ตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย : บทที่ 14 ต้องมีสักวัน

“ท่านแม่?”

หนุ่มน้อยกลางทะเลโลหิตพลันหันขวับกลับมา แหงนมองสตรีบนหลังม้า สตรีในชุดขาวที่ขาวกว่าหิมะ เรือนผมดกดำสยายกลางแผ่นหลัง ดั่งผ้าต่วนสีดำชั้นดีแห่งไหวซ่ง ดวงหน้าผุดผาดดั่งดอกบัว แววตานุ่มละมุนดั่งปุยหิมะยอดดอย คู่กับริ้วรอยจางๆ ที่หางตา ยิ่งขับเน้นความสุขุมอันละเมียด

สตรีพลิกตัวลงจากม้า ตรงดิ่งมาถึงข้างกายเยียนสวิน ทหารทั้งสองฝั่งคล้ายตะลึงลานกับที่ ไม่มีสักคนเข้าไปขัดขวาง สตรีประคองศีรษะของเยียนสวิน ใช้แขนเสื้อขาวสะอาดประจงเช็ดคราบเลือดทั่วใบหน้าของหนุ่มน้อย รอยยิ้มละไมดั่งสายหมอกผุดขึ้นที่มุมปากเมื่อเรียกขาน “สวินเอ๋อร์”

น้ำตาของเยียนสวินรินหลั่งในพริบตา หนุ่มน้อยที่ก่อนหน้าเผชิญกับพันพลหมื่นม้ายังไม่แม้แต่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย ยามนี้ถึงกับปล่อยโฮอย่างอาดูร เขากำแขนเสื้อของสตรีไว้แน่น เปล่งเสียงถามไถ่ “ท่านแม่ เพราะอะไร ที่แท้เกิดเรื่องอะไร”

“สวินเอ๋อร์” สตรีเช็ดรอยเลือดที่หางตาให้เขาอย่างเบามือ ก่อนกระซิบถาม “เจ้าเชื่อบิดาของเจ้าหรือไม่?”

เยียนสวินพยักหน้าทั้งน้ำตา “ข้าเชื่อ”

“เช่นนั้นก็อย่าถามว่าเพราะอะไร” สตรีกอดบุตรแนบอก ดวงตาเฉยชาค่อยๆ กวาดผ่านไปตามร่างของบรรดาผู้ดีมีตระกูลบนแท่นชมการประหารทีละคน รำพันว่า “บนโลกนี้ มิใช่ทุกเรื่องราวจะมีเหตุผลมาอธิบายอย่างชัดเจนได้ ก็เหมือนเสือกินหมาป่า หมาป่ากินกระต่าย กระต่ายกินหญ้า นั่นคือสิ่งที่ไม่อาจถามหาเหตุผล”

“ท่านแม่!” เยียนสวินพลันหันหน้าขวับ สายตาเย็นเยียบกวาดมองพวกผู้ลากมากดีในอาภรณ์เลิศหรูเหล่านั้น ก่อนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เป็นพวกมันใช่หรือไม่? เป็นพวกมันทำร้ายเยียนเป่ย?”

แววตากราดเกรี้ยวของหนุ่มน้อย ทิ่มทะลวงผ่านหมอกม่านหิมะที่ปลิวว่อน ชั่วพริบตา ผู้มีอำนาจในราชอาณาจักรเหล่านั้นแทบจะสั่นสะท้านขึ้นมา พวกเขามองมาทางสตรีที่งดงามเฉิดฉันคนนั้น เพียงเห็นนางผุดยิ้มจืดจาง พลางเช็ดน้ำตาให้ลูกน้อย “สวินเอ๋อร์ ไม่ต้องร้อง ลูกหลานตระกูลเยียน ยินยอมหลั่งโลหิตไม่ยินยอมหลั่งน้ำตา

“แม่ทัพเหมิง ข้าจะยืนยันศพเอง ที่อยู่ข้างบนนั้น เป็นสามีของข้า เป็นลูกชายของข้า เป็นลูกสาวของข้า เป็นญาติสนิทของข้า เชื่อว่าทั่วทั้งใต้หล้านี้ ไม่มีใครที่มีคุณสมบัติกระทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าข้าอีกแล้ว”

เหมิงเถียนขมวดคิ้วแน่น ในดวงตาแฝงแววอับจนปัญญา มองดูสตรีที่เลอโฉมปานบุปผา จอมทัพผู้หาญกล้าอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรท่านนี้จู่ๆ ก็หมดวาจาจะว่ากล่าว ภาพเมื่อครั้งอดีตผุดขึ้นในสมองเป็นระลอก

เขาจำได้...ต้นฤดูใบไม้ผลิปีนั้น เขากับซื่อเฉิง และบุรุษที่ทุกวันนี้ไม่อาจเรียกขานนามโดยตรง ได้พบกับสตรีงามสะคราญที่ริมทะเลสาบในอาณาจักรเปี้ยนถังโดยบังเอิญ พวกเขาในตอนนั้นยังหนุ่มแน่น สาวน้อยกำลังถ่อเรือ นางสวมชุดสีเขียวสดใส ม้วนขากางเกงขึ้น เผยให้เห็นเรียวน่องที่ขาวผ่องนวลเนียน หัวเราะร่าใส่พวกเขาสามคนที่ยืนตาค้าง พลางตะโกนว่า “นี่! พวกหนุ่มๆ จะขึ้นเรือหรือไม่”

