บทที่ 4 อัจฉริยะปัญญาอ่อน

หากใบหน้าเย่เฟิงฉายแววดีใจแม้เล็กน้อย สวี่ซูถิงคงรู้สึกว่าอย่างน้อยเย่เฟิงยังเป็นคน มีความรู้สึกมีความต้องการ แต่สิ่งที่ทำให้เธอผิดหวังคือ เย่เฟิงเพียงส่งเสียง ‘อ้อ’ คำเดียว แล้วส่งเอกสารคืนมา คล้ายสำหรับเขาแล้ว สามแสนหกหมื่นหยวนกับสามเหมาหกเฟิน (เชิงอรรถ – หน่วยเงินของจีน สิบเฟินเป็นหนึ่งเหมา สิบเหมาเป็นหนึ่งหยวน ) ไม่ต่างกันเท่าไหร่

เจอยอดคนเข้าแล้ว... สวี่ซูถิงบอกตัวเอง เธอมีชีวิตอยู่มายี่สิบกว่าปี ในที่สุดก็เจอคนที่เห็นเงินราวกับก้อนดิน แม้ยอดคนผู้นี้ดูยังไงก็เหมือนกัดก้อนดินกินโตมาก็ตาม

ยื่นมือไปรับสัญญามาแล้ว สวี่ซูถิงก็ตรวจดูรอบหนึ่ง ยังดี... คุณชายที่กัดก้อนดินกินโตมายังเขียนภาษาจีนได้

“คุณเย่ งั้นเราตกลงกันตามนี้ พรุ่งนี้คุณมาทำงานอย่างเป็นทางการได้เลย ไม่ทราบคุณมีคำถามอะไรไหม”

เย่เฟิงไม่มีคำถาม และคิดคำถามอะไรไม่ออกจริงๆ แต่ขณะจะหมุนตัวจากไป พลันนึกคำถามสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเขาขึ้นมาได้คำถามหนึ่ง

“ผู้จัดการสวี่ พนักงานบริษัทกินข้าวกันที่ไหนครับ”

สวี่ซูถิงอึ้งมองเขาครู่ใหญ่

“ชั้นใต้ดินชั้นที่หนึ่งมีโรงอาหาร แต่ต้องทำบัตรประจำตัวของบริษัทก่อน” เธอมองนาฬิกา “แต่ตอนนี้หมดเวลาทำบัตรแล้ว พรุ่งนี้แล้วกัน พรุ่งนี้คุณมาเช้าหน่อย ให้เสี่ยวหวังทำบัตรโรงอาหารให้ นี่ฉันยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน ไปด้วยกันไหม”

เย่เฟิงพยักหน้า ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด แต่ไม่ลืมบอกว่า

“มื้อถัดไปผมเลี้ยงคืนแล้วกัน”

สวี่ซูถิงที่กลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว ยิ้มเฉิดฉายเป็นที่สุด

“ตกลง”

จังหวะนั้นชายคนหนึ่งเดินลุกลี้ลุกลนเข้ามา อายุเขาไม่มาก แต่ใบหน้าหยิ่งยโส ท่าทางเย็นชาเหมือนเพนกวินวิ่งเข้าหาขั้วโลกเหนือ หากพอเห็นรอยยิ้มของสวี่ซูถิง ใบหน้าอุณหภูมิลบแปดองศาของเขาก็กลับเป็นสามสิบเจ็ดองศาเซลเซียส

“ผู้จัดการสวี่ ทานข้าวหรือยังครับ”

“เสิ่นหยาง” สวี่ซูถิงหันไปแนะนำกับเย่เฟิง “หัวหน้าฝ่ายขายของบริษัท พวกคุณเป็นคนรุ่นใหม่เหมือนกัน”

พูดถึงตรงนี้ สวี่ซูถิงก็ไม่มีแก่ใจจะแนะนำต่อ ไม่ว่าดูอย่างไร เย่เฟิงผู้นี้ก็ไม่อาจใช้คำว่าคนรุ่นใหม่มาบรรยายได้ จากสารรูปของเขา ต่อให้เป็นคนแก่เจ็ดแปดสิบยังดูมีความหวังในชีวิตมากกว่า

ในที่สุดสวี่ซูถิงก็พบความจริงข้อหนึ่ง คือเย่เฟิงไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่คนเขลา ถ้าจะพูดให้ถูก เขาแค่คล้ายไม่มีความปรารถนาใด หรือถ้าจะให้จริงกว่านั้น คือเขาไม่มีความหวังอะไรเลย!

ความหวังคือปีศาจ สามารถบันดาลให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนเป็นน่ากลัวถึงที่สุด เพื่อสิ่งที่อยากได้แล้วไม่เลือกวิธีการ ปีศาจใช้ความหวังหลอกล่อให้คนเรายิ่งเดินยิ่งถลำลึกไม่อาจถอนตัว แต่หากไม่มีความหวัง คนเราใช่ถือเป็นปีศาจได้หรือไม่... สวี่ซูถึงนึกถึงตรงนี้ รู้สึกหนาววูบจนสั่นสะท้าน

“ผมชื่อเย่เฟิง เป็นพนักงานทั่วไปคนใหม่ สวัสดีครับหัวหน้าเสิ่น” เย่เฟิงยื่นมือออกไป เป็นฝ่ายเริ่มต้นทักทายก่อน สวี่ซูถิงอึ้งไป แทบเข้าใจว่านี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับเก้าของโลก

