กลอักษรล่มฟ้า เล่มที่ 1

บทที่ 6 เปี้ยนไฉ

ทหารม้าเกราะดำขบวนหนึ่ง รถม้าสองล้อแอกเดี่ยวคันหนึ่ง เคลื่นตัวไปบนถนนจากอำเภออีเชวียเข้าสู่ตัวเมืองลั่วโจวช้าๆ

อำเภออีเชวียอยู่ห่างจากเขตลั่วหยางที่เป็นศูนย์กลางบริหารเมืองลั่วโจวประมาณเจ็ดสิบลี้ ระหว่างทางต้องผ่านภูเขาอีเชวียที่เขียวชอุ่มงดงาม บริเวณนั้นมีขุนเขาสองลูกตั้งประชัน แม่น้ำอีสุ่ยไหลผ่านกลาง มองจากที่ไกลๆ เหมือนเสาประตูธรรมชาติ ดังนั้นจึงตั้งชื่ออำเภอว่า ‘อีเชวีย (ประตูแห่งลำน้ำอีสุ่ย)’ ถ้ำหลงเหมินที่โด่งดังไปทั้งใต้หล้า ก็แกะสลักขึ้นบนหน้าผาสองฝั่งของลำน้ำอีสุ่ยนี้เอง เวลานั้นใกล้ล่วงเข้าเดือนสาม สองฟากข้างทางคือขุนเขาเขียวสายน้ำสีมรกต ต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่น หากมิใช่เพราะรังสีฆ่าพันจากตัวเหลานักรบเกราะดำทำลายบรรยากาศไปหมดสิ้น ห้วงเวลาและทิวทัศน์เช่นนี้แทบบรรยายว่าสุนทรีย์และงามล้ำได้

ต่างจากนักรบคนอื่นๆ ที่มีหน้าตาเย็นชาเหมือนๆ กัน ตอนนี้เซียวจวินม่อที่ขี่ม้าอยู่ข้างรถกลับมีสีหน้าพออกพอใจและผ่อนคลายอยู่หลายส่วน

แม้จะพันผ้าเอาไว้แล้ว แต่บาดแผลที่แขนขวายังปวดแปลบอยู่บ้าง เพียงแต่อาการบาดเจ็บเล็กน้อยนี้ สำหรับเซียวจวินม่อแล้วเป็นเพียงของธรรมดาเหมือนรับประทานอาหารที่บ้าน เป็นเพียง ‘ของที่ระลึก’ ซึ่งหน้าที่ขององครักษ์หน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยนำพามาให้เขาเท่านั้นเอง

ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น เปี้ยนไฉทอดสายตาจากหน้าต่าง มองภูเขาหลงเมินที่อยู่ห่างไกลออกไป เห็นท่ามกลางความเขียวขจีที่ปกคลุมเต็มภูเขา มีอารามหลังคากระเบื้องงอนโค้งสีแดงซุกซ่อนอยู่ ทั้งยังมีเสียงระฆังหลายใบดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่เลือนราง

“ไต้ซือนึกถึงชีวิตช่วงออกบวชในอดีตหรือ” เซียวจวินม่อแย้มยิ้มถาม

“บ้างออกบวชแต่ไม่บำเพ็ญเพียร มิสู้อยู่กับบ้าน บ้างอยู่กับบ้านแต่สามารถบำเพ็ญเพียร ย่อมเหนือล้ำกว่าออกบวช” เปี้ยนไฉตอบเรียบๆ คล้ายกำลังพูดกับตัวเอง และคล้ายตอบคำถามเช่นกัน

“คำพูดของไต้ซือนี้ ข้าจำได้ว่ามาจาก ‘ทศภูมิก-วิภาษา (หมายเหตุ:ทศภูมิก-วิภาษา หรือ สือจู้ผีผอซาลุ่น เป็นคัมภีร์พุทธศาสนาฝั่งมหายาน รจนาขึ้นโดยท่านนาคารชุน)’ ใช่หรือไม่” เซียวจวินม่อเอ่ยด้วยท่าทีปลอดโปร่ง

เปี้ยนไฉนิ่งอึ้งไปทันที มองเขาอย่างผิดคาด “ไม่นึกว่าแม่ทัพเซียวอายุยังน้อย กลับศึกษาพระธรรมคัมภีร์ด้วย”

“ไม่ถึงกับศึกษา เพียงอ่านผ่านตามาบ้างหลายเล่มเท่านั้น” เซียวจวินม่อกล่าว “ไต้ซือเอ่ยประโยคนี้มา ใช่ต้องการพูดว่า ท่านแม้สวมฐานะของอู๋ถิงเซวียน ใช้ชีวิตของผู้อื่น แต่ในใจกลับไม่มีละอองธุลีแปดเปื้อน?”

เปี้ยนไฉมองเขาด้วยสายตาระแวดระวังแวบหนึ่ง “ท่านแม่ทัพต้องการกล่าวกระไร”

“ไม่มีอะไร” เซียวจวินม่อแย้มยิ้ม “ข้าเพียงมีคำถามหนึ่งขบคิดไม่เข้าใจตลอดมา”

“คำถามใด”

“ใน ‘พระสูตรสี่สิบสองบท (หมายเหตุ: พระสูตรสี่สิบสองบท หรือ ซื่อสือเอ้อร์จางจิง เป็นคัมภีร์พุทธศาสนาทางมหายานเล่มแรกที่แปลเป็นภาษาจีน มีหลายสำนวน โดยนำพระสูตรต่างๆ สี่สิบสองบทรวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน)’ พระศาสดาตรัสไว้ว่า ‘มนุษย์ถูกผูกไว้กับบุตรภรรยาและบ้านเรือน ราวกับถูกจองจำอยู่ในคุก’ ทั้งใน ‘มโนภูมิภาวนาสูตร (หมายเหตุ: มโนภูมิภาวนาสูตร หรือ ซินตี้กวานจิง เป็นพระสูตรที่อธิบายเหตุที่ควรปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา)’ ยังมีบอกไว้ ‘ อยู่บ้านถูกบีบคั้นดั่งในคุก อยากปลดเปลื้องก็ลำบากอย่างยิ่ง’ ข้าใคร่ขอเรียนถามไต้ซือ ในฐานะนักบวชที่แสวงหาทางหลุดพ้นผู้หนึ่ง เหตุใดท่านสละชีวิตนอกโลกีย์วิสัยที่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นอิสระ ส่งตัวเองเข้ามาใน ‘คุก’ เช่นนี้เล่า? ที่แท้ความกดดันเช่นใดกันแน่ บีบให้ท่านต้องเลือกเส้นทางลำบากปานนี้”

เปี้ยนไฉหัวเราะ “ท่านแม่ทัพไม่ต้องวาดภาพข้าน่าอนาถขนาดนั้น ที่ข้าออกจากวัด ไว้ผมหวนคืนสู่โลกีย์วิสัย ล้วนเป็นความยินยอมของข้าเอง มิได้ถูกสิ่งใดบังคับ ยิ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางลำบากใดเลย”

“ไต้ซือกล่าวเช่นนี้แสดงว่าปากไม่ตรงกับใจแล้ว” วาจาเซียวจวินม่อคมกริบเสียดแทง แต่สีหน้ายังเหมือนหมู่เมฆบางเบาสายลมโชยเอื่อยเช่นเดิม “สิบหกปีที่หวนกลับสู่โลกีย์วิสัย ท่านสาบานไว้จะไม่คัดอักษรอีกแม้แต่ตัวเดียว หากมิใช่ผู้น้อยถือพระราชโองการมาเสาะหาท่าน ท่านอาจแขวนพู่กันไปตลอดชีวิต เรื่องนี้สำหรับคนที่รักชอบลายมือของหวังซีจือแล้ว ต้องเป็นการตัดสินใจที่ยากเข็ญแน่นอน ดังนั้นข้าจึงคาดเดาต่อไป สาเหตุที่ท่านไว้ผมหวนคืนสู่เพศฆราวาส ต้องเกี่ยวกับลายมือของหวังซีจือแน่นอน หรือพูดให้ถูก คือเกี่ยวข้องกับ ‘หลานถิงซวี่’”

“การคาดเดาของท่านแม่ทัพช่างไร้ขอบเขต!” เปี้ยนไฉหัวเราะ “คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตของตนเองเพื่อลายมือตัวอักษรฉบับเดียว เหตุผลเช่นนี้ ท่านแม่ทัพไม่รู้สึกว่าออกจะเหลือเชื่อหรือ”

“นี่ไม่เรียกว่าเหลือเชื่อ เรียกได้เพียงว่าไม่ธรรมดา” เซียวจวินม่อแย้มยิ้ม กล่าวว่า “ในเมื่อไต้ซือยินยอมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตัวเองอย่างไม่ธรรมดาเช่นนี้ นั่นก็แสดงชัดเช่นกัน ว่าเบื้องหลังของ ‘หลานถิงซวี่’ ที่เกี่ยวพันใกล้ชิดกับท่าน ต้องซุกซ่อนความลับไม่ธรรมดาด้วยแน่นอน”

หางตาของเปี้ยนไฉกระตุกเล็กน้อย

เขาไม่อาจไม่ยอมรับ ไหวพริบปฏิภาณของบุรุษหนุ่มเยาว์วัยนี้น่ากลัวยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก พูดจากับคนชนิดนี้ ท่านอาจร่วงลงสู่หลุมพราง พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาได้ตลอดเวลา

เปี้ยนไฉปล่อยม่านหน้าต่างรถลง หลับตาลงเริ่มนั่งสมาธิ

เอ่ยวาจามากไปย่อมเพลี่ยงพล้ำ เขาตัดสินใจว่านับจากนี้ จะไม่กล่าวมากความอีกแม้แต่คำเดียว

เห็นเปี้ยนไฉพลันสงบปากสงบคำ ทั้งยังปิดหน้าต่างรถเสียมิดชิด เซียวจวินม่อก็หัวเราะ

อันที่จริงเวลาเช่นนี้ ความเงียบนับเป็นการสารภาพที่ไร้สุ้มเสียง ยิ่งอีกฝ่ายเงียบสนิทไม่พูดถึงบทสนทนานี้เท่าใด ยิ่งแสดงชัดว่านี่เป็นความลับที่เขาคิดปกปิดเท่านั้น ตอนนี้เซียวจวินม่อสามารถระบุได้อย่างกว้างๆ ว่า ‘หลานถิงซวี่’ ต้องซุกซ่อนอยู่ในมือเปี้ยนไฉ หรืออย่างน้อยเขาก็ต้องทราบร่องรอยของมัน เขาหวนคืนสู่เพศฆราวาส เปลี่ยนชื่อแซ่หลบซ่อนตัวมานานปีปานนี้ ก็เพื่อรักษาความลับของ ‘หลานถิงซวี่’ แต่วันนี้หลี่ซื่อหมินทุ่มเททั้งกำลังคนกำลังทรัพย์สินมหาศาลโดยไม่เสียดาย เพื่อตามหาตัวเปี้ยนไฉกับ ‘หลานถิงซวี่’ ย่อมเพราะต้องการทราบความลับนั้น ปัญหาในตอนนี้จึงมีเพียงว่า ความลับนั้นคืออะไรกันแน่? และตอนนี้ ‘หลานถิงซวี่’ อยู่ที่ใด?

