บทที่ 7 ตีเหล็กเมื่อยังร้อน

ช่วงเวลาจุดโคม แขกเหรื่อมาถึงตามกำหนดการ

เสี่ยวเตามิได้ไปเรือนหน้า เพราะว่างจัดจึงหยิบแตงโมที่กินแล้วมาแกะสลักเป็นโคมเปลือกแตงที่สวยงาม หาเทียนมาจุด วางตรงหน้าเสี่ยวเยว่ “ให้เจ้า”

เสี่ยวเยว่อุ้มโคมเปลือกแตงส่งยิ้มซื่อๆ ให้เสี่ยวเตา เป็นครั้งแรกที่ได้รับของขวัญน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้

เซวียเป่ยฝานเพิ่งโดนเสี่ยวเตาตบด้วยก้อนอิฐ กำลังเก็บกวาดลานอยู่ เห็นสองสาวสรวลเส จึงส่ายหน้า...เหยียนเสี่ยวเตาคนนี้นิสัยมุทะลุไปนิด คล้ายชอบขจัดคนพาลอภิบาลคนอ่อนแอ

“ไฉจื่อเหย้ามาถึงแล้ว อีกเดี๋ยวเฟิงอู๋โยวจะหาโอกาสตะล่อมเขา” เซวียเป่ยฝานบอกเสี่ยวเตา ห่าวจินเฟิงซุ่มรออยู่แล้ว

“จับได้ก็ส่งมอบทางการ จับไม่ได้ก็เอาท่านไปแทน! ล้วนเป็นการขจัดภัยเพื่อปวงชนเหมือนกัน” เสี่ยวเตาเหน็บแนม

เซวียเป่ยฝานทราบว่านางยังขัดเคือง นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง เด็กคนนี้!

“หลิ่วหรูเยว่คนนั้น งามไหม?” เสี่ยวเตาเปลี่ยนเรื่องถาม ไม่ลืมเสริมอีกประโยคว่า “เทียบกับเสี่ยวเยว่”

“เจ้าไม่เคยได้ยิน ‘ในสายตาคนรักปรากฏไซซี*’ หรือ?” เซวียเป่ยฝานย้อนถาม วาจากำกวม

[*อุปมา เนื่องเพราะมีใจปฏิพัทธ์ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไรก็รู้สึกว่าไม่มีตรงไหนที่ไม่งาม]

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ พลันพนมมือทั้งสอง ปากพึมพำอะไรสักอย่าง

เซวียเป่ยฝานยื่นหน้าเข้าไปฟัง นางกำลังพูดกับตัวเอง “พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ขอให้เป็นนางจิ้งจอกใจโฉด!”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานอดสบถมิได้ “ความคิดเจ้าชั่วร้ายจริง! ทำไม ถ้าเป็นนางจิ้งจอกใจโฉด เจ้าจะช่วยเสี่ยวเยว่ไล่นางไป?”

“เชอะ” เสี่ยวเตาไม่ยี่หระ “เสิ่นซิงไห่มีเกียรติปานนั้น? ข้าแค่รู้สึกว่า หากเสิ่นซิงไห่เหยียบเรือสองลำ ฝ่ายตรงข้ามเป็นสตรีดีงามก็จะเสียหายเปล่าๆ ทางที่ดีขอให้เป็นคนจิตใจต่ำช้าเช่นกัน ดังคำ สิ่งของอย่างไรก็ได้เจ้าของอย่างนั้น”

“เจ้ามีอคติกับเสิ่นซิงไห่เกินไป” เซวียเป่ยฝานโน้มน้าวเสี่ยวเตา “เขาเองก็มีความลำบากใจไม่น้อย”

“อืม ข้าเข้าใจ” เสี่ยวเตาแบมือ “แต่เข้าใจไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยนี่นา เป็นข้ามีอคติกับเขา แล้วจะทำไม”

เซวียเป่ยฝานมองฟ้า

…………..

