ตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย : บทที่ 11 สุขทุกข์ร่วมผ่าน (ต่อ)

ฉู่เฉียวขี่ม้านำขบวน รูปร่างเล็กๆ ของนาง ถึงกับแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกที่ใครก็มิอาจดูแคลนออกมา จุดที่ล่วงผ่าน กองทหารพิทักษ์นครเจินหวงซึ่งยืนกันมืดฟ้ามัวดินต่างพากันแหวกเปิดเป็นทาง ไม่ต่างจากกระแสน้ำที่ถดถอย

ประตูเมืองเปิดกว้าง คบเพลิงลุกโชนร้อนแรง ส่องสว่างถึงปลายฟ้า ที่ใจกลางแห่งราชอาณาจักร เยียนสวินบุตรชายผู้สืบทอดของเยียนหวังซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นผู้นำกบฏ กลับย่างกรายออกจากกำแพงเมืองสูงตระหง่านของนครเจินหวงอย่างผ่าเผย ส่วนกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยได้แต่ยืนมองตาปริบๆ หมดปัญญากอบกู้สถานการณ์

จูเก่อไหวเหยียดมุมปาก ผุดรอยยิ้มจางๆ ที่มิอาจสังเกตเห็น

สำหรับตระกูลจูเก่อแล้ว เยียนสวินสามารถกลับถึงเยียนเป่ยหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญ สำคัญก็คือวังเซิ่งจินมอบหมายภารกิจนี้ให้แก่ตระกูลเว่ย และพวกเขาปฏิบัติภารกิจล้มเหลว

‘ไม่มีสิ่งใดที่บันดาลให้ผู้คนเบิกบานกว่านี้อีกแล้ว’ จูเก่อไหวลอบคิดในใจ ก่อนหันไปกล่าวกับผู้ติดตามว่า “แจ้งนายน้อยสี่ ไปพบข้าทันที ข้ามีเรื่องจะหารือ”

ผู้ติดตามโค้งคำนับเมื่อกล่าว “นายน้อยสี่ออกจากเมืองแล้วขอรับ”

“ว่ากระไร” จูเก่อไหวอุทานอย่างแปลกใจ “ออกจากเมือง?”

“เพิ่งออกจากประตูเมืองทิศเหนือไป เห็นว่า...เห็นว่าจะตามจับบ่าวที่หนีไป”

“บ่าวที่หนีไป?” จูเก่อไหวมุ่นคิ้ว “บ่าวอะไร ถึงกับต้องออกไปตามจับเอง”

“บริวารก็ไม่แน่ใจนัก จะไปสืบเดี๋ยวนี้ขอรับ”

จูเก่อไหวเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองม่านรัตติกาลที่มืดหม่น พึมพำว่า “หวังว่าจะไม่ทำเสียเรื่อง”

 

ครึ่งชั่วยามต่อมา บนถนนเก่าแก่ที่เปล่าเปลี่ยว เยียนสวินสั่งคนแก้เชือกให้เว่ยซูโหยว ก่อนกล่าวเสียงเย็นชาว่า “ในเมื่อข้ารับปากจะปล่อยท่าน ย่อมไม่คืนคำ ท่านไปเถอะ”

เว่ยซูโหยวถลึงมองเยียนสวินและฉู่เฉียวอย่างเคียดแค้นแวบหนึ่ง ก่อนหมุนตัวไป มุ่งหน้ากลับสู่นครเจินหวง

“ท่านไม่ควรปล่อยเขาไป” เสียงของฉู่เฉียวดังขึ้นเบื้องหลัง “ท่านไม่เห็นแววตาของเขาหรือ? ไว้ชีวิตเขา ไม่ช้าก็เร็วจะกลายเป็นภัยพิบัติ”

เยียนสวินส่ายศีรษะ มองเงาร่างเว่ยซูโหยวที่ค่อยๆ ไกลลับ กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ฆ่าเขา ข้อหากบฏไยมิใช่เป็นจริงแล้ว ข้ายังไม่รู้ว่าที่บ้านเกิดอะไรขึ้น จะบุ่มบ่ามไม่ได้”