เสิ่นหยางแค่ผงกศีรษะอย่างดูถูก ใบหน้าเกือบจะมีคำว่า ‘นายเป็นใครกัน’ เขียนเอาไว้ เขาไม่ยื่นมืออกมา เพราะยึดหลักว่าจงเลียนแบบเหลยเฟิง ( เชิงอรรถ - นายทหารสังกัดกองทัพปลดแอกประชาชนและเป็นยุวสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้สมถะ ทุ่มเท และอุทิศตนให้แนวทางของเหมาเจ๋อตง ) ในการปฏิบัติต่อผู้อื่น บางครั้งอาจอบอุ่นเช่นฤดูใบไม้ผลิ บางคราวอาจไร้น้ำใจเช่นสายลมฤดูใบไม้ร่วง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เย่เฟิงท่าทางเหมือนพวกอ่อนหัด แถมยังเป็นแค่พนักงานธรรมดา ย่อมไม่อยู่ในสายตาของเขา!

สวี่ซูถิงกลับไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย เสิ่นหยาง... เขาเรียนจบเอกการตลาดจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง มีประสบการณ์ด้านการขายสามปีกับบริษัทชั้นนำ เขามีความสามารถ ...เรียกว่ามีความสามารถเหนือธรรมดา แต่คนมีความสามารถมักเย่อหยิ่ง เพราะหากไม่หยิ่ง คนอื่นจะรู้ได้ยังไงว่าเขาสามารถ!

ที่จริงเหตุผลนี้ไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คนจำนวนมากหยิบยกมาใช้ โดยอ้างว่าเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ ที่เสิ่นหยางมาเป็นหัวหน้าฝ่ายในบริษัทเล็กๆ นี้ ครึ่งหนึ่งเพราะต้องการท้าทายความสามารถตนเอง ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง... สวี่ซูถิงใช้สัญชาตญาณผู้หญิงของตัวเองตรองดูก็เข้าใจ แต่คร้านจะไปคิดถึง

เสิ่นหยางมีความสามารถและมีเส้นสายจริงๆ สองเดือนมานี้มีผลงานทำยอดได้ถึงห้าแสน ซึ่งทำให้สวี่ซูถิงรู้สึกว่าตนเองมองคนไม่ผิด ฉะนั้นแม้เขาจะเย่อหยิ่ง สวี่ซูถิงก็ทนได้ แต่เห็นท่าทีที่เขามีต่อเย่เฟิง หญิงสาวก็ชักไม่พอใจ การเป็นมนุษย์ อันดับแรกคือต้องรู้จักเคารพมนุษย์ผู้อื่น ความสัมพันธ์ต้องอยู่บนความเท่าเทียม หากคุณไม่เคารพใคร จะหวังให้ใครมาเคารพคุณ!

“เย่เฟิง ไปกันเถอะ” สวี่ซูถิงเอ่ย ไม่สนใจสายตาเปี่ยมความรู้สึกที่เสิ่นหยางส่งมา เดินไปทางประตูลิฟท์ก่อนใคร เย่เฟิงก็หดมือกลับมา แต่เสิ่นหยางไม่ได้สังเกต สมาธิเขาทุ่มให้กับสวี่ซูถิงทั้งหมด

“ผู้จัดการสวี่” เสิ่นหยางเรียก สีหน้าฉายแววเสียใจ มองคนทั้งสองเข้าไปในลิฟท์ พริบตาเดียวภาพตรงหน้าก็ถูกประตูลิฟท์กางกั้น เขาอดมึนงงสงสัยไม่ได้ “ผมทำอะไรผิด”

 

“คุณเย่ ต้องขอโทษด้วย” สวี่ซูถิงเริ่มเอ่ยขออภัยก่อน อาจเพราะสำหรับเจ้านาย ความสัมพันธ์ระหว่างลูกน้องก็สำคัญ

“ขอโทษเหรอครับ” เย่เฟิงยิ้มออกมา “เรื่องที่หัวหน้าฝ่ายเสิ่นหยางไม่จับมือผมใช่ไหม”

สวี่ซูถิงอึ้งไป อดประเมินเย่เฟิงใหม่อีกรอบไม่ได้ อาจเพราะตั้งแต่เธอได้พบกับเย่เฟิงเป็นต้นมา เพิ่งได้ยินเขาพูดจามีสมองเป็นครั้งแรก หรือคำโบราณที่ว่า ‘ผู้โง่เขลาขบคิดพันครั้ง ย่อมมีสักครั้งที่ใช้การได้’ จะเป็นความจริง

หญิงสาวพบเห็นอีกครั้ง ว่าแม้ตอนเย่เฟิงทำหน้าตายจะดูโง่ๆ แต่ตอนเขายิ้ม กลับคมคายได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

“ใช่ ครั้งนี้เขาเสียมารยาทไปบ้าง แต่หากคุณคบเขานานๆ เข้า อาจพบว่าเขาก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง” สวี่ซูถิงถอนหายใจ ที่จริงคนหนุ่มสาวที่มีตำแหน่งอย่างเสิ่นหยาง จะมีสักกี่คนที่รู้จักมารยาท คนเหล่านั้นเพียงมองก็ดูออกว่าใครมีคุณค่าพอให้คบหา ใครคู่ควรให้สนิทสนม สารรูปอย่างเย่เฟิง แค่มองแวบเดียวเสิ่นหยางก็จัดเข้ารายชื่อบัญชีดำแล้ว นี่เป็นความเคยชิน ไม่อาจโทษว่าเสิ่นหยางเย็นชาต่อเย่เฟิง