พริบตาเดียว สามสิบปี การเข่นฆ่าสังหารที่มากมายปานนั้น การศึกสงครามที่มากมายปานนั้น แผนอุบายเล่ห์กลที่มากมายปานนั้น พวกเขาสามคนล้วนจับมือร่วมกันฟันฝ่า จากเมฆหมอกสีดำอันหนาหนักบุกตะลุยกวาดล้างเป็นทางโลหิตสายหนึ่ง พวกเขาในตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าสามสิบปีผ่านไปจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ หากทราบ พวกเขาจะยังร่วมทุกข์ร่วมสุข จะยังร่วมแรงร่วมใจ จะยังร่วมเป็นร่วมตายโดยไม่เสียดายชีวิตด้วยกันหรือไม่? หรือทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เพียงเพื่อให้พวกเขาชูดาบห้ำหั่น สะบั้นศีรษะอีกฝ่ายในวันนี้?

เหมิงเถียนถอนใจยาว ก่อนกล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “ท่านไม่ควรมา”

“เขาเคยพูด จะไม่จำกัดอิสระของข้าในนครหลวง ขอเพียงข้าไม่ออกจากนครเจินหวง ก็จะไม่มีใครมาห้ามปราม แม่ทัพเหมิง นี่เป็นราชโองการ ข้าไม่อาจฝ่าฝืน ก็เหมือนกับที่ท่านยกทัพบุกแผ่นดินเยียนเป่ย ไม่ว่าท่านเต็มใจหรือไม่ ท่านยังคงต้องกระทำ”

สตรียกชายประโปรงขึ้น สืบเท้าขึ้นสู่แท่นสูงทีละก้าว ท่วงท่านุ่มนวล แต่ฝีเท้าที่กระทบกับแผ่นพื้น กลับหนักแน่นมั่นคงยิ่ง

“ท่านแม่!” เยียนสวินร้อนใจใหญ่ รีบลุกขึ้นหมายถลันตามไป แต่ยังไม่ทันก้าวเท้า ก็ล้มลงกับพื้น ครางอย่างเจ็บปวดออกมาคำหนึ่ง

ฉู่เฉียวเห็นเข้าก็ทะลวงวงล้อมทหารที่ไม่มีใครขัดขวางอีกแล้ว ซอยเท้าวิ่งเข้าไป ประคองร่างเยียนสวิน ถามเสียงวิตกว่า “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

หิมะโปรยหนัก ลมเหนืออื้ออึง นกเหยี่ยวกู่ร้อง โลหิตไหลนอง ผืนธงหักโค่น กระถางเพลิงล้มคว่ำ ทั่วพื้นธรณี ดวงตานับหมื่นจับจ้องเงาหลังของสตรีที่เดินขึ้นแท่นประหารทีละก้าว สายลมโบกสะบัด อาภรณ์กรีดกราย ปลิวไสวท้าวายุ ประดุจวิหคขาวที่บินว่อนร่อนลม

นิ้วเรียวของสตรีไล้ลูบบนกล่องทองใบที่หนึ่ง ขนคิ้วของบุรุษถูกเลือดกระเซ็นใส่ เป็นสีแดงคล้ำ แต่กลับไม่สยดสยองน่ากลัว ดวงตาของเขาปิดสนิท เหมือนนอนหลับกระนั้น จมูกเป็นสันสูง ริมฝีปากเม้มปิด คล้ายมีวาจาจะเอ่ยแต่สุดท้ายยังคงไม่หลุดปากออกมา

สตรีเหม่อมองสามีของนาง นิ้วมือเคลื่อนลงต่ำอย่างเลื่อนลอย ประหนึ่งว่าตรงนั้นยังมีกายาที่องอาจ นางมิได้ร่ำไห้ แต่เอียงคอยิ้มอ่อนหวาน เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “นี่คือสามีของข้า ซื่อสีฟานหวังแห่งเยียนเป่ย ทายาทรุ่นที่ยี่สิบสี่ของมหาจักรพรรดิเผยหลัว แม่ทัพใหญ่แห่งราชอาณาจักร เยียนเป่ยหวัง เยียนซื่อเฉิง”

เกล็ดหิมะร่วงหล่นเหนือขนตาของสตรี กลับไม่ละลายหาย ดวงหน้าของนางซีดขาว แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนหวานปานนั้น ดวงเนตรดุจวารีใสจ้องมองศีรษะของเยียนหวัง เหมือนว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาส่งยิ้ม มือของนางไล้ผ่านใบหน้าเขา ที่ริมหูของเขา มีแผลเป็นเล็กๆ แนวหนึ่ง เหมือนผ่านมานานหลายปี ไม่สังเกตก็แทบไม่เห็นแล้ว

