บทที่ 10 แค้นอำมหิต (ต่อ)

เวลาอาหารค่ำ ท้องฟ้าเริ่มปรากฏหิมะโปรยปราย ริมฝั่งลำน้ำฉื้อสุ่ย ขาวโพลนทั้งแผ่นผิว เยียนสวินในชุดสีขาวพิสุทธิ์และหมวกกันลม ยืนจูงม้าอยู่ริมตลิ่ง มองจากที่ไกล เพียงเห็นหนุ่มน้อยอาภรณ์เลิศหรู ใบหน้าหล่อเหลา แววตาลุ่มลึก สะท้อนเป็นภาพเหนือผิวน้ำที่จับตัวแข็ง แลดูสง่างามแปลกตา

ดวงตะวันค่อยๆ ลาลับเหลี่ยมเขา ทางทิศของวังเซิ่งจิน ปรากฏแสงโชติช่วงของตะเกียงน้ำมันที่ไม่มีวันดับมอดตลอดกาล สาดแสงสะท้อนแสบตาออกมา เยียนสวินผินหน้า แหงนมองไปทางประตูวัง แววตาค่อยๆ สะกดนิ่ง

“ซื่อจื่อ!” เฟิงเหมียนเด็กรับใช้วิ่งมาแต่ไกล ก่อนหยุดยืนเบื้องหน้าเยียนสวินด้วยอาการเหนื่อยหอบ กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”

เยียนสวินเลิกคิ้วสูงเมื่อถาม “เรื่องอะไร”

“แม่นางซิงเอ๋อร์คนนั้น ได้ยินว่าถูกคนของนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อจับตัวไปที่คฤหาสน์ในตรอกปาซิงแล้ว”

“ว่ากระไร?” เยียนสวินขมวดคิ้วเรียวงาม ถามน้ำเสียงร้อนรนว่า “ตั้งแต่เมื่อใด เจ้าได้ยินมาจากไหน เชื่อถือได้หรือไม่?”

“ได้ยินบ่าวของคฤหาสน์จูเก่อพูดขอรับ ข้าก็ไม่แน่ใจ ทราบแค่ว่าเป็นแม่นางซิงเอ๋อร์ของเรือนชิงซาน”

เยียนสวินเงียบงันไปพักใหญ่ พลันพลิกตัวขึ้นม้า “เฟิงเหมียน พวกเราไปตรอกปาซิง”

“หา?” เฟิงเหมียนตะลึงวูบ ร้องว่า “ซื่อจื่อ ไปจริงหรือ? ข่าวนี้อาจไม่แน่นอน รอก่อนดีกว่าขอรับ”

เยียนสวินสั่นศีรษะ “ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยกลับมา ไม่เห็นเป็นไร”

“แล้วเราจะใช้ข้ออ้างอะไร อยู่ดีๆ บุกเข้าไปหาคนอย่างเอิกเกริกแบบนี้ คงไม่ดีกระมัง?”

เยียนสวินกลอกตาคราหนึ่งแล้วกล่าว “ก็อ้างว่ามาอำลาก่อนเดินทาง ไม่เป็นไรหรอก ไปเถอะ”

เสียงเกือกม้าดังกุบกับ เหยียบย่ำหิมะปลิวฟุ้ง ไม่ไกลออกไปทางตะวันตกของเมือง กองทหารสามร้อยนายกำลังรอคอยอย่างเงียบเชียบ ทหารสอดแนมควบม้ากลับมาอย่างรวดเร็ว กล่าวกับแม่ทัพบัญชาการวัยหนุ่มว่า “เรียนขุนพลน้อย บริวารเห็นกับตา เยียนซื่อจื่อมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์อีกหลังของตระกูลจูเก่อที่ตรอกปาซิง”

“ตระกูลจูเก่อ?”

