ตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย : บทที่ 13 แท่นประหารจิ่วโยว

เรือนจำเทียนเหลา ( เชิงอรรถ - *เรือนจำที่คุมขังเฉพาะนักโทษที่เป็นขุนนางชั้นสูง หรือเชื้อพระวงศ์ ) ในนครเจินหวงแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตกสองแห่ง แต่ละแห่งมีถนนเส้นหลัก สายหนึ่งทางตะวันออกทอดยาวถึงถนนจิ่วเวย เป็นจุดที่นักโทษซึ่งได้รับการปล่อยตัวหรือถูกเนรเทศจำเป็นต้องผ่าน ส่วนอีกสายทางตะวันตกกลับมุ่งตรงถึงแท่นจิ่วโยว ซึ่งโดยมากใช้เป็นสถานที่สำเร็จโทษ

ไม่มีรถนักโทษ ไม่มีการไต่สวน ไม่ใช้เครื่องทรมาน ไม่มีการยืนยันฐานะ เพียงตระเตรียมม้าศึกสีดำตัวหนึ่งไว้ที่หน้าประตูใหญ่เรือนจำเทียนเหลา อาชาพ่วงพีสูงใหญ่ พอเห็นเยียนสวินก็ลิงโลดส่งเสียงฟืดฟาดออกจมูก มันคืออาชาประจำตัวของเยียนสวินนั่นเอง

หนุ่มน้อยยิ้มบางเบา ลูบหัวม้าไปมา พยุงฉู่เฉียวขึ้นม้าแล้วพลิกตัวตามขึ้นไป ก่อนตามหลังขบวนทหารมุ่งหน้าสู่ถนนจูอู่ ชาวบ้านตลอดทางต่างแย่งกันขึ้นหน้า ชะโงกศีรษะมองดู จากนั้นเดินตามหลัง ยกขบวนกันไปที่แท่นจิ่วโยว

เมฆหนาหนักดำทะมึนก่อตัวบนท้องฟ้า เหมือนจะกดทับเหนือศีรษะผู้คนกระนั้น ลมพายุจากทุ่งไกลพัดกรรโชกใส่ใบหน้าของเด็กทั้งสอง

เยียนสวินแผ่กางเสื้อคลุม ห่อหุ้มร่างเล็กๆ ของฉู่เฉียวไว้ภายใน เหลือเพียงศีรษะโผล่ขึ้นมา ฉู่เฉียวเอี้ยวคอมองใบหน้าหล่อเหลาและดวงตาสุกใสวาววับของหนุ่มน้อย เยียนสวินก้มศีรษะส่งยิ้มให้นาง สองมือภายใต้เสื้อคลุม เกาะกุมกันแนบแน่น

พวกเขาหาทราบไม่ว่า สิ่งที่รอคอยอยู่ข้างหน้าเป็นชะตากรรมอันใด สายลมบนโลกนี้พัดแรงเหลือเกิน พวกเขาได้แต่โซซัดโซเซไปข้างหน้า รอคอยชั่วขณะที่พายุฝนซัดกระหน่ำมาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยใบหน้าอันทระนง

เสียง ‘ตึง’ อันสั่นสะเทือนพลันดังขึ้น ทุกคนที่เดินไปมาอยู่บนถนนใหญ่ล้วนชะงักฝีเท้าไม่รู้ตัว แหงนมองไปทางภูหยาลั่งซึ่งตั้งตระหง่านบนที่ราบสูงหงชวนตะวันออก ที่นั่น อารามบรรพชนเฉิงกวง คือที่มาของเสียงเคาะอันทุ้มหนัก ครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนก้องไปทั่วผืนดินหงชวน สามสิบหกเสียง สามสิบหกเสียงเต็มๆ

สีหน้าเยียนสวินแปรเปลี่ยนฉับพลัน ฉู่เฉียวรู้สึกได้ว่ามือคู่นั้นกำลังสั่นสะท้านรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด นางเลิกคิ้วมองดูเยียนสวินอย่างงุนงง แต่หนุ่มน้อยกลับไม่เปล่งเสียงสักคำ

จักรพรรดิราชวงศ์ต้าเซี่ยสวรรคตต้องเคาะสี่สิบห้าเสียง ส่วนเสียงเคาะสามสิบหกเสียง กลับเป็นธรรมเนียมเมื่อเชื้อพระวงศ์ล่วงลับ

เยียนเป่ยซื่อจื่อที่ทั่วกายไหลเวียนด้วยสายโลหิตแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย และหลายปีก่อนก็เคยร่วมบวงสรวงบรรพกษัตริย์เคียงข้างราชสกุลจ้าว ผุดรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ที่ควรมาอย่างไรก็หลบไม่พ้น เช่นนั้นก็ดาหน้าเข้ามาเถอะ