“แผลเป็นตรงนี้ คือแผลที่ถูกแทงด้วยกระบี่เมื่อครั้งปราบกบฏชางหลันหวัง ปีนั้นฝ่าบาทถูกลอบทำร้าย เสวยหญ้ากล่อมวิญญาณเข้าไป ทำให้อ่อนแรงไร้กำลัง ซื่อเฉิงกับแม่ทัพเหมิงเถียนบุกเข้ามาคุ้มครองพระองค์จากประตูตะวันออกและตะวันตก ซื่อเฉิงเป็นคนตามหาฝ่าบาทซึ่งขณะนั้นยังเป็นรัชทายาทพบก่อนเป็นคนแรก เขาแบกร่างฝ่าบาทที่หมดสติใส่หลัง ฝ่าวงล้อมทหารม้าสามร้อยนายออกไปด้วยตัวคนเดียว บนลำตัวและท่อนแขนมีบาดแผลยี่สิบกว่าแห่ง ครึ่งปีให้หลังถึงลุกจากเตียงลงมาเดินได้ ปีนั้น เขาเพิ่งจะครบสิบเจ็ดขวบ

“ตรงนี้ เป็นรอยแผลที่ได้มาจากสงครามที่ด่านไป๋หม่า (ม้าขาว)” มือของสตรีแตะลูบบนรอยแดงที่ใต้คาง เล่าต่อว่า “รัชศกไป๋ชาง ปีที่เจ็ดร้อยห้าสิบหก จักรพรรดิทรงเสด็จไปทำพิธีบวงสรวงบรรพกษัตริย์ที่เหยาสุ่ย ตระกูลใหญ่ในคณะมนตรีและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงล้วนตามเสด็จ จิ้นเจียงหวังกลับฉวยโอกาสนั้นสมคบแคว้นศัตรู เปิดด่านซีเป่ย ปล่อยให้กองทัพสามหมื่นของชนเผ่าเฉวี่ยนหรงรุกล้ำเข้ามาปิดล้อมเหยาสุ่ย ซื่อเฉิงรู้เข้าก็คุมทัพออกเดินทางจากเยียนเป่ย เจ็ดวันเจ็ดคืนมิได้ปลดชุดเกราะมิได้ห่างอานม้า ไม่หลับนอนแม้ชั่วครู่ยาม กระทั่งกอบกู้สถานการณ์คับขันที่เหยาสุ่ยเป็นผลสำเร็จ จักรพรรดิของพวกท่านยังได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณที่ยอดเขาไป๋หม่า ต้าเซี่ยกับเยียนเป่ยจะเป็นกษัตริย์ขุนนางทุกยุคทุกสมัย ไม่ทอดทิ้งกันตลอดกาล ตอนนั้นพวกท่านหลายคนก็ในที่นี้ก็อยู่ที่นั่นด้วย”

บรรดาขุนนางที่อยู่ด้านล่างพลันเริ่มนั่งไม่ติด เรื่องอดีตที่ถูกฝุ่นธุลีปกคลุมจู่ๆ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน ภาพเหตุการณ์ในครั้งกระโน้นดูเหมือนจะผุดพรายในสายตาแก่ชราที่มัวซัว ตอนนั้นพวกเขายังหนุ่มแน่น ยังได้กรูกันเข้าไปตบไหล่ของชายหนุ่มผู้นั้น ชนจอกสุราร้อนแรง ฉลองกันอย่างครื้นเครง

“ตรงนี้ เป็นรอยแผลที่แม่ทัพเหมิงท่านใช้มีดฟันด้วยมือตัวเอง บนที่ราบหั่วเหลย (เพลิงอัสนี) ตอนเที่ยงของวันที่สิบหกเดือนสี่ หรือท่านแม่ทัพจดจำกระบี่ของตัวไม่ได้แล้ว แผลเป็นนี้ใช่มิใช่ฝีมือท่าน คนผู้นี้ใช่มิใช่เยียนซื่อเฉิง หรือท่านแยกแยะไม่ออก?”

เหมิงเถียนถึงกับเป็นใบ้ ใบหน้าเขียวคล้ำ นิ่งงันกับที่

“ข้ามั่นใจ คนผู้นี้ก็คือสามีของข้า คือเยียนเป่ยหวัง ไม่ผิดเด็ดขาด” พูดจบ สตรีก็ปิดฝากล่องลงมาดังปัง แล้วหมุนกายเดินไปที่กล่องถัดไป…

หิมะยังคงพรั่งพรูไม่ขาดสาย กระแสเสียงของสตรียิ่งมายิ่งอาดูร สีหน้ายิ่งมายิ่งเผือดสี แต่ละคำแต่ละประโยคราวกับกลั่นออกมาจากหยดเลือด

“ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นนักรบแห่งเยียนเป่ย พวกเขาสมคบศัตรู ทรยศประเทศชาติ เป็นขุนนางชั่ว แม่ทัพเหมิง ท่านลงทัณฑ์เถอะ!”

เตาสำริดสามขาขนาดมหึมาถูกยกขึ้นสู่แท่นจิ่วโยว เปลวเพลิงลุกโชน เหมิงเถียนขมวดคิ้วแน่น กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า “ประหาร!”

