บทที่ 6 ลูกสาวผู้สืบทอดกิจการ

สังคมสมัยนี้ค่อนข้างซับซ้อนสับสน ที่จริงการเขียนโปรแกรมเป็นคนละอย่างกับการเรียนคอมพิวเตอร์ และคนเรียนเขียนโปรแกรมมักทำงานเป็นพนักงานทั่วไป แต่พนักงานทั่วไปส่วนใหญ่เลื่อมใสโปรแกรมเมอร์ เพราะเข้าใจว่าเงินเดือนต้องสูง การงานมั่นคง อยู่ว่างๆ จึงท่องศัพท์คอมพิวเตอร์เรื่อยเจื้อย หวังว่าสักวันตัวเองจะตะกายไปเป็นโปรแกรมเมอร์อาชีพได้

แต่คนอย่างเย่เฟิงที่โพล่งคำเดียวก็บอกข้อบกพร่องของแผงวงจรออกมาได้ แถมยังเสนอหนทางแก้ไขอย่างมืออาชีพ กลับไปทำงานพนักงานทั่วไปแบบนี้ เหยาจวินอู่ไม่เข้าใจจริงๆ

เย่เฟิงก็รู้สึกประหลาดใจ เหมือนคำพูดเมื่อครู่เอ่ยไปโดยไม่คิดอะไร ตัวขยายสัญญาณไม่พอ เปลี่ยนแผงวงจรคริสตัลบนลีดส์หรือ ศัพท์เทคนิคพวกนี้ทำไมหลุดออกมาจากปากเขาได้ หรือตัวเขาเองเคยทำมาก่อน แต่ทำไมเขาถึงจำอะไรไม่ได้เลย

“แต่จวินอู่ ไม่ต้องผิดหวังไป” สวี่ซูถิงขมวดคิ้ว เริ่มวางแผนในใจ “ถึงทักษะด้านเทคโนโยลีของเย่เฟิงจะไม่เลว แต่ความสามารถด้านการขายยังดียิ่งกว่า ดูสิ” เธอโบกเอกสารในมือ “เขาขายเครื่องเลเซอร์ที่เธอออกแบบไปหกหมื่นชิ้น ยอดขายสามล้านเต็มๆ!”

เหยาจวินอู่ตกใจ

“ผู้จัดการสวี่ พูดจริงหรือเปล่า ใครเหมาซื้อรวดเดียวเยอะขนาดนี้ ต่อให้เป็นที่ไคฮวงเจ่อก็ยังต้องถือว่าเป็นล็อตมหาศาล”

“พูดจริงแน่นอน” สวี่ซูถิงวางเอกสารลงบนมือเหยาจวินอู่ ท่าทางคล้ายเชื่อใจเขาเป็นอย่างมาก “นี่เรื่องที่เธอต้องจัดการ ฉันเขียนให้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คนที่บริษัทน้อย จวินอู่ ต้องรบกวนเธอแล้ว”

เหยาจวินอู่มองเอกสารเหล่านั้น เพิ่งตระหนักว่าทั้งหมดล้วนเป็นความจริง อดมองเย่เฟิงอีกรอบไม่ได้

“อย่างนี้นี่เอง!”

โปรแกรมเมอร์แม้เงินเดือนสูง แต่ไม่สูงมากเท่าสมัยก่อนอีกแล้ว เช่นกัน คนที่เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมแม้มีน้อยกว่าน้อย แต่ส่วนใหญ่พอเซ็นต์สัญญาเข้าทำงานก็ได้รับค่าจ้างตายตัว หากเจอนายจ้างรุ่นเก่า อาจได้โบนัสช่วงเปลี่ยนฤดูหรือช่วงปลายปี แต่อย่างไรรายรับก็ยังไม่ถือว่าดีนัก ทั้งปีได้อยู่ไม่กี่หมื่นหยวน ว่าไม่ได้ที่เย่เฟิงจะเบนเข็มไปทำงานด้านการขาย เข้าใจว่าคำนวนคอมมิชชั่นจากการขายแล้ว ยอดที่ชายหนุ่มทำได้ยอดเดียว ยังมากกว่ารายได้ทั้งปีของคนอื่นอีก เหยาจวินอู่คิดแล้วก็อดเสียดายไม่ได้

สวี่ซูถิงหลักแหลมเฉียบคม ไหนเลยมองไม่ออกว่าเหยาจวินอู่คิดอะไร เธอยิ้มเล็กน้อยจับมือเย่เฟิง วางบนมือเหยาจวินอู่ เหยาจวินอู่ไม่รู้สึกอะไร แต่เย่เฟิงกลับตัวเกร็ง ท่าทางไม่ชิน

“จวินอู่ เย่เฟิงคนนี้ไม่เลวเลย เราเจอกันครั้งแรกก็คุยสัพเพเหระกันได้ตลอดบ่าย” สวี่ซูถิงหน้าไม่แดงแม้แต่น้อย เย่เฟิงกลับมึนงงอย่างยิ่ง คำพูดตัวเองกับสวี่ซูถิงรวมกันคล้ายไม่ถึงร้อยประโยคด้วยซ้ำ หรือบ่ายนั้นพวกเขาทั้งคู่จะเข้าตำรา ‘กุมมือประสานมองรอยน้ำตา เอ่ยถ้อยร้อยวาจาผ่านความเงียบงัน

ผู้ชายมีความสามารถด้านเจ้าชู้ ผู้หญิงก็มีความสามารถในการโป้ปด สวี่ซูถิงแม้สะสวย ที่พูดกลับโกหกทั้งเพ แถมยังทำท่าเป็นจริงเป็นจังอีกต่างหาก

