กลอักษรล่มฟ้า เล่มที่ 1

บทที่ 3 คลื่นใต้น้ำ

ตรอกหย่งซิ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฉางอันห่างจากกำแพงเมืองชั้นในฝั่งตะวันออกเพียงมองข้ามถนนกั้น ในตรอกเต็มไปด้วยคฤหาสน์ของชนชั้นสูงขุนนางผู้ใหญ่

จวนของเว่ยเจิงตั้งอยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของตรอกหย่งซิ่งนี่เอง

เว่ยเจิงเคยเป็นบริวารของอิ่นไท่จื่อ (หมายเหตุ: ไท่จื่อคือตำแหน่งรัชทายาท ส่วนคำว่าอิ่นเป็นราชทินนาม) หลี่เจี้ยนเฉิง สมัยก่อนจงรักภักดีต่อหลี่เจี้ยนเฉิงยิ่งนัก ตอนที่แผนการชิงตำแหน่งรัชทายาทของหลี่ซื่อหมินกำลังเดินหน้า สองฝ่ายต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดนั้น เว่ยเจิงเคยเกลี้ยกล่อมให้หลี่เจี้ยนเฉิงชิงลงมือก่อน กำจัดหลี่ซื่อหมินไปเสีย แต่น่าเสียดาย หลี่เจี้ยนเฉิงโลเลไม่เด็ดขาด สุดท้ายจึงพ่ายแพ้ตัวตาย ภายหลังหลี่ซื่อหมินรับข้าเก่าของวังตงกงอย่างเว่ยเจิงกับพวกเข้าเป็นขุนนาง โดยไม่มีท่าทีจะถือสาเอาความผิดในกาลก่อน เว่ยเจิงเองก็ละทิ้งความแค้นเก่าแก่ ทุ่มเทรับใช้หลี่ซื่อหมินเต็มกำลัง ยึดหลักคุณธรรมกษัตริย์ปกครองใต้หล้า กล้าทักท้วงโดยไม่เกรงอิทธิพลต่อหน้าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้นจึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหลี่ซื่อหมินที่ใจคอกว้างขวางได้

กลางรัชสมัยเจินกวาน เว่ยเจิงก็มีตำแหน่งเป็นซื่อจง (หมายเหตุ: ซื่อจงเป็นตำแหน่งขุนนางโบราณ ตั้งขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน ภายหลังขอบเขตอำนาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย หลังจากราชวงศ์หยวน ตำแหน่งนี้ก็ถูกยกเลิกไป) หรือเทียบเท่ามหาเสนาบดีแล้ว มีอิทธิพลเหนือพวกฝางเสวียนหลิงตลอดมา ปีเจินกวานที่สิบหก หลี่ซื่อหมินสืบทราบว่าไท่จื่อหลี่เฉิงเฉียนมีพฤติกรรมนอกลู่นอกรอย ก็ขอให้เว่ยเจิงรับตำแหน่งไท่ซือ (อาจารย์) ขุนนางระดับหนึ่งประจำองค์ไท่จื่อ มุ่งหวังให้เขาช่วยสั่งสอน อบรมไท่จื่อให้เป็นรัชทายาทที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม

ปีนี้เว่ยเจิงอายุหกสิบสามแล้ว แม้กำลังวังชาจะลดถอย แต่ยังคงรับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างเต็มที่

เช้าตรู่ของวันที่ยี่สิบสาม เดือนสอง เว่ยเจิงเตรียมจะขึ้นรถเดินทางไปยังวังตงกงเช่นที่เคยมา คนขับรถม้าช่วยพยุงเขา ก้าวเท้าพลางส่งเสียงแผ่วเบา

“ไท่ซือ วันนี้ตกเลขสาม”

เว่ยเจิงส่งเสียงอืม

“อย่างนั้นก็ยึดตามธรรมเนียมเดิมเถอะ”