จบคำ หนุ่มน้อยหันหน้ามา “เจ้ามีแผนอะไร บ้านจูเก่อไม่ปล่อยเจ้าแน่ ตามข้ากลับเยียนเป่ยเถอะ”

ฉู่เฉียวเงยหน้าหัวเราะเบาๆ “ขอบคุณความปรารถนาดีของท่าน แต่ข้ายังมีงานต้องทำ”

เยียนสวินเลิกคิ้วถามว่า “เป็นเด็กเป็นเล็ก มีงานอะไรต้องทำ”

ฉู่เฉียวเชิดหน้ามองอีกฝ่าย “จนป่านนี้แล้ว ท่านดูจากตรงไหนถึงรู้สึกว่าข้าเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง”

เยียนสวินชะงักไป คิดอธิบายแต่ไม่ทราบจะเริ่มตรงที่ใด ทว่าคิดอีกที เด็กหญิงผู้นี้ก็ไม่คล้ายเด็กน้อยจริงๆ เยียนซื่อจื่อขมวดคิ้วแน่น ใคร่ครวญอยู่ครึ่งวัน ก่อนดึงมือของฉู่เฉียวอย่างเอาแต่ใจ “ตรงไหนๆ ก็เหมือน แขนขาเล็ก ศีรษะก็เล็ก ดูอย่างไรก็เด็กน้อยชัดๆ ต่อให้จิตใจโหดเหี้ยมแค่ไหนก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี”

ฉู่เฉียวสลัดมือออก ขมวดคิ้วพึมพำ “ตอแยไม่เลิกรา”

“นี่!” เยียนสวินไสม้าเข้ามา ขวางหน้าฉู่เฉียว “เจ้าจะไปจริงหรือ?”

“ข้าจำเป็นต้องไป”

“มีเรื่องจำเป็นอะไร ข้าสั่งคนไปทำแทนเจ้าได้หรือไม่?” เยียนซื่อจื่อเริ่มเดือด ตะเบ็งถามเสียงดัง

ฉู่เฉียวหันกลับมา สบตาหนุ่มน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เยียนสวิน ท่านกับข้าคนละชนชั้น ร่วมทางช่วงหนึ่งก็เพียงพอแล้ว”

เยียนสวินนิ่งเงียบไป

“เส้นทางข้างหน้ายากคะเน ท่านถนอมตัวด้วย” ฉู่เฉียวกล่าวเสียงเคร่งขรึม เหมือนเป็นผู้อาวุโสกระนั้น ก่อนหันหัวม้า สะบัดแส้จากไป

เดือนดาวไร้แสง ในม่านหิมะโปรยปราย เด็กหญิงเดียวดายบนอาชา ค่อยๆ ลับหายไปกับสายลม

เยียนสวินพลันตื่นจากภวังค์ เฆี่ยนม้าไล่กวดไปได้หลายก้าว แต่สุดท้ายก็หยุดเท้าลง เขาร้องตะโกนจากหลังม้าว่า “นี่! วันหน้าหากมีภัย ขอให้มาหาข้าที่เยียนเป่ย!”

กระแสเสียงทะลุผ่านสายลมและหิมะ สะท้อนหายไปในแสงสีราตรีที่เวิ้งว้าง

รัตติกาล...ยังดำรงอยู่เนิ่นนาน มืดหม่นวังเวง หนาวเหน็บเสียดกระดูก

 

นอกนครเจินหวงที่ดำมืด เงาร่างเล็กเตี้ยกำลังเดินอย่างเร่งรีบไปตามถนนนอกประตูเมืองทิศตะวันออก เสื้อคลุมหนังสัตว์ใหญ่โคร่งปิดคลุมใบหน้าและลำตัว ห่อผ้าเล็กๆ ทำจากหนังเตียวสะพายอยู่ด้านหลัง นูนๆ ย้อยๆ มองก็รู้ว่าหนักอึ้ง

พายุหิมะยิ่งตกยิ่งหนัก พัดกระหน่ำจนแทบลืมตาไม่ขึ้น คนผู้นั้นสืบเท้าก้าวเดินอย่างยากเย็น ทว่ากลับมิได้หยุดชะงัก เหมือนมีสัตว์ป่าดุร้ายไล่กวดหลังกระนั้น