เว่ยซูเย่มุ่นคิ้ว พึมพำว่า “เยียนสวินไปที่นั่นทำอะไร หรือตระกูลจูเก่อจะสอดมือ? มิน่าครั้งนี้จูเก่อมู่ชิงถึงมิได้ร่วมประชุมคณะมนตรี”

“ขุนพลน้อย” เจียงเฮ่อกระตุ้นม้าขึ้นหน้า “ข้าว่าไม่น่าใช่ จูเก่อมู่ชิงมีสัมพันธ์อันดีกับประมุขตระกูลปาถู ครั้งนี้เป็นเพราะอุทกภัยในพื้นที่ตะวันออกจึงไม่อาจปลีกตัวมาได้ คิดว่าเยียนสวินไปที่นั่นน่าจะเรื่องบังเอิญมากกว่า”

เว่ยซูเย่พยักหน้ากล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวก็สะดวกขึ้นมาก”

จันทราแขวนค้างกลางนภา เว่ยซูเย่แหงนหน้า พลางกล่าวเนิบๆ ว่า “ได้เวลาแล้ว”

กองทหารได้ยินก็เริ่มเคลื่อนพล มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ของนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อ

 

ขณะเดียวกับที่จูเก่อเยว่ เยียนสวินและเว่ยซูเย่ เร่งม้าทะยานสู่คฤหาสน์ของจูเก่อสี ภายในหอฉูเหนียง (เด็กสาว) ที่เสียงดนตรีไม่เคยขาดสาย กลับตกอยู่ในห้วงมรณะที่วังเวงจับใจ

เลือดสดค่อยๆ รินหลั่งลงมาตามมีดสั้นที่คมกริบ หยดบนพรมขนอูฐขาวจากแดนซีอวี้ ซึมซ่านอย่างรวดเร็ว กลายเป็นภาพโลหิตดวงหนึ่ง ลมราตรีพัดเข้ามาทางหน้าต่าง สลายความหอมกรุ่นที่ฟุ่มเฟือยในห้อง

โคมไฟในหอฉูเหนียงสว่างจ้า จูเก่อสีที่ใบหน้าแตกตื่นลนลานบีบลำคอตัวเองแน่น จ้องมองเด็กหญิงที่สูงไม่ถึงไหล่ตนด้วยแววตาเหลือเชื่อ เม็ดทรายในโหลนาฬิกาไหลลงเชื่องช้า ในที่สุด...ชายชราก็คุกเข่ากระแทกพื้นดังพลั่ก

“ท่านกำลังขอร้องให้ข้าไว้ชีวิต?” เสียงของฉู่เฉียวเบาหวิว นางก้มหน้านิดหนึ่ง หางตาปรายมองบนใบหน้าชายชรา กระเพาะอาหารปั่นป่วนคลื่นเหียนจนอยากขย้อน ในค่ำคืนนั้น ซากร่างอุจาดตาของจือเซียงและคนอื่นๆ ประหนึ่งมีดดาบ เสียบแทงจิตวิญญาณของนาง นางโน้มหน้าเข้าไปช้าๆ ถามว่า “เคยมีคนมากมายวิงวอนให้ท่านละเว้นชีวิต ท่านไฉนไม่ละเว้น”

จูเก่อสีฟุบหมอบแทบพื้น เลือดที่ลำคอฉีดพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ นายท่านผู้เฒ่าตระกูลสูงศักดิ์ที่กินดีอยู่ดีแต่รักตัวกลัวตาย ยามนี้ตกใจกลัวจนตัวสั่นงันงก คืบคลานไปข้างหน้าไม่หยุดด้วยมือที่โชกเลือด หมายหลีกห่างจากเด็กหญิงปีศาจคนนี้ เลือดแดงสดลากยาวเป็นทาง ช่างทิ่มแทงนัยต์ตาปานนั้น ช่างน่าสะพรึงปานนั้น

“ท่านอยู่มานานเกินพอแล้ว สมควรถึงเวลาชดใช้ สวรรค์ไม่ลงทัณฑ์ท่าน ข้าจะลงมือเอง” เสียงดังควับ คมมีดตวัดผ่านกระดูก ขาดสะบั้นเป็นแนวเสมอกัน น้ำพุโลหิตทะลักพรวด สาดเป็นสีม่วงคล้ำที่อับเหม็นเต็มพื้น

ฉู่เฉียวหิ้วศีรษะที่ตายตาไม่หลับของจูเก่อสีขึ้นมา เขวี้ยงลงพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินไปทางดรุณีสิบคนที่กอดกันกลมอยู่มุมห้อง