“ขอรับ” คนขับรถม้าพยุงเขาขึ้นรถ จากนั้นตัวเองก็เข้าประจำที่ข้างหน้า ควงแส้อย่างเชี่ยวชาญ รถม้าก็เคลื่อนตัวกึงกังออกจากที่

และเหมือนกับจวนเว่ยอ๋อง เว่ยเจิงมีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางขั้นที่หนึ่ง จวนของเขาย่อมจัดทำประตูไว้ที่กำแพงตรอกทิศตะวันตกและทิศเหนือ หากเว่ยเจิงต้องการเดินทางเข้าเขตเมืองชั้นใน ก็จะออกจากบ้านทางประตูตะวันตก ฝั่งตรงข้ามเยื้องกันก็คือประตูจิ่งเฟิงทางตะวันออกของเขตเมืองชั้นในแล้ว หากต้องการไปวังตงกง ก็ออกจากบ้านทางประตูเหนือ เพียงข้ามถนนไปก็จะถึงประตูเหยียนสี่ของเขตวังหลวง แต่ที่ประหลาดก็คือ วันนี้เว่ยเจิงต้องการเดินทางไปยังวังตงกงชัดๆ แต่คนขับรถกลับบังคับรถให้แล่นออกจากประตูทิศใต้ของจวนสกุลเว่ย จากนั้นค่อยเลาะออกประตูตรอกทางทิศตะวันออก ซึ่งล้วนอ้อมทั้งเส้นทาง

นี่... ก็คือ ‘ธรรมเนียมเดิม’ ที่เว่ยเจิงพูดถึง

ทุกวันที่ลงท้ายด้วยเลขสาม หก และเก้า เขาจะให้คนขับรถ ‘ไปใต้แต่มุ่งเหนือ (หมายเหตุ: ไปใต้แต่มุ่งเหนือเป็นภาษิตจีน หมายถึงเจตนากับการกระทำไปกันคนละทาง)’ เช่นนี้เอง ส่วนวันอื่นๆ จะออกทางประตูทิศเหนือ ตรงไปยังประตูเหยียนสี่เลย คนขับรถแม้ประหลาดใจ แต่ไม่กล้าถามอะไรมากความ ได้แต่ปฏิบัติตามคำสั่ง

จังหวะที่รถม้าแล่นผ่านโรงน้ำชาวั่งชวนทางตะวันออกของตรอกหย่งซิ่ง คนขับรถก็ชะลอความเร็ว

นี่ก็เป็น ‘ธรรมเนียมเดิม’ ของเว่ยเจิงเช่นกัน

แน่นอนว่าคนขับรถไม่ทราบเหตุผล

เว่ยเจิงที่นั่งอยู่ในตัวรถเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย มองไปทางหน้าต่างห้องส่วนตัวห้องแรกบนชั้นสองฝั่งตะวันออกของโรงน้ำชา ตอนนั้นหน้าต่างทั้งหมดหกบานล้วนเปิดกว้าง บนขอบหน้าต่างจัดวางกระถางสวนหินจำลองที่เด่นสะดุดตาอยู่สามถาด

แววตาเว่ยเจิงไหววูบ น้ำเสียงกลับราบเรียบย่ิงนัก

“หยุดรถ”

คนขับรถหยุดรถลงข้างถนน พยุงเว่ยเจิงลงมา พาเดินเข้าหาประตูโรงน้ำชา เด็กรับใช้ของโรงน้ำชาคนหนึ่งซอยเท้าวิ่งเข้ามาหาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ประคองเว่ยเจิงเข้าไปอย่างระมัดระวัง

ในสายตาของคนขับรถ ไท่ซือนึกอยากดื่มน้ำชาที่โรงน้ำชาวั่งชวนเมื่อใด หรือไม่ต้องการดื่มเมื่อใด ล้วนสุดแต่อารมณ์ในตอนนั้น หากเรียกให้เขาจอดรถ เขาก็จะคอยอยู่ภายนอก เวลาที่รอก็บ้างสั้นบ้างนาน ไม่มีอะไรแน่นอนเลย แต่หากไม่เรียกให้เขาจอด เขาก็จะบังคับรถแล่นออกไปทางประตูตรอกทิศตะวันออก จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นเหนือ ก่อนจะหักเลี้ยวไปทิศตะวันตก มุ่งหน้าไปยังประตูเหยียนสี่ของวังตงกงเช่นที่เคยทำ

