บทที่ 7 เฉินซื่อเหม่ยกับฉินเซียงเหลียน

เย่เฟิงรำคาญผู้หญิงร้องไห้มาก ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักรักถนอมหญิงสาวและสิ่งงดงาม แต่เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจัดการยังไง หากเขาเป็นหนุ่มเจ้าสำอางอย่างถังป๋อหู่ ( เชิงอรรถ – บัณฑิตสมัยราชวงศ์หมิง ) มีทักษะเอาใจสาวน้อย คงไม่กลัวลานขนาดนี้

คนกลุ่มหนึ่งมองมาทางเขาด้วยสายตาดูหมิ่นเหยียดหยาม เย่เฟิงจึงรับถุงใบใหญ่มาถือก่อน บรรเทาความไม่พอใจของคนรอบข้าง คำกล่าว ‘ข่าวลือสามส่วนลวง เห็นกับตาไม่แน่จะเป็นจริง’ ว่าไว้ไม่ผิด ตอนนี้เย่เฟิงแม้มีคุณธรรม ทำถูกต้องไม่ละอายแก่ใจ แต่สายตาคนรอบข้างที่มองมาทิ่มแทงเย็นชา สถานการณ์ตอนนี้ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือเด็กหญิงน้ำตาพรั่งพรูราวมุกขาดจากสาย เหมือนเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สาวชาวบ้านฉินเซียงเหลียน ( เชิงอรรถ - ตัวละครในอุปรากรจีน เป็นภรรยาเฉินซื่อเหม่ย เมื่อเฉินซื่อเหม่ยสอบเข้ารับราชการและได้เป็นราชบุตรเขย ฉินเซียงเหลียนกับลูกก็ถูกทอดทิ้ง ต้องเดินทางมาขอความเป็นธรรมกับเปาบุ้นจิ้น ) หอบลูกเดินทางเป็นพันลี้มาหาราชบุตรเขยเฉินซื่อเหม่ย แต่ถูกกีดกันไว้แค่หน้าประตูกลับมาฉายซ้ำ

คนทั้งหลายเห็นเย่เฟิงกลับจากร้ายกลายเป็นดี ช่วยเด็กหญิงถือของกินถุงใหญ่ ก็พากันคลายใจลง แม้เฉินซื่อเหม่ยจะถูกเปาหน้าดำประหารไปแล้ว ชาวบ้านไม่อาจเห็นฉินเซียงเหลียนมีความสุขสมบูรณ์ได้ แต่ภาพตรงหน้ายังคล้ายฉากรักโรแมนติกละครอยู่บ้าง

เพียงแต่พระเอกของพวกเราไม่ได้มีความเจ้าสำอางสง่างามอะไรเลย ไม่ทราบนางเอกคนงามมาตามเขาน้ำตาร่วงผล็อยๆ ได้อย่างไร แต่ชาวบ้านก็เริ่มสลายตัว บางคนก็สะทกสะท้อนใจ ยุคนี้วุ่นวายเหลือเกิน จิตใจคนแปรปรวน ขนาดอัปลักษณ์สารรูปดูไม่เอาไหนอย่างเจ้าหนุ่มนี่ยังมีเมียน้อยได้

“มีอะไร” ในที่สุดเย่เฟิงก็เข้าใจ ปัญหายังไม่จบ แต่มันเพิ่งเริ่มต่างหาก

“ขอบคุณ” น้ำตาเด็กหญิงเหมือนเปิดก๊อก ไหลพรูไม่หยุดเสียที

เย่เฟิงแทบอยากไปหากุญแจปากตายมาไขก๊อกปิด แต่ล้วงกระเป๋าอยู่ครู่ใหญ่ กลับควานได้ทิชชู่มาห่อหนึ่ง เย่เฟิงมองทิชชู่นั่นอยู่นาน เกือบลืมส่งให้เด็กหญิง วินาทีนั้นเขาเกือบนึกว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแล้ว

เพราะที่จริงเขาไม่มีนิสัยพกทิชชู่ ที่ล้วงมือเข้ากระเป๋าเนื่องจากมือหนึ่งถือของหนัก อีกมือไม่รู้จะไปวางไว้ไหน ล้วงไปก็อธิษฐานไปว่า พระเจ้าครับ ขอวิธีทำให้เด็กผู้หญิงหยุดร้องไห้ทีเถอะ ผลคือเขาควานเจอทิชชู่จากกระเป๋า ทั้งที่ก่อนนี้ไม่เห็นจะมี

