บทที่ 8 ค้างแรม

เวลาฟางจูหยุนทำงาน จะมีสมาธิดีมาก แต่เมื่อใกล้เลิกงาน ก็อดมองนาฬิกาบนผนังหลายครั้งไม่ได้ ตั้งแต่เย่เฟิงย้ายเข้ามา ไม่รู้เพราะอะไร พอตกค่ำ เธอก็อยากกลับบ้านเร็วๆ ทำอาหารร้อนๆ สักมื้อไว้รอคอยเขา มองเขากินด้วยท่าทางเซ่อๆ แต่ออกรสออกชาติ

การกินข้าวแม้ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากมาย แต่ถ้าได้กินพร้อมกันกับเพื่อนฝูงครอบครัว นั่นจึงจะมีรสชาติเป็นพิเศษ ฟางจูหยุนมาอยู่เมือง S ได้สามปีเต็มแล้ว ทุกครั้งที่คุยกับพ่อแม่ที่อยู่เมืองไกล ก็มักหวนนึกถึงเวลาอยู่บ้าน ที่ทุกคนล้อมวงรอบโต๊ะ พูดคุยสรวลเสเฮฮา

เวลาเช่นนั้นกลายเป็นอดีตอันยาวไกล ที่จริงเธอนึกอยากหาแฟนสักคน แต่เมืองที่เกลื่อนไปด้วยวัตถุเงินทองแบบนี้ ผู้คนน้ำใจจืดจาง ไม่มีความรับผิดชอบ ฟางจูหยุนสวยสดราวดอกไม้ผลิบาน ใช่จะไม่มีชายหนุ่มที่ไหนตามจีบ แต่คนที่วันนี้ยังพรอดพร่ำคำหวาน ผ่านไปครู่เดียวก็โอบบ่าเกาะเอวผู้หญิงคนอื่นแบบนั้น เธอรับไม่ได้จริงๆ ถึงฟางจูหยุนจะแต่งหน้าแต่งตาขึ้นมาแล้วดูเหมือนสาวหัวสมัยใหม่ แต่เนื้อในเธอยังเป็นหญิงสาวหัวโบราณอยู่

หญิงสาวเก็บของบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ถือกระเป๋าขึ้นพุ่งไปทางประตู แต่กลับชนเข้ากับเจ้าอ้วนเฉินอย่างจัง

“เสี่ยวฟาง มีนัดเหรอ” เจ้าอ้วนเฉินถาม ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มด้วย

เจ้าอ้วนเฉินก็คือผู้จัดการเฉิน หรือก็คือคนที่ไล่เย่เฟิงออกนั่นเอง

“เธอเป็นคนบ้างาน จะมีนัดได้ยังไง” เสี่ยวจางที่เตรียมพร้อมอยู่ด้านข้างนานแล้วแทรกขึ้น “เสี่ยวฟาง ฉันลำบากแทบแย่กว่าจะได้ตั๋วคอนเสิร์ตของจางเสวียโหยวมาสองใบ ของเย็นวันนี้ ไปด้วยกันไหม”

เสี่ยวจางชื่อจางเถี่ยจวิน เกิดช่วงปลายยุค 70 ชื่อเขาเลยมีกลิ่นอายเฉพาะของยุคนั้น ตอนนี้อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว การแก้กฎหมายที่อยู่อาศัยทำให้เขาหมดความคิดจะสร้างบ้าน การปรับระบบการแพทย์ทำให้เขารู้สึกว่าตายที่ไหนก็เป็นหมาข้างถนนเหมือนกัน การพัฒนาการศึกษาทำให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่หาเงินค่าใช้จ่ายรายปีเป็นหมื่นหยวนไม่ได้ ส่วนความรู้ระดับที่ต่ำกว่ามหาวิทยาลัย เขาก็เรียนไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หนี้สินกลับกองจนท่วมหัว ดังนั้นจึงหักใจ ลงใต้มาขุดทอง เตรียมขายแรงกายใช้หนี้

หากเรื่องราวมากมายมักเป็นเช่นนี้ คือคนกลุ่มแรกที่ลงทะเลมักจับปลาได้เป็นกอบเป็นกำ แต่รอจนทุกคนพากันกระโดดตามลงมา จึงพบว่าปลาล้วนแต่ถูกคนอื่นกวาดไปจนเกือบหมด ตนเองนอกจากกลิ่นคาวปลาติดเต็มตัวแล้ว ไม่เห็นจะได้อะไรเลย!

จางเถี่ยจวินเป็นตัวแทนของคนยุค 70 ส่วนใหญ่ที่ไม่โดดเด่น กระเสือกกระสนมาจนถึงยุคนี้ เขารู้ว่าฟางจูหยุนชอบฟังเพลงของจางเสวียโหยว จึงตั้งใจตื่นแต่เช้า ลำบากลำบนเข้าแถวซื้อตั๋วมาสองใบ จากนั้นทำเป็นได้มาโดยไม่ตั้งใจ กะประจบสาวเจ้า

“ขอโทษ คืนนี้ฉันมีธุระจริงๆ” ฟางจูหยุนเอ่ยอย่างรู้สึกผิด

จางเถี่ยจวินอึ้งไป

“ธุระอะไร”

“ฉันมีนัด” ฟางจูหยุนหัวเราะ น่ารักมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ยิ้มของเธอทำเอาจางเถี่ยจวินปากอ้าตาค้าง พูดอะไรไม่ออก ระหว่างนั้นฟางจูหยุนก็คว้ากระเป๋าหนังใบเล็ก ตอกบัตรแล้วหายตัวไปราวกับหมอกควัน