ในเสียงลมอื้ออึง ปรากฏเสียงเกือกม้าดังแทรก ไกลออกไปบนทุ่งราบ อาชาศึกสีดำสนิทตัวหนึ่งตะบึงมาอย่างเร็ว เด็กหญิงบนอาชารูปร่างผอมบาง อายุไม่เกินเจ็ดแปดขวบ สวมเครื่องแบบองครักษ์เยียนเป่ย ดวงตาดำขลับสอดส่ายในแสงสีราตรี คมปลาบประดุจเหยี่ยว สายตาสะดุดกับเงาร่างเดียวดายที่เบื้องหน้า พลันลิงโลดยินดี เงื้อแส้เฆี่ยนม้า เร่งรุดตามไป

“เสี่ยวปา!” ฉู่เฉียวตะโกนเรียก พายุพัดวูบ เส้นเสียงกระจายหายในพริบตา คนที่เดินอยู่ข้างหน้า คล้ายไม่ได้ยิน ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินลิ่ว ฉู่เฉียวกระตุ้นม้าพุ่งแซง แล้วหยุดขวางที่เบื้องหน้าคนผู้นั้น ขมวดคิ้วถามว่า “เสี่ยวปา?”

“หึหึ” เสียงหัวเราะต่ำพร่าดังขึ้นในบัดดล คนร่างผอมเพรียวเงยศีรษะขึ้นมา รอยยับย่นเต็มหน้า ไหนเลยเป็นเด็กน้อยเยาว์วัย นี่มันคนแคระอายุราวสี่สิบชัดๆ!

ไม่ทันไร ธนูปลอกแขนดอกหนึ่งก็ยิงจากปากแขนเสื้อของคนแคระ พุ่งใส่ใบหน้าของฉู่เฉียวโดยไม่ให้ตั้งตัว กระแสลมเย็นจัดคุกคามผู้คน เพียงได้ยินฉู่เฉียวครางต่ำคำหนึ่ง ร่างก็ลอยร่วงลงไป

เสียงหัวเราะเยาะแหบพร่าดังขึ้น ในม่านราตรีที่หนาวเหน็บยิ่งเด่นชัดเป็นพิเศษ คนแคระเหวี่ยงห่อผ้าบนหลังทิ้ง เดินเอื่อยๆ ขึ้นหน้า ยกเท้าเตะใส่เด็กหญิงหนึ่งที เห็นซากศพเด็กหญิงไร้ปฏิกิริยา ค่อยย่อตัวนั่งยองๆ ตรวจลมหายใจของนาง

“นายท่านนี่ก็โง่เขลา ถึงกับส่งข้ามาจัดการเด็กน้อยไม่รู้ประสาคนหนึ่ง” คนแคระแค่นเสียงระอา แล้วพลิกร่างเด็กหญิงที่ฟุบคว่ำอยู่บนพื้น

ทว่า เพียงชั่วประกายไฟ เด็กหญิงที่เดิมทีนอนระทวยพลันดีดตัวลุกขึ้น สองตาเป็นประกายแจ่มจ้า ท่วงท่าเปี่ยมพลัง รังสีสังหารแผ่พุ่ง แค่พริบตา เด็กหญิงกลับพลิกเป็นฝ่ายรุก มีดสั้นเย็นเฉียบจ่อจี้ที่ชีพจรเหนือลำคอของบุรุษร่างแคระ จากนั้นถ่มถุยออกมาคำหนึ่ง ลูกศรปลอกแขนกระเด็นลงพื้น

“พูด! เสี่ยวปาอยู่ที่ไหน”

ฉู่เฉียวตะคอกถาม มีดสั้นกดลึกกว่าเดิม คมมีดบาดเบียดผิวเนื้อ โลหิตแดงสดกระฉูด

“เสี่ยว...เสี่ยวปาอะไร” บุรุษที่ตอนแรกกระหยิ่มยิ้มย่อง บัดนี้หวาดผวาจนเสียงสั่น “ข้าไม่รู้จักเสี่ยวปาอะไร ข้าแค่ทำงานให้ผู้อื่น”

“เสี่ยวปาก็คือเจ้าของห่อผ้านี้ ก็คือเด็กคนที่เจ้าปลอมตัวเป็นนาง”