“คบเขานานๆ เข้าเหรอ” เย่เฟิงพึมพำกับตัวเองจบ มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย ครั้งนี้จะนานเท่าไหร่ หนึ่งเดือน หรือสองเดือนกันแน่

ตอนที่ทั้งคู่มาถึงโรงอาหารชั้นล่าง คนที่มารับประทานอาหารก็น้อยลงมากแล้ว เมืองที่วุ่นวายย่อมอาศัยอยู่ด้วยผู้คนที่รีบเร่ง พักกลางวันระหว่างงานเป็นช่วงเวลาแสนสั้น หลังจากเร่งรีบหาอะไรใส่ปาก ก็ต้องพักผ่อนแข่งกับเวลา เพราะมีแต่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถรับศึกระลอกถัดไปได้

สวี่ซูถิงสั่งผักสองจาน น้ำแกงถ้วยหนึ่ง เย่เฟิงก็เช่นกัน ทั้งคู่รับประทานกันเงียบๆ เห็นชัดว่าไม่มีอะไรจะคุย พวกเขาความจริงก็อยู่กันคนละโลกอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้หมายถึงโลกมนุษย์กับนรก แต่วิธีการแบ่งขอบเขตของ ‘โลก’ มีอยู่หลายแบบ และมีหลายระดับชั้น!

กระทั่งรับประทานเสร็จ เย่เฟิงจึงเงยหน้าขึ้นยิ้ม “อาหารที่โรงอาหารนี้ไม่เลวเลยครับ”

สวี่ซูถิงนิ่งไปครู่หนึ่ง “สิ่งที่คุณต้องการดูเหมือนจะเรียบง่าย”

อาหารที่นี่ในสายตาของสวี่ซูถิงแล้ว ไม่อาจใช้คำว่า ‘ไม่เลว’ มาบรรยายได้เด็ดขาด จากมุมมองของหญิงสาว ควรบอกว่าไม่ได้เรื่องที่สุด ขนาดที่เธอต้องกล้ำกลืนกินมันลงไป แต่เห็นท่าเย่เฟิงแล้ว เขากินอย่างเอร็ดอร่อยจริงๆ ยิ่งนึกถึงเรื่องข้าวกล่องสุดหรูราคาสิบหยวนของเขา เรื่องจางฟาไฉ เรื่องยอดสามล้าน ไปจนถึงใบสั่งซื้อยี่สิบล้านแล้ว สวี่ซูถิงได้แต่รู้สึกว่าคนๆ นี้ช่างประหลาดแท้ๆ!

เย่เฟิงลูบท้อง หัวเราะบอก “สิ่งที่ผมต้องการไม่ได้เรียบง่ายหรอก แต่ความคิดของคุณซับซ้อนไปเท่านั้นเอง”

เขาเอ่ยประโยคโง่เขลาที่แฝงปรัชญานี้จบ ก็ทิ้งสวี่ซูถิง เดินออกไปเลย แต่เดินได้แค่ครึ่งทางก็วกกลับมา หัวเราะพลางบอกขอโทษ เพราะทางนั้นไม่ใช่ทางออก ต้องเป็นทางตรงข้ามต่างหาก!

สวี่ซูถิงมองเงาหลังเย่เฟิงปากอ้าตาค้าง ไม่ทราบจริงๆ ว่าควรบรรยายชายหนุ่มอย่างไร อัจฉริยะ... หรือปัญญาอ่อนกันแน่

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางจูหยุนเลิกงานแล้วรีบกลับที่พัก ด้วยความรู้สึกทนรอแทบไม่ไหว

ก่อนเลิกงาน หญิงสาวมองนาฬิกาอยู่หลายรอบ ก่อนหน้านี้เธอมักออกจากบริษัทดึกดื่น คอยดูให้แน่ใจว่าเอกสารของลูกค้าเรียบร้อยดีทุกอย่าง แต่วันนี้เธอกลับไม่มีสมาธิจดจ่อกับเรื่องนี้อีก เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า บริษัทและการทำงานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

เธอรู้สึกว่า ที่พักกลายเป็นบ้านของเธอไปแล้ว ในบ้านยังมีชายคนหนึ่งรอเธออยู่

ผู้ชายที่แม้จะไม่มีงาน แต่ได้ทำอาหารอร่อยๆ ไว้ รอเธอกลับไป จากนั้นบอกเธอว่า ‘ขอบคุณที่ลำบากทำงาน’ เธอรู้สึกว่าได้มีวันเวลาเช่นนั้นก็พอใจแล้ว

ที่นี่คือเมืองที่เกลื่อนไปด้วยวัตถุ แต่หญิงสาวกลับรักนวลสงวนตัวยิ่งนัก ทั้งที่อาศัยรูปร่างหน้าตาอย่างเธอ คิดจะหาผู้ชายคุณสมบัติไม่เลวคนหนึ่ง ความจริงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เธอชอบสร้างความสุขของตัวเองจากสองมือ เธออยากแต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก และแน่นอน เธอย่อมหวังให้ชายคนนั้นรักเธอด้วย

แต่ไม่นานหญิงสาวก็พบว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุดมคติ ถึงกับอาจเป็นแค่ความฝัน

ประตูห้องลงกลอนอยู่ ฟางจูหยุนอึ้งมองอยู่ครู่ ขณะที่เปิดประตูออก มือเธอก็อดสั่นไม่ได้ หญิงสาวรู้จักคนอย่างเย่เฟิงดี เขาซื่อสัตย์ เฉยชา งุ่มง่าม แต่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ความช่วยเหลือของเขาล้วนมาจากใจ ไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง

ฟางจูหยุนรู้จักเขามาสองเดือน ชอบเขาด้วยหลายเหตุผล แต่สิ่งที่ทำให้เธอชอบเขามากที่สุด คือตอนที่เขาคบหากับเธอ ล้วนปฏิบัติต่อเธออย่างคนที่เท่าเทียมกัน แต่หญิงสาวไม่เข้าใจ ...ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงยอมทิ้งงานดีๆ ไป ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่รู้จักสู้ ทำไมถึงขี้เกียจนัก ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเขาเหมือนไร้หัวใจ ไม่สนใจความนัยที่ตนเองเพียรส่งหา บอกจะไปก็ไป แม้แต่หนทางติดต่อก็ทำลายทิ้งไม่เหลือ

ฉะนั้นตอนที่เปิดประตูฟางจูหยุนจึงกังวลจริงๆ กลัวว่าเย่เฟิงจะจากไปกะทันหันอีก รอจนเห็นสัมภาระเขายังอยู่ในห้อง หญิงสาวจึงระบายลมหายใจยาวๆ วางอาหารที่ซื้อมาลง ในใจคิดแต่ว่า ไม่รู้เย่เฟิงได้งานหรือยัง เขาออกไปนานขนาดนี้ยังไม่กลับ ใช่ออกไปหางาน หรือเริ่มทำงานแล้วกันแน่

“อาหยุน ฉันกลับมาแล้ว วันนี้มีอะไรกิน” เติ้งซาเพิ่งเข้ามาก็ส่งเสียงเอะอะ มองเข้ามาในครัว เห็นฟางจูหยุนนั่งใจลอยอยู่ ก็อดถามไม่ได้ “อาหยุน เป็นอะไร เพื่อนเธอคนนั้นล่ะ ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”

“เขาคงออกไปหางาน” ฟางจูหยุนได้สติ นึกออกว่าตอนนี้มีเบอร์โทรเขาแล้ว จึงรีบพุ่งออกจากครัว หยิบมือถือตัวเองขึ้น ทีแรกเธอกลัวว่าโทรไปแล้วเย่เฟิงจะปิดมือถือ แต่โชคดีที่ยังมีสัญญาณ แค่ไม่มีคนรับสาย ฟางจูหยุนกังวลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“เธอชอบหมอนั่นหรือ” เติ้งซาเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อยู่ๆ ก็ถาม

“พูดอะไรของเธอ” ฟางจูหยุนหน้าแดง “เขาเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าของฉัน ตอนนี้ตกงาน ฉันเป็นเพื่อนเขา ห่วงเขานิดหน่อยไม่ได้หรือไง”

“ห่วง? สภาพเธอสติหลุดใจลอย เหมือนวิญญาณหายไม่มีผิด” เติ้งซารั้งหัวไหล่เพื่อนเข้ามา “ยังไม่ยอมรับอีก สาวน้อย เธอมีความรักใช่ไหม”

“พูดอะไรน่าเกลียด” ฟางจูหยุนหน้าแดงกว่าเดิม “ต่อไปไม่ต้องมากินอาหารที่ฉันทำเลย”

“ไม่ได้นะ” เติ้งซารีบวิงวอน “นั่นมิเท่ากับเอาชีวิตฉันไปเหรอ ของกินที่บริษัทเรียกว่าอาหารได้ที่ไหน ข้าวหมูสิไม่ว่า นี่ถ้าไม่ได้กินอาหารที่แม่ครัวใหญ่ของเราทำ ฉันไม่มีแรงทำงานจริงๆ”

“ไปเลือกผัก” ฟางจูหยุนสั่ง “วันๆ เอาแต่กิน ไม่เห็นทำงาน ฉันติดหนี้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่”

เติ้งซาหัวเราะพรืด

“ไม่เคยเห็นเธอสั่งเย่เฟิงไปเด็ดผักเลย เพื่อนสนิทกับแฟนนี่ต่างกันจริงๆ”

“ห้ามพูดเหลวไหล” ฟางจูหยุนเริ่มไม่พอใจ “ถ้าทำเขาตกใจหนีไป ฉันจะไล่เธอไปด้วย”

เติ้งซาแลบลิ้น หัวเราะออกมา พอดีกับที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“อาหยุน เอ่อ เอ่อ... เพื่อนร่วมงานเธอกลับมาแล้ว”

ฟางจูหยุนเช็ดมือ รีบวิ่งไปที่ประตู ในใจกลับระแวงสงสัย กุญแจบนโต๊ะหายไปแล้ว หรือคนที่เอาไปจะไม่ใช่เย่เฟิง

เธอเปิดประตูบานข้างใน เหลือแต่ประตูกันขโมยบานนอก เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ ฟางจูหยุนอึ้งไป

“คุณมาหาใคร”

“เติ้งซาอยู่ที่นี่ใช่ไหม” ชายคนนั้นถามเบาๆ

“เติ้งซา มีคนมาหา” ฟางจูหยุนเปิดประตู

เติ้งซาเช็ดมือทั้งคู่ เดินออกมา

“ใครมาหาฉันถึงนี่ มีเรื่องอะไรโทรมาไม่ได้เหรอ” แต่พอเห็นชายคนนั้นเดินเข้ามา หญิงสาวก็หน้าเปลี่ยนสีทันที กรีดร้องว่า “อาหยุน อย่าให้เขาเข้ามา”

ฟางจูหยุนตกใจ จะปิดประตูกลับตามสัญชาตญาณ แต่ชายคนนั้นออกแรงผลักจนฟางจูหยุนเซถอยมาสองก้าว สีหน้าเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

ชายคนนั้นถลึงจ้องฟางจูหยุนแวบหนึ่ง แต่พริบตาต่อมาก็หันไปจ้องเติ้งซาอย่างเย็นชา

“อาซา ทำไมเธอไม่รับโทรศัพท์ฉัน ทำไมต้องหลบหน้าฉัน”

เติ้งซาสงบสติได้แล้ว

“ฉันเหรอหลบนาย ตลกแล้ว เฉินหมิง พวกเราขาดกันแล้ว ฉันขอร้อง นายไว้หน้ากันหน่อยได้หรือเปล่า ต่างคนต่างจากกันด้วยดี!”