พระเจ้าครับ ที่จริงขอแบงค์สักหลายใบก็ไม่เลวครับ... เย่เฟิงส่งทิชชู่ให้เด็กสาวแล้วแอบอธิษฐานอีกรอบ ล้วงมือควานหาในกระเป๋า ซึ่งก็พบบางสิ่งจริงๆ แต่เห็นชัดว่าพระเจ้าองค์นี้เกลียดคนขี้โลภไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อดึงผ้าซับในของกระเป๋ากลับออกมา จึงเห็นรูขาดในกระเป๋าสองรู

เย่เฟิงยัดซับในกระเป๋าที่ขาดเป็นรูกลับลงไปอย่างกระอักกระอ่วน แม้พระเจ้าจะไม่ให้เงินมา แต่เด็กหญิงรับทิชชู่ไปเช็ดน้ำตา ในที่สุดก็ไม่ร้องไห้แล้ว

“ไม่ต้องเกรงใจ” เย่เฟิงเอ่ยหลังมองเด็กหญิงอยู่ครู่ใหญ่

“ขอบคุณที่ช่วยหนูจ่ายเงิน” ท่าเช็ดน้ำตาของเด็กหญิงน่าเวทนาราวใบหญ้าน้อยกลางสายลมฤดูหนาว แม้ไม่สดใสทรนงเช่นเดียวกับดอกเหมย แต่ก็น่าเวทนาสงสารจับใจ

“ไม่เป็นไร คนเรามีเวลาลำบากกันทั้งนั้น” เย่เฟิงบอก “กลับบ้านไปพักผ่อน นอนสักตื่น พรุ่งนี้ตื่นมา คิดเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกัน” เพราะถ้าเป็นเขา เขาก็ทำอย่างนี้

“หนูไม่มีบ้าน” เด็กหญิงสะอึกสะอื้นมองเย่เฟิง ที่จริงชายหนุ่มอธิษฐานขอพรจากพระเยซูตลอด แต่เด็กนี่กลับเห็นเขาเป็นเหมือนพระเยซูผู้ไถ่เสียเอง

“งั้นเธอ...” เย่เฟิงอ้ำอึ้ง “งั้นเธอคงกลับบ้านญาติใช่ไหม”

“หนูไม่มีญาติที่นี่” สายตาที่เด็กหญิงมองเย่เฟิงเหมือนมองญาติตัวเองไม่มีผิด “หนูจบมัธยมปลายแล้ว เตรียมเงินไว้ก้อนหนึ่ง จะมาทำงานที่เมือง S คิดไม่ถึงว่าพอลงจากรถไฟ ก็ถูกคนหลอกเอากระเป๋าเดินทางไป เหลือแค่กระเป๋าเงินใบเดียว แต่ตัวเงินส่วนใหญ่กับเอกสารทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าเดินทาง”

เย่เฟิงฟังแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย ที่จริงเรื่องแบบนี้เขาชินชามาก การปฏิวัติเปิดประเทศเป็นเรื่องดี แต่หลังจากเปิดประเทศเป็นต้นมา ทุกอย่างก็เปิดกว้างขึ้น คนงานหนุ่มสาวจำนวนมากวาดฝัน นึกว่าแผ่นดินเมือง S เป็นทองคำ พากันหลั่งไหลเข้ามาราวกับฝูงปลาในแม่น้ำ!

เพียงแต่ความฝันนั้นสวยงาม ความจริงกลับบัดซบ ที่ได้งานก็มาก ที่เร่ร่อนอยู่บนถนนก็ไม่น้อย อย่างเด็กหญิงคนนี้เป็นต้น ความจริงแค่ถูกขโมยเงินไป ถือเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก

เย่เฟิงคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็บอก

“ฉันจะส่งเธอกลับบ้าน”

“กลับบ้านหรือคะ” เด็กหญิงสงสัย “แต่หนูไม่มีบ้านที่นี่”

เย่เฟิงควักเงินออกมาหลายร้อย

“ไปเถอะ ไปสถานีรถไฟ ฉันให้เงินเธอซื้อตั๋ว เธอซื้อตั๋วรอบที่เร็วที่สุดกลับบ้านไป”

“หนูไม่กลับ!” เด็กหญิงร้อง เย่เฟิงไม่คิดว่าปฏิกิริยาตอบโต้ของเธอจะรุนแรงขนาดนี้ อาจบรรยายได้ว่าเธอตะโกนออกมาสุดเสียงทีเดียว

“ทำไมล่ะ” เย่เฟิงขมวดคิ้ว

เขาไม่เข้าใจจริงๆ เมือง S มีอะไรดี คนตั้งมากมายถึงตะกายอยากจะมา เขาเองมาที่นี่เพราะขึ้นรถผิดสาย แต่เด็กหญิงคนนี้คงใช้เส้นประสาทผิดเส้นถึงได้มาที่นี่ แถมมาถึงแล้วยังไม่อยากกลับอีกต่างหาก

