บทที่ 1 เลือดล้างนครใหญ่

 

       เปลวไฟหลายสายทยอยพวยพุ่งขึ้นจากหลังคาตึกหลายหลัง ชั่วพริบตาลุกลามออกไป กลับกลายเป็นแสงไฟจับขอบฟ้าจันทร์กระจ่างที่กลางนภาพลอยถูกข่มจนหมองศรี

       ต้นเพลิงเกิดจากป้อมนครที่ปลูกอิงภูเขา หันหน้าหาทะเลสาบหลังหนึ่ง ภายในป้อมนครมีถนนกว้างขวางหน้าประตูทุกบานช่องแทบเพาะปลูกต้นไผ่เขียวจีรับรอบป้อมนครอันกว้างไพศาล ก็อาศัยต้นไผ่ที่แน่นหนาเป็นเกราะกำบังตามธรรมชาติชั้นหนึ่ง

       ขอเพียงเป็นผู้ที่ออกท่องยุทธจักร ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยินชื่อ ฉุ่ยฮั้วเซี้ย (นครเขียวเรืองโรจน์) และไม่มีผู้ใดไม่ทราบว่าเจ้านครเขียวเรืองโรจน์ล้อฮีอู้เป็นสุดยอดฝีมือแห่งยุค

       นครหลังนี้ปลูกสร้างโดยล้อนี้ ผู้เป็นบิดาของล้อฮีอู้ ล้อนี้ผุดขึ้นในยุทธจักรตั้งแต่อายุยี่สิบปีไม่นานให้หลังก็เปิดสำนักคุ้มกันภัย ใช้เวลาสิบกว่าปี ขยายสาขาไปทั่วแผ่นดิน ท่านไม่เพียงมีฝีมือสูงเยี่ยม ทั้งยังเปี่ยมอัธยาศัยไมตรี นิสัยเปิดเผยห้าวหาญ นับเป็นเม่งเซี้ย (คนใจกว้างสมัยเลียดก๊ก) แห่งยุค พอล่วงเข้าปัจฉิมวัยก็เลือกทำเลด้านทิศเหนือของทะเลสาบอั้งเจ่กโอ้ว ซึ่งอยู่ระหว่างแดนต่อแดนของมณฑลกังโซวกับอานฮุยนี้ปลูกสร้างนครเขียวเรืองโรจน์ขึ้น

       ในนครมีประชากรหลายพันคน ล้วนแล้วแต่เป็นญาติมิตรบริวารของล้อนี้ ขณะที่ล้อนี้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุเจ็ดสิบเศษ ตัวนครมีการขยายต่อเติมไม่น้อย บุรุษในนครล้วนฝึกปรือวิทยายุทธ์ ถูกส่งไปประจำอยู่ตามสำนักคุ้มกันภัยตามที่ต่างๆ ทุกบ้านช่องอยู่ดีมีสุข ไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง

       ล้อฮีอู้สืบทอดบารมีของบุพการี หลายปีมานี้รักษาเกียรติภูมิของนครเขียวเรืองโรจน์ไว้ได้ แต่ท่านมีนิสัยหุนหันวู่วาม ไม่คล้ายกับล้อนี้ที่ชมชอบการคบหาด้านมนุษยสัมพันธ์ไม่อาจเทียบเทียมบิดาได้

       ค่ำคืนที่นครเขียวเรืองโรจน์เกิดเพลิงไหม้เป็นวันที่สองหลังเทศกาลตงชิว (ไหว้พระจันทร์ วันเพ็ญเดือนแปด) ลมชิวเทียน (ฤดูใบไม้ผลิ) โหมแรง อัคคีแดงฉานลุกลานไปทั่วนครโดยเร็ว

       แต่ยามนี้มีเพียงผู้สูงอายุไม่กี่สิบคนทำการดับเพลิง ท้องถนนอันกว้างขวางกลับบังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟันอึงคะนึง ปรากฏซากศพเกลื่อนกลาดอยู่ทุกแห่งหน

       กองกำลังที่รุกรานนคร เป็นชายฉกรรจ์หลายร้อยคน ล้วนสวมชุดขาวรัดกุม ใต้แสงจันทร์ประกายเพลิง ทุกแห่งหนในนครปรากฏเงาร่างสีขาวโลดแล่นไล่ล่า ขอเพียงพบพานผู้ที่ไม่ได้สวมชุดสีขาว พวกมันจะสะบัดดาบฆ่าฟัน

