ตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย : บทที่ 12 ข้าชื่อฉู่เฉียว

เยียนสวินกับฉู่เฉียวขี่ม้าตัวเดียวกัน ควบตะบึงบนผืนหิมะเวิ้งว้างกว้างใหญ่

“เจ้ากลับเยียนเป่ยกับข้าเถอะ!”

“ไม่ไป!”

“ไม่ไปไม่ได้” หนุ่มน้อยหัวเราะสดใส “ดูว่าคราวนี้จะหนีไปที่ใดอีก”

เกือกม้าเหยียบย่ำทำลายความสงบ สายลมโชยพัดท้องทุ่ง เสียงฝีเท้าม้ากึกก้องไล่กวดตามหลัง คล้ายอสนีบาตที่ปลายฟ้า

ฉู่เฉียวจับแขนของเยียนสวินแน่น ตะโกนว่า “คนเสียสติ ข้างหลังมีคนไล่ตามท่านมา?”

เยียนสวินแสยะยิ้มอย่างไม่แยแส “ไม่เป็นไร เยียนเป่ยพื้นที่กว้างใหญ่ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ตระกูลเว่ยอยากตามไปก็เชิญ”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว คอยหันกลับไปมองตลอด เห็นคลื่นหิมะจากเส้นหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวเป็นแผ่นผืน ตระหนักว่าผู้มามีจำนวนไม่น้อย นางขบริมฝีปากล่าง เหลียวมองพื้นที่รอบบริเวณ ก่อนตวาดเสียงเขียวว่า “ท่านบ้าไปแล้วหรือ รู้ทั้งรู้ว่ามีคนจะเอาชีวิตท่าน ยังกล้ากลับมาอีก”

เยียนสวินเลิกคิ้ว “ข้าไม่กลับมา เจ้าจะทำอย่างไร”

ดวงตาของฉู่เฉียวพลันแสบร้อนขึ้นมา นางมองลูกคางนวลเนียนของเยียนสวิน หนวดเครายังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ เป็นแค่เด็กหนุ่มเจ้าสำอางที่เอาแต่เล่นสนุกไปวันๆ ไม่รู้สักนิดว่าโลกนี้น่ากลัวเพียงใด

เยียนสวินเห็นนางมองเหม่อ จึงหัวเราะพลางกระเซ้า “ทำไม ซาบซึ้งใจจนอยากมอบกายถวายชีวิต? ไม่จำเป็น เจ้ายังเด็ก ใครจะรู้ว่าโตขึ้นหน้าตาจะเป็นอย่างไร อย่างนี้แล้วกัน เจ้าก็ติดตามข้า พวกเราค่อยๆ ดูกันไป”

“โจรชั่วเยียนเป่ย! ลงจากม้า ยอมให้จับแต่โดยดี!”

เสียงตะโกนดังก้องไปทั้งท้องทุ่ง เยียนสวินงงงันวูบ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงระอาว่า “ดูท่ามีเรื่องยุ่งอีกแล้ว” พูดพลางสะบัดแส้เร่งม้า ไม่เพียงมิได้หยุดลง กลับยิ่งควบยิ่งคะนอง

ชุดเกราะดำทะมึนในความมืดยิ่งแลดูน่ากลัวเป็นพิเศษ เสียงเกือกม้าเร่งร้อนดังใกล้เข้ามาดั่งฟ้าคำราม ปุยหิมะปลิวว่อน ราวกับถล่มลงมาจากยอดเขา แผ่นดินใหญ่ใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับสัตว์ร้ายใต้บาดาลพลิกตัวตื่น เตรียมทะลวงขึ้นมาสำแดงฤทธิ์

“กอดแน่นๆ!” สีหน้าหนุ่มน้อยพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด คิ้วเรียวขมวดมุ่น กระชับบังเหียนในมือตวาดลั่นคำหนึ่ง อาชาศึกก็พุ่งทะยานออกไปในพริบตา กู่ร้องก้องกระหึ่ม สภาวะดั่งพายุหมุน กระแสลมเสียดผ่านข้างหู ระดับความเร็วถึงขั้นสูงสุด ชั่วอึดใจก็ทิ้งห่างจากกองทหารที่ไล่กวด

“ฮาฮา!” เสียงระเบิดหัวเราะกึกก้อง ขบวนนักรบแห่งเยียนเป่ยสามัคคีโห่ร้อง พลางหันมองสีหน้าตระหนกตกใจของทัพตระกูลเว่ย

เฟิงเหมียนเด็กรับใช้หัวเราะร่วน “ซื่อจื่อ สมควรให้พวกมันได้ประจักษ์ถึงอานุภาพม้าศึกแห่งเยียนเป่ยแล้วกระมัง”

เยียนสวินหัวเราะตอบ “ดี ให้พวกมันได้เปิดหูเปิดตา”

เพิ่งสิ้นเสียง ทัพม้าแห่งเยียนเป่ยก็พร้อมใจรั้งบังเหียน ยกนิ้วเป่าปาก สัญญาณแหลมใสแผดดัง ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยังงงงัน อาชาศึกของเยียนสวินและพวกพลันยกขาหน้า แผงขนเหนือลำคอม้าค่อยๆ ชี้ชัน ตามด้วยเสียงคำรามดั่งราชสีห์ สะท้อนดังเสียดฟ้า แฝงพลานุภาพแห่งเจ้าป่า บันดาลให้ผู้คนเลือดเดือดพล่าน จนคับแน่นทรวงอก

อาชาใต้ร่างของกองทหารนครเจินหวงได้ยินเข้าถึงกับหวนโหยคำหนึ่ง สี่ขาอ่อนยวบทรุดลงกับพื้น ไม่ว่าผู้ขี่จะเฆี่ยนตีอย่างไร ก็ไม่ยอมลุกยืนขึ้นมา

ฉู่เฉียวประหลาดใจใหญ่ เฟิงเหมียนเด็กรับใช้ยิ้มกริ่ม อธิบายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ม้าศึกของเยียนเป่ย คือม้าที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแม่ม้ากับหมาป่า ไม่เพียงฝีเท้ารวดเร็ว ในสมรภูมิยังร้องเรียกฝูงหมาป่ามาช่วยเสริมกำลังได้ ส่วนม้าที่พวกคุณชายสูงศักดิ์ในนครเจินหวงเลี้ยงไว้ ไม่เคยออกสนามรบ พอได้ยินก็ตกใจจนของเสียเรี่ยราด คิดไล่กวดพวกเรา นับว่าฝันกลางวันชัดๆ”

นักรบเยียนเป่ยระเบิดเสียงหัวเราะ เสื้อคลุมของเยียนสวินปลิวลู่ หนุ่มน้อยบนอาชาตะโกนสั่งเสียงกังวานว่า “พวกเรา! กลับเยียนเป่ย!”