แน่นอน นี่มิใช่เรื่องที่เซียวจวินม่อควรกลัดกลุ้ม ขอเพียงนำตัวเปี้ยนไฉกลับฉางอันได้ หน้าที่ของเขาก็จบ ปัญหาที่เหลือปล่อยให้ฮ่องเต้ทรงกลุ้มพระทัยไปเอง

 

ช่วงยามเว่ย (หมายเหตุ: บ่ายโมงถึงบ่ายสาม) ดวงตะวันเพิ่งลอยข้ามกึ่งกลางฟ้า ขบวนของเซียวจวินม่อเดินทางมาถึงที่ทำการเมืองลั่วโจว

หน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยออกปฏิบัติภารกิจ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งกรมเมืองท้องถิ่น แต่หากต้องการคุมตัวนักโทษของท้องที่นั้นจากไป ก็จำเป็นต้องรายงานต่อที่ว่าการเมืองหรืออำเภอนั้นๆ ดำเนินการตามระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน ดังนั้นขบวนของเซียวจวินม่อจึงไม่อาจไม่เข้าตัวเมืองลั่วโจว หากมิใช่เพราะเหตะนี้ ด้วยนิสัยของเซียวจวินม่อ คงไม่ต้องการข้องแวะใดๆ กับทางกรมเมืองเลย

ตอนที่เห็นประตูใหญ่ของที่ว่าการเมืองแต่ไกลนั้น เซียวจวินม่อออกจะประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องเพราะหยางปิ่งจวินเจ้าเมืองลั่วโจวพาเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย มารอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ด้วยตัวเอง

สมัยถัง ลั่วโจวถือเป็นเมืองใหญ่ เจ้าเมืองมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสาม มิว่าฐานะหรือตำแหน่ง ล้วนสูงกว่าหลางเจี้ยงที่เป็นเพียงขุนนางขั้นห้ามากมายนัก ต่อให้หลางเจี้ยงของหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยเป็นตำแหน่งพิเศษ ขุนนางมากมายหลายแห่งต้องการทำความรู้จักสนิทสนม แต่ก่อกวนจนเอิกเกริกปานนี้ ทั้งยังลดตัวลงมารอต้อนรับถึงหน้าประตู ก็ออกจะมากเกินไปจริงๆ

หยางปิ่งจวินต้องการอะไรกันแน่?

เซียวจวินม่อขบคิดเล็กน้อย พลันเข้าใจมาได้ทันที คนผู้นี้วางท่าสลักสำคัญอย่างที่เห็น ต้องไม่ใช่เพียงเพราะฐานะของหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยแน่ แต่เพื่อแสดงให้คนที่อยู่ในรถม้าด้านหลังผู้นั้น... ให้เปี้ยนไฉได้เห็นมากกว่า

คิดอย่างนี้แล้ว เซียวจวินม่ออดเพิ่มความระแวดระวังขึ้นมาไม่ได้

หยางปิ่งจวินพอเห็นเซียวจวินม่อ ก็ยิ้มกว้าง ตรงเข้ามาต้อนรับ

“แม่ทัพเซียว ได้ยินว่าท่านคลี่คลายคดีหนึ่งได้แต่เช้า ข้าจึงสั่งคนจัดงานเลี้ยงขึ้นมา หนึ่งนั้นเพื่อฉลองให้ท่าน สองคือเชื้อเชิญท่านให้รับเลี้ยงอาหาร แต่เหตุใดท่านแม่ทัพจึงมาช้านัก”

“หลงเหมินงดงามสวยจัด อีเชวียทิวทัศน์เลิศล้ำ ผู้แซ่เซียวมีใจละโมภคิดชมขุนเขาตระการตา ดังนั้นจึงเดินทางช้าลงบ้าง” เซียวจวินม่อรีบประสานมือคารวะ “ทำให้หยางสื่อจวินต้องรอนาน ผู้แซ่เซียวละอายแก่ใจจริงๆ”

สมัยราชวงศ์ถังจะเรียกเจ้าเมืองว่าสื่อจวิน เรียกนายอำเภอว่าหมิงฝู่ ส่วนขุนนางอื่นๆ นั้นเรียกตามชื่อตำแหน่ง ไม่เหมือนสมัยหลังๆ ที่เอะอะก็เรียกหาว่า ‘ใต้เท้า’

หยางปิ่งจวินฟังแล้วหัวเราะดังๆ “ท่านแม่ทัพหากชมชอบที่นี่ ก็พักอยู่เสียวันสองวัน ข้าจะได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้เหย้าให้เต็มที่”

“ขอบคุณเจตนาดีของสื่อจวิน!” เซียวจวินม่อยิ้มตอบ “ผู้แซ่เซียวก็อยากพักที่นี่ต่ออย่างยิ่ง แต่เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงยินยอม”

หยางปิ่งจวินหัวเราะแก้เก้อ “ท่านแม่ทัพซื่อสัตย์รับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำให้ผู้คนเลื่อมใสนัก!”

ทั้งสองโอภาปราศรัยพลางก้าวเข้าที่ว่าการเมืองไปพร้อมกัน

 

งานเลี้ยงคึกครื้นสมบูรณ์ยิ่งนัก หยางปิ่งจวินเชื้อเชิญให้ดื่มสุราไม่หยุดยั้ง เซียวจวินม่อเพียงดื่มไปหนึ่งหรือสองจอก จากนั้นก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่ามีภาระหน้าที่ต้องแบกรับตลอด หลังงานเลี้ยงจบ อาลักษณ์ประจำที่ว่าการเมืองลั่วโจวก็นำหลัวเปียวไปดำเนินการตามระเบียบ หยางปิ่งจวินกับจ่างสื่อ (หมายเหตุ: คล้ายกับเลขาธิการ) ที่ชื่อเหยาซิ่งก็เชิญเซียวจวินม่อไปดื่มน้ำชาที่ห้องรับแขกหลังห้องโถงด้วยกัน

“แม่ทัพเซียว ข้าได้ยินว่าวันนี้เช้าหลังท่านจับตัวเปี้ยนไฉได้แล้ว กลับไม่ได้ถามไถ่เอาร่องรอยของ ‘หลานถิงซวี่’ ซ้ำยังไม่ค้นโรงจำนำเอ๋อร์หย่าด้วย นั่นเพราะเหตุใด” หยางปิ่งจวินเพิ่งดื่มชาได้สองอึก ก็ถามขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว

ในที่สุดมีดสั้นที่ปลายแผนที่ก็เผยออกมาแล้ว!(หมายเหตุ: เผยมีดสั้นที่ปลายแผนที่หมายถึงเผยไต๋)

เซียวจวินม่อลอบแค่นหัวเราะในใจ การต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ กระตือรือร้นมีน้ำใจตรงหน้า ล้วนจัดไว้เพื่อช่วงเวลานี้นั่นเอง ลูกไม้มารยาทมาก่อนทหารตามหลังตามขนบทีเดียว

เช้าวันนี้ตอนที่เซียวจวินม่อไปดำเนินการต่อที่ว่าการอำเภออีเชวีย และเลยพันแผลไปด้วยนั้น นายอำเภออีเชวียเสนอจะตรวจค้นโรงจำนำเอ๋อร์หย่า แต่เซียวจวินม่อปฏิเสธเด็ดขาด ทั้งยังเตือนเขาเป็นคำแรง ว่านอกจากจะมีราชโองการจากฮ่องเต้ มิเช่นนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจแตะต้องโรงรับจำนำเอ๋อร์หย่าได้ นายอำเภออีเชวียไม่นึกว่าเขาจะโต้กลับรุนแรงเช่นนั้น ก็มึนงงอยู่เป็นนาน ก่อนจะถามว่า

“เพราะเหตุใด”

“คดีนี้ข้าเป็นคนรับผิดชอบ เจ้าไม่มีอำนาจถามว่าเพราะเหตุใด!” เซียวจวินม่อตอบอย่างไม่เกรงใจ

นายอำเภออีเชวียขุ่นแค้นอัดอก แต่ไม่กล้าอาละวาด เซียวจวินม่อกลับไม่เหลือบแลเขาแม้แต่แวบเดียว ก็นำเปี้ยนไฉออกเดินทาง

มาตอนนี้เรื่องราวกระจ่างแล้ว ต้องเป็นเพราะนายอำเภออีเชวียไม่อาจกระทำได้เอง ดังนั้นลอบส่งม้าเร็วมารายงานต่อหยางปิ่งจวิน เนื่องเพราะเปี้ยนไฉโดยสารรถม้า ขบวนของเซียวจิวนม่อจึงเดินทางเชื่องช้า ถูกพวกเขาชิงนำหน้าไปก่อน

“หยางสื่อจวิน คำถามที่ท่านเพิ่งถามไป มีข้อผิดพลาดอยู่เล็กน้อย ผู้แซ่เซียวคิดแก้ไขให้ตรงความเป็นจริง”

หยางปิ่งจวินอึ้งไป “ข้อผิดพลาด? ข้อผิดพลาดใดกัน?”

