริยะ แรงบันดาลใจส่วนเดียวที่เย่เฟิงมี ยังเหนือล้ำกว่าความขยันเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของตนเองมากมายนัก!

 

“แก้แบบนี้ถูกไหม”

“ถูกต้องทุกอย่าง”

“แล้วทำไมคุณทำไม่ได้ล่ะ”

“...”

“แบบนี้ตรงตามที่คุณต้องการหรือเปล่า”

“ตรงหมดทุกอย่าง”

“งั้นคุณออกแบบมานานเท่าไหร่แล้ว”

“...”

“ผมเก่งหรือเปล่า”

“นายเก่งจริงๆ”

“ทำไมผมเก่งขนาดนี้ล่ะ”

“เดี๋ยวปั๊ด นายจะจบไม่จบ หา!” เหยาจวินอู่ฟาดแฟ้มกับโต๊ะ ผุดลุกขึ้น โมโหจนหน้าแดงเหมือนกวนอูไม่มีผิด

“จบแล้วๆ ผมก็แค่ถามดู คุณไม่เห็นต้องจริงจังขนาดนี้ ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” เย่เฟิงสงสัยจริงๆ เขาแค่อยากรู้ ว่าวงจรไฟฟ้าที่ตัวเองแก้ไขแบบไม่ตั้งใจนั้น ที่แท้แก้ยากขนาดไหนกันแน่ ทำไมเขาทำงานที่ต้องอาศัยความรู้ด้านเทคโนโลยีพวกนี้ได้ หรือเขาจะเคยทำมาก่อน

“เย่เฟิง แหะๆ ฉันแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ที่จริงนายเก่งมาก โดยเฉพาะด้านออกแบบแผงวงจรไฟฟ้า” ความโกรธของเหยาจวินอู่มาเร็วก็จริง แต่ไปเร็วยิ่งกว่า

คนฉลาดนั้นมีต้นทุนมากพอให้หยิ่งทะนง ใครใช้ให้เขาสู้หมอนี่ไม่ได้ เย่เฟิงแม้จะมุทะลุไปนิด เย่อหยิ่งไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็สุภาพ

เอาคำว่ามุทะลุเย่อหยิ่งมาบรรยายรวมกับคำว่าสุภาพแบบนี้ หากครูสอนภาษาจีนสมัยประถมรู้เข้า คงต้องลงโทษให้เหยาจวินอู่คัดประโยคสำนึกผิดเนื่องจากใช้คำไม่ถูกต้องร้อยจบแน่ๆ แต่เขาก็คิดอย่างนั้นจริงๆ

เย่เฟิงยิ้ม ส่ายหน้า

“ผมต้องกลับไปขายสินค้าที่คุณออกแบบแล้ว ไว้คุยกันวันหลังเถอะ”

ประโยคนี้แทบทำเอาเหยาจวินอู่ห่อเหี่ยวตายอีกรอบ แต่ใบหน้ายังคงแสร้งยิ้มสดใสราวแสงตะวัน

“เย่เฟิง กลับดีๆ ล่ะ ฉันไปส่ง”

ตอนที่เหยาจวินอู่ออกมาส่งเย่เฟิงด้วยตัวเองนั้น เหล่าคนงานคุมเครื่องจักรเกือบสิ้นสติกันทั้งแถบ พวกเขารู้ว่าเหยาจวินอู่ทั้งมุทะลุ ทั้งเย่อหยิ่ง แม้จะสวมแว่นหนาเตอะเพราะสายตาสั้น 800 แต่เวลาต้องทำงาน ท่าทางเอาจริงเอาจังของเขากลับน่าหลงใหลอย่างยิ่ง สาวๆ คุมเครื่องจักรไม่น้อยที่อยู่ในวัยเริ่มริรักรู้สึกว่านี่แหละ ลูกผู้ชายตัวจริง

แต่หากจะให้เขาออกมาส่งใครด้วยตัวเอง ยังยากกว่าขอเข้าพบประธานาธิบดีแห่งทำเนียบขาวอีก ที่ยิ่งผิดปกติคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่คล้ายสลักจากหินคนนี้ กลับแย้มยิ้มชนิดที่ร้อยปียังยากจะเห็นสักครั้งอีกด้วย

เย่เฟิงกลับไม่รู้สึกว่าได้รับเกียรติอะไร เพียงเห็นเหวินจิ้งยืนอยู่หน้าเครื่องกลึง กำลังฟังเด็กสาวที่โตกว่าเล็กน้อยอธิบาย เขาก็อดพยักหน้ากับตัวเองไม่ได้ ขณะคิดจะเอ่ยอะไร หลี่เจี่ยที่ดูอยู่ด้านข้างก็เอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจว่า

“เมื่อครู่ฉันคุยกับเหวินจิ้งเรื่องสวัสดิการแล้ว เงินเดือนแปดร้อย รวมอาหารกลางวันกับเย็นสองมื้อ มีที่พักให้ แค่ถือสัมภาระมาก็เข้าพักได้เลย”