ไม่ว่าจะอย่างแรกหรืออย่างหลัง สุดท้ายคนขับรถก็ต้องบังคับรถม้าอ้อมทางเป็นวงใหญ่โดยไร้เหตุผล ส่วนที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไรกันแน่นั้น คนขับรถม้าย่อมไม่ทราบแต่ประการใดเลย

 

เว่ยเจิงนั่งลงประจำที่ในห้องน้ำชาที่กั้นเป็นส่วนตัว

นักชงชาผู้หนึ่งกำลังชงชาอยู่ โดยเริ่มจากนำแผ่นใบชาอัดแข็งไปอังเหนือถ่านไฟ จากนั้นก็บิออกเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะบดจนกลายเป็นผงชา แล้วค่อยต้มน้ำ โรยเครื่องปรุงรสจำพวกเกลือและขิง รอจนน้ำเดือดพล่านขึ้นมาสามรอบ ค่อยรินน้ำชาลงในถ้วย ใช้สองมือประคองวางลงบนโต๊ะสำรับตรงหน้าเว่ยเจิง

“ไท่ซือ เชิญ!”

“ลำบากท่านแล้ว”

หลังจากสนทนากันช่วงสั้นๆ นักชงชาก็โค้งคำนับก่อนล่าถอยออกไป ปิดประตูเข้าหากันเบาๆ

เว่ยเจิงทราบ อีกเพียงครู่เดียว คนที่มีเรื่องต้องการรายงานเขาจะมาถึงโดยเร็ว

บนขอบหน้าต่างของห้องส่วนตัวห้องนี้ หากเป็นยามปกติไร้เรื่องราว จะจัดวางกระถางต้นบอนไซสามกระถาง แต่หากมีเรื่องรายงาน จะเปลี่ยนเป็นกระถางสวนหินจำลองกระถางหนึ่ง หากเป็นเรื่องด่วน ก็จะเปลี่ยนสองกระถาง วันนี้ทั้งสามกระถางล้วนกลายเป็นกระถางสวนหินจำลอง แสดงว่าผู้มามีเรื่องทั้งเร่งร้อนและสำคัญอย่างยิ่งต้องการรายงาน

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว เสียงเคาะประตูในจังหวะที่คุ้นเคยก็ดังเข้ามา หนึ่งยาว สองสั้น เคาะซ้ำสามครั้ง

เว่ยเจิงกระแอมสองรอบแทนคำตอบ

“มองภูผาถอดรองเท้าน่าละอาย” ผู้เคาะประตูส่งเสียงเอื้อนมาจากข้างนอก

เว่ยเจิงจิบเซียงหมิง(หมายเหตุ: เป็นคำเรียกชาที่ปลูกอยู่ในสวน เก็บผลผลิตด้วยแรงงานคน)คำหนึ่ง

“มองสายธารน้ำไหลวางค้ำถ่อ”

ประตูถูกผลักเปิดออก เซียวเฮ่อเหนียนที่สวมชุดลำลองก้าวเข้ามา ค้อมกายประสานมือคารวะ

“น้อมพบหลินชวน (มองสายธาร) เซียนเซิง”

เว่ยเจิงแย้มยิ้ม “ไม่จำเป็นต้องยึดถือมารยาทคร่ำครึ นั่งเถอะ ชาเหมิงติ่งจากแคว้นสู่นี้ ไม่เสียทีที่เป็นผลผลิตชั้นเลิศในหมู่ชา!” พูดแล้วก็รินชาให้เซียวเฮ่อเหนียนถ้วยหนึ่ง ทั้งยังยกไปยื่นให้ถึงตรงหน้าด้วย

เซียวเฮ่อเหนียนที่เพิ่งจะนั่งลงก็ลนลานลุกขึ้นอีกรอบ รับถ้วยชามาด้วยสองมือ

“เซียนเซิง ไหนเลยเยี่ยงนี้ได้...”