“ข้า...ข้าไม่รู้เรื่อง” คนแคระปฏิเสธพัลวัน “เป็นคนของนายน้อยสี่มาหาข้า ข้าไม่มีความแค้นใดกับเจ้า”

“เจ้าไม่รู้เรื่อง?” ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว พินิจคนผู้นั้นหลายแวบ เห็นคนแคระพยักหน้าไม่หยุด เพลิงโทสะพลันลุกวาบ กดข้อมือจมมิด แทงสวบ หมุนบิด แล้วลากขวาง นัยน์ตาของบุรุษก็เหลือกค้าง แววตาจางหาย มือเท้าแข็งทื่อ หมดลมในบัดดล เพียงเหลือรอยโลหิตเหวอะหวะเป็นแนวยาวเหนือลำคอ

“เจ้าไม่คู่ควรเป็นมือสังหารของผู้อื่น จะอย่างไรช้าเร็วก็ต้องตาย มิสู้ก่อนตายทำดีสักเรื่องหนึ่ง” ฉู่เฉียวมองซากสังขารเตี้ยแคระอย่างเย็นชา จากนั้นทรุดนั่งยองๆ โบกมีดคราหนึ่ง แหวกเปิดเสื้อกันลมใหญ่ยักษ์บนร่างมัน

 

นครเจินหวงในค่ำคืนนี้ถูกลิขิตให้มิอาจหลับไหลอย่างเป็นสุข แม้ดึกแล้ว แต่ประตูเมืองทิศตะวันออกยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟ นายน้อยสี่แห่งตระกูลจูเก่อนั่งประจำการด้วยตัวเอง ทั้งขอให้กองทหารพิทักษ์นครเจินหวงเคลื่อนพลกึ่งหนึ่ง ติดตามเขาออกนอกเมือง เพื่อจับกุมข้าทาสที่หลบหนีออกจากคฤหาสน์จูเก่อ

พลม้าหลายระลอกทยอยออกไป แต่กลับยังคงไม่มีข่าวใดส่งกลับมา จูเก่อเยว่นั่งบนหลังม้า ประตูตะวันออกทางเบื้องหลังดุจดั่งราชสีห์ยักษ์ตัวหนึ่ง หลับสนิทภายใต้ม่านรัตติกาลไร้ขอบเขต

เหล่าบริวารของคฤหาสน์จูเก่อติดตามอยู่ด้านหลังของเขา แต่ละคนสะกดลมหายใจ ไม่กล้าเปล่งเสียง เกรงว่าจะรบกวนพยัคฆ์ที่กำลังเดือดพล่านตัวนี้

“นายน้อยสี่!”

จูเฉิงในชุดยาวสีเทาวิ่งรี่เข้ามา ก้มกระซิบที่ริมหูจูเก่อเยว่ว่า “นายน้อยสี่ นายน้อยใหญ่ส่งคนมาแจ้งว่า ให้ท่านกลับคฤหาสน์เดี๋ยวนี้”

จูเก่อเยว่เหมือนไม่ได้ยิน สายตายังจ้องเขม็งไปเบื้องหน้า

จูเฉิงพลันกล่าวน้ำเสียงร้อนรนว่า “คนที่มาแจ้งบอกว่า เยียนสวินหนีไปแล้ว พาคนของตัวเองฝ่าออกไป ตระกูลเว่ยสะดุดตอเต็มแรง เว่ยซูโหยวถูกตัดไปสองนิ้ว ยังถูกจับเป็นตัวประกันให้อีกฝ่ายหลบหนีด้วย”

จูเก่อเยว่ได้ยินเข้าก็เลิกคิ้วสูง นิ่งคิดอยู่นาน พลันโพล่งว่า “เยียนสวิน?”

“ขอรับ” จูเฉิงกล่าวต่อ “ตรงถนนจิ่วเวย ช่วงวัดไป๋หลัน (กล้วยไม้ขาว) ตัดกับจตุรัสจื่อเวยนี่เอง”

จูเก่อเยว่ถามเสียงขรึมว่า “พวกเยียนสวินมาจากทางไหน”

“เหมือนว่า...เหมือนว่าจะมาจากทางลำน้ำฉื้อสุ่ย”

“เจ้าตัวบัดซบ!” จูเก่อเยว่แค่นเสียง พลันกระจ่างว่าเพราะอะไรก่อนหน้านี้เว่ยซูเย่ถึงพาคนมาปิดล้อมคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่าที่ตรอกปาซิง ซ้ำยังลงมือกับคนในคฤหาสน์ด้วย

“เยียนสวินหนีไปทางไหน”

“นายน้อยสี่ นายน้อยใหญ่กำชับเป็นพิเศษว่า ห้ามท่านสอดมือเรื่องนี้เด็ดขาด!”

