ตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย : บทที่ 11 สุขทุกข์ร่วมผ่าน

ข้างอารามไป๋หลิ่ว (หลิวขาว) นครเจินหวง สือชีองครักษ์ประจำตัวของเยียนเป่ยซื่อจื่อเพิ่งเข้าขวางม้าศึกของเยียนสวิน ก่อนกล่าวน้ำเสียงร้อนรนว่า “รองแม่ทัพซ่งของทัพหาญอาชานำทหารปิดล้อมจวนเยียนเป่ยซื่อจื่อ คุณชายใหญ่ตระกูลจูเก่อก็นำทหารประจำตระกูลจูเก่อมุ่งหน้ามายังตรอกปาซิงแล้ว ตอนนี้กำลังมาทางนี้”

เยียนสวินมุ่นคิ้ว เอ่ยเสียงขรึมว่า “ทัพหาญอาชามายุ่งอะไรด้วย หรือตระกูลจูเก่อแจ้งต่อคณะมนตรีได้เร็วขนาดนี้เชียว?”

“ซื่อจื่อ!” เฟิงเหมียนตะโกนลั่น เสียงเกือกม้าควบมาจากด้านหลัง เด็กรับใช้สีหน้าแตกตื่นเมื่อกล่าว “คนจากทางด้านหลังไล่ตามมาแล้ว!”

“จำนวนเท่าใด ใช่คนของจูเก่อเยว่หรือไม่” เยียนสวินถาม

“ไม่ใช่ขอรับ” เฟิงเหมียนที่หิมะเกาะเต็มตัว น้ำเสียงตื่นตระหนกจนหิมะบนหมวกร่วงพรูลงมา “เป็นคนของตระกูลเว่ย ข้าเห็นกับตา เป็นไพร่พลที่นำขบวนโดยเว่ยซูเย่”

“ตระกูลเว่ย?” เยียนสวินมุ่นคิ้ว ถามเสียงเคร่งขรึมว่า “ตระกูลเว่ยไปรวมหัวกับตระกูลจูเก่อตั้งแต่เมื่อไร แล้วแค่เวลาสั้นๆ ไฉนจึงสามารถแจ้งข่าวให้ตระกูลเว่ยเคลื่อนพลได้รวดเร็วปานนี้”

เขาก้มมองฉู่เฉียวที่นั่งอยู่ข้างหน้าตัวเอง “สาวน้อย เจ้าไปแหย่อะไรคนตระกูลเว่ยกระมัง?”

ฉู่เฉียวนิ่งคิดหน้าเครียด จากนั้นสั่นหน้าหนักแน่น “ไม่”

“เช่นนั้นก็แปลกแล้ว” เยียนสวินพึมพำ พลางใช้ความคิด

ฉู่เฉียวหันมากล่าวว่า “หนึ่งคนทำหนึ่งคนรับผิดชอบ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า เยียนสวิน ท่านไม่จำเป็นต้องเข้ามาพัวพัน”

เยียนสวินถึงกับชะงักค้าง เป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยชัดๆ แต่วาจาท่าทีกลับสุขุมเยือกเย็น จึงอดกังขามิได้ “แม่สาวน้อย ข้ายังสงสัยไม่หาย ถ้าเจ้ายังไม่บอกความจริงกับข้า ข้าคงทำใจปล่อยให้คนอื่นจับตัวเจ้าไปไม่ได้”

ฉู่เฉียวตอบกลับอย่างใจเย็นว่า “ขุนเขาไม่แปรผัน นทีธารไม่ขาดสาย ต้องมีสักวันที่เราสองได้พบหน้า อีกอย่าง พวกมันคิดจับตัวข้า เกรงว่ามิใช่ง่ายดาย ข้าตัวคนเดียว ไม่เป็นที่สะดุดตา หนีได้ไม่ยาก ท่านต่างหาก ศักดิ์ฐานะสูงส่งปานนี้ ข้าไม่อยากให้ท่านเดือดร้อนไปด้วย”