“เย่เฟิงเก่งด้านเทคโนโลยีมาก แต่เขาต้องการท้าทายตัวเอง” สวี่ซูถิงขยิบตาให้เย่เฟิง น่ารักสดใสอย่างยิ่ง แต่เห็นท่าทางเด๋อด๋าของเย่เฟิงแล้ว ต้องหวนนึกถึงที่จางฟาไฉคุยกับเย่เฟิง อ้าปากก็ซาวน่า หุบปากก็ลงอ่าง แต่คนแบบนี้ รู้จักลงอ่างด้วยหรือ

“เขาว่ามาอย่างนี้ ฉันก็คิดว่าดีเหมือนกัน ที่จริงพนักงานทั่วไปต้องมีศิลปะในการพูด แต่หากมีความรู้ด้านเทคโนโลยีด้วย ต้องประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมแน่นอน แต่จวินอู่ ให้เย่เฟิงพักก่อนสักครู่ แล้วพวกเธอค่อยคุยกันเรื่องเครื่องยนต์กลไกต่อก็ได้ หรือไม่อย่างนั้น เย่เฟิง ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้ก็ได้ ดีหรือเปล่า” สวี่ซูถิงมองชายหนุ่ม ดวงตามีแวววิงวอน

“ได้เงินเพิ่มก็ดีครับ” เย่เฟิงบอก แต่ในใจนั้นคิด เมื่อกี้หลุดปากไปได้ไงไม่รู้ หากความลับแตกดังโพล๊ะขึ้นมา แล้วเธอหักเงินเขา ต้องไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเป็นแน่แท้

“ดี ถือว่าคุณรับปากแล้วนะ” สวี่ซูถิงย้ำ “แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน จวินอู่ เธอชะลอเรื่องเปิดตัวสินค้าใหม่เอาไว้ก่อน ตอนนี้สิ่งสำคัญคือเราต้องจัดการยอดสั่งซื้อสามล้านให้เสร็จ เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี แถมยังต้องเช็คคุณภาพสินค้า คงต้องทำงานหนักกว่าเดิมหน่อย”

“ไม่มีปัญหา” เหยาจวินอู่กุมมือเย่เฟิงแน่น ทำท่าซาบซึ้งเหมือนสหายร่วมสมาคมใต้ดินตั้งแต่สมัยก่อนโน้นได้โคจรมาพบกันอีก “เย่เฟิง ยินดีต้อนรับ”

สวี่ซูถิงแทบต้องลากเย่เฟิงจากมา กังวลอยู่เหมือนกันว่าเย่เฟิงอาจถูกจับไต๋ได้ แล้วทำให้เหยาจวินอู่ผิดหวัง หญิงสาวเดินเข้าเขตที่ตั้งเครื่องจักร โบกมือเรียกหญิงสาวที่ท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้าเข้ามา ออกคำสั่งหลายประโยค จากนั้นก็พาเย่เฟิงออกจากเขตเครื่องจักร จังหวะนั้นมีเสียงโห่ร้องดังมาจากด้านหลัง คาดว่าหัวหน้าคนนั้นคงกระจายข่าวเรื่องยอดซื้อสามล้านให้คนงานรู้ทั่วกันแล้ว ทุกคนทราบว่าสวี่ซูถิงใจกว้าง หากบริษัทมีกำไร ต้องมีโบนัสแบ่งมาให้ไม่น้อยแน่นอน

“ที่จริงฉันต้องขอบคุณคุณ เย่เฟิง” สวี่ซูถิงกับเย่เฟิงเดินออกจากเขตอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้เรียกรถกลับในทันที เย่เฟิงเองก็ไม่รีบ สำหรับเขาแล้ว อยู่ที่โรงงานย่อมสู้อยู่ออฟฟิศไม่ได้ อยู่ออฟฟิศก็สู้ออกมาเตร็ดเตร่ข้างนอกไม่ได้ แต่ฟังคำขอบคุณของสวี่ซูถิงแล้ว แม้แต่เขายังอึ้งไป

“ขอบคุณเรื่องอะไร”

“คุณคิดว่าเหยาจวินอู่เป็นคนยังไง” ดวงตาสุกใสกระจ่างของสวี่ซูถิงจับจ้องบนใบหน้าเย่เฟิง

“ผมไม่สนิทกับเขา” เย่เฟิงตอบซื่อๆ แต่ที่จริงสัญชาตญาณสัมผัสได้ สวี่ซูถิงไม่ได้ปฏิบัติกับเหยาจวินอู่เหมือนคนอื่นๆ

“งั้นคุณคิดว่าฉันเป็นคนยังไง” สวี่ซูถิงซักต่อ

“ผมก็ไม่สนิทกับคุณเหมือนกัน” เย่เฟิงตอบตรงไปตรงมา

“งั้นคุณสนิทกับใคร” สวี่ซูถิงอดถามไม่ได้

“ผมหรือ” เย่เฟิงอึ้งไป คำถามนี้เหมือนจะง่าย แต่เขาตอบไม่ได้

สวี่ซูถิงถอนหายใจ

“ที่จริงจวินอู่เป็นน้องชายฉันเอง”

“น้องชายคุณ” เย่เฟิงประหลาดใจ เกือบถามแล้วว่าผู้จัดการสวี่แซ่อะไร เหมือนทั้งคู่จะใช้กันคนละแซ่