จูเก่อเยว่คิ้วกระตุก ขณะจะกล่าว พลันแว่วเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านหน้า

เรือนร่างเล็กจ้อย คลุมด้วยเสื้อกันลมควบม้าตะบึงกลับมา ยังไม่ทันถึงเบื้องหน้า ก็โยนศพผ่ายผอมซากหนึ่งบนพื้นดังโครม บนตัวศพสวมเกราะหนังสีเขียวเข้ม ถึงกับเป็นเครื่องแบบองครักษ์ตระกูลเยียน

บริวารด้านข้างโพล่งว่า “นายน้อยสี่ หูเซิงกลับมาแล้ว”

จูเก่อเยว่พิศมองซากศพที่ฟุบหมอบบนพื้นหิมะ ร่างกายแข็งทื่อ เส้นผมรุงรัง บนเสื้อผ้าเกรอะกรังด้วยโลหิต ดูก็รู้ว่าตายมานานพอสมควร เพลิงโทสะที่สุดระงับขุมหนึ่งพลันปะทุขึ้น เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาดุดันจ้องมองไปที่คนแคระผู้นั้น กล่าวเน้นทีละคำว่า “เจ้าฆ่านางแล้ว?”

คนที่ถูกเรียกว่าหูเซิงกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก้มหน้าเข้ามาคุกเข่า น้ำเสียงทุ้มต่ำท่ามกลางลมเหนือที่โบกโบย ไม่อาจจำแนกโดยง่าย “คำสั่งลุล่วง!”

“ข้าเคยสั่งให้เจ้าฆ่านาง?” จูเก่อเยว่พลุ่งพล่านสุดขีด สะบัดแส้ฟาดใส่หลังของคนผู้นั้น ก่อนตวาดลั่น “สมควรตาย!”

“นายน้อย!”

“อ๊า! มีคนร้าย!”

เสียงอุทานตกใจดังขึ้นติดต่อกัน จังหวะที่แส้ของจูเก่อเยว่ตกต้องแผ่นหลัง คนผู้นั้นที่เดิมทีคุกเข่าบนพื้น พลันลุกพรวดขึ้นมา ใบหน้าอ่อนใสบริสุทธิ์ ไหนเลยเป็นมือสังหารร่างแคระที่หนังหน้าหยาบหนาคนนั้น

เด็กหญิงทนรับไปหนึ่งแส้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนกระโจนร่างดุจเสือดาวตัวหนึ่ง พร้อมตวัดมีดสั้นในมือ เชือดถึงคอหอยของจูเก่อเยว่ ตัดหนทางขัดขืนของเขาในกระบวนท่าเดียว

“เจ้ายังไม่ตาย?”

“ขอบคุณวาจามงคลของท่าน ข้ายังอยู่ดีมีสุข” ฉู่เฉียวแหงนมองจู่เก่อเยว่ แววตาเผ็ดร้อนเหี้ยมเกรียม ก่อนกล่าวเสียงเฉื่อยชาว่า “แต่ข้ากลับไม่แน่ใจว่าท่านยังอยู่ดีได้อีกนานเท่าไร”

“ปล่อยน้องข้ามาเดี๋ยวนี้!” ฉู่เฉียวตะคอก “ไม่งั้นก็เตรียมไปพบนายท่านผู้เฒ่าที่นรกได้เลย”

ปุยหิมะปลิวว่อน ฉู่เฉียวในเสื้อกันลมสีเทาดำ หมวกเสื้อคลุมใหญ่ยักษ์บดบังดวงหน้าที่ใสสะอาดของนาง มือน้อยขาวผ่องกุมมีดสั้นเย็นเฉียบ หยัดยืนอยู่ท่ามกลางกองทหารนับหมื่น อกผายไหล่ผึ่ง ปราศจากแววหวาดหวั่นและอ่อนแอแม้ครึ่งเสี้ยว

จูเก่อเยว่ยิ้มเย็นเยียบ เบือนหน้ากลับมา ถามเสียงทุ้มต่ำว่า “เจ้าจะฆ่าข้าจริงหรือ?”