ออกจากบริษัทแล้วเธอไปตลาดซื้อกับข้าวก่อน แต่คิดอยู่นานก็ไม่รู้เย่เฟิงชอบกินอะไร ได้แต่เลือกซื้อเอาตามสะดวก กลับมาก็ตั้งอกตั้งใจทำกับข้าวหลายจาน แม่เธอเคยบอกว่า หากชอบผู้ชายสักคน ต้องกุมกระเพาะเขาให้อยู่มือก่อน ตนเองมีฝีมือทำอาหารขนาดนี้ ไม่ต้องกลัวเย่เฟิงจะไม่ติดเบ็ด พอคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าก็แดงขึ้นเล็กน้อย แต่ในใจกลับแอบภาคภูมิ

ตอนนี้ผู้ชายดีๆ เป็นของแปลกหายากยิ่งกว่าหมีแพนด้า ฟางจูหยุนไม่รู้สึกว่าการที่ตัวเองตามจีบผู้ชายคนหนึ่งเป็นเรื่องผิดตรงไหน ชีวิตก็อย่างนี้ คนที่ชอบเธอ เธอไม่ถูกใจ เมื่อเจอคนที่ตัวเองชอบ ย่อมไม่อาจปล่อยผ่านไป

แต่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว ยังไม่เห็นเย่เฟิงกลับมา อดเป็นห่วงเล็กน้อยไม่ได้ ไม่รู้ตกลงเขาปรับตัวกับงานใหม่ได้ไหม ป่านนี้แล้ว หากเลิกงานแล้วตรงกลับบ้านเลย ก็ควรจะถึงได้แล้ว

หญิงสาวไม่ทราบว่าตอนนี้เย่เฟิงกำลังบำเพ็ญตนเป็นวีรบุรุษอยู่ ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา

ฟางจูหยุนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสายฝนสาดซัดหนาแน่นราวกับม่านหมอก ไม่เห็นมีความโรแมนติกอย่างกลอนของหลี่ไป๋ ( เชิงอรรถ – กวีจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ) ที่ว่า ‘ฝนพรำฉ่ำเย็นในเดือนสารท ลมโชยวาดผ่านแม่น้ำอันสดใส’ เลย ยิ่งไม่เหมือนบทกวีที่หลิวหย่ง ( เชิงอรรถ กวีในสมัยราชวงศ์ซ่ง) เงยหน้ามองฟ้า ร่ายออกมาอย่างเปี่ยมความรู้สึกว่า ‘ม่านพิรุณพร่างพราวแผ่นน้ำและผืนฟ้า ชำระพสุธาฤดูใบไม้ร่วง’ ด้วย

หญิงสาวคิดแต่ว่าเย่เฟิงจะมีร่มไหม สุดท้ายก็อดไม่ได้ โทรเข้ามือถือเขา นึกไม่ถึงจะได้ยินโทนเสียงหวานเลี่ยนแทบตายบอกว่า

“ไม่มีสัญญาณจากเลขหมายที่ท่านเรียก กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง”

ฟางจูหยุดอดห่วงไม่ได้ รู้ว่าแบตเตอรี่มือถือรุ่นเก่าของเย่เฟิงชอบหยุดงานประท้วง บางทีเห็นชัดๆ ว่าไฟเต็ม แต่มักใช้ไปได้ครึ่งเดียวก็มีสัญญาณเตือนว่าแบตฯ หมด หากในใจก็รู้สึกขบขัน เย่เฟิงไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ต่อให้ฝนตก ก็คงรู้จักหาที่หลบ

ฤดูใบไม้ร่วงของเมือง S ค่อนข้างแห้งแล้ง รถยนต์แล่นกันไม่หยุดดูไปเหมือนปรสิตบนร่างกายคนไม่มีผิด ถ้าร่างกายคนที่อาศัยอยู่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย จะไม่ยอมเลิกราจากไปง่ายๆ ช่างไม่เข้าใจหลักที่คนโบราณกล่าวว่า ‘ผิวไม่อยู่แล้ว ขนจะไปขึ้นที่ไหน’ เอาเสียเลย

สายฝนครั้งนี้ชำระบรรยากาศขมุกขมัวของเมืองใหญ่ยุคใหม่ไปได้บ้าง แต่ชะล้างความกังวลออกไปจากใจฟางจูหยุนไม่ได้ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ฟางจูหยุนดีใจ เพราะคาดว่าคงเป็นเย่เฟิง เนื่องจากเติ้งซานั้น หนึ่งคือไม่เลิกงานเร็วขนาดนี้ สอง ต่อให้เคาะประตู ก็ต้องใช้เท้าเคาะ

หญิงสาวพุ่งไปเปิดประตูห้องออก แต่กลับเห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนตัวสั่นอยู่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยหยาดน้ำฝน เส้นผมบนศีรษะเกาะกันเป็นปึก สภาพคล้ายคนจรจัด

“มาหาใครคะ” สุ้มเสียงเกรงใจของฟางจูหยุนแฝงความระแวง เมืองใหญ่สมัยนี้คุณไว้ใจคนแปลกหน้าไม่ได้ พวกเขาอาจแต่งตัวน่าสงสารมาขอความช่วยเหลือ แต่แล้วกลับทำสิ่งทำให้คุณหมดศรัทธากับสังคมไปเลย ไม่อย่างนั้นเร็วๆ นี้ช่อง CCTV คงไม่ทำโฆษณาใหญ่โต เตือนชาวบ้านว่าอย่าไปเชื่อคนแปลกหน้าหรอก