ไม่ถึงครู่ งานเลี้ยงด้านหน้าก็เริ่มขึ้น มีบ่าวคนหนึ่งส่งของกินมาที่เรือนหลัง บอกว่าส่งมาตามคำสั่งของคุณชายฉงหัว

บ่าวคนนั้นมองเสี่ยวเยว่ที่ไม่ใส่หน้ากากจนตาค้าง ตอนเดินออกหัวชนโป๊กกับกรอบประตู ก่อนกุมหน้าผากวิ่งไป

เซวียเป่ยฝานย้ายโต๊ะน้ำชาตัวหนึ่งมาไว้ในลาน บนนั้นวางด้วยของกินเล่นเช่นเปลือกแตงโม เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่กินพลางคุยพลาง เซวียเป่ยฝานมือหนึ่งถือจอกสุรา มือหนึ่งแกว่งหญ้าอ้ายเฉ่า ไล่ยุงให้แม่นางทั้งสอง

“เสี่ยวเตา” เสี่ยวเยว่กินได้ครู่หนึ่ง ถามนาง “เจ้าทำไมออกมาท่องยุทธจักรคนเดียว”

“อืม…” เสี่ยวเตาลังเลนิดหนึ่ง “ออกมาชมดูโลกภายนอก”

เสี่ยวเยว่พยักหน้า

เซวียเป่ยฝานกลับหัวร่อคำหนึ่ง เหลือบมองเสี่ยวเตา...มุสา!

เสี่ยวเตาเขวี้ยงเปลือกแตงโมใส่เขา เซวียเป่ยฝานเห็นใกล้ได้เวลาแล้ว จึงออกไปเรือนหน้าช่วยห่าวจินเฟิง เลี่ยงไม่ให้อีกเดี๋ยวโดนปาด้วยเปลือกแตงโมทั้งตัว

“เจ้าชอบคุณชายเซวียหรือ?” จู่ๆ เสี่ยวเยว่ถามขึ้น

“พรืด…” เสี่ยวเตาพ่นน้ำแกงในปาก เบิกตากลมโต “เป็นไปได้อย่างไร”

“ข้าเห็นเจ้าติดตามเขาตลอด” เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาเหมือนฉุนกึกขึ้นมา จึงลดเสียงเบาลง

“ข้าถูกเขาหลอกต่างหาก” เสี่ยวเตารู้สึกเดือดปุดๆ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้

“คุณชายเซวียมีชื่อเสียงโด่งดังจริงๆ” เสี่ยวเยว่คุยกับเสี่ยวเตาเรื่องของเซวียเป่ยฝาน “เขาเป็นน้องชายของเซวียเป่ยไห่ที่ระบือลือลั่น แต่นายน้อยมักบอกว่า เซวียเป่ยไห่ร้ายกาจมาก ทว่าสำหรับเซวียเป่ยฝาน แม้เขาจะรู้จักมานานแค่ไหน ยังคงไม่ทราบว่าที่แท้เขาร้ายกาจปานใด”

“หมายถึง เขาไร้ยางอายแบบไร้ขีดจำกัดใช่ไหม” เสี่ยวเตาย้อนถาม

เสี่ยวเยว่หัวร่อส่ายหน้า สำหรับเรื่องบุรุษ เสี่ยวเตามักเหิมฮึกคึกคัก ไม่ว่าหน้าไหนล้วนต้องทำท่าหาเรื่องทะเลาะด้วยเสมอ แต่กับสตรีกลับอ่อนโยน

ช่วงสนทนา ได้ยินเสียงเอะอะจากเรือนหน้า เสี่ยวเตาตะลึงลาน เสี่ยวเยว่กลับพุ่งปราดออกไปแล้ว

เสี่ยวเตาสันนิษฐาน ห่าวจินเฟิงกับเซวียเป่ยฝานคงลงมือจัดการไฉจื่อเหย้าแล้ว จึงขึ้นเหนือกำแพง เตรียมชมดูให้แน่ชัด