ลมหนาวโชยผ่านระหว่างทั้งสอง ฉับพลันนั้น ปรากฏเสียงนกเค้าแมวกู่ก้องโหยหวน ประหนึ่งเสียงคำรามอันทรงพลังของวิญญาณที่ตายอย่างไม่เป็นธรรมเหล่านั้น

แววตาของฉู่เฉียวพลันแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมขึ้นมา ห้องเก็บฟืนอันซอมซ่อ รอยยิ้มพิสุทธิ์ของเด็กชาย หมูแดงที่ส่งกลิ่นหอมฉุยชิ้นเล็กๆ เหมือนระเบิดเวลาที่จุดขึ้นกลางใจ นางก้มหน้าช้าๆ จับจ้องบุรุษตรงหน้า กล่าวเสียงกร้าวว่า “ท่านสามารถทดลองดู”

“เช่นนั้นหรือ?” จูเก่อเยว่ยิ้มมุมปาก ดวงตาพริ้มพราย ยิ้มพลางกล่าว “ดี”

จบคำ ร่างของหนุ่มน้อยพลันคล้ายเสียการควบคุม ศีรษะผงกลงเต็มแรง พุ่งใส่มีดสั้นคมกริบเหมือนต้องการฆ่าตัวตาย

“นายน้อย!”

“เจ้านาย!”

สุ้มเสียงอุทานตื่นตระหนกดังขึ้นพร้อมกัน เหมือนเวลาจะหยุดชะงักในชั่ววูบ สรรพเสียงอึงอลบังเกิดขึ้นคล้าย กลายเป็นน้ำป่าที่เชี่ยวกรากสายหนึ่ง สาดซัดครืนครั่น

ฉู่เฉียวตกตะลึงพรึงเพริด ไหนเลยคาดคิดว่าหนุ่มน้อยจะแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวปานนี้ ถึงกับยินดีพลีชีพตัวเอง ก็ไม่ยินยอมรับการข่มขู่ของตน

พริบตานั้น ความคิดร้อยแปดพลันผุดวาบในสมอง ไม่ทันได้ตรึกตรองความนัยที่แฝงเร้น แทบจะเวลาเดียวกัน ฉู่เฉียวถอนมีดออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ความคมเฉียบยังคงบาดใส่ลำคอของหนุ่มน้อยเป็นรอยโลหิตยาวสายหนึ่งจนถึงข้างหู

ชั่ววูบที่ฉู่เฉียวถอนเก็บมีดสั้น ร่างของจูเก่อเยว่ก็ลื่นไหลราวกับปลาหนีชิวตัวหนึ่ง อาศัยจังหวะที่นางเผลอ ยืดตัว ย่างเท้า ชักดาบ รวบขาจบกระบวนท่า!

กิริยาทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ปลายเสียงอุทานเหล่านั้นยังไม่ทันเลือนหาย หนุ่มน้อยที่ถูกมีดจี้คอในตอนแรกก็หลุดพ้นเป็นอิสระ แม้วิธีการจะหฤโหดอยู่บ้าง ทว่าบัดนี้ เขายังคงหยัดยืนอยู่เบื้องหน้าเด็กหญิงอย่างทระนง มีดยาวข้างเอวที่ชักออก ชี้ตรงมาที่เด็กหญิง พลางเปล่งเสียงหยามหยันเย็นชาว่า “เจ้าฆ่าข้าไม่ได้”

เลือดแดงสดที่ลำคอของเขารินไหลคดเคี้ยวไปตามผิวหนังที่ขาวซีด ซึมซ่านสู่เสื้อคลุมขนสัตว์ที่หนาหนัก

จูเฉิงเห็นเข้าก็รีบวิ่งมา โวยวายด้วยความตกใจว่า “นายน้อยสี่ ท่านบาดเจ็บแล้ว เร็ว! กลับคฤหาสน์!”