“จูหยุน เปิดประตู ผมเอง” เย่เฟิงบอกมาจากด้านหลัง มือหนึ่งเขาถือถุงของกิน อีกมือถือร่ม ไม่มีมือที่สามจะยื่นไปเปิดประตูจริงๆ กุญแจของเขาก็อยู่ในกระเป๋ากางเกง ไม่สะดวกให้คนอื่นช่วยหยิบ ดีไม่ดี เด็กสาวล้วงผ่านรูขาดในกระเป๋าลงไป คลำถูกอะไรที่ไม่สมควรคลำเข้า เขาอาจโดนฟ้องข้อหาอนาจาร

เด็กสาวนั้นทีแรกที่ยืนอยู่หน้าประตู อยู่ๆ ก็รู้สึกกลัว ไม่รู้ว่าหากในห้องพี่ชายใจดีคนนี้เกิดมีเตียงแค่หลังเดียว ตัวเองจะทำอย่างไร แต่พอประตูเปิด เห็นใบหน้างดงามสดใสราวกับภาพวาดโผล่ออกมาก็คลายใจลง

“เย่เฟิง นาย... เธอ... ฉัน” ความคิดฟางจูหยุนเกิดลัดวงจรกะทันหัน จนครู่หนึ่งให้หลังจึงเปิดประตูห้องออก “เข้ามาก่อนค่อยว่ากัน”

หญิงสาวสองคนมองตากันและกัน ในความมึนงงแฝงความไม่เข้าใจ ในการหยั่งเชิงแฝงความเหินห่าง

คราวนี้เย่เฟิงกลับเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน

“จูหยุน วันนี้ฝนตก เด็กคนนี้ไม่มีที่ไป จะมาพักด้วยคืนหนึ่ง”

ฟางจูหยุนไม่เข้าใจจริงๆ เด็กคนนี้เกี่ยวข้องยังไงกับเย่เฟิง แต่เห็นเธอมามือเปล่า หรือว่า...

“เธอจะนอนที่ไหน”

เย่เฟิงเกาศีรษะ

“นอนเตียงผมเถอะ”

“อะไรนะ” ฟางจูหยุนถามอย่างตกใจ เบิกตากลมโต ส่วนเด็กผู้หญิงแม้ไม่ได้พูดอะไร แต่เกือบจะสะบัดหน้าเดินหนีแล้ว

“ผมจะนอนโซฟาห้องรับแขก” เย่เฟิงอธิบาย

“เธอเป็นญาตินายเหรอ”ฟางจูหยุนถามแล้ว ใจก็ตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวเย่เฟิงจะพยักหน้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง แล้วโกหกตามขนบว่าญาติผู้น้องผมเอง พวกเราสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก

แม้เด็กสาวจะอายุไม่มาก แถมเปียกโชกราวกับไก่ตกน้ำ แต่สัญชาตญาณผู้หญิงของฟางจูหยุนบอก ต่อไปเธอต้องสวยมากแน่

“เปล่า” เย่เฟิงส่ายหน้า “เธอเป็นคนเมืองอื่น มาถึงนี่แล้วกระเป๋าถูกขโมยไป ทีแรกเตรียมตัวจะนอนข้างถนนอยู่แล้ว แต่ฝนตก ผมเห็นเธอน่าสงสาร เลยพากลับมานี่ จริงด้วย เธอชื่ออะไร”

ต่อให้เย่เฟิงอธิบายอย่างนั้น ฟางจูหยุนก็ยังเชื่ออยู่เต็มหัวใจว่าเดิมพวกเขาอาจไม่รู้จัก แต่ความสงสารอะไรนั่นคงเป็นแค่ข้ออ้างแน่ หญิงสาวบ่นพึมพำในใจ ขอทานข้างถนนมีตั้งมาก ไม่เห็นนายพากลับมาสักคน นี่คงเป็นผลจากหลักจิตวิทยา ว่าด้วยความอยากเป็นฮีโร่ช่วยสาวงามอะไรสักอย่าง

“หนูชื่อเหวินจิ้ง” เด็กสาวมองฟางจูหยุน ได้กลิ่นหอมของกับข้าวในครัว เอ่ยอย่างขลาดกลัว “พี่เย่เป็นคนดี พี่สาว พี่ชื่ออะไร เป็นแฟนพี่เย่ใช่ไหม”

ฟางจูหยุนฟังแล้วรู้สึกดีกับเด็กสาวคนนี้ขึ้นมากโข นึกชมว่าสายตาเธอมีแววกว่าเย่เฟิงอีก ริมฝีปากผุดพรายเป็นรอยยิ้ม แต่กลับบอกว่า

“เธออย่าไปฟังเขาพูดมั่วซั่ว ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน”

เย่เฟิงทีแรกคิดจะบอกว่า ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่คำพูดมาถึงริมฝีปาก กลับรู้สึกว่าถ้ายิ่งแก้ตัวจะยิ่งมีพิรุธ เหมือนวาดยุงลงไปบนภาพทิวทัศน์หมึกดำ ผิดที่ผิดทางเป็นที่สุด

เหวินจิ้งกลับฉลาดหลักแหลม มองฟางจูหยุนพลางเอ่ยว่า

“พี่สาวสวยขนาดนี้ หากบอกว่าไม่มีแฟน ใครจะไปเชื่อคะ พี่เย่ พี่...”