“เปี้ยนไฉไต้ซือเป็นอาคันตุกะของฝ่าบาท มิใช่คนร้ายของราชสำนัก” เซียวจวินม่อเอ่ยอย่างไม่รีบร้อนลนลาน “ฉะนั้นไม่อาจใช้คำว่า ‘จับตัว’ ใช้ได้เพียงคำว่า ‘พบตัว’”

“คำพูดจาต้องว่ากล่าวเช่นนั้นจริง แต่ที่ฝ่าบาทหาตัวเปี้ยนไฉ เป้าหมายก็เพื่อหา ‘หลานถิงซวี่’ เรื่องนี้แม่ทัพเซียวมิใช่ไม่ทราบกระมัง”

“เรื่องนี้ข้าย่อมทราบ”

“ในเมื่อทราบ เหตุใดไม่ถามเปี้ยนไฉ และไม่ค้นโรงจำนำเอ๋อร์หย่า”

“เนื่องเพราะข้าแน่ใจว่า ‘หลานถิงซวี่’ ต้องไม่ได้อยู่กับตัวเปี้ยนไฉแน่นอน และย่อมไม่ได้ซ่อนอยู่ในโรงจำนำเอ๋อร์หย่าด้วย” เซียวจวินม่อกล่าว “ข้าเชื่อว่า เปี้ยนไฉไม่ได้โง่เขลาถึงขั้นนั้น”

ประโยคท้ายมีนัยซ้อนซ่อนอยู่เห็นได้ชัด หยางปิ่งจวินสีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที

“แม่ทัพเซียว” จ่างสื่อเหยาซิ่งออกปาก “ขอท่านอย่างได้ลืมเลือน ท่านกำลังกล่าววาจาอยู่กับขุนนางใหญ่ขั้นที่สาม ระวังวาจาท่านด้วย”

เซียวจวินม่อฟังแล้วยิ้มออกมา “ใช่แล้ว แต่คดีของเปี้ยนไฉนี้ ฝ่าบาทมีราชโองการให้ข้ารับผิดชอบ มิใช่หยางสื่อจวินขุนนางใหญ่ขั้นที่สามของพวกท่าน มิใช่หรือ”

เหยาซิ่งสะอึกไป ได้แต่หุบปากอย่างขุ่นเคือง

หยางปิ่งจวิน ฝืนข่มเพลิงโทสะที่พลุ่งพล่าน เอ่ยอีกว่า

“เจ้าบอกว่า ‘หลานถิงซวี่’ ต้องไม่ได้อยู่ที่โรงจำนำเอ๋อร์หย่าแน่ อาศัยอะไรจึงปักใจเชื่ออย่างนั้น”

“ไม่อาศัยอะไร เพียงอาศัยประสบการณ์การทำงานเล็กๆ น้อยๆ ของผู้แซ่เซียวเท่านั้น” เซียวจวินม่อยังคงเอ่ยอย่างยิ้มแย้มเช่นเดิม

หยางปิ่งจวินแค่นหัวเราะ “เป็นแค่ขุนนางหลางเจี้ยงขั้นห้าตัวเล็กๆ เพิ่งเข้าหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยเพียงช่วงสั้นๆ แค่สามปี ไปมีวาจาใหญ่โตเยี่ยงนี้มาจากที่ใด!”

“หยางสื่อจวินหากขัดหูขัดตาผู้แซ่เซียว สามารถขอให้สำนักผู้ตรวจการยื่นหนังสือกล่าวโทษผู้แซ่เซียว หรือไม่ก็ส่งฎีกาลับโดยตรงต่อฝ่าบาทก็ได้ หากท่านไม่สะดวกเดินทาง ผู้แซ่เซียวยินดีส่งให้ จะอย่างไรข้าก็ต้องกลับราชสำนักอยู่แล้ว สะดวกอย่างยิ่ง!”

“เจ้า!” ในที่สุดหยางปิ่งจวินก็ตบโต๊ะผุดลุกขึ้น แสดงอำนาจเต็มที่ “เซียวจวินม่อ เจ้าอย่าได้คิดว่าตัวเองเป็นองครักษ์เกราะดำแล้วจะยอดเยี่ยมเหลือเกิน! เจ้ามีสิทธิ์ยื่นฎีกาลับต่อฝ่าบาท ข้าก็ทำได้เหมือนกัน อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอะไรเจ้า!”

“หยางสื่อจวินระงับโทสะ” เซียวจวินม่อจิบชาอึกหนึ่ง ก่อนระบายยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง “บังเอิญแท้ พูดถึงฎีกาลับ ตัวผู้แซ่เซียวก็มีอยู่ฉบับหนึ่ง หยางสื่อจวินต้องการอ่านดูหรือไม่ ว่าฎีกาลับฉบับนี้เกี่ยวข้องกับผู้ใด”

หยางปิ่งจวินผงะไปเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

เซียวจวินม่อยิ้มเล็กน้อยล้วงม้วนหนังสือแพรฉบับหนึ่งออกจากอกเสื้อ โบกใส่เหยาซิ่ง

“เหยาจ่างสื่อ วานท่านแล้ว”

เหยาซิ่งแตกตื่นประหลาดใจ รีบตรงเข้ามารับหนังสือแพรไป ส่งต่อให้หยางปิ่งจวิน หยางปิ่งจวินเพิ่งหย่อนก้นลงนั่ง ก็กวาดถ้วยชาบนโต๊ะสำรับล้มดังเกรียวกราว กางหนังสือแพรออกอ่านบนโต๊ะ

ใบหน้าเซียวจวินม่อยังคงประดับด้วยรอยยิ้มดุจเดิม คอยจับสังเกตสีหน้าอีกฝ่าย

หยางปิ่งจวินอ่านหนังสือแพร ทีแรกใบหน้ายังเต็มไปด้วยแววขุนเคืองเดือดดาล แต่แล้วก็กลายเป็นเครียดคล้ำราวกับเหล็ก สุดท้ายกลับเปลี่ยนเป็นเผือดขาว ร่างทั้งร่างห่อเหี่ยวเหมือนถุงหนังที่ถูกปล่อยลม

ฎีกาลับของเซียวจวินม่อฉบับนี้ เปิดโปงว่าหลายปีมานี้เพื่อซื้อหาลายมือตัวอักษรของหวังซีจือไปถวายฮ่องเต้ ในลั่วหยาง อีเชวีย เหยี่ยนซือ หยางตี๋ เหมี่ยนฉือ ซื่อสุ่ย ตัวเมืองอำเภอต่างๆ ที่หยางปิ่งจวินปกครองอยู่ มีการปล้นชิง ต้มตุ๋นหลอกลวง กระทำความผิดต่างๆ มากมายต่อชาวบ้านราษฎร แม้แต่การกระทำชั่วร้ายรีดนาทาเร้นในช่วงหลายปีมานี้ของพวกเขา ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนทุกเรื่อง เพียงตรองดูก็ทราบ ฎีกาลับนี้หากถวายขึ้นไป ฮ่องเต่จะต้องพิโรธเป็นการใหญ่ กลายเป็นแผ่นดินไหวร้ายแรงในแวดวงขุนนางเมืองลั่วโจว ส่วนหยางปิ่งจวินที่เป็นเจ้าเมือง เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำท้องถิ่น ยิ่งกลายเป็นผู้รับผิดชอบอันดับหนึ่ง ตายเป็นหมื่นครั้งยังยากไถ่ถอนความผิด!

เรื่องเหล่านี้ เซียวจวินม่อรวบรวมมาช่วงที่เล่นละครเป็น ‘โจวลู่กุ้ย’ ทีแรกเขาเพียงต้องการสืบเรื่องของ ‘อู๋ถิงเซวียน’ อย่างลับๆ แต่บางคราวได้ยินเสียงคร่ำครวญจากพวกชาวบ้าน จึงคิดว่ามิสู้ตัดหญ้าตีกระต่าย (หมายเหตุ: คือระหว่างทำงานหนึ่ง ได้โอกาสทำงานชิ้นอื่นด้วย จึงพลอยจัดการไปเสียด้วยกัน) ตรวจสอบไปด้วยกันเสียเลย ไม่นึกว่าพอได้เริ่มตรวจสอบแล้วกลับไม่อาจหยุดยั้ง ตอนที่เขาได้เห็นได้ยินขุนนางเหล่านี้ทำร้ายหาความพวกชาวบ้าน ในใจก็โกรธแค้นขุ่นเคืองอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตาสืบหาหลักฐานการกระทำความผิดมาได้มากมาย สุดท้ายเขียนเป็นฎีกาลับฉบับนี้

“หยางสื่อจวิน” ในที่สุดเซียวจวินม่อก็เลิกยิ้ม จ้องหน้าหยางปิ่งจวินตรงๆ “หากท่านยืนยันจะตรวจค้นโรงจำนำเอ๋อร์หย่า ข้าก็จนปัญญา ได้แต่เขียนเติมลงไปในฎีกาลับฉบับนี้อีกข้อ! ควรทำอย่างไร ท่านก็ดูเอาเองเถอะ”

ที่เซียวจวินม่อไม่ให้พวกหยางปิ่งจวินค้นโรงจำนำเอ๋อร์หย่า ประการแรกเพราะเขาเชื่อว่าเปี้ยนไฉไม่มีทางซ่อน ‘หลานถิงซวี่’ เอาไว้ในบ้าน ประการที่สองคือต้องการหยุดยั้งมิให้ขุนนางละโมภพวกนี้ได้โอกาสฮุบสมบัติพัสถานของราษฎร แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือเขามักรู้สึกว่าตนเองติดค้างครอบครัวเปี้ยนไฉทั้งครอบครัว ดั้งนั้นไม่ต้องการให้พวกเขาถูกกระหน่ำซ้ำเติม โดยเฉพาะดรุณีที่มีนามว่าฉู่หลีซางผู้นั้น แม้มีวาสนาได้พบหน้ากันกับเขานับครั้งได้ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในหัวใจเซียวจวินม่อมักคิดถึงนาง

หยางปิ่งจวินทดท้ออยู่เนิ่นนาน กว่าจะเงยหน้าขึ้น

“เซียวจวินม่อ เจ้าต้องการเงินเท่าใด เสนอราคามาเถอะ”

เซียวจวินม่อหัวเราะเสียงดังกังวาน

“หยางปิ่งจวิน ท่านกำลังดูหมิ่นข้า หรือกำลังดูหมิ่นตัวเองกันแน่ ท่านเข้าใจว่าผู้คนทั้งหลายในใต้หล้าล้วนใช้เงินซื้อได้หรือไร”

หยางปิ่งจวินแค่นหัวเราะเย็นชา

“ไม่ต้องมาเล่นละครที่นี่! คนทั้งหลายมาเป็นขุนนางก็เพื่อลาภยศทรัพย์สมบัติ แต่โบราณมาคนก็รู้กันทั่ว ข้าไม่เชื่อว่าเซียวจวินม่อเจ้าจะเป็นข้อยกเว้น!”

