บทที่ 5 เริ่มงาน

วันเริ่มงานวันแรก เย่เฟิงค่อนข้างตั้งใจแต่งเนื้อแต่งตัว เพราะยังไงทำงานเป็นพนักงานทั่วไปก็ต่างจากเป็นเด็กเลี้ยงวัว

สีของเนคไททำให้แม้จะเก่าไปหน่อย แต่ก็ดูไม่ออก สูทสีดำถึงจะมีรอยยับอยู่บ้าง แต่ได้สองมือเปี่ยมประสิทธิภาพของฟางจูหยุนจัดการ ก็ดูเหมือนใหม่ขึ้นมา แต่เย่เฟิงไม่มีเสื้อเชิ้ตตัวในที่ดูดีจริงๆ ที่มีอยู่ตัวเดียวก็เป็นสีขาวซึ่งซักจนซีดเหลืองแล้ว

ฟางจูหยุนใช้น้ำยาฟอกขาวฟอกดำอะไรของเธอไปครึ่งถุง ซักจนปกเสื้อแทบขาด ก็ยังไม่อาจทำให้เสื้อกลับเป็นสีเดิม ต้องเงยหน้าอย่างจนปัญญา ล้างฟองสบู่ออกจากมือ ลากเย่เฟิงไปซื้อหาจากข้างนอก แม้จะเป็นของข้างทาง แต่เมื่อเย่เฟิงสวมแล้ว กลับดูดีอย่างบอกไม่ถูก

สำหรับพนักงานทั่วไป ภาพลักษณ์ถือเป็นความประทับใจแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง ฟางจูหยุนจึงแนะให้เย่เฟิงเปลี่ยนแว่นตาเป็นแว่นกรอบทองบางๆ แต่เย่เฟิงปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย!

ถึงอย่างนั้น การแต่งกายของเย่เฟิงก็ยังไร้ที่ติ ไปทำงานวันแรกอย่างหมดจดคมคาย เพียงแต่กว่าเขาจะถึงสำนักงาน ก็ปาเข้าไปสิบโมงสี่สิบนาที

สวี่ซูถิงใช้สายตาสะกดความไม่พอใจของเสิ่นหยางไว้ กวักมือเรียก

“คุณเย่ เชิญนั่งด้านนี้”

เย่เฟิงเห็นตรงหน้าสวี่ซูถิงไม่มีเก้าอี้สักตัวเดียว แต่เขาย่อมไม่อาจนั่งบนตักหญิงสาว จึงได้แต่ลากเก้าอี้จากที่อื่นเข้าไป นั่งลงอย่างเรียบร้อย

“ผู้จัดการสวี่ คือ... รถติดเหมือนเดิม”

สวี่ซูถิงหัวเราะ หญิงสาวเป็นคนบุคลิกสง่างามอยู่แล้ว พอเห็นเธอหัวเราะ เสิ่นหยางก็ถึงกับตะลึงไป ในใจนึกชื่นชมบูชาสุดบรรยาย

“คุณเย่ เมื่อวานฉันไม่ได้บอกคุณให้ชัดเจน วันนี้ต่อให้คุณเข้ามาตอนบ่าย ก็ถือว่าเป็นความผิดฉัน” สวี่ซูถิงถือหลักมารยาทมาก่อน ทหารตามหลัง ผู้นำกองทัพทั้งหลายย่อมไม่หวังให้ทหารใต้บัญชาตัวเองไร้วินัย แต่ผู้นำที่หลักแหลมย่อมควรทราบ หากพนักงานทั่วไปได้ยอดซื้อ ควรพูดจาด้วยดีๆ ไม่งั้นเขาหอบยอดซื้อจากไป บริษัทจะเสียหาย “แต่ตอนนี้ฉันขอบอกกับคุณอย่างเป็นทางการ เวลาเริ่มงานของบริษัทคือเก้าโมงเช้า ครั้งนี้ไม่นับ แต่หากครั้งหน้ามาสาย จะถูกหักเงินเดือน”

หญิงสาวพูดมีเหตุมีผล เมื่อคุณทำงานให้คนอื่น เวลางานแปดชั่วโมงต่อวัน หากวันหนึ่งสายไปสองชั่วโมง เวลาหดงานหาย ไม่ว่าเถ้าแก่หรือใครที่ไหนก็รับไม่ได้

เย่เฟิงไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล ตรงกันข้าม เขาเข้าใจว่าตัวเองยังมีเหตุผลมากกว่าคนอื่นอีก ที่สวี่ซูถิงพูดมาเขาเข้าใจ เพียงแต่หากให้เขามาทำงานเช้า เบียดเบียนเวลานอนแล้วล่ะก็ เขายินดีให้หักเงิน

“ตกลงครับ ผู้จัดการสวี่ ผมจะระวัง” เย่เฟิงพยักหน้า “ไม่ทราบผู้จัดการสวี่มีคำสั่งอะไรอีกไหม”

“ที่นั่งคุณเย่อยู่ตรงนั้น” สวี่ซูถิงชี้ที่นั่งข้างหน้าต่าง บริเวณนั้นแสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเท ที่สำคัญยังมีกระถางดอกไม้ด้วย นับว่าเป็นโต๊ะทำงานที่ไม่เลว แถมยังมีคนท่าทางคล้ายพนักงานทั่วไปอีกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง กำลังมองเย่เฟิงอย่างอิจฉา เห็นชัดว่านั่นเป็นที่นั่งทำเลดี “ฉันอยากลองฟังดู คุณเย่มีแผนเป็นรูปธรรมอะไรสำหรับเรื่องใบสั่งซื้อเมื่อวานหรือเปล่า”

“ใบสั่งซื้อเมื่อวานเหรอ” เย่เฟิงชะงัก “หรือผู้จัดการสวี่คิดว่าเราอาจจะส่งสินค้าที่เจ้าอ้วนจางต้องการไม่ทันในยี่สิบวัน”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” วันนี้สวี่ซูถิงจงใจเอาตะไบเล็บ มีดตัดกระดาษ บรรดาขวดแก้วทั้งหลายวางไว้ไกลๆ ตัว เผื่อโมโหวูบขึ้นมา จะได้ไม่พลั้งมือขว้างใส่เย่เฟิงหัวแตก!