ตลอดทางถึงแท่นจิ่วโยว ธงทิวปลิวไสว ทอดสายตามองไปทางเหนือ สามารถมองเห็นประตูจื่อจินที่สูงใหญ่อยู่ลิบๆ กำแพงแดงกระเบื้องทอง น่าเกรงขามยิ่งนัก แท่นจิ่วโยวที่สร้างด้วยหินโม่หลันสีดำทั้งแผ่น ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นราบ พื้นผิวดำมะเมี่ยมสะท้อนหิมะขาวโพลน ยิ่งขับความโอ่อ่าและขรึมขลัง

เยียนสวินพลิกตัวลงจากม้า ขณะจะเดินขึ้นแท่น ชายกลางคนหน้าเหลี่ยมในเครื่องแบบขุนนางฝ่ายในคนหนึ่งพลันสืบเท้าตรงมา เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “เยียนซื่อจื่อ เชิญด้านนี้”

“แม่ทัพเหมิงเถียน?” เยียนสวินเลิกคิ้วเล็กน้อย มองตามมือของชายกลางคน “ทางนั้น ไม่น่าใช่ที่นั่งของข้ากระมัง?”

“วังเซิ่งจินมีพระบัญชา ให้เยียนซื่อจื่อนั่งตรงนั้น”

เยียนสวินแหงนมองตำแหน่งประธานคุมการประหารที่ข้างเวที หากวันนี้คนที่ต้องถูกฆ่าไม่ใช่ตน เช่นนั้นจะเป็นเจ้าขุนมูลนายคนใด

“เช่นนั้นก็...นบนอบมิสู้เชื่อฟัง”

หนุ่มน้อยหมุนกายอย่างเย็นชา เดินขึ้นแท่นผู้คุมการประหารท่ามกลางสายตาพิศวงทุกคู่ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ประธาน ด้านข้างล้วนเป็นขุนนางฝ่ายในของสภามนตรีสูงสุด หนุ่มน้อยรูปโฉมหมดจดสง่างาม สีหน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง ไม่ปรากฏริ้วรอยเครียดขึ้งหรือร้อนรนแต่ประการใด

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่ากลับไม่มีการคุมตัวนักโทษออกมาจากถนนจูอู่ ยามนั้น ได้ยินเสียงครืน ประตูข้างของประตูจื่อจินเปิดกว้าง บุคคลผู้มีอำนาจของแต่ละตระกูลในสภามนตรีสูงสุด แม่ทัพนายกองของฝ่ายนอก ขุนนางบุ๋นบู๊ของฝ่ายใน ทยอยกันเดินออกมา แม้แต่จูเก่อไหว เว่ยซูโหยวและอื่นๆ ก็ติดตามอยู่หลังขบวน ก่อนแยกย้ายนั่งลงตามตำแหน่งเพื่อชมดูการประหาร

เว่ยซูโหยวสีหน้าขาวซีดเล็กน้อย ข้อมือซ่อนอยู่ในแขนเสื้อหลวมกว้าง มองไม่เห็นถึงความพิกลพิการ ลูกตาดำปานคมมีดกวาดผ่านฉู่เฉียวซึ่งอยู่ด้านหลังเยียนสวิน

เยียนสวินเห็นเข้าจึงเบือนหน้าไปมอง แววตาของหนุ่มน้อยทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ส่งยิ้มเย็นชาให้กัน พริบตาถัดมาก็ต่างขยับตัวตรง สีหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เหนือเมฆหนักอึ้ง พระอาทิตย์แขวนตรึงกลางนภา ใกล้เวลายามเที่ยง

ขุนนางชราหวงฉีเจิ้งตำแหน่งซือหม่าจากกรมอาญาซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการประหารค้อมเอวเดินขึ้นหน้า ชี้ไปที่นาฬิกาแดดบนแท่นจิ่วโยว พลางโค้งคำนับต่อเยียนสวิน “เยียนซื่อจื่อ ได้เวลาดำเนินการประหารแล้ว”

เยียนสวินยิ้มบางเบา ทหารบุกแม่ทัพขวาง น้ำรุกดินโคลนกั้น โบกแขนเสื้อคราหนึ่งเมื่อกล่าวว่า “ใต้เท้าหวง เชิญ”

หวงฉีเจิ้งยืนจะล้มมิล้มแหล่ ขยับลูกคอแล้วเปล่งเสียงแหบพร่าว่า “ได้เวลาแล้ว คุมนักโทษออกมา ประหาร!”

“ประหาร!”

สุ้มเสียงกึกก้องพลันดังขึ้น พลทหารสามพันนายบนจตุรัสจินฉื้อด้านล่างของแท่นจิ่วโยว ประสานเสียงพร้อมกันดังกระหึ่ม จนวิหคกระพือปีกบินหนี ประตูจื่อจินอันหนักอึ้งถูกเปิดกว้าง ทหารในชุดเครื่องแบบเต็มยศยี่สิบนาย แต่ละคนประคองถาดที่ด้านบนคลุมด้วยผ้าขาวเดินเข้ามาช้าๆ ด้วยสีหน้าเย็นชา ขึ้นสู่แท่นจิ่วโยวที่ดำเมี่ยมดั่งน้ำหมึกทีละก้าว