“พวกเราเป็นพี่สาวน้องชายต่างแม่กัน” สวี่ซูถิงยิ้ม “ความสัมพันธ์ของเรามีคนรู้ไม่มาก ตอนอยู่บริษัทเขาก็เรียกฉันว่าผู้จัดการสวี่ บริษัทนี้ที่จริงฉันไม่ได้เป็นคนก่อตั้ง แต่เป็นพ่อของฉัน”

เย่เฟิงชะงักเท้าลงเงียบๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมสวี่ซูถิงเล่าเรื่องเหล่านี้ให้คนที่เพิ่งรู้จักกันแค่สองวันฟัง

“แม่ฉันเสียไปนานแล้ว ตอนพ่อฉันแต่งงานใหม่ จวินอู่เพิ่งห้าขวบ” สวี่ซูถิงหยุดเดินเช่นกัน ทั้งคู่มาถึงบริเวณสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ร่มไม้เขียวขจี อากาศสดใส สวี่ซูถิงเจอม้านั่งยาวตัวหนึ่งก็นั่งลง เย่เฟิงแม้เป็นลูกน้อง แต่จะยืนค้ำหัวเธอก็ไม่ได้ ได้แต่นั่งลงข้างๆ สายลมเย็นชื่นหอบหนึ่งพัดโชย กลิ่นหอมกำจาย

“แต่เขานิสัยแข็งกระด้าง เข้ากับคุณพ่อไม่ได้มาตลอด ไปสอบเข้าเรียนสาขาอีเล็กทรอนิกส์ที่ต่างมณฑลคนเดียว ปีหนึ่งกลับบ้านไม่กี่ครั้ง คุณพ่อเปิดโรงงาน ตอนนั้นไม่ได้ใช้ชื่อไคทว่อเจ่อ ประสบความสำเร็จไม่เลว รุ่งเรืองขึ้นทุกวัน” นัยน์ตาสวี่ซูถิงพลันทอแววชิงชัง แต่พริบตาเดียวก็เลือนหาย “แต่ตอนหลัง กลับต้องปิดตัว”

“หืม” ถึงตรงนี้ความจริงเย่เฟิงควรถามถึงสาเหตุ แต่หลักการประจำใจเขาเรียบง่ายอย่างยิ่ง คือหากฝ่ายตรงข้ามไม่อยากเล่า เขาก็ไม่จำเป็นต้องถาม

“คุณพ่อแค้นจับใจ ล้มป่วยไม่หาย ตรอมใจจนเสียไป” สวี่ซูถิงเล่าเสียงราบเรียบ สนามการค้าก็เหมือนสนามรบ แม้ไม่มีประกายดาบเงากระบี่เช่นเดียวกับสนามรบ แต่การหักเล่ห์ชิงเหลี่ยม เล่นพรรคเล่นพวก กลับพบเห็นบ่อยจนชาชิน

ปีนั้นเมือง S ประสบภาวะตลาดหุ้นล่ม มหาเศรษฐีพันล้านคนหนึ่งกลายเป็นยาจกในพริบตา เขารับสภาพไม่ได้ กระโดดจากตึกสูงที่สุดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง S ฆ่าตัวตาย!

คนมากมายทนความยากจนได้ แต่เมื่อร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืนแล้ว กลับไม่อาจทนรับความลำบากทั้งร่างกายและจิตใจ ที่เกิดจากความร่ำรวยแล้วกลับไปยากจนอีกเด็ดขาด เห็นชัดว่าพ่อของสวี่ซูถิงเป็นคนประเภทนี้ เขาอาจเป็นพ่อที่ดี แต่กลับเป็นไอ้ขี้แพ้ในสนามการค้า หากสวี่ซูถิงต่างออกไป เธอเป็นลูกสาวที่สืบทอดกิจการของพ่อ เธอเชื่อมั่น เรื่องที่พ่อของเธอทำไม่ได้ ลูกสาวอย่างเธอจะต้องทำได้!

“เมื่อสามปีก่อน ฉันเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย มีงานการดีๆ ทำ ฉันไม่เคยคิดจะทำงานในโรงงานของพ่อมาก่อน ก็เหมือนกับนาย แค่หวังจะทำงานสบายๆ สักงาน” สวี่ซูถิงทอดสายตามองไปที่ห่างไกล ความเข้มแข็งกล้าแกร่งในดวงตาอ่อนแสงลง แต่มีความกลัดกลุ้มผิดหวังเพิ่มขึ้นสามส่วน เย่เฟิงมองไปด้านข้าง ทันใดนั้นเขาพบว่าสวี่ซูถิงสลัดเปลือกผู้หญิงเข้มแข็งทิ้งไปแล้ว กลายเป็นเพียงผู้หญิงที่บอบบางสะสวยคนหนึ่ง!

“ฉันเรียนบัญชีบริหารมา ตอนนั้นเดิมมีทางเลือกสองทาง หนึ่งคือรับช่วงโรงงานของคุณพ่อ แต่รายได้โรงงานไม่พอค้ำจุนกิจการ บริษัทเหลือเพียงแต่เปลือก ส่วนอีกทางคือออกไปทำงานใช้หนี้” สวี่ซูถิงหันกลับมา จ้องเย่เฟิงนิ่ง “หากเป็นคุณ จะเลือกทางไหน”

“ผมไม่มีพ่อที่ทิ้งโรงงานไว้ให้ลูก” เย่เฟิงส่ายหน้า “ฉะนั้นไม่ต้องเปลืองสมองคิดว่าจะเลือกทางไหนครับ”