       ล้อฮีอู้และคนสนิทอีกสี่คนถอยร่นถึงลานตึกแห่งหนึ่ง คนทั้งห้าล้วนอาบเลือดโซมกาย ถูกทำร้ายรับบาดเจ็บ แต่ส่วนใหญ่เป็นโลหิตของศัตรูกระเซ็นใส่

       ล้อฮีอู้ตาทอประกายเกรี้ยวกราด กล่าวเสียงทุ้มหนักว่า

       “ฉิ้งเจียว เภทภัยในคืนนี้พิสูจน์ว่า ผลการสืบเสาะของเจ้าเป็นความจริงไม่แปลกปลอม ดีที่เช้าวันนี้เจ้าเร่งรุดกลับมาบอกกล่าว ไม่เช่นนั้นพวกเราต่อสู้จนตัวตาย ยังไม่ทราบว่าศัตรูล่วงรู้จุดยุทธศาสตร์ในนครเราหลายแห่งได้อย่างไร”

       พลางแค่นหัวร่อกล่าวสืบต่อ

       “ตอนที่ศัตรูรุกราน หากมิใช่บุกจู่โจมสถานที่สำคัญหลายแห่งนั้นก่อน ทั้งจุดไฟเผาทำลาย ทำให้ชายฉกรรจ์หลายร้อยคนในนครบาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่ง พวกมันแม้มีคนมาก ก็ไม่แน่นักว่าจะล้มล้างนครเราได้”

       คนทั้งสี่ล้วนเม้มปาก เบิกตาโปนโต รับฟังเจ้านครกล่าววาจาน้ำเสียงของล้อฮีอู้พลันเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด สั่งการว่า

       “เจ้าถือดาบของเล่าฮูเล่มนี้ รีบรุดเข้าตึกในไปฆ่าเอียเท้า (คำด่าหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน) นั้น”

       พลางส่งดาบยาวแวววับในมือต่อชายกลางคนที่มีนามฉิ้งเจียวนั้น

       ฉิ้งเจียวอดสะท้านด้วยความตระหนกต่อคำสั่งของเจ้านครมิได้ ลังเลเล็กน้อยค่อยรับดาบยาวของล้อฮีอู้มา ยื่นส่งดาบคู่มือให้เป็นการสับเปลี่ยนปากกล่าวว่า

       “เรายังหวังให้เซี้ยจู้ (เจ้านคร) ทบทวนคำสั่ง”

       ล้อฮีอู้หน้าเคร่งเครียดลง ตวาดสั่งว่า

       “รีบเร่งรุดไป ไม่ให้ปากมาก”

       ฉิ้งเจียวก้มศีรษะรับคำ หันกายหมายจากไป ล้อฮีอู้กล่าวอีกว่า

       “หลังจากลงมือ ให้บิดด้ามดาบออก ภายในมีเศษกระดาษแผ่นหนึ่งเมื่ออ่านดูจะทราบเอง

       ฉิ้งเจียวเหลียวหน้ามา น้อมกายรับคำ วิ่งปราดจากไป ผ่านตัวตึกเจ็ดแปดหลัง หยุดยั้งที่หน้าห้องหลังหนึ่ง เรียกหาว่า

       “ไต่แชโกวเนี้ย ฉิ้งเจียวขอเข้าพบ”

       ม่านประตูเลิกวูบ หญิงสาวชุดเขียวนางหนึ่งโถมออกมาอย่างรีบร้อน มาตรว่านางมีสีหน้าตื่นตระหนก แต่ยังมีรูปโฉมงดงามยิ่ง ยามนั้นกล่าวว่า

       “ฉิ้งเจ่กเจก (อา) แซ่ฉิง ที่เบื้องนอกเกิดเรื่องใด?”

       ฉิ้งเจียวแสร้งเป็นมองดูแสงไฟที่จับขอบฟ้า หลบสายตาของนางปากกล่าวว่า

       “เป็นฉิกซัวะเจี๋ยง (ไม้เท้าเจ็ดสังหาร) เงี่ยมบ้ออุ้ย นำกำลังฝ่ายมิจฉาหลายมณฑลรุกรานนครเรา หากว่ามันในคืนนี้ลงมือประสบผล จะทะยานขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายมิจฉาชีพ นับแต่นี้สำนักคุ้มกันภัยทั่วประเทศต้องส่งส่วยบรรณาการต่อมัน”

       หญิงสามนามไต่แชตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ไม่มีท่าทีน่าสงสัย รอจนฉิ้งเจียวหยุดเล็กน้อย รีบกล่าวว่า

       “แป๊ะแป๋ (ลุง) ข้าพเจ้าคงประมือกับไม้เท้าเจ็ดสังหารเงี่ยมบ้ออุ้ยแล้ว ไม่ทราบผู้ใดเข้มแข็งผู้ใดอ่อนด้อยกว่า?”