“ไม่ได้ เราคบกันมาสองปี เธอจะบอกเลิกก็เลิกแบบนี้ไม่ได้” เฉินหมิงโกรธตาแทบลุกเป็นไฟ “เธอต้องอธิบายมา!”

“อธิบายอะไร ก็ฉันไม่ชอบนาย” เติ้งซาไม่ยอมอ่อนข้อให้ “ตอนนี้เชิญออกไปได้แล้ว ขอบคุณ”

“ไหนพูดอีกทีซิ” ท่าทีแข็งกร้าวของเฉินหมิงเปลี่ยนไปแบบปุบปับ ลำตัวสั่นสะท้าน น้ำเสียงยังเจือแววสะอื้น “เติ้งซา ฉันขาดเธอไม่ได้จริงๆ ฉัน...”

ฟางจูหยุนฟังแล้วปวดหัว แต่ไม่ทราบควรคลี่คลายความขัดแย้งนี้อย่างไร

“คุณเฉินหมิงใช่ไหม ถ้ายังไงทุกคนใจเย็นก่อน...”

หญิงสาวยังพูดไม่ทันจบ เฉินหมิงก็ตวาดลั่น

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”

ดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นประกายเย็นเยียบ ตะครุบแขนฟางจูหยุนไว้ มือซ้ายชูขวดแก้วใบหนึ่ง ในขวดเต็มไปด้วยของเหลว แขนเขาสั่นเล็กน้อย ของเหลวนั้นก็กระฉอกหยดใส่มือของชายหนุ่ม

“เติ้งซา ฉันขาดเธอไม่ได้ ฉันจะเชื่อฟังเธอทุกอย่าง ฉันจะขยันหาเงิน หาเงินให้มากๆ ขอเพียงเธอไม่ไปจากฉันก็พอ ไม่อย่างนั้น...” ดวงตาเขาฉายแววดุร้าย “ฉันจะใช้น้ำกรดทำลายโฉมหน้าผู้หญิงคนนี้”

ฟางจูหยูนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเติ้งซาไม่คืนดีกับเขา แต่เขาจะทำลายใบหน้าเธอ ย่อมไม่มีเวลาคิดอะไรมากมาย ตอนนี้ได้แต่หาทางเอาตัวรอด

“เฉินหมิง คุณใจเย็นก่อน คุณทำแบบนี้ผิดกฎหมายนะ!”

“รีบวางขวดลง มีอะไรค่อยพูดค่อยจา!” เติ้งซาก็ร้อนใจเช่นกัน

“ขอเพียงเธอรับจากจะไม่ไปจากฉัน” ใบหน้าเฉินหมิงมีแววดีใจ “ฉันก็จะวางขวดลง”

เติ้งซายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็แว่วมา

“นายไสหัวไปตอนนี้ยังทัน”

เฉินหมิงตกใจ เพิ่งหลังกลับก็เห็นกำปั้นข้างหนึ่งขยายขนาดอย่างรวดเร็ว พริบตาต่อมาเขาก็ร้องโอดโอย คลายมือที่จับแขนฟางจูหยุน ฟางจูหยุนทั้งตกใจทั้งดีใจ ดวงตาเป็นประกาย รีบร้องบอก

“เย่เฟิง ระวังน้ำกรด!”

เย่เฟิงเพียงยื่นมือออกไปก็แย่งขวดใบนั้นมาได้ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เหวี่ยงขวดใส่ศีรษะเฉินหมิง ได้ยินเสียง ‘เพล้ง’ ขวดแก้วแตกกระจาย ของเหลวกระเซ็นออกรอบข้าง สาดใส่ศีรษะใบหน้าเฉินหมิง!

เติ้งซากรีดร้อง นึกได้ว่าสิ่งนี้สามารถทำลายรูปโฉม ดังนั้นปิดตาทั้งคู่ไว้ ฟางจูหยุนกลับพุ่งไปด้านหน้า จะลากตัวเย่เฟิงออกมา แต่เมื่อยื่นมือไปกลับคว้าถูกอากาศ เย่เฟิงไม่ถอยหนีกลับรุกคืบเข้าหา เตะออกเท้าหนึ่ง เฉินหมิงแม้รูปร่างสูงใหญ่ แทบสูงกว่าเย่เฟิงหนึ่งช่วงศีรษะ กลับไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้าน ส่งเสียงร้องโอดโอยออกมา ก่อนล้มคว่ำลงที่มุมผนัง

เย่เฟิงเดินไปตรงหน้าเฉินหมิง ย่อตัวลงช้าๆ เฉินหมิงโบกมือทั้งคู่เป็นพัลวัน

“พี่ชาย ไว้ชีวิตด้วย ต่อไปผมไม่กล้าแล้ว ผมไม่กล้าอีกแล้ว”

เย่เฟิงตบหน้าเขาฉาดหนึ่ง สะบัดกลับด้วยหลังมืออีกฉาด แก้มเฉินหมิงบวมแดงขึ้นทันที ส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ

“ลูกพี่ ลูกพี่ ผมขอร้อง ปล่อยผมสักครั้ง ให้ผมเป็นวัวเป็นม้าให้ก็ได้!”