เด็กหญิงยื่นมือกระชากถุงไปจากมือเขา เอ่ยเสียงสั่นสะท้าน

“หนูไม่อยากกลับไป”

หลังจากลนลานพูดจบ ก็หอบถุงของกินวิ่งเตลิดหนีไป ราวกับผู้มีพระคุณตรงหน้ากลายเป็นผู้ชายจอมชีกอ

เย่เฟิงเซ่อไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เห็นคนบนถนนพากันมองมาด้วยสายตาระแวงสงสัย จึงได้แต่แบมือออก อยากอธิบายเหมือนกัน แต่คนเหล่านั้นเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว เย่เฟิงหมุนตัว เพิ่งเห็นว่าสวี่ซูถิงมายืนข้างหลังตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังมองเขาด้วยสายตาประหลาดพิกล

หลายครั้งที่โลกเราไม่ได้แคบ แต่ชะตาชีวิตกลับคับแคบและชะตาชีวิตนี้เองเป็นตัวกำหนดให้คุณได้พบผู้คน... เย่เฟิงจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีใครคนหนึ่งพูดประโยคนี้กับเขา ชายหนุ่มสั่นศีรษะแรงๆ ส่งยิ้มให้สวี่ซูถิง

“ผู้จัดการสวี่”

สีหน้าสวี่ซูถิงผิดปกติเล็กน้อย รู้สึกเหมือนได้ชมละคร “ประหารราชบุตรเขย” เวอร์ชั่นปัจจุบัน

หญิงสาวอาศัยอยู่แถวนี้ ปกติมักกินข้าวกล่องกับอาหารสะดวกซื้อเป็นหลัก เพราะอยากใช้เวลาจัดการงานบริษัทมากกว่า แต่ตอนนี้ยอดเงินสามล้านโอนเข้ามาแล้ว เธอจึงเพิ่งรู้สึกเหนื่อย อยากให้รางวัลตัวเองสักครั้ง

วิธีการให้รางวัลชีวิตของเธอง่ายมาก คือไปเลือกวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน จากนั้นลงมือทำอาหารกินเอง ตอนหญิงสาวรับถุงอาหารมา พบว่าผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าคุ้นตาเหลือเกิน คุ้นมาก เหมือนจะเป็นเย่เฟิงที่เพิ่งแยกจากกัน กระทั่งเธอเดินเข้ามาดูใกล้ๆ จึงพบว่าเป็นเขาจริงๆ!

“หนูไม่อยากกลับไป” สวี่ซูถิงได้ยินแค่ประโยคสุดท้ายของเด็กสาว ก่อนเจ้าตัวจะวิ่งจากไป เธอยังเห็นหยาดน้ำวาววับในดวงตาคู่นั้น ใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง เป็นประกายวูบวาบราวผลึกแก้ว ตอนนี้เมฆหมอกแห่งความสงสัยในใจสวี่ซูถิงเริ่มกลายเป็นเหมือนเมฆฝนที่ขอบฟ้า รวมตัวกันไม่หยุดยั้ง ยิ่งมายิ่งหนาแน่น

ขณะเดียวกัน เย่เฟิงไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ที่จริงนี่ไม่ใช่เรื่องของเขาเลย เขาช่วยเด็กคนหนึ่งให้รอดจากการถูกยามซ้อม ควักกระเป๋าตัวเองซื้อของกินให้ ตอนนี้ยังเสนอจะซื้อตั๋วรถส่งเธอกลับบ้านด้วย แม้แต่ชื่อแซ่เด็กหญิงเขาก็ยังไม่ได้ถาม

แต่เด็กหญิงเตลิดหนีอย่างแตกตื่นราวเขาเป็นพวกค้ายา และที่เจอก็ไม่ใช่วีรบุรุษมีคุณธรรมอะไร แต่เป็นตำรวจมาตรวจค้นยาเสพติด ดังนั้นชายหนุ่มจึงรู้สึกเหมือนเพิ่งจูงคุณยายข้ามถนน ข้ามเสร็จยายกลับบอกว่า พ่อหนุ่ม ที่จริงบ้านฉันอยู่ฝั่งโน้นจ๊ะ!

เย่เฟิงพลันนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งขึ้นได้ ...เรื่องราวมากมายในชีวิต แม้ทุ่มเทเต็มที่ และสุดท้ายได้มาเพียงอากาศธาตุ สิ่งที่ได้ไม่คุ้มกับที่เสีย แต่อย่างไรก็ถือว่าทำเต็มที่แล้ว ย่อมไม่ละอายแก่ใจ...