เสี่ยวเยว่รุดถึงเรือนหน้า เห็นห่าวจินเฟิงกำลังต่อสู้กับไฉจื่อเหย้าดังคาด

ไฉจื่อเหย้าถูกเฟิงอู๋โยวหลอกล่อไปยังมุมปลอดคน ตะล่อมด้วยวาจาหลายประโยคจนเขาสารภาพเรื่องฆ่าภรรยาแล้วป้ายความผิดให้เซวียเป่ยฝานออกมา ห่าวจินเฟิงซึ่งซ่อนตัวในที่ลับพลันปราดเข้าจับกุมทันที

ไฉจื่อเหย้าวิ่งหนี ชนถูกเสิ่นซิงไห่ที่เดินเล่นในอุทยานเป็นเพื่อนจวิ้นจู่พอดี คนที่ตกใจหวีดร้องคือสาวใช้ข้างกายของจวิ้นจู่

เสิ่นซิงไห่คุ้มกันหลิ่วหรูเยว่ เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวชมดูความชุลมุนอยู่ทางหนึ่ง ห่าวจินเฟิงไล่จับไฉจื่อเหย้า เสี่ยวเยว่มองดูเหตุการณ์ พบว่าตนไม่มีความจำเป็นต้องออกโรง จึงยืนอยู่ข้างประตูทางเดิน มิได้เคลื่อนไหว

หลิ่วหรูเยว่เห็นเข้าพอดี ถามเสิ่นซิงไห่ “แม่นางท่านนั้นเป็นใคร”

ยามนั้น เสี่ยวเตากำลังนั่งยองๆ อยู่เหนือหลังคาชมดูฉากสนุก พบว่าหลิ่วหรูเยว่มองปราดเดียวก็เห็นเสี่ยวเยว่ ยังถามเสิ่นซิงไห่อีกด้วย เสี่ยวเตาเลิกคิ้วเล็กน้อย...สายตาแหลมคมดีนี่!

อย่าว่าแต่หลิ่วหรูเยว่ เสิ่นซิงไห่เองก็แทบจำเสี่ยวเยว่ไม่ได้แล้ว เสี่ยวเยว่ไม่ได้ใส่หน้ากาก บวกกับสวมกระโปรงยาว ยืนอ้อนแอ้นอรชรอยู่หลังประตูทางเดิน เสิ่นซิงไห่เพียงรู้สึกไม่อาจเคลื่อนย้ายสายตา

เสี่ยวเยว่เห็นไฉจื่อเหย้าถูกรวบตัวไว้ได้ในไม่ช้า จึงหมุนกายกลับเรือนด้านหลัง

หลิ่วหรูเยว่เหมือนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งคล้ายไม่ได้รับความตกใจ เพียงบอกกับเสิ่นซิงไห่ว่าจะเดินเล่นต่อ แล้วสืบเท้าไปทางประตูทางเดิน เสี่ยวเตากระตุกมุมปาก...เฮอะๆ จวิ้นจู่ท่านนี้ มิใช่ธรรมดา

มองเสิ่นซิงไห่อีกที เห็นหว่างคิ้วย่นเป็นเส้นบางๆ ถึงกับเผยอารมณ์ในยามนี้ของเขาออกมา

เสี่ยวเตากลับถึงเรือนหลัง เห็นเสี่ยวเยว่กำลังเปลี่ยนเทียนในโคมแตงโม แท่งก่อนหน้าไหม้หมดแล้ว

“ไฉจื่อเหย้าโดนห่าวจินเฟิงจับไว้แล้ว” เสี่ยวเตาเอ่ยกับเสี่ยวเยว่

“อืม ข้าเห็นแล้ว” เสี่ยวเยว่วางแท่งเทียนไว้ในโคมอย่างระมัดระวัง “แต่อย่างไรเขาก็เป็นถึงจวิ้นหวาง(บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง) มือปราบห่าวสามารถกำหนดโทษเขาได้หรือ”

“ได้แน่นอน บ้านเดิมของวังหรุ่ยฟูเหรินหามิใช่ตื้นเขิน คาดว่าครานี้ไฉจื่อเหย้าได้เจอดีแน่”