สวี่ซูถิงฝืนยิ้ม

“สิ่งที่ฉันเลือก คุณคงรู้อยู่แล้ว คือรับช่วงโรงงานคุณพ่อ จะให้หยาดเหงื่อแรงใจของพ่อเสียเปล่าไม่ได้ จวินอู่ที่ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบก็คิดเหมือนฉัน แต่เขาคิดจะทำคนเดียว ตอนหลังเขาถึงยอมเข้าร่วมกับไคทว่อเจ่อ เขาเป็นคนฉลาด แถมยังมีความตั้งใจ เขาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบสำหรับสอบจบการศึกษาเป็นต้นแบบ พวกเราทุ่มเทลงมือทำงาน เอาบ้านไปค้ำ กู้เงินมาได้สองแสนหยวน เราไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว ดีที่โชคเข้าข้างเรา งานของเขาเอามาใช้จริงได้ ในที่สุดพวกเราก็ผลิตสินค้าล็อตแรกขึ้นมา ได้เพื่อนของคุณพ่อช่วยขาย ที่จริงคุณพูดถึงข้าวกล่องสุดหรูราคาสิบหยวน ฉันก็เคยผ่านมาแล้ว สองปีแรก บางวันฉันก็ได้กินแค่มื้อเดียวเท่านั้น”

หญิงสาวเอ่ยเสียงราบเรียบ เธอทุ่มเทไปมากมาย แต่อย่างน้อยสิ่งที่เธอทุ่มไปก็ได้รับการตอบแทน แม้จะยังห่างจากความสำเร็จไกลโขก็ตาม

เย่เฟิงมองใบไม้ที่ร่วงหล่นห่างออกไป ล่วงเข้าฤดูใบไม้ร่วงนานแล้ว แม้อากาศในเมือง S ยังไม่เย็น แต่ใบไม้ที่ถึงเวลาร่วงก็ยังคงร่วงลงมา นี่เป็นกฎธรรมชาติ ไม่มีใครสามารถแก้ไขได้

“ดีที่ช่วงเวลาลำบากที่สุดผ่านไปแล้ว” สวี่ซูถิงมองดูสีหน้าเย่เฟิง “ท่าทางที่จวินอู่มีต่อพี่สาวอย่างฉันก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ถึงคุณแม่ร่างกายอ่อนแอขี้โรค อย่างน้อยก็ได้เห็นพวกเราพี่น้องเอาการเอางาน แต่ทุกครั้งที่จวินอู่นึกได้ว่าตอนคุณพ่อเสีย ตัวเองไม่ได้อยู่ข้างๆ เขาก็จะรู้สึกผิด ฉะนั้นเขาจึงขยันมาก ทำการทดลองทั้งวันทั้งคืน ฉันเป็นพี่สาวก็จริง แต่แค่จะกล่อมให้เขาพักยังยาก เพราะสินค้าที่บริษัทขายอยู่ตอนนี้มีแค่สองสามชนิด เขาบอกว่าแค่นี้ยังไกลจากความสำเร็จ ช่วงนี้ตลาดสินค้าอีเล็กทรอนิกส์ฟาดฟันกันดุเดือด หากไม่มีสินค้าตัวเด่นๆ เราจะถูกเขี่ยทิ้งเอาง่ายๆ เย่เฟิง นายว่าใช่หรือเปล่า”

สวี่ซูถิงพูดถึงตรงนี้ รู้สึกเหมือนตัวเองพูดอยู่กับตอไม้ เพราะเย่เฟิงแค่พยักหน้าช้าๆ

“ผมเป็นแค่พนักงาน จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ไง ผมว่าที่คุณพูดมา ไม่ต่างจากถามคนตาบอดหรอก”

สวี่ซูถิงกลับไม่ผิดหวังอะไร เอ่ยต่อว่า

“ถึงตอนนี้แนวโน้มบริษัทจะเป็นบวก แต่ความกดดันของฉันหนักไป เพราะทุกปีพอคิดถึงว่าคนมากมายยังรอคำสัญญาของผู้จัดการสวี่อย่างฉัน รอฉันมอบหมายงานให้ ฉันก็เหนื่อยจริงๆ” หญิงสาวผุดลุกขึ้น สูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นระบายออกมายาวๆ “ที่จริงฉันอยากหาใครสักคนมาช่วยฉัน ช่วยจวินอู่ด้านเทคนิคสักหน่อย ถึงจวินอู่จะตั้งใจมาก แต่ทำงานด้านเทคโนโลยี ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ แค่ความตั้งใจมันไม่พอ เรื่องเครื่องยนต์กลไกนี่ขาดแค่นิดเดียวก็ประสบความสำเร็จยาก งานของเขาช่วยให้บริษัททำยอดได้มากขึ้น เราถึงจ่ายโบนัสให้สาวๆ ที่ทำงานถวายชีวิตพวกนั้นได้ คุณไม่รู้อะไร เมื่อกี้สาวๆ พวกนั้นพอรู้ว่าบริษัทได้ยอดซื้อสามล้านแล้วดีใจกันขนาดไหน เพราะนั่นหมายถึงหนึ่งปีถัดจากนี้ พวกเธอจะได้ค่าจ้างสองเท่า สามเท่า หรืออาจจะมากกว่านั้น!”

เย่เฟิงคิดในใจ แล้วผมล่ะ จะได้เงินเดือนสามเท่าด้วยหรือเปล่า

“เงินทุนไหลเวียนของบริษัทไม่ค่อยคล่องตัว ฉันจึงระวังมาตลอด ไม่กล้าให้เกิดความผิดพลาด เพราะความผิดพลาดครั้งเดียวของฉัน...” สวี่ซูถิงหันหลังให้เย่เฟิง จงใจให้เขามองไม่เห็นสีหน้าของเธอ “อาจส่งผลต่อระบบของทั้งบริษัท อาจถึงขั้นทำให้บริษัทที่เพิ่งตั้งนี่ต้องปิดตัวล้มละลายก็ได้!”