เหล่าทหารหาญประสานเสียงขานรับ “กลับเยียนเป่ย!”

ฝีเท้าม้ากระหึ่มดัง ผืนหิมะปลิวคลุ้ง ภายใต้ม่านฟ้าที่ดำมืด นักรบเยียนเป่ยสะบัดแส้ห้อตะบึง กระโจนขึ้นหน้าไป

ทว่าขณะนั้น ลางร้ายขุมหนึ่งพลันแล่นจับหัวใจ คลุกคลีกับงานที่สุ่มเสี่ยงนานหลายปี ย่อมเกิดความรู้สึกตื่นระแวง เหมือนกับนาฬิกาปลุกระเบิดเวลาที่แสดงสัญญาณเตือนอย่างแม่นยำ

ในชั่ววูบที่เด็กหญิงยังไม่ทันได้ขบคิดว่าความรู้สึกตึงเครียดมาจากที่ใด เสียงลมที่แหลมคมแฝงอานุภาพรุนแรงพลันพุ่งแหวกม่านรัตติกาล พร้อมกับเสียงหวีดหวิวดังแว่วมาแต่ไกล

ไม่ทันได้ตั้งตัว เวลาชั่วดีดนิ้วมือ ฉู่เฉียวพลันกำหมัดชกใส่ท้องน้อยของเยียนสวิน อีกฝ่ายครางเจ็บออกมาคำหนึ่งแล้วเอี้ยวหลบ ขณะจะร้องด่าฉู่เฉียวที่ลอบกัด ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเสียบไหล่ขวาทะลุแผ่นหลัง เลือดสดทะลักทลาย ร่างของหนุ่มน้อยราวกับว่าวสายป่านขาด ลอยลิ่วจากหลังม้า ตกสู่พื้นหิมะที่หนาวเย็น

“เยียนสวิน!”

ฉู่เฉียวร้องเรียกเสียงแหลม พร้อมกับรั้งบังเหียนม้า แต่อาชาศึกที่กำลังวิ่งตะบึงราวกับพายุกลับไม่เกรงกลัวแรงฉุด ยังคงควบสี่ขาต่อไปโดยไม่รับฟังคำบัญชา

ฉู่เฉียวตกใจใหญ่ ยืดตัวขึ้นแล้วโดดวูบ ร่างเล็กกลิ้งหลุนๆ ไปข้างหน้า แล้วหยุดนิ่งบนพื้นหิมะในท่าคุกเข่า

“เยียนสวิน!” ฉู่เฉียวตรงเข้าไปประคองไหล่ “เป็นอะไรหรือไม่?”

หนุ่มน้อยแววตาเยียบเย็น คิ้วขมวดแน่น “ยังไม่ตาย”

เสียงดัง ‘ฟุ่บ’ ลูกธนูแหลมคมพุ่งยิงมาอีกครั้ง ฉู่เฉียวสดับเสียงจำแนกทิศ แล้วแกว่งดาบปัดป้อง แต่ธนูพุ่งมาอย่างเร็ว ปะทะกับคมดาบเป็นประกายไฟแวบหนึ่ง สว่างจ้ากลางฟ้าราตรี

“วางอาวุธ!”

น้ำเสียงต่ำทุ้มตวาดสั่ง พลม้านับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นบนที่ราบอย่างไม่รู้ที่มา จำนวนกว่าพัน แต่ละคนห่มคลุมด้วยเสื้อขนสัตว์สีขาว ซุ่มรออยู่บนพื้นหิมะตั้งแต่แรก มิน่าม้าศึกควบผ่าน ถึงกับไม่ปรากฏร่องรอยผิดปกติ

คมดาบเยียบเย็นเล็งมาที่ทั้งสองโดยพร้อมเพรียง ศาสตราวุธแน่นขนัด ติดปีกก็ยากบินหนี

ไม่ไกลออกไป เสียงฆ่าฟันอันดุเดือดดังขึ้นในเวลาเดียวกัน เห็นชัดว่า นักรบเยียนเป่ยที่ไม่ทันได้ลงจากม้าก็ตกอยู่ในวงล้อมแน่นขนัด

ด้านหลังกองทหาร บุรุษหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำสนิทกระตุ้นม้าขึ้นหน้า ชุดยาวข้างในเสื้อคลุมปักลายเป็นรูปมังกรสีทอง กางแผ่กรงเล็บอย่างดุร้ายภายใต้แสงคบเพลิง จ้าวเช่อหรี่ตา แค่นเสียงเย็นชา “นึกอยู่แล้ว ตระกูลเว่ยคงไม่ได้เรื่อง”

ดาบที่คมปลาบวางพาดข้างลำคอของทั้งสอง เห็นบนดาบนั้นแกะเป็นรูปดอกจื่อเวยสีทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของวังเซิ่งจิน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นกองทหารราชองครักษ์แห่งวังหลวง องค์ชายเจ็ดจ้าวเช่อซึ่งได้อวยยศเป็นชั้นหวังตั้งแต่ยังหนุ่มมองเหยียดเยียนสวินแวบหนึ่ง ก่อนกลอกตามองร่างเล็กๆ ของฉู่เฉียว แล้วร้องสั่งผู้ติดตามว่า “เอาตัวไป”

“องค์ชายเจ็ด” ผู้ติดตามคนหนึ่งก้าวออกมา สายตาปรายมองไปทางนักรบเยียนเป่ยที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดเหล่านั้น แล้วกระซิบถาม “คนอื่นๆ?”