กล่องทองยี่สิบใบถูกโยนลงเตาสำริดสามขาพร้อมกัน แววตาของเยียนสวินวาวโรจน์เป็นสีเพลิง ในลำคอแผดคำรามดั่งสัตว์ร้าย หมายกระโจนขึ้นไป

ทหารองครักษ์ตบเท้าเข้าหา ขวางหน้าเยียนสวิน ฉู่เฉียวกอดร่างเยียนสวินไว้แน่น สุดท้ายก็หมดความอดทน ปล่อยให้น้ำตาทะลักทลายออกมา

หนุ่มน้อยในอ้อมกอดนาง หวนไห้ไม่ได้ศัพท์ คุกเข่ากระแทกพื้น ยื่นกำปั้นที่เกร็งแน่นจนเห็นเส้นเอ็น ทุบไปบนพื้นหินของจตุรัสจินฉื้ออย่างไม่คิดชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเนื้อแตกเลือดไหลก็ยังไม่รู้ตัว พร้อมเสียงคำรามน่าสะพรึง

สตรีเบือนหน้าไป มองดูเตาสำริดที่เปลวเพลิงลุกโหม น้ำตาที่ฝาดเฝื่อนหยาดริน นางยื่นมือออกมา แตะข้างเตาที่ร้อนผ่าวด้วยสีหน้าโศกสลด จากนั้นหันหน้ากลับมา มองดูบุตรชายที่ด้านล่างเวทีด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนหันไปกล่าวกับเหมิงเถียนว่า “พี่เหมิง เขาคือลูกชายคนสุดท้ายของข้า บอกคนผู้นั้น อย่าได้หลงลืมวาจาที่พูดไว้”

เหมิงเถียนสะท้านไปทั้งร่าง คำว่าพี่เหมิงนี้ เหมือนฉุดดึงเขากลับไปยังสามสิบปีก่อน ถ้อยคำที่ร้าวรานปานใดก็ไม่อาจสร้างความสะเทือนใจต่อเขาแม้แต่น้อย แต่คำเรียกขานที่เรียบง่ายเช่นนี้ กลับบันดาลให้สองมือของบุรุษถึงกับสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่ เขายกเท้าหมายก้าวขึ้นหน้า พร้อมรำพันเสียงแผ่วเบา “ไป๋เซิง...”

ทว่า...สตรีชุดขาวพลันหมุนกาย ท่วงท่ารวบรัดฉับไวดั่งดาวตก กระแทกศีรษะใส่เตาสำริด!

“ไป๋เซิง!”

“ท่านแม่!”

เสียงอุทานตกใจนับไม่ถ้วนดังขึ้นพร้อมกัน บนจตุรัสจินฉื้อ ผู้คนนับพันหมื่นตื่นตระหนก เพียงเห็นสตรีนางนั้นเลือดไหลอาบหน้าผากปานน้ำตก ก่อนร่างค่อยๆ ทรุดลงแทบพื้น

“เร็ว! รีบตามหมอหลวง!” เหมิงเถียนกอดร่างสตรีไว้ แววสุขุมเยือกเย็นเหือดหายไปจากใบหน้า ความตื่นตระหนกลนลานเข้ามาแทนที่เมื่อตะโกนสั่งเหล่าทหารองครักษ์

“ท่านแม่!” เยียนสวินกระเสือกกระสนขึ้นไปบนแท่นสูง คว้าร่างสตรีมากอดไว้ ผลักร่างแม่ทัพกระเด็นไป

ฟ้าดินประสานความโกรธา มวลบุปผาร่วมอาลัย เสียงฟ้าผ่ากึกก้องขอบฟ้า สายลมโศกาอาดูร

สตรีลืมตาช้าๆ พิศมองดวงหน้าของบุตรชาย ผุดยิ้มละมุน กลับสะกิดให้เลือดแดงยิ่งไหลทะลัก

“ท่านแม่!” เยียนสวินน้ำตาคลอคลอง ทุกจุดที่มือสัมผัสเต็มไปด้วยเลือดแดงสด พลันตะโกนก้องอย่างสิ้นหวัง “เพราะอะไร เพราะอะไรต้องทำเช่นนี้ ท่านพ่อก็จากไปแล้ว พี่ใหญ่ก็ไม่อยู่แล้ว ทุกคนล้วนไม่อยู่แล้ว แม้แต่ท่านก็ยังทิ้งเยียนสวินไป ท่านแม่! เพราะอะไร”

น้ำตาของสตรีรินไหล นางยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก กุมมือบุตรชายตัวเองไว้ “สวินเอ๋อร์ รับปากแม่ เจ้าต้องอยู่ต่อไป แม้จะทุกข์ทรมานแสนสาหัส แม้จะอยู่มิสู้ตาย ก็ต้องมีชีวิตสืบไป อย่าลืม...เจ้ามีเรื่องที่ยังไม่ได้ทำอีกมาก”

“ท่านแม่!”

แววตาของสตรีเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยเวิ้งว้าง นางทอดร่างบนพื้นศิลาดำสนิท อาภรณ์ขาวประดับด้วยบุปผาโลหิตหลากขนาด คล้ายดอกเหมยเหมันต์ที่เบ่งบานเต็มที่ ดวงพักตร์ขาวซีด ขาวจนแทบโปร่งแสง นางยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเบาหวิวว่า “ข้าเข้าใจมาตลอดว่า ข้ารักภูผาและสายน้ำของเปี้ยนถังที่สุด ที่นั่นไม่มีหน้าหนาว ไม่มีหิมะ ไม่มีสี่ฤดู แต่ตอนนี้ ข้ารู้ว่าตัวเองผิดแล้ว ทุกสิ่งที่ข้ารักและหวงแหนที่สุดล้วนอยู่ในเยียนเป่ย ตอนนี้ข้าจะกลับไปหาพวกเขาแล้ว”

ชั่ววูบนั้น นางคล้ายมองเห็นฟ้าแจ่มที่อยู่เหนือชั้นเมฆหนาทึบ มองเห็นทุ่งหญ้าเยียนเป่ยที่ไกลโพ้น บุรุษบนอาชาที่ดวงตาสุกสกาว ควบทะยานมาหานาง เส้นเสียงทะลุผ่านแสงแดด สะท้อนดังบนทุ่งหญ้าเขียวขจี ทิวเขาไกลลิบล้วนขานรับกึกก้อง ตะโกนกลับมาพร้อมกับเสียงของเขาว่า ‘อาเซิง...’

‘อาเซิง ข้าจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดในแผ่นดินให้เจ้าทั้งหมด เจ้าบอกมา เจ้าชอบอะไรที่สุด’ บุรุษนั่งบนหลังม้า หัวเราะร่าอย่างเบิกบาน

คนโง่ ข้าได้ครอบครองสิ่งที่ดีที่สุดในแผ่นดินตั้งนานแล้ว ก็คือครอบครัวของเรา ลูกๆ ของเรา ยังมีเยียนเป่ยของพวกเรา

ข้อมือตกลงอย่างหมดแรง ลมเหนืออันเศร้าสลดโหมกรรโชกเหนือน่านฟ้านครเจินหวง ฝูงอีแร้งบินร่อนถลาลม!

“ท่านแม่!” หนุ่มน้อยกอดร่างมารดาแน่น สองตาดั่งโลหิต พริบตาก็ตกสู่ความมืดหม่นที่ไร้ขอบเขต

ฉู่เฉียวคุ้มกันเขาอยู่ด้านข้าง สองมือกำแน่น ใบหน้าขาวซีด ปราศจากสีเลือด ลมหนาวโชยผ่าน พัดเส้นผมของเด็กหญิงจนปลิวฟุ้ง นางเงยหน้าฉับพลัน สองตาจับจ้องไปที่วังเซิ่งจินทางทิศเหนือเขม็ง ที่นั่น โอฬารตระหง่านง้ำ ศูนย์กลางอำนาจอันยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยพลานุภาพขุมมหึมา

ขณะนั้น เหมือนมีลิ่มแหลมทิ่มทะลวงหัวใจนางทั้งเป็น นางกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มสนิท เนิ่นนานไม่เอ่ยคำ แต่ทว่า...มีหน่ออ่อนต้นหนึ่ง หยั่งรากลึกล้ำในจิตวิญญาณของนาง ผ่านการตัดแต่งของวันเวลา ผ่านการรดน้ำจากพายุฝน ต้องมีสักวันหนึ่งที่มัน...จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสูงเสียดฟ้า!

ในสายลมผสมหิมะ เสียงระฆังมรณะก้องดังติดต่อ ในอารามบรรพกษัตริย์เฉิงกวงของวังเซิ่งจิน มีเงาร่างสีดำสายหนึ่งค่อยๆ หมุนตัวกลับ เดินเลียบไปตามระเบียงที่ยืดยาว เข้าสู่ใจกลางของต้าเซี่ยทีละก้าว แสงโคมสาดต้องแผ่นหลัง เกิดเป็นเงาทอดยาวบนพื้น

 

 

รัชศกไป๋ชาง ปีที่เจ็ดร้อยเจ็ดสิบ เดือนสี่ วันที่สิบเก้า เป็นวันที่ผู้คนมิอาจลืมเลือน

วันนั้น ครอบครัวเยียนเป่ยหวัง ยกเว้นเยียนสวินซื่อจื่อซึ่งเป็นตัวประกันอยู่ในนครหลวงหลายปี ทุกคนในตระกูลล้วนถูกประหารสิ้น ทว่าหลังจากตายแล้ว ดวงวิญญาณตระกูลเยียนยังคงไม่อาจไปสู่สุคติ ต้องทนทุกข์กับโทษทัณฑ์แสนสาหัสบนแท่นจิ่วโยวหน้าประตูวังเซิ่งจิน ร่างกับเศียรพลัดพราก เถ้ากระดูกกระจัดกระจาย