สองตาของเยียนสวินดั่งคบเพลิง ทอประกายวาววับ ฉู่เฉียวพลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ปราศจากความเก้กังเพราะร่างกายที่ต่ำเตี้ย ก่อนเงยหน้ามองเขา “เยียนสวิน ข้ากับท่านแม้ฐานะแตกต่าง แต่ท่านช่วยข้าหลายครั้ง ไมตรีนี้ข้าขอจารึกในใจ วันหน้าหากมีโอกาส ต้องตอบแทนแน่นอน”

เยียนสวินยิ้มบางๆ ไม่ตอบคำ ฉู่เฉียวเห็นเขาปั้นหน้าประหลาด แม้ฉงนใจอยู่บ้าง แต่มิได้ขบคิดลึกซึ้ง เวลาที่ฉุกละหุก ยิ่งไม่อำนวยให้นางพร่ำเพรื่อ เรื่องราวแม้เหนือความคาดหมายไปบ้าง ไม่เพียงจูเก่อเยว่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซ้ำยังสะเทือนไปถึงทัพตระกูลเว่ยและทัพหาญอาชา ลุกลามใหญ่โตจนผิดปกติ ทว่า...ในเมืองที่โอ่อ่าอลังการแห่งนี้ นางยังมั่นใจว่าสามารถซ่อนตัวอย่างปลอดภัยได้

เด็กน้อยกระชับเสื้อผ้าบนร่าง สุดท้ายค่อยมองเยียนสวินแวบหนึ่ง ก่อนหมุนตัววิ่งไปทางถนนหลวงเวิ้งว้างอย่างรวดเร็ว

เบื้องหลังพลันปรากฏเสียงฝีเท้าม้า ยังไม่ทันหันมองสักแวบ ร่างเล็กๆ ของฉู่เฉียวก็ถูกคนช้อนอุ้มขึ้นมา

เสียงหัวเราะอบอุ่นก้องดังที่ด้านหลัง “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะคุ้มครองสาวน้อยคนหนึ่งไม่ได้ พวกเราเดินทางคืนเดียวก็ถึงเยียนเป่ย ข้าอยากดูเหมือนกันว่าทัพตระกูลเว่ยกับทัพหาญอาชาจะทำอะไรได้!”

จบคำก็ลงแส้ ห้อตะบึงมุ่งหน้าประตูเมือง!

“ซื่อจื่อ!” เฟิงเหมียนและสือชีตะลึงวูบ ตะโกนเรียกพร้อมกัน

“สือชี กลับไปจัดเตรียมกำลังพล ติดตามข้าออกจากเมือง”

 

หิมะปลิดปลิว ลมเหนือพัดกระหน่ำ พลม้ากว่าร้อยนายควบขี่ไปบนถนนยาวอย่างอึกทึก ปลุกให้ชาวนครเจินหวงกว่าครึ่งสะดุ้งตื่นจากฝัน ทว่ากลับไม่มีใครสนใจว่าคืนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาเพียงปิดประตูหน้าต่างแน่นสนิท ด้วยเกรงว่าจะพลอยเดือดร้อน

เยียนสวินรั้งบังเหียนหยุดม้า ตั้งแขนขึ้นเป็นสัญญาณสั่งหยุดต่อทหารองครักษ์ด้านหลัง ซื่อจื่อเยาว์วัยเชิดคางเบาๆ แววตาเย็นจัดเพ่งมองไปยังทหารหลวงที่แน่นขนัดทางฝั่งตรงข้าม สือชีกระตุ้นม้าขึ้นหน้า ตะโกนก้องว่า “พวกเราคือทหารของเยียนสวินซื่อจื่อ ฝั่งตรงข้ามเป็นผู้ใด ไฉนกีดขวางเส้นทาง”

“ข้าคือขุนพลน้อยแห่งทัพหาญอาชา รับคำสั่งให้มาปิดถนน”

สุ้มเสียงทรงพลังดังขึ้นหลังกองทหาร เยียนสวินขมวดคิ้ว ตะโกนกลับไปว่า “ข้ามีราชโองการของวังเซิ่งจิน ใครบังอาจขวางทาง”

“เช่นนั้นก็บังเอิญแล้ว” กระแสเสียงเจือความอ่อนนุ่มดังขึ้น แต่ในค่ำคืนอันเงียบเชียบเช่นนี้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับแฝงแววเย็นเยียบลึกล้ำที่ทิ่มแทงโสตชนิดหนึ่ง

บุรุษหนึ่งในชุดสีเขียวเข้มค่อยๆ อ้อมออกมาจากหลังขบวน ยิ้มบาง กล่าวว่า “เยียนซื่อจื่อ บังเอิญจริง ข้าก็มีราชโองการจากวังเซิ่งจินเช่นกัน คืนวันนี้ ผู้ใดก็ห้ามออกจากเมือง ผู้ฝ่าฝืน...” บุรุษหนุ่มจงใจหยุดชะงัก แววตากลอกมองเยียนสวินแวบหนึ่ง จากนั้นยิ้มชืดชาแล้วเปล่งคำว่า “ประหารไม่เว้น!”

“เว่ยซูโหยว?” เยียนสวินเลิกคิ้ว น้ำเสียงขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัว ฉู่เฉียวที่อยู่ด้านหลังชักม้าขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง มือที่กำบังเหียนของเยียนสวินพลันกางออก กันนางไว้เบื้องหลัง ฉู่เฉียวในชุดทหารเยียนเป่ยอุ่นวาบในใจ นางเงยหน้าเพ่งมองแผ่นหลังที่ตั้งตระหง่านของเยียนสวิน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง สำหรับราตรีดึกสงัดอันหนาวเหน็บเช่นนี้ ช่างล้ำค่ายิ่งนัก

“ยิ่งกว่านั้น ถ้าข้าจำไม่ผิด ราชโองการที่ซื่อจื่อได้รับ คือออกเดินทางพรุ่งนี้เช้ากระมัง”

เยียนสวินหัวเราะเบาๆ เมื่อเชิดคิ้วกล่าวว่า “ข้าคิดถึงบิดามารดา จะออกจากเมืองคืนนี้เลย”

“กตัญญูบุพการีเป็นเรื่องดี แต่ซื่อจื่อไม่จำเป็นต้องเร่งร้อนปานนั้นกระมัง”

“เป็นที่ขบขันของคุณชายรองเว่ยแล้ว เยียนสวินเป็นเด็กเอาแต่ใจ เรื่องที่ตัดสินใจแล้วต้องกระทำทันที มิเช่นนั้นจะนอนไม่หลับ”

“เช่นนั้นหรือ?” เว่ยซูโหยวยังคงน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ยิ้มเบาๆ แล้วกล่าว “เมื่อเป็นเช่นนี้ เยียนซื่อจื่อคืนนี้คงต้องตาค้างแล้ว”

“คุณชายรองเว่ยขวัญกล้าเกินไปแล้ว!” เด็กรับใช้เฟิงเหมียนสืบเท้าก้าวหนึ่ง เอ่ยเสียงกร้าว “อย่าว่าแต่เวลานี้ ต่อให้ยามปกติ ซื่อจื่อของเราก็สามารถออกนอกเมืองไปล่าสัตว์ได้ตลอดเวลา หามีผู้ใดยับยั้งแม้ครึ่งคำ คุณชายรองเว่ยสกัดขัดขวางเช่นนี้ ที่แท้อาศัยอำนาจของผู้ใด”

“ก็อาศัยอำนาจของวังเซิ่งจินอย่างไรเล่า!” สุ้มเสียงทุ้มต่ำพลันดังขึ้นเบื้องหลัง เยียนสวินและพวกต่างหันขวับ เพียงเห็นทหารม้าสองขบวนเคลื่อนขึ้นหน้ามาอย่างกึกก้องเกรียงไกร เว่ยซูเย่ในชุดหนังสีเขียว จูเก่อไหวติดตามอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของทั้งสองปราศจากรอยยิ้มละมุนเช่นที่ผ่านมา แข็งกระด้างปานน้ำแข็ง

“ราชโองการ เนื่องจากเยียนซื่อเฉิง เยียนเป่ยหวังสมคบแคว้นอริ คิดการกบฏ มีพระบัญชาให้ขุนพลน้อยเว่ยซูเย่จับกุมตัวเยียนสวิน ทายาทในเยียนเป่ยหวัง ส่งมอบให้กรมพิจารณาคดีคุมขัง”

เพิ่งสิ้นเสียง แสงเงาวาววับก็สาดประกายพรึ่บพรั่บ ดาบกระบี่นับไม่ถ้วนพลันออกจากฝัก ทหารองครักษ์เยียนเป่ยสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมใจก้าวเข้าคุ้มกันเยียนสวิน

ฉู่เฉียวดึงหน้าไม้ที่ข้างเอวออกมา ไสม้ามาด้านขวาของเยียนสวิน “ดูท่าคงมาเพราะท่านแล้ว”

แววขุ่นขึ้งของเยียนสวินค่อยๆ สลายไป สายตาจับจ้องแน่วนิ่งเมื่อกล่าวเสียงเครียด “ขอโทษ ทำให้เจ้าเดือดร้อนแล้ว”

“ไม่เป็นไร” ฉู่เฉียวหัวเราะเบาๆ “มีบุญคุณต้องทดแทน เสร็จศึกครานี้ เราสองต่างไม่ติดค้าง”

สีท้องฟ้ามืดหม่น พายุเหน็บหนาวจากขุมนรกโหมกระหน่ำถนนหลวงตลอดสาย โบกสะบัดชายเสื้อของเหล่าบุรุษ กระพือพลิ้วรุนแรง ราวกับแมงเม่าถลาเข้ากองไฟโดยไม่คิดชีวิต ชั้นเมฆก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนเหนือนภา สกุณาสีดำโฉบเฉี่ยวเวหา กระพือปีกแหวกว่ายม่านหิมะ กู่ร้องยืดยาวเศร้ากำสรด ลมหายใจของม้าศึกจับตัวเป็นน้ำแข็งในพริบตา เหนือถนนหลวงจิ่วเวย เงาดาบสาดประกาย ราวกับเดือนดารา สะท้อนเป็นแสงสีแดงปานโลหิต ประหนึ่งดวงตาของสัตว์ร้ายในยุคบรรพกาล

ทหารองครักษ์เยียนเป่ยทยอยล้มลงท่ามกลางฝนธนูที่ฮือโหมดั่งฝูงตั๊กแตนอพยพ สือชีที่เลือดโชกหัวไหล่ หลบรอดจากเกาทัณฑ์ดอกหนึ่ง หันไปตะโกนว่า “คุ้มกันเจ้านายน้อยฝ่าวงล้อม!”

องครักษ์เกราะเหล็กหลายนายรับคำกระหึ่ม ศาสตราวุธร่ายรำดั่งจันทร์เต็มดวง ห้อมล้อมเยียนสวินไว้กลางวง

เสียงกึกก้องกัมปนาท เครื่องทุ่มหินขนาดเล็กถูกย้ายสู่แนวหน้า หินยักษ์พุ่งยิงมาอย่างรุนแรง ไม่ช้าวงล้อมคุ้มกันของเยียนสวินก็แตกกระจาย เหล่านักรบเยียนเป่ยถูกกระแทกโลหิตสาด บ้างลอยลิ่วดั่งกิ่งหลิว หล่นร่วงบนพื้น หิมะกระจาย

“เจ้าจะไปไหน” เยียนสวินฉุดดึงฉู่เฉียวที่กำลังทะลวงฝ่าออกไป นางมีเพียงหน้าไม้อยู่ในมือ รูปร่างผอมบาง แลดูไม่มีอานุภาพจู่โจมสักนิด หนุ่มน้อยกันนางไว้ข้างกาย พลางตวาดเสียงกร้าว “เจ้าอยากตายหรือ?”

“ปล่อยข้า?” ฉู่เฉียวดิ้นขัดขืน พยายามสลัดหลุดจากกำมือของเยียนสวินให้ได้ พร้อมกับกวาดมองดงมนุษย์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

เยียนสวินโกรธจัด ตวัดกระบี่ฟาดธนูดอกหนึ่งกระเด็นไป แล้วเลิกคิ้วตวาดว่า “นี่เท่ากับไปตายชัดๆ! ข้าไม่ให้เจ้าไป”

“ตอนนี้ฝ่าออกไปยังพอมีทางรอด” ฉู่เฉียวหันกลับมาตวาด “หรือจะให้อยู่รอความตายเป็นเพื่อนท่านที่นี่?”

เยียนสวินตะลึงวูบ แววตาหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงเครียดขรึมเจือแววน้อยใจเหมือนเด็กน้อย “เจ้าวางใจเถอะ ต่อให้ข้าต้องตายอยู่ตรงนี้ ก็ไม่ให้เจ้าเดือดร้อนเด็ดขาด”

ฉู่เฉียวตระหนักดีว่าเขาเข้าใจไปคนละทาง แต่ก็ไม่ยินดีอธิบาย เพียงหันหน้าไปแค่นเสียงเฮอะ

“สือชี” เยียนสวินกล่าวกับทหารคนสนิท “อีกเดี๋ยวอาศัยจังหวะชุลมุน เจ้านำคนคุ้มครองเด็กคนนี้ฝ่าออกไป จำไว้ว่าต้องส่งนางจนถึงที่ปลอดภัย เข้าใจหรือไม่?”

“เจ้านายน้อย!” สือชีขมวดคิ้วแน่น แย้งว่า “หน้าที่ของบริวารคือคุ้มครองท่าน!”

“หน้าที่ของเจ้าคือเชื่อฟังคำสั่งข้า!”

ฉู่เฉียวนิ่วหน้ามองพวกเขา เห็นเยียนสวินกำลังเผลอ รีบสลัดหลุดจากมือ เพราะรูปร่างผอมบาง ขี่บนหลังม้ายิ่งปราดเปรียว พริบตาเดียวก็ทะลวงวงล้อมออกมา

“เจ้า!” เยียนสวินตกใจตวาดลั่น ทหารสองฝ่ายพลันพุ่งสายตาไปที่เด็กน้อยร่างเล็กคนนั้น

ฉู่เฉียวช่ำชองขี่ม้า ประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายหลุดจากกรง ขณะควบทะยานผ่านเหล่าองครักษ์เยียนเป่ย ชิงเอากระบี่ติดมือมาสองเล่ม ด้วยทักษะร้ายกาจเกินตัว

เรือนร่างโยกซ้ายป่ายขวา มือถือหน้าไม้กะทัดรัด ยิงโจมตีรอบทิศ รัตติกาลแสงสลัว ห่าธนูที่ระดมยิง ไม่อาจทำร้ายนางได้แม้แต่นิดเดียว

“เร็ว! บังนางไว้!” เยียนสวินถือเกาทัณฑ์กระหน่ำยิง เสียงดังสวบ เจาะกะโหลกมือธนูคนหนึ่ง

ชั่ววูบเดียวก็ทะยานใกล้ฝ่ายศัตรู ฉู่เฉียวแม้แรงน้อย แต่มุมยิงกลับแม่นยำราวจับวาง ตาแหลมมือไว ต่อให้คนตาดี มองปราดเดียวก็รู้ว่านางไม่เคยฝึกปรือวิชายุทธ์มาก่อน อาศัยใจกล้าและรอบคอบ เพียงอึดใจเดียวถึงกับทะลวงเข้าดงศัตรู

ฉู่เฉียวกวัดแกว่งกระบี่ฟันล้มไปสองราย แล้วซัดกระบี่ชิงตัดหน้าการจู่โจมของฝ่ายตรงข้าม อาวุธแหลมคมปักใส่คอหอยทหารเว่ยนายหนึ่ง

เหล่าองครักษ์เยียนเป่ยเห็นเด็กหญิงตัวเล็กแต่ยังเหี้ยมหาญปานนี้ อดรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมามิได้ สือชีสบโอกาส ตวาดลั่นนำทางว่า “ทุกคนบุก!”

“สุนัขจนตรอก รนหาที่ตาย!” เว่ยซูโหยวแค่นเสียงเย็นชา ชูหน้าไม้ขึ้น พาดลูกธนูง้างสุด แสงเงาคมปลาบก็พุ่งยิงออกไปราวกับดาวตก

เสียงลมเสียดดังแหวกอากาศ กว่าฉู่เฉียวจะรู้ตัวก็สายเกิน เพียงเห็นนางเบี่ยงศีรษะ ธนูแหลมคมแล่นปราดถึงหว่างคิ้ว พริบตานั้น ร่างพลันเอียงวูบ ร่วงจากหลังม้าเต็มแรง

“เจ้า!” เยียนสวินอุทานตาค้าง หันขวับไปจับจ้องเว่ยซูโหยว สองตาวาวโรจน์ดั่งเพลิงผลาญ หมายให้มันมอดไหม้

เว่ยซูโหยวหัวเราะเย็นชา ตะโกนว่า “เยียนซื่อจื่อขัดราชโองการ ทหารทุกคนฟังคำสั่ง จับตัวให้ได้ ไม่ว่าเป็นหรือตาย!”

ทหารตระกูลเว่ยโห่ร้องอื้ออึง บุกจู่โจมเข้าไปพร้อมกับไพร่พลทัพหาญอาชา ยามนั้นจากค่ายกลเกาทัณฑ์เเปรเปลี่ยนเป็นสู้ศึกประชิดตัว

เยียนสวินถีบชายฉกรรจ์ร่างกำยำคนหนึ่งกระเด็นไป กวัดแกว่งกระบี่ในมือ ปลิดชีพศัตรูสองรายที่โถมเข้ามา

“เยียนสวิน คิดก่อกบฏหรือ?” จูเก่อไหวหาได้เข้าร่วมสงคราม แต่นำกองกำลังตระกูลจูเก่อสังเกตการณ์อยู่วงนอก พอเห็นเข้าจึงส่งเสียงร้องถาม

“เมื่อจิตคิดปรักปรำ ไยต้องกลัวไร้ข้ออ้าง เยียนสวินไม่เคยคิดคด ตระกูลเว่ยอาศัยอำนาจคณะมนตรีให้ร้ายขุนนางภักดี เหล่าผู้กล้าแห่งเยียนเป่ยกลับมิใช่สุกรที่ยอมให้ผู้ใดเชือดฆ่า”

“วาจาสามหาวนัก!” เว่ยซูโหยวเค้นเสียงเย็นชา เฆี่ยนม้าทะยานออก “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่มิตรภาพเก่าก่อน”

ขณะจะบัญชาทหารทั้งหมดบุกจู่โจม พลันได้ยินเสียงแผดดังที่ริมหู เว่ยซูโหยวสะดุ้งเฮือก เบือนหน้าไป ทันได้เห็นร่างนายทหารสังกัดทัพหาญอาชาร่วงตกจากหลังม้า บุรุษนั้นสองตาเบิกกว้าง หน้าผากถูกศรทะลวงเป็นรูกลวง ปากอ้าค้างเหมือนไม่อยากเชื่อ คล้ายมีวาจาจะเอ่ย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรหลุดออกมาสักคำ

ตนกับนายทหารคนนั้นหยัดยืนอยู่นอกวงล้อมด้วยกัน ศรเกาทัณฑ์อย่างไรก็ฝ่าเข้ามาไม่สำเร็จ เช่นนั้นธนูดอกนี้ โผล่มาจากไหน

ลางร้ายอันเข้มข้นแล่นจู่โจมถึงศีรษะ เว่ยซูโหยวหันหัวม้าฉับพลัน ตั้งท่าตะบึงไปด้านหลัง แต่ชั่ววูบนั้น ม้าศึกพลันร้องเสียงแหลม สองขาหน้าถูกจู่โจมใส่อย่างหนักหน่วง ทรุดกระแทกพื้นดังครืน เว่ยซูโหยวลอยลิ่วจากหลังม้าอย่างยั้งไม่อยู่!

ยังไม่ทันปีนลุกขึ้น มีดสั้นคมกริบเล่มหนึ่งก็ค้ำอยู่ใต้คาง เสียงเย็นยะเยียบของฉู่เฉียวดังที่ริมหู แฝงแววเยาะหยันและหยอกเย้าจางๆ “คุณชายเว่ย ตื่นเต้นดีหรือไม่?”

“ทุกคนหยุดมือ!”

หิมะพร่างพรม เด็กหญิงเชิดหน้าเรียวบาง ตวาดเสียงกร้าวดุว่า “ไม่อย่างนั้นข้าจะเชือดมัน!”

 

 

“พี่ใหญ่!” เว่ยซูเย่อุทานก้อง ตะบึงม้าเข้าไป

เพียงได้ยินเสียงดังสวบ ธนูดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศ ยิงใส่หัวม้าของเว่ยซูเย่อย่างถนัดถนี่ จากตาซ้ายทะลุออกตาขวา เลือดแดงทะลัก น้ำสมองปนเปออกมา เสียงร้องแหลมเสียดฟ้าแผดดังในบัดดล เว่ยซูเย่ถูกสลัดหล่น กลิ้งตลบบนพื้น สภาพทุลักทุเลยิ่ง

เด็กหญิงคุกเข่าข้างหนึ่งเหนือพื้น มือซ้ายถือมีดค้ำใต้คางของเว่ยซูโหยว มือขวาถือหน้าไม้ พาดเหนือไหปลาร้าตัวเอง เอี้ยวคอไปคาบลูกศรเล็กที่ด้านหลังออกมาดอกหนึ่ง เพียงใช้ปากร่วมกับหนึ่งแขน ก็พร้อมยิงออกอีกครั้ง

เด็กหญิงเลิกคิ้ว สายตาเย็นชาจ้องเขม็งที่เว่ยซูเย่ ก่อนกล่าวเสียงเฉื่อยชาว่า “ธนูดอกต่อไป จะไม่ใช่แค่ยิงม้า ข้าขอเตือน ท่านยังคงเคลื่อนไหวจะดีกว่า”

สายตาทุกคู่พลันชะงักค้าง ราวกับถูกอากาศที่โหดร้ายนี้แช่แข็งกันถ้วนหน้า ไพร่พลระดับสุดยอดนับพันของนครเจินหวง คุณชายลูกหลานตระกูลใหญ่ และนายทหารระดับหัวกะทิของโรงฝึกนายทัพแห่งราชอาณาจักร ไม่มีสักคนที่ไม่ขมวดคิ้วจ้องมองเด็กหญิงที่สูงไม่ถึงสามฉื่อ ( เชิงอรรถ -*หนึ่งฉื่อ ประมาณ หนึ่งส่วนสามเมตร) คนนี้

เด็กหญิงในชุดเกราะหนังหลวมโพรก ผ้าพันคอทำจากหนังสีเขียวเข้มล้อมกรอบใบหน้าเรียวผอม ดวงหน้าน้อยๆ ยังใหญ่ไม่เท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ สองตากลมโต ลูกตาดำขลับ จมูกจิ้มลิ้มเชิดปลายนิดๆ ท่อนแขนเรียวเล็ก คล้ายแค่ออกแรงบิดก็หักกลาง ความอ่อนใสไร้เดียงสาแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างปิดไม่อยู่

แต่เด็กหญิงที่ดูเหมือนลมพัดก็ปลิวคนนี้สามารถทะลวงปราการที่แน่นหนาของกองทัพตระกูลเว่ย เวลานี้ นางคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ตรงนั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อกองกำลังนับพันโดยปราศจากความกริ่งเกรง เป็นปฏิปักษ์ต่อมติของคณะมนตรี เป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าเหนือหัวแห่งวังเซิ่งจิน เป็นปฏิปักษ์ต่อราชอาณาจักรต้าเซี่ย ใช้ผู้บัญชาการฝ่ายศัตรูเป็นตัวประกันด้วยสีหน้าเยือกเย็น ข่มขู่ผู้คนทั้งบริเวณ

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉู่เฉียวต่อต้านระบบการปกครองของราชวงศ์ต้าเซี่ย ท้าทายอำนาจราชศักดิ์ต้าเซี่ย ความคิดของนางเรียบง่ายอย่างยิ่ง นางจะหนีออกไป พาเยียนสวินหนีออกไปด้วยกัน

“วางอาวุธ เปิดประตูเมือง อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำสอง” สุ้มเสียงเด็กหญิงทุ้มต่ำ สายตากวาดมองไปตามฝูงชนช้าๆ หน้าไม้บนหัวไหล่เคลื่อนหมุนไปตามจังหวะการขยับตัว เหมือนดวงตาที่กระหายเลือด ค่อยๆ โฉบผ่านหัวใจของผู้คนโดยรอบ

“ลงมือ!” เว่ยซูโหยวพลันตวาดก้อง คุณชายสูงศักดิ์ที่ฐานะสูงส่งผู้นี้ สุดจะกล้ำกลืนความอัปยศภายใต้การคุกคามของทาสชั้นต่ำคนหนึ่ง เขาเชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งผยอง คล้ายไม่กลัวเกรงคมมีดแม้แต่น้อย มันตวาดเสียงกร้าวอีกครั้ง “จับพวกมันให้หมด!”

เสียงดัง ‘ฉับ’ เว่ยซูโหยวไม่ทันพูดจบ สองนิ้วมือก็ถูกฉู่เฉียวสะบั้นทิ้ง เว่ยซูโหยวแผดเสียงร้องแหลมโดยไม่ทันตั้งตัว เลือดสดๆ หยดไหลจากนิ้วที่ขาดแหว่ง ราดรดเต็มพื้น

“คุณชายเว่ย ข้าขอเตือนให้ท่านหุบปาก”

ฉู่เฉียวเงยหน้ามองทหารคนสนิทของตระกูลเว่ย แค่นหัวเราะเย็นชาแล้วกล่าว “พวกเจ้าฟังไม่เข้าใจคำพูดของข้า หรือมีเจตนาขัดขืน? หรือว่า...ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการอีกคน?”

สายตาของนางเคลื่อนไปที่ร่างของเว่ยซูเย่ พินิจมองรอบหนึ่ง “คู่แข่งขันตัวฉกาจตายไป คนบางคนก็สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขตระกูลได้อย่างเปิดเผย ขุนพลน้อยซูเย่ ตำแหน่งในคณะมนตรีของตระกูลเว่ยคนถัดไป ไม่ใช่ท่านจะเป็นใคร”

“นางสารเลว!” เว่ยซูโหยวกัดฟันเค้นเสียง “พวกเราพี่น้องผูกพันลึกซึ้ง เจ้าอย่าหมายยุแยง”

“ใช่ผูกพันลึกซึ้งหรือไม่ ต้องรอดูถึงจะรู้” ฉู่เฉียวหัวเราะเบาๆ คำหนึ่ง สายตาสบประสานกับเว่ยซูเย่ พลางปาดมีดผ่านลำคอของเว่ยซูโหยวเบาๆ รอยยิ้มหยาดเยิ้ม ไม่เหมือนเด็กหญิงแปดขวบคนหนึ่งแม้แต่น้อย

จากนั้นจับเว่ยซูโหยวมัดอย่างแน่นหนา นางรูปร่างเล็กบาง เรี่ยวแรงย่อมไม่มาก แต่วิธีมัดและผูกปมกลับคล่องแคล่วอย่างยิ่ง แม้แต่พละกำลังของเว่ยซูโหยว ก็ยากจะดิ้นหลุด

“ขึ้นม้า” ฉู่เฉียวตะคอก “ยังต้องลำบากคุณชายรองเว่ยส่งพวกเราสักระยะ”

กลุ่มเมฆหนาทึบบนท้องฟ้า บดบังแสงดาวจนมิด แม้แต่แสงสีจันทราที่เย็นเยือกก็ถูกคลี่คลุม

ฉู่เฉียวมิได้ขึ้นม้าตัวเดียวกับเว่ยซูโหยว แต่นั่งบนอาชาศึกอีกตัวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รั้งอยู่เบื้องหลังเขาสองช่วงตัวม้า ในมือถือหน้าไม้จิ๋ว สองตาจับจ้องบุรุษที่ถูกมัดบนหลังม้าเขม็ง อยู่ในท่าเตรียมพร้อมจู่โจมตลอดเวลา

“เยียนสวิน พวกเราไป”

เยียนสวินหรี่ตา มุมปากยกขึ้น ระเบิดหัวเราะอย่างสมใจ ก่อนปีนขึ้นม้าอย่างไม่รีบร้อน ชักนำบริวารตรงไปข้างหน้า ไม่ยี่หระต่อกองกำลังศัตรูที่รายล้อมรอบกาย 

หนังสือแนะนำ