พวกเด็กน้อยมองนางด้วยแววตาหวาดผวา ยิ่งเบียดชิดกันกว่าเดิม ในสายตาของพวกนาง เด็กหญิงที่จู่ๆ ก็สลัดหลุดจากเชือกและฆ่านายท่านผู้เฒ่าจูเก่ออย่างอาจหาญคนนี้เป็นเด็กวิกลจริต น่าสยดสยองไม่ต่างจากปีศาจร้ายในขุมนรก แต่กลับไม่สังหรณ์สักนิดว่า หากไม่มีเด็กหญิงคนนี้ จะมีพวกนางสักกี่คนที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยถึงเวลานี้

ฉู่เฉียวฉุดดึงเด็กหญิงหน้าตาสะสวยอายุสิบขวบเศษคนหนึ่งออกมา เพียงเห็นเด็กคนนั้นตระหนกจนหน้าซีด ริมฝีปากสั่นระริก ฉู่เฉียวจ้องหน้านางเมื่อถามชืดๆ ว่า” กลัวหรือไม่?”

เด็กน้อยตาเบิกค้าง ผงกศีรษะระรัว ผวาว่าตัวเองจะกลายเป็นศพที่สอง น้ำตาน้ำมูกไหลย้อยเป็นทาง กลับมิกล้าเปล่งเสียงออกมา

“กลัวก็แหกปากร้องออกมา”

จะอย่างไรก็เป็นเด็กในครอบครัวยากจน แม้อายุน้อย แต่พอรู้ความ เด็กคนนั้นส่ายหน้าสะอื้น “ข้าไม่ร้อง ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าขอร้อง”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “ข้าพูดไม่ชัดเจนหรือไร ร้องออกมา”

“ข้าขอร้อง” เด็กน้อยคร่ำครวญไม่ได้ศัพท์ “ปล่อยข้าไปเถอะ ให้ข้าเป็นวัวเป็นม้า...อา!”

เด็กหญิงแปดขวบพลันชูมีดสั้นขึ้นมา พาดไปที่ก้านคอของเด็กคนนั้น จากเดิมที่วิงวอนขอชีวิต เปลี่ยนเป็นตะเบ็งออกมาสุดเสียง ได้ยินเสียงดังฉึก มีดสั้นที่แหลมคมเฉียดลำคอของนางไป ก่อนปักแน่นบนเสาเตียงข้างหลังนาง เด็กน้อยกลับไม่เป็นอันตรายแม้เส้นผม

“เรื่องอะไร เหล่าเย (คำเรียกนายท่านผู้เฒ่า) เกิดอะไรขึ้น...อ๊า!ฆ่าคนตาย!” บ่าวรับใช้ที่เฝ้าอยู่นอกประตูได้ยินเสียง จึงชะโงกหน้าเข้ามาอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ทันสิ้นเสียงก็เห็นร่างอาบเลือดของจูเก่อสีนอนเหยียดยาวบนพื้น ถึงกับแตกตื่นขวัญกระเจิง อุทานตกใจคำหนึ่ง ทรุดนั่งกระแทกพื้น แล้วคลานเข่าขึ้นมา วิ่งโซเซออกจากห้องไป

ฉู่เฉียวเคาะมีดสั้นในมือ คำนวณเวลาในใจ คะเนว่าผู้คุ้มกันทั้งเรือนล้วนได้ยินกันทั่ว มีดบินพลันพุ่งจากมือในพริบตา ทะลวงหลังศีรษะของบ่าวคนนั้น ทะลุออกหน้าผาก!

เสียงฝีเท้าชุลมุนดังขึ้นในบัดดล เด็กหญิงรีบกลับไปนั่งรวมกับดรุณีทาสกลุ่มนั้น เพียงเห็นชายฉกรรจ์ยี่สิบกว่าคนทยอยพรวดพราดเข้ามา พอเห็นตัวกับหัวของจูเก่อสีอยู่คนละทิศ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว

“เกิดอะไรขึ้น” หัวหน้าผู้คุ้มกันตวาดเสียงกร้าวใส่เหล่าดรุณีทาส

“ฆ่าคนตาย!” เด็กหญิงแปดขวบชิงตะโกนตัดหน้าคนอื่น น้ำตาพรั่งพรูลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ สะอื้นไห้เสียงสั่น “ฆ่าคนแล้ว ฮือ...ฆ่านายท่านผู้เฒ่า ยังฆ่า...น่ากลัวเหลือเกิน ฮือ...”