จ้าวเช่อย่นคิ้วเบาๆ แค่นเสียงเย็นชา “ไม่เคารพคำสั่งเจ้านายเหนือหัว ทรยศประเทศชาติ คิดก่อการกบฏ เหลือไว้ยังมีประโยชน์อันใด”

ผู้ติดตามประจักษ์ความนัย จึงตะโกนก้อง “ฆ่าไม่มีเว้น!”

เสียงขานรับดังกระหึ่มในบัดดล อึดใจถัดมา ฝนธนูถี่ยิบราวกับฝูงตั๊กแตนอพยพก็ระดมยิงมา นักรบเยียนเป่ยที่เมื่อครู่ยังหัวเราะอย่างฮึกเหิมพลันกลายเป็นร่างไร้ชีวิต ล้มตายเกลื่อนพื้นหิมะขาวโพลน

ฉู่เฉียวเดือดพล่าน ริมหูได้ยินเสียงเฟิงเหมียนแผดด่าด้วยโทสะ สองมือม้วนกำจนแน่น สายตาเยียบเย็นจับจ้องไปทางจ้าวเช่อบนหลังม้า

จังหวะนั้น มีทหารราชองครักษ์เดินเข้ามา เด็กหญิงแค่ขัดขืนเล็กน้อย ก็ดึงดูดสายตาของราชโอรสผู้สูงศักดิ์

จ้าวเช่อพินิจนางแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้วน้อยๆ คล้ายคุ้นตาอยู่บ้าง แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ใด

“เอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดลากไปตัดหัว”

“ใครกล้า!” เยียนสวินถลันขึ้นหน้า กอดฉู่เฉียวไว้แน่น จ้องตาอีกฝ่ายที่อยู่ด้านบนอย่างปราศจากความหวั่นเกรง

จ้าวเช่อตะลึงวูบ แทนที่จะโกรธกลับหัวเราะ “ช่างไม่รู้จักความเป็นความตายจริงๆ ป่านนี้แล้ว ยังคิดว่าตัวเองเป็นเยียนเป่ยซื่อจื่ออยู่หรือ?”

เยียนสวินแค่นเสียงเย็นชา “จ้าวเช่อ ถ้าเจ้ากล้าลงมือ ข้ารับรองว่าเจ้าต้องเสียใจภายหลัง”

จ้าวเช่อกลับแค่นหัวเราะ “ข้าจะคอยดู สัตว์ที่ถูกขังเช่นเจ้าจะทำให้ข้าเสียใจได้อย่างไร ลงมือ!”

ทหารสองฟากพลันชูดาบโหมฮือเข้าไป เยียนสวินชักมีดสั้นออกมา จ่อที่กลางอกตัวเอง แววตาเยียบเย็น เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หากแต่ปราศจากแววพรั่นพรึง

“หยุดมือ!” จ้าวเช่อตะลึงวูบ มุ่นคิ้วเหมือนไม่อยากเชื่อ พินิจอีกฝ่ายอย่างละเอียด สุดท้ายค่อยกล่าวเสียงเครียดว่า “เยียนสวิน ข้าจะให้เกียรติเจ้าสักครั้ง เอาตัวไป!”

อาวุธทุกชนิดพลันถูกเก็บ ทั้งสองถูกผลักไปทางรถนักโทษที่เตรียมไว้ก่อนหน้าคันหนึ่ง ฉู่เฉียวอยู่ในอ้อมแขนที่แน่นหนาของหนุ่มน้อย ดวงหน้าขาวซีดสนิทแนบกับแผ่นอก บาดแผลที่ไหล่ซ้ายของเยียนสวินมีเลือดทะลักออกมาไม่หยุด เปียกชุ่มเสื้อของนาง

“เยียนสวิน” ฉู่เฉียวกระซิบถาม “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

“สาวน้อย ข้าทำให้เจ้าเดือดร้อนแล้ว”

ฉู่เฉียวแสบจมูกขึ้นมา ส่ายหน้ากล่าวว่า “อย่าพูดแบบนั้น พวกเราจะต้อง...”

“เจ้าวางใจเถอะ” เยียนสวินพลันตัดบทคำพูดนาง แล้วกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

ฉู่เฉียวชะงักค้างในเฉียบพลัน ตกตะลึงไม่อาจกล่าววาจา เมื่อนานมาแล้ว ในห้องเก็บฟืนที่ซอมซ่อ มีคนเคยกล่าวคำพูดประโยคนี้กับนางอย่างหนักแน่นเช่นกัน

‘เยว่เอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องเจ้า’

ลมหนาวโชยผ่าน หนาวจัดจนเส้นเลือดแทบแข็ง เยียนสวินเสียเลือดไปมาก ร่างกายเย็นเฉียบ สั่นสะท้านจนต้องห่อตัว

ฉู่เฉียวยื่นท่อนแขนเรียวเล็กออกไป กอดร่างของเขาแน่นๆ ศีรษะเอียงมาทางซ้าย ไม่ไกลจากจุดนั้น เป็นเนินดินไม่สูงมาก เมฆดำลอยหาย แสงจันทร์ซีดเศร้าสาดส่องลงมา บนม้าศึกตัวหนึ่งที่เดียวดาย นั่งอยู่ด้วยหนุ่มน้อยเยาว์วัย หนุ่มน้อยง้างเกาทัณฑ์ ปลายศรเล็งมาทางตน บาดแผลบนไหล่ของเยียนสวิน ก็คือคนผู้นี้ประทานให้