เว่ยซูโหยวพลันแค่นเสียงทางจมูกคำหนึ่ง มุมปากยกขึ้นอย่างเยาะหยัน สายตาเย็นชามองมาทางฝั่งที่นั่งผู้คุมการประหาร

เยียนสวินพลันขมวดคิ้วเข้าหากัน ลางสังหรณ์ชนิดหนึ่งแล่นจับหัวใจ อุ้งมือซึ่งกุมที่เท้าแขนบีบแน่นจนเส้นเอ็นปรากฏชัด

นายทหารแห่งราชอาณาจักรซึ่งผ่านการฝึกจากโรงฝึกนายทัพจำนวนยี่สิบนายหยัดยืนนิ่งงันบนแท่นจิ่วโยว แม่ทัพเหมิงเถียนจอมทัพอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเดินขึ้นแท่นไป กล่าวถามต่อหัวหน้านายทหารว่า “มีการยืนยันฐานะนักโทษหรือไม่?”

นายทหารสีหน้าไร้ความรู้สึก สองตาจ้องมองด้านหน้า พอได้ยินก็ตอบเสียงฉะฉานว่า “เรียนท่านแม่ทัพ ไม่มี!”

เหมิงเถียนขมวดคิ้ว “เพราะอะไร”

“เรียนท่านแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดสามารถจำแนกแยกแยะ วังเซิ่งจินมีพระบัญชา ให้ผู้คุมการประหารในวันนี้เป็นผู้รับผิดชอบยืนยันฐานะนักโทษ”

เหมิงเถียนพยักหน้า ก่อนหันไปทางเยียนสวิน เอ่ยน้ำเสียงทุ้มหนักว่า “เยียนซื่อจื่อ ต้องรบกวนท่านแล้ว”

เยียนสวินเม้มปากแน่น ความรู้สึกประหวั่นและพรั่นพรึงจู่โจมจิตใจอย่างมิอาจควบคุม ส่งผลให้เขาหมดหนทางรักษาความเยือกเย็นเหมือนที่เคยเป็น กระทั่งจะเปล่งเสียงตอบสักคำก็ยังกินแรงอย่างเห็นได้ชัด

ฉู่เฉียวยืนอยู่เบื้องหลัง คล้ายรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงยื่นมืออันอ่อนนุ่มออกไป บีบแขนหนุ่มน้อยแนบแน่น

“เปิดกล่อง ยืนยันฐานะนักโทษ!”

องครักษ์วังหลวงยี่สิบนายตบเท้าเดินขึ้นไป แล้วเปิดผ้าขาวคลุมถาดโดยพร้อมเพรียง ด้านในปรากฏกล่องสวยหรูทำจากทองคำ กุญแจสีทองอร่ามยัดใส่รูกุญแจ เสียงดังคลิกติดต่อกัน จากนั้นทุกคนก็หยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนพลิกเปิดฝากล่องทั้งหมด เผยให้เห็นสิ่งของที่ถูกวางอยู่ด้านในต่อหน้าธารกำนัล!

สองตาของเยียนสวินเบิกโพลงในบัดดล เอ็นเขียวบนหน้าผากปูดโปน ลำคอแค่นเสียงคำรามเหมือนสัตว์ป่า พลันลุกพรวดจากเก้าอี้ พุ่งปราดขึ้นเวที

ทหารทั้งสองฟากรีบถลันขึ้นไป ดาบกระบี่หลุดจากฝักเสียงดังสดใส คมดาบสาดประกายวาววับ ท่าร่างฉับไวปานสายฟ้า

แทบจะเวลาเดียวกัน เงาร่างปราดเปรียวพุ่งออกมาขวางหน้าทุกคน เพียงได้ยินเสียงดังตัง เด็กหญิงปลดอาวุธจากทหารคนหนึ่ง หยัดยืนคุ้มกันเบื้องหน้าเยียนสวิน ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้

ลมกรรโชกแรง ฟ้าดินมัวซัว เมฆบนชั้นฟ้าจับกลุ่มดำทะมึน นกกาบินวน ส่งเสียงหวนโหย กระพือปีกโบยบินกลางพายุคลุ้มคลั่ง ลมหิมะหนาวเหน็บทิ่มแทงกระดูก ทุกผู้คนไม่อาจไม่หลับตา ทั้งยกปลายแขนเสื้อปิดป้องพายุระห่ำที่กำเริบเสิบสานนั้น

แต่ยังมีอีกหลายคน พวกเขาเบิกตาโพลง สองตาจับจ้องเวทีสูงที่กระหายเลือดหลังนั้นไม่คลาดคลา ในความลี้ลับที่มองไม่เห็น มีเทพสงครามบนสรวงสวรรค์กำลังระเบิดเสียงหัวเราะ สุ้มเสียงบาดลึกหัวใจผู้คน กวาดล้างความยุติธรรมทั้งมวลบนโลกมนุษย์

เหมิงเถียนในชุดเกราะหนัก เอ่ยเสียงหนักๆ ว่า “ซือถูอวิ๋นเติง ขานชื่อ!”