       ฉิ้งเจียวลดสายตาลงจับจ้องมองหน้านาง เห็นสีหน้านางเปี่ยมแววห่วงใยกังวล ต้องครุ่นคิดขึ้น

       ‘เราเฝ้าดูนางจนเติบใหญ่ มาตรว่านางมีนิสัยดื้อรั้นเด็ดเดี่ยว แต่ต้องไม่กระทำเรื่องทรยศสมคบคิดกับศัตรูเด็ดขาด’

       มันระงับสติแล้วกล่าว

       “เซี้ยจู้ต่อสู้กับเงี่ยมบ้ออุ้ยสี่สิบกว่ากระบวนท่า ทั้งสองมีฝีมือคู่คี่ก้ำกึ่ง แต่ในนครสับสนวุ่นวาย ฝ่ายตรงข้ามดำเนินการฆ่าล้างผลาญ เซี้ยจู้ได้รับผลสะท้อน สุดท้ายรับบาดเจ็บหลบหนีจากมา”

       ไต่แชอุทานดังอา กล่าวว่า

       “แป๊ะแป๋ข้าพเจ้ารับบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ ท่านผู้เฒ่าอยู่ที่ใด ข้าพเจ้าจะรุดไปเยี่ยมเยียนดู...”

       นางขบคิดชั่วขณะ ค่อยกล่าวเสียงอ้อยอิ่ง

       “ข้าพเจ้ายังคงอย่าได้ไป แป๊ะแป๋มีเท้งเง็กอยู่ข้างกายก็พอ ข้าพเจ้าเป็นที่รังเกียจของท่านผู้เฒ่า หากว่ารุดไป กลับสร้างความขุ่นข้องหมองใจแก่ท่านผู้เฒ่า”

       ฉิ้งเจียวมองดูนาง และมองดูดาบในมือจิตใจบังเกิดความปวดร้าว มันเป็นคนสนิทของล้อฮีอู้หลายปีมานี้ติดสอยห้อยตาม เข้าออกตึกในได้ เมื่อครั้งไต่แชยังแบเบาะ มันมักอุ้มนาง ภายหลังไต่แชเติบโตเจริญวัยเนื่องด้วยนิสัยดื้อรั้น ผู้เป็นแป๊ะแป๋ไม่โปรดปราน จนใจที่บิดามารดาของนางล้วนเสียชีวิต ดังนั้นยังคงชุบเลี้ยงไว้

       ฉิ้งเจียวเฝ้าดูนางเติบใหญ่ ทุกครั้งที่ออกไปทำงานกลับมา มันซื้อหาของขวัญมาให้กับนาง ดังนั้นใกล้ชิดกับนางที่สุด แต่โชคชะตาช่างโหดร้าย เซี้ยจู้พานสั่งการให้มันฆ่าหญิงสาวนางนี้ มันลอบทอดถอนใจ ครุ่นคิดขึ้น

       ‘ไต่แชเอ่ยไต่แช เจ้าตอแยเภทภัยใส่ตัวเอง คืนนี้เราผู้เป็นเจ่กเจกก็ไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้’

       ดาบในมือมันสะท้อนประกายเย็นเยียบาดตา ขอเพียงสะบัดเบาๆ วัยสาวอันเฉิดฉายต้องดับสูญชีวิตผู้หนึ่งต้องจบสิ้นไป

       ไต่แชพลันพบว่าดาบในมือมันเป็นอาวุธประจำตัวของแป๊ะแป๋ต้องกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

       “เจ่กเจกท่านไฉนเปลี่ยนเป็นถือดาบวิเศษของแป๊ะแป๋”

       ฉิ้งเจียวขบกรามกรอด ล้วงปิ่นหงส์คู่จากในถุงย่ามอันหนึ่ง กล่าวถามว่า

       “ปิ่นนี้ใช่เป็นของเจ้าหรือไม่?”