เสี่ยวเยว่ใช้ความคิดขณะจ้องมองเปลวไฟที่เต้นระริกในโคม ก่อนเอ่ยว่า “ในเมื่อแต่งกันแล้ว วังหรุ่ยฟูเหรินก็สามารถนำพายศฐาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินเงินทองมาให้เขา นี่มิใช่สิ่งที่เขาปรารถนาหรอกหรือ ไฉนยังคนึงหาเฟิงอู๋โยวอีก ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือไร”

เสี่ยวเตาเท้าคาง ได้ยินเสียงฝีเท้าทางด้านนอก จึงเอ่ยอย่างเฉื่อยชา “ถ้าวังหรุ่ยฟูเหรินไม่มีทรัพย์ศฤงคารปานนี้ ไฉจื่อเหย้าก็คงไม่แต่งกับนาง สตรีมีวันแก่ เงินทองไม่มีวันชรา เงินทองมีวันลดน้อย สาวงามกลับไม่มีวันลดลง เมื่อได้มาครองแล้วย่อมหมดค่า ยังไม่ได้มาครองต่างหากคือสิ่งที่ดีที่สุดตลอดกาล”

เสี่ยวเยว่รับฟังจนงุนงง

เสี่ยวเตายิ้ม “ท่านแม่ข้าเป็นคนพูด”

“ท่านแม่เจ้า พูดจามีเหตุผลมาก” เสี่ยวเยว่พลันอยากเห็นมารดาของเสี่ยวเตาขึ้นมา

ขณะนั้น นอกประตูเรือนมีคนเดินเข้ามา เป็นหลิ่วหรูเยว่ที่เดินนำหน้าสาวใช้นั่นเอง และด้านหลังมีเสิ่นซิงไห่ตามมาเป็นเพื่อน

เสี่ยวเตาเห็นแววเยือกเย็นบนใบหน้าของหลิ่วหรูเยว่ คล้ายไม่มีความรู้สึกขุ่นข้องเพราะถ้อยคำของตนเมื่อครู่นี้ กลับเป็นสาวใช้คนนั้นที่ปั้นหน้าไม่เป็นมิตร

หลิ่วหรูเยว่เดินเข้าเรือน ปราดแรกเห็นแม่นางที่สะสวยชวนมองสองคน พลันยิ้มถามเสิ่นซิงไห่ “เรือนทองซ่อนพธู?”

เสิ่นซิงไห่รีบสั่นหน้า “จวิ้นจู่อย่าได้ล้อเล่น” พูดจบก็แนะนำ “ท่านนี้เป็นสหายของพี่เซวีย เหยียนเสี่ยวเตา ท่านนี้ท่านก็เคยเจอมาก่อน องครักษ์ประจำตัวของข้า โหลวเสี่ยวเยว่”

หลิ่วหรูเยว่เผยสีหน้าแปลกใจ มองเสี่ยวเยว่ “เจ้าคือเสี่ยวเยว่หรือ? ปกติใส่หน้ากาก ข้าถึงกับจำไม่ได้แล้ว”

เสี่ยวเยว่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ไม่ทราบควรตอบอย่างไร ได้แต่ผงกศีรษะขึ้นลง ในใจนึกสงสัย นายน้อยไฉนพาจวิ้นจู่มาที่นี่ แต่ไรมาเสิ่นซิงไห่ไม่ชอบให้ตนเจอหน้ากับหลิ่วหรูเยว่นี่นา

เหยียนเสี่ยวเตายืนดูอยู่ทางหนึ่ง เห็นหลิ่วหรูเยว่เดินตรงมา สายตาจับจ้องที่โคมแตงโม “สวยจริง ทำจากอะไร”

“แตงโม” เสี่ยวเตาช่วยตอบแทนเสี่ยวเยว่

“แตงโม?” หลิ่วหรูเยว่เสียงฉงน “แตงโมไม่ใช่มีไว้กินหรือ”

“จวิ้นจู่” สาวใช้ข้างกายหลิ่วหรูเยว่เอ่ยแทรก “แตงโมสามารถนำมาแกะสลักเป็นลวดลายได้ด้วย สาวใช้ในจวนพวกเราล้วนชอบเล่นอย่างนี้เช่นกัน”

เสี่ยวเตาเลิกคิ้ว ลอบจุ๊ๆ ในใจสองคำ...คนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ น่าสนุก!