นายทหารหนุ่มผู้หนึ่งขานรับและเดินขึ้นมา มือชี้ไปทางศีรษะที่โลหิตเกรอะกรังน่าสยดสยองในกล่องทองใบที่หนึ่ง เปล่งเสียงกังวานก้อง “ซื่อสีฟานหวัง(เชิงอรรถ-*หมายถึง เชื้อพระวงศ์บรรดาศักดิ์ชั้นหวังที่เป็นเจ้าครองนครรัฐ หรือหัวเมืองใต้อาณัติ) นครรัฐเยียนเป่ย! ทายาทรุ่นที่ยี่สิบสี่ในมหาจักรพรรดิเผยหลัว! ขุนทัพทหารม้าซีเป่ยแห่งราชอาณาจักร! ป้ายสถิตวิญญาณลำดับที่ห้าร้อยเจ็ดสิบหก อารามบรรพกษัตริย์เฉิงกวงพระราชวังเซิ่งจิน! เยียนเป่ยหวัง (บรรดาศักดิ์) เยียนซื่อเฉิง (นาม) เดือนสี่วันที่สิบหก ประหาร ณ ที่ราบหั่วเหลย (เพลิงอัสนี)!”

จบคำก็เดินถึงเบื้องหน้ากล่องใบที่สอง ตะเบ็งเสียงกังวานก้องอีกครั้ง “ซื่อสีเฟินหวัง(เชิงอรรถ-*หมายถึง ทายาทของฟานหวัง) นครรัฐเยียนเป่ย! ทายาทรุ่นที่ยี่สิบห้าในมหาจักรพรรดิเผยหลัว! ซีเป่ยเจิ้นฝูสื่อ (ตำแหน่งทางทหาร) แห่งราชอาณาจักร! ป้ายสถิตวิญญาณลำดับที่ห้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด อารามบรรพกษัตริย์เฉิงกวงพระราชวังเซิ่งจิน! เยียนถิง (นาม) บุตรคนโตในเยียนเป่ยหวัง เยียนซื่อเฉิง เดือนสี่วันที่สิบสี่ ประหาร ณ เมืองซวิ่นเลี่ย!”

“ซื่อสีเฟินหวังนครรัฐเยียนเป่ย! ทายาทรุ่นที่ยี่สิบห้าในมหาจักรพรรดิเผยหลัว! ซีเป่ยเจิ้นฝูฟู่สื่อ (ตำแหน่งทางทหาร) แห่งราชอาณาจักร! ป้ายสถิตวิญญาณลำดับที่ห้าร้อยเจ็ดสิบแปด อารามบรรพกษัตริย์เฉิงกวงพระราชวังเซิ่งจิน! เดือนสี่วันที่สิบหก ถึงคราวอับจน ฆ่าตัวตาย ณ ทะเลสาบเว่ยสุ่ยหง!”

“ซื่อสีเฟินหวัง...”

การขานชื่ออันยาวนานในที่สุดก็ยุติ พายุพัดกระหน่ำทั่วบริเวณอย่างเหิมเกริม เหมิงเถียนยืนอยู่บนแท่นหินสูงใหญ่ มองไปที่เยียนสวินบนเก้าอี้ประธาน เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ขานชื่อเสร็จสิ้น เชิญเยียนซื่อจื่อยืนยันฐานะนักโทษ!”

เสียงครืนครั่นดังกระหึ่ม พายุคลั่งพลันโหมกระหน่ำ พัดต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าที่ข้างแท่นจิ่วโยวจนหักโค่น กิ่งก้านสาขาขนาดมหึมาลอยละลิ่ว ตกกระแทกใส่กลางจตุรัสจินฉื้อพอดิบพอดี เสียงลมอื้ออึงทั่วฟ้า สายตาแปลกประหลาดทุกคู่พลันมองจับอยู่ที่ร่างของหนุ่มน้อยบนแท่นผู้คุมการประหารคนนั้น!

เหล็กกล้าเก้าแผ่นดินหลอมรวม ยังไม่อาจเทียบเท่าแค้นนี้!

เยียนสวินปิดเปลือกตาลงช้าๆ เมื่อลืมตาอีกครั้ง ดวงตากลับแดงฉานราวโลหิต!

กลางม่านฟ้าดำมืดปรากฏเสียงอสนีบาตเป็นระลอก ลมเหนือหวีดร้องรันทด ประหนึ่งสัตว์ป่าที่แค้นคลั่ง เมฆดำเป็นชั้นหนาแทบจะถล่มทับผืนดิน เศษหินปลิวว่อน แม้ลืมตาก็เหมือนตาบอด

ประมุขคนปัจจุบันของตระกูลเหมิง กล่าวอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนว่า “เยียนซื่อจื่อ เชิญท่านยืนยันฐานะนักโทษ”

