คนใจบุญเก้าชาติภพ

สะพานไน่เหอ* อันลี้ลับทอดยาวข้ามแม่น้ำว่างชวน ยื่นถึงส่วนลึกอันเวิ้งว้าง เหล่าวิญญาณภูตผีเท้าไม่แตะสัมผัสพื้นสะอึกสะอื้นพลางดื่มยาน้ำของเมิ่งผอ** ลงไป เดินสู่เส้นทางเกิดใหม่ซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นประการใด

* ชื่อสะพานที่ทอดข้ามจากขุมนรกสู่โลกมนุษย์ ตั้งอยู่หน้าตำหนักที่สิบของยมโลก ผู้ตายที่ยากไร้หรือตายตั้งแต่เยาว์วัยจะเดินข้ามสะพานเพื่อไปเกิดใหม่

** เทพองค์หนึ่งในยมโลก มีหน้าที่ปรุงยาน้ำชนิดหนึ่งให้วิญญญาณภูตผีดื่มลงไป หลังจากนั้นจะลืมชีวิตในชาติภพก่อนจนหมดสิ้น

ในห้วงอันเวิ้งว้างมีแรงดึงดูดชนิดหนึ่ง เมื่อวิญญาณภูตผีก้าวขึ้นสะพาน จะไม่สามารถเหลียวหน้ากลับไป ได้แต่ล่องลอยไปข้างหน้า ประหนึ่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ

ยามนั้นบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “เราขออุทธรณ์ เราขอยื่นอุทธรณ์”

พร้อมกับเสียงดัง ปรากฏชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งเดินมาจากฝั่งตรงข้ามของสะพานไน่เหอ มันใส่น้ำมันแต่งผมจนมันวาว สวมชุดสูทที่ติดเกล็ดแก้วระยิบระยับ ลักษณะคล้ายนักร้องที่เพิ่งลงจากเวที

เมิ่งผอคลายมือปล่อยยาน้ำร่วงหล่นลง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นยิ่งลึกล้ำกว่าเดิม นางพึมพำว่า “ครั้งที่เก้า ครั้งที่เก้า ตัวหายนะนี้มาอีกแล้ว”

ที่ด้านหลังวิญญาณนักร้อง ตามติดด้วยภูตหน้าม้าหัววัว* สองตน ลูกตาของหัววัวเบิ่งจนโปนโต ใบหน้าของหัวม้าก็ยืดยาวกว่าหน้าของลา เนื่องเพราะเจิ้งเส้าเผิงซึ่งพวกมันนัดแนะเป็นการภายในว่าจะไม่ต้อนรับได้หวนกลับมาอีกแล้ว

* ตามคำเล่าขาน ยมบาลมีพลพรรคภูตผีสองตน หนึ่งหัวเป็นวัว หนึ่งหัวเป็นม้า

คนผู้นี้ผ่านการตายมาเก้าครั้งแล้ว การตายครั้งแรกเริ่มจากพลัดตกลงจากรถกระเช้าที่ขึ้นเขาหนันชาง เนื่องจากก่อนตายมันรับร่างเด็กหญิงอายุสามขวบ สร้างสมบุญกุศลไว้ จึงมีชีวิตบนโลกเพิ่มอีกสามปี แต่หน้าม้าหัววัวที่รีบรุดกลับจากงานเลี้ยงแต่งลูกสาวของท่านยมบาล ไม่ทันรอจนมันร่วงลงในหุบเหวก็คร่าวิญญาณมันกลับมา รอจนทั้งสองสร่างเมาพบว่าคร่ากุมวุญญาณผิด กายเนื้อของเจิ้งเส้าเผิงในโลกมนุษย์ก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ ได้แต่สมคบคิดกับชุยพ่านกวน* ส่งมันกลับมายังโลกมนุษย์โดยการยืมศพคืนวิญญาณ ให้มันใช้ชีวิตสามปีนี้จนหมดสิ้น

* พ่านกวนแปลว่าตุลาการ เป็นขุนนางใหญ่ในปรโลก ดูแลบัญชีการเกิดการตายของมนุษย์ให้กับยมบาล

มิคาดภายในหนึ่งปี มันกลับตายอย่างปัจจุบันทันด่วนถึงแปดครั้ง ไม่มีครั้งใดมีอายุเกินสองเดือน กล่าวไปนับว่าชุยพ่านกวนดีต่อมันไม่น้อย ครั้งแรกส่งไปสิงร่างเศรษฐีเมืองเวินโจวซึ่งเพิ่งจมน้ำตายผู้หนึ่ง เศรษฐีผู้นี้เปิดร้านเสื้อผ้าอาภรณ์สี่แห่ง มีสินทรัพย์สามร้อยล้านเหรียญ ปีนี้อายุหกสิบแปด แต่ภรรยาอายุเพียงยี่สิบแปดปี ยังมีเมียเก็บอีกสามคนอายุน้อยยิ่งกว่า คนเล็กสุดเพียงสิบแปดปี