ด้วยเหตุนี้ ราชสีห์เยียนเป่ยอันยิ่งใหญ่แห่งชายแดนเหนือจึงเริ่มเข้าสู่ห้วงแห่งความเงียบสงัดอันยาวนาน ขณะที่บรรดาตระกูลใหญ่ของราชอาณาจักรกำลังจ้องตะครุบส่วนแบ่งพื้นที่เยียนเป่ย เหนือที่ราบซีเป่ยกลับมีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างอลังการ สิบเอ็ดเชื้อสายของเผ่าเฉวี่ยนหรงมารวมตัวกันพร้อมหน้า โดยมีท่านข่านหวังน่าเหยียนหมิงเลี่ยเป็นประธานในงานเลี้ยง เพื่อฉลองให้กับความตกต่ำเสื่อมทรุดของราชสีห์เยียนเป่ย เพื่อฉลองให้กับการไม่ได้ตายดีของเยียนซื่อเฉิง เพื่อฉลองให้กับจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยที่บุกเบิกพรมแดนภาคเหนืออันอุดมสมบูรณ์ให้ชนเผ่าเฉวี่ยนหรงของพวกเขาอย่างไม่เห็นแก่ตัว และด้วยเหตุนี้ พวกเขาเชื่อมั่นว่า ต่อไปจะไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานศาสตราวุธของผู้กล้าแห่งเฉวี่ยนหรงได้อีกแล้ว

เวลาเดียวกัน ในห้องคับแคบที่ผุพังซอมซ่อแห่งหนึ่งแถบประตูเฉียนเหมิน สายลมหวีดหวิว หิมะร่วงหล่นตามรูโหว่บนหลังคา ไม่มีกระถางไฟ ไม่มีเตียงอุ่น มีเพียงเตียงดินและผ้าห่มที่เปื่อยขาด ทั้งดำทั้งสกปรก ส่งกลิ่นเหม็นสาบ

นอกประตู มีทหารยามดื่มสุราเล่นทายมือกันอย่างครึกครื้น กลิ่นเนื้อหอมฉุยลอยเข้ามาในห้อง หนุ่มน้อยใบหน้าซีดขาว หน้าผากกลับร้อนลวก ริมฝีปากแตกระแหงลอกเป็นขุย เรียวคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน เหงื่อเย็นเม็ดโป้งไหลย้อยจากขมับ เปียกชื้นถึงเรือนผม

ในห้องมีเสียงทึบๆ ดังต่อเนื่อง เด็กหญิงแปดขวบยกเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วยความยากเย็น จากนั้นทุ่มลงพื้นเต็มแรง ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็ได้ท่อนไม้กองหนึ่งจากการแยกส่วนเก้าอี้ นางถอนใจยาวเมื่อปาดเหงื่อ แล้วก่อกองไฟบนพื้น เสียงฟืนติดไฟดังเพียะพะ ในห้องพลันอบอุ่นขึ้น

เด็กหญิงต้มน้ำชามหนึ่งยกไปถึงเตียงที่เย็นเฉียบ ประคองศีรษะหนุ่มน้อยขึ้น ร้องเรียกเบาๆ ว่า “เยียนสวิน ตื่นเถอะ ดื่มน้ำก่อน”

หนุ่มน้อยไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว เขาปราศจากปฏิกิริยาโดยสิ้นเชิง เด็กหญิงขมวดคิ้ว ก่อนหยิบตะเกียบในชามซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาข้างหนึ่ง งัดปากหนุ่มน้อยให้อ้าเปิด แล้วกรอกน้ำร้อนลงไป

‘แค่กๆ’ เสียงไอดังขึ้นทันที ทรวงอกของเยียนสวินกระเพื่อมรุนแรง น้ำที่เพิ่งป้อนเข้าไปสำลักพรวดออกมา ฉู่เฉียวก้มมอง เห็นในน้ำมีริ้วเลือดลอยอยู่ นางรู้สึกปวดแปลบในอก สูดจมูกสองสามที ก่อนลงจากเตียงไปต้มน้ำต่อ

“เยียนสวิน?” ม่านราตรีมาเยือน ในห้องยิ่งเย็นจัดจนแทบไม่อาจทานทน ฉู่เฉียวเอาเสื้อคลุมและผ้าห่มที่มีทั้งหมดโปะลงไปบนร่างของหนุ่มน้อย ตัวเองเพียงสวมชุดบางเบา ได้แต่นั่งขดเป็นก้อนอยู่ข้างเยียนสวิน มือประคองชามกระเบื้องสีขาว เอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าเอาข้าวสวยเติมน้ำทำเป็นโจ๊ก ท่านลุกขึ้นมาดื่มสักนิด”

หนุ่มน้อยมิได้ตอบคำ คล้ายหลับสนิทแล้ว แต่ใต้แสงจันทร์กลับมองเห็นรอยหลุกหลิกของลูกตาดำภายใต้หนังตา ฉู่เฉียวทราบว่า เขาไม่ได้หลับ เขามีสติอยู่ตลอด เพียงแต่ไม่ยอมลืมตาเท่านั้น

ฉู่เฉียวถอนใจเบาๆ นางวางชามข้าวแล้วนั่งกอดเข่าพิงผนัง ข้างนอกหิมะโปรยปราย มองลอดประตูหน้าต่างที่ผุกร่อนออกไปยังสามารถเห็นต้นไม้ที่ขาวโพลนใต้แสงจันทร์