แม้จะห่างกันแสนไกล แต่ฉู่เฉียวยังคงเห็นชัดถึงหน้าตาและท่าทางของคนผู้นั้นได้ในปราดเดียว นางกอดกระชับร่างเยียนสวินที่ยิ่งมายิ่งเย็นเฉียบ พลางกัดริมฝีปากแน่น ที่เบื้องหลังของหนุ่มน้อย มือเล็กๆ ของเด็กหญิงค่อยๆ ม้วนกลมเป็นกำปั้น

รัตติกาลมืดสลัวมัวหม่น เมฆหนาทึบสลายสิ้น แสงจันทร์เย็นตาดั่งวารี จูเก่อเยว่วางหน้าไม้ลงอย่างเฉื่อยชา เหม่อมองรถนักโทษวังเซิ่งจินที่ไกลลับไปทุกที เนิ่นนานมิได้จากไป

ค่ำคืนที่ยืดยาว ในที่สุดก็จะผ่านพ้น

 

 

 

ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดส่องเข้ามาทางช่องแสงที่สูงลิ่ว สว่างจ้าเป็นแนว ละอองฝุ่นลอยฟุ้งในอากาศตลอดเวลา เสียงแกรกกรากดังขึ้น เบาหวิวยิ่งนัก หากไม่ตั้งใจฟังคงคิดว่าเป็นเสียงหนูปีนป่ายกองหญ้า

ฉู่เฉียวนั่งพิงผนังด้านหนึ่ง นัยน์ตาปิดสนิท คล้ายหลับไปแล้ว แต่ที่เบื้องหลังของนาง กลับมีมือข้างหนึ่งกำลังขยับ จับหินก้อนเล็กขูดผนังดินไปมา

พระอาทิตย์ลอยสูง แล้วตกลงอย่างเอื่อยเฉื่อย เสียงอึกทึกที่ด้านนอกค่อยๆ จางหาย ราตรีที่เยียบเย็นปกคลุมราชานครที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูแห่งนี้

เจ้าหน้าที่เรือนจำเดินตรวจตราได้สองรอบ ก็เดินหาวกลับไป พระจันทร์แขวนค้างกลางอากาศ ท้องฟ้ามืดดำ เพียงได้เสียงดังทึบคราหนึ่ง ดินก้อนใหญ่ร่วงใส่กองหญ้า

“เยียนสวิน...”

เสียงเรียกแผ่วๆ ดังขึ้น ในห้องขังที่เงียบสงัด ยิ่งกังวานเป็นพิเศษ ฉู่เฉียวก้มตัวมองลอดเข้าไปในห้องขังอีกด้าน เพียงเห็นหนุ่มน้อยในชุดขาวกำลังนั่งพิงกำแพงฝั่งตรงข้าม นั่งยืดขาอยู่บนหญ้าแห้งสกปรกอย่างเปิดเผย ดวงตาปิดสนิท คล้ายกำลังหลับ

“เยียนสวิน” ฉู่เฉียวกดเสียงค่อย ร้องเรียกอย่างระวัง

หนุ่มน้อยปรือขนตาเบาๆ ลืมตามองรอบด้านอย่างง่วงงุน พลันเห็นดวงตาสุกสกาวของเด็กหญิง แววลิงโลดผุดขึ้นทันใด คลานเข่าไม่กี่ทีมาถึงปากโพรง ตอบกลับไปว่า “สาวน้อย เจ้าฉลาดจริงๆ”

“คนโง่!” ฉู่เฉียวรีบตวาดเบาๆ “เบากว่านี้ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน”

“อ้อ” เยียนสวินเอาอย่างนางด้วยการกวาดมองรอบทิศ จากนั้นหันกลับมาส่งยิ้มซื่อๆ เผยให้เห็นแผงฟันขาวสะอาด “สาวน้อย ไม่ต้องกลัว ฟู่หวังของข้าต้องส่งคนมาช่วยพวกเราแน่นอน คนพวกนี้ไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก”

“อืม” ฉู่เฉียวพยักหน้าเฉื่อยชา มิได้ตอบคำ

เยียนสวินย่นคิ้ว “นี่ เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ?”

“ข้าหรือจะกล้า?” ฉู่เฉียวแลบลิ้นให้ ก่อนกล่าว “แต่ฟู่หวังของท่านมาเพื่อช่วยท่าน ข้ากลับไม่มีญาติพี่น้องที่ร้ายกาจปานนั้น”

เยียนสวินได้ยินก็หัวเราะ แววตาเป็นประกายแจ่มจ้า ราวกับดวงดาราบนฟากฟ้า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า ต่อไปเจ้าก็ติดตามข้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

กระแสไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เด็กหญิงแปดขวบหัวเราะเบาๆ พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มสดใส “เช่นนั้นถ้าออกไปแล้ว ท่านต้องเลี้ยงข้าด้วยอาหารรสเลิศ เพราะข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”

“ไม่มีปัญหา” เยียนสวินตกปากรับคำทันที “อยากกินอะไรเจ้าเลือกตามสบาย ขอแค่เจ้าพูดออกมาข้าก็หามาให้ได้”

ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด ภายนอกจู่ๆ หิมะก็ตกลงมาอย่างหนัก เกล็ดหิมะปลิวเข้ามาทางช่องแสง พร้อมกับสายลมที่เย็นจัดเสียดแทงกระดูก

ฉู่เฉียวจะเอ่ยคำ พลันตัวสั่นขึ้นมา เยียนสวินเห็นเข้าก็รีบยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เห็นเด็กหญิงเสื้อผ้าบางเบา สีหน้าซีดขาว ริมฝีปากแข็งจนเริ่มคล้ำม่วง จึงอดร้อนใจมิได้

“เจ้าหนาวหรือไม่?”