ชัดเจน... เธอมั่นใจว่าเย่เฟิงกับพี่จูหยุนคนนี้ต้องค่อนข้างสนิทกัน จะได้อยู่ที่นี่ต่อหรือไม่ พี่จูหยุนเป็นกุญแจดอกสำคัญ

“เอาล่ะ เอาล่ะ” เย่เฟิงรีบตัดบท “จูหยุน ข้าวเสร็จหรือยัง”

ผู้หญิงมีสัญชาตญาณอยากเป็นแม่สื่อตั้งแต่เกิด เย่เฟิงกลัวว่าหากไม่ตัดบท เหวินจิ้งต้องปรารถนาดี สวมบทเป็นเฒ่าพระจันทร์ ( เชิงอรรถ – เทพแห่งความรักของจีน ) ฝืนจับฉางเอ๋อกับซุนหงอคงมาผูกชะตาเข้าด้วยกันแน่

“เสร็จตั้งนานแล้ว” ฟางจูหยุนอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ครู่เดียวก็ยกกับข้าวมาวางบนโต๊ะ แต่เหวินจิ้งเมื่อลงมือกินกลับไม่เรียบร้อยสมชื่อแม้แต่น้อย แค่ข้าวก็กินเข้าไปสามชามใหญ่ๆ แล้ว

ฟางจูหยุนเห็นแล้วหัวเราะ เดิมคิดจะคะยั้นคะยอให้เย่เฟิงกินมากหน่อย แต่ตอนนี้คงไม่ต้องแล้ว

“เหวินจิ้ง ค่อยๆ กินก็ได้ ถ้าไม่พอ ฉันยังมีขนมปัง”

แค่ช่วงสั้นๆ เหวินจิ้งก็คลุกคลีตีโมงกับฟางจูหยุนจนสนิทสนม อาจบางทีเธอไม่ตั้งใจ หรืออาจบางทีเธอมีแผนในใจ แต่คนตัวเล็กบอบบางอย่างเธอ คิดจะอยู่เมือง S ต่อไป ย่อมต้องรู้จักวางแผนบ้าง

“กับข้าวที่พี่จูหยุนทำอร่อยจริงๆ”

“หากเธอชอบ พี่ทำให้พวกเธอกินทุกวันยังได้” ในที่สุดฟางจูหยุนก็เติมคำว่าพวกเธอลงไป สายลมเริ่มเปลี่ยนทิศ หันไปมองทางเย่เฟิง

ว่าไปแล้วบรรยากาศค่อนข้างสวยงามทีเดียว ฝั่งตรงข้ามนั่งไว้ด้วยหญิงสาวงดงามหนึ่งคนครึ่ง เหวินจิ้งคือครึ่งคนที่ว่า แต่เย่เฟิงไม่เงยหน้าด้วยซ้ำ คล้ายว่าชามข้าวยังน่าดูกว่าพวกเธออีก

“จริงเหรอ หนู... หนูอยู่ที่นี่สักหลายวันได้เหรอ” เหวินจิ้งชะงักตะเกียบ มองฟางจูหยุนอย่างดีอกดีใจ

“ไม่ได้ พรุ่งนี้เธอต้องกลับบ้าน ถ้าเธอไม่มีเงินค่ารถ ฉันจะช่วยซื้อ” ในที่สุดเย่เฟิงก็เงยหน้า สั่นศีรษะบอก “ที่นี่คนเยอะไปแล้ว”

ฟางจูหยุนอึ้งไป ไม่รู้ทำไมเย่เฟิงเย็นชากับเหวินจิ้งขนาดนี้ เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นบ้าง แต่เด็กคนนี้เย่เฟิงพากลับมา ตัวเองจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการ ฝืนรั้งเด็กสาวไว้ก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่นอกจากชื่อเหวินจิ้งสองคำแล้ว เธอไม่รู้จักอะไรเด็กคนนี้เลย

เหวินจิ้งก้มหน้าลง ยกชามข้าวขึ้นเงียบๆ สีหน้าดีอกดีใจเมื่อครู่หายหมดไม่เหลือ ฟางจูหยุนสายตาคมกล้า เห็นน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา หล่นลงไปในชามข้าว แต่ถูกเหวินจิ้งกินเข้าไปเงียบๆ

บรรยากาศโต๊ะกินข้าวเย็นเยียบ รอจนคนทั้งสามกินข้าวเสร็จ เหวินจิ้งก็ชิงเก็บชามข้าวตะเกียบ เดินเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว แต่คราบน้ำตาบนใบหน้ายังทำให้ฟางจูหยุนรู้สึกเวทนา

“ฉันเก็บเอง เธอเป็นแขก จะให้ล้างจานได้ยังไง” ฟางจูหยุนลุกขึ้น

“หนูตอบแทนอะไรพวกพี่ไม่ได้” เสียงเจือสะอื้นของเหวินจิ้งชวนเศร้าใจยิ่งนัก “กินข้าวไปมื้อหนึ่ง ยังไงก็ต้องทำงานอะไรบ้าง พี่จูหยุน พี่ให้หนูทำอะไรบ้างเถอะ”

เด็กสาวมองฟางจูหยุนน้ำตาคลอ เหมือนที่ถืออยู่ในมือไม่ใช่ชามข้าว แต่เป็นห่อระเบิด ส่วนตัวเธอคือมือระเบิดพลีชีพที่กำลังจะฆ่าตัวตาย