“ข้าเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก สวยจริงๆ ให้ข้าได้หรือไม่” หลิ่วหรูเยว่เอ่ยปาก

เสี่ยวเยว่มิได้เปล่งเสียง เพียงนิ่งมองโคมแตงโม... นี่เสี่ยวเตามอบให้ตน

หลิ่วหรูเยว่ถามออกไปแล้ว เห็นเสี่ยวเยว่ไม่ตอบ รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

เสิ่นซิงไห่เดินมา “ของเล่นเด็กๆ”

จบคำ เขามองเสี่ยวเยว่ ดวงตาสบประสาน เสิ่นซิงไห่ขาดความมั่นใจอย่างประหลาด เสี่ยวเยว่กลับรวนเรเล็กน้อย สุดท้ายค่อยพยักหน้าเบาๆ

เสี่ยวเตาไพล่มือชมดู มิได้เอ่ยแทรก

สาวใช้ข้างกายหลิ่วหรูเยว่ยื่นมือประคองโคมแตงโม ยิ้มกล่าวกับเสี่ยวเยว่ “ขอบคุณแม่นางเสี่ยวเยว่ที่เสียสละของรัก”

สายตาของเสี่ยวเยว่จดจ้องโคมใบนั้นตลอด

หลิ่วหรูเยว่เหลือบเห็นแล้ว จึงรีบพูด “แม่นางเสี่ยวเยว่ พรุ่งนี้ข้าจะส่งโคมราชวังที่สวยงามมาให้เจ้า เป็นการแลกเปลี่ยน ดีหรือไม่”

เสี่ยวเยว่ไร้วาจา นางชอบโคมแตงโมที่เสี่ยวเตาทำเองกับมือมากกว่า

เสิ่นซิงไห่ยืนอยู่ทางหนึ่ง ไม่ยอมมองเสี่ยวเยว่ แต่เห็นเสี่ยวเตายิ้มให้ตนเองอย่างมีเลศนัย

เสิ่นซิงไห่โดนนางยิ้มมองจนกระวนกระวาย เด็กคนนี้ความคิดอ่านแพรวพราว ปราดเดียวก็ราวกับปรุโปร่งหัวใจเขากระนั้น ชวนให้ผู้คนอึดอัด

จังหวะนั้น พลันได้ยินสาวใช้คนนั้นอุทานโอ๊ยคำหนึ่ง

ตามด้วยเสียงดังโพละ แตงโมหล่นพื้นแตกกระจุย สาวใช้คนนั้นสลัดมือโอดครวญว่าร้อน พลางขออภัยต่อหลิ่วหรูเยว่ “จวิ้นจู่ บ่าวมิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ”

หลิ่วหรูเยว่ทำตาดุใส่นาง “ไฉนไม่ระวัง!”

“ก็โคมมันลวกมือ” สาวใช้บ่นงึมงำ “โชคดีจวิ้นจู่ไม่ได้ถือไว้”

เสี่ยวเตากลอกตามองเสี่ยวเยว่ เห็นนางจ้องโคมแตงโมที่เละเทะบนพื้น ท่าทางชวนให้ผู้คนสะเทือนใจยิ่ง เสี่ยวเตาอดหัวร่อมิได้ ทำเอาหลิ่วหรูเยว่เบนสายตาไปทางเสิ่นซิงไห่

เสิ่นซิงไห่กำลังมองเสี่ยวเยว่ หัวคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าซับซ้อน ในความละอายใจแฝงความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