หลี่เจี่ยมีประสบการณ์ในการดูคนมานานปี ไหนเลยดูไม่ออกว่าพวกสวี่ซูถิงสองพี่น้องเห็นเย่เฟิงเป็นคนพิเศษ หลี่เจี่ยไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ไม่รู้เรื่องการขาย แต่รู้ว่าควรโน้มน้าวจิตใจคนอย่างไร สวัสดิการที่เสนอให้เหวินจิ้งไป ที่จริงมีไว้สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานมานานแล้วเท่านั้น

“เด็กที่ชื่อเหวินจิ้งก็ฉลาด” ประโยคนี้ของหลี่เจี่ยกลับจริงใจ “ได้ยินเสี่ยวซุนบอกว่าเธอเรียนรู้ได้เร็ว คงไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว”

“นายแนะนำมาเหรอ” เหยาจวินอู่อดมองเหวินจิ้งแวบหนึ่งไม่ได้ เห็นเธอสวยสะอาด แบบบางอ่อนแอ มุมปากก็พรายยิ้มออกมาเล็กน้อย “ใช้ได้ เด็กกว่านายมากไปหน่อย แต่เลี้ยงดีๆ โตมาค่อยเป็นแฟนก็ไม่เลว”

เย่เฟิงช็อก

ต้องรอจนตั้งสติได้ จึงอธิบายว่า

“ผมกับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ”

“เข้าใจ” ใบหน้าอันสัตย์ซื่อของเหยาจวินอู่มีรอยยิ้มชั่วร้าย ตบไหล่เย่เฟิงแรงๆ “เย่เฟิง นายวางใจ ในเมื่อเป็นคนของนาย อยู่ที่นี่ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน”

เย่เฟิงถอนหายใจ

“ในเมื่อเป็นคนของผม งั้นขอผมคุยกับเธอหน่อยได้หรือเปล่า”

เหยาจวินอู่นึกในใจ ไอ้หมอนี่ยังจะบ่ายเบี่ยงอีก ดูเถอะ แค่นี้ก็เผยไต๋ เพิ่งแยกกันเมื่อกี้แท้ๆ นี่รอไม่ไหวหางจิ้งจอกโผล่แล้ว แต่เขาก็แค่คิดเท่านั้น

“เสี่ยวซุน รอเดี๋ยว เรียกเหวินจิ้งมานี่ก่อน”

เสี่ยวซุนอึ้งไป ไม่รู้เหยาจวินอู่ที่ปกติเข้มงวดแข็งกร้าว ตอนนี้ทำไมดูกลอกกลิ้งเหมือนยูดาสที่ทรยศพระเยซูไปได้

“ได้ค่ะ เหวินจิ้ง เธอเข้าไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันต่อ”

เหวินจิ้งเดินเข้าหาคนตำแหน่งใหญ่โตหลายคนในบริษัทด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม เย่เฟิงขี้เกียจพูดมาก คว้าตัวได้ก็ลากเธอออกจากห้องเครื่องจักร เหวินจิ้งตกใจ

“พี่เย่ เกิดอะไรขึ้นคะ หรือว่า...”

ในสมองเธอมีความคิดน่ากลัวประการหนึ่ง คือกลัวว่าเย่เฟิงจะไม่ได้คุยกับพวกเขาให้รู้เรื่องก่อน ตัวเธอจึงยังไม่มีตำแหน่ง การสมัครงานถูกยกเลิกไปแล้ว

แต่เมื่อครู่พี่หลี่เจี่ยยังพูดกันรู้เรื่องอยู่เลย เงื่อนไขก็ดีจนนึกไม่ถึง ทำไมแค่ครู่เดียวสถานการณ์พลิกผันไปได้

“ฉันจะกลับก่อน เธอหาทางกลับเองได้ใช่ไหม กลับไปเก็บของสักหน่อย พรุ่งนี้เธอก็ย้ายมาที่นี่ได้ ทำงานดีๆ ล่ะ โอกาสไม่ได้มีมาบ่อยๆ”

เย่เฟิงเอ่ยถึงตรงนี้ก็รู้สึกน่าขันอยู่บ้าง เขาสละเวลาสั่งสอนคนอื่นให้เห็นค่าของโอกาส แล้วตัวเองเล่า?