เด็กน้อยคร่ำครวญน้ำมูกน้ำตาไหล ดวงหน้าน้อยๆ ตกใจจนเผือดสี พูดจาตะกุกตะกัก คล้ายโคนลิ้นยังสั่นไม่หยุด

หัวหน้าผู้คุ้มกันตะคอกถามว่า “หนีไปทางไหนแล้ว”

“นั่น!” ฉู่เฉียวชี้หน้าต่างที่แง้มนิดๆ ทางทิศใต้ “ไปทางนั้นแล้ว!”

“อยู่ทางนี้สองสามคน ที่เหลือตามข้ามา!”

เหล่าผู้คุ้มกันโหมฮือออกจากห้อง เพียงเหลือไว้สามคนเฝ้าศพนายท่านผู้เฒ่า

เด็กคนอื่นๆ ล้วนตื่นตะลึงจ้องหน้าฉู่เฉียว เพียงเห็นเด็กหญิงที่เพิ่งโกหกพวกผู้คุ้มกันเหล่านั้น ถือหน้าไม้อยู่ในมือ ใบหน้าปราศจากเค้ารอยหวั่นหวาด นางยิ้มมองบ่าวที่กำลังสำรวจตรวจศพของจูเก่อสี ก่อนผิวปากคราหนึ่งด้วยท่าทีปลอดโปร่ง “นี่! อย่าเสียเวลาเลย”

สามคนหันขวับมา พลันแตกตื่นตาโต เสียงไม่ทันหลุดจากปาก ธนูสามดอกก็พุ่งยิงมา ปักใส่กะโหลกที่ตกตะลึงทั้งสามใบราวกับดาวตก หยดเลือดไหลพราก สามซากล้มตึงกับพื้นพร้อมเพรียง ติดตามนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อของพวกมันไปพบยมบาลด้วยความจงรักภักดี

“อา!” ดรุณีทาสคนหนึ่งร้องกรีด ฉู่เฉียวรีบยกมือปิดปากนาง “ตอนบอกให้ร้องไม่ร้อง ทีนี้กลับจะร่ำร้อง”

เด็กน้อยทั้งหมดล้วนหน้าดำมืดเป็นสีโคลน พากันร้องไห้กระจองอแง ฉู่เฉียวถอนใจยืดยาว กล่าวเสียงเฉื่อยชาว่า “คำพูดของข้าต่อจากนี้สำคัญมาก พวกเจ้าต้องตั้งใจฟังให้ดี จึงสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ เข้าใจหรือไม่?”

ฝูงเด็กเงียบเสียงในบัดดล เบิกตากว้างมองมาที่นาง

“ข้าเป็นคนของพ่อบ้านจูซุ่น เฒ่าวิปริตสันดานโฉดชั่วคนนี้ชอบทำร้ายเด็ก พ่อบ้านจูซุ่นเห็นแล้วรู้สึกขัดลูกตา จึงให้ข้ามาฆ่าเขา นี่เรียกว่าขจัดภัยเพื่อมวลชน พวกเจ้าใครก็ห้ามเอ่ยถึงพ่อบ้านจูซุ่น ไม่ว่าคนของคฤหาสน์จูเก่อจะลงโทษด้วยอะไร ก็ห้ามพูดเด็ดขาด แล้วพ่อบ้านจูจะมาช่วยพวกเจ้าเอง จดจำได้ใช่หรือไม่?”

ฝูงเด็กพยักหน้าระรัว แต่ละคนเหมือนกระต่ายน้อยขวัญผวา

ฉู่เฉียวยิ้มบางๆ ตาข่ายเหวี่ยงออกไปเรียบร้อย รอแค่ปลาน้อยว่ายเข้ามา ต่อให้เด็กพวกนี้มีน้ำใจถึงขั้นยอมถูกทำโทษจนตายก็ไม่ปริปาก หรือต่อให้พูดออกไป คนของคฤหาสน์จูเก่อก็ใช่ว่าจะเชื่อ ทว่าบ่าวทั้งเรือนชิงซานต่างเห็นกับตาว่าคนของจูซุ่นพานางมาส่งที่คฤหาสน์ของจูเก่อสี อาศัยข้อนี้ เขาก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว โทษตาย...อย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้เหลือแค่ว่า เขาจะตายด้วยวิธีใดเท่านั้น