ตอนนั้นหลัวเปียวเดินเรื่องตามระเบียบเสร็จสิ้น เพิ่งกลับเข้ามาในห้องรับแขก เห็นบรรยากาศไม่ถูกต้อง ก็รีบชะงักเท้ายืนอยู่ที่ประตู ไม่กล้าเข้ามา

เซียวจวินม่อแย้มยิ้มเย็นชา ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นบนร่าง

“หัวหน้ากองหลัว ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือไม่”

หลัวเปียวรีบตอบ

“รายงานท่านแม่ทัพ ล้วนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว”

เซียวจวินม่อเดินไปหยุดตรงหน้าหยางปิ่งจวิน เก็บม้วนหนังสือแพรเข้าอกเสื้อ

“หยางสื่อจวิน ขอบพระคุณที่ท่านต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ วันหน้าหากกลับไปฉางอัน ไม่ว่าฐานะของท่านจะกลับกลายเป็นเช่นใด ผู้แซ่เซียวจะต้องเป็นเจ้าภาพให้ได้! ขอลา” พูดจบก็ประสานมือ ก้าวยาวๆ ออกจากห้องรับแขก นำหลัวเปียวจากไปไม่เหลียวหลัง

หยางปิ่งจวินถลึงตาขุ่นขาวราวปลาตายทั้งคู่มองตามแผ่นหลังเซียวจวินม่อ พลันสะบัดมือคว่ำโต๊ะ ขู่ขวัญเหยาซิ่งที่ยืนตะลึงอยู่ด้านข้างจนสะดุ้งเฮือกใหญ่

เหยาซิ่งกระเถิบเข้าหา ตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น

“สื่อจวิน เด็กน้อยนี้ไม่รับทั้งน้ำมันทั้งเกลือ ไม่โอนอ่อนต่อทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ต้องแสดงความร้ายกาจให้มันเห็นบ้าง”

หยางปิ่งจวินครุ่นคิด

“อีกกี่วันเซียนเซิงจึงจะมาถึง”

“เช้าวันนี้ส่งจดหมายนกพิราบมาแล้ว เมื่อครู่ข้าได้ยินเหวยจั่วสื่อ (ทูตฝ่ายซ้ายแซ่เหวย) บอก ช่วงนี้เซียนเซิงเคลื่อนไหวอยู่แถบเปี้ยนโจว หากเร่งเดินทางมา อย่างมากอีกสองวันให้หลังก็ถึง”

“ที่เปี้ยนไฉใช้โดยสารก็คือรถม้า เดินทางได้ไม่เร็วนัก” หยางปิ่งจวินขบคิด “เซียวจวินม่ออย่างเร็วที่สุดก็ต้องอีกสามวันให้หลังจึงจะเดินทางถึงส่านโจว ออกจากถิ่นของเราพอดี หากเซียนเซิงเดินทางมาถึงทันเวลา พวกเราก็ลงมือที่ส่านโจวในอีกสามวันให้หลัง ส่งตัวเปี้ยนไฉให้เซียนเซิง ข้าจะฆ่าเซียวจวินม่อกับมือเอง!”

“ใช่แล้ว เรื่องเกิดที่ส่านโจว ถึงตอนนั้นต่อให้เปี้ยนไฉถูกชิงตัวไป เซียวจวินม่อตาย ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเรา” เหยาซิ่งสนับสนุน

“ยังมี ตอนนี้เจ้ารีบไปรวบรวมมือดีมา ไปอีเชวีย”

เหยาซิ่งตามไม่ทัน “ไปอีเชวีย? ไปทำอะไร?”

“นี่ยังต้องถาม?!” หยางปิ่งจวินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไปค้นโรงจำนำเอ๋อร์หย่า! ไม่ว่าจะมี ‘หลานถิงซวี่’ อยู่หรือไม่ ก็ต้องตรวจยึดภาพวาดลายมือของมีค่ามาให้หมด!”

เหยาซิ่งเข้าใจทันที “ขอรับ บริวารจะไปเดี๋ยวนี้” พูดจบก็หมุนตัวจะเดินออกไป

“ช้าไว้” ดวงตาของหยางปิ่งจวินทอแววลึกซึ้งชั่วร้าย จากนั้นสั่งให้เหยาซิ่งขยับเข้ามาใกล้ กระซิบอะไรที่ข้างหูเขาอยู่ประโยคหนึ่ง

เหยาซิ่งแสยะปากหัวเราะ “สื่อจวินปราดเปรื่องยิ่ง!”

หยางปิ่งจวินฉีกยิ้มชั่วร้าย

 

แสงอาทิตย์สาดเฉียงๆ ไปทางตะวันตก หลังคาบ้านช่องร้านรวงล้วนมีควันหุงต้มม้วนตัวเป็นสาย

ตั้งแต่เช้าตรู่หลังจาก ‘อู๋ถิงเซวียน’ ถูกนำตัวจากไป โรงจำนำเอ๋อร์หย่าก็ปิดประตูสนิทแน่น เพื่อนบ้านคนเดินผ่านไปมาไม่น้อยยืดคอชะโงกศีรษะอยู่ด้านนอก แต่โรงจำนำกลับเงียบสงัดยิ่งนัก ไม่มีการเคลื่อนไหวใดดังมาให้ได้ยินเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

วันทั้งวันฉู่อิงเหนียงกับฉู่หลีซางล้วนแยกย้ายกันซุกร่างอยู่บนเตียงตัวเอง ไม่ทราบกำลังคิดอะไรอยู่ ลวี่ซิ่วพูดกับคนนี้ คนนี้ก็ไม่สนใจ พูดกับคนนั้น คนนั้นก็ไม่ตอบรับ นางร้อนใจจนไม่ทราบควรทำอย่างไรดี ตกบ่าย ลวี่ซิ่วกับบ่าวไพร่หลายคนจัดสำรับมากมาย ยกไปให้นายหญิงกับคุณหนู แต่พูดจาอ่อนหวานจนหมดคำพูด พวกนางก็ยังซึมเซาไม่ขยับตะเกียบกันเลย ตอนนี้ถึงเวลาอาหารอีกแล้ว แม้แต่ลวี่ซิ่วเองก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอาหารอีก จึงปิดประตูขังตัวเองให้อัดอั้นอยู่ในห้องไปด้วยอีกคนเสียเลย

ฉู่หลีซางความจริงอยากออกไปหามารดา ถามไถ่เรื่องราวให้กระจ่างมายิ่งนัก แต่ก็รู้สึกว่ามารดาควรเป็นฝ่ายมาหา มาอธิบายกับนางเอง ดังนั้นจึงถือฑิฐิไม่ออกไป นั่งกลัดกลุ้มอยู่ในห้องมาหนึ่งวัน สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เพิ่งคิดจะออกไปตามหามารดา ประตูพลันถูกผลักเปิด ฉู่อิงเหนียงเดินหน้าตาไร้อารมณ์เข้ามา

“พูดมาเถอะ เจ้าอยากรู้อะไร” ฉู่อิงเหนียงนั่งลงบนตั่งบุผ้าปัก จ้องมองนาง

“มิใช่ว่าท่านควรอธิบายให้ข้ารู้เรื่องเองหรือ” ฉู่หลีซางยังขุ่นเคือง “ตั้งแต่เล็กจนโตมา ท่านกับท่านพ่อปิดบังข้ามากี่เรื่อง ไม่ควรอธิบายกับข้าทีละเรื่องให้กระจ่างหรือ”

ฉู่อิงเหนียงถอนหายใจ

“เอาเถิด อย่างนั้นเล่าตั้งแต่ท่านพ่อเจ้าก็แล้วกัน เซียวจวินม่อผู้นั้นพูดไม่ผิด ท่านพ่อของเจ้าเดิมทีเป็นนักบวช มีฉายาว่าเปี้ยนไฉ เขามิใช่พ่อแท้ๆ ของเจ้า สมัยนั้นที่แม่พาเจ้ากับเขามาถึงเมืองอีเชวีย เจ้าเพิ่งสี่ห้าขวบ ยังไม่รู้ความ แม่จึงให้เจ้าเรียกเขาว่าท่านพ่อ ภายหลังก็ใช้ชีวิตเช่นนั้นต่อมาหลายปี ซางเอ๋อร์ แม้เขาจะไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเจ้า แต่หลายปีมานี้เขาดูแลเจ้า ไม่ต่างจากดูแลธิดาแท้ๆ สักน้อยนิด เรื่องนี้เจ้าทราบอยู่แล้ว ใช่หรือไม่”

วันนี้ฉู่หลีซางหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตมากมาย อันที่จริงก็พอจะนึกได้อยู่รำไร ตอนยังเล็กสมัยที่นางได้เห็น ‘ท่านพ่อ’ เป็นครั้งแรก เขายังศีรษะล้านเลี่ยน บนศีรษะยังมีรอยธูปจี้เป็นวงด้วย

“ท่านแม่ แม้ข้าจะไม่ได้ถือกำเนิดจากท่านพ่อ แต่เขาก็ยังเป็นท่านพ่อของข้า จะเป็นตลอดไป!”

ฉู่อิงเหนียงปลาบปลื้มประโลมใจยิ่ง

“เจ้าพูดอย่างนี้ แม่ก็วางใจแล้ว”

“อย่างนั้นท่านบอกข้า ท่านพ่อผู้ให้กำเนิดข้าเป็นผู้ใด ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด”

ดวงตาฉู่อิงเนียงเป็นประกายวาววับ

“ตอนแม่ตั้งครรภ์เจ้า ยังอยู่ที่เจียงหลิง ตอนนั้นที่นั่นมีสงคราม ทั้งม้าทั้งคนปั่นป่วนวุ่นวาย พ่อของเจ้าเขา… เขาไม่อาจมีชีวิตสืบต่อ”

ฉู่หลีซางสะท้านขึ้นทั้งร่าง

“ท่านหมายความว่า พ่อแท้ๆ ของข้า ตอนที่ข้ายังไม่เกิดก็… ตายแล้ว?”

ฉู่อิงเหนียงพยักหน้าอย่างเงียบงัน

“อย่างนั้นภายหลังท่านพบกับท่านพ่อข้าอย่างไร พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”

“หลังจากแม่ออกจากเจียงหลิง ก็มุ่งหน้าไปพึ่งพาญาติมิตรที่เยวี่ยโจว ไม่นึกว่าญาติจะแตกสานซ่านเซ็นไปที่อื่นแล้ว แม่ตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตร ทั้งยังหอบหิ้วเจ้าที่ยังเยาว์วัยไปด้วย ใช้ชีวิตยากลำบากอย่างยิ่ง ตอนนั้น วัดหย่งซินที่ท่านพ่อเจ้าออกบวชก็ถูกตีแตก เขาถูกบีบให้คืนสู่เพศฆราวาส ต่อมาได้รู้จักกับแม่ ภายหลังจึงคอยดูแลพวกเราสองแม่ลูกเสมอมา…”

“ไม่ถูก! ท่านพ่อต้องไม่ได้คืนสู่เพศฆราวาสอย่างปกติแน่นอน!” ฉู่หลีซางจ้องมองมารดาตรงๆ

ฉู่อิงเหนียงแตกตื่นเล็กน้อย “เหตุใดพูดเยี่ยงนี้”

“หากเขาคืนสู่เพศฆราวาสอย่างปกติ ย่อมมีฐานะทางฆราวาสของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องปลอมเป็นอู๋ถิงเซวียนนั่นเลย มิใช่หรือ”