ฟางจูหยุนอึ้งไปครู่หนึ่ง

“ก็ได้”

รอจนเหวินจิ้งเดินก้มหน้าเข้าครัวไปแล้ว จึงหันกลับมามองเย่เฟิง

“วันนี้เหวินจิ้งกับฉันจะนอนด้วยกัน นายไม่ต้องนอนโซฟาห้องรับแขกหรอก ไม่ค่อยสะดวก”

เย่เฟิงแค่พยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องตัวเอง คล้ายค่ากับข้าวที่เขาจ่าย รวมค่าคนใช้เข้าไปแล้วด้วย

แต่ฟางจูหยุนไม่ถือสา ผู้ชาย... คุณไม่ต้องไปหวังให้เขาทำงานบ้าน ความคิดของเขาควรจดจ่ออยู่กับหน้าที่การงาน เพราะคิดอย่างนี้ หญิงสาวจึงเข้าครัว เหวินจิ้งได้ยินเสียงฝีเท้า ก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ น้ำตาไหลพรูราวไข่มุกขาดจากสาย

เย่เฟิงยังคงคิดว่าตัวเองทำถูกแล้ว ที่ไหนบ้างไม่มีคนไม่ดี เมื่อเหวินจิ้งเป็นแค่เด็กสาว ไม่มีญาติไม่มีบ้าน ไม่ว่าใครก็ตาม ทำได้แค่ดูแลเธอชั่วคราวเท่านั้น ไม่อาจดูแลเธอไปตลอดชีวิต เธอมีแต่ต้องกลับบ้าน ถึงจะทำให้คนรอบข้างวางใจได้มากที่สุด

แต่เขานอนบนเตียง หลับตาลง หูกลับไม่ได้ปิดด้วย คลับคล้ายจะได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังมาจากในครัว ชายหนุ่มอดขมวดคิ้วไม่ได้ ทีแรกนึกว่าน้ำตาผู้หญิงเหมือนฝน เอาแน่ไม่ได้ว่าจะมาเมื่อไหร่ ใครก็คำนวณไม่ถูกว่าจะหยุดตอนไหน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าชั่วเวลาแค่เดี๋ยวเดียว ฝนพรำๆ จะกลายเป็นฝนห่าใหญ่ จากฝนห่าใหญ่กลายเป็นพายุ ร้องไห้จนเหมือนกะให้ฟ้าสะท้านดินสะเทือน ผ่านไปอีกครู่ เสียงเคาะประตูก็ดัง ฟางจูหยุนผลักประตูเปิดเข้ามา

“เย่เฟิง เราต้องช่วยเธอ” ฟางจูหยุนเอ่ยอย่างหนักแน่น ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

เห็นเย่เฟิงที่นอนอยู่บนเตียงไม่ลืมตาด้วยซ้ำ ฟางจูหยุนก็แสดงความไม่พอใจอย่างที่น้อยครั้งจะพบเห็น

“เย่เฟิง ฉันรู้ว่านายเป็นคนดี แต่ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระต้องส่งให้ถึงชมพูทวีป แม้นายจะหวังดี แต่ถ้าไม่ทันไต่ถามให้ชัดเจนก็ส่งเธอกลับไป เดี๋ยวเธอก็ออกมาอีก เธอมีพี่ชายที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย แถมยังมีน้องชายที่ยังไม่ประสีประสา”

เย่เฟิงถอนหายใจ ในที่สุดก็ลืมตาขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมบางครอบครัวยิ่งยากจนยิ่งมีลูกมาก ยิ่งมีลูกมาก็ยิ่งยากจนเข้าไปอีก ที่นี่ไม่ใช่สังคมทุนนิยม ที่มีลูกแล้วจะได้รับสวัสดิการชดเชย

“คุณเชื่อที่เธอพูดหรือ”

“ทำไมจะไม่เชื่อ” ฟางจูหยุนโยนกระดาษแผ่นหนึ่งใส่หน้าเย่เฟิง “นี่เป็นใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยของเหวินจิ้ง!”

ตอนนี้เย่เฟิงถึงได้ลุกขึ้นนั่ง กวาดตาแวบหนึ่งก็ส่งคืนให้ฟางจูหยุน “ผมเรียนจบแค่มัธยม ไม่เคยเห็นของเล่นพวกนี้”

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เย่เฟิงเคยได้ยินชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้มา เป็นสถาบันการศึกษามีชื่อเสียงโด่งดังทางภาคเหนือ

ฟางจูหยุนโมโหจนแทบลมจับ

“เย่เฟิง นายรู้ไหม เหวินจิ้งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ทางบ้านไม่มีเงินส่ง ที่จริงบ้านเธอทำการเกษตร พ่อแม่อาศัยที่ทำกินแค่หยิบมือ แค่กินยังไม่พออิ่ม เสื้อผ้าก็ไม่พออุ่น เธอทนเห็นพอ่แม่ลำบากไม่ได้ ถึงมาเมือง S หวังทำงานหาเงิน ช่วยส่งพี่ชายเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่จะได้เหนื่อยน้อยลง”

พูดถึงตรงนี้ ขอบตาหญิงสาวก็แดงเรื่อ หวังอย่างยิ่งว่าเย่เฟิงจะบอกว่าน่าสงสาร เออออไปกับเธอ

แต่เย่เฟิงแค่ล้มตัวนอนอีกรอบ เอ่ยราบเรียบ “คุณรู้หรือเปล่าว่าคนจีนที่เป็นอย่างเธอมีกี่คน ขอโทษด้วย ความสามารถผมมีจำกัด ต่อให้อยากช่วยก็ช่วยไม่ไหว!”