“หุบปาก!” เย่เฟิงเอ่ยเสียงเย็น แต่กลับขู่ขวัญเฉินหมิงจนตัวสั่น

“ลูกพี่”

เสียง ‘เพี๊ยะ’ ดังสนั่นอีกครั้ง เย่เฟิงขี้เกียจจะพูดแล้ว ลงมือตบเขาอีกฉาดแทน เฉินหมิงจึงได้เข้าใจ ปิดปากตัวเองสนิทแน่น ไม่กล้าส่งเสียงอีกแม้แต่คำเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป และน่าตื่นตะลึงเกินไป

ฟางจูหยุนยืนอึ้งอยู่ที่เดิม เติ้งซาก็เช่นกัน ทั้งคู่แตกตื่นตกใจจนห้วงสมองกลายเป็นสีขาวโพลน ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

หญิงสาวเชื่อไม่ลงจริงๆ เย่เฟิงที่ปกติแม้แต่หนูยังไม่กล้าเหยียบ เมื่อลงมือขึ้นมากลับแทบฆ่าเสือตายได้ แต่น้ำกรดนั้นเห็นชัดว่าของปลอม แม้ใบหน้าเฉินหมิงจะบวมพองเหมือนหัวหมู หากแค่บวมเท่านั้น ไม่ได้ไหม้ด้วยฤทธิ์กรดแต่อย่างใด ฟางจูหยุนทั้งดีใจทั้งอยากต่อว่า เพราะสิ่งที่เย่เฟิงทำสุ่มเสี่ยงเกินไป แต่พอนึกได้ว่าเขาเสี่ยงเพื่อตนเอง ในหัวใจก็มีความอ่อนหวานสายหนึ่งหวามขึ้นมา

“ตื่นแล้วหรือ” เย่เฟิงจ้องเฉินหมิง ดันแว่นขึ้น ประกายเย็นเยียบยังคงแผ่พุ่งออกมา แม้แต่แว่นก็กั้นไว้ไม่อยู่

เฉินหมิงกำลังจะตอบว่าใช่ แต่นึกขึ้นได้ว่าห้ามพูด จึงได้แต่พยักหน้า นึกไม่ถึงยังคงถูกตบอีกฉาด เฉินหมิงอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไรกันแน่ และไม่รู้ว่าคุณชายท่านนี้คิดอะไรอยู่ นี่คล้ายเป็นฝันร้ายตื่นหนึ่ง พอถูกตบไปสิบกว่าฉาด เขาก็ลืมเติ้งซาเป็นอันดับแรก ลืมความรักยั่งยืนดั่งขุนเขาสายน้ำ ลืมว่าตนเองเพิ่งพูดว่าหากไม่มีเติ้งซาจะอยู่ต่อไปไม่ได้ ตรงกันข้าม ตอนนี้เขารู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“ตื่นแล้วยังไม่ไสหัวไปอีก” เย่เฟิงยืนขึ้น ปัดไม้ปัดมือ ถอนหายใจออกมา

เขาเข้าใจว่าตัวเองงุ่มง่ามเชื่องช้า นึกไม่ถึงยังมีคนงุ่มง่ามและเชื่องช้ากว่าเขาอีก

เฉินหมิงได้สติ พยักหน้าถี่ๆ ดวงตาทอแววดีใจ รีบผุดลุกขึ้น เพิ่งเดินไปทางประตูได้ก้าวเดียว ก็ถูกถีบจากด้านหลัง เฉินหมิงม้วนกลิ้งลงบนพื้นอีกรอบ หัวโขกเข้ากับผนัง วินาทีนั้น ความคิดจะตายไม่หลงเหลือเลยแม้แต่น้อย!

แค่คนๆ หนึ่งจากไปก็อยากตายแล้วหรือ... เมื่อครู่เขาเข้าใจว่าหากไม่มีเติ้งซา สภาพต้องเหมือนฟ้าถล่มทลาย แต่ตอนนี้ในที่สุดก็พบว่า ไม่ว่าใครจะจากไป โลกนี้ก็ยังคงหมุนอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะขาดใครไป พระเจ้าก็ยังคงอยู่ดีบนสวรรค์เหมือนเดิม

ทันใดนั้นเห็นเย่เฟิงมองพื้นที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว เฉินหมิงไม่รู้พ่อแม่ทำให้เขาเกิดมาฉลาดขนาดนี้ได้ยังไง ไหวพริบบังเกิดวูบ รีบถอดเสื้อนอก กวาดเศษขวด เช็ดคราบน้ำอะไรต่อมิอะไรจนสะอาดหมดจด ประคองไว้ราวกับเป็นแจกันดอกไม้สมัยราชวงศ์หมิง ฉีกยิ้มลี้ลับแบบโมนาลิซา ค่อยๆ เดินจากไป กลัวแต่จะทำน้ำหกลงมาสักหยดเท่านั้น