หลิ่วหรูเยว่ถอนสายตากลับมา ตำหนิสาวใช้คนนั้นว่า “ยังไม่ขอโทษแม่นางเสี่ยวเยว่อีก”

สาวใช้ปั้นหน้าเศร้าสร้อย เดินถึงข้างกายเสี่ยวเยว่ “แม่นางเสี่ยวเยว่ ข้าร้อนจึงปล่อยมือ มิได้เจตนา ข้าเห็นท่านยังถือได้ ไม่คิดว่าจะร้อนขนาดนั้น อ้อ ข้ารู้แล้ว มือท่านหยาบหนาเป็นไตกระมัง? ดีที่จวิ้นจู่ไม่ได้ถือ”

“เฮ้อ ดังนั้นจึงกล่าวว่า โคมแตงโมไม่เหมาะสมกับจวิ้นจู่” ยามนั้น เซวียเป่ยฝานเดินเข้ามาจากข้างนอก มีฉงหัวติดตามด้านหลัง

สาวใช้เห็นเสี่ยวเยว่ไม่ตอบ จึงวิ่งกลับไปข้างกายหลิ่วหรูเยว่ “จวิ้นจู่ แม่นางเสี่ยวเยว่เคืองแล้ว ข้าใช่ต้องถูกลงโทษหรือไม่เจ้าคะ”

“เฮ้อ” เสิ่นซิงไห่ตื่นจากภวังค์ โบกมือกล่าวว่า “ก็แค่โคมแตงโมใบหนึ่ง” พูดพลางมองหน้าเสี่ยวเยว่

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะพลาง “อืม” แล้วก้มเก็บโคมแตงโม

เซวียเป่ยฝานทำปากบุ้ยใบ้กับเสี่ยวเตาที่อยู่ข้างๆ คล้ายบอกว่า...เสี่ยวเยว่ความจริงก็ไม่โง่นี่!

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่งทันที...ท่านต่างหากโง่

เซวียเป่ยฝานโดนค้อนวงหนึ่งโดยไม่มีความผิด อดน้อยใจมิได้...ข้ามิใช่เข้าข้างเสี่ยวเยว่อยู่หรือ?

เสี่ยวเตาสะบัดหน้า เห็นชัดว่าพาลพาโล...บุรุษโสโครก!

ฉงหัวเข้าไปช่วยเสี่ยวเยว่เก็บ พลางล้อนาง “ด้านหลังมีสวนแตง อีกเดี๋ยวเอารถไปขนมาให้เสี่ยวเตาแกะใหม่ แกะให้ครบสิบสองนักษัตรเลย”

เสี่ยวเยว่ยิ้มน้อยๆ

สีหน้าเสิ่นซิงไห่หม่นลงกว่าครู่ก่อนหลายส่วน

เซวียเป่ยฝานเห็นเสี่ยวเตายังไม่พูด จึงใช้ศอกกระทุ้งนางเบาๆ พลางบุ้ยปาก...ไม่ตอบโต้หรือ? ไม่คล้ายนิสัยเจ้าเลย!

เสี่ยวเตาพลันแย้มยิ้ม กล่าวกับเสิ่นซิงไห่ “เจ้าบ้านเสิ่น”

เสิ่นซิงไห่หันมองนาง คล้ายเตรียมใจล่วงหน้า คาดว่าเสี่ยวเตาต้องกล่าววาจารุนแรงหลายประโยคเพื่อบันดาลโทสะแทนเสี่ยวเยว่... ก็ดี

มิคาด เสี่ยวเตากลับพูดว่า “พวกเราเดินทางไกลเที่ยวนี้ กำลังคนอาจไม่พอ ให้แม่นางเสี่ยวเยว่ไปเป็นผู้ช่วยเถอะ”

พูดพลางมองหน้าเซวียเป่ยฝาน

เสิ่นซิงไห่กลับตะลึงค้าง

เซวียเป่ยฝานไม่ทันอ้าปากก็โดนเสี่ยวเตาแอบหยิกทีหนึ่ง เจ็บจนยิงฟัน รีบผงกศีรษะทันที “จริงด้วย เสี่ยวเยว่พลังฝีมือดี ข้ามีบางเรื่องต้องทำ อยากให้นางช่วย”