เหลือบมองนาฬิกาทรายแวบหนึ่ง เวลากำลังเหมาะเจาะ ยังทันให้ย่องกลับไปรับเสี่ยวปาที่หนีออกมาทางประตูหลัง

ทุกอย่างล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่ง

ขณะจะไปจากประตูใหญ่ มือข้างหนึ่งพลันคว้าข้อเท้าเปลือยเปล่าของนางไว้แน่น ฉู่เฉียวก้มมอง ที่แท้เป็นผู้คุ้มกันที่ยังตายไม่สนิท

“ก้มหัวให้คนชั่ว สมควรตาย!” ดวงตาฉู่เฉียวสาดประกายเย็นยะเยียบ ยกมือกระชากลูกธนูบนศีรษะมันออกมา ซากร่างนั้นกระตุกสองสามทีก็แน่นิ่งไป ฉู่เฉียวพยายามงัดมือของมัน หลายต่อหลายครั้งก็ยังเอาขาออกมาไม่ได้ พลันหักใจอำมหิต ชักดาบที่ข้างเอวของผู้คุ้มกันคนนั้น เสียงดังฉับ มือขาดทันใด

“เจ้ากำลังทำอะไร”

กระแสเสียงทุ้มต่ำแว่วขึ้นอย่างเนิบช้า ไม่ก้องกังวานนัก แต่กลับแฝงกลิ่นอายอสูรร้ายอันเข้มข้น จูเก่อเยว่ในชุดขนสัตว์สีแดงเพลิง เกล็ดหิมะเต็มศีรษะ ด้านหลังยังมีผู้ติดตามจากเรือนชิงซานกลุ่มใหญ่ สองตาจ้องเขม็งเด็กหญิงที่สองมือชุ่มโลหิต

ฉู่เฉียวเงยหน้าขึ้น เรียวคิ้วงามงดค่อยๆ ย่นยู่ จูเก่อเยว่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว

ฉู่เฉียวจับจ้องมองตอบ เหยียดยิ้มเย็นชา “เช่นที่ท่านเห็น ข้ากำลังฆ่าเฒ่าบัดซบที่ตายหมื่นครั้งก็ไม่สาสมกับความผิด”

จูเก่อเยว่สีหน้าเคียดขึ้ง กลอกลูกตาไปมา “ก่อนหน้านี้ ก็เป็นฝีมือเจ้าเช่นกัน”

“ใช่!” เด็กหญิงผุดยิ้มสดใส รอยยิ้มที่บริสุทธิ์อ่อนหวานท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบนี้ ช่างไม่ถูกกับกาลเทศะเอาเสียเลย นางถือมือขาดข้างหนึ่งไว้ กล่าวด้วยรอยยิ้มพราวว่า “เสียดายท่านรู้ช้าเกินไป ท่านยังคงขบคิดก่อนเถอะ ว่าจะเผชิญหน้ากับคำถามของอาวุโสประจำตระกูลแต่ละคนอย่างไร เพราะข้าเป็นบ่าวในเรือนท่าน และเมื่อจูเก่อสีตาย ผู้ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือเชื้อสายของบุตรคนโต”

“จับนางไว้!”

“ฝันไปเถอะ!” เด็กหญิงหัวเราะเย็นชา ตวัดมือพร้อมตวาด “อาวุธลับ!”

บริวารท่าร่างปราดเปรียวของเรือนชิงซานพลันถลันขึ้นหน้า คุ้มกันจูเก่อเยว่อย่างแน่นหนา เยว่ชีแม้อายุน้อย ฝีมือกลับไม่เลว โถมปราดออกมา ดาบยาวชักจากฝัก กรีดฟันออกดั่งพายุฝน ถักทอเป็นแสงเงาถี่ยิบ น้ำสักหยดก็ไม่อาจกระเซ็นผ่าน

เสียงดังกึง วัตถุชนิดหนึ่งกระแทกบนดาบของเยว่ชี ริ้วโลหิตสาดกระเซ็น ฝูงชนก้มหน้ามอง ถึงกับเป็นมือขาดข้างหนึ่งที่เลือดเนื้อเกรอะกรัง

ด้านนอกของหน้าต่าง ปรากฏเสียงเด็กหญิงตวาดก้องดุดัน “จูเก่อเยว่ หลินซีต้องไม่ตายเปล่า!”

พริบตาถัดมา เรือนร่างเล็กกะทัดรัดก็ผลุบหายไปในแสงสีราตรีที่โค้งครอบสุดขอบฟ้า

หนุ่มน้อยหยัดยืนกับที่ สีหน้าขุ่นเขียว ดวงตาแดงก่ำ จูเฉิงเหลือบมองอย่างประหม่า ก่อนรีบตวาดสั่งผู้ติดตามอื่นๆ ว่า “ยืนตะลึงอะไรอยู่ รีบตาม!”

ทุกคนค่อยตื่นจากภวังค์ฝัน พร้อมใจกันไล่กวดไป

 

ในดงพฤกษาของคฤหาสน์ เรือนร่างประเปรียวเพรียวลมดุจแมวดาวของเด็กหญิง วิ่งปราดไปบนทางเล็กที่คดเคี้ยว ขณะนั้นเอง ด้านหน้าคล้ายมีกลุ่มคนวิ่งตรงมาอย่างเร่งร้อน เด็กน้อยสีหน้าเย็นชา ชะงักฝีเท้าหยุดนิ่ง

“อา! เป็นพวกท่าน!” เมื่อชัดเจนว่าผู้มาเป็นใคร เด็กหญิงจึงรีบวิ่งไปหา “จับคนร้ายได้แล้วหรือไม่?”

บุรุษหัวหน้าขบวนเห็นเป็นดรุณีทาสที่ร้องห่มร้องไห้คนนั้น พลันขมวดคิ้วตวาดไล่ “ไสหัว! แส่ไม่เข้าเรื่อง อย่าขวางทาง!” จบคำก็ผลักไหล่เด็กหญิง

“ในห้องนั้นมีคนร้ายโผล่เข้ามาอีก ฆ่าคนของพวกท่านตายหมดแล้ว ซ้ำยังประกาศว่าเป็นคนของนายน้อยสี่เรือนชิงซาน นี่ข้าจะวิ่งมาแจ้งข่าว”

“หา!” บุรุษอุทานตกใจ “เหลวไหล นอกคฤหาสน์ก็มีคนร้ายอีกสามร้อยกว่าคน ท่าทางลับๆ ล่อๆ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนของตระกูลจูเก่อ พวกผู้คุ้มกันต้านไม่ไหว ข้าถึงกลับมาขอกำลังเสริม”

นอกคฤหาสน์ก็มี? หรือเป็นผู้ติดตามของจูเก่อเยว่? ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว กล่าวเสียงเยือกเย็นว่า “ทางนั้นไปไม่ได้แล้ว ฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่า เช่นนี้เถอะ พวกท่านซุ่มอยู่แถวนี้ ข้าจะไปล่อพวกมันมา”

บุรุษได้ฟังก็ลิงโลด นึกในใจว่า ‘ดุรณีทาสคนนี้ใจกล้าจริงๆ’ ปากกล่าวว่า “ดี หลังจบเรื่อง ข้าจะรายงานต่อเบื้องบน”

“อืม” เด็กหญิงยิ้มพราว “ขอแค่พ้นจากฐานะทาสก็พอ”

ชั่วครู่ให้หลัง คนของเรือนชิงซานก็ไล่กวดถึงบริเวณนั้น ไม่ทันได้อ้าปากก็ปะทะกับคนของคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่าที่ดักซุ่มอยู่ เยว่ชีตวาดก้องว่า “พวกเจ้าเป็นใคร ใช่บริวารของนายท่านผู้เฒ่าหรือไม่ ข้าเป็นองครักษ์ประจำตัวของนายน้อยสี่”

“ท่านย่าเจ้าเถอะ!” ชายฉกรรจ์ตะคอกกลับ “ข้ายังเป็นทหารองครักษ์ของวังเซิ่งจินด้วยซ้ำ พี่น้องทั้งหลาย บุก!”

ท่ามกลางเสียงอาวุธปะทะสับสน ฝีเท้าของฉู่เฉียวค่อยๆ ห่างไกลจากสมรภูมิ

ในที่สุดก็มาถึงกำแพงสูงรอบนอก ฉู่เฉียวสอดส่ายซ้ายขวา มองหาเครื่องมือปีนป่าย จังหวะนั้น ปรากฏกระแสลมหอบหนึ่งจู่โจมเบื้องหลัง ฉู่เฉียวปฏิกิริยาฉับไว หมุนกายล้วงหน้าไม้ในอกเสื้อ เตรียมยิง!