แต่สวี่ซูถิงกลับคิดต่างโดยสิ้นเชิง คำว่า ‘ข่าวลือสามส่วนลวง เห็นกับตาไม่แน่จะเป็นจริง’ นั้นหญิงสาวเคยได้ยินมา แต่เธอยังคงปักใจเชื่อวิจารณญาณตัวเอง!

ก่อนอื่นมีเรื่องหนึ่งที่แน่ใจได้ คือเย่เฟิงรู้จักเด็กสาวคนนั้น ไม่งั้นตอนเด็กสาวดึงของไปจากมือเขา ทำไมเขาไม่ขัดขืน แต่เรื่องที่สองยังน่าสงสัยอยู่ คือคำพูดประโยคสุดท้ายของเด็กสาว ซึ่งนับว่าแฝงความหมายได้เป็นพันเป็นหมื่นทีเดียว!

‘หนูไม่อยากกลับไป!’

แต่มนุษย์เราลงปักใจเชื่อไปแล้ว ก็จะเชื่ออยู่อย่างนั้นโดยไม่ฟังเสียงค้าน ฉะนั้นแม้เย่เฟิงจะคิดว่าตัวเองยิ้มได้สดใสมาก แต่สวี่ซูถิงกลับเห็นว่าเขายิ้มได้จอมปลอมมาก เขารู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้นชัดๆ แต่เห็นเธอร้องไห้โฮบอกว่าไม่อยากกลับ ตอนวิ่งหนีไปยังมีคราบน้ำตา เย่เฟิงก็ยังยิ้มออกแถมไม่ไล่ตาม แต่กลับมาทักทายตน ฉะนั้นเรื่องนี้ชัดเจนแล้ว

และเพราะสวี่ซูถิงคิดอย่างนี้ ในสมองจึงมีภาพฉากละครแบบโบราณแต่เห็นกันบ่อยฉากหนึ่ง

 

พี่อาหนิว เข้าเมืองไปต้องขยันทำงาน”

น้องอาฮวา วางใจเถอะ พี่ต้องขยันหาเงิน กลับมาแต่งกับเธอ”

พี่อาหนิว พี่ต้องจำไว้ อย่าเด็ดดอกไม้ริมทาง”

ใจพี่มีเธอคนเดียว น้องอาฮวา วางใจเถอะ ต่อให้ท้องทะเลเหือดแห้งหินผาแตกสลาย พี่ก็ไม่เปลี่ยนใจจากเธอ”

 

มีคำพูดบางคำ ไม่ทราบเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กล่าวได้ดี คือไม่ว่าสิ่งของใดๆ ล้วนมีวันหมดอายุ ปลาซันมะหมดอายุได้ เนื้อกระป๋องหมดอายุได้ แม้แต่พลาสติกเก็บความสดของอาหารยังหมดอายุได้เลย น่าสงสัยนักว่าบนโลกใบนี้ อะไรบ้างที่ไม่มีวันหมดอายุ

ไม่มีสิ่งสามารถยืนยงตลอดไป ความรักเองก็มีวันหมด หากไม่เก็บถนอมให้เหมาะสม จะเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นพี่อาหนิว... หรือที่จริงควรเรียกว่าไอ้กร๊วกเย่เฟิง หลังมาถึงเมือง S เห็นโลกแห่งแสงสี ก็เริ่มต้นลืมตัว โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้คอมมิชชั่นสามแสนหกยิ่งแล้วใหญ่!

ดังนั้นเขาจึงจะส่งน้องอาฮวาที่เดินทางนับหมื่นลี้มาตามหากลับบ้านอย่างอำมหิต เห็นผู้หญิงร้องไห้ก็ไม่สะทกสะท้าน ตัวเองกลับอยู่ที่นี่หาความสุขให้ชีวิต

สวี่ซูถิงคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกข้อสันนิษฐานทั้งหมดสมเหตุสมผล ไม่ต้องการหลักฐานยืนยันเพิ่มเติม ต้องรอจนเย่เฟิงเรียกผู้จัดการสวี่อีกครั้งนั่นแหละ สติเธอถึงกลับคืนมา

“มีเรื่องอะไร”

เย่เฟิงพึมพำในใจ ...ผมจะไปมีเรื่องอะไรกับคุณได้

“ผู้จัดการสวี่ มาซื้อกับข้าวเองเหรอ”

สวี่ซูถิงยกถุงกับข้าวในมือขึ้นขวางไว้หน้าช่วงอกอย่างลืมตัว

“ฉันซื้อให้คนอื่น”