จูเก่อเยว่จ้องมองฉู่เฉียวด้วยแววตาเย็นเยียบ คล้ายไม่ได้ยินคำพูดของจูเฉิง เขาสอดมือเข้าอกเสื้อ ล้วงเอาผ้าแพรขาวสะอาดผืนหนึ่งออกมา เลือดที่ลำคอไหลทะลัก หยาดหยดบนผืนผ้า เป็นดวงสีแดงเข้ม หนึ่งหยด สองหยด เหมือนดอกเหมยเบ่งบานประดับผืนหิมะ

“เร็ว! ยาสมานแผล นายน้อยสี่ ท่านนั่งลงก่อน บ่าวจะพันแผลให้”

หนุ่มน้อยที่สีหน้าซีดขาวยืนอยู่บนพื้นหิมะเวิ้งว้าง ในดวงตาคู่นั้น มีความคมปลาบสุดหยั่งคาดกวาดผ่านช้าๆ เขายกมือขวาขึ้น เส้นเอ็นเหนือข้อมือปรากฏชัด ฝ่ามือกำแน่น เวลาคล้ายหยุดนิ่งไป เขาพลันคลายมือ ผ้าแพรที่ยับยู่ร่วงละลิ่ว เพียงพลิกพลิ้วสองคราท่ามกลางแสงสีราตรี ก่อนถูกบุปผาหิมะกลบกลืน ไม่เห็นเงา

มีใครจดจำได้ ผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดผืนนั้นเคยซับน้ำตาผู้ใด ในหัวใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ยของหนุ่มน้อย ก็เคยมีคนที่หมายจะปกป้อง ทว่าพายุโหมกระหน่ำ สุดท้ายทุกสิ่งยังคงถูกพัดกระจัดกระจาย ละครถึงฉากสุดท้าย ผู้ใดเข้าถึงบทบาทที่สุด ผู้นั้นก็ต้องพ่ายแพ้ยับเยิน

“จับตัวไว้!” จูเก่อเยว่หมุนตัวอย่างเฉื่อยชา น้ำเสียงราบเรียบ ยากคาดเดาความรู้สึก

ทหารองครักษ์ของตระกูลจูเก่อพลันล้อมวงเข้ามา ฉู่เฉียวยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ชักดาบยาวจากฝัก คมดาบวาววับ สะท้อนดวงตาอันเย็นเฉียบปานเหล็กไหลของเด็กหญิง ในส่วนลึกนั้น มีความเยือกเย็น เคียดแค้น ระแวดระวัง เด็ดเดี่ยวระดับยอมทุบหม้อข้าวล่มจมเรือ ทว่ากลับไม่ปรากฏวี่แววอ่อนแอและเสียใจแม้แต่น้อย

นางตระหนักดีว่าจะอยู่รอดเช่นไร นางตระหนักดีว่าตัวเองแบกรับหนี้โลหิตเช่นไร นางตระหนักดีว่าตัวเองติดค้างบุญคุณเช่นไร ดังนั้นจูเก่อเยว่ ขณะที่ท่านตัดมือของเสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) ในขณะที่ท่านเฆี่ยนตีหลินซีจนตาย พวกเราก็ถูกกำหนดให้ต้องเป็นคู่แค้นต่อกัน

ข้าไม่อาจฆ่าท่าน ก็ได้แต่ถูกท่านฆ่า ไม่มีหนทางเลือกอื่น

“บุก!” เสียงตวาดพลันดังขึ้นกลางกลุ่มคน บริวารของตระกูลจูเก่อไม่มีสักคนที่กล้าดูแคลนเด็กหญิงร่างเล็กกะทัดรัดคนนี้ เหล่าชายฉกรรจ์ฝีมือดีจำนวนหนึ่งพากันโถมเข้าไป ชูอาวุธพรึบพรับ แสงเงาแสบตา เสียงติงตังก้องดังไม่ขาดหู

เด็กหญิงท่าร่างปราดเปรียว ขาซ้ายก้าวย่อ ขาขวากวาดข้าง ควงร่างเป็นวง ดาบยาวเปื้อนโลหิต มือขวาฉกใส่คอหอยชายฉกรรจ์คนหนึ่ง เกร็งนิ้วมือแล้วบิด เสียงดังเปาะ ลูกตาบุรุษถลนปูด ร่างระทวยลงพื้นไป