ปัญหาอยู่ที่เศรษฐีผู้นี้ตายคาอ่าง ขณะที่อาบน้ำ ถูกภรรยาที่งามหยดย้อยจับกดน้ำตายทั้งเป็น วิญญาณของเจิ้งเส้าเผิงที่ล่องลอยอยู่ถูกหน้าม้าหัววัวชมดูจนขนลุกเกรียว แต่แล้วถูกหน้าม้าหัววัวผลักเข้าสิงร่างเศรษฐีร้อยล้านทั้งที่ไม่ยินยอม

มันใช้เวลาครึ่งเดือน ทำความเข้าใจกับการดำเนินงานของบริษัท จากนั้นแบ่งสมบัติหนึ่งในสามส่วนให้กับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเศรษฐี และบุตรชายที่ถูกทอดทิ้งทั้งสอง ส่วนที่เหลือหาทางบริจาคให้กับองค์กรการกุศล

หนึ่งเดือนให้หลัง ภรรยาผู้เลอโฉมซึ่งเห็นมันตายแล้วฟื้นคืนชีพ ตลอดทั้งวันเอาแต่ใช้สายตาที่แปลกประหลาดพิกลมองดูมันพลันเสียสติขึ้นมา ใช้มีดปลอกผลไม้จ้วงแทงใส่มันไม่ยั้ง รอจนหน้าม้าหัววัวทราบข่าวรุดไป ซากศพของมันก็ถูกทิ่มแทงจนปรุพรุน ได้แต่หอบหิ้วมันลงสู่ยมโลก

เจิ้งเส้าเผิงย่อมไม่บอกว่า มันตั้งข้อรังเกียจเศรษญีเฒ่าว่าส่วนที่สมควรแข็งกลับอ่อนนุ่ม ส่วนที่สมควรอ่อนกลับแข็งทื่อ ดังนั้นคิดหาที่ตาย ชุยพ่านกวนจึงส่งมันไปสิงร่างรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่เพิ่งป่วยตายคนหนึ่ง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นี้เพิ่งมีอายุสี่สิบแปดปี ถือว่ายังอยู่ในวัยทำงาน พักอยู่ห้องคนไข้พิเศษ บนร่างต่อท่อสายยางช่วยชีวิตระโยงรยางค์ ตอนแรกที่เข้าโรงพยาบาล มีคนมาเยี่ยมไข้ไม่ขาดสาย เมื่อแพทย์ที่ทำการรักษาบอกให้ทางครอบครังเตรียมจัดงานศพ ทั้งหมดก็หายหน้าหายตาไป

เจิ้งเส้าเผิงยังไม่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้ จึงคิดสร้างผลงานให้กับตัวเอง แต่ไม่อาจทนทานรับภรรยาซึ่งอายุมากกว่ามารดาอีกหลายปี จึงนอนแช่อยู่ในโรงพยาบาลไม่ยอมกลับบ้าน

หลังจากนั้นมันพบว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นี้ทำการฉ้อราษฏร์บังหลวง จึงรวบรวมหลักฐานส่งไปยังคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตของมณฑล เมื่อทางการทำการไต่สวนคดีอย่างเคร่งเครียด มันก็ยินยอมให้ข้าราชการที่สมรู้ร่วมคิดฆ่าตาย

เจิ้งเส้าเผิงได้แต่ทอดถอนใจว่า ผู้คนไม่มีคนที่สมบูรณ์แบบ หรือว่าในโลกไม่มีชายหนุ่มรูปงามที่มั่งมีเงินทอง ทั้งงดงามสง่า?

ซึ่งความจริงมิใช่ไม่มี เพียงแต่ต้องรอไปก่อน อย่างลำบากยากเย็น ครั้งที่แปดค่อยเข้าสิงร่างนักร้องหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังผู้หนึ่ง นับว่าสมมาดปรารถนา จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่สองปีให้ดี

คิดไม่ถึงมันตายอีกแล้ว อย่าว่าแต่ชุยพ่านกวน แม้แต่หน้าม้าหัววัวก็ร้อนใจจนแทบเสียสติแล้ว

เจิ้งเส้าเผิงกลับหายใจโล่งอก เมื่อมันเข้าสิงร่างนักร้องหนุ่มที่เพิ่งป่วยตายไม่นาน ก็พบเห็นด้วยความตระหนกว่า ยอดรักนักร้องที่สร้างความคลั่งไคล้แก่หญิงสาวทั้งฮ่องกงได้หันกลับเป็นคนรักร่วมเพศ ทั้งยังสวมบทเป็นเกย์ควีน

เจิ้งเส้าเผิงไม่อาจทนทานรับการรบกวนจากเด็กหนุ่มรูปกายกำยำที่เป็นนักเต้นประกอบเพลงทั้งสอง เห็นว่าตนเองเป็นลุกผู้ชายชาตรี ไม่อาจเสียศักดิ์ศรีได้

ดังนั้นเอง เมื่อทางบริษัทต้นสังกัดจัดให้มันมาเปิดการแสดงการกุศล ช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่จีนแผ่นดินใหญ่ นักร้องที่เพิ่ง “ฟื้นไข้” บังเอิญพลัดตกเวที ท้ายทอยกระแทกกับก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ดวงวิญญาณอันคับแค้นจึงล่องลอยสู่ยมโลก

............