“พอไหว”

“เจ้าใส่เสื้อผ้าแค่นี้ ต้องหนาวตายแน่”

เยียนสวินพลันลุกยืนขึ้น ขยับตัวถอดเสื้อคลุม แล้วคุกเข่าลงหมายยื่นส่งให้ทางปากโพรง เสียดายที่เสื้อคลุมหนาเกินไป แม้แต่แขนเสื้อข้างเดียวก็ยังยัดข้ามไปไม่ได้ ฉู่เฉียวรีบดันกลับ “พอเถอะ เดี๋ยวถูกเห็นเข้าจะแย่”

“ถูกเห็นแล้วจะเป็นไร” เยียนสวินแค่นเสียง “รอข้าออกไปก่อนเถอะ จะไม่ปล่อยไว้สักคนเดียว”

“วาจาดุดันแบบนี้ยังคงมีชีวิตรอดออกไปก่อนค่อยพูดเถอะ” ฉู่เฉียวเหน็บกลับประโยคหนึ่ง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางไม่เชื่อถือ

เยียนสวินแค่นเสียงอย่างขัดใจ “เจ้ารอดูแล้วกัน”

ห้องขังยามมืดค่ำยิ่งเย็นเยือก เยียนสวินนั่งพิงปากโพรง พลันโพล่งว่า “สาวน้อย ยื่นมือเจ้ามานี่”

“หืม?” ฉู่เฉียวงุนงง “อะไร”

“มือของเจ้า” เยียนสวินกล่าวพลางทำมือประกอบ “ยื่นมือมานี่”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว “ท่านจะทำอะไร”

“เลิกถามได้แล้ว” เยียนสวินเริ่มรำคาญ “บอกให้ยื่นมาเจ้าก็ยื่นมาเถอะ”

ฉู่เฉียวบ่นงึมงำประโยคหนึ่ง จากนั้นยื่นแขนเล็กเรียวที่เย็นจัดจนเริ่มเขียวผ่านไปทางปากโพรง ควานไปมากลางอากาศคราหนึ่ง แล้วถามเบาๆ ว่า “ท่านจะทำอะไร”

มือน้อยที่เย็นเฉียบพลันถูกกุมไว้ มือใหญ่ของหนุ่มน้อย ทางหนึ่งกุมมือนางไว้ ทางหนึ่งพ่นไออุ่นออกมาไม่หยุด ดวงตาเป็นประกายสดใส ท่าทางกลับเก้กังยิ่งนัก ระหว่างนั้นก็กล่าวว่า “ดีขึ้นหรือไม่ อุ่นขึ้นแล้วกระมัง?”

เด็กหญิงพลันตะลึงงัน ดวงตากลมโตที่พราวใสเริ่มแสบเคืองเล็กน้อย นางพยักหน้าหงึกหงัก แล้วก็นึกได้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น ดังนั้นจึงส่งเสียงอืมอันสั่นเครือคำหนึ่ง

เยียนสวินหัวเราะ กล่าวน้ำเสียงร่าเริงว่า “สาวน้อย เจ้าชื่ออะไร ข้าได้ยินนายน้อยสี่จูเก่อเรียกเจ้าว่าซิงเอ๋อร์ นี่เป็นชื่อเดิมของเจ้าหรือ?”

“ไม่ใช่” เด็กหญิงตอบเบาๆ ความอบอุ่นระลอกใหญ่ถูกส่งผ่านมาทางอุ้งมือไม่ขาดสาย เลือดลมค่อยๆ ไหลเวียนสะดวก นางนั่งพิงผนัง ตอบกลับไปเบาๆ ว่า “ข้าชื่อฉู่เฉียว”

“ฉู่?” เยียนสวินย่นคิ้ว กิริยาหยุดชะงักไม่รู้ตัว “เจ้าไม่ใช่บุตรสาวของขุนนางจิงอี้เตี่ยนหรอกหรือ? ไฉนแซ่ฉู่?”

“ท่านอย่าถามเลย” เด็กหญิงเอ็ดเสียงค่อย แต่แฝงแววเคร่งขรึมที่ยากจะบรรยาย “เยียนสวิน ชื่อนี้ยังไม่มีใครรู้ ข้าเพียงบอกท่านคนเดียว ท่านจำไว้ก็พอ แต่ห้ามไปบอกคนอื่น”

เยียนสวินงงงัน แต่พริบตาก็กระจ่าง คิดในใจว่า ‘คงเป็นเรื่องลับเฉพาะในตระกูล พูดออกไปเกรงว่าจะไม่ดี’ ยามนั้นความรู้สึกพึงพอใจอันแช่มชื่นพลันผุดขึ้นกลางใจ ครุ่นคิดว่า ‘นางยินดีบอกความลับต่อเรา ก็แปลว่าไม่เห็นเราเป็นคนนอกแล้ว’ คิดถึงตรงนี้ก็รีบยกมือตบแผ่นอกรับประกัน “อืม เจ้าวางใจ ข้าตายก็ไม่พูด”

“แล้วข้าจะเรียกเจ้าว่าอะไร” หนุ่มน้อยโพล่งถาม “ข้าเรียกเจ้าว่าเสี่ยวเฉียว (เฉียวน้อย) ดีหรือไม่?”

“ไม่ดี” ฉู่เฉียวนึกถึงตัวละครหนึ่งในเรื่องสามก๊ก(เชิงอรรถ - *เสี่ยวเฉียวเป็นชื่อหญิงงาม ธิดาคนรองของเฉียวกั๋วเหล่า (หรือเกียวก๊กโล) ซึ่งปรากฏในเรื่องสามก๊ก ตอนซุนกวนใช้ซุนฮูหยินลวงเล่าปี่) ขึ้นมา จึงค้านว่า “ห้ามเรียกแบบนี้”

“เพราะอะไร” เยียนสวินถามอย่างสงสัย “เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าว่าอาฉู่ดีหรือไม่?”

“อืม...” ฉู่เฉียวใคร่ครวญครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “ได้ เรียกอาฉู่แล้วกัน”

เยียนสวินยิ้มร่า “อาฉู่!”

“อืม”

“อาฉู่!”

“ได้ยินแล้ว”

“อาฉู่! อาฉู่!”

“เรียกพอรึยัง”

“อาฉู่! อาฉู่! อาฉู่!”