หนุ่มน้อยขบกรามกรอด สองตาแดงก่ำ ใบหน้าซีดขาวอมม่วง สองมือกำแน่น เหมือนมีมหาเพลิงที่สูงท่วมฟ้ากำลังลุกไหม้อยู่ในทรวง ทันใดนั้น ได้ยินเยียนสวินกู่ก้องเสียงหนึ่ง กระโจนร่างออกไปราวกับเสือดาวกระหายเนื้อมนุษย์ พุ่งกำปั้นจู่โจมใส่ทหารนายหนึ่ง ชั่วพริบตาก็ชิงกระบี่มาได้ กระบี่ดั่งรุ้งเหิน ปัดซ้ายป่ายขวา ทะลวงฝ่าฝูงชนขึ้นไปถึงเวทีประหาร

เสียงร้องตระหนกตกใจพลันลั่นดัง ทหารองครักษ์วังหลวงทยอยกันถั่งโถมเข้าไปเป็นระลอก เหมือนน้ำในอเวจีที่เดือดพล่าน

ฉู่เฉียวยืนอยู่ข้างหลังเยียนสวิน กลอกสายตาเร็วรี่ ก่อนยกเท้าถีบใส่น่องทหารคนหนึ่ง หยิบยืมกำลังเหินฟ้า คว้าเอาเชือกผูกธงที่อยู่บนแท่นผู้คุมการประหารไว้ ได้ยินเสียงฟุ่บดังสนั่นหวั่นไหว ธงรบสีดำนับไม่ถ้วนก็ล้มครืนลงมา ปกคลุมทุกคนไว้ใต้นั้น

“จับมันไว้!” เว่ยซูโหยวตะเบ็งเสียงหน้าเครียด คลานออกจากผืนธงก่อนใคร ชี้ไปทางเยียนสวิน “สุนัขเยียนเป่ยที่มักใหญ่ใฝ่สูงตัวนี้ อย่าให้มันหนีไปได้!”

บัดนี้ทหารทั้งหมดบนจตุรัสจินฉื้อล้วนบีบวงล้อมเข้ามา ฉู่เฉียวฉุดรั้งหนุ่มน้อยที่พลุ่งพล่านไว้ แล้วซัดดาบออกไป เสียงเพียะพะดังขึ้น กระถางไฟบนชั้นสูงข้างแท่นจิ่วโยวทยอยล้มครืน ถ่านแดงๆ สาดท่วมพื้น น้ำมันกระเซ็นรดสี่ทิศ พริบตาเดียวก็ลุกพรึ่บไปตามกองหิมะ

“ไป!” ฉู่เฉียวแผดลั่นคำหนึ่งเมื่อฉุดกระชากเยียนสวินเต็มแรง หมายหลบหนีไปทางถนนจูอู่ มิคาดหนุ่มน้อยกลับแข็งขืน ผลักร่างนางออก แล้วทะยานขึ้นเวทีสูงที่แน่นขนัดไปด้วยทหารรักษาการณ์!

“เยียนสวิน!” หมวกกันลมบนศีรษะของฉู่เฉียวหลุดกระเด็น เส้นผมหลุดรุ่ยลู่ลม หัวคิ้วขมวดแน่นเมื่อตะเบ็งเสียงกร้าว “ท่านเสียสติไปแล้ว! กลับมา!”

ในเสียงอึกทึกครึกโครม สีสันโลหิตฉีดพุ่งสี่ทิศ ซากศพเกลื่อนกลาด เยียนซื่อจื่อที่พำนักในนครเจินหวงมานานปี นิสัยใจร้อนมุทะลุ บุคลิกสง่างาม ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นเขาลงมือด้วยโทสะอย่างแท้จริงมาก่อน แม้แต่พวกคุณชายตระกูลสูงศักดิ์เช่นจูเก่อไหว ก็ยังยากหยั่งตื้นลึกหนาบางคนผู้นี้

ทว่ายามนี้ มองดูเงาร่างที่แข็งแกร่งและประเปรียวดุจเสือดาว มองดูแววตากระหายเลือดดุจหมาป่าดุร้ายของหนุ่มน้อย แม้แต่ทหารแห่งกองทัพสยบประจิมที่แทะเนื้อแกล้มสุราบนกองซากศพในสนามรบเป็นประจำ ยังอดรู้สึกครั่นคร้ามมิได้

นั่นคือพลานุภาพชนิดหนึ่ง มิใช่เชิงยุทธ์ มิใช่สติปัญญา มิใช่แรงฮึดที่ทรงพลังเช่นฌ้อปาอ๋อง แต่เป็นความเคียดแค้นเข้ากระดูกดำ เป็นความเด็ดเดี่ยวอันบ้าคลั่ง ถึงระดับเจอคนฆ่าคน เจอพระฆ่าพระ!