ทุกคนถึงกับผงะ แต่กลับมิได้ถอยร่น ดาบสันหนาเล่มหนึ่งพลันแหวกอากาศมา ฉู่เฉียวยกแขนป้องปัด จนใจที่ตัวเล็กแรงน้อย จึงถูกกดจนถอยหลังไปสองก้าว เหนือหัวไหล่ปรากฏเลือดไหลซึม เห็นชัดว่าปะทะครั้งแรกก็ได้แผลทันที

เหล่าองครักษ์พลันลิงโลด เด็กหญิงคนนี้แม้ร้อยเล่ห์เพทุบาย สมองปราดเปรื่อง วิธีการโหดเหี้ยม แต่อย่างไรก็เป็นแค่เด็กแปดขวบคนหนึ่ง พละกำลังไหนเลยต้านทานชายฉกรรจ์ร่างกำยำเช่นพวกเขาได้

จูเก่อเยว่ยืนสังเกตการณ์อยู่นอกวง แววตาเย็นชา ริมฝีปากขาวซีด จูเฉิงใช้ผ้ากดที่ปากแผลด้วยความเป็นห่วง

“ไป!”

จังหวะนั้น เสียงตวาดดุดันกังวานก้อง พร้อมเสียงเกือกม้าอันสับสนแว่วมาจากทิศเหนือ

ฝูงชนหันขวับ เพียงเห็นไกลออกไป อาชาพ่วงพีนับร้อยตะบึงมาถึงในพริบตา หนุ่มน้อยผู้นำขบวนสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ในมือถือหน้าไม้ ยิงจู่โจมมาราวกับดาวตก ไม่กี่ทีก็ยิงถูกทหารของตระกูลจูเก่อล้มลง

“สาวน้อย!” ม้าศึกพุ่งทะยานมา พริบตาก็เข้าสู่กลางวง หนุ่มน้อยก้มลงรวบเอวของฉู่เฉียวขึ้นวางบนหลังม้า แววตาเป็นประกายจัดจ้า หัวเราะฮาๆ เมื่อกล่าว “ข้าช่วยเจ้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าจะตอบแทนข้าอย่างไร”

เสียงดัง ‘ควับ’ ฉู่เฉียวฟันดาบผ่ากลางหอกยาว ก่อนหันมาด่าทอเยียนสวินว่า “เสียสติไปแล้วหรือ? เวลาเช่นนี้ยังกลับมา หรือไม่อยากมีชีวิตแล้ว?”

“ข้าไม่กลับมาเจ้าจะทำอย่างไร คนอุตส่าห์หวังดีแท้ๆ” เยียนสวินเบ้ปาก “กอดแน่นๆ!” จบคำก็ฟาดแส้ อาชาศึกกู่ก้อง แล้วเหินข้ามดงมนุษย์ไป

“เยียนสวิน!” จูเก่อเยว่เดือดพล่าน “บังอาจแส่เรื่องของข้า!”

ม้าศึกแห่งเยียนเป่ยขึ้นชื่อว่าล้ำเลิศที่สุดในแดนดิน บนพื้นราบยากหาผู้ใดขัดขวาง เยียนสวินโอบฉู่เฉียวไว้แน่น หันกลับมาร้องบอก “ขออภัยนายน้อยสี่จูเก่อ เยียนสวินวันนี้จะกลับขึ้นเหนือ ไม่จำเป็นต้องน้อมส่ง ขุนเขาไม่แปรผัน นทีธารไม่ขาดสาย แล้วพบกันใหม่!”

จบคำก็นำขบวนทัพเยียนเป่ยควบตะบึงจากไปปานพายุ

“นายน้อย!” จูเฉิงอุทานตระหนก เพียงเห็นจูเก่อเยว่คำรามออกมาคำหนึ่ง ก่อนกระชากผ้าพันแผลที่ลำคอออก กระโดดขึ้นม้า ฟาดแส้อย่างโกรธเกรี้ยว ไล่กวดไปติดๆ

ลมราตรีดั่งเหล็กกล้า ม้วนตลบผืนหิมะปลิวว่อน

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1