ครั้งนี้เย่เฟิงไม่ขวางเขาแล้ว แค่ยืนอยู่กับที่ มองเงาหลังของเฉินหมิง เฉินหมิงรู้สึกมีไอเย็นคุกคามเข้าหา สมองจึงแจ่มใสเป็นพิเศษ ตอนเดินออกไปยังปิดประตูห้องให้ด้วย วัฒนธรรมจีนอบรมเขามาหลายปี ไม่ว่าหลักจริยะทั้งห้า ความงามทั้งสี่ ( เชิงอรรถ - จริยะทั้งห้าหมายถึง วัฒนธรรมต้องดี จรรยาดี อนามัยดี ลำดับอาวุโสต้องรู้จักดี และคุณธรรมดี ส่วนความงามทั้งสี่หมายถึง จิตใจงาม วาจางาม ความประพฤติงาม สิ่งแวดล้อมงาม ) ล้วนไม่ได้ผล แต่ตอนนี้กลับอัศจรรย์คล้ายถูกวิญญาณคนอื่นเข้าสิง ควบคุมความรู้สึกนึกคิดของเฉินหมิงไว้หมดสิ้น

เหตุการณ์นี้พิสูจน์คำพูดประโยคหนึ่งได้ชัดเจน คือการสอนคน ควรสอนด้วยไม้กระบอง แม้ไม่มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่ได้ผลในระดับปฏิบัติจริง

กระทั่งเฉินหมิงผู้โชคร้ายปิดประตูไปแล้ว เย่เฟิงจึงเดินลอยชายเข้าห้องตัวเอง ไม่ได้สังเกตสายตาที่มองเขาเหมือนมองสัตว์ประหลาดของสองสาว ปิดประตูได้ก็บิดขี้เกียจ ล้มตัวลงบนเตียง หยิบเครื่อง NPC สารพัดประโยชน์ออกมากดสองครั้ง ไม่รู้ทำไม เขาพกมันมาจะครบปีแล้ว แต่แบตเตอรีเต็มตลอด ไม่เคยต้องชาร์ตไฟเจ้าเครื่องนี้เลย หากมือถือใช้แบตเตอรี่แบบเดียวกัน บริษัทที่ผลิตเครื่องชาร์ตต้องปิดตัวไปกว่าครึ่งแน่

แต่ปลายสายไม่มีคนรับ เย่เฟิงถอนหายใจ ตลอดปีมานี้สิ่งที่อยู่กับเขา นอกจากความเงียบเหงาแล้วก็มีผู้เร้นกายอะไรนี่ ฝ่ายนั้นเรียกตัวเองว่าผู้เร้นกายมาตลอด เขาเองก็ไม่ซักไซ้ เรียกตามเสียอย่างนั้น

เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน และจะไปที่ไหน รู้แต่วันเวลาช่วงนี้สุขสบายอย่างยิ่ง อย่างน้อยไม่ต้องคิดมาก เวลามีเงินก็จับจ่ายใช้สอย ไม่มีเงินก็แค่อด แต่เขาไม่เคยต้องอดมาก่อน

เขาพบว่าตนเองทำงานได้หลายอย่างมากมาย ไม่ต้องกลัวอดตาย หรือพูดอีกอย่างเขามีความต้องการน้อยมาก จึงไม่มีเหตุผลต้องอดตาย อีกทั้งเขายังเก่งเรื่องการต่อสู้...

น่าเสียดาย ไป๋เปาผีเองก็เป็นอันธพาลใหญ่ของเมือง S ค่าหัวเกินร้อยล้าน ทำเรื่องชั่วร้ายทุกอย่าง ย่อมต้องเกรงกลัวกรรมตามสนอง ดังนั้นบอดี้การ์ดรอบตัวเขาจึงใช้ส้นเท้าคิดแทนสมอง เรื่องการต่อสู้ย่อมเก่งมากเช่นกัน

พวกมันยังมีปืน... ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าหากเขาไปหาเรื่องคนเหล่านั้น ก็เท่ากับหาที่ตาย เบื่อหน่ายกับชีวิต ไป๋เปาผีเองก็ไม่ต่าง ดังนั้นเมื่อจู่ๆ เย่เฟิงโผล่ไปหา ไป๋เปาผีจึงคิดแต่ว่าจะจัดการเก็บเขาอย่างไรจึงสมใจที่สุด แต่จังหวะนั้นเอง ไป๋เปาผีก็พลันพบว่าปัสสาวะอุจจาระของตนเองเล็ดราดออกมาหมดสิ้น!

พริบตาเดียวบอดี้การ์ดสี่คนของไป๋เปาผีก็ถูกเย่เฟิงทำร้ายบาดเจ็บไปสามคน ที่เหลืออีกคนก็ตื่นตระหนกจนเอากระบองฟาดใส่ตัวเอง จะได้สลบไปให้พ้นๆ รอจนไป๋เปาผีจะชักปืนออกมา อันธพาลใหญ่ถึงพบว่าข้อมือตัวเองขาดไปแล้ว

ไป๋เปาผีเพิ่งตั้งท่าจะพูดอะไร แขนก็ถูกเย่เฟิงบิดหักไปข้างหนึ่ง เขาจ้องมองใบหน้าเย่เฟิงอย่างหวาดกลัว แทบเข้าใจว่าชายหนุ่มเป็นทูตจากนรก แต่เย่เฟิงไม่ได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริง เขายังรู้จักปกป้องตัวเอง รู้จักกลัวคนอื่นจะมาหาเรื่องเขา ชายหนุ่มเพียงแต่เปลี่ยนลักษณะใบหน้าเล็กน้อย ติดหนวดเข้าไปสองเส้น พบว่าแม้แต่ตัวเองยังจำตัวเองแทบไม่ออก ...บางทีนี่จะเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิดก็ได้

แต่สุดท้ายเย่เฟิงก็ไม่ได้ฆ่าไป๋เปาผี แม้จะรู้ว่าคนอย่างไป๋เปาผี ตายสักหมื่นครั้งยังไม่สาสม แต่เขาก็รู้เช่นกัน ไป๋เปาผีที่ยังมีชีวิต ย่อมมีประโยชน์กว่าไป๋เปาผีที่ตายแล้วมากนัก!