พายุคลุ้มคลั่ง ร้อยบุปผาพังพาบ ไม้ใหญ่ที่ยอดหักโค่นยืนต้านลมเสียงดังอู้ๆ ประหนึ่งผีนรกหวนไห้ หนุ่มน้อยยืนตระหง่านขวางหน้า สองไหล่อาบโลหิต เสื้อคลุมเลื่อนหลุด ข้อมือเกร็งแน่นเห็นเอ็นเขียวปูดนูน สองตาดุจอสุรกายจนตรอก มือกุมดาบยาวกระหายโลหิต ย่างขึ้นแท่นจิ่วโยวทีละก้าว ทหารสองฟากจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าเข้าไป ไพร่พลนับพันแห่งราชอาณาจักร ประจัญหน้ากับหนุ่มน้อยที่แววตาอาฆาตผู้นี้ กลับไม่มีใครกล้าขยับเท้า รังสีสังหารขุมมหึมาแผ่ซ่านทั่วอากาศ ดึงดูดให้อีแร้งบินวนฉวัดเฉวียน คิดว่าเบื้องล่างมีอาหารโอชะ

สองเท้าของหนุ่มน้อยบัดนี้หยัดยืนบนบันไดขั้นสุดท้าย อีกเพียงก้าวหนึ่ง ก็สามารถบรรลุถึงแท่นจิ่วโยว

ทันใดนั้นเอง เสียงของเหมิงเถียนก็ดังขึ้นอย่างเฉื่อยชาว่า “เยียนซื่อจื่อใช่มายืนยันฐานะนักโทษหรือไม่?”

เยียนสวินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เลือดหยดหนึ่งหยาดรินถึงใต้คาง ไม่ทราบเป็นเลือดคนอื่นหรือของเขาเอง สุ้มเสียงของเด็กหนุ่มแหบพร่า คล้ายวิญญาณแค้นที่ผุดขึ้นจากอเวจี “ถอยไป!”

เปรี้ยง!

สายฟ้าแปลบปลาบ หิมะทั่วพื้นปลิวว่อน หนุ่มน้อยค่อยๆ ชูดาบกระหายเลือดขึ้น ชี้มาทางแม่ทัพเหมิงเถียน สบถเสียงเยียบเย็นสองคำ “ไสหัวไป!”

เสียงดัง ‘พลั่ก’ แม่ทัพแห่งราชอาณาจักรกระโดดถีบกลางแผ่นอกของหนุ่มน้อย พริบตานั้น เพียงเห็นเยียนสวินเหมือนว่าวสายป่านขาด กระอักเลือดออกปาก พร้อมกับร่างลอยคว้าง ร่วงหล่นบนบันไดศิลาที่สูงลิ่ว กลิ้งขลุกๆ ลงมาเหมือนน้ำเต้าใบหนึ่ง

“เยียนสวิน!” ฉู่เฉียวตะโกนลั่น กวัดแกว่งดาบถลาเข้าไป ยามนั้นพวกทหารค่อยคืนสติ รีบล้อมปิดนางจนมิด ฉู่เฉียวตัวเล็กแรงน้อย ทั้งยังต่ำเตี้ย ไหนเลยรับมือคนจำนวนมากได้ แค่โหมแรงสู้ไม่กี่ที มือเท้าก็ได้มาหลายแผล ร่างพอทรุดฮวบ คมอาวุธที่เงาวับนับสิบก็พาดถึงลำคอ ไม่อาจขยับตัวได้อีก

“เยียนสวิน!” นางครางอย่างเจ็บปวด สองตาแดงก่ำ สองมือถูกจับไพล่หลัง หมดหนทางขัดขืน

เวลาช่างวิ่งเร็วปานนั้น ทั้งเงียบสงบปานนั้น เสียงพายุครืนครั่นทั่วจตุรัสที่ใหญ่โตโอฬาร ผู้คนทุกชนชั้นในบริเวณนั้น รวมถึงประชาชนที่มุงดูอยู่นอกวง ไม่มีใครไม่กลั้นหายใจ ชะเง้อมองหนุ่มน้อยที่เลือดชุ่มกายท่ามกลางทะเลโลหิต

หนุ่มน้อยฟุบร่างแทบพื้น นิ้วมือกระดิกเบาๆ แล้วจิกขูดพื้นหิมะสุดแรง ผงกศีรษะคลานขึ้นมาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวเหมือนจิ้งจอกกำพร้า ค่อยๆ กระเสือกกระสนลุกยืน ทีละนิด ทีละนิด ร่างโงนเงน จากนั้นใช้ดาบยันพื้น ย่างขึ้นไปบนเวทีสูงอีกครั้ง ทีละก้าว ทีละก้าว

“แท่นจิ่วโยวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเจินหวง เยียนซื่อจื่อหากไม่ชี้แจงเจตนาการมา ต่อให้เป็นถึงผู้คุมการประหาร ก็มิอาจก้าวขึ้นมา ข้าขอถามท่านอีกครั้ง เยียนซื่อจื่อใช่มายืนยันฐานะนักโทษหรือไม่?”

สายลมหวีดหวิว ความเงียบทอดยาว แววตาของหนุ่มน้อยเย็นยะเยียบปานน้ำแข็ง ยกมือปาดเช็ดมุมปากแรงๆ คราหนึ่ง ก่อนตะคอก “ไสหัวไป!”