“เย่เฟิง นายทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ!” ในที่สุดฟางจูหยุนก็ทนไม่ไหว กระชากประตูเปิด เดินดุ่มออกไป

แต่หลังจากออกมาแล้ว ฟางจูหยุนก็เริ่มสำนึกเสียใจ เมื่อครู่เธอออกจะไร้เหตุผลเกินไป เย่เฟิงเองก็เพิ่งลำบากลำบนหางานได้ และไม่ใช่เขาไม่ช่วย แต่ชายหนุ่มไม่ใช่เทพเซียนผู้วิเศษ ความสามารถมีจำกัด ถ้าให้เขาช่วยเหวินจิ้งหางานอีก ออกจะกดดันเขาไปแล้ว

แต่สาเหตหลักๆ ที่เธอโกรธ กลับเป็นกิริยาของเย่เฟิงมากกว่า แต่ไหนแต่ไรก็ทำท่าซังกะตาย ไม่มีความทะเยอทะยานอย่างที่คนหนุ่มควรมีแม้แต่ครึ่งส่วน กลับไปคล้ายคนแก่อายุเจ็ดแปดสิบที่ไม่สนใจอะไรกับชีวิตเลย เหมือนความหวังหนึ่งเดียวที่เขามีชีวิตอยู่ คือรอความตาย

เพิ่งออกจากประตูมาก็เห็นเหวินจิ้งมองมาทางตัวเอง ท่าทางน่าสงสาร เอ่ยอย่างหวาดกลัว

“พี่เย่ไม่ยอมให้หนูอยู่ที่นี่ใช่ไหม”

ฟางจูหยุนโบกมือ

“ห้องนี้ไม่ใช่ของเขา เขาไม่ยอมแล้วทำอะไรได้ เหวินจิ้ง เธอไม่ต้องห่วง ขอแค่ฉันไม่เอ่ยปาก ใครก็ไล่เธอไปไม่ได้”

เห็นเหวินจิ้งมองตนเองเหมือนมองพระผู้ไถ่ ฟางจูหยุนก็รู้สึกประสบความสำเร็จขึ้นมาบ้าง แต่พอนั่งลง จึงพบว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด

ฟางจูหยุนทำงานเก่ง แต่แม้ผลงานจะโดดเด่น เธอก็ยังไม่มีอำนาจแท้จริงอะไรในบริษัท ยิ่งไม่มีอำนาจโยกย้ายรับคนเข้าทำงาน ไคฮวงเจ่อเป็นบริษัทที่มีกฎระเบียบค่อนข้างมาก ต่อให้เป็นพนักงานทั่วไป ก็มีธรรมเนียมว่าอย่างน้อยต้องเรียนจบวิชาชีพขั้นสูง เพราะเมือง S มีนักศึกษาจบใหม่หลั่งไหลเข้ามาราวกับตั๊กแตนในฤดูร้อน หากมีอิฐก้อนหนึ่งตกมาโดนคนสิบคน อย่างน้อยต้องมีครึ่งหนึ่งที่จบปริญญาตรี

แต่เหวินจิ้งมีแค่ใบประกาศจบมัธยมปลาย หรือหากจะพูดให้ถูก แม้แต่ใบรับรองการจบมัธยมของเธอก็ถูกขโมย ดีที่เธอพกบัตรประชาชนติดตัว ไม่งั้นต้องวุ่นวายกว่านี้แน่

ถึงกระนั้นฟางจูหยุนก็ยังขมวดคิ้วนิ่วหน้า ไม่รู้ควรจัดการอย่างไร เหวินจิ้งนั่งอย่างเรียบร้อยข้างกายเธอ เบิกตากลมกว้างจ้องคอมพิวเตอร์ตาไม่กระพริบ

“เธอไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์เหรอ” ฟางจูหยุนโพล่งถาม

เหวินจิ้งพยักหน้าอย่างขัดเขิน

“โรงเรียนเราไม่มีวิชานี้ค่ะ ส่วนที่บ้านแม้แต่ทีวียังเป็นแบบขาวดำเลย จะซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้ไหวได้ยังไง หนูเคยเห็นเพื่อนๆ ใช้ที่บ้านเขา แต่พวกเขาไม่ยอมให้หนูใช้ด้วย”

ฟางจูหยุนพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง เธอนึกว่าตัวเองจนแล้ว แต่ถ้าเทียบกับเหวินจิ้ง เธอคงเป็นเศรษฐี เสียดายที่ไม่รู้จริงๆ ว่าในเมืองนี้ หากใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น จะทำงานอะไรได้บ้าง

แน่นอนว่ามีงานอีกมาก เช่น ยาม พนักงานต้อนรับ พนักงานเปิดประตู ภารโรง พวกนี้ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ แต่สังคมของฟางจูหยุนไม่เอื้อต่อการหางานที่ดูง่ายดายอย่างนั้นได้