“หนูรู้ทางค่ะ เย็นนี้กลับไปก็ต้องบอกพี่ฟางไว้ด้วย” เหวินจิ้งวางใจลง ตบหน้าอกตัวเอง ฉวยโอกาสนั้นชักมือออกโดยไม่มีพิรุธ “มีเรื่องอะไรอีกไหมคะ”

เย่เฟิงควักเงินออกมาห้าร้อย ส่งให้เหวินจิ้ง

“เธอเอาไปซื้อของใช้ พวกที่นอนหมอนมุ้งอะไรพวกนั้น เมื่อวานฝนตก อากาศเย็นลงแล้ว”

“หนูเอาเงินจากพี่อีกไม่ได้หรอก” เหวินจิ้งหน้าแดง “หนูติดหนี้พี่มากเกินไปแล้ว”

เย่เฟิงถอนหายใจ ยัดเงินใส่มือเหวินจิ้ง เอ่ยเรียบๆ

“หากเธอคิดว่าคิดค้างฉัน งั้นก็รอจนเงินเดือนออกค่อยมาใช้แล้วกัน”

เหวินจิ้งขอบตาแดงเรื่อง ไม่บ่ายเบี่ยงอีก ได้แต่ขอบคุณเสียงแผ่วเบา เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เย่เฟิงก็เดินจากไปแล้ว ไม่เหลือแม้เงา

เย่เฟิงเห็นว่าเวลายังเหลือมาก ตนเองไม่ควรได้งานราษฎร์ทิ้งงานหลวง จึงตัดสินใจกลับบริษัท เข้ามาเห็นหวังจวินเฉินกับอู๋หงกำลังศีรษะแนบชิดคลอเคลีย กระซิบกระซาบอะไรกัน ก็อดประดักประเดิกไม่ได้

เมือง S มีหนุ่มสาวมากมาย ความรักความใคร่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวฟ้าผ่า ตอนที่คุณได้ยินเสียงของมัน ก็เห็นแค่หางของสายฟ้าแล้ว จุดไคลแมกซ์ทั้งหมดล้วนวาบผ่านในชั่วเสี้ยววินาที จากนั้นต่างคนต่างแยกย้าย

หวังจวินเฉินแม้เรียนจบมหาวิทยาลัย ผลคะแนนที่ได้จะดาษดื่นธรรมดา แต่คลุกคลีตะเกียกตะกายอยู่ในตาข่ายรักมาหลายปี ถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่งปานเหล็กเนื้อดี ถ้าด้านความรักแล้ว ต้องเรียกว่าคมหอกคมดาบไม่อาจระคายผิวเขา

เขาเข้าบริษัทมาได้หลายเดือน แม้ไม่อาจท่องคุณสมบัติสินค้าได้ลื่นไหลราวสายน้ำ แต่กับงานอดิเรกและพื้นฐานทางบ้านของอู๋หงที่เข้าบริษัทมาพร้อมกัน กลับรู้กระจ่างชัดเจน

อู๋หงอยู่ในจำพวกหน้าตาไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่น่าเกลียด หากแต่งเนื้อแต่งตัวขึ้นมา เปิดแขนเผยขาอ่อนอีกหน่อย อัตราส่วนคนที่เหลียวกลับมามองก็ยังมี หลังจากเธอเรียนจบก็เลิกกับแฟนคนที่สามซึ่งคบกันช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เดินทางมาเมือง S เพียงลำพัง เดิมเข้าใจว่าอาศัยต้นทุนของตัวเอง คือหน้าตาและความสามารถ จะหางานสักงานยังง่ายกว่าหาแฟนสักคนอีก

เพียงแต่คนมากมายสายตาสูงส่ง ความสามารถกลับต่ำเตี้ย เห็นข้อเสียคนอื่นชัดยิ่งกว่าชัด แต่กับความสามารถตัวเองแล้วคล้ายตาบอดคลำช้าง ไม่ถ่องแท้สักนิดเดียว!

เธอมาถึงเมือง S แล้วจึงพบว่า ตนเองเป็นได้แค่ต้นหลิวเหี่ยวแห้งในฤดูใบไม้ร่วง แถมความสามารถของเธอ นอกจากเรื่องจับผู้ชายรวยๆ แล้ว ที่เหลือไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก เธออยู่ในสภาพหลังชนฝา ตอนที่เธอได้งานในไคทว่อเจ่ออย่างยากลำบากนั้น สภาพก็คล้ายคนเร่ร่อนแล้ว ต้องรีบคว้าผู้ชายสักคนเข้ามาช่วยโปะหนี้ ตอนนี้กำลังรุกจีบหวังจวินเฉินอยู่ แต่ก็ได้รับการตอบรับแบบกึ่งเล่นตัว ทั้งคู่ล้วนได้สิ่งที่ต้องการจากอีกฝ่าย ต่างนึกว่าตนเองเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ

ทั้งสองนึกว่าผู้จัดการใหญ่ไปยื่นซองประมูล ประชาสัมพันธ์ก็ออกไปทำธุระข้างนอก อาจใช้จังหวะนี้ปรึกษากันว่าเย็นนี้จะกินอะไร จะค้างที่ห้องของเขา หรือค้างที่ห้องของเธอกันแน่ นึกไม่ถึงว่าเย่เฟิงดันไม่เร็วไม่ช้า กลับเข้ามาพอดี แถมยังพบเห็นเรื่องของพวกเขาเข้าอีกต่างหาก

หนังสือแนะนำ

Special Deal