ในที่สุดเย่เฟิงก็เข้าใจความหมายของสวี่ซูถิงแล้ว

“ผู้จัดการสวี่”

สวี่ซูถิงหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาวูบไหวราวสายน้ำ เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

“อะไรหรือ”

“หากบริษัทกำลังลำบากจริงๆ คอมมิชชั่นของผมออกช้าหน่อยก็ได้ ผมไม่รีบ” เย่เฟิงเอ่ยอย่างจริงใจ

สวี่ซูถิงผิดหวังอย่างแรง

“แค่นี้?”

เย่เฟิงนึกในใจว่า แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง นั่นสามแสนหกเชียวนะ เท่านี้เขาก็ใจกว้างแล้ว และถึงยังไงปลายปีก็ต้องให้คะแนนผลการทำงานอยู่ดี... ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้

“ผู้จัดการสวี่ ผมยังมีเรื่องต้องบอกคุณ”

“ว่ามา” ประกายในดวงตาสวี่ซูถิงเปลี่ยนไปอีกแล้ว ขับเน้นให้ตัวคนเฉิดฉายขึ้นอีกสามส่วน

“เงินทั้งหมดของผมตอนนี้จ่ายเป็นค่าเช่าห้องไปหมดแล้ว เรื่องข้าวเย็นยังเป็นปัญหา” เย่เฟิงเอ่ยอย่างลำบากใจ “เพราะงั้นจะขอให้ผู้จัดการสวี่ เอ่อ จ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ผมก่อนหนึ่งเดือนได้หรือเปล่า”

ถ้าสวี่ซูถิงมีเชือก เธอคงอยากฆ่ารัดคอเย่เฟิง หากหญิงสาวมีก้อนหิน เธอต้องทุบเขาตายอนาถ แต่เธอไม่มีอะไรสักอย่าง ได้แต่กำมือทั้งคู่ ข่มความอยากฆาตกรรมเย่เฟิงเอาไว้ เอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ได้ ไม่มีปัญหา”

“ขอบคุณผู้จัดการสวี่”

“ไม่ต้องเกรงใจ”

 

กระเป๋าเย่เฟิงอัดแน่นด้วยเงินเดือนหนึ่งพันถ้วน รู้สึกแผ่นหลังตั้งตรงขึ้นมาก รู้สึกเหมือน ‘แม้ขุนเขาสายน้ำเป็นขวากขวาง แต่ข้างทางยังมีเรือนอันสดสวย’ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยมีเงินมากมาย หากไม่เคยขาดเงินเช่นกัน อาจเพราะเขาไม่ต้องการอะไรมาก ฉะนั้นมาตรฐานที่คนอื่นเรียกว่าจน สำหรับเขาอาจถือว่ารวยแล้วก็ได้

ทุกครั้งที่เขาไม่เหลือเงินติดตัวแม้แต่เฟินเดียว ก็มักหามาเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว ผู้จัดการสวี่เป็นผู้จัดการใหญ่ที่ดี เขาต้องทำงานให้ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้จบเดือนนี้ค่อยว่ากัน เย่เฟิงคิดอย่างนั้น

แต่เมื่อมีเงิน ก็ต้องจับจ่ายออกไป ไม่งั้นจะต่างกับไม่มีตรงไหน นี่เป็นนิสัยของเย่เฟิง!

เขานึกได้เสื้อเชิ้ตตัวเองฟางจูหยุนเป็นคนซื้อให้ ยังไงก็ต้องหาทางชดเชย พอคิดได้อย่างนั้น เย่เฟิงก็เดินถึงซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งพอดี เขายืนนึกอยู่ที่มุมหนึ่งเป็นนาน ไม่รู้ควรซื้ออะไรให้ฟางจูหยุน จะซื้อชุดชั้นในใช้คืนให้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าไม่ซื้อเสื้อผ้า แล้วจะให้ซื้ออะไร

เขายืนจนกระทั่งได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่ข้างหู เสียงนั้นแฝงแววขบขัน เย่เฟิงจึงหันไป เห็นหญิงสาวหน้าตาดีสองคนกำลังมองแถมชี้มาที่ตนเอง ทีแรกเขานึกว่าเพราะวันนี้แต่งตัวดี อดลำพองใจไม่ได้ แต่เห็นพนักงานขายก็มองเขาด้วยสายตาประหลาดเช่นกัน ชายหนุ่มจึงได้สติ หันกลับไปมองข้างหน้าแล้วแว่นตาแทบร่วง

ตรงหน้าเขาเป็นผ้าอนามัยนานาชนิด แถมเขายังยืนคิดอยู่ตรงนี้ตั้งนาน เหมือนกำลังพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะเลือกแบบซึมซับดีหน่อย หรือแบบโปร่งสบายดี

แม้ยุคนี้จะค่อนข้างเปิดกว้าง แต่คนมาซื้อผ้าอนามัยที่คิดมากขนาดนี้กลับหาได้ยาก ในที่สุดพนักงานขายที่เป็นผู้หญิงก็เดินเข้ามา น้ำเสียงไม่เกรงใจเท่าไหร่ “คุณคะ จะซื้อผ้าอนามัยให้แฟนใช่ไหม สมัยนี้ผู้ชายแบบนี้มีไม่มาก ให้ฉันแนะนำ...”