หญิงสาวเปิดเว็บไซต์ต่างๆ อย่างเหนื่อยหน่าย รู้ว่าโฆษณางานในอินเตอร์เน็ตนั้นมีสองประเภท ประเภทแรกเป็นแบบทั่วไป แต่แบบทั่วไปนั้นลงแค่พอเป็นพิธี หวังอะไรไม่ได้ ส่วนประเภทที่สองคือพวกหลอกลวง พวกนี้คือกับดักอันมโหฬาร อย่าได้เชื่อเรื่องที่ดูอัศจรรย์อย่างแบบอยู่ดีๆ มีพายตกจากฟ้าเป็นอันขาด บางครั้งคุณอาจดีใจได้เจองานที่เหมาะสมกับคุณอย่างที่สุด แถมยังจ่ายหนัก เงินเดือนเหยียบหมื่น แต่หลังจากคุณจ่ายเงินมัดจำไปหลายร้อยหยวนแล้ว จึงพบว่าแรงกายแรงใจที่ทุ่มไป สุดท้ายกลายเป็นเรื่องโกหกฉากหนึ่ง

ฟางจูหยุนถอนหายใจ พลันรู้สึกว่าการตัดสินใจของเย่เฟิง ยังไงก็มีเหตุผลอยู่บ้าง

“พี่ฟาง” เหวินจิ้งแม้ได้เรียนไม่สูง แต่ก็รู้ความลำบากใจของฟางจูหยุนดี “หนู...” เธอคิดจะเอ่ยคำพูดปลอบใจ แต่คิดดูแล้ว ไม่ว่าพูดอะไร ล้วนแต่ทำให้คนอื่นลำบากมากขึ้น อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ ก้มหน้าลง น้ำตาไหลออกมาอีกรอบ

เย่เฟิงอยู่ด้านนอกเคาะประตูห้อง

“จูหยุน ไม่ได้จริงๆ...”

“ไม่” ฟางจูหยุนส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว เห็นท่าทางเกียจคร้านของเย่เฟิงแล้ว ยิ่งตัดสินใจต้องช่วยเหวินจิ้งให้ได้ ไม่มีใครอับจนสิ้นหนทาง ขึ้นอยู่กับว่าคุณพยายามแล้วหรือไม่

เย่เฟิงส่ายหน้า เดิมคิดจะพูดอะไร แต่แล้วก็กลับไปนอนอย่างจนปัญญา

วันที่สองตอนที่ตื่นเช้ามาแล้วเห็นเหวินจิ้ง เขาก็อึ้งไป ตั้งแต่หัวจรดเท้าของเด็กสาวล้วนเปลี่ยนใหม่ แต่งเนื้อแต่งตัวมากขึ้น แม้สีหน้าจะยังซูบเซียวอย่างคนสุขภาพไม่ดี แต่ไม่ว่าดูอย่างไร ก็ถือว่าไปวัดไปวาได้

เขารู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเงินของฟางจูหยุน เย่เฟิงก็ได้แต่บอกว่าเธอเป็นคนดี แต่สมัยนี้ คนดีไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีแต่อย่างใด

ฟางจูหยุนกลับภูมิอกภูมิใจอย่างยิ่ง แต่ยังไม่ลืมเตรียมอาหารเช้าให้เย่เฟิง จากนั้นก็ลากเหวินจิ้งออกจากไปข้างนอก

เย่เฟิงนั้นแม้ยึดหลักค่อยๆ กินไม่รีบร้อน แต่กินข้าวเช้าเสร็จ แต่งตัวอีกนิดหน่อย ตอนที่ไปถึงบริษัทถึงกับยังไม่สาย

หวังจวินเฉินกับอู๋หงพากันตะลึงมอง วันนี้พวกเขาพนันกันว่าเย่เฟิงจะสายขนาดไหน อู๋หงบอกว่า ชายหนุ่มต้องมาตอนสิบเอ็ดโมงเพื่อกินข้าวกลางวัน หวังจวินเฉินยิ่งแล้วใหญ่ บอกว่าช่วงเช้าเย่เฟิงคงไม่มาเลย แต่ผลคือเดาผิดทั้งคู่ ดังนั้นทั้งคู่จึงเข้าใจว่าวันนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางตะวันตกแน่นอน

แต่การคาดเดาเปะปะนั้นกลับถูกอยู่ข้อหนึ่ง คือถ้าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกจริง เย่เฟิงจะตื่นได้เช้าขึ้น เพราะหน้าต่างห้องเขาหันไปทางทิศตะวันตก

เย่เฟิงเองก็สมใจ ในที่สุดก็มาเช้ากว่ายายผู้หญิงแกร่งไม่รักชีวิตนั่นหนึ่งครั้ง แต่เพิ่งนึงถึงตรงนี้ สวี่ซูถิงก็เดินเข้ามา ตรงดิ่งหาเย่เฟิงโดยไม่สนใจสายตาเปี่ยมความร้อนแรงแทบไหม้เป็นจุณของเสิ่นหยาง แถมยังเอ่ยประโยคที่ทำให้เสิ่นหยางแทบกระอักเลือดตาย

“เย่เฟิง วันนี้ไปต้าสือชงกับฉัน”

เย่เฟิงอึ้ง มองคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแวบหนึ่ง ในใจนั้นแอบคิด ดูท่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะว่างกว่าฉันอีก พรุ่งนี้เถอะ... พรุ่งนี้เมื่อมาถึง อันดับแรกฉันที่จะทำคือเปิดคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่นั่งนึกว่าจะทำอะไรดี

เสิ่นหยางที่อยู่ด้านข้างผุดลุกขึ้น

“ผู้จัดการสวี่ ตึกฉางเซิงเปิดให้ยื่นซองประมูลงานติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในอาคาร ผมเตรียมแผนงานไว้แล้ว คุณจะดูหน่อยไหม”