ในตำหนักยมโลกเงียบสงัดงัน บนโต๊ะแปดเหลี่ยมสีดำกองสุมด้วยเอกสารสูงท่วมศีรษะคน แต่ไม่พบเห็นชุยพ่านกวน

หน้าม้าหัววัวเดินเข้ามา เห็นบนโต๊ะแปดเหลี่ยมแบบโบราณจัดวางเครื่องเสี่ยนซื่อชี่* ที่คล้ายกับเตี้ยนเน่า** ของโลกมนุษย์ ชุยพ่านกวนกลับมุดอยู่ใต้โต๊ะ จึงร้องว่า “ใต้เท้าพ่านกวน ท่านอยู่ใต้โต๊ะทำอะไร?”

* จอมอนิเตอร์

** เครื่องคอมพิวเตอร์

ชุยพ่านกวนคืบคลานออกจากใต้โต๊ะ ท่านสวมเครื่องแบบโบราณสีแดง บนหมวกแพรดำเสียบขนนกสองเส้น ลักษณะคล้ายนายอำเภอบนเวทีงิ้ว สองคิ้วหรุบต่ำ ตาเล็กหยี ใบหน้าน้อยๆ ที่ยับย่นคล้ายรอยจีบบนซาลาเปา ดูไปตลกขบขันอยู่บ้าง

ชุยพ่านกวนทอดถอนใจกล่าวว่า “ยังมิใช่เพราะระบบ ‘เวินเต้าซื่อ ชาผีเลียว*’ นับตั้งแต่ใช้มัน ประสิทธิผลในยมโลกดีขึ้น แต่ไม่กี่เดือนต้องวางระบบใหม่ มีปัญหาไม่หยุดหย่อน ฟังว่าที่ตำหนักหลุนฮุย (ตำหนักวัฏสงสาร) ของจางพ่านกวนมีวิญญาณฉวยโอกาสที่ระบบขัดข้อง ย้อนเวลากลับไปเป็นพ่อพันธุ์ของม้าสมัยโบราณ ที่คำกล่าวว่าคนมุ่งสู่ที่สูง พวกมันกลับแย่งกันไปเป็นม้าลา ช่างขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ”

* เป็นคำแสลง หมายถึงระบบวินโดวส์

หน้าม้าหัววัวกลั้นหัวร่อฮาฮา คิดอ่านในใจ ท่านผู้เฒ่าอายุมาแล้ว ไม่ทราบว่าการเป็นพ่อพันธุ์มีประโยชน์อันใด เราไม่สะดวกกับการบอกออกไป ดังนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “ระบบมีปัญหาอันใด ต้องการให้เสี่ยวเซินมาซ่อมแซมหรือไม่?”

ชุยพ่านกวนสั่นศีรษะกล่าวว่า “ครั้งนี้มีปัญหาไม่มาก นั่นคือหลังจากเปิดเครื่อง แผ่นอิ่งเตี๋ย* สว่างวาบอยู่ครึ่งชั่วยามค่อยทำงาน เรารอจนนั่งสัปหงกไป”

หน้าม้ากล่าวว่า “ตอนแรกไยไม่เชิญยมบาลต่างชาติมาออกแบบ ฟังว่าท่านยมบาลกำลังเจรจากับยมบาลตะวันตก ให้พวกมันจัดส่งนักออกแบบปี้เอ่อไก้วา** มาช่วยออกแบบให้”

* ฮาร์ดดิกส์

** บิลเกตต์

ชุยพ่านกวนสั่นศีรษะกล่าวว่า “ฟังว่าคนผู้นั้นลาพักร้อนไปยังโลกมนุษย์ บนบัญชีเป็นตายไม่มีชื่อของมัน ไม่ว่าผู้ใดก็ตามหามันไม่พบ ได้แต่ทนใช้ไปก่อน ใช่แล้ว พวกท่านยื่นใบลาพักร้อนหรอกหรือ ยังรุดมาทำอะไร?”

หัววัวฝืนหัวร่อกล่าวว่า “ใต้เท้า ผู้...ผู้ที่ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่กลับมาอีกแล้ว อายุขัยสามปีผ่านไปเพียงปีเดียว ก็ผ่านการตายเก้าครั้ง ขอท่านผู้เฒ่านึกหาวิธีแก้ไข หากล่วงรู้ถึงท่านยมบาลก็ย่ำแย่แล้ว”

ชุยพ่านกวนพอฟัง กล้ามเนื้อใบหน้าพลันสั่นกระตุกขึ้นมา เคาะแป้นพิมพ์หน้าเตี่ยนเน่าวุ่นวาย สร้างความตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นหน้าม้าขึ้นมา ยื่นหน้าเข้ามาถามว่า “เป็นไรหรือ?”

ชุยพ่านกวนกล่าวว่า “เตี้ยนเน่าของเราคงต้องวางระบบใหม่ ภายในมีขยะมากเกินไป เป็นเหตุให้ทำงานชักช้า”

หัววัวพอฟังได้แต่ยกมือลูบคลำหัววัวไม่กล่าวกระไร

รอคอยอยู่ชั่วขณะ ชุยพ่านกวนพลันหน้าแปรเปลี่ยนไป ชี้มือไปบนจอภาพ ร่ำร้องว่า “จบสิ้นแล้ว คราครั้งนี้จบสิ้นแล้ว หากทราบแต่แรกมิสู้รายงานท่านยมบาลโดยตรง บอกว่าพวกท่านคร่าวิญญาณผิดไป

หน้าม้ากล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “จบสิ้นอันใด มิใช่ในหนึ่งปีกลับมาแปดครั้งหรอกหรือ อย่างมากในสองปีที่เหลือ คร่าวิญญาณมันกลับมาอีกสิบหกครั้ง”

ชุยพ่านกวนกล่าวเสียงละห้อยว่า “ท่านดู หากนับรวมครั้งที่พวกท่านคร่าวิญญาณผิดไป มันผ่านการตายเก้าครั้ง แต่ละครั้งล้วนตายเพราะสร้างบุญกุศล ดังนั้น...” พลางสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า “ตอนนี้มันถือเป็นคนใจบุญเก้าชาติภพแล้ว”

หัววัวรับฟังไม่เข้าใจ ทวนคำว่า “คนใจบุญเก้าชาติภพ หมายความว่าอย่างไร?”

ชุยพ่านกวนร่างสั่นสะท้านขึ้นมากล่าวว่า “หากว่าตอนนี้ส่งมันกลับโลกมนุษย์ จากนั้นตายเพราะสร้างบุญกุศล มันจะเป็นคนใจบุญสิบชาติภพ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดสำเร็จเป็นพุทธะแล้ว”

หน้าม้าหัววัวล้วนอ้าปากค้าง กล่าวอย่างไม่ยอมเชื่อว่า “เป็นไปไม่ได้กระมัง?”

ชุยพ่านกวนฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “บางครั้งการสำเร็จเป็นพุทธะขึ้นอยู่กับปรัตยยะ วันที่พระโพธิสัตว์กวนอิมฟังธรรมพุทธองค์จนสำเร็จเป็นพุทธะ ประจวบกับทางโลกบังเกิดพิบัติภัย พระองค์จึงตรัสว่า ‘ตราบใดที่ไม่ส่งเสริมมวลส่ำสัตว์ทั้งหมด สาบานไม่ขอเป็นพุทธะ’ ดังนั้นชนชาวโลกแซ่ซ้องพระโพธิสัตว์กวนอิมกอปรด้วยมหากรุณา ยังมีพระกษิตครรภ์โพธิสัตว์ก็ตรัสว่า ‘ตราบใดที่นรกไม่ว่างเปล่า สาบานไม่ขอเป็นพุทธะ’ ในใจเรากลับยึดถือพระองค์เป็นพุทธะที่แท้จริง

“เพราะเหตุนี้เมื่อสามร้อยปีก่อน พุทธองค์เปล่งวาจาที่ภูเขาหลิงซาน* ว่า หากแม้นมีปุถุชนสร้างกุศลสิบชาติภพ จะสำเร็จเป็นพุทธะ หากว่าเจ้าผู้นี้สร้างกุศลอีกครั้งแล้วตกตาย ก็จะสำเร็จเป็นพุทธะแล้ว”

* ภูเขาคิชกูฏ

หน้าม้าหัววัวล้วนตะลึงลาน กล่าวว่า “อย่างนั้นทำอย่างไรดี?”

ชุยพ่านกวนเดินพล่านไปมาในตำหนัก พลันกวักมือเรียกหาหน้าม้าหัววัวที่เบื้องหน้า ยกมือลูบหนวดมุสิก กล่าวว่า “เมื่อเตี้ยนเน่าของจางพ่านกวนตำหนักหลุนหุย สามารถทำให้วิญญาณย้อนเวลากลับไปยังโบราณกาล เราก็จะนึกหาวิธีให้มันไปเกิดใหม่ในยุคโบราณ”

หัววัวกะพริบตากล่าวว่า “แต่ว่าหากตัวอุบาทว์นั้นซ่อมถนนสร้างสะพาน แล้วพุ่งศีรษะชนก้อนหินตาย ไยมิใช่กลายเป็นคนในบุญสิบชาติภพแล้ว?”

ชุยพ่านกวนหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “พุทธองค์เปล่ววาจาให้คนใจบุญสิบชาติภพสำเร็จเป็นพุทธะเมื่อสามร้อยปีก่อน หากว่ามีคนถือจุติในห้วงเวลาสามร้อยปีก่อน ต่อให้มันผ่านการตายร้อยครั้งก็ไม่สอดรับกับเงื่อนไขดังกล่าว ฮาฮา...”

หน้าม้าหัววัวพอฟัง พากันปรบมือกล่าวว่า “วิเศษแท้ ใต้เท้าคิดอ่านสุขุมรอบคอบนัก”

............

เจิ้งเส้าเผิงถูกนำตัวมาถึงเบื้องหน้าชุยพ่านกวน ชุยพ่านกวนยกมือลูบเครา ปั้นสีหน้าเป็นเมตตาปรานีกล่าวว่า “เจิ้งเส้าเผิง พวกเราแม้คร่าวิญญาณท่านมาก่อนสามปี แต่ให้ท่านสิงร่างเศรษฐี หาไม่ก็เป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ถือว่าดีต่อท่านอย่างมาก จนใจท่านไม่รู้จักพอ ในหนึ่งปีคืนสู่ยมโลกแปดครั้ง เอเถอะ พวกท่านมิใช่ชมชอบย้อนเวลาคืนสู่อดีตหรอกหรือ เราพ่านกวน (ตุลาการ) เมื่อกระทำผิดมาก่อน จะส่งท่านย้อนเวลาไปยังอดีตกาลสักครั้ง ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

เจิ้งเส้าเผิงพลุ่งพล่านใจขึ้นมา ครุ่นคิดขึ้น ‘เราเมื่อมีอายุขัยเพียงสามปี ลองย้อนกลับไปท่องยุคโบราณก็ไม่เลว แต่เมื่อมีชีวิตอีกเพียงสองปี คงไม่มีโอกาสเข้าสู่สมรภูมิ เป็นวีรบุรุษที่โลกยกย่อง มิสู้เสพสุขสักครา...ไม่ทราบเป็นติ้วอ๋อง* หรือสุยหยางตี้** แต่ว่าสาวงามเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ มิสู้เป็นกษัตริย์ฉงเจิน*** ประเสริฐกว่า ยุคนั้นมีทั้งแปดสะคราญแดนฉินไหว หงเหนียงจื่อและเฉินหยวนหยวน****’

* ทรราชสมัยราชวงศ์ซ้ง

** ฮ่องเต้สมัยราชวงศ์สุย

*** ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง

**** จีนแต้จิ๋วออกเสียงตั้งอี้อี๊

ชุยพ่านกวนโคลงศีรษะกล่าวว่า “เจิ้งเส้าเผิงเราเมื่อให้ท่านย้อนเวลาไปยุคโบราณกาล สมควรเลือกศักดิ์ฐานะที่เหมาะสมแก่ท่าน ท่านใช่รู้จักวิชาแพทย์ เช่นผ่าตัดเปิดสมองหรือไม่?”

เจิ้งเส้าเผิงเพียงคิดเสพสุขสักหลายปี พอฟังจึงกล่าว “ผ่าตัดเปิดสมองหรือ อย่าได้ล้อเล่นแล้ว ฮูโต๋เป็นหมอวิเศษ เพียงบอกว่าจะเปิดสมองโจโฉ ก็ถูกตัดศีรษะ แม้แต่หมอวิเศษยังไม่เชื่อ หากให้เราไปอวดโอ่วิชาแพทย์ ไม่ถูกผู้คนยึดถือเป็นพวกมารนอกรีตทุบตีจนตายก็แปลกไปแล้ว”

ชุยพ่านกวนข่มความไม่พอใจไว้ กล่าวว่า “เมื่อเป็นหมอรักษา จะได้รับความเคารพจากผู้คน แต่ว่าท่านไม่ต้องการก็แล้วกันไป เราถามท่าน ท่านสามารถคิดค้นดินระเบิดหรือไม่ หากมีโอกาสคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้กับโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่ง”

เจิ้งเส้าเผิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ดินระเบิดหรือ เราจำได้ว่าใช้ดินประสิว กำมะถัน ยังมีขี้เถ้า แต่ว่าจำอัตราส่วนไม่ได้ นาเป้ยเอ่อ* ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิด ขณะคิดค้นอาจถูกระเบิดแขนขาขาดด้วน เราจึงไม่กระทำ”

หัววัวอดเหลือกตามิได้ กล่าวว่า “อย่างนั้นปรุงสุราดีหรือไม่ หาไม่ก็จัดทำกระจก อาจได้เป็นพ่อค้าใหญ่โต”

เจิ้งเส้าเผิงกล่าวว่า “เราไม่สามารถปรุงสุรา แต่สามารถดื่มสุรา เราเห็นว่าสุราเอ้อว่อโถวตราดาวแดงยังชวนดื่มกว่าเหล้าเหมาไถ** สำหรับกระจก เราเพียงทราบว่า จากเม็ดทราย อื่นๆ หาทราบไม่ แต่ทราบว่ามีกระจกชนิดหนึ่งเรียกว่าปอหลีเจี่ยน*** ยังมีถังฮว่าปอหลี**** ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ปัญหาอยู่ที่เมื่อเปิดเผยความคิดสร้างสรรค์ออกไป ช่างทำกระเบื้องกระจกสามารถคิดค้นวัตถุดิบออกมาหรือไม่?”

* อัลเฟรด โนเบล

** สุราประจำชาติของจีนแผ่นดินใหญ่

*** ไฟเบอร์กลาส

**** กระจกที่ผ่านการเปลี่ยนสภาพ

หน้าม้ากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “บุ๋นก็ไม่ได้ บู๊ก็ไม่ได้ ลองบอกมาว่าท่านคิดทำอะไร ใช่คิดปฏิรูปหรือไม่?”

เจิ้งเส้าเผิงแบะปากกล่าวว่า “เราจำได้ว่าแคว้นฉินมีบุคคลชื่อซังเอียน ดำเนินการปฏิรูปขนานใหญ่ ยกเลิกสิทธิพิเศษของคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ สุดท้ายถูกชนชั้นปกครองคัดค้าน ใช้ห้าม้าฉีกแบ่งสังหาร สมัยราชวงศ์ซ้องมีขุนนางชื่อหวังอันสือ เสนอให้พัฒนาผลผลิต เสริมสมรรถนะกองทัพ ปรับเปลี่ยนการสอบแข่งขัน มันเป็นถึงมหาเสนาบดี ทั้งยังมีฮ่องเต้หนุนหลัง แต่ขุนนางระดับล่างไม่ปฏิบัติตาม สุดท้ายตรอมใจตาย เราไม่ล่วงรู้ระบบการปกครองสมัยโบราณ หากเสนอให้ปฏิรูปคงพบจุดจบเช่นซังเอี้ยนแล้ว”

ชุยพ่านกวนรับหังจนเบิกตาค้าง ชั่วครู่ค่อยกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “อย่างน้อยท่านล่วงรู้แนวโน้มของประวัติศาสตร์ ทราบผู้ใดคิดขึ้นใหญ่ จากนั้นยึดเกาะต้นไม้ใหญ่ไว้ ก็จะอยู่สุขสบายไปชั่วชีวิต”

เจิ้งเส้าเผิงสั่นศีรษะกล่าวว่า “เราล่วงรู้ประวัติศาสตร์มีประโยชน์อันใด เรากลับทราบว่าจิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แต่ว่าท่านเข้าร่วมกับมัน ผู้อื่นยังจะชุบเลี้ยงท่านหรือ เรายังทราบว่าราชวงศ์ถังมีหลี่ซื่อหมิน เบื้องล่างมีหลี่จิ้ง เว่ยเจิงและเฉินเย่าจิน แต่ไม่ทราบว่ามีตัวตนจริง หรือเป็นเรื่องแต่ง

“ที่น่ากลัวยิ่งกว่า บันทึกประวัติศาสตร์ตลอดจนอิงพงศาวดารบรรยายลักษณะนิสัยและพฤติการณ์ของพวกมัน ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือแปลกปลอม เมื่อชาติก่อนเราเป็นนักร้อง เคยแสดงละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง ได้ยินนักประวัติศาสตร์บอกว่า มีขุนนางกังฉินผู้หนึ่งนามเอี๋ยนซง รั้งตำแหน่งขุนนางโซ่วฝู่สิบกว่าปี ต่อมาถูกทหารทางการยึดทรัพย์ พบว่าทรัพย์สินที่ยึดได้ยังมีไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ของขุนนางมือสะอาดนามฉีเจี๋ย ดังนั้นสมควรบอกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ทำร้ายคนสาหัสนัก”

ชุยพ่านกวนขุ่นแค้นยิ่ง ชั่วครู่ค่อยกล่าวว่า “อย่างนั้น...เราส่งท่านกลับไปปลายราชวงศ์ซ้อง หรือปลายราชวงศ์มองโกลเป็นอย่างไร จะได้เสาะหาคัมภีร์เก้าเอี้ยงจินเก็ง หรือวิชาเก้ากระบี่เดียวดาย เป็นผู้กล้าแห่งยุค”

เจิ้งเส้าเผิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ตอนอ่านหนังสือไม่ได้ทำความเข้าใจ เหล่าจิน* ก็ไม่ได้วาดภาพแผนที่ไว้ ภูเขาคุนลุ้นกว้างไพศาลจะให้หาพบได้อย่างไร เพียงจำได้ว่าเตียบ้อกี๋พลัดตกหน้าผา พบเห็นคัมภีร์เก้าเอี้ยงจินเก็ง เราคงไม่ใช้เชือกผูดมัดตัว หย่อนร่างลงไปค้นหาหน้าผาแล้วหน้าผาเล่ากระมัง ต่อให้หาพบ เมื่อเป็นสุดยอดคัมภีร์วิชาฝีมือสามารถอ่านดูเข้าใจหรือ สุดท้ายมิใช่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก คงกลายเป็นเสียสติไป”

* จีนแต๋จิ๋วออกเสียงว่าเล่ากิม หมายถึงกิมย้ง

มันกล่าวจนน้ำลายกระเซ็นซ่านว่า “อีกประการ ท่านเข้าใจว่าหาตัวฮวงเช็งเอี้ยงพบได้หรือ เฒ่าผู้นี้ซ่อนตัวในป่าเขาหลายสิบปี พอแก่เฒ่าค่อยรับเหล็งฮู้ชงเป็นศิษย์ เพียงเพราะไม่ปล่อยให้น้ำปุ๋ยไหลเข้าสู่นาที่อื่น เห็นว่าเหล็งฮู้ชงจะอย่างไรเป็นศิษย์สำนักฮั้วซัวเท่านั้น”

หัววัวรับฟังจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล่าวว่า “ท่านผู้นี้นับเป็นสวะอันดับหนึ่งของแผ่นดิน สร้างความอับอายขายหน้าแก่คนยุคปัจจุบันยิ่ง”

เจิ้งเส้าเผิงหาถือสาไม่ หากกล่าวว่า “ความจริงเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว คนผู้หนึ่งย้อนเวลาไปยุคโบราณกาล ก็คิดเปลี่ยนโลกหรือ ยังมีแนวความคิดปัจจุบันหากย้อนยุคกลับไป คงถูกยึดถือเป็นรากเหง้าแห่งเภทภัย แม้มีมิสู้ไม่มียังประเสริฐกว่า”

ชุยพ่านกวนอับจนปัญญา หันไปสอบถามหน้าม้าหัววัวว่า “ยุคโบราณมีผู้ใดไม่ต้องทำอะไร เพียงนั่งรับประทานรอความตายสถานเดียว?”

หัววัวตอบว่า “เป็นท่านอ๋อง ขณะที่ฮ่องเต้ต้องปกครองแผ่นดิน ท่านอ๋องไม่ต้องทำอะไร หากคิดยุ่งเกี่ยวกับเกิดเรื่องขึ้น ถือเป็นตัวมอดของสังคม นับว่าเหมาะสมกับมันที่สุด”

เจิ้งเส้าเผิงพอฟังก็กล่าวว่า “เป็นท่านอ๋องยังไม่เลว ยามอยู่ว่างนำสมุนบริวารออกไปหยอกเย้าหญิงชาวบ้านสักครา หากว่าฮ่องเต้โฉดดีนั้นดีอยู่ แต่ต้องถูกผู้คนก่นด่าหลายพันปี ยังคงเป็นท่านอ๋องประเสริฐกว่า”

ชุยพ่านกวนฝืนยิ้มออกมา ตอนนี้ตนเองเพียงคิดผลักไสต้าแหย (นายใหญ่) ท่านนี้ให้รีบไป แต่แล้วครุ่นคิด หากว่าส่งมันไปยังยุคโบราณ มันไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างเรียบๆ ร้อยๆ สองปีตกตายอีก ก็ยุ่งยากมากแล้ว จึงกล่าว “ตกลง ส่งมันย้อนเวลากลับไปเป็นท่านอ๋อง แต่ว่าสองปีนี้ท่านต้องครองตัวเป็นท่านอ๋องให้ดี อย่าได้สร้างปัญหาให้กับเราอีก ไม่เช่นนั้นเราพอพบเห็นท่าน จะเตะท่านกลับไปเป็นขุนนางใหญ่กว่าท่านอ๋องอีก”

เจิ้งเส้าเผิงกล่าวด้วยความคาดหวังว่า “ท่านคิดส่งเราไปเป็นฮ่องเต้หรือ?”

ชุยพ่านกวนปั้นหน้าเคร่งเครียดกล่าวว่า “หากไม่ถึงเวลา ท่านกล้ากลับลงมายังปรโลก เราจะให้ท่านเป็นเก้าพันปี*”

* สังคมศักดินาเรียกขานฮ่องเต้ว่ามีพระชนมายุหมื่นปี และสอพลอขันทีใหญ่เป็นเก้าพันปี

เจิ้งเส้าเผิงสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ รีบกล่าวว่า “ไม่ต้องการ เป็นท่านอ๋องดีแล้ว เรา...เราผู้เป็นอ๋องรู้จักคำว่าพอ เอ๊ะ เรายังกล่าวไม่จบ ท่านทั้งสองทำอะไร?”

หน้าม้าหัววัวไม่แยแสสนใจมัน หอบหิ้วเจิ้งเส้าเผิงลอยตัวออกจากตำหนัก เหินข้ามสะพานไน่เหอ โถมเข้าสู่ทะเลเมฆ

............

สงสารจักรหกภาพเป็นวงล้อขนาดใหญ่มีความสูงเท่ากับบ้านสามชั้น กำลังหมุนอย่างช้าๆ ด้านนอกของกงล้อสลักอักษรสีทองว่า “พระอารยแห่งสงสาร” บนล้อแกะสลักรูปของพระแห่งกาลสมัยสาม* พระองค์มีพระพักตร์อัปลักษณ์ มุมปากมีเขี้ยวงอกเงย ปากคาบวงล้อ สองมือโอบล้อขนาดใหญ่ไว้ อยู่ในลักษณะแยกเขี้ยวยิงฟัน คล้ายกับว่าด้วยฤทธานุภาพของท่าน ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงกรรมของมวลมนุษย์ได้

* ได้แก่อดีตสมัย ปัจจุบันสมัยและอนาคตสมัย

ตรงกลางของวงล้อพวยพุ่งประภามณฑลหกสาย แห่งวงล้อขนาดใหญ่ออกเป็นหกส่วน ประกอบด้วยภพสวรรค์ ภพมนุษย์ ภพอสูรกาย ภพเดียรัจฉาน ภพเปรตและภพนรก

หน้าม้าหัววัวหาเหตุผลหลอกให้ภูตผีที่เฝ้าวงล้อออกไป จากนั้นมาถึงภพมนุษย์เพ่งพิจารณาดดยละเอียด จากนั้นขยับวงล้อแห่งกาลเวลาชั้นสองของวงล้อขนาดใหญ่กลับมาอย่างช้าๆ วงล้อนี้แปลกพิสดารยิ่ง พอขยับวงล้อแห่งกาลเวลา วงล้อแห่งศักดิ์ฐานะบนชั้นที่สามก็จะเปิดเผยศักดิ์ฐานะต่างๆ ทางสังคมออกมา ภูตหัววัวจัดแจงขยับวงล้อชั้นที่สามมาถึงตำแหน่งของท่านอ๋อง

ในการใช้กลวิธีเลี่ยงหลบที่ผ่านมาทั้งแปดครั้ง ล้วนเป็นหน้าม้าหัววัวหอบหิ้วเจิ้งเส้าเผิงไปยังโลกมนุษย์ เลือกสิงร่างบุคคลที่เหมาะสม แต่คราครั้งนี้อาศัยสงสารจักรหกภพ เตรียมผลักดันเจิ้งเส้าเผิงย้อนเวลาสู่โบราณกาล

เจิ้งเส้าเผิงรู้สึกแปลกใหม่ยิ่ง อดวิ่งไปข้างหน้ามิได้ พบว่าวงล้อแห่งศักดิ์ฐานะผนึกนิ่งอยู่ในตำแหน่งท่านอ๋อง สร้างความยินดียิ่ง

แต่ว่ามันอยู่ในสภาพวิญญาณไร้ตัวตน หน้าม้าหัววัวก็เป็นวิญญาณไร้ตัวตน พอวิ่งไปข้างหน้า จึงกระทบถูกข้อศอกของหัววัว เป็นเหตุให้วงล้อมแห่งกาลเวลาขยับเขยื้อนเล็กน้อย เพียงแต่ทั้งสามไม่ทันสังเกตแต่อย่างไร

ได้ยินเสียงแกร๊ก วงล้อแห่งวัฏสงสารผนึกนิ่ง ประภามณฑลที่พวยพุ่งออกจากวงล้อเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า รวมตัวเป็นลำแสง ลำแสงส่องต้องร่างของเจิ้งเส้าเผิง ร่างของมันคล้ายถูกแสงนับไม่ถ้วนสาดทะลุผ่านไป จนแทบกลายเป็นโปร่งใส ต่อจากนั้นส่องเท้ามันลอยพ้นจากพื้น ร่างก็หดเล็กลง โถมเข้าสู่ประกายสีทองลำนั้น

ประกายสีทองหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แล้วกระจายเป็นประภามณฑลหกสายใหม่ วงล้อวัฏสงสารหมุนรอบอย่างช้าๆ อีกครา หน้าม้าหัววัวต่างปรบมือหัวร่อดังๆ หลังจากหัวร่อจบ หัววัวพลันเบิ่งตาโปนโตกุจตาวัวมองดูหน้าม้า อุทานว่า “น้องเรา”

“มีเรื่องใด?”

“น้องแซ่หม่าจได้หรือไม่ว่ามันเข้าสิงร่างผู้ใด?”

“เรื่องนี้...พี่เหนียนไม่ได้จดบันทึกไว้หรือ?”

“โอ พวกเราคล้ายกระทำผิดพลาดอีกแล้ว...ครั้งนี้เป็นการย้อนเวลา พวกเราไม่สามารถส่งมันออกไปด้วยตัวเอง หากว่ามันไม่คิดตาย คนที่มันเข้าสิงร่างก็ตกตายแต่แรก ถูกจำหน่ายออกจากบัญชียมโลก เมื่อถึงเวลาพวกเราจะไปคร่าวิญญาณมันได้อย่างไร?”

หน้าม้าหดศีรษะลงกล่าวว่า “นี่...สมควรไม่ปรากฏปลาที่เล็ดลอดจากร่างแหเป็นเผิงจู่* กระมัง?”

* ชื่อเซียนวิเศษองค์หนึ่ง มีอายุยืนถึงแปดร้อยปี

“หมายความว่า...”

“ว่ากระไร วาจาลมปากไม่มีหลักฐาน ผู้ใดสามารถพิสูจน์ว่าเป็นพวกเราส่งมันย้อนเวลากลับไป เฮอะเฮอะ ผู้ที่ต้องตายภายในสองปี หากว่ามีอายุถึงร้อยปี ได้แต่บอกว่าผู้คนเรื่องราวแปรเปลี่ยนผัน เป็นเด็กน้อยนี้อาศัยช่วงเวลาเล็ดลอดผ่านไป”

“ใช่แล้ว เรื่องราวเกี่ยวข้องใดกับพวกเรา ฮาฮา น้องแซ่หม่า เมื่อวานเราผู้นี้ได้สุราดีไหหนึ่ง พวกเราไปลิ้มลองดู...”

หนังสือแนะนำ

Special Deal