       ไต่แชยืนมือรับมา กล่าวอย่างตื่นเต้นสงสัยว่า

       “ใช่แล้ว เมื่อปีก่อนข้าพเจ้าไหว้วานท่านซื้อจากเมืองนานกิง เจ่กเจกลืมเลือนแล้วหรือ?”

       ฉิ้งเจียวกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

       “เนื่องด้วยเราจดจำปิ่นอันนี้ออก ค่อยซื้อกลับมา เมื่อวานเราพบว่ามันอยู่ที่ท้องตลาดเมืองไฮว้อิม ของมีค่าเช่นนี้เจ้าไฉนทำตกหล่นไป?”

ไต่แชงงงันวูบ ชั่วครู่จึงกล่าวว่า

       “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าตกหล่นไปได้อย่างไร?”

       ฉิ้งเจียวครุ่นคิดในใจ

       ‘เรากลับทราบได้ เจ้ารู้จักกับศิษย์ของไม้เท้าเจ็ดสังหารฉิ้งบ้ออุ้ยนามแพ้เตียง พอพบหน้าก็ถูกชะตา มอบปิ่นอันนี้แก่มัน แต่แพ้เตี้ยงไม่จดจำใส่ใจ ระหว่างท่องเมืองนานกิง ก็ยกปิ่นอันนี้แก่นางคณิกาที่ชิดชอบนางหนึ่ง เมื่อสองเดือนก่อนเปาเปียว (ผู้คุ้มกันภัย) คนหนึ่งพบเห็นปิ่นอันนี้จดจำออกว่าเจ้าเคยประดับบนศีรษะ จึงซื้อหากลับมาด้วยราคาสูง ส่งมอบต่อเซี้ยจู้ เราใช้เวลาสืบเสาะสองเดือน ค่อยสืบทราบว่าแพ้เตี้ยงเคยพักอาศัยอยู่ละแวกนี้หลายเดือน ทั้งยังนัดหมายพบปะกับเจ้า...’

       เรื่องราวเหล่านี้ผ่านวูบเข้ามาในสมองมัน พลันเข้าใจสาเหตุที่เซี้ยจู้สั่งฆ่าไต่แช นั่นเป็นเพราะกริ่งเกรงไต่แชตกไปในเงื้อมมือศัตรู รับไว้เป็นนางบำเรอ อย่างนั้นนครเขียวเรืองโรจน์ แม้ล่มสลายยังคงฝากความอัปยศไว้ในยุทธจักร

ฉิ้งเจียวพลันตกลงใจ กล่าวเสียงเย็นชาว่า

       “ไต่แช นครเขียวเรืองโรจน์ถูกโจมตีแตกพ่าย ไม่สามารถต่อต้านศัตรูได้ ดังนั้นเซี้ยจู้สั่งให้เรามาฆ่าเจ้า”

       ไต่แช ใจหายวาบ ร้องโพล่งว่า

       “ไม่ ฉิ้งเจ่กเจก ข้าพเจ้าไม่คิดตาย”

       ฉิ้งเจียวตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว กล่าวว่า

       “ใต้รังย่อยยับ ไหนเลยมีไข่สมบูรณ์ เจ้าเป็นคนของตระกูลล้อสมควรร่วมชะตากรรมกับตระกูลล้อ”

       มันตวัดดาบยาวขึ้น พลังเย็นเยียบของตัวดาบคุกคามใส่ผิวกายไต่แช

       ไต่แชทราบว่าฉิ้งเจียวมีพลังฝีมือกล้าแข็งกว่านางสิบเท่า ไม่มีวันต่อสู้ขัดขืนหรือหลบหนไป ได้แต่วิงวอนว่า

       “ฉิงเจ่กเจกโปรดเวทนาข้าพเจ้าอายุเพียงสิบเกาปี ยังไม่รับรู้ถึงรสชาติของชีวิต ข้าพเจ้าจะยินยอมตายได้อย่างไร?”