“เจ้าบ้านเสิ่นไม่ถือสากระมัง?” เสี่ยวเตาถามเสิ่นซิงไห่

เสิ่นซิงไห่ขมวดคิ้ว เห็นเขาลังเล เสี่ยวเตาจึงยักคิ้วให้หลิ่วหรูเยว่เหมือนท้าทาย หลิ่วหรูเยว่ยังเงียบเช่นเดิม สาวใช้กล่าวว่า “ที่แท้แม่นางเสี่ยวเยว่เก่งกาจปานนั้น มิน่าเจ้าบ้านเสิ่นถึงห่างจากนางไม่ได้”

เสิ่นซิงไห่มองเสี่ยวเยว่ “เจ้าไปกับพวกเขาเที่ยวหนึ่งแล้วกัน”

เสี่ยวเยว่ยืนอุ้มโคมแตงโมครึ่งใบอยู่ตรงนั้น ผงกศีรษะ สีหน้ายังคงชืดชาเมื่อก้มมองโคม

เสี่ยวเตานึกในใจ...โธ่เอ๊ยเด็กโง่ เจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น! จวิ้นจู่คนนี้หาใช่ตะเกียงพร่องน้ำมันไม่ หากทิ้งเจ้าไว้ที่นี่คนเดียว ได้ถูกแกล้งตายแน่ เสิ่นซิงไห่ก็คงได้แต่ยืนดูเฉยๆ

ต่อมา เสิ่นซิงไห่เดินออกไปกับหลิ่วหรูเยว่ที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนพ้นประตูหันกลับมามองเสี่ยวเยว่แวบหนึ่ง คล้ายมีวาจากล่าว เสียดายเสี่ยวเยว่อุ้มโคมแตงโมกลับเข้าห้องไปแล้ว

รอจนคนออกไป เซวียเป่ยฝานชูหัวแม่โป้งให้เสี่ยวเตา “เยี่ยม! ดาบเดียวเด็ดชีพ คาดว่าคืนนี้เสิ่นซิงไห่คงไม่ต้องนอนแล้ว”

เสี่ยวเตายื่นมือตบป้าบที่แผ่นหลังเขา “เดินทางทันที!”

“ว่ากระไร?” เซวียเป่ยฝานเบิกตาโตมองนาง “พรุ่งนี้เช้าค่อยไป ไม่รีบ!”

“ตีเหล็กเมื่อยังร้อน ไม่แน่พรุ่งนี้เช้าข้าอาจเปลี่ยนใจก็เป็นได้” เสี่ยวเตายักไหล่ไม่แยแส ลากเสียงยาวๆ “ท่านตัดสินใจเอง…”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากกว้าง ฉงหัวด้านข้างหมุนตัวเดินออกด้านนอก “ข้าไปเก็บสัมภาระและแจ้งห่าวจินเฟิง พวกเรานั่งเรือไป”

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า ถามเสี่ยวเตา “ทำแบบนี้มิเท่ากับกลั่นแกล้งเสิ่นซิงไห่หรือ เขาส่งจวิ้นจู่เสร็จ กลับมาก็ไม่เห็นเสี่ยวเยว่แล้ว ชั่วดีก็บอกลาสักคำ”

“ฝันไปเถอะ!” เสี่ยวเตาแค่นเสียง “กระซวกคนอื่นมีดหนึ่งก็ต้องเตรียมใจไว้โดนกระซวกคืนสองมีด”

“เจ้านี่ใจร้ายจริง” เซวียเป่ยฝานอ่อนใจ “ต่อไปใครยั่วโทสะเจ้าต้องตายอย่างอนาถแน่”

เหยียนเสี่ยวเตายักคิ้ว “นั่นแน่นอน! พึงรู้จักใจคอกว้างขวาง และพึงรู้จักกำนัลคืนสองเท่า”

หนังสือแนะนำ