หญิงสาวพูดยังไม่ทันจบ เย่เฟิงก็ตัดสินใจเตลิดหนีไม่เหลียวหลัง แต่เพิ่งออกตัวได้สองก้าว ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านหลัง ต้องแอบนึกในใจว่า หรือจะมีเห็นเขาเป็นอันธพาล แต่พอเหลียวมองไปกลับพบว่าไม่ถูกต้อง สาวน้อยรายหนึ่งพุ่งไปทางประตู หน้าเผือดขาวอย่างตื่นตระหนก ด้านหลังมียามไล่ตามมาหลายคน ร้องว่า

“หยุดนะ ขโมย!”

จังหวะที่เย่เฟิงเห็นสาวน้อยรายนั้น ความคิดแรกคือเธอไม่เห็นเหมือนขโมยเลย ส่วนความคิดที่สองคือ ต่อให้เธอเป็นขโมยจริง ก็เป็นขโมยไม่มีระดับเท่าไหร่ ตอนนี้หัวขโมยพัฒนาคุณภาพชีวิตแล้ว ปลดแอกความยากจนก้าวสู่ความร่ำรวย อยู่อย่างสะดวกสบายทันสมัย แต่เด็กสาวคนนี้แต่งตัวเหมือนออกมาจากสลัม เทียบกับเย่เฟิงแล้วแค่อยู่ในขั้นแย่กว่า แต่ยังไม่ถึงกับแย่ที่สุด

เย่เฟิงยังไม่ทันได้คิดต่อ เด็กสาวก็สะดุดล้มกับพื้น กลิ้งสองตลบมาถึงแทบเท้าชายหนุ่ม

“ถ้าแกยังกล้าขโมยอีก จะตีให้มือหักเลย” ยามคนหนึ่งตวาดอย่างหงุดหงิด เย่เฟิงเห็นเศษเล็กเศษน้อยคล้ายขนมปังร่วงเกลื่อนพื้นตามแรงล้มของเด็กสาว อดถอนใจออกมาไม่ได้

ยามคนหนึ่งเดินเข้ามา เตะท้องน้อยของเด็กคนนั้น

“ใครใช้ให้แกขโมย นังตัวแสบ”

หลายวันก่อนพวกเขาถูกทางห้างหักเงินค่าข้าวของเสียหายอย่างหนักจนไม่พอใจ โบนัสทั้งเดือนถูกหักเกลี้ยงไม่เหลือหลอ จึงเข้าใจว่าเพราะหัวขโมยมากเกินไป ซูเปอร์มาร์เก็ตขาดทุนสะสมจนเป็นเรื่อง ตอนนี้ตัวก่อเรื่องที่เสนอหน้ามาเองโดนจับได้ หากไม่ซ้อมมันสักยก จะระบายความโกรธแค้นอย่างไร

หากเท้าที่ตวัดออกไปเตะไม่โดนท้องน้อยเด็กสาว แต่ไปเตะโดนขาของชายอีกคนแทน ยามคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่งวินาทีถัดมาก็ยกเท้าขึ้นกอด ส่งเสียงโหยหวน รู้สึกเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้เตะโดนขาคน แต่เตะโดนเหล็กท่อนหนึ่งมากกว่า!

เย่เฟิงย่อตัวลง ดึงเด็กสาวลุกขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

“เธอหยิบอะไรมา”

เด็กสาวตัวสั่นสะท้านเหมือนใบไม้กลางสายลมฤดูใบไม้ร่วง มองเย่เฟิงสีหน้าหวาดกลัว เธออายุไม่มากนัก ใบหน้าซูบเซียว ท่าทางสุขภาพไม่ดี แต่สองตามีประกายสวยซึ้งอยู่เลือนลาง ลึกลงไปกลับทอแววตื่นตระหนก

เย่เฟิงเพิ่งส่งเสียง อาหารกองหนึ่งก็ร่วงมาจากร่างเด็กสาว ยามคนหนึ่งชี้ ยิ้มเย็นเอ่ยว่า

“ไม่ได้หยิบ แต่ขโมยต่างหาก”

“ซูเปอร์มาร์เก็ตที่นี่เหมือนไม่ได้มีกฎ ว่าของที่จะซื้อต้องเอาใส่รถเข็นเท่านั้นไม่ใช่เหรอ” เย่เฟิงเห็นของที่หล่นจากตัวเด็กสาว นอกจากคุกกี้ก็มีพวกขนมปัง รู้สึกฝีมือเธอแย่จริงๆ แม้แต่ขโมยของกินยังเลือกแต่ที่มีสารอาหารอย่างเดียวซ้ำๆ ไม่มีความหลากหลายเหมาะสมเลย แต่เธอขโมยมาไม่น้อย คล้ายกะว่าขโมยครั้งเดียวให้พอกินตลอดปี

“แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตห้ามไม่ให้กินสินค้า” ยามคนหนึ่งชี้ขนมปังครึ่งชิ้นในมือเด็กสาว “เด็กนั่นฉีกห่อแล้วกินไปครึ่งหนึ่ง คุณครับ คุณจะอธิบายยังไง”

เย่เฟิงก็คิดไม่ออกเหมือนกัน ความจริงเขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เด็กสาวคนนี้น่าสงสารก็จริง แต่เธอก็ขโมยกินอาหารจริงๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่โรงทาน ถ้าหิวแล้วมาหากินแบบนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไหนก็อยู่ไม่ได้

“ถ้าเราซื้อก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม รวมขนมปังนั่นด้วย” เขายื่นมือปัดฝุ่นตามตัวยามที่กุมขาคนนั้น “พี่ชาย ได้หรือเปล่า”