“ตอนนั้นทุกหนแห่งล้วนมีแต่ศึกสงคราม ไหนเลยยังมีกรมเมืองใดมาสนใจทำเรื่องสึกคืนสู่เพศฆราวาสอีก? อู๋ถิงเซวียนเป็นคนที่ท่านพ่อเจ้าคบหามาตั้งแต่สมัยยังเยาว์วัย ทั้งสองตัดสินใจจะร่วมกันลงทุนทำการค้า ไม่นึกว่าอู๋ถิงเซวียนกลับล้มป่วยเสียชีวิต ท่านพ่อเจ้าหนึ่งนั้นเพื่อระลึกถึงเขา สองคือตนเองยังไม่มีทะเบียนบุคคลหลังจากสึก จึงสวมฐานะเขาเสียเลย… เรื่องราวที่ผ่านไป ก็เป็นเช่นนี้เอง”

ฉู่หลีซางจ้องมารดาแน่วนิ่ง

“ต่อให้เรื่องเหล่านี้เป็นความจริง แต่ท่านพ่อรักชอบการเขียนอักษรชัดๆ เหตุใดต้องสาบานจะแขวนพู่กันด้วย ท่านพ่อมิใช่คิดซ่อนฐานะตัวตนที่แท้จริงหรือ เพราะอะไรเขาจึงไม่กล้าให้ผู้อื่นทราบว่าเขาคือเปี้ยนไฉ”

ฉู่อิงเหนียงนิ่งอึ้งไป ดวงตากลับเป็นประกายวาบขึ้นมาอีกครั้ง

“นี่… นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านพ่อเจ้า แม่เองก็ไม่ทราบชัด รอจนผ่านไปอีกหลายวันเขากลับมาแล้ว เจ้าค่อยถามเขาอีกรอบ …หากเขายอมตอบ”

“ท่านแม่ ท่านไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกแล้ว เรื่องราวชัดเจนยิ่งนัก ที่ท่านพ่อต้องวางแผนต่างๆ นานาซุกซ่อนปกปิดฐานะที่แท้จริง ล้วนเพราะ ‘หลานถิงซวี่’ ของหวังซีจือ ใช่หรือไม่”

ฉู่อิงเหนียงสะท้านเฮือก แต่ไม่ทราบควรกล่าวกระไร เห็นชัดว่ายอมรับโดยดุษฎี

“ท่านแม่ ท่านบอกข้า วันนี้ฝ่าบาท… ยังมีเซียวจวินม่อผู้นั้นอีก เหตุใดทุกคนต่างปักใจว่า ‘หลานถิงซวี่’ ต้องอยู่ในมือท่านพ่อ”

ฉู่อิงเหนียงนึกถึงเรื่องราวในอดีต ประกายตาเลื่อนลอยทอดไปห่างไกล ชั่วครู่ให้หลังจึงเอ่ยช้าๆ

“จื้อหย่ง อาจารย์ของท่านพ่อเจ้า เป็นทายาทรุ่นที่เจ็ดของหวังซีจือ ทีแรก ‘หลานถิงซวี่’ ได้ตกทอดถึงมือเขา ตอนท่านพ่อเจ้าเยาว์วัยเคยเห็นผ่านตามา แต่ภายหลังวัดหย่งซินถูกทหารบุกตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘หลานถิงซวี่’ สูญหายไปในการรบที่วุ่นวาย ราชสำนักไม่ทราบความจริง จึงมั่นใจว่า ‘ หลานถิงซวี่’ อยู่ในมือท่านพ่อเจ้า”

ฉู่หลีซางมองหน้ามารดาตรงๆ ตลอดมา อาศัยเพียงสัญชาติญาณก็ทราบว่านางมิได้พูดความจริง แต่ดูท่าใช้เวลาเพียงชั่วครู่สั้นๆ ต้องไม่อาจถามไถ่ได้ความจริงออกมาแน่ ขบคิดแล้วได้แต่รามือ บอกว่า

“ท่านแม่ ท่านคิดจะช่วยท่านพ่อกลับมาอย่างไร”

ฉู่อิงเหนียงตระหนกยิ่ง

“ตอนนี้ท่านพ่อเจ้าอยู่ในเงื้อมมือหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ย อาศัยเพียงพวกเรา จะช่วยเหลือออกมาได้อย่างไร”

ฉู่หลีซางร้อนใจแล้ว

“ท่านร่ำเรียนวิชาฝีมือตั้งแต่เล็ก พวกต้าจ้วงเองก็มีฝีมือ แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่นับว่าต่ำต้อย เหตุใดช่วยกลับมาไม่ได้!”

“ซางเอ๋อร์ เจ้าฟังข้า ฝ่าบาทเชิญท่านพ่อเจ้าเข้าวัง เพียงต้องการสืบถามร่องรอยของ ‘หลานถิงซวี่’ เท่านั้น ขอเพียงท่านพ่อเจ้ากราบทูลความจริง บอกว่า ‘หลานถิงซวี่’ ไม่ได้อยู่กับเขาเลย ต่อให้ฝ่าบาทไม่เชื่อ ก็ไม่อาจทำอย่างไรกับท่านพ่อเจ้าได้ สุดท้ายต้องปล่อยเขากลับมาแน่นอน…”

“ท่านแม่!” ฉู่หลีซางพลันกรีดร้องดังๆ “แต่หากฝ่าบาทไม่ปล่อยเขากลับมาเลยตลอดกาลเล่า?”

ฉู่อิงเหนียงลังเลเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า

“ไม่มีทาง ฝ่าบาทไม่อาจไม่ยึดถือเหตุผล…”

“ท่านแม่ หากท่านไม่กล้าไป ก็ให้พวกต้าจ้วงไปกับข้า ข้าจะไปช่วยเอง!”

“ไม่ได้!” ฉู่อิงเหนียงส่งเสียงเย็นชา “พวกเจ้ามิว่าผู้ใดก็ไม่อาจไป!”

ฉู่หลีซางมองมารดาอย่างขุ่นเคือง หยาดน้ำตาเอ่อคลอ กลอกกลิ้งไปตามขอบตาทันที

จังหวะนั้นด้านนอกพลันมีเสียงแว่วมาดังสับสน จากนั้นประตูห้องก็ถูกผลักเปิดผลัวะ ลวี่ซิ่วลนลานวิ่งเข้ามา

“นายหญิง คุณหนู ย่ำแย่แล้ว! พวกเสวียนเจี่ยเว่ย… พวกเขาจะมาค้นบ้านแล้ว!”

ฉู่อิงเหนียงกับฉู่หลีซางสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หันไปมองกันอย่างแตกตื่น

 

หลี่ซื่อหมินได้รับรายงานจากหลี่ไท่ ทราบว่าหาตัวเปี้ยนไฉเจอแล้ว อีกไม่กี่วันจะพากลับฉางอัน ก็ปลื้มปิติยิ่งนัก สั่งให้จ้าวเต๋อเฉวียนตกรางวัลแก่หลี่ไท่เป็นแพรไหมสามพันพับ เหรียญเงินหนึ่งหมื่นพวง หลี่ไท่รีบคุกเข่าขอบพระทัย หลี่ซื่อหมินยังไม่พอแก่ใจแค่นั้น ก็สั่งให้จ้าวเต๋อเฉวียนเรียกตัวเฉินเหวินเปิ่น เจ้าสำนักราชเลขาธิการเข้าตำหนัก หลี่ไท่ลอบปิติยินดี ทราบว่าคราวนี้ต้องมีราชโองการให้ย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อแน่แล้ว

และจริงดั่งคาด หลังจากเฉินเหวินเปิ่นมาถึง หลี่ซื่อหมินก็สั่งให้เขาร่างราชโองการทันที อนุญาตให้เว่ยอ๋องย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋ออย่างเป็นทางการได้หลังจากวันที่หนึ่งเดือนสาม ในใจหลี่ไท่ลิงโลดยินดีปานคลุ้มคลั่ง คุกเข่าขอบพระทัยซ้ำแล้วซ้ำอีก ในสายตาของหลี่ไท่ เมื่อรืนก็เป็นวันที่หนึ่งเดือนสามแล้ว ขอเพียงไม้กลายเป็นเรือ ต่อให้พรรคพวกฝ่ายไท่จื่ออย่างเว่ยเจิงอยากเกลี้ยกล่อมทัดทานอีก ก็เกรงว่าจะยากยิ่งกว่ายากแล้ว

พอได้ยินพระประสงค์ฮ่องเต้ เฉินเหวินเปิ่นก็ออกจะประหลาดใจ แต่ไม่ว่ากล่าวมากความ รีบรับบัญชากลับสำนักราชเลขาธิการไปร่างราชโองการ

วันนั้นเอง สำนักราชเลขาธิการก็ส่งหนังสือราชโองการไปให้สำนักเหมินเซี่ยเสิ่ง จ่างซุนอู๋จี้ที่รับตำแหน่งซื่อจง (หมายเหตุ: หมายถึงข้าหลวงใหญ่ผู้คุมสำนักเหมินเซี่ยเสิ่ง) ในตอนนั้นเห็นหนังสือราชโองการแล้วอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนสั่งให้หลิวจี้ที่เป็นหวงเหมินซื่อหลาง (หมายเหตุ: รองข้าหลวงใหญ่ผู้คุมสำนักเหมินเซี่ยเสิ่ง) ประทับตราสำนักเหมินเซี่ยเสิ่ง แล้วส่งหนังสือราชโองการไปที่สำนักตรวจราชการ ฝางเสวียนหลิงที่ดำรงตำแหน่งผูเย่ฝ่ายซ้าย (หมายเหตุ: ชื่อตำแหน่งขุนนาง สมัยราชวงศ์ถังและซ่ง ตำแหน่งผูเย่จะมีหน้าที่เหมือนเสนาบดี ประจำสำนักซ่างซูเสิ่ง หรือสำนักตรวจราชการ) รับหนังสือมาแล้ว ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจอย่างไร ประกาศให้ดำเนินการทันที หลังจากนั้นไม่นาน ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหกกรมแห่งราชสำนัก เป็นต้นว่าโหวจวินจี๋เสนาบดีกรมพลเรือน ถังเจี่ยนเสนาบดีกรมทะเบียนและการคลัง หลี่เต้าจงเสนาบดีกรมพิธีการ หลี่ซื่อจี้เสนาบดีกรมกลาโหม ตู้ฉู่เค่อเสนาบดีกรมช่างแรงงาน หรือขุนนางองครักษ์อย่างอวี้ฉือจิ้งเต๋อ แม่ทัพใหญ่ฝ่ายขวาของหน่วยอู่โฮ่ว ล้วนได้รับข่าวนี้กันถ้วนทั่ว

ชั่วเวลาเพียงสั้นๆ เหล่าขุนนางใหญ่คนสำคัญในราชสำนักต้าถังล้วนมีท่าทีแตกต่างกันไป สิ่งที่ขบคิดก็ไม่เหมือน

วันนั้น ปลายเดือนสองของปีเจินกวานที่สิบหก ข่าวใหญ่นี้คล้ายหินก้อนหนึ่งที่ถูกโยนลงไปในสระน้ำใส แนวคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอกขึ้นมาทันที…