นางรำพันด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่ “เยียนสวิน ข้าเป็นคนที่ไม่มีอะไรสักอย่าง ข้ามาถึงสถานที่แปลกตาแห่งหนึ่ง ข้าไม่มีบารมีไม่มีอำนาจ ไม่มีญาติพี่น้อง ครอบครัวของข้าล้วนประสบเภทภัยกันหมด บ้างถูกตัดหัว บ้างถูกเนรเทศ บ้างถูกทุบตีจนตายทั้งเป็น บ้างถูกตัดมือโยนให้จระเข้ในบึงกิน ยังมีเด็กหญิงอีกหลายคนที่โดนกระทำชำเรา ซากศพโยนสุมบนรถม้า ไม่ต่างจากกองขยะบูดเน่า สวรรค์สมควรยุติธรรม ต่อให้เป็นข้าทาส ต่อให้มีสายเลือดต่ำช้า แต่ก็ควรมอบสิทธิ์ในการดำรงอยู่ ข้าไม่เข้าใจ เพราะอะไรพอเกิดมาต้องมีการแบ่งแยกชนชั้น เพราะอะไรหมาป่าถูกกำหนดให้เป็นฝ่ายกินกระต่าย โดยที่กระต่ายไม่อาจต่อต้าน แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว เป็นเพราะกระต่ายไม่เข้มแข็งพอ ไม่มีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม หากไม่ต้องการถูกคนอื่นหยามเหยียด ตัวเองก็ต้องลุกยืนขึ้นมา เยียนสวิน ข้ายังเด็กก็จริง แต่ข้ามีความอดทนและข้ามีเวลาอีกมาก คนที่ติดค้างข้า สักคนก็อย่าหมายว่าจะหนีพ้น ข้าจะต้องมีชีวิตต่อไป มองดูพวกมันได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้ ไม่เช่นนั้นต่อให้ตาย ข้าก็ตายตาไม่หลับ”

แพขนตาของหนุ่มน้อยระริกเบาๆ มุมปากเม้มสนิท นอกหน้าต่างหิมะตกหนัก ลมหนาวพัดกรูเข้ามาตามช่อง เกิดเป็นเสียงอู้ๆ

เสียงของฉู่เฉียวยิ่งเคร่งขรึมกว่าเดิม “เยียนสวิน จำคำสั่งเสียของมารดาท่านได้หรือไม่? นางต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะมีชีวิตแบบอยู่มิสู้ตายก็ตาม ก็ต้องมีชีวิตต่อไป เพราะท่านยังมีเรื่องอีกมากต้องกระทำ ท่านทราบหรือไม่ว่าคือเรื่องอะไร ก็คือกล้ำกลืนความอัปยศอดสู คือความทรหดอดทน คือการรอคอยโอกาส คือการสะสางหนี้โลหิต! บนตัวท่าน มีความคาดหวังของคนจำนวนมาก มีโลหิตแดงฉานของคนจำนวนมาก มีดวงตาบนสวรรค์จำนวนมากกำลังเฝ้าดูท่านอยู่ หรือท่านทนดูพวกเขาผิดหวังได้? หรือท่านทนดูพวกเขานอนตายตาไม่หลับได้? หรือท่านทนดูน้ำพักน้ำแรงที่พ่อแม่ท่านสร้างมาถูกทำลายลงได้? หรือท่านยอมตายอย่างไร้ค่าเหมือนสุนัขตัวหนึ่งบนเตียงผุๆ พังๆ เช่นนี้ได้? หรือท่านยอมปล่อยให้คนที่ฆ่าพ่อแม่ท่านหลับสบายไร้กังวลได้?”

เส้นเสียงของฉู่เฉียวยิ่งมายิ่งแหลพร่า คล้ายคมมีดขูดไปบนแผ่นน้ำแข็ง นางแทบจะพูดคำหยุดคำ “เยียนสวิน ท่านต้องมีชีวิตต่อไป แม้จะอยู่อย่างสุนัขตัวหนึ่ง ก็ต้องมีชีวิตต่อไป ขอเพียงมีลมหายใจ ย่อมมีความหวัง ขอเพียงมีลมหายใจ ย่อมสามารถลุล่วงปณิธานที่ยังไม่อาจลุล่วง ขอเพียงมีลมหายใจ ย่อมทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของท่านกลับมาได้ โลกใบนี้ มิอาจพึ่งพาผู้อื่น ที่ท่านพึ่งพาได้ มีเพียงตัวเองเท่านั้น”

เสียงหายใจหนักหน่วงพลันดังขึ้น ฉู่เฉียวลุกขึ้นไปยกชาม ส่งถึงข้างกายของหนุ่มน้อย ดวงตาสุกใสเต็มเปี่ยมด้วยพลัง คล้ายเปลวเพลิงที่ลุกโชนร้อนแรง

“เยียนสวิน มีชีวิตต่อไป ฆ่าพวกมันให้หมด!”

ประกายคมปลาบแฝงความคั่งแค้นและพลังทำลายล้างสายหนึ่ง พลันสาดทอจากดวงตาของหนุ่มน้อย เขาพยักหน้าโดยแรง พึมพำด้วยสุ้มเสียงราวกับฝันร้าย “มีชีวิตต่อไป ฆ่าพวกมันให้หมด!”