“อาฉู่ ส่งมืออีกข้างมา”

ฉู่เฉียวหดมือข้างที่อุ่นกลับมาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นอีกข้างส่งให้ เยียนสวินกุมมือนาง แล้วห่อปากพ่นไอออกมา แต่พบว่ามือตัวเองก็เย็นเหมือนกัน จึงแบะสาบเสื้อตัวเองแล้วเอามือนางยัดเข้าไปในอก

“อ๊ะ!” ฉู่เฉียวอุทานตกใจ ทำท่าจะดึงมือกลับ

“ฮาๆ” เยียนสวินหัวเราะร่า แต่มือกำแน่นไม่ยอมปล่อย “ได้กำไรแล้ว แอบดีใจอยู่กระมัง”

“เฮอะ!” ฉู่เฉียวสบถ อุ้งมือเล็กๆ ประทับอยู่บนแผ่นอกของหนุ่มน้อย ยามค่ำเงียบสงัดยิ่งนัก กระทั่งสัมผัสได้ถึงหัวใจของเยียนสวิน เต้นตุ้บๆ เปี่ยมด้วยพลังชีวิต หนุ่มน้อยผอมมาก แต่ขี่ม้าฝึกยุทธ์เป็นประจำ ร่างกายจึงแข็งแรง บริเวณหน้าอกปรากฏแนวกล้ามชัดเจน

เยียนสวินกุมมือของฉู่เฉียว นั่งลงพิงผนังกำแพง เอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “อาฉู่ รอให้เรื่องนี้เสร็จสิ้น เจ้าก็ตามข้ากลับเยียนเป่ยเถอะ เรื่องที่เจ้ากังวล ข้าจะหาคนไปทำแทนเจ้าเอง แผ่นดินนี้สับสนวุ่นวาย เจ้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ จะไปไหนได้ ถ้าเจอคนชั่วขึ้นมา ดีไม่ดีอาจโดนรังแก เจ้าอย่าคิดว่าตัวเองเก่ง นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยเจอคนโฉดที่แท้จริง หากพบพานขึ้นมา และไม่มีข้าคุ้มครองข้างกาย เจ้าต้องเสียเปรียบแน่”

บริเวณที่ฉู่เฉียวนั่ง ปลายเท้าเป็นหญ้าแห้ง ข้างหน้าเป็นหิมะขาวปลิวฟุ้ง สองตาคล้ายทอดมองไกล กลับคล้ายเห็นแค่ระยะตรงหน้าเท่านั้น

นางต้องการไปไหน บางที...ตัวนางก็ไม่รู้เหมือนกัน

เห็นฉู่เฉียวไม่ตอบ เยียนสวินจึงกล่าวต่อ “ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร คิดแค่อยากจะช่วยเจ้า ครั้งแรกที่เห็นเจ้าในคอกล่าสัตว์ ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสนใจ ตัวเล็กกระจ้อยแต่ดุดันเหลือเกิน ดังนั้นจึงฆ่าไม่ลง ข้าอยู่นครหลวงมาหลายปี นั่นคือครั้งแรกที่พ่ายแพ้ให้กับจ้าวเช่อตัวบัดซบนั่น คิดแล้วก็อดโมโหไม่ได้”

เสียงเคาะบอกเวลายามสาม แว่วดังจากถนนที่ไกลโพ้น เสียงของหนุ่มน้อยเบาหวิวอย่างเห็นได้ชัด “อาฉู่ แผ่นดินเยียนเป่ยงดงามยิ่ง ไม่ค่อยมีศึกสงคราม เมื่อถึงฤดูร้อน ทุกที่ทางจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี ข้ากับฟู่หวัง แล้วก็พี่ใหญ่พี่สาม มักขี่ม้าออกไปล่าม้าป่ากัน ตอนนั้นข้ายังเล็ก ไม่ถึงเจ็ดแปดขวบ ขี่ม้าตัวใหญ่ไม่ได้ พี่ใหญ่จึงเอาลูกม้าที่เกิดจากแม่ม้าชั้นดีให้ข้าขี่แทน และข้าก็โมโหทุกที รู้สึกว่าเขาดูถูกข้า ต่อมาข้าโตขึ้นถึงเข้าใจ เขาแค่กลัวว่าข้าจะบาดเจ็บ พี่สามนิสัยแย่ที่สุด ชอบทะเลาะกับข้า พอโกรธขึ้นมาก็ชอบยกตัวข้าจนสูง แล้วตะโกนว่าจะทุ่มข้าให้ตาย จากนั้นพี่สาวรองก็จะถลาเข้ามา เอาแส้เฆี่ยนเขา แล้วก็เริ่มลงไม้ลงมือกัน พี่สามแม้แรงเยอะ แต่ไม่เคยสู้ชนะพี่สาวรองสักที ตอนนั้นข้ารู้สึกดูถูกเขามาก ตอนนี้มาคิดดู บางทีเขาอาจจะไม่อยากลงมือกับพี่สาวรองกระมัง

“พอถึงหน้าหนาว เยียนเป่ยจะมีหิมะตกหนักเดือนเศษ พวกเราจะขึ้นไปอยู่บนที่ราบสูงซั่วเป่ย ที่นั่นมีภูหุยหุย ทั้งสูงทั้งชัน บนเขามีบ่อน้ำแร่ ท่านแม่เป็นชาวเปี้ยนถัง ทนอากาศหนาวทางเหนือไม่ไหว สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง ในหนึ่งปีต้องมีครึ่งปีไปพำนักในวังข้างบ่อน้ำแร่ พวกเราพี่น้องชอบแอบฟู่หวังไปหานางบ่อยๆ ที่ไหนได้พอไปถึงกลับพบว่า ฟู่หวังมาถึงก่อนพวกเราเสียอีก”

แสงจันทร์กระจ่าง สาดสว่างทั่วพื้น ใบหน้าของหนุ่มน้อยพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน

“อาฉู่ เยียนเป่ยของพวกเราไม่เหมือนนครเจินหวงที่พ่อแม่พี่น้องล้วนสามารถกลับกลายเป็นศัตรู ทุกที่มีแต่เหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย ทุกที่มีแต่คนตักตวงผลประโยชน์ ทุกที่มีแต่ความฟุ่มเฟือยอันฟอนเฟะและราษฎรที่หิวตาย แต่เยียนเป่ยของพวกเรา น้อยครั้งจะมีศึกสงคราม ไม่มีผู้อพยพ ทุกคนล้วนกินอิ่มนอนหลับ เหล่าทาสก็สามารถดำรงชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ อาฉู่ กลับเยียนเป่ยกับข้าเถอะ ที่นั่น เจ้าจะมีชีวิตที่ดีกว่า มีข้าคุ้มครองเจ้า จะไม่มีใครรังแกเจ้า และไม่มีใครเอาธนูเล็งมาที่เจ้าได้อีก ข้าจะพาเจ้าไปล่าม้าป่า ข้าจะพาเจ้าไปหาท่านแม่ที่ภูหุยหุย นางเป็นคนอ่อนโยน เจ้าต้องชอบนางแน่ๆ”

ในอากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงพร่ำรำพันของหนุ่มน้อย เด็กหญิงที่เสื้อผ้าเบาบางจู่ๆ ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา นางเงยหน้าขึ้น คล้ายมองเห็นเยียนเป่ยที่เยียนสวินเอ่ยถึง เห็นทุ่งหญ้าเขียวขจี เห็นภูหุยหุยที่หิมะปกคลุม เห็นฝูงม้าป่าห้อตะบึง ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของพวกหนุ่มน้อยและเสียงลมที่อิสระเสรี

มุมปากนางค่อยๆ ยกขึ้น เป็นรอยยิ้มจากหัวใจ จากนั้นพยักหน้าแรงๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ตกลง พวกเราไปเยียนเป่ย”

รัตติกาลทอดยาว ในเรือนจำที่เหน็บหนาวและอับชื้น เด็กสองคนนั่งพิงฝาห้องคนละฟาก มือของพวกเขาทะลุทะลวงปราการต้องห้ามที่กีดขวางกางกั้น เกาะกุมกันแน่นหนา

พวกเราไปเยียนเป่ย พวกเราต้องหนีออกไปได้แน่นอน

 

 

 

ค่ำคืนที่ยาวนานและสายลมกรรโชกแรงค่อยๆ จากลา สีท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไร

เสียงฝีเท้าหนักหน่วงปลุกเด็กหญิงให้ตื่นจากฝัน พลันรีบหดสองมือกลับมา ชั่ววูบที่ยังไม่ลืมตาก็ปิดปากโพรงที่ถูกงัดออก รองเท้าหุ้มข้อสีดำย่ำบนพื้นห้องขังที่เต็มไปด้วยฝุ่นสกปรก ทีละก้าว ทีละก้าว เสียงลูกกุญแจกระทบกันดังสดใส

เสียงดัง ‘คลิก’ ทหารชุดเกราะสีเขียวอ่อนคลุมเสื้อกันลมสีน้ำตาลเดินเข้ามา ทั้งขบวนอย่างน้อยห้าสิบคน ครองพื้นที่นอกและในห้องขังจนเต็มเหยียด เจ้าหน้าที่เรือนจำเดินตามหลังพวกเขาอย่างระมัดระวัง ค้อมกายผงกศีรษะพินอบพิเทายิ่ง

ฉู่เฉียวนั่งอยู่มุมหนึ่ง ช้อนสายตาเย็นชาจ้องมององครักษ์วังหลวงพวกนั้น หัวใจเริ่มหนักอึ้ง

เยียนสวินนั่งอยู่บนพื้น หันหลังให้ประตู แม้ไม่ได้ลืมตา ทว่าความอ่อนโยนบนร่างกลับเหือดหายไปแล้ว เหลือเพียงความเยือกเย็นห่อหุ้มกายเป็นชั้นหนา ประหนึ่งหลวงจีนชราเข้าฌาน ไม่วอกแวกต่อโลกภายนอกแม้แต่น้อย

หัวหน้าขบวนองครักษ์มองดูเยียนเป่ยซื่อจื่อที่ทั่วร่างไหลเวียนด้วยสายโลหิตแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ใบหน้าที่เยียบเย็นกลับไม่ปรากฏแววเคารพนบนอบแม้เศษเสี้ยว ก่อนหยิบราชโองการจากอกเสื้อ เปล่งเสียงอ่านเนื้อความ “วังเซิ่งจินมีบัญชา คุมตัวเยียนสวิน เยียนเป่ยซื่อจื่อ ไปยังแท่นจิ่วโยว รอการลงอาญา”

ทหารอีกนายหนึ่งเดินเข้าไป มุมปากแสยะยิ้มเหยียดหยัน “เยียนซื่อจื่อ เชิญ”

หนุ่มน้อยเปิดเปลือกตาช้าๆ แววตายังคงคมวาว เพียงปรายมองแวบหนึ่ง ก็ทำให้เหล่าทหารองครักษ์เย็นสันหลังวาบ หนุ่มน้อยคล้ายตระหนักถึงเรื่องราวบางประการ แต่ความทระนงยังดำรงอยู่บนใบหน้า ก่อนลุกยืนอย่างองอาจ สืบเท้าไปทางประตูห้องขัง

โซ่ตรวนที่ทหารองครักษ์ตระเตรียมมา หลังตริตรองครู่หนึ่ง ยังคงโยนไว้ด้านหลัง ซ้ายขวาขยิบตาให้กัน แล้วโอบล้อมเข้าไปโดยพร้อมเพรียง

เสื้อขนสัตว์สีขาวลากยาวไปตามพื้น ธุลีสกปรกปลิวฟุ้ง ตกลงบนรองเท้าหนังกวางสีขาวของหนุ่มน้อย บนนั้นมีลายปักรูปมังกรทองห้าเล็บที่ใช้ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ภายใต้แสงแดดยามเช้าตรู่ ยิ่งสดแจ่มสะดุดตา แม้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมทรามปานนี้ ก็ยังโดดเด่นเหนือฝูงชน คล้ายต้องการใช้วิธีนี้ตอกย้ำผู้คน ครั้งหนึ่ง สายโลหิตเยียนเป่ย ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของราชวงศ์ต้าเซี่ยเช่นกัน