เสียงเคาะประตูดัง ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ก่อนฟางจูหยุนจะพบว่าประตูไม่ได้ล็อก จึงเปิดออกเดินเข้ามา สีหน้าเธอกลับเป็นปกติแล้ว คล้ายกับเมื่อครู่ไม่มีเรื่องใดๆ เกิดขึ้นเลย

“เย่เฟิง กินข้าวหรือยัง”

เย่เฟิงส่ายหน้า

“กินด้วยกันไหม” ฟางจูหยุนมองเขา เอ่ยเบาๆ “ฉันทำกับข้าวไว้สำหรับสามคน”

“แต่ผมยังไม่ได้จ่ายค่าอาหาร แบบนี้ไม่ดีมั้ง” เย่เฟิงลุกขึ้นนั่ง แม้ปากว่าอย่างนั้น แต่กลับเดินไปทางประตู

ฟางจูหยุนดึงแขนเสื้อเขาไว้ เข้าใจความหมายเขาผิดไป

“เย่เฟิง อาหารข้างนอกไม่ดีต่อสุขภาพ นายมีเงินหนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหยวน จ่ายหนึ่งพันหยวนเป็นค่าเช่าห้อง วันนี้ยังออกไปหางานอีก เดินทางไปกลับอย่างมากก็เหลือแค่ร้อยหยวน จะพอใช้จนถึงวันได้งานได้ยังไง ยิ่งกว่านั้น ต่อให้นายหางานได้ อย่างน้อยก็ต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะได้เงินเดือน”

เย่เฟิงชะงักเท้า หันกลับมามองฟางจูหยุนด้วยสายตาขอบคุณ เธอเป็นคนดีอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งยังเอาใจใส่คนอื่น เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองเอ่ยโดยพล่อยปากแค่ประโยคเดียว ฟางจูหยุนกลับจดจำใส่ใจ ต่อให้เป็นตัวเขาเอง ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าในกระเป๋ามีเงินอยู่เท่าไหร่!

“นายกินข้าวที่นี่เถอะ ถือว่าทนไปก่อน ต่อไปมื้อเย็นฉันจะทำเพิ่มหนึ่งที่สำหรับเก็บไว้ หากนายกลับมาตอนกลางวันไม่มีอะไรกิน จะได้อุ่นกินได้ ค่าอาหารไว้จ่ายเพิ่มทีหลัง” ฟางจูหยุนพยายามเต็มที่ไม่ให้การช่วยเหลือของตัวเองดูเหมือนการทำทาน กลัวจะไปสะกิดสิ่งที่เรียกว่าต่อมความหยิ่งทะนงของผู้ชายเข้า

“กลางวันคงกลับมาไม่ได้” เย่เฟิงยิ้มออกมา “ผมได้งานแล้ว”

“จริงหรือ” ฟางจูหยุนดีใจออกนอกหน้า ท่าทางปลาบปลื้มยิ่งกว่าตอนตัวเองเปิดบิลเสียอีก “ฉันก็บอกแล้วว่าเย่เฟิงนายต้องทำได้ บริษัทไหน รายได้เป็นยังไงบ้าง”

“เงินเดือนต่ำสุดเหมือนจะหนึ่งพัน บวกคอมมิชชั่น” เย่เฟิงทบทวน นึกถึงรายได้ที่สวี่ซูถิงให้เขา “ชื่อบริษัทต่างจากไคฮวงเจ่อแค่ตัวเดียว เป็นไคทว่อเจ่อ ผู้จัดการที่นั่นเห็นความสำคัญผมมาก บอกว่าจะให้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายขาย แต่ผมกลัวจะเหนื่อยเกิน ขอเป็นพนักงานทั่วไปดีกว่า”

เห็นฟางจูหยุนมองตัวเองอ้าปากค้าง เย่เฟิงก็อดถามไม่ได้

“ไม่เชื่อเหรอ”

“ฉัน... ฉัน... เย่เฟิง พวกเราไปกินข้าวกันก่อน กินเสร็จค่อยว่ากัน” ฟางจูหยุนรุนหลังเขา “ข้าวมื้อนี้ถือว่าฉลองที่นายได้งานใหม่ ขอให้ทำงานได้ต่อไปอย่างมั่นคง”

เห็นชัดว่าคำพูดหญิงสาวมีนัยยะแอบแฝง เย่เฟิงได้แต่พยักหน้า

“ขอบคุณ ผมจะทำต่อไปแบบมั่นคง”

แต่ในใจทั้งคู่กลับคิดสวนทางกัน คนหนึ่งคิดว่า ใช่แล้ว... ตอนนี้เย่เฟิงเตะฝุ่น ต้องคิดว่าตัวเองไม่มีหน้ามีตา ตัวเองอย่าไปเปิดโปงคำโกหกเรื่องรองหัวหน้าฝ่ายขายของเขาจะดีกว่า ขอแค่เขาตั้งใจทำงานนี้ต่อไปก็พอ แต่อีกคนกลับคิดว่า เฮ้อ... ยุคนี้คนเราเชื่อคำโกหกง่ายกว่าความจริงเสียอีก

หนังสือแนะนำ

Special Deal