 

ขณะที่ระลอกคลื่นก่อตัวขึ้นในราชสำนักนั้นเอง เว่ยเจิงกำลังนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวบนชั้นสองของโรงน้ำชาวั่งชวน ทางหนึ่งลิ้มรสชาเหมิงติ่ง ทางหนึ่งรอคอยคนอย่างสงบ

เสียงเคาะประตูที่คุ้นเคยดังขึ้น เว่ยเจิงเคาะโต๊ะสองครั้งเป็นการตอบกลับ

“มองภูผาถอดรองเท้าน่าละอาย” ผู้เคาะประตูเอื้อนเอ่ยมาจากนอกประตู พร้อมกันนั้นก็ส่งเสียงไอออกมาหลายครั้ง

ฟังจากเสียงแล้ว ผู้มามิใช่เซียวเฮ่อเหนียน แต่เป็นผู้อื่น

เว่ยเจิงจิบชาเซียงหมิงคำหนึ่ง ตอบกลับไปเช่นเดิม

“มองสายธารน้ำไหลวางค้ำถ่อ”

ประตูถูกผลักเปิดออก บุรุษหนุ่มซูบผอมอายุราวสี่สิบเศษ ผิวดำคล้ำเดินเข้ามา ค้อมกายคารวะ

“น้อมพบหลินชวนเซียนเซิง”

ผู้มามีนามว่าหลี่อันเหยี่ยน มีตำแหน่งเป็นจงหลางเจี้ยงของหน่วยองครักษ์ถุนเว่ยฝ่ายซ้าย รับผิดชอบคุ้มครองดูแลวังหลวงยามราตรี เป็นขุนศึกองครักษ์ที่ใกล้ชิดกับฮ่องเต้เป็นที่สุดผู้หนึ่ง สมัยก่อนหลี่อันเหยี่ยนก็เป็นเช่นเดียวกับเว่ยเจิง คือเป็นบริวารของหลี่เจี้ยนเฉิง หลังจากหลี่เจี้ยนเฉิงตายจึงมาสวามิภักดิ์ต่อหลี่ซื่อหมิน

เว่ยเจิงดูแลให้เขานั่งลง โอภาปราศรัยอีกเล็กน้อย ก็พุ่งตรงเข้าประเด็นทันที

“เจ้าไปรวบรวมมือดีมาจำนวนหนึ่ง เอาที่เก่งกาจที่สุด ออกเดินทางวันนี้เลย เป้าหมายคือเปี้ยนไฉที่เซียวจวินม่อ หลางเจี้ยงแห่งหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยคุมตัวอยู่ เสร็จเรื่องแล้วให้ส่งเปี้ยนไฉไปยิ่งไกลยิ่งดี อย่าให้ผู้ใดหาตัวเขาพบอีก!”

หลายวันก่อนเว่ยเจิงติดต่อมอบหมายงานให้หลี่อันเหยี่ยน ให้เขาอ้างว่าป่วยขอลาพักต่อฮ่องเต้ และได้รับอนุญาตเสียด้วย ตอนนี้หลี่อันเหยี่ยนพอจะเข้าใจเนื้อหาปฏิบัติการครั้งนี้คร่าวๆ แล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้เขาใส่ใจกังวล ก็คือเซียวจวินม่อ

“เซียนเซิง หากเซียวจวินม่อขัดขืนด้วยกำลัง บริวารควรทำอย่างไร”

เว่ยเจิงได้ยินแล้วอดนิ่งไปมิได้ ว่ากันตามจริง เขาเองก็ทราบว่าเซียวจวินม่อเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้ ทั้งต้องชิงตัวเปี้ยนไฉมาจากมือเขา ทั้งไม่อาจทำอันตรายเขา นับว่าลำบากทั้งสองทางแท้ๆ ครู่หนึ่งให้หลัง เว่ยเจิงจึงเอ่ย

“เจ้าพยายามคิดหาวิธีล่อเขาไปทางอื่น อย่าปะทะกับเขาตรงๆ”

หลี่อันเหยี่ยนลังเล องครักษ์หน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยแต่ละคนความคิดอ่านรอบคอบ วิชาฝีมือก็สูงส่ง เซียวจวินม่อยิ่งเป็นบุคคลโดดเด่นในบรรดาคนเหล่านั้น หากคิดจะทำให้ได้ตามแผน ไหนเลยง่ายดายดั่งปากพูด?

แน่นอน การลังเลครั้งนี้กินเวลาเพียงชั่วกระพริบตา หลี่อันเหยี่ยนตอบไปทันที

“ขอรับ บริวารรับคำสั่ง” พูดจบ ก็อดไม่อยู่ไอออกมาอีกครั้ง

เว่ยเจิงมองเขาอย่างเป็นห่วง

“เป็นไร โรคเก่ากำเริบหรือ”

หลี่อันเหยี่ยนฝืนยิ้ม

“ว่าไปก็บังเอิญนัก วันก่อนเพิ่งอ้างว่าเจ็บป่วยขอลาพักต่อฝ่าบาท คืนนั้นโรคเก่าก็กำเริบเลย เช่นนี้ดูไปไม่ถือว่า ‘อ้างว่าเจ็บป่วย’ แล้ว แต่เป็นเจ็บป่วยขึ้นมาจริงๆ”

เว่ยเจิงเองก็แย้มยิ้ม

“บนโลกยังมีเหตุบังเอิญปานนี้” แต่แล้วฉุกคิดอะไรขึ้นได้ เอ่ยต่อ “หากร่างกายเจ้าไม่สะดวก ข้าสามารถหาผู้อื่น...”

หลี่อันเหยี่ยนรีบบอกทันที

“ไม่จำเป็น เซียนเซิง สองวันนี้ข้ารับประทานยาไปหลายชุด ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ข้าไม่มีปัญหาใด”

เว่ยเจิงครุ่นคิดชั่วครู่ ไม่เอ่ยอะไรอีก ภายหลังทั้งสองจึงได้พูดคุยรายละเอียดบางส่วนกันต่อ ก่อนจากไป หลี่อันเหยี่ยนพลันนึกอะไรขึ้นได้ เอ่ยว่า

“เซียนเซิง เมื่อครู่ตอนข้ามา ได้ยินในราชสำนักมีข่าวแพร่ไปว่า ฝ่าบาทมีรับสั่งเป็นทางการ ให้เว่ยอ๋องย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อแล้ว”

เว่ยเจิงไม่ส่งเสียง คล้ายคำนวณได้แต่แรกว่าผลต้องเป็นเช่นนี้

หลี่อันเหยี่ยนเห็นเขาไม่พูดจา ก็ลุกขึ้นบอกลา เว่ยเจิงพลันกล่าว

“อันเหยี่ยน สุดท้าย ข้าอยากพูดกับเจ้าอีกสักประโยค”

หลี่อันเหยี่ยนหันมามองเขา

“หากเซียวจวินม่อขัดขืนด้วยกำลัง ยินดียกเลิกปฏิบัติการ แต่ไม่อาจทำร้ายเขา”

“บริวารเข้าใจ”

 

ตอนที่เหยาซิ่งพาคนบุกโรงจำนำเอ๋อร์หย่านั้น ทุกผู้คนล้วนสวมเกราะดำ

ฉู่อิงเหนียง ฉู่หลีซางก็นำพวกลวี่ซิ่ว ต้าจ้วงทั้งหลายถืออาวุธครบมือ กรูออกมาประจันหน้ากับพวกเขาที่ห้องโถงด้านหน้า เหยาซิ่งอ้างว่าพวกเขาคือหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ย ถือคำสั่งเซียวจวินม่อมาตรวจค้นโรงจำนำ สั่งให้พวกฉู่อิงเหนียงวางอาวุธ มิเช่นนั้นจะจับกุมทุกคนข้อหาต่อต้านกรมเมือง ฉู่หลีซางเดือดดาลยิ่ง ตวาดก้องว่าเหตุใดเซียวจวินม่อไม่กล้ามาเอง เหยาซิ่งแค่นหัวเราะ บอกว่าแม่ทัพเซียวงานยุ่งวุ่นวาย ไหนเลยมีเวลามาจัดการเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้

ฉู่หลีซางพอได้ยิน โทสะก็ประดังขึ้นทันที ควงกระบี่พุ่งปราดเข้าหาเหยาซิ่ง

ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดต่อสู้กันขึ้นในลักษณะนี้เอง

ฉู่อิงเหนียงที่ความจริงคิดควบคุมสถานการณ์เต็มที่ จนใจที่พอดาบกระบี่ถูกใช้งาน ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเหตุการณ์ไว้ได้อีกต่อไป เพื่อปกป้องบุตรี นางได้แต่ลงมาร่วมวงต่อสู้ด้วย

ขณะตะลุมบอนกัน มีคนชนเชิงเทียนอันหนึ่งล้มลง ไฟแตะถูกภาพวาดตัวอักษรหลายม้วนบนโต๊ะวางของ และเปลวเพลิงก็ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่หลีซางทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ฟันทหารของทางการคนหนึ่งล้มลง คิดจะบุกเข้าไปดับไฟที่โต๊ะวางของ ไม่นึกว่าจะถูกทหารอีกสามคนพัวพันไว้ไม่คิดชีวิต นางอาศัยหนึ่งต้านสาม ต่อสู้ฟาดฟันสุดความสามารถ โค่นไปได้อีกสองคนอย่างยากลำบาก แต่ทหารจำนวนมากมายกว่าเดิมล้อมเข้ามาแล้ว

เนื่องเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ จึงสั่งให้เหยาซิ่งนำคนมาถึงสามสิบกว่าคน แต่ละคนล้วนฝีมือมิใช่ชั่ว พวกฉู่อิงเหนียง ฉู่หลีซางแม้มีวิชาเข้มแข็งเหนือล้ำกว่า แต่จนใจที่อาศัยกำลังน้อยนิดต้านพวกมาก โรมรันกันเพียงครู่เดียว เด็กรับใช้ของโรงจำนำสามสี่คนก็ลงไปนอนจมกองเลือด ลวี่ซิ่วเองก็ถูกทหารสองคนคุกคามจนถึงมุมผนัง ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก

ตอนที่ฉู่หลีซางขโมยร่ำเรียนวิชาฝีมือ เคยถ่ายทอดต่อลวี่ซิ่วบ้าง ยามปกติใช้ป้องกันตัวได้เหลือเฟือ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการฆ่าฟันเอาให้ถึงตายอย่างนี้ ฝีมือน้อยนิดเท่านั้นจะใช้รักษาชีวิตตัวเองยังยาก ฉู่หลีซางเห็นลวี่ซิ่วมีภัย กระบี่ในมือก็สั่นพลิ้ว สะบัดควงเป็นวง คุกคามทหารสองนายนั้นล่าถอย บุกฝ่าช่องว่างนั้นออกไป ก่อนจะกระโดดปราดขึ้น กระบี่แทงเข้าใส่หัวใจทหารนายหนึ่งจากด้านหลัง ทิ่มทะลุร่างเขาเป็นโพรง จากนั้นตวัดเท้าซ้ายตามติด เตะทหารอีกนายกระเด็นไป