ถึงเย่เฟิงจะใจร้ายเหมือนราชบุตรเขยเฉินซื่อเหม่ย แต่ยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมงาน ชีวิตส่วนตัวของเขาก็เป็นเรื่องของเขา แม้เธอจะหักคะแนนความประทับใจเขาแบบกราวรูด แต่ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบต่องาน สวี่ซูถิงก็ยังบอกตัวเองว่า ช่างเขาเถอะ คนเราใครบ้างไม่มีข้อเสีย

แต่จิตใต้สำนึกเธอเริ่มอยากกันตัวเองออกห่างจากเย่เฟิงแล้ว ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เขาออกปากได้ว่าอยากชิมอาหารฝีมือเธอหรืออะไรทำนองนั้น เธอควรซ่อมบ้านก่อนฝนตก รีบถอนความหวังของเย่เฟิงทิ้งเสียตั้งแต่ยังเป็นแค่ต้นกล้า จึงบอกไปว่ามาซื้อกับข้าวให้คนอื่น

เย่เฟิงไม่รู้ว่าตอนนี้สวี่ซูถิงคิดอย่างไร แต่ได้ยิ้มถาม

“บ้านผู้จัดการสวี่อยู่แถวนี้หรือครับ”

“เปล่า” สวี่ซูถิงส่ายหน้า “แถวนี้เป็นบ้านญาติฉัน”

ทั้งคู่ไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อ เย่เฟิงจึงเอ่ยลาอย่างสุภาพ สวี่ซูถิงเห็นเขาเดินไปไกลจนลับตาแล้ว จึงวิ่งเข้าอาคารแห่งหนึ่ง เหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างระแวดระวังจนแน่ใจว่าเย่เฟิงไม่ได้สะกดรอยตามมาแบบพวกมาเฟียแล้ว จึงเข้าลิฟท์ กดปุ่มชั้นสิบเจ็ด

แต่เมื่อถึงประตูห้อง ล้วงกุญแจออกมาไข สวี่ซูถิงกลับชะงักไป เพราะประตูห้องไม่ได้ล็อก มีคนอยู่ข้างในแน่ เพราะเธอจำได้ชัดเจน วันนี้ตอนออกมาตนล็อกประตูเรียบร้อย

หรือจะมีขโมย...

สวี่ซูถิงผวาเล็กน้อย เริ่มสำนึกเสียใจที่ไม่ได้ชวนเย่เฟิงมากินข้าว ตนเองเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แม้มีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง แต่ไม่เคยมีประสบการณ์จับขโมยมาก่อน

หญิงสาวเปิดประตูโดยไร้สุ้มเสียง เห็นคนๆ หนึ่งหันหลังให้ตน เส้นผมเป็นสีเทา กำลังทำอะไรง่วนอยู่ แต่ไม่ใช่รื้อของ แค่จัดเก็บของ ทันใดนั้นหัวใจเธอเต้นอย่างรุนแรง ผลักประตูเปิด พุ่งเข้าไปหา

“แม่ แม่มาได้ยังไง”

เส้นผมของหญิงชราเป็นสีเทาแล้ว ใบหน้าค่อนข้างซีดขาว พอเห็นลูกสาวโถมเข้ามาในอ้อมอก ก็แย้มยิ้มอย่างปลาบปลื้ม

“ถิงถิง แม่คิดถึงลูกกับจวินอู่”

แม้ตอนทำงานจะเป็นหญิงแกร่ง แต่สวี่ซูถิงเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ ยังมีด้านที่อ่อนโยน เธอซบอยู่ในอ้อมอกแม่ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้เงยหน้าขึ้น

“แม่จะมาหนูไม่ห้าม แต่ทำไมไม่บอกก่อนคะ หนูจะได้ไปรับ แม่ร่างกายไม่แข็งแรง หากเกิดอะไรขึ้น หนูจะวางใจได้ยังไง”

“ลูกสาวแม่โตแล้ว” คุณนายสวี่ยิ้มเล็กน้อยมองดูเธอ “แต่แม่รู้ว่าลูกเองก็ยุ่งมาก ได้ยินจวินอู่บอกว่าหลายวันนี้ได้รับบิลใหญ่ ที่จริงก็เป็นเรื่องดี แต่วันๆ ต้องยุ่งจนนอนพักไม่เต็มที่ ได้พักแค่ไม่กี่ชั่วโมง แบบนี้ไม่ได้หรอก ถิงถิง แม่รู้ว่าลูกอยากทำงาน แต่ยังไงลูกก็เป็นผู้หญิง ลูกยังต้องแต่งงานนะ”

...

บนโต๊ะวางไว้ด้วยน้ำแกงไก่ที่ตุ๋นอย่างดี ไอความร้อนลอยเป็นสาย สวี่ซูถิงมองผ่านม่านควัน เห็นใบหน้าที่แก่ชราลงทุกวันของแม่ อดรู้สึกจมูกแสบร้อนไม่ได้

ตั้งแต่พ่อเสีย แม่ก็กลับไปอยู่บ้านเดิม แม้จะเป็นแม่เลี้ยง แต่ก็ห่วงตนยิ่งกว่าแม่แท้ๆ ครั้งนี้เพื่อตนแล้ว ยอมเดินทางไกลเป็นพันลี้มาหา เพียงเพื่อตุ๋นแกงไก่ให้ ความรักของแม่ช่างยิ่งใหญ่ ไม่มีวันต้องการสิ่งใดตอบแทน

นอกจากแกงไก่ สวี่ซูถิงยังทำกับข้าวอีกสี่จาน ทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติล้วนไม่มีที่ติ!

ปัจจุบันนี้หญิงสาวที่ทำกับข้าวเป็น ยังแปลกกว่าประโยคบอกเล่าว่าเมื่อวานฝนตกในหน้าร้อนอีก แต่สวี่ซูถิงเรียนการครัวแต่เล็ก แม้เป็นผู้จัดการใหญ่ แต่อาหารที่เธอทำ ยังรสชาติดีกว่าเชฟบางคนด้วยซ้ำ

กับข้าวสี่จานนั้นใช้ผักเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะเสื้อสัตว์ราคาแพง แต่เพราะคุณนายสวี่เป็นความดันสูง หากทานเนื้อ หรือต่อให้เป็นแค่ไข่ไก่ ก็จะเวียนหัว สวี่ซูถิงยิ่งคิดยิ่งเศร้าใจ คุณแม่ลำบากมาตลอดชีวิตไม่เคยได้อยู่อย่างสบายเลยสักวัน นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้แม้ฐานะจะดีขึ้น แต่แม่ยังวิ่งเต้นเป็นห่วงแทนลูกอยู่ร่ำไป

“แม่ ช่วงนี้แม่ไปตรวจสุขภาพตามกำหนดหรือเปล่า” สวี่ซูถิงคีบกับข้าวให้แม่ ปากก็ถามเรื่อยๆ

“ไปแล้วๆ ดูลูกสิ ขี้บ่นกว่าแม่อีก” คุณนายสวี่มองลูกสาวอย่างปราณี หลังทานกับข้าวไปหลายคำ ก็บอกว่า “ถิงถิง ฝีมือทำอาหารของลูกตอนนี้ไม่มีที่ติ ต่อให้เป็นแม่ บางครั้งก็อยากกินอาหารที่ลูกทำ”

“หากแม่ชอบกิน หนูจะทำให้ทุกวันเลย” สวี่ซูถิงหัวเราะ “ขอแค่แม่ไปหาหมอตามกำหนดก็พอ”

ทั้งคู่ทานอาหารเสร็จ คุณนายสวี่ก็ไม่รอให้ลูกสาวขยับ ตนเองชิงลงมือเก็บล้างชามตะเกียบอย่างเรียบร้อยรวดเร็ว รอจนเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนจนแห้งแล้ว จึงนั่งลงตรงหน้าสวี่ซูถิง

“ถิงถิง ที่จริงแม่มาครั้งนี้ เพราะมีเรื่องจะปรึกษากับลูก”

สวี่ซูถิงประหลาดใจเล็กน้อย

“เรื่องอะไรคะ ทำไมแม่จริงจังขนาดนี้”

“ลูกเป็นคนเก่งมาก” คุณนายสวี่กุมมือลูกสาว เอ่ยอย่างเวทนาว่า “พ่อของลูกเสียไปเร็ว ตัวแม่เองก็ไม่มีความสามารถอะไร”

นางไอออกมาสองครั้ง ใบหน้าที่เดิมซีดขาวซับสีแดงเรื่อ สวี่ซูถิงเริ่มกังวล

“แม่ แม่เพิ่งลงจากรถไฟ พักก่อนเถอะ มีเรื่องอะไร พรุ่งนี้ค่อยคุยก็ได้”

คุณนายสวี่ส่ายหน้า

“ไม่เป็นไร โรคเก่าของแม่ทั้งนั้น ร่างกายแม่ไม่แข็งแรงมาตลอด เห็นลูกรับช่วงโรงงานที่ใหญ่โตขนาดนั้นของพ่อ ถึงจะอยากช่วยก็ไม่มีแรง แม่เสียใจจริงๆ”

สวี่ซูถิงเองก็ซาบซึ้ง

“แม่ เรื่องมันผ่านไปแล้ว แถมตอนนี้บริษัทก็เข้าข่ายตั้งตัวได้แล้ว แม่พักรักษาตัวอยู่บ้านให้สบายใจ หนูรับรองกับแม่ได้ ว่าจะดูแลบริษัทของพ่อให้ดี รอจนจวินอู่โตอีกนิด คุมงานได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว หนูจะยกบริษัทให้เขา”

คุณนายสวี่ลนลานส่ายหน้า

“ถิงถิง แม่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น น้องชายลูกคนนี้ ลูกกับแม่รู้จักเขาดีกว่าใคร หากพูดเรื่องเครื่องยนต์กลไก อาจยังพอประสบความสำเร็จได้ แต่หากพูดถึงเรื่องบริหารบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ ยังไงก็ต้องมีลูก”

“งั้นความหมายของแม่คือ...” สวี่ซูถิงสงสัย

“ลูกโตแล้ว ยังไงก็ต้องแต่งงาน” คุณนายสวี่ถอนหายใจ “เพราะเรื่องบริษัทของพ่อของลูก หลายปีมานี้ ได้ยินจวินอู่บอกว่า ลูกไม่มีแฟนเลยสักคนหรือ”

สวี่ซูถิงในที่สุดก็เข้าใจความหมายของคุณนายสวี่ รู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้

“แม่คะ หนูยังอายุน้อย เรื่องนี้แม่ไม่ต้องห่วงก็ได้”

“แม่จะไม่ห่วงได้ยังไง” คุณนายสวี่พูดไปพูดมา น้ำตาก็ทำท่าจะไหล “ฟังลูกพูดเข้า หากตอนนี้ยังไม่รีบ พอผ่านไปอีกหลายปีคิดจะหาคนดีๆ สักคน นั่นก็ยากแล้ว”

“หาไม่ได้ หนูก็ไม่แต่งเท่านั้นเอง พูดก็พูดเถอะ หนูแย่ขนาดนั้นเลยหรือ” สวี่ซูถิงเอ่ยทีเล่นทีจริง

จังหวะนั้นเอง ในสมองของเธอมีภาพใบหน้าเย่เฟิงลอยขึ้นมา เสื้อผ้าทั้งเนื้อทั้งตัวเขาดูแย่สุดๆ เชิ้ตก็ซักจนปกกลายเป็นสีเหลือง รองเท้าหนังคุณภาพต่ำราคาไม่กี่สิบหยวน ใจก็คิดว่า หากสภาพอย่างเขายังโยกคลอนหัวใจของน้องอาฮวาได้ ตัวเธอเองก็ไม่น่าจะมีปัญหามากมายหรอกใช่ไหม

ด้านนอกมีเสียงฟ้าร้องคำราม พริบตาเดียวฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา น้ำฝนกระทบเข้ากับหน้าต่าง กลายเป็นรอยหยดน้ำรินไหลราวธารน้ำเล็กๆ สวี่ซูถิงเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย จำได้ว่าเคยมีคนๆ หนึ่งบอกตนว่า

‘ถิงถิง อีกสองปี ผมจะพาคุณไปดูทะเลที่แท้จริง ดีไหม’

เธอไม่ได้ยินคำพูดยาวเหยียดของแม่อีกแล้ว ไม่รู้ทำไม จมูกรู้สึกเห่อร้อน ต้องเชิดหน้าฝืนตัวเองกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เธอเคยสาบานแล้ว จะไม่ร้องไห้ให้กับผู้ชายคนนั้นอีก สองปีหรือ เวลาสองปีที่จริงสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง

แน่นอน รวมถึงความรักด้วย!

 

ฝนห่าใหญ่ในฤดูใบไม้ร่วงจะมากจะน้อยก็มีไอความเย็น ในสายตาของกวี นี่เป็นจังหวะอันดีที่อารมณ์ความคิดสร้างสรรค์จะฟุ้งเฟื่องถึงขีดสุด ในสายตาคนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ฝนฤดูใบไม้ร่วงกลับถ่วงจิตใจให้ห่วงพะวง ในสายตาของเกษตรกร จะอย่างไรก็ต้องมีทั้งกลัดกลุ้มทั้งยินดี แต่สุดท้ายสำหรับแรงงานเร่ร่อนข้างถนนแล้ว นี่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจกว่าเทศบาลเมืองเสียอีก

เพราะเทศบาลเมืองเหมือนเด็กสาวที่อย่างน้อยยังมีวันปลอดภัยไร้รอบเดือน มีกฎเกณฑ์คุยกันได้ แต่ฝนฤดูใบไม้ร่วงกลับเหมือนกินสลอดเข้าไป จะเข้าห้องน้ำกี่รอบไม่ได้มีกฎบอกไว้เลย