“ฉันเข้าห้องน้ำ เช็ดก้นเสร็จแล้วคืนทิชชู่ที่ยืมมาจากแกให้ แกคิดว่าได้ไหมล่ะ” ยามคนหนึ่งย้อนอย่างเจ็บแสบ

เย่เฟิงย่อมไม่รู้ว่าได้หรือไม่ ได้แต่บอกว่า

“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ พวกเราไปหาผู้จัดการที่รับผิดชอบกัน”

ยามคนนั้นสะดุ้ง ลังเลเล็กน้อย

“หาก็ได้ ใครกลัวแกล่ะ”

ตอนนี้เหล่ายามหงุดหงิดถึงที่สุด หงุดหงิดจนต่อให้มีคนขับบีเอ็ม เบนซ์ หรือโรลส์รอยซ์มาถุยน้ำลายใส่หน้าพวกเขา พวกเขาก็ต้องขออุบอิบระบายอารมณ์เสียงเบาๆ ก่อน แล้วค่อยก้มหัวคำนับอย่างพินอบพิเทาบอกว่า เดินทางดีๆ นะครับ

ส่วนคนที่เดิมนิสัยป่าเถื่อนอยู่แล้วก็ยิ่งป่าเถื่อนกว่าเดิม เถื่อนจนต่อให้คุณสวมเสื้อผ้าปุปะใส่รองเท้าขาดๆ ท่าทางเหมือนเด็กเร่ร่อนไร้การศึกษา หรือยัดหมอนไว้ตรงท้องปลอมเป็นหญิงมีครรภ์ โขกหัวกับพื้นปะหลกๆ พวกนั้นก็ต้องบีบบังคับ ปรักปรำ อัดคุณจนไส้ไหลซี่โครงโผล่โรคหัวใจกำเริบ ขู่ให้คุณพูดออกมาว่าในอดีตเคยทำเรื่องชั่วช้าอะไรไว้ แถมทุกการกระทำยังจะปฏิบัติด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ทั้งที่จนถึงตอนนี้คุณกับพวกเขาขัดแย้งอะไรกันยังไม่แน่ใจเลย

เย่เฟิงขมวดคิ้ว เริ่มไม่พอใจขึ้นบ้างแล้ว

“ได้ จางซื่อฟาอยู่ที่ไหน เรียกหมอนั่นมา ฉันอยากรู้ว่าเขาได้รางวัลหนึ่งในสิบสุดยอดอัจฉริยะรุ่นใหม่อะไรนั่นได้ยังไง”

เย่เฟิงไม่ค่อยด่าใคร เขาคลี่คลายปัญหาไม่ได้ก็จริง แต่ไม่เคยใช้การด่าแก้ไขเรื่องใดมาก่อน ฉะนั้นแม้จะเถียงกันมาถึงขั้นนี้ เขาก็ยังสุภาพเรียบร้อยอยู่

“จางซื่อฟาเป็นใคร” ยามที่มาใหม่คนหนึ่งอดไม่อยู่ต้องถามขึ้น

แต่ยามที่อยู่มาก่อนกลับตกใจจริงๆ ตะลึงมองเขา ถามอย่างระมัดระวัง

“คุณผู้ชายท่านนี้รู้จักกับผู้จัดการจางหรือ”

จางซื่อฟา... เร็วๆ นี้เมือง S คัดเลือกสิบอัจฉริยะคนรุ่นใหม่ประจำเมือง เย่เฟิงนึกชื่นชมวาสนาของตัวเองที่หลายวันก่อนตอนอยู่ในตลาดหางาน เขารู้สึกเบื่อถึงขีดสุด จึงอ่านข่าวแพทย์แผนจีนอะไรสักอย่างที่รับประกันรักษาผด ผื่น โรคสารพัดไปสองรอบ พลอยเห็นข่าวผลการคัดเลือกของเมืองโดยไม่ตั้งใจเช่นกัน แถมยังจำชื่อคนได้ บังเอิญว่าหมอนั่นเป็นผู้จัดการคนใหม่ของแผนกเสื้อผ้าที่ห้างซินห่าวเจียแห่งนี่ เมื่อเย่เฟิงเคยได้ยินชื่อเสียงเขามา ตอนนี้จึงยกขึ้นอ้างด้วยน้ำเสียงเหมือนตัวเองกับฝ่ายนั้นเป็นเพื่อนสนิท โตมาแบบสวมกางเกงตัวเดียวกัน

เมื่อเป็นสิบอัจฉริยะรุ่นใหม่ ย่อมต้องมีเหตุผลมากกว่ายามเหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย คงไม่เอาเรื่องหัวขโมยกินขนมปังที่เล็กน้อยเหมือนปัญหาภายในชาติ ตีข่าวขยายความจนกลายเป็นวาระของโลก ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้สื่อต่างๆ มาสาดแฟลชใส่จึงจะแก้ปัญหาได้หรอก เย่เฟิงคิดอย่างนั้น

“ใครบ้างไม่รู้จักจางซื่อฟา สิบอัจฉริยะรุ่นใหม่ประจำปีของเมือง พนักงานดีเด่นของซินห่าวเจีย” เย่เฟิงตอบไปตามตรง

แต่พอคำพูดเขาเปลี่ยนจากคลื่นเสียงในระบบประสาทกลายเป็นคลื่นไฟฟ้า และจากคลื่นไฟฟ้ากลายเป็นกระแสสั่นสะเทือน กระทบลงบนโสตประสาทของเหล่ายามเข้า กลับคล้ายค้อนใหญ่ฟาดลงบนกระถางทองเหลืองใบมโหฬาร กลายเป็นเสียงลั่นอื้ออึงจนหลายคนสมองหมุนตาลาย ความคิดแล่นปราดขึ้นมา

ในหัวของยามมีภาพผุดขึ้นมาภาพหนึ่ง เป็นภาพพวกเขาที่ผยองลำพอง พาลูกค้าผู้น่าสงสารไปหาผู้จัดการจาง ทีแรกนึกว่าจะได้แสดงจิตวิญญาณของคนงานตัวอย่าง ซื่อสัตย์ภักดี ไม่กลัวลำบาก ไม่เกี่ยงงานเหนื่อย แต่สุดท้ายดันกลายเป็นไปล่วงเกินคุณชายที่ไหนเข้า สุดท้ายประสบชะตากรรมถูกไล่ออกอย่างอนาถ

“ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องแล้ว” ยามที่นึกว่าตัวเองเตะท่อนเหล็กคนนั้นสมองหมุนไวกว่าขา ต่อให้เป็นคนงานในห้างเอง ยังมีคนไม่รู้เลยว่าผู้จัดการจางเป็นใคร อย่างยามที่มาใหม่เป็นตัวอย่าง แต่ลูกค้าคนนี้อ้าปากก็โพล่งชื่อจางซื่อฟาออกมาได้ ต่อให้ตีเขาตาย เขาก็ไม่เชื่อว่าเย่เฟิงกับจางซื่อฟาไม่รู้จักกัน “เรื่องเล็กแค่นี้ ไม่ต้องรบกวนผู้จัดการจาง”

“แต่เด็กคนนี้กินขนมปังของพวกคุณเข้าไปแล้ว” เย่เฟิงทำท่าลำบากใจ แต่อย่างไรซินห่าวเจียก็มีลูกค้ามากมาย หากตนเองไม่ต้องรบกวนผู้จัดการของห้างได้ ก็ไม่รบกวนจะดีกว่า

“ไม่เป็นไร” ยามอีกคนฉีกยิ้ม เดินเข้ามา “น้องสาวคนนี้คงเข้าใจผิด คิดว่าเป็นของทดลองชิม”

“ไม่ได้ กินเข้าไปแล้วก็ต้องจ่ายเงิน” เย่เฟิงยืนยัน

ยามคนก่อนหน้าขยิบตา และนับว่ายามที่ไม่รู้จักชื่อแซ่ผู้จัดการยังพอจะมีความฉลาดอยู่บ้าง รีบวิ่งไปหยิบขนมปังที่ยังเต็มชิ้น ไม่โดนสาวน้อยกัดมาก้อนหนึ่ง

“ห่อนั้นมันขาดแล้ว คุณเปลี่ยนเป็นอันนี้ไปเถอะ”

เย่เฟิงผงกศีรษะรับมา แอบถอนหายใจ ใครว่าพวกยามไม่มีเหตุผล สงสัยจะเป็นแค่ส่วนน้อย

เขาพาสาวน้อยคนนั้นมาเคาน์เตอร์คิดเงิน ส่วนเหล่ายามสลายตัวกันไปเรียบร้อย เย่เฟิงควักเงินออกมาจ่าย เพราะดูอย่างไร ทั้งเนื้อทั้งตัวแม่สาวน้อยนี้ก็ไม่น่าจะมีเงินค่าขนมปัง

หลายคนอาจบอกว่าเย่เฟิงทำสมองหล่นหายกับสายน้ำอีกแล้ว แต่เขาไม่สนใจ กระทั่งจ่ายเงินเสร็จ ส่งถุงของกินใบใหญ่หนักอึ้งให้เด็กหญิง จึงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เมื่อครู่เขาหยิบของกินสำหรับตัวเองเหมือนกัน แต่รอยยิ้มของแคชเชียร์นั้นมีไว้เพื่อประหยัดถุง ของทั้งหมดจึงถูกจับใส่รวมกัน ตัวชายหนุ่มบางครั้งก็หน้าบางกว่าถุงใส่ของนั่นอีก ไม่สะดวกปากบอกให้แยกถุง ตอนนี้ยิ่งไม่สะดวกใจจะแบ่งว่าของใครเป็นของใคร

เขาสะกดความปวดใจ แสร้งทำหน้าชื่นส่งของทั้งหมดให้เด็กหญิง ชื่อแซ่อีกฝ่ายก็ไม่ถาม หมุนตัวเดินจากมาด้วยมาดแบบวีรบุรุษยุคปฏิวัติ

ขณะกำลังคิดว่ารอจนเด็กเดินหายไปแล้วจะกลับเข้าไปซื้อของเพิ่มดี หรือจะไปซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นดี เผื่อยามพวกนั้นกระตือรือร้นเกิน ไปรายงานผู้จัดการจางเพื่อเอาหน้า แล้วพบว่าเรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จะมาเชิญตัวเขาไปดื่มชาในห้องกักตัวเอาอยู่นั้น เย่เฟิงพลันรู้สึกผิดปกติ

มีคนสะกดรอยตามเขา

หรือยามบางคนจะฉลาด รู้ความจริงแล้วแอบตามมา กะหาจังหวะจับเขาหมกกองขยะ

เย่เฟิงคิดแล้วเดินอีกหลายก้าว ในที่สุดก็อดไม่อยู่ต้องหันมา... เด็กหญิงหน้าตาซูบเซียวคนนั้นถือถุงใบใหญ่ มองเขาอย่างน่าสงสาร ดวงตางามซึ้งทั้งคู่ยังมีประกายน้ำตาวาววับ

หนังสือแนะนำ

Special Deal