       ฉิ้งเจียวขบกรามกรอดกล่าวว่า

       “อภัยที่เราไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้”

       ในเสียงกล่าวฟันดาบลง เสียงฉับเบาๆ ประกายโลหิตสาดกระจายไต่แชล้มหงายไปด้านหลัง

       ขณะที่ฉิ้งเจียวฟันดาบลง ไต่แชยกแขนปิดป้องตามสัญชาตญาณ ดังนั้นแขนซ้ายของนางถูกฟันขาดเสมอศอก โลหิตฉีดพุ่งออกมา ย้อมเสือผ้าสีเขียวจนแดงฉาน

       แต่ฉิ้งเจียวพลันใจอ่อนลง ยังสภาวะดาบไว้ รำพึงในใจ

       “แล้วไปเถอะ ในชีวิตเราไม่เคยขัดคำสั่งเซี้ยจู้มาก่อน คืนนี้กลับขัดขืนคราหนึ่ง”

       เห็นไต่แชสิ้นสติไป ดังนั้นย่อกาย ประกบนิ้วสกัดจุดที่แขนขาดห้ามโลหิตมิให้หลั่งไหล ล้วงยาสมานแผลขวดหนึ่งโรยลงบนปากแผล ค่อยบิดหมุนด้ามดาบออก ล้วงหยิบม้วนกระดาษ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในเห็นบนกระดาษมีข้อความว่า

       “อาศัยทางลับออกจากนคร มุ่งสู่เกาะโชยเอียะเต้าในบัดดล ขอให้เกื้อกูลดูแลเท้งเง็ก ชำระล้างแค้นในครานี้”

       คราบหมึกบนกระดาษเพิ่งแห้งกรัง มองปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นล้อฮีอู้เขียนขึ้นอย่างรีบร้อน ซุกซ่อนไว้ในด้ามดาบ ค่อยถือดาบออกสู้ศัตรู

       ฉิ้งเจียวลังเลเล็กน้อย จึงเลิกล้มความคิดย้อนกลับออกไปสู้ศัตรูโอบอุ้มไต่แชขึ้น เข้าสู่อุโมงค์ลับใต้ดิน วางร่างไต่แช ทิ้งเงินไว้จำนวนหนึ่ง ปลีกตัวจากไป

       ขณะที่ฉิงเจี้ยวโต้ตอบกับไต่แช ล้อฮีอู้ที่เบื้องนอกก็กำลังดุว่าชายหนุ่มผู้หนึ่ง

       ชายหนุ่มนี้หน้าตาหล่อเหลา มีเค้าคลับคล้ายกับล้อฮีอู้ หว่างคิ้วผนึกไว้ด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ลักษณะท่าทางสุขุมหนักแน่น

       ล้อฮีอู้กระชากเสียงว่า

       “เท้งเง็ก เจ้าเป็นบุตรโทนตระกูลล้อ ต้องรับภาระสืบตระกูล ไหนเลยถือกตัญญูอย่างโฉดเขลา ติดตามบิดาออกไปเสี่ยงชีวิตได้ รีบไปเถอะหากชักช้าอัคคีจะปิดปากอุโมงค์แล้ว”

       ทางอุโมงค์ที่ว่าเป็นเส้นทางอีกสายหนึ่ง

       ชายหนุ่มล้อเท้งเง็กทั้งไม่ยอมหนีเอาชีวิตรอดเพียงลำพัง ทั้งไม่กล้าขัดคำสั่ง สีหน้าเปี่ยมแววปวดราว ล้อฮีอู้แหงนหน้าทอดถอนใจยาวกล่าวอีกว่า

       “เด็กเอยรีบไป บิดายิ่งใหญ่มาชั่วชีวิต ไหนเลยยอมกล้ำกลืนอัปยศฝืนมีชีวิตอยู่ หวังว่าสามปีให้หลังเจ้าย้อนกลับมาใหม่ ฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ ขับไล่ศัตรูเข้มแข็ง จรรโลงคุณธรรมนักบู๊ กอบกู้เกียรติภูมิของตระกูลล้อคืนมา...”

       ไม่ทันขาดคำ ก็จี้นิ้วปราดออก ล้อเท้งเง็กถูกจี้จุดสำคัญ ร่างอ่อนระทวยล้มลง แต่ยังมีสติแจ่มใสได้ยินล้อฮีอู้กล่าวว่า

       “เช้าวันนี้บิดาหลังจากได้รับรายงานจากฉิ้งเจียว ก็เตรียมการไว้ไม่น้อย การไปของเจ้าครั้งนี้ควรระมัดระวังให้มากไว้ อย่าได้ทิ้งเบาะแสให้ติดตาม”

       พลางโบกมือวูบ ชายกลางคนอีกสองคนพากันน้อมกายกล่าวคำอำลา พวกมันแม้เป็นนักสู้ผู้ห้าวหาญ ยามนี้อดหลั่งน้ำตามิได้ ในที่สุดนำพาล้อเท้งเง็กจากไปโดยเร็ว