‘เปรี้ยง’ เสียงฟ้าผ่าดังก้อง ร่างของเยียนสวินพลันกลิ้งหลุนๆ ร่วงจากเวทีอีกครั้งตามเสียงอสนีบาต

“เยียนสวิน!” ฉู่เฉียวหมดความอดทน ตะโกนด่าสุดเสียง “เจ้าคนโง่ จะขึ้นไปตายหรือ? กลับมาเดี๋ยวนี้!”

สรรพสำเนียงรอบกายคล้ายหลีกลี้หนีห่างจากเขาไกลแสนไกล สองหูอื้ออึงจนไม่ได้ยินอะไรสักนิด นัยน์ตาบวมแดง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยบาดของเศษหินและก้อนกรวด สองมือเต็มไปด้วยลิ่มเลือดเกรอะกรัง โพรงอกเจ็บร้าวเหมือนถูกทุบด้วยก้อนหินยักษ์พันชั่ง

เหมือนมีใครกำลังร้องเรียกเขา แต่เขากลับไม่ได้ยินแล้ว ในห้วงสมองเต็มไปด้วยเสียงเพรียกจากเยียนเป่ย เหมือนเสียงหัวเราะสดใสของท่านพ่อ เหมือนเสียงพร่ำบ่นไม่จบไม่สิ้นของพี่ใหญ่ เหมือนเสียงไล่ตีกันด้วยแส้ของพี่สามและพี่สาวรอง เหมือนเสียงขับขานท่วงทำนองเยียนเป่ยของท่านอาเล็ก ยังมีเสียงท่านลุงท่านอาผู้ใต้บัญชาของท่านพ่อที่เคยให้เขาขี่คอพาไปควบม้า

แต่พวกเขาค่อยๆ เลือนลับ ค่อยๆ ขมุกขมัว ฟ้าดินดำมืดเป็นแผ่นผืน เสียงเย็นชาแข็งกระด้างนับไม่ถ้วนอื้ออึงอยู่ในสมอง พวกเขากำลังกระซิบ เร่งเร้าวนเวียน ‘เยียนสวิน ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมา เยี่ยงผู้กล้าแห่งเยียนเป่ย ลุกขึ้นมา’

ทุกผู้ทุกนามนัยน์ตาเบิกโพลง จับจ้องไปที่หนุ่มน้อยเลือดอาบ มองดูเขาคลานขึ้นมาจากทะเลโลหิตอีกครั้ง หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว รอยเลือดกดประทับไปตามบันไดศิลา สะท้อนแสงหิมะ ถึงกับบาดตาปานนั้น

แม่ทัพเหมิงขมวดคิ้วทีละน้อย เขามองดูหนุ่มน้อยที่ซวนเซขึ้นมา อยากจะเอื้อนเอ่ย หากไม่รู้ควรกล่าวอันใด สุดท้ายยังคงยกเท้าถีบเขาลงจากเวที

กลางฝูงชน จู่ๆ ก็แว่วเสียงสะอื้นไห้ ค่อยๆ แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เป็นเสียงสะอื้นจากความอัดอั้นของมวลชน ชาวบ้านชั้นล่างที่มีสายเลือดชั้นต่ำเหล่านี้ มองดูเหตุการณ์ในจตุรัสที่ยิ่งใหญ่อลังการ สุดท้ายก็สะกดความรันทดเศร้าที่ก้นบึ้งหัวใจไม่อยู่

นั่น...ยังเป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้นเอง

บรรดาผู้ดีมีตระกูลต่างเม้มปากสนิท สายตาเย็นชาทุกคู่คล้ายเริ่มปรากฏแววหวั่นไหว

ลมหนาวโชยมา ร่างของหนุ่มน้อยคล้ายเป็นดินเหลวก้อนหนึ่ง แทบลุกยืนไม่ไหวแล้ว เหมิงเถียนแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักร เพลงยุทธ์สูงส่ง พละกำลังดั่งขุนคีรี เคยต่อสู้กับโจรร้ายนอกด่านกว่าสองร้อยคนด้วยมือเปล่า ที่รอดชีวิตจากกำปั้นเดียวของเขาแทบนับคนได้

แต่...ไม่มีใครทราบว่านั่นเป็นพลังชนิดไหน ที่ทำให้หนุ่มน้อยยังคงคืบคลานขึ้นไปบนเวทีสูง ทีละนิด ทีละนิด

ครั้งสุดท้ายที่เยียนสวินถูกเตะตกลงมา แม่ทัพเหมิงเถียนขมวดคิ้วแน่น กล่าวกับทหารทั้งสองข้างว่า “ไม่ต้องยืนยันแล้ว จับเขาไป...ประหาร!”

“แม่ทัพเหมิงเถียน!” เว่ยซูโหยวลุกพรวด “ท่านทำเช่นนี้ไม่ถูกระเบียบ วังเซิ่งจินมีพระบัญชาให้เขายืนยันฐานะคนตาย ไหนเลยกระทำอย่างขอไปทีได้”

เหมิงเถียนหันหน้ากลับมา เพ่งมองหนุ่มน้อยตระกูลเว่ยผู้นี้ ชี้ไปทางเยียนสวิน กล่าวว่า “ท่านคิดว่าสภาพของเขาแบบนี้ ยังสามารถปฏิบัติตามพระบัญชาได้?”