“วางไว้บนโต๊ะฉัน ฉันกลับมาแล้วค่อยดู” สวี่ซูถิงลังเลเล็กน้อย ก่อนบอก “เย่เฟิง ไปเถอะ”

เสิ่นหยางมองตามหลังทั้งคู่ สีหน้าบึ้งตึง แค่นเสียงหนักๆ ครั้งหนึ่ง พอเห็นพนักงานทั่วไปสองคนมองตัวเองกันหน้าสลอน ก็เอ่ยอย่างไม่พอใจ “มองอะไร ยังไม่ไปทำงานอีก”

ส่วนเย่เฟิงที่กำลังเดินเคียงข้างสวี่ซูถิงก็คิดในใจ ตำแหน่งที่ผมทำไม่น่าใช่พนักงานทั่วไป แต่เป็นบอดี้การ์ดของผู้จัดการสวี่มากกว่า ไม่งั้นทำไมวันๆ ต้องติดตามอยู่ข้างตัวคุณตลอดด้วย

สวี่ซูถิงไม่สนใจความคิดเย่เฟิง พอเข้าไปนั่งในแท็กซี่ได้ก็มองเย่เฟิงผ่านกระจกมองหลัง ถามขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เย่เฟิง คุณมีแฟนหรือเปล่า”

เย่เฟิงสะดุ้ง เข้าใจว่าผู้จัดการสวี่ก็เหมือนเหวินจิ้ง อยากจะเอาดีด้านการเป็นแม่สื่อ ซึ่งที่จริงก็ค่อนข้างเป็นงานที่มีอนาคต เขาจึงไม่สนใจเสียงกระซิบของเทวดาประจำตัว โกหกไปว่า

“ผม... ผมมีแล้ว” แต่พูดแล้วก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนเพิ่งบอกว่าตัวเองท้อง เด็กอายุสิบเดือนแล้ว คนฟังอาจเข้าใจผิดได้ จึงเสริมว่า “ผมมีแฟนที่เป็นผู้หญิงแล้ว”

สวี่ซูถิงคล้ายคลายใจลง

“งั้นก็ดี”

เย่เฟิงไม่เข้าใจ

“ทำงานที่บริษัทเราต้องมีแฟนด้วยเหรอครับ”

เคยได้ยินแต่ว่าในเมือง S นั้น เวลาผู้หญิงสมัครงาน จะมีแฟนไม่ได้ แต่นึกไม่ถึงว่าผู้จัดการสวี่สร้างสรรค์ยิ่งกว่า กำหนดให้พนักงานชายต้องมีแฟนสาวด้วย!

สวี่ซูถิงมองเขาแล้วหัวเราะ

“เปล่าหรอก ฉันแค่ถามไปอย่างนั้น”

ทั้งคู่เงียบไป ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก

แต่เย่เฟิงก็อยู่ได้อย่างสบายใจ รู้สึกว่าไม่ต้องพูดกลับจะสบายกว่า สวี่ซูถิงเสียอีกที่ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถามอีกว่า

“ฉันขอให้คุณช่วยอะไรสักอย่างได้ไหม”

“ก็... ผู้จัดการสวี่ คุณเป็นผู้จัดการใหญ่ คุณพูดอะไรพวกเราพนักงานทั่วไปไม่ฟังได้เหรอ” เย่เฟิงตะกุกตะกัก แทบเอาทะเบียนสมรสมาจด ยืนยันความจงรักภักดีต่อผู้จัดการให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

“นี่เป็นเรื่องส่วนตัว คุณจะปฏิเสธก็ได้” สวี่ซูถิงกระแอมเสียงแห้งๆ ท่าทางไม่แน่ใจ

เย่เฟิงจึงลังเลขึ้นมาบ้าง แต่ยังคงเอ่ยช้าๆ

“ถ้าช่วยได้ผมต้องช่วยอยู่แล้ว ถ้าช่วยไม่ได้ ก็คือความสามารถมีจำกัด ผู้จัดการสวี่อย่าถือสา”

“คืออย่างนี้” สวี่ซูถิงเห็นแล้วว่าถ้าอ้อมค้อมต่อไป ตัวเองต้องยิ่งยุ่งยากวุ่นวายไม่ต้องสงสัย ได้แต่เปิดประเด็นตรงๆ “เย่เฟิง ฉันรู้ว่าคุณมีแฟนแล้ว ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด แม่ฉันอยากแนะนำผู้ชายดีๆ ให้ ฉันเองก็ไม่อยากให้แม่ผิดหวัง เลยบอกไปว่าฉันมีแฟนอยู่แล้ว วันศุกร์จะพาไปแนะนำให้แม่รู้จัก”

“อ้อ” เย่เฟิงยังไม่ค่อยเข้าใจ

“แต่ความจริงฉันยังไม่มีแฟน เลยอยากจะให้ค่ำวันศุกร์นี้ คุณช่วยขอตัวจากแฟนสักครึ่งวัน แค่ค่ำวันเดียว ประมาณสามชั่วโมงเท่านั้น ไปพบแม่กับฉันหน่อย” สวี่ซูถิงเห็นสีหน้าเย่เฟิงแล้ว ได้แต่เสริมอีกว่า “ฉันคิดค่าทำงานล่วงเวลาให้คุณก็ได้”

“หา” เย่เฟิงอึ้งไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็พยักหน้า “ไม่มีปัญหา แต่ผู้จัดการสวี่ ผมเองก็มีเรื่องส่วนตัวจะขอร้อง ไม่ทราบคุณช่วยได้ไหม”

หนังสือแนะนำ