       ล้อฮีอู้ตะลึงลานชั่วขณะ พลันขยับดาบในมือ บังเกิดเสียงอึงอลแหงนหน้ากู่ร้องดังยาวนาน วิ่งปราดออกจากตัวตึกอย่างรวดเร็ว

       เมื่อบรรลุถึงท้องถนน เห็นชายฉกรรจ์ชุดขาววิ่งสวนไปมา ทำการค้นหา ดูท่าคนของนครเขียวเรืองโรจน์ที่จับดาบขึ้นต่อสู้ได้ ล้วนถูกเข่นฆ่าสังหารจนหมดสิ้นแล้ว

       ล้อฮีอู้พิโรธดาลเดือด ตวาดก้องร้องขึ้น ถาโถมเข้าไปฆ่าฟัน สภาวะดาบของท่านเกรี้ยวกราดดุร้าย ทั้งมีกำลังภายในกล้าแข็ง พอฟันดาบลง ศัตรูทั้งคนทั้งดาบถูกผ่าฟันเป็นสองท่อน ชั่วพริบตาก็เข่นฆ่าศัตรูเจ็ดแปดคน

       ยามนั้นชายฉกรรจ์ชุดขาวเหล่านั้นร่วมตัวกัน บ้างสาม บ้างห้า ต้านทานสุดยอดฝีมือท่านนี้ พวกมันล้วนเป็นมือดีฝ่ายมิจฉาชีพ ทั้งผ่านการฝึกอบรมเป็นการลับ ทุกผู้คนฝีมือเข้มแข็ง แต่ล้อฮีอู้ตัดใจเสี่ยงชีวิตทั้งปราศจากความห่วงพะวง ดังนั้นแกร่งกร้าวห้าวหาญสุดทนทาน อึดใจเดียวฆ่าฟันศัตรูอีกห้าคน

       ทันใด ไม้เท้าเหล็กกล้าที่หยาบใหญ่ด้ามหนึ่งกวาดจู่โจมมาพร้อมกับกระแสลมอันรุนแรง ล้อฮีอู้ตวัดดาบปิดป้อง เสียงตังดังสะท้าน ไม้เท้าเหล็กกล้าถูกดาบยาวกระแทกกระดอนไปสองเชียะ

       ล้อฮีอู้เหลียวหน้าไป เห็นคนถือไม้เท้าเป็นชายหนุ่มชุดยาว หน้าตาหล่อเหลา แต่แฝงแววเจ้าชู้กรุ่มกริ่มผู้หนึ่ง ดังนั้นกล่าวว่า

       “กำลังแขนที่กล้าแข็งนัก ประกาศนาม”

       ชายหนุ่มชุดขาวยิ้มอย่างทระนง กล่าวว่า

       “เราเสียวเอี้ย (คำยกย่องตัวเองเป็นเจ้านายน้อย) เป็นศิษย์สำนักฉิกซัวะมึ้ง (สำนักเจ็ดสังหาร) นามแพ้เตี้ยง วันนี้จะขอรับทราบเพลงดาบฮ้วยเจี่ยงตอฮวบ เพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้อสักครา”

       ล้อฮีอู้พอได้ยินชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้ประกาศนาม ต้องครุ่นคิดขึ้น

       “นี่เรียกว่าสวรรค์มีทางเจ้าไม่ไป นรกไร้ประตูแส่มาเอง คืนนี้หากเราไม่เข่นฆ่าสังหารเจ้าใต้คมดาบ ก็เสียทีที่ครองความยิ่งใหญ่ในยุทธจักรมาหลายสิบปีแล้ว”

       ดังนั้นถือดาบคุกคามเข้าหา คนยังไม่ลงมือก็ปรากฏพลังสภาวะชนิดหนึ่งหนุนเนื่องใส่

       หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เพียงเผชิญพลังสภาวะเช่นนี้ คนตื่นตระหนกจนขวัญหนี ทิ้งอาวุธหลบลี้ไป แต่แพ้เตี้ยงเป็นโคถึกไม่กลัวพยัคฆ์พลอยเบิกตาโปนโต ถลึงจ้องมองกับล้อฮีอู้

       ชั่วพริบตาทั้งสองสะอึกเข้าประชิดใกล้ แพ้เตี้ยงตวาดก้อง กวาดไม้เท้าจู่โจม ตัวไม้เท้าบังเกิดกระแสลมรุนแรง เป็นที่น่าเกรงขามนัก

หนังสือแนะนำ

Special Deal