ผู้ใดอยากให้เขาปฏิบัติตามพระบัญชาเล่า จุดประสงค์ของวังเซิ่งจินในครั้งนี้ ก็แค่ต้องการหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลเพื่อฆ่าเขาเท่านั้นเอง

เพราะความปราชัยที่ด่านซีเป่ย ราชสำนักและคณะมนตรีผลักความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับเยียนเป่ยหวัง เยียนเป่ยหวังถูกประหารทั้งชั่วโคตร เหลือทายาทสืบสายโลหิตเพียงหนึ่งเดียว เยียนสวินอยู่ในนครหลวงมาหลายปี ถือว่าอยู่วงนอก ไม่อาจลากเข้าไปเกี่ยวข้อง

อีกประการหนึ่ง เมื่อเยียนซื่อเฉิงไม่อยู่แล้ว เยียนสวินขึ้นครองอำนาจต่อก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่ราชสำนักไหนเลยยอมเสี่ยงปล่อยให้จิ้งจอกกำพร้าตัวนี้กลับไป ดังนั้นจึงวางอุบายนี้ขึ้น หากเยียนสวินไม่ปฏิบัติตามพระบัญชา ก็เท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือหากยอมปฏิบัติแต่โดยดี ก็จะได้ชื่อว่าเป็นบุตรอกตัญญู อ่อนแอไร้ความสามารถ ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายยังคงต้องถูกลงดาบอย่างไม่มีทางเลือก การกระทำของราชสำนักในครั้งนี้ ก็เพื่อปิดปากราษฎรทั่วหล้าและเหล่าฟานหวังแต่ละหัวเมือง ไม่ให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้าง แต่ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนัก มีใครบ้างที่ไม่รู้

ทว่าข้ออ้างเช่นนี้ กลับไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปรามอีกฝ่ายต่อหน้าธารกำนัลได้ เว่ยซูโหยวโมโหจนกัดฟันกรอด หันไปจ้องเยียนสวินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ กล่าวเสียงกร้าวว่า “แม่ทัพเหมิงทำเช่นนี้ หรือไม่กลัวฝ่าบาทและคณะมนตรีจะตำหนิ?”

“ตำหนิหรือไม่ เราแม่ทัพเหมิงยินดีแบกรับแต่ผู้เดียว ไม่ต้องให้ท่านเป็นกังวล”

เหมิงเถียนหมุนตัวกลับมา มองดูเด็กหญิงที่โดนจับกดกับพื้น ทอดถอนในใจคราหนึ่ง จากนั้นหันกลับไป เตรียมสั่งให้ดำเนินการประหาร

แต่แล้ว...สุ้มเสียงชราภาพพลันดังขึ้น หวงฉีเจิ้งในฐานะผู้ช่วยคุมการประหาร เดินเข้ามาอย่างแช่มช้า กล่าวด้วยดวงตาปิดปรือว่า “แม่ทัพเหมิง ก่อนมาที่นี้ ใต้เท้ามู่เหอได้เคยกำชับว่า หากเรื่องราวมีการพลิกผัน ให้มอบสิ่งนี้แก่ท่านแม่ทัพ”

เหมิงเถียนรับกระดาษมา เพียงกวาดแวบเดียว สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเฉียบพลัน ตามด้วยความเงียบทอดยาว สุดท้ายค่อยหันหน้ามามองเยียนสวิน กล่าวว่า “เยียนซื่อจื่อ อย่าดึงดันอีกเลย ได้หรือไม่ได้ ท่านเพียงพยักหน้าก็พอ พวกเขาล้วนเป็นญาติสนิทของท่าน และท่านเท่านั้นที่มีคุณสมบัติยืนยันฐานะพวกเขา”

ร่างของเยียนสวินถูกคนจับกดกับพื้น มองไม่ออกว่าเขาคือเยียนเป่ยซื่อจื่อที่หล่อเหลาสง่างามในกาลก่อน เหมือนวิญญาณร้ายที่ปีนป่ายออกมาจากห้วงอเวจี เต็มไปด้วยความอาฆาตและกลิ่นอายสังหาร

เหมิงเถียนมองดูสายตาที่แข็งกร้าวของหนุ่มน้อย ก่อนทอดถอนอย่างอ่อนใจในที่สุด กล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “ในเมื่อเยียนซื่อจื่อฝ่าฝืนราชโองการ เช่นนั้นก็อย่าตำหนิว่าข้าดำเนินการตามกฎ ทหาร ลากเขาขึ้นมา!”

“ช้าก่อน!”

สุ้มเสียงกังวานใสดังขึ้นท่ามกลางสายลมตลบฟุ้ง สายตาทุกคู่หันขวับ เพียงแว่วเสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับมาจากทางประตูจื่อจิน สตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ควบม้าบรรลุถึง ก่อนกล่าวทีละคำอย่างชัดเจน “ข้าจะยืนยันเอง!”

หนังสือแนะนำ