เว่ยเจิงวาดมือทำท่าให้เขานั่งลง

“ที่นี่มีเพียงพวกเราสองคน ไม่จำเป็นต้องมากธรรมเนียม!”

เซียวเฮ่อเหนียนตอนนี้จึงได้นั่งลงด้วยท่าทีนอบน้อม

“ต้องการพบข้าเป็นการด่วนปานนี้ ที่แท้มีเรื่องใดกันแน่” เว่ยเจิงรอจนเซียวเฮ่อเหนียนดื่มชาลงไปหลายอึกแล้วจึงได้ออกปากถาม

“เรียนเซียนเซิง มีสองเรื่อง เรื่องแรกเกิดขึ้นตอนเช้าวานนี้...” จากนั้นเซียวเฮ่อเหนียนก็รายงานเรื่องที่ฮ่องเต้โปรดให้เว่ยอ๋องย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อ สาธยายอย่างละเอียด แม้แต่การพูดคุยของคนทั้งสี่ในจวนเว่ยอ๋องเมื่อวานก็เล่าไปหมดสิ้น ก่อนจะนิ่งสงบรอฟังความเห็นเว่ยเจิง

เว่ยเจิงนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนจะเอ่ยช้าๆ

“แผนช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทของเว่ยอ๋องเริ่มเห็นผลแล้ว คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกระหน่ำรุนแรง ฝ่าบาทกลับทรงเดินหมากตานี้ นับว่าน่าคิดยิ่งนัก!”

เซียวเฮ่อเหนียนออกจะงุนงงอยู่บ้าง “ในความเห็นของท่าน ฝ่าบาททรงทำอย่างนี้เพื่ออะไรกันแน่”

เว่ยเจิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนบอก “จุดประสงค์มีสามประการ”

เซียวเฮ่อเหนียนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ตั้งอกตั้งใจฟัง

“สะกิดเตือนไท่จื่อ กระตุ้นให้เขาระมัดระวังตัว นี่คือข้อแรก ตรวจสอบเว่ยอ๋อง เฝ้าดูการกระทำของเขา นี่คือข้อสอง โยนหินลงน้ำ (หมายเหตุ: โยนหินลงน้ำเป็นการทดสอบความลึกของแม่น้ำ มีความหมายเดียวกับโยนหินถามทาง) หยั่งเสียงขุนนางทั้งปวง นี่คือข้อสาม”

เซียวเฮ่อเหนียนเข้าใจกระจ่างทันที ขณะเดียวกันสีหน้าก็ฉายแววแตกตื่นตกใจ “ไม่นึกเลยจริงๆ คราวนี้ฝ่าบาทจะโหดเหี้ยมปานนี้!”

“วิญญูชนผู้ก่อร่างสร้างงาน กษัตริย์ผู้เกรียงไกร ไหนเลยมีแก่ใจมาวางหมากไร้ความหมาย!” เว่ยเจิงว่า ในอกคล้ายสะทกสะท้อนอย่างยิ่ง

“กลัวแต่หินก้อนนี้จะก่อให้เกิดคลื่นกระเพื่อมซ้อนกันเป็นพันชั้น สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจนยากจะควบคุม...”

เว่ยเจิงยิ้มเล็กน้อย

“เรื่องนี้เจ้าตื่นตูมไปเอง หินที่ฝ่าบาทโยนลงไปก้อนนี้ ก็เพื่อให้คลื่นใต้น้ำกระเพื่อมขึ้นมาให้เห็น ดูว่าเบื้องสูงเบื้องต่ำทั้งราชสำนักจะเกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่มากน้อยเท่าใดกันแน่ เพียงเท่านี้ก็สามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าอิทธิพลที่ฝ่าบาทมีเหนือการเมืองยังคงทรงอำนาจเข้มแข็งอยู่!”