มิคาด ฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้ามารวบเอวนางด้วยความเร็วสูงสุด ถีบทะยานอย่างคล่องแคล่วไม่กี่คราก็พาร่างขึ้นไปหยัดยืนเหนือกำแพงสูง

“โอ ทำตัวไม่น่ารักอีกแล้ว เจอหน้าคราใดเป็นต้องลงไม้ลงมือ”

เยียนสวินในชุดขนสัตว์สีขาว ผมดำตาพราว มุมปากประดับรอยยิ้มเยาะ

เพียงเห็นทุกมุมของคฤหาสน์เต็มไปด้วยความโกลาหล กลุ่มคนชูคบเพลิงทั่วบริเวณ ทั้งนอกและในคฤหาสน์ต่อสู้กันวุ่นวาย แว่วเสียงฆ่าฟันก้องดังไม่ขาด

เยียนสวินกวาดมองสี่ทิศ ส่ายหน้าทอดถอนใจ “ดูเจ้าทำ เด็กตัวแค่นี้ ก่อเรื่องใหญ่โตอีกแล้ว ตระกูลจูเก่อเอาเจ้ามาเป็นบ่าว ช่างเคราะห์ร้ายจริงๆ”

ฉู่เฉียวแค่นเสียงพลางดิ้นขัดขืน “ปล่อยข้า!”

หนุ่มน้อยหัวเราะลั่นอย่างไม่กลัวคนพบเห็น ยิ้มตาหยีเมื่อโน้มหน้าประชิด “แม่สาวน้อย เจ้าไม่ไปตามนัดยังพอทำเนา แต่ตอนนี้ติดค้างข้าอีกครั้งแล้ว จะชดใช้อย่างไร”

“ใครต้องการน้ำใจท่าน คนอะไรชอบคิดไปเอง!”

“เฮอะ พูดแบบนี้ทุกที ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ” เยียนสวินแค่นเสียงเย็นชา ทว่าพริบตาก็เผยรอยยิ้ม “แต่ไม่เป็นไร ข้าพอใจเสียอย่าง แม่สาวน้อย ดูเรื่องครึกครื้นพอแล้วกระมัง ถ้ายังไม่รีบไปไฟจะลามถึงตัวแล้ว กอดแน่นๆ!”

จบคำ หนุ่มน้อยก็เหินร่างลงจากกำแพง ฉู่เฉียวตะลึงวูบ ลอบด่าคำเจ้าโง่ในใจ แต่มือเท้ากลับกอดลำตัวของเยียนสวินไว้แน่น อยากให้โลกนี้มีวิชาตัวเบาที่เยี่ยมยอดเหมือนในตำนานจริงๆ ไม่เช่นนั้นตอนลงพื้น คงได้หกคะเมนแน่นอน

เสียงดังฟึ่บ ตามด้วยเสียงร้องแหลมของอาชาศึก เฟิงเหมียนฉีกยิ้มกว้าง “ซื่อจื่อ ข้ารอจนเบื่อแล้ว”

เยียนสวินนั่งสง่าบนหลังม้า ระเบิดหัวเราะสนั่น กล่าวเสียงสดใสว่า “เช่นนั้นก็ไปเถอะ”

เสียงฆ่าฟันทะลุฟ้าดังไล่หลัง แสงไฟทอดยาวเป็นทิว เยียนสวินซื่อจื่อหวดแส้โจนทะยาน ก่อนลับหายที่สุดปลายถนนยาวเหยียดอย่างรวดเร็ว

แทบจะเวลาเดียวกัน จดหมายลับถูกส่งถึงมือของเว่ยซูโหยวและจูเก่อไหว ภายใต้แสงไฟเรืองรอง แววตาของสองทายาทหนุ่มผู้โดดเด่นแห่งตระกูลใหญ่พลันเปลี่ยนเป็นเครียดเคร่ง จากนั้นออกคำสั่งไม่กี่ประโยค แล้วแยกย้ายออกจากคฤหาสน์ใหญ่

ที่ขอบฟ้า ชั้นเมฆาเกาะหนา หิมะเม็ดใหญ่โปรยปราย มีเพียงจันทร์เหงาดวงหนึ่ง สาดแสงมืดมนบนโลกมนุษย์

หนังสือแนะนำ