เด็กสาวคนหนึ่งหลบฝนตัวสั่นสะท้านอยู่ในศาลารับลมแห่งหนึ่งของสวนสาธารณะ รอบด้านสายลมเย็นพัดกรรโชก บางครั้งก็พัดเอาฝนหอบใหญ่เข้ามา สาดใส่ศีรษะใบหน้าของเธอ

เธอนอนอยู่ที่นี่มาสองคืนแล้ว เทียบกับเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ เมือง S ยังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือสวนสาธารณะส่วนใหญ่ไม่เก็บเงิน ที่นี่นอกจากพวกสวนสนุกแล้ว สวนที่มีทิวเขาเขียวแม่น้ำใสแบบนี้ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนจำนวนมาก

เด็กสาวนั้นตอนกลางวันไปตลาดสมัครงานที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อหางานทำ เพราะเห็นโฆษณาว่าไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วผ่านประตูราคาห้าหยวน ในสายตาคนจำนวนมาก เงินห้าหยวนเพียงซื้อขนมปังกินได้ก้อนเดียวเท่านั้น แต่สำหรับเธอแล้วสามารถใช้ไปได้สองวัน

ถ้ากระหายก็ดื่มน้ำที่เอามาเอง หิวก็ซื้อหมั่นโถวสองลูก เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะฝืนยืนหยัดไปเพื่ออะไร แต่เธอไม่อยากกลับบ้าน!

วันนี้ได้เจอคนใจดี ช่วยซื้อของกินให้เธอมากมาย เธอคำนวนแล้ว อย่างน้อยก็พอกินประทังไปได้หนึ่งอาทิตย์ แต่เด็กสาวคำนวนไปไม่ถึง ว่าอยู่ดีๆ จะมีฝนห่าใหญ่เทมาจากไหนไม่รู้ ต้องกอดข้าวของแนบอกไว้แน่น หากสถานที่ที่ฝนน้อยหน่อยซุกตัวเอาไว้

เสื้อผ้านั้นเปียกแล้วก็แห้งได้ แต่ของกินถ้าถูกน้ำจะขึ้นรา เด็กสาวในสายฝนหลับตาลง นึกถึงใบหน้ากระตือรือร้นของพ่อแม่ น้ำตาก็ปะปนกับสายฝนร่วงไหลลงมา ในใจกลับคิดว่า พรุ่งนี้จะโทรศัพท์หาพ่อแม่ บอกว่าตัวเองอยู่ที่นี่สบายดี ส่วนเรื่องงาน... ก็คงอีกไม่นาน

ไม่รู้ว่าซุกอยู่นานเท่าไหร่ พลันรู้สึกน้ำฝนที่สาดโดนตัวเองไม่มากมายเท่าเก่า เด็กสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น เข้าใจว่าฝนหยุดแล้ว

แต่ฝนยังไม่หยุด เพียงแต่มีร่มเพิ่มมาคันหนึ่ง มองไล่ตามตัวร่มไป เด็กสาวพลันรู้สึกเหมือนเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นกระจ่างฟ้า คนๆ นั้นสวมแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำ ท่าทางเซ่อๆ ทึ่มๆ แต่เธอรู้ ว่าเขาเป็นคนดีแน่นอน

“คุณ พี่ชาย” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบา “สวัสดีค่ะ”

“กลางคืนเธอนอนที่นี่เหรอ” เย่เฟิงขมวดคิ้ว มองฝนฤดูใบไม้ร่วงด้านนอก รู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง เห็นเด็กหญิงพยักหน้า ไม่ปฏิเสธอะไร ก็ได้แต่ถอนหายใจ “ไปกันเถอะ หากเธอไม่รังเกียจ ไปพักบ้านฉันสักคืน”

“จริงหรือเปล่า” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นทันที กับคำเชิญของคนแปลกหน้า เธอมักหวาดระแวงอยู่บ่อยครั้ง แต่กับคนตรงหน้า เธอมีแต่ความเชื่อใจ

เย่เฟิงขี้เกียจพูดมาก ยื่นมือไปรับของจากมือเด็กหญิงอีกรอบ

“ไปกันเถอะ”

“พี่ชาย พี่นี่เหมือนวีรบุรุษจริงๆ” เด็กหญิงเอ่ยอย่างจริงใจ

เย่เฟิงได้แต่ฝืนยิ้ม

“ฉันไม่ใช่วีรบุรุษ ฉันชื่อเย่เฟิง”

หนังสือแนะนำ