เซียวเฮ่อเหนียนคลายใจลง แต่แล้วก็ถามอีก

“เรื่องนี้ ท่านคิดรับมืออย่างไร”

“ก่อนอื่นต้องให้ไท่จื่อทราบเรื่องไว้” เว่ยเจิงกล่าว “ในเมื่อเจตนาดั้งเดิมของฝ่าบาทคือสะกิดเตือนไท่จื่อ ทั้งตัวข้าก็เป็นหัวหน้าอาจารย์ประจำวังตงกง ย่อมต้องฉวยโอกาสนี้ตักเตือนไท่จื่อถึงผลดีร้ายที่จะตามมา”

เซียวเฮ่อเหนียนทำงานกับเว่ยเจิงมาหลายปี ทราบดีว่าเว่ยเจิงยึดหลักบุตรคนโตจากภรรยาเอกควรสืบทอดอำนาจอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลืออิ่นไท่จื่อในกาลก่อน หรือเป็นไท่ซือประจำองค์ไท่จื่อในปัจจุบัน เขาล้วนทำด้วยความเชื่อ และทำเพราะเป็นภาระหน้าที่ซึ่งไม่อาจบ่ายเบี่ยง ฉะนั้นแม้จะไม่พอใจกับพฤติกรรมของไท่จื่อ แต่เขายังคงทุ่มเทปกป้องช่วยเหลือไท่จื่อสุดความสามารถ… พูดกันถึงที่สุดแล้ว เว่ยเจิงยังคงกังวล ว่าเหตุการณ์ที่พี่น้องทะเลาะเบาะแว้ง เข่นฆ่ากันเองอย่างสมัยปีอู่เต๋อที่เก้า จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

“เซียนเซิง ทางด้านฝ่าบาท ท่านจะไปเกลี้ยกล่อมหรือไม่” เซียวเฮ่อเหนียนถาม

“ตอนนี้ไม่ได้!” เว่ยเจิงเอ่ยหนักแน่นเด็ดขาด “ตอนนี้เรื่องราวยังเป็นความลับในวัง หากข้าไปเกลี้ยกล่อม ฝ่าบาทจะต้องสงสัยต้นตอข่าวสารของข้า หากเป็นเช่นนั้น สถานะของเจ้าจะอันตรายแล้ว นอกจากนี้ฝ่าบาทจะยังมองว่าข้าเป็น ‘อำนาจมืด’ ที่ลักลอบซ่องสุมผู้คน ไม่ว่าข้าพูดอะไรไป จะไม่มีทางทรงรับฟังอีก”

“ความเห็นของเซียนเซิงถูกต้องอย่างยิ่ง” เซียวเฮ่อเหนียนครุ่นคิด “แต่หากรอจนฝ่าบาททรงมีราชโองการลงมาแล้วค่อยเกลี้ยกล่อม ถึงตอนนั้นไม้ก็กลายเป็นเรือไปเรียบร้อย จะให้ทรงยกเลิกราชโองการไยมิใช่ยิ่งยากเข็ญ”

เว่ยเจิงกล่าว

“เรื่องนี้ข้าย่อมทราบ”

“อย่างนั้นทำอย่างไร จะเกลี้ยกล่อมก็ไม่ได้ ไม่กล่อมก็ไม่ได้อีก!” เซียวเฮ่อเหนียนสีหน้ากลัดกลุ้ม “นี่มิเท่ากับตกที่นั่งลำบากจะรุกจะถอยก็ไม่ได้หรือไร”

เว่ยเจิงเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย

“วิธีนั้นยังพอมีอยู่”

เซียวเฮ่อเหนียนปิติยินดียิ่ง

“วิธีอะไร”

“ให้ฝ