เสียงลมกรรโชกแรง เด็กน้อยสองคนหยัดยืนอยู่ในห้องโกโรโกโสที่หนาวเย็นจับใจ สองมือกำแน่น

หลายปีหลังจากนั้น เมื่อเยียนสวินเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วครุ่นคิดถึงค่ำคืนนั้นอีกครั้ง ในใจยังอดสะท้านขึ้นมามิได้ เขาไม่รู้ว่า...หากตอนแรกเขาไม่ใจอ่อนละเว้นชีวิตดรุณีทาสที่แววตาแข็งกร้าวคนนั้น หากเขาไม่ยื่นมือช่วยเหลือเด็กหญิงคนนั้นหลายต่อหลายครั้งเพราะความใคร่รู้ หากคืนนั้นเขาไม่ดึงดันจะบอกลาเด็กหญิงคนนั้นให้ได้ ทุกสิ่งในวันนี้ ใช่จะหายวับไปดั่งเงาจันทราในวารีหรือไม่ หนุ่มน้อยที่กินอยู่สุขสบายมาทั้งชีวิตคนนั้นใช่จะล้มลงท่ามกลางความวอดวายของครอบครัวหรือไม่ ใช่จะขมขื่นอย่างเดียวดายหรือไม่?

แต่ทว่า...บนโลกนี้ไหนเลยมีคำว่า ‘หาก’ มากมายปานนั้น ด้วยเหตุนี้ ในค่ำคืนนั้น เด็กน้อยสองคนที่ไร้ซึ่งทุกสิ่งจึงสาบานอย่างเงียบงัน ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ

มีชีวิตต่อไป แม้จะเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ก็ต้องมีชีวิตสืบไป!

ราตรีที่ยาวนานกำลังจะหมดลง ก่อนอรุณรุ่ง วังเซิ่งจินส่งตัวแทนนำราชโองการมา ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม เช่นแต่ละฝ่ายแบ่งสรรไม่ลงตัว หรือมีความนัยอื่นแอบแฝง สรุปแล้วภายใต้ความกดดันของเหล่าฟานหวังแต่ละหัวเมือง เยียนเป่ยซื่อจื่อที่ปราศจากความผิด จึงยังคงมีคุณสมบัติสืบทอดตำแหน่งเยียนเป่ยหวังต่อไป แต่...เวลากลับถูกกำหนดไว้หลังจากเขาอายุครบยี่สิบปีเต็ม จึงสามารถทำพิธีรับตำแหน่งได้ ก่อนถึงวันนั้น วังเซิ่งจินและฟานหวังแต่ละหัวเมืองจะหมุนเวียนกันเป็นผู้ดูแลนครรัฐเยียนเป่ย ส่วนเยียนสวินซื่อจื่อต้องพำนักอยู่ในนครเจินหวงต่อไป ภายใต้การดูแลของราชสำนัก จนกว่าเขาจะอายุครบยี่สิบ

ก่อนถึงวันนั้น ยังอีกแปดปี ขอเพียงอีกแปดปีผ่านพ้น

เดือนสี่วันที่ยี่สิบเอ็ด เยียนสวินย้ายออกจากจวนตัวประกัน เข้าพำนักในอาณาเขตของวังเซิ่งจินซึ่งมีมาตรการป้องกันเข้มงวดที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย

เช้าวันนั้น ลมพัดแรง หิมะปลิดปลิว เยียนสวินสวมชุดเสื้อคลุมหนังเสือดาวเยียนเป่ยสีดำ ยืนอยู่บนจตุรัสจื่อจินที่อร่ามเรืองรอง เหม่อมองแท่นจิ่วโยวและประตูจื่อจินที่อยู่ไม่ไกลออกไป ด้านหลังของพวกมันคือเขตตะวันตกเฉียงเหนือของราชอาณาจักร

ที่นั่น เคยเป็นบ้านของเขา เป็นผืนดินที่เขาถือกำเนิด มีญาติพี่น้องที่เขารักใคร่ ตอนนี้ คนเหล่านั้นล้วนจากไปจนหมดแล้ว แต่เขามั่นใจ คนเหล่านั้นจะต้องหยัดยืนอยู่บนสวรรค์ที่สูงลิบ มองดูเขาเงียบๆ รอคอยวันที่เขาควบม้ากลับสู่เยียนเป่ย!

หนุ่มน้อยหมุนตัวกลับ จูงมือเด็กหญิงแปดขวบ ตรงเข้าประตูวังที่หนาหนักแห่งนั้น

บานประตูเคลื่อนปิดช้าๆ กลบกลืนเส้นแสงทั้งหมดไว้ภายใน พายุพัดกระหน่ำ กลับถูกกำแพงเมืองสูงตระหง่านสกัดต้านไว้ด้านนอก มีเพียงสายตาคมปลาบของนกเหยี่ยวจึงสามารถกวาดมองจากที่สูง เห็นเงาร่างทั้งสองอย่างชัดเจน เงาร่างของพวกเขาอ่อนเยาว์ปานนั้น แต่แผ่นหลังกลับเหยียดตรงปานนั้น

ต้องมีสักวัน พวกเขาจะเคียงบ่าเคียงไหล่ เข่นฆ่าเป็นทางโลหิตสายหนึ่ง และเชิดหน้าออกจากประตูใหญ่จื่อจินแห่งนี้อย่างผ่าเผย!

สวรรค์เชื่อมั่นว่า วันนั้นต้องมาถึง!

 

.................. จบตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย ....................

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1