สายลม...โชยพัดผ่านทางเดินที่ยืดยาวและมืดหม่น นำอากาศสดใหม่จากภายนอกเข้ามา ขณะเดียวกันก็แฝงความหนาวเหน็บที่เย็นเฉียบถึงกระดูกติดมาด้วย

มือข้างหนึ่ง พลันยื่นออกมาจากลูกกรงห้องขัง ขาวซีดบอบบาง คล้ายเครื่องเคลือบชั้นดี ให้ความรู้สึกลวงตาแก่ผู้คน เหมือนว่าแค่ออกแรงเล็กน้อย ก็สามารถแตกหักง่ายดาย ทว่าก็เป็นมือน้อยบอบบางข้างนี้ ที่กีดขวางทางไปของกลุ่มคน คว้าหมับเข้าที่น่องเท้าของเยียนสวิน กำขากางเกงของเขาไว้แน่น

“เจ้าทำอะไร อยากตายหรือ?” ทหารองครักษ์คนหนึ่งตะคอกอย่างเดือดดาล

เยียนสวินหันไปสาดสายตาดุดันใส่ทหารคนนั้นแวบหนึ่ง สายตาคมกล้าจนข่มคำพูดด้านหลังของทหารคนนั้นกลับลงคอไป

หนุ่มน้อยย่อตัวนั่งยองๆ กุมนิ้วมือผอมเรียวของเด็กหญิง มองดูดวงหน้าน้อยๆ เมื่อกระซิบว่า “อาฉู่ อย่าดื้อ”

“ท่านไม่รักษาคำพูด!” แววตาฉู่เฉียวเป็นประกาย เงยหน้าขึ้นอย่างดื้อดึง ก่อนกล่าวย้ำทีละคำ “ท่านบอกว่าจะไม่ทอดทิ้งข้า”

เยียนสวินขมวดคิ้ว ชั่ววูบที่เห็นทหารองครักษ์ หนุ่มน้อยที่ดำรงชีวิตอยู่ในศูนย์กลางอำนาจแห่งราชานครมานานก็ตระหนักได้ว่าเรื่องราวมิได้ตื้นเขินอย่างที่ตนคิด ต้องมีบางอย่างที่อยู่เหนือความควบคุมเกิดขึ้นในขณะที่เขาไม่รู้ตัว การไปครั้งนี้สุขหรือทุกข์ก็ยากจะคาดเดา ไหนเลยสามารถพานางไปร่วมแบกรับความเสี่ยงได้

หนุ่มน้อยเอ็ดเบาๆ ว่า “ข้าไม่ทอดทิ้งเจ้า เจ้าอยู่ที่นี่รอข้ากลับมา”

“ข้าไม่เชื่อ” เด็กหญิงยืนกรานเสียงแข็ง เรี่ยวแรงบนมือกลับไม่คลายออกสักนิด “พาข้าไปด้วย”

ทหารองครักษ์นายหนึ่งพลันบันดาลโทสะ “เจ้าขี้ข้า อย่าโอหัง!”

“เจ้าเรียกใครขี้ข้า”

เยียนสวินหันขวับ ถลึงตาใส่ทหารคนนั้น “กฎหมายของราชอาณาจักร อนุญาตให้ชนชั้นต่ำช้าเช่นพวกเจ้ามายืนเอะอะต่อหน้าข้าตั้งแต่เมื่อใด”

ทหารคนนั้นพลันหน้าแดง ทหารด้านข้างเข้ามาดึงเขาไว้ เกรงว่าคนผู้นี้จะเดือดดาลจนแสดงพฤติกรรมนอกหน้าที่ออกมา เยียนสวินหาแยแสไม่ เพียงหันกลับไปมองดูดวงหน้าขาวซีดของเด็กหญิง “อาฉู่ อย่าดื้อ ข้าหวังดีต่อเจ้า”

“หวังดีต่อข้าก็พาข้าไปด้วย” ฉู่เฉียวเงยหน้า มือยังกำชายกางเกงของหนุ่มน้อยไว้แน่น แฝงอาการดึงดันไม่ยอมแพ้ ก่อนกล่าวซ้ำเบาๆ ว่า “พาข้าไปด้วย”

เวลาผ่านไปอึดใจหนึ่ง มีสายลมวูบผ่านใบหน้าของพวกเขา หนุ่มน้อยสบประสานดวงตาของเด็กหญิง มีแววเด็ดเดี่ยวเต้นเร่าอยู่ภายใน เขาตระหนักดี ด้วยสติปัญญาของนางไม่มีทางไม่รู้ถึงอันตรายของการไปในครั้งนี้

หนุ่มน้อยเผยอริมฝีปากนิดหนึ่ง คล้ายประสงค์เอ่ยคำ แต่สุดท้ายก็เงียบไป

เยียนสวินลุกยืนขึ้น หันไปกล่าวกับทหารองครักษ์ว่า “เปิดประตู”

“เยียนซื่อจื่อ ในราชโองการเพียงเบิกตัวท่านคน...”

คำพูดของคนผู้นั้นยังไม่จบ เยียนสวินก็หมุนตัว ก้าวเท้ายาวๆ กลับไปยังห้องขังของตัวเอง พลางกล่าวเสียงเย็นว่า “ยกศพข้าไปรายงานต่อวังเซิ่งจินแล้วกัน”

เหล่าทหารองครักษ์จ้องมองอย่างอ่อนใจ ก่อนหันไปปรึกษากัน สุดท้ายก็เปิดประตูห้องขังของฉู่เฉียว

จะอย่างไร ก็แค่ทาสตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

นอกหน้าต่างสว่างโร่ เยียนสวินเดินนำอยู่

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1