เมื่อครู่ลวี่ซิ่วถูกบีบจนนั่งยองๆ อยู่ริมผนัง พอเห็นเภทภัยถูกกำจัด ในที่สุดก็ร้องไห้โฮออกมา ทางหนึ่งฟุบเข้าหาอ้อมอกฉู่หลี่ซาง ฉู่หลีซางตบหลังตบไหล่นาง ขณะจะปลอบโยน พลันรู้สึกด้านหลังผิดปกติ รีบหันขวับไป เห็นทหารรูปร่างอ้วนใหญ่นายหนึ่งควงดาบเล่มโตฟันฉับลงมา

พริบตานั้นจะบ่ายเบี่ยงหลบหลีก้ไม่ทันแล้ว ลวี่ซิ่วกรีดร้องเสียงแหลมบาดหูออกมาอีกรอบ

ในห้วงความเป็นความตาย เห็นประกายกระบี่สายหนึ่งสาดวูบ ทหารร่างอ้วนใหญ่ตัวส่ายโงนเงน จากนั้นพริบตาเดียวศีรษะกับร่างก็ขาดจากกัน ศีรษะเลื่อนตกไปด้านข้าง ส่วนร่างสูงใหญ่นั้นล้มคะมำฟาดลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง

ตอนที่เขาล้มมานั้น ฉู่หลีซางตะลึงมองกระบวนท่าเก็บกระบี่ของฉู่อิงเหนียงผู้เป็นมารดา

กระบี่เมื่อครู่ตัดคอนายทหารนี้ไปโดยไร้สุ้มเสียง ด้วยความรวดเร็วที่ทำเอาผู้คนคาดคิดไม่ถึง

ตอนนั้นไฟลุกฮือโหมไหม้โรงจำนำทั้งหลัง ควันหนาทับลอยออกไปทั่วทุกทิศทาง ทหารทางการตายไปสิบกว่าคน เด็กรับใช้ของโรงจำนำเอ๋อร์หย่าก็ล้มลงหมดสิ้น เหลือเพียงต้าจ้วงคนเดียวที่ยังฝืนตั้งรับอยู่ เหยาซิ่งนั้นล่าถอยออกไปนอกโรงจำนำตั้งนานแล้ว กู่ก้องแผดร้องลั่นๆ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย ทางอำเภออีเชวียส่งกำลังมาช่วยเหลืออีกกลุ่มใหญ่ ล้วนโห่ร้องล้อมอยู่ด้านนอก

ฉู่หลี่ซางเดือดดาลยิ่งนัก ควงกระบี่จะโถมออกไป แต่ถูกฉู่อิงเหนียงฉุดรั้งไว้

“เจ้ากับลวี่ซิ่วออกไปที่ลานด้านหลัง เร็ว!” ฉู่อิงเหนียงร้อง ฟันทหารล้มลงอีกนายหนึ่ง

ฉู่หลีซางคิดจะโต้เถียงมารดา แต่พออ้าปากก็สูดควันเข้าไปคำโต ต้องสำลักกระอักกระไอไม่หยุดยั้ง น้ำมูกน้ำตาหลั่งไหล ลวี่ซิ่วรีบลากนางวิ่งไปทางประตูหลัง ฉู่อิงเหนียงคุ้มกันอยู่ด้านหลังพวกนาง ขวางทหารทางการอีกหกเจ็ดคนเอาไว้ สู้พลางถอยพลาง ต้าจ้วงเข่นฆ่าจนสองตาแดงฉาน หลังฟันทหารล้มไปอีกสองนาย ก็พุ่งเข้าหาฉู่อิงเหนียง ตั้งรับศัตรูเคียงบ่าเคียงไหล่กับนาง

ไม่นานทั้งสี่ก็ล่าถอยมาถึงประตูที่เปิดไปสู่ลานด้านหลัง ลวี่ซิ่วกอดฉู่หลีซาลงแนบแน่น ลากนางไปจนถึงลานหลังบ้าน ฉู่อิงเหนียงกำลังคิดจะร้องบอกต้าจ้วงให้หลบหนีไปก่อน แต่ถูกต้าจ้วงคว้าแขนไว้ ผลักออกโดยแรง ถึงกับผลักนางข้ามช่องประตูมา

“รีบไป…” ต้าจ้วงคำราม ร่างทั้งร่างบดบังช่องประตู ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายปักหลักขัดขวางสุดชีวิต ทั้งตัวเขามีแต่บาดแผลเกลื่อนกลาด เลือดสดๆ อาบย้อมเสื้อผ้าจนแดงฉาน

ฉู่อิงเหนียงน้ำตานองมองต้าจ้วงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนฉุดมือฉู่หลีซาง

“ไป!”

ฉู่หลีซางยังคิดจะดิ้นรน แต่ถูกมารดากับลวี่ซิ่วยื้อยุดกันคนละข้างฉุดดึงให้รีบหลบหนี พริบตาเดียวก็หายลับไปท่ามกลางท้องฟ้ายามพลบของสวนด้านหลัง ตอนที่พวกนางกระโดดข้ามกำแพงออกมานั้น ในที่สุดต้าจ้วงก็ต้านทานไว้ไม่อยู่ ร่างถูกแทงด้วยดาบสามเล่มพร้อมๆ กัน ปากกระอักโลหิตสดๆ ออกมา…

 

สนธยาครอบคลุมลงมาทุกทิศทาง เสียงสายลมในท้องทุ่งรกร้างกรีดหวีดหวิว

ฉู่อิงเหนียง ฉู่หลีซาง ลวี่ซิ่วประคองกันยืนอยู่บนเนิ่นสูงแห่งหนึ่ง ทอดสายตามองเปลวไฟที่คุโชนถึงท้องฟ้ากลางอำเภออีเชวียที่อยู่ห่างออกไป

อักษรภาพวาด และสมบัติของโบราณที่เปี้ยนไฉสะสมมาในช่วงสิบหกปีที่ผ่าน ก็มาถึงจุดจบ ถูกทำลายย่อยยับไม่เหลือกลางทะเลเพลิงในลักษณะนี้เอง

น้ำตาแห่งความโกรธแค้นเอ่อชุ่มดวงตาของสตรีทั้งสาม

เปลวไฟแห่งความอาฆาตก็เหมือนกับเปลวไฟที่อยู่ห่างไกลนั้น แผดเผาเริงแรงอยู่ในดวงตาของพวกนางเช่นกัน

 

หลี่ซื่อหมินมีราชโองการให้หลี่ไท่ย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อในวันที่หนึ่งเดือนสาม เรื่องนี้พอดีพ้องกับข่าวปลอมที่หลี่ไท่ถ่ายทอดต่อหลิวจี้เมื่อหลายวันก่อน แม้แต่ช่วงเวลาก็ตรงกัน ไม่เร็วหรือช้าไปเลยแม้สักวันเดียว การตีเปะปะแต่บังเอิญตรงเป้าถนัดถนี่คราวนี้ ทำเอาหลี่ไท่กับตู้ฉู่เค่อพูดถึงแล้วอดไม่อยู่ต้องหัวเราะออกมา

“ท่านอ๋อง ท่านเดาดูว่าเมื่อกลางวันตอนหลิวจี้มาหาข้า สีหน้าเขาเป็นอย่างไร”

เวลานั้นตู้ฉู่เค่ออยู่ในห้องหนังสือจวนเว่ยอ๋อง กำลังสนทนากับหลี่ไท่

หลี่ไท่กลั้นหัวเราะ

“ยังจะมีสีหน้าอย่างไรได้ ต้องตื้นตันจนไร้คำบรรยายแน่นอน!”

“ถูกต้อง!” ตู้ฉู่เค่อตบต้นขาฉาด “คนผู้นี้เปลือกนอกเสแสร้งเป็นหนักแน่นมั่นคง แต่ความจริงข้ามองปราดเดียวก็ดูออก หัวใจเขาถูกท่านอ๋องโยกคลอนจนเลอะเลือนสับสน แค้นที่ไม่อาจควักหัวใจออกมา ให้ข้าส่งมอบให้ท่านอ๋องชมดู!”

หลี่ไท่หัวเราะ “หลิวจี้ยังพูดอะไรอีก”

“ยังคงเป็นคำพูดเดิมๆ เหล่านั้น ข้าเห็นว่าไม่ฟังก็ได้”

“ฟังหรือไม่ฟัง ข้าจะตัดสินใจเอง” หลี่ไท่ตวัดมองด้วยสายตาเย็นชา “มิใช่ท่านเห็นว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น”

ตู้ฉู่เค่อใจสั่นสะท้านไปเล็กน้อย ลนลานกล่าว

“หลิวจี้บอกว่า หลังจากท่านอ๋องย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อ จะต้องนอบน้อม และนับจากนี้ไปยามอยู่ต่อหน้าฝ่าบาท ขอเพียงพูดถึงวังตงกง จะต้องกล่าวแต่วาจาดีงาม ห้ามเอ่ยถึงในทางเสื่อมเสียแม้แต่คำเดียว ต่อให้ฝ่าบาทบอกว่าไท่จื่อไม่ดี ก็ต้องอธิบายแก้ตัวแทนไท่จื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่าบาทย่อมเห็นความสำคัญของท่านอ๋องกว่าเดิม ละเลยห่างเหินไท่จื่อไป”

หลี่ไท่ฟังแล้วอดมิได้ต้องขมวดคิ้วเงียบงัน

“ท่านอ๋อง วิธีของหลิวจี้นี้ออกจะคร่ำครึเกินไป ถึงกับเรียกได้ว่าอ่อนแอ…”

“ท่านผิดแล้ว วิธีนี้คือใช้อ่อนสยบแข็ง ใช้ความนุ่มนวลพิชิตความแข็งกร้าว” หลี่ไท่ตัดบทเขาเรียบๆ “มีแต่ผู้ที่ไม่แก่งแย่งช่วงชิง ใต้หล้านี้จึงไม่มีผู้ใดช่วงชิงอะไรไปจากเขาได้! คำพูดนี้ของหลิวจี้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของเหลาจื่อ (หมายเหตุ: เหลาจื่อหรือเล่าจื้อ เป็นนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของจีน) ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ”

“ไม่ช่วงชิง?” ตู้ฉู่เค่อแค่นหัวเราะ “นับแต่โบราณมา เคยมีคนใช้วิชาเต่าหดหัวแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทสำเร็จหรือไม่ มีคนอาศัยคำ ‘ไม่ช่วงชิง’ สามคำนี้ทำให้คู่ต่อสู้ก้มศีรษะยอมสยบหรือ ท่านอ๋อง ทุกผู้คนล้วนบอกว่าท่านคล้ายฝ่าบาทที่สุด แต่คล้ายในที่ใดกันแน่ ในสายตาบริวาร ก็คือบุคลิกแห่งกษัตริย์ที่ทอดสายตาเยาะหยันทั้งใต้หล้า นอกจากข้ามีผู้ใดสามารถเทียบเทียม! หากสมัยนั้นฝ่าบาทไม่ช่วงชิง ตอนนี้เกรงว่าคงกลายเป็นกองกระดูกขาวในหลุมศพไร้ชื่อไปแล้ว”

“หุบปาก!” หลี่ไท่ตวาดเสียงทุ้มต่ำ “วาจาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ขุนนางควรพูดหรือ”

“ท่านอ๋องโปรดอภัย” ตู้ฉู่เค่อกลับไม่กริ่งเกรง “บริวารเพียงพูดความจริงเท่านั้น”

“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว” หลี่ไท่เสียงอ่อนลง “หนอนบ่อนไส้แสดงตัวแล้ว บอกมาเถอะ ควรทำอย่างไร”

“เซียวเฮ่อเหนียนตัวบัดซบ!” ตู้ฉู่เค่อเอ่ยอย่างแค้นเคือง “ไม่นึกว่ามันจะเป็นสุนัขรับใช้ของไท่จื่อกับเว่ยเจิง!”