แต่ตอนนี้เธอชักจะเสียดายขึ้นมา ว่ากันว่าถ้าหงุดหงิดแล้วไม่ระบายออก อาจทำให้ป่วยเอาได้ง่ายๆ!

“ไม่ทราบก่อนหน้านี้คุณเย่เคยเซนต์ใบสั่งซื้อมาก่อนไหม ขั้นตอนนี้ยังมีสิ่งที่ต้องจัดการอีกหลายอย่าง เช่น ทำสัญญา วางมัดจำ วิธีชำระเงิน ที่อยู่ส่งสินค้า แน่นอนว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา เพราะเมื่อวานฉันเอาเช็คไปตรวจสอบแล้ว ขึ้นเงินเรียบร้อย แต่ที่อยู่สำหรับส่งของคือที่ไหนยังไม่รู้เลย”

เสิ่นหยางไม่รู้เรื่องเมื่อวาน มือหมุนปากกาเซนต์ชื่อด้ามหนึ่ง ส่วนหูตั้งผึ่งเหมือนกระต่าย ได้ยินแล้วแทบกระโดดพรวดขึ้นมา นายเย่เฟิงคนนี้ไปเล่นสกปรกท่าไหน ถึงทำยอดได้หนึ่งยอด แถมยังชำระเงินทันที สิ่งที่พนักงานยุคนี้กังวลที่สุดคือช่วงรับเงิน ช่วงนี้มักทำให้คุณร้อนใจอยู่ไม่สุข ไอ้เด็กนี่กลับทำสำเร็จอย่างง่ายดาย แต่ไม่รู้คนซื้อเป็นคนสติแตกจากไหน แม้แต่ที่อยู่สำหรับส่งของก็ไม่ทิ้งไว้!

ในที่สุดเย่เฟิงก็เข้าใจ ผู้จัดการสวี่คนนี้ทำงานตามกฎตามระเบียบ แม้เงินจะถึงมือแล้ว แต่คงยังระแวงอยู่ว่าโชคคราวนี้จะมีกับดักอะไรแอบแฝง

“อ้อ เรื่องนั้น ผมจะถามดู แต่เหลือเวลาตั้งยี่สิบวัน ไม่รีบนี่”

“แน่นอนว่าไม่รีบ” สวี่ซูถิงยิ้ม “แต่ไม่ว่าเรื่องอะไร ควรจัดการให้เสร็จๆ ไปก่อนย่อมดีกว่า คุณเย่ไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”

เสิ่นหยางฟังออกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล สวี่ซูถิงเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัท แต่เรียกพนักงานทั่วไปคนหนึ่งอย่างเกรงอกเกรงใจเกินไป เธอจะเรียกเขาว่าเสี่ยวเย่ หรือเรียกเย่เฟิงไปเลยก็ได้ ทำไมต้องเรียกคุณเย่

แต่พอนึกถึงว่าหมอนี่มาพร้อมใบสั่งซื้อ ใจเสิ่นหยางก็กระตุก อดหันไปมองเย่เฟิงแวบหนึ่งไม่ได้ คงไม่ใช่ว่าเด็กนี่ทำตัวเป็นหมูคิดจะกินเสือ วางแผนแย่งตำแหน่งของเขา... หรือหมอนี่ก็เหมือนเขา คาดหวังสิ่งที่สูงยิ่งกว่าตำแหน่ง? แต่พอเห็นรองเท้าเย่เฟิง เสิ่นหยางก็รู้สึกว่าความคิดตนเองเหลวไหลเลอะเทอะ เขาไม่เคยคิดว่าผู้ชายที่ใส่รองเท้าตะเข็บแตกจะมีปัญญาอะไรไปจีบสาว!

“ผู้จัดการสวี่พูดถูก งั้นผมไปโทรศัพท์ก่อน” เย่เฟิงเอ่ยอย่างลังเล

“แน่นอน รีบกำหนดให้ชัดเจนจะดีที่สุด” สวี่ซูถิงยังพยายามใช้น้ำเสียงเหมือนปรึกษาหารือ ชนิดที่แม้แต่เธอยังต้องนับถือความอดทนของตัวเอง

เย่เฟิงลุกขึ้น เดินไปโต๊ะทำงานตัวเองก่อนนั่งลงเหม่อ เหมือนเขาจะทิ้งเบอร์โทรศัพท์เจ้าอ้วนจางไปตั้งแต่คราวที่แล้ว แค่เศษกระดาษแผ่นเดียว แถมยังนานขนาดนี้ จะยังอยู่ได้ยังไง... เขาคิดจะโทรไปถามผู้เร้นกายเหมือนกัน หมอนั่นทำได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือ แต่พระถังซำจั๋งท่านนี้ กว่าจะทำให้เมินตนเองแบบนี้ได้ก็ลำบากเหลือเกิน ไม่อาจเปิดช่องให้เขามีโอกาสประชดประชันตนจะดีกว่า

นั่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ พอหันไปมองสวี่ซูถิง ก็เห็นเธอกำลังจ้องตัวเองอยู่ก่อน ส่วนหญิงสาวเห็นเย่เฟิงมองไป ก็รีบก้มหน้าลง ท่าทางประดักประเดิกอยู่บ้าง

ทันใดนั้นเย่เฟิงสีหน้าเปลี่ยนไป ผุดลุกขึ้นเดินเข้าหาสวี่ซูถิง สวี่ซูถิงเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย ใบหน้าถึงกับแดงเรื่อขึ้น แต่กลับเห็นเขาเดินเฉียดผ่านตน ดิ่งไปทางประชาสัมพันธ์สาว

“คุณแซ่อะไร” เย่เฟิงเปิดฉากถามตรงไปตรงมา

“จางเสี่ยวจ้วน คุณเย่มีอะไรคะ” ประชาสัมพันธ์สาวจางเสี่ยวจ้วนหน้าตาหมดจดได้รูป ผัดแป้งบางเบา ดูก็รู้ว่ามาจากครอบครัวที่ดี เธอเห็นไอ้หนุ่มสี่ตาขวานผ่าซากคนนี้แล้วผวาไปเล็กน้อย หญิงสาวไม่กลัวพนักงานทั่วไปที่ไร้มารยาท แต่กลัวคนไร้มารยาทคนนี้จะไม่ใช่แค่พนักงานทั่วๆ ไปมากกว่า!

แม้เย่เฟิงจะเพิ่งมา แต่ผู้จัดการสวี่กลับเรียกเขาว่าคุณเย่ทุกคำ เธอย่อมไม่กล้าถลึงตาใส่เขา!

แต่แน่นอน จะให้ชายตายิ่งไม่ได้ใหญ่ จางเสี่ยงจ้วนเป็นคนหน้าตาดี แม้ยังไม่มีเพื่อนชาย แต่เทียบกันแล้ว เย่เฟิงยังแย่กว่ามาตรฐานต่ำสุดที่เธอกำหนดไว้ตั้งสองขั้น

“คืออย่างนี้ เมื่อวานผมไปกินข้าวที่โรงอาหารใต้ดิน ผู้จัดการสวี่บอกว่าต้องให้บริษัทรับรอง จึงจะทำบัตรโรงอาหารได้ ไม่ทราบว่าเรื่องนี้คุณรับผิดชอบหรือเปล่า” เย่เฟิงฉีกยิ้มกว้าง ตกลงใจแน่วแน่ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้

จางเสี่ยวจ้วนอ้าปากหวอ ลอบมองสวี่ซูถิง เห็นฝ่ายนั้นโบกมือโดยไม่หันหน้ามาด้วยซ้ำ ก็ทราบว่าสวี่ซูถิงได้ยิน ส่งสัญญาณให้เธอจัดการ จึงรีบยิ้มบอก

“ไม่มีปัญหา คุณเย่ ขอบัตรประชาชนด้วย”

หญิงสาวรับบัตรประชาชนเย่เฟิงมา เป็นบัตรสภาพคล้ายเคยถูกเอาไปแช่กรดไนตริก รูปเย่เฟิงใส่แว่นบนบัตรไม่น่ามองอย่างยิ่ง หน้าเหมือนนักโทษเพิ่งถูกปล่อยตัว จางเสี่ยวจ้วนมือสั่น แทบเขวี้ยงบัตรลงถังขยะ ฝืนสะกดหมายเลขและชื่อแซ่บนบัตร จากนั้นกรอกลงบนเอกสารที่ประทับตราไว้ก่อนแล้ว ฉีกส่งให้กับเย่เฟิ

 

“ตอนเที่ยงไปถึงโรงอาหาร ยื่นเรื่องตรงที่จ่ายค่าธรรมเนียมก็เรียบร้อยค่ะ”

“ขอบคุณครับ” เย่เฟิงรับใบรับรองมาอย่างพอใจ ตอนเดินผ่านสวี่ซูถิงก็ถาม “ผู้จัดการสวี่ พักเที่ยงตอนกี่โมงหรือครับ”

“สิบเอ็ดโมงครึ่ง เข้างานบ่ายโมง หกโมงเย็นเลิกงาน” สวี่ซูถิงไม่เงยหน้า เพราะกลัวเย่เฟิงจะเห็นแววโมโหในดวงตา “ตอนนี้อีกห้านาทีพักเที่ยง”

“อีกตั้งห้านาที” เย่เฟิงพึมพำกับตัวเอง กว่าจะเดินถึงโต๊ะก็เสียเวลาไปอีกสองนาที เดิมเขาคิดจะเปิดคอมพิวเตอร์ แต่แล้วคิดว่าควรช่วยบริษัทประหยัดไฟดีกว่า ตนเองเมื่อเป็นพนักงานของไคทว่อเจ่อ ก็ควรคิดเผื่อแผ่ถึงบริษัท พอตัดสินใจได้ ห้านาทีก็ผ่านไป เย่เฟิงดีใจจนออกนอกหน้า ผุดลุกขึ้นบึ่งไปโรงอาหาร ลืมหมดแล้วว่าเมื่อวานติดค้างสวี่ซูถิงอยู่มื้อหนึ่ง สัญญาว่าจะชดเชยให้วันนี้!

พอเย่เฟิงเดินไป พนักงานทั่วไปอีกสองคนก็ลุกขึ้นด้วย พวกเขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ผู้ชายชื่อหวังจวินเฉิน ผู้หญิงชื่ออู๋หง พากันมองสวี่ซูถิง แต่ไม่กล้าเริ่มต้นพูดก่อน จึงไปจับกลุ่มกับเสิ่นหยางแทน

“หัวหน้าเสิ่น คนเมื่อกี้ก็เป็นพนักงานทั่วไปเหมือนกันเหรอ”

น้ำเสียงพวกเขาลังเลสงสัย ดูจากการทำงานของหมอนั่น ไม่คล้ายพนักงานทั่วไปสักนิด แต่ถ้าบอกว่าเป็นเด็กเส้นคนพิเศษกลับเหมือนทีเดียว!

“แน่นอน เหมือนพวกนายนั่นแหละ” เสิ่นหยางเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เอ่ยดังๆ ว่า “ช่วงบ่ายฉันจะเรียกพวกนายสามคนมาประชุม คุยกันเรื่องงานต่อจากนี้”

เห็นชัดว่าที่จริงการประชุมไม่ใช่เป้าหมายของเขา การให้เย่เฟิงตระหนักว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจเรื่องงานต่างหากที่สำคัญ!

จังหวะนั้นสวี่ซูถิงเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เสิ่นหยาง ฉันมีเรื่องต้องการปรึกษาคุณหน่อย”

“เรื่องอะไรครับ ผู้จัดการสวี่” เสิ่นหยางยิ้มกว้าง หวังจวินเฉินสบตากับอู๋หง เดินไปทางประตูทั้งคู่อย่างรู้คิว

“เรื่องเป็นอย่างนี้” สวี่ซูถิงนึกหาคำมาอธิบาย “ถึงเย่เฟิงจะเป็นแค่พนักงานทั่วไป แต่เขาค่อนข้างพิเศษ ต่อไปฉันจะรับผิดชอบเรื่องเขาเอง ไม่ต้องถึงมือคุณ คุณคงไม่ค้านใช่ไหม”

เสิ่นหยางอึ้ง หงุดหงิด แต่ยังแสร้งทำเป็นอารมณ์ดี

“แต่ละวันผู้จัดการสวี่ก็จัดการงานมากมายอยู่แล้ว ผมกลัวคุณจะเหนื่อย”

สวี่ซูถิงไม่สนใจการประจบประแจงของเขา เพียงผงกศีรษะ

“ผู้จัดการสวี่ ได้เวลาทานข้าวแล้ว ให้เกียรติผมเลี้ยงคุณได้ไหม” เสิ่นหยางถาม น้ำเสียงเปี่ยมความหวัง

“ฉันยังมีงานอีกนิดหน่อยต้องจัดการ คุณไปทานก่อนเถอะ” สวี่ซูถิงวางตัวเหินห่างเกรงใจ

เสิ่นหยางแอบถอนหายใจ แต่รอยยิ้มยังไม่จางลง

“ก็ได้ งั้นผมไปก่อน แต่คุณอย่าลืมทานข้าว” เขาเดินจากไปชนิดก้าวเท้าหนึ่ง ต้องหันกลับมามองสามรอบ แต่สวี่ซูถิงกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานเรียบร้อย

รอจนกระทั่งเสิ่นหยางเดินไปไกลแล้ว สวี่ซูถิงจึงได้เงยหน้าขึ้น ส่ายหน้าอย่างอับจน นี่เธอปฏิเสธเสิ่นหยางไปกี่ครั้งแล้ว สิบครั้ง หรือยี่สิบครั้งกันแน่

เสิ่นหยางเป็นคนมีความสามารถ แต่ในสายตาสวี่ซูถิง เขาเป็นได้แค่คนมีความสามารถ ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ เหมือนกับที่ขันทีไม่มีทางเป็นสนมโปรดในสายตาฮ่องเต้

สวี่ซูถิงยื่นมือคว้าโทรศัพท์โทรสั่งอาหารง่ายๆ จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำบัญชีต่อ หญิงสาวเรียนมาด้านบัญชีบริหาร และเพื่อประหยัดงบ เธอจึงจัดการเรื่องการเงินด้วยตัวเอง อาหารกลางวันยังไม่ทันมาส่ง เย่เฟิงก็เดินเรอเข้ามา

สวี่ซูถิงมองเขา ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม

“เย่เฟิง อาหารที่โรงอาหารข้างล่างถูกปากไหม”

เย่เฟิงที่ทำหน้าตายมาตลอด ตอนนี้กลับยิ้มแฉ่ง

“ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้ากินมากไปก็ไม่อร่อยทั้งนั้นครับ”

สวี่ซูถิงอึ้งไป นึกถึงคำพูดของจางฟาไฉขึ้นมาได้ จึงเอ่ยอย่างเย็นชา

“นี่คงเป็นทัศนคติที่ผู้ชายทั่วไปมีต่อผู้หญิงด้วยสิ”

เย่เฟิงตกใจ นึกไม่ถึงว่าความสามารถในการเชื่อมโยงเรื่องราวของสวี่ซูถิงจะกว้างไกลขนาดนี้

“ผมแค่วิจารณ์เป็นตามเนื้อผ้า ผู้จัดการสวี่คิดมากไปแล้ว”

“ฉันก็แค่วิจารณ์เป็นตามเนื้อผ้า” สวี่ซูถิงวางปากกาลูกลื่นในมือ “หวังว่าเย่เฟิงจะไม่ถือสา”

คำเรียกหาของเธอเปลี่ยนจากคุณเย่มาเป็นเย่เฟิง แต่เย่เฟิงกลับไม่ได้สังเกต แค่ส่ายหน้า กลับไปที่โต๊ะตัวเอง สวี่ซูถิงไม่เคยเห็นพนักงานทั่วไปที่ไหนขี้เกียจขนาดนี้มาก่อน เดิมเธอนึกว่าเขาจะโทรศัพท์ติดต่อจางฟาไฉ ต่อให้ไม่ติดต่อตัวจางฟาไฉเอง อย่างน้อยก็ต้องคุยกับคนที่รับผิดชอบ แต่เย่เฟิงแค่นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น หลังพิงพนักเก้าอี้ ชั่วครู่เดียวก็ผล็อยหลับสบาย

สวี่ซูถิงถอนหายใจ มองกรอบรูปบนโต๊ะเงียบๆ รูปนั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ดวงตาสุกใส คมคายสง่างาม แต่ที่ขมับเริ่มมีผมสีเทาแซม...

 

เย่เฟิงตื่นได้ตรงเวลามาก ตอนบ่ายสองโมงตรงเป๊ะ นี่เป็นตารางเวลาจากไคฮวงเจ่อที่เขาคุ้นชิน แต่สำหรับไคทว่อเจ่อ เลยเวลาเข้างานไปหนึ่งชั่วโมงพอดี เขากวาดตามองรอบข้าง หวังจวินเฉินกับอู๋หงหันหน้าหนี เย่เฟิงหลับไปหนึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ก็คอยเฝ้าดูมาหนึ่งชั่วโมงเช่นกัน

แต่สวี่ซูถิงที่มีอำนาจมากที่สุดในสำนักงานกลับไม่ว่าอะไรเลย พวกเขาเป็นพนักงานบริษัท กินแรงคนอื่นแบบนี้ไม่ได้ ระหว่างนั้นเสิ่นหยางโทรศัพท์ ติดต่องานตลอดเวลา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในห้องนี้เขาขยันที่สุด แต่เขาโทรศัพท์ขนาดนี้ เย่เฟิงที่นั่งห่างออกไปยังหลับได้อย่างสบายใจ

เสิ่นหยางถึงกับเริ่มสงสัย หรือเย่เฟิงกับผู้จัดการสวี่จะเป็นญาติกัน ไม่อย่างนั้นทำไมเธอต้องทนเขาขนาดนี้

เย่เฟิงเงยหน้ามองนาฬิกาแล้วรู้สึกผิดเล็กน้อย ตอนเขาอยู่ไคฮวงเจ่อก็เป็นอย่างนี้ ฟางจูหยุนมักโมโหที่เขาขี้เกียจ แต่ก็ไม่มีปัญญาทำอะไรได้

“เย่เฟิง ตื่นแล้วหรือ” สวี่ซูถิงทัก

“จะทำงานเดี๋ยวนี้ละครับ” เย่เฟิงมองคอมพิวเตอร์แล้วเห็นยังปิดอยู่ จึงก้มตัวลงหมายจะเปิด แต่สวี่ซูถิงเดินเข้ามา เอ่ยเรียบๆ “ไม่ต้องเปิด คุณออกไปทำธุระกับฉันหน่อย”

เสิ่นหยางและพนักงานทั่วไปอีกสองคนแทบลมจับ ไม่รู้ว่าทำไมสวี่ซูถิงผู้เย่อหยิ่งอดทนกับเย่เฟิงนัก ถึงกับยอมรอจนเขาตื่นแล้วค่อยให้ทำงาน!

“ออกไปเหรอ” เย่เฟิงอิดออด ถ้าเป็นเสิ่นหยางป่านนี้คงดีใจสุดๆ ไปแล้ว แต่สำหรับเย่เฟิง แม้ตอนนี้อากาศจะไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ออกไปข้างนอกจะสบายเท่าอยู่ในออฟฟิศได้ยังไง

“ไม่ว่างเหรอ” สวี่ซูถิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

ต่อให้เย่เฟิงหน้าด้านกว่านี้ ก็พูดไม่ออกว่าตัวเองกำลังยุ่ง ดูเหมือนคนที่ว่างที่สุดในห้องนี้ก็คือเขา

“เปล่า ไม่ใช่ ผมหมายความว่า ที่จริงงานก็ออกจะมาก ผู้จัดการสวี่ไม่ต้องทำเองทั้งหมดก็ได้”

เย่เฟิงรู้ว่าขงเบ้งเหนื่อยจนรากเลือดตายอย่างไร แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสวี่ซูถิง เขาก็พูดไม่ออก ตั้งแต่เขามาที่นี่จนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยเห็นสวี่ซูถิงพักเลย!

“บางเรื่องคุณให้พวกเราเหล่าพนักงานทำก็ได้ ไม่งั้นจ้างพวกเราไว้ทำอะไร” เย่เฟิงเอ่ยอย่างเป็นจริงเป็นจัง

สวี่ซูถิงค่อยอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย นึกในใจว่าคุยกันมาตั้งมาก เพิ่งมีประโยคนี้ที่คล้ายภาษาคน

“ยังไงฉันก็ต้องพาคุณไปดูโรงงานอยู่ดี เพราะเกรงว่าต่อไปคงเป็นธุระของคุณคนเดียวแล้ว”

เสิ่นหยางเพิ่งวางโทรศัพท์ พลันแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง สวี่ซูถิงไม่ทราบไม่ได้ยิน หรือแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เอ่ยว่า

“พวกเราไปกันเถอะ”

เย่เฟิงลุกขึ้น เดินออกไปท่ามกลางสายตาอันหลากหลายของคนที่เหลือ แต่เขาไม่สะทกสะท้านอะไร ทั้งคู่เดินออกจากตึก สวี่ซูถิงโบกมือเรียกรถแท็กซี่คันหนึ่ง บอกว่า

“ไปเขตอุตสาหกรรมต้าสือชง”

หญิงสาวขึ้นนั่งเบาะหลัง เย่เฟิงลังเลเล็กน้อย ก่อนนั่งเบาะหลังเช่นกัน เพราะเบาะหน้ามักเป็นที่นั่งคนจ่ายเงิน เมื่อกลางวันเขาจ่ายเงินไปแล้วร้อยหยวนเป็นค่าทำบัตรโรงอาหาร แม้จะไม่ได้นับว่าเหลือเงินเท่าไหร่ แต่รู้ว่าไม่พอไปเขตต้าสือชงแน่นอน อีกอย่าง สวี่ซูถิงเป็นเจ้านาย คงไม่ให้เขาเป็นคนจ่ายเงินหรอก เมื่อคิดอย่างนี้ เย่เฟิงจึงตัดสินใจได้ แต่ยังรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย เธอเป็นผู้จัดการใหญ่ประเภทไหนกัน รถสักคันก็ไม่มี

เขารู้จักเขตต้าสือชง เป็นเขตอุตสาหกรรมของเมือง S และเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ชายหนุ่มคร้านจะถามว่าไปที่นั่นทำอะไร จะอย่างไรไปถึงแล้วก็รู้เองอยู่ดี

สวี่ซูถิงหลับตาลงช้าๆ เอนศีรษะพิงหน้าตารถเบาๆ ขนตางอนยาวกระเพื่อมไหวตามความเร็วที่รถแล่นไป งดงามเย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก อาจมีแต่เวลาเช่นนี้ สวี่ซูถิงจึงนับเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง

หญิงสาวแม้สวยเจิดจ้า แต่กลับดูเหนื่อยอ่อน ตั้งแต่ได้รับคำสั่งซื้อสามล้านจากจางฟาไฉเมื่อวาน เธอก็ทำงานตลอดคืน และทำต่อมาตลอดทั้งเช้า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เธอได้พัก แต่เย่เฟิงกลับมองรอบข้างอย่างตื่นเต้น บังเอิญเห็นสวี่ซูถิงผ่านกระจกมองหลัง ใบหน้าหมดจดแฝงแววอ่อนล้า แต่เขาไม่ละอายใจอะไร มีเพียงความสะทกสะท้อน หนทางชีวิตนั้นตนเองเป็นคนเลือกเอง ผู้หญิงคนหนึ่ง เหตุใดต้องพยายามเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยปานนี้ คุ้มแล้วหรือไม่...

 

“คุณคนขับ ช่วยหรี่แอร์หน่อย” เย่เฟิงเห็น สวี่ซูถิงแม้ไม่ได้ขดตัว แต่ท่าทางคล้ายจะหนาว ชายหนุ่มย่อมคิดไปไม่ถึงว่าควรถอดเสื้อนอกไปคลุมให้เธอ หากเขายังนับว่ามีมนุษยธรรม บอกให้คนขับรถเปิดแอร์เบาลง

ตลอดทางไร้คำพูด รถแล่นอยู่เกือบชั่วโมงจึงได้มาถึงต้าสือชง เขตต้าสือชงอยู่ชานเมือง S มีบริษัทข้ามชาติชื่อเสียงโด่งดังตั้งอยู่สองบริษัท พลอยกระตุ้นเศรษฐกิจของบริเวณใกล้เคียงไปด้วย มองจากหน้าต่างรถจะเห็นบรรยากาศของยุคใหม่ที่คึกคักรุ่งเรือง

“จะไปที่ไหนในเขตต้าสือชงหรือครับ” คนขับรถถาม ตอนนี้พวกเขาเข้าเขตอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว

เย่เฟิงอดกระแอมไม่ได้

“คง...แถวๆ นี้”

คนขับเหยียบเบรคเอี๊ยด หันกลับมา

“พี่ชาย แถวนี้นี่ที่ไหน”

เมื่อรถเบรค สวี่ซูถิงก็ตื่น กวาดตามองรอบข้างแล้วบอก

“ตรงไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวซ้าย เขตอุตสาหกรรมที่เจ็ด”

รถแล่นไปด้านหน้า สวี่ซูถิงยันตัวขึ้นนั่งตรงๆ มองเย่เฟิงยิ้มๆ

“คุณเคยมาที่นี่ไหม”

“เคยผ่าน ผมรู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของไคฮวงเจ่อผลิตที่นี่” เย่เฟิงมองสภาพรอบข้าง “แต่ผมไม่รู้หรอกว่าโรงงานเขาอยู่ตรงไหน”

“ไคฮวงเจ่ออยู่เขตอุตสาหกรรมที่สอง” สวี่ซูถิงอธิบายเบาๆ “พวกนั้นตั้งบริษัทก่อนพวกเราสามปี เขตอุตสาหกรรมที่สองเป็นเขตพวกทุนหนา ปกติมีแต่บริษัทที่มีศักยภาพจริงๆ ถึงจะเปิดโรงงานที่นั่น”

เย่เฟิงนึกในใจ แค่เรื่องเปิดบริษัท คุณก็ตามหลังเขาตั้งไกลแล้ว แต่นึกดูอีกที หากคิดแบบนี้ ตัวเขาเป็นลูกน้องของสวี่ซูถิง คงยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

ทั้งคู่ลงจากรถ เย่เฟิงงึมงำ

“อากาศที่นี่ดีกว่าในเมืองหน่อย อย่างน้อยก็ไม่มีควันพิษจากรถ”

สวี่ซูถิงมองเขาแวบหนึ่ง ขบริมฝีปากคล้ายคิดจะเอ่ยอะไร แต่สุดท้ายยังคงอดกลั้นไว้

ด้านหน้ามีอาคารเรียงเป็นแถว ล้วนเป็นตึกเก่าที่ทรุดโทรมไปมาก ยืนหยัดอย่างไร้ชีวิตจิตใจอยู่ตรงนั้นราวกับคนชราที่เรี่ยวแรงถดถอย เทียบกับเขตอุตสาหกรรมอื่นๆแล้ว สภาพตรงหน้าค่อนข้างล้าหลัง เขตอุตสาหกรรมที่สองมีรถวิ่งส่งของไม่ขาดสาย แต่ที่นี่ตั้งแต่ลงรถจนมาถึงประตูโรงงาน แม้แต่เสียงแตรรถยังไม่ได้ยิน

ทั้งคู่ขึ้นลิฟท์ส่งของที่ส่งเสียงดังกึงกังขึ้นไป เย่เฟิงแหงนหน้ามองด้านบน โคมไฟเก่าๆ กระพริบวูบวาบ ส่องแสงเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวสลัวอาบไล้ลงบนใบหน้าผู้คน

“ส่วนเครื่องจักรพวกเราอยู่ชั้นสี่” สวี่ซูถิงเอ่ยเบาๆ “คราวหลังคุณต้องมาที่นี่คนเดียว จำตำแหน่งไว้ด้วย”

“อะไรนะ” เย่เฟิงอึ้ง เขาจะมาที่นี่ทำอะไร หรือเพราะเขาหลับ เลยถูกลดตำแหน่ง?

สวี่ซูถิงไม่อธิบาย พอประตูลิฟท์เปิด ก็พาเย่เฟิงเดินออกก่อนเลี้ยวซ้าย ชั้นนี้แบ่งเป็นสองบริษัท อีกบริษัทหนึ่งเป็นโรงงานทำเสื้อผ้า คนที่เข้าออกล้วนเป็นเด็กสาว นานๆ จะมีหญิงสาวหน้าตาไม่เลวโผล่มาคนสองคน มองเย่เฟิงแล้วก็รีบเบนสายตาจากไป กลัวสารรูปชายหนุ่มจะไปทำให้มาตรฐานการเลือกสามีของตัวเองลดลง

ทั้งสองเดินเข้าไปในเขตติดตั้งเครื่องจักรของไคทว่อเจ่อ ซึ่งค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว มีเครื่องจักรวางอยู่เฉยๆ สามเครื่อง หนุ่มสาวราวยี่สิบกว่าคนยืนอยู่ตรงนั้น กำลังอ่านคู่มือการผลิตโดยไม่เบนสายตาไปไหนเลย ทั้งชายทั้งหญิงทุกคนอายุราวยี่สิบ

“งานนี้ไม่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ขอแค่จบมัธยม ฝึกงานไม่กี่เดือนก็ทำได้” สวี่ซูถิงอธิบาย

ตอนนี้เย่เฟิงเริ่มประหลาดใจบ้างแล้ว นึกไม่ถึงว่าสวี่ซูถิงจะคุมงานในโรงงานเครื่องไฟฟ้าได้ขนาดนี้ เครื่องมือในโรงงานเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่สวี่ซูถิงกลับอายุไม่มาก นี่ทำให้เขาอดพิจารณาความสามารถของผู้จัดการสวี่ใหม่ไม่ได้

หญิงสาวนำเย่เฟิงเดินตรงไปด้านในที่กั้นไว้เป็นห้อง ระหว่างทางเจอคนงานหลายคน ทุกคนล้วนหยุดทักสวี่ซูถิง ทีท่าเคารพแฝงความสนิทสนม แต่สายตาที่มองเย่เฟิง กลับประหลาดใจปนระแวง

ห้องด้านในไม่เล็กนัก แต่มองแล้วรู้สึกแออัด สภาพเหมือนร้านขายของชำไม่มีผิด เต็มไปด้วยชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า แผงวงจรอะไรพวกนั้น ในห้องมีคนเพียงสองคน คนหนึ่งอยู่ใกล้ประตู กำลังใช้มัลติมิเตอร์บัดกรีและวัดค่าอะไรอยู่ พอเห็นสวี่ซูถิงเดินเข้ามาก็ลุกขึ้น เอ่ยอย่างนอบน้อม

“สวัสดีครับผู้จัดการสวี่”

ส่วนอีกคนกลับหันหลังให้ประตู กำลังมองจอคอมพิวเตอร์อย่างมีสมาธิ บนหน้าจอเป็นรูปแผงวงจรไฟฟ้า

“จะทักจวินอู่ไหมครับ” เด็กหนุ่มคนนี้ก็อายุน้อยเช่นกัน “เขากำลังออกแบบแผงต้นแบบ วันๆ ไม่ได้กินข้าวเลย”

สวี่ซูถิงส่งเสียง ‘อืม’ โบกมือวูบ สีหน้าเจือแววห่วงใย เย่เฟิงที่ด้านข้างเห็นแล้วได้ข้อสรุปข้อหนึ่ง ผู้หญิงที่เข้มแข็งมักอยู่กับคนบ้างาน คนที่ชื่อจวินอู่อะไรนั่นคงเพี้ยนไปแล้ว ทำงานจนข้าวปลาไม่ได้กิน เพื่ออะไรกัน แผงวงจรนั่นจะดูไปทำไม ทันใดนั้นหัวใจเขาสั่นสะท้าน แผงวงจรหรือ ทำไมเขาคล้ายคุ้นเคยกับของชนิดนี้ เย่เฟิงสะบัดหัวแรงๆ แต่โดนสวี่ซูถิงจับได้

“เย่เฟิง คุณคิดยังไงกับแผงวงจร”

เสียงเธอพอดัง คนที่ชื่อจวินอู่ก็หันมา ถามบ้าง

“นายคิดยังไง”

แว่นของจวินอู่หนาพอๆ กับของเย่เฟิง รูปร่างไม่ถือว่าสูงมาก เย่เฟิงมักสวมสูทเก่าๆ แต่จวินอู่ซึ่งอยู่ที่นี่สวมแค่เสื้อกล้ามตัวเดียว

“จวินอู่ กินข้าวเสร็จค่อยทำงานต่อเถอะ งานนี้ไม่จำเป็นต้องทำเสร็จในวันเดียว” มุมปากสวี่ซูถิงเจือรอยยิ้ม เธอรู้นิสัยจวินอู่ดี ไม่ว่าคุณคุยอะไรกับเขา เขาอาจทำเป็นไม่ได้ยินได้ แต่หากพูดถึงเรื่องเทคโนโลยี รับรองว่าเขาต้องเป็นคนแรกที่ต่อบทสนทนาด้วย เมื่อครู่ที่เธอถามเย่เฟิงนั้น ย่อมไม่ได้คาดหวังให้ชายหนุ่มตอบ แต่ล่อให้เหยาจวินอู่หันมาต่างหาก จึงเป็นเรื่องที่เธอคำนวนไว้!

“ตัวขยายสัญญาณของวงจรไม่พอ เปลี่ยนแผงวงจรคริสตัล ( เชิงอรรถ - แผ่นคริสตัลหรือผลึกควอทซ์บางฉาบโลหะ ทำหน้าที่ปล่อยความถี่เรโซแนนซ์ ซึ่งทำให้สัญญาณไฟฟ้ามีความถี่คงที่ขึ้น) บนลีดส์ ( เชิงอรรถ – ขั้วไฟฟ้า ) หมายเลขสองเถอะ” เย่เฟิงโพล่งออกมาโดยไม่หยุดคิด แต่แล้วก็รีบยกมือปิดปาก สีหน้าเปลี่ยนไปทันที

จวินอู่มองเขาแวบหนึ่งก่อนหันกลับไป คำพูดเย่เฟิงฟังเหมือนเป็นมืออาชีพ ไม่คล้ายปั้นแต่งขึ้นเอง และแต่ไหนแต่ไรถ้าถกกันเรื่องเทคโนโลยี เขาไม่เคยดูถูกหรือปฏิเสธความคิดใครมาก่อน จึงแค่ขมวดคิ้วเข้าหากัน

“แผงวงจรคริสตัลเหรอ หืม มีเหตุผล ลองดูแล้วกัน”

เขาบอกจะทำก็ลงมือทำทันที แก้แปลนต้นแบบอย่างรวดเร็ว จากนั้นกดปุ่มทดสอบระบบ ไฟเขียวดวงหนึ่งบนหน้าจอสว่างวาบ จวินอู่ปรบมือครั้งหนึ่ง ร้องว่า

“เยี่ยม เยี่ยมจริงๆ!” ชายหนุ่มลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น สาวเท้ายาวๆ เข้าหาเย่เฟิง ไม่สังเกตเห็นท่าทางมึนงงของสวี่ซูถิง มองเย่เฟิงอย่างเป็นมิตร ยื่นมือให้ “ผมชื่อเหยาจวินอู่ คุณล่ะ ผู้จัดการสวี่ คุณไปหามือดีแบบนี้มาจากไหน ผมกำลังกลุ้มว่าทดลองอยู่คนเดียวกินแรงเกินไปพอดี”

“เขาชื่อเย่เฟิง” ตอนที่สวี่ซูถิงเอ่ยประโยคนี้ นึกแค่อยากกลับไปนอนหลับให้เต็มตื่น จะได้แน่ใจว่าที่เธอได้ยินไม่ใช่ประสาทหลอนไปเอง “ฉันเพิ่งรับมาทำงานเมื่อวาน”

“ไม่เลวจริงๆ” เหยาจวินอู่ยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ “ผู้จัดการสวี่ คนที่คุณหามาคราวนี้ไม่เลวเลย”

“แต่” สวี่ซูถิงอึกอัก “แต่ว่า จวินอู่ ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอ”

“ยังจะคุยอะไร คนแบบนี้ไม่ต้องทดลองงานหรอก” เหยาจวินอู่ร้อง เขาทดลองด้านอิเล็กทรอนิกส์มาตลอด รู้ว่าการออกแบบแผงวงจรไฟฟ้าต้องอาศัยทักษะขั้นสูงและสายตาผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีทางคาดเดาเปะปะแต่ได้ผลแน่นอน แผงวงจรนี้เขาคิดอยู่นานยังจับหลักไม่ได้ หากเย่เฟิงบอกว่าที่พูดเป็นแค่ประโยคพล่อยปาก ต่อให้ตีเขาตายเขาก็ไม่เชื่อ แต่ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ “ผู้จัดการสวี่ คุณจะให้เขาคุมด้านเทคนิคหรือ ไม่มีปัญหา ผมไม่ขัดข้อง”

“ฉันรับเขามาเป็นพนักงานทั่วไป” สวี่ซูถิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้

“หา” เหยาจวินอู่คลายมือออก ตาถลนจนแทบดันแว่นร่วง “ผู้จัดการสวี่ คุณ... คุณไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม”

หนังสือแนะนำ