“พูดถึงเรื่องนี้ มีสิ่งหนึ่งต้องรีบกระทำ”

“ท่านอ๋องหมายถึง ‘หวงเฉวี่ยน’?”

หลี่ไท่พยักหน้า

“ตอนนี้ดูไป เรื่องราวกระจ่างขึ้นมากแล้ว หลังจาก ‘หวงเฉวี่ยน (สุนัขเหลือง)’ ถูกเปิดโปง ต้องถูกไท่จื่อกับเว่ยเจิงชี้นำ ให้ซ้อนแผนกลับมาเล่นงานพวกเราแน่นอน ผลคือทำเอาพวกเราแทบคิดว่าหลิวจี้เป็นหนอนบ่อนไส้ ฉะนั้นสุนัขไม่อาจเอาไว้อีกแล้ว ให้รีบกำจัดทิ้งโดยเร็ว”

“ท่านอ๋องวางใจ พรุ่งนี้ข้าจะทำให้นางหายสาบสูญไป”

“ยังมี เซียวเฮ่อเหนียนลอบสืบข่าวเปี้ยนไฉไปได้ ท่านคิดเห็นอย่างไร”

“นี่ออกจะประหลาดอยู่เล็กน้อย” ตู้ฉู่เค่อครุ่นคิด “ตอนนี้ยังไม่พูดเรื่องไท่จื่อกับเว่ยเจิงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร เพียงพูดเรื่องเซียวเฮ่อเหนียนเสี่ยงภัยขโมยข่าวเปี้ยนไฉ เท่านี้ก็บอกได้แล้ว ว่าเปี้ยนไฉต้องซุกซ่อนความลับใหญ่เทียมฟ้าใดไว้แน่ หรือพูดอีกอย่าง หลายปีมานี้ที่ฝ่าบาททุ่มเทแรงกายแรงใจควานหาตัวเปี้ยนไฉกับ ‘หลานถิงซวี่’ จะต้องมิใช่เพราะเหตุผลง่ายดายอย่างรักชอบลายมือของหวังซีจือแน่”

“เปี้ยนไฉปลอมแปลงชื่อแซ่หลบซ่อนอยู่ที่อีเชวียมาสิบหกปี เท่านี้ก็ไม่ปกติแล้ว และนั่นคือเรื่องที่ข้ากำลังสงสัย” หลี่ไท่ว่า “หลายปีมานี้ ข้าใช้ ‘คว่อตี้จื้อ’ บังหน้าช่วยเสด็จพ่อลอบค้นหาตัวเปี้ยนไฉ แต่ขบคิดไม่เข้าใจเสมอมา ว่าเบื้องหลังของเปี้ยนไฉกับ ‘หลานถิงซวี่’ ที่แท้ซุกซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่ ทำให้เสด็จพ่อกลัดกลุ้มกังวล คิดใคร่ได้มาจนถึงปานนี้”

ตู้ฉู่เค่อพลันนึกอะไรขึ้นได้

“ไม่ทราบท่านอ๋องจำได้หรือไม่ คดีฆ่าล้างสกุลหลี่ว์อันลือลั่นในปีอู่เต๋อที่เก้านั่น?”

“ท่านหมายถึงหลี่ว์ซื่อเหิง?”

“ใช่แล้ว ข้าได้ยินว่าวันที่เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่ ก่อนหลี่ว์ซื่อเหิงจะตาย เคยวิงวอนขอพบฝ่าบาท ฝ่าบาทเองก็เสด็จไปพบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย ตามข้อสันนิษฐานของข้า หลี่ว์ซื่อเหิงจะต้องทิ้งเบาะแสใดไว้ให้ฝ่าบาทแน่ และเบาะแสนั้นก็ชี้ไปถึง ‘หลานถิงซวี่’ ภายหลังยังเกิดคดีฆ่าล้างตระกูลอีก ทำให้เรื่องนี้ยิ่งพิกลผิดธรรมดา นับแต่นั้นฝ่าบาทก็เริ่มรวบรวมลายมือของหวังซีจือจากที่ต่างๆ เท่านี้ก็เห็นได้แล้ว ไม่ว่า ‘หลานถิงซวี่’ จะมีความลับใด ล้วนมีต้นตอมาจากหลี่ว์ซื่อเหิงผู้นี้เอง!”

“ท่านทราบหรือไม่ ตอนนั้นยังมีผู้ใดตามเสด็จพ่อไปพบหลี่ว์ซื่อเหิงบ้าง”

“เท่าที่ข้าทราบ มีสี่คน”

“สี่คนใด”

“ฝางเสวียนหลิง จ่างซุ่นอู๋จี้ อวี้ฉือจิ้งเต๋อ และโหวจวินจี๋”

หลี่ไท่พิจารณารายชื่อทั้งสี่ คล้ายกำลังใคร่ครวญอะไรอยู่ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าว

“เรื่องนี้คงไม่กระจ่างมาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ จะต้องวางแผนระยะยาว ตอนนี้ที่ต้องขบคิดคือ ควรนำเรื่องเซียวเฮ่อเหนียนขโมยข่าว กราบทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบหรือไม่”

ตู้ฉู่เค่อครุ่นคิด

“บริวารเห็นว่าไม่อาจ”

“เพราะเหตุใด”

“หลายปีนี้ท่านอ๋องช่วยเหลือฝ่าบาทหาตัวเปี้ยนไฉตลอดมา ฝ่าบาทเคยมีท่าทีจะบอกความจริงกับท่านหรือไม่” ตู้ฉู่เค่อไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม

“ไม่มีแม้แต่น้อย”

“ในเมื่อไม่มี ก็แสดงว่าฝ่าบาทไม่ต้องการให้ท่านอ๋องเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่ต้องการ หากท่านอ๋องบุ่มบ่ามรายงานเรื่องเซียวเฮ่อเหนียนไป มีแต่จะทำให้ฝ่าบาทระวังและระแวงท่านอ๋อง สำหรับท่านอ๋องแล้ว นับว่าไม่มีคุณประโยชน์สักน้อยนิด”

“คำพูดนี้มีเหตุผล” หลี่ไท่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้อีก “แต่ปัญหาก็คือ เซียวเฮ่อเหนียนขโมยข่าวไป เป็นไปได้มากว่าจะพุ่งเป้าไปที่ ‘หลานถิงซวี่’ หากเขากับเว่ยเจิงส่งคนไปชิงตัวเปี้ยนไฉระหว่างทาง ซ้ำฝ่ายราชสำนักก็ไม่ได้ระวังป้องกันสักน้อยนิด ไม่ได้ส่งกำลังหนุนไปให้เซียวจวินม่อ นั่นไยมิใช่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง”

“ที่ท่านอ๋องห่วงใยก็ถูกต้องอย่างยิ่ง” ตู้ฉูเค่อครุ่นคิด “อย่างนั้นได้แต่ส่งคนของเราไปเป็นกำลังเสริมแล้ว”

“ไม่ได้” หลี่ไท่ปฏิเสธทันที “อย่างที่ท่านเพิ่งพูดมาเมื่อครู่ ตอนนี้ฝ่าบาทยังไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปพัวพัน หากส่งคนไปเป็นกำลังเสริม ยากยิ่งจะไม่ก่อกวนจนผู้คนมากมายพลอยแตกตื่นไปด้วย ฝ่าบาทจะต้องสงสัยว่าพวกเราอาจรู้ข่าวอะไรอยู่ก่อน”

“อย่างนั้นก็เหลือเพียงวิธีเดียว” ตู้ฉู่เค่อขยับเข้าหาหลี่ไท่ กระซิบบางอย่างไปประโยคหนึ่ง

“ทำตามนั้น!” หลี่ไท่ตบโต๊ะหนังสือฉาด “ท่านรีบไปสั่งการ”

ตู้ฉู่เค่อเพิ่งลุกขึ้น พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้

“แย่แล้ว! เซียวจวินม่อผู้นี้เป็นบุตรชายเซียวเฮ่อเหนียน พวกเขาบิดากับบุตรจะติดต่อรู้กันอยู่ก่อนหรือไม่”

“เป็นไปไม่ได้” หลี่ไท่แย้มยิ้มบอก “หากเป็นอย่างนั้น เซียวเฮ่อเหนียนไหนเลยจำเป็นต้องแล่นมาขโมยข่าวจากข้าตอนดึกดื่นค่อนคืนด้วย”

ตู้ฉู่เค่อตบหน้าอกตัวเอง

“ใช่แล้วใช่แล้ว ข้าลืมเรื่องนี้ไป”

“ยังมี ในเมื่อพวกเราไม่ต้องการส่งตัวเซียวเฮ่อเหนียนให้เสด็จพ่อ อย่างนั้นก็ได้แต่จัดการเขากันเอง” หลี่ไท่ครุ่นคิด “นอกจากนี้ เรื่องความลับของ ‘หลานถิงซวี่’ นั้น คาดว่าเซียวเฮ่อเหนียนก็ต้องรู้เรื่องเป็นแน่ หากทำให้เขาเปิดปากได้ พวกเราก็จะทราบกระจ่างทุกประการ”

ตู้ฉู่เค่อพยักหน้า เข้าใจความหมายของหลี่ไท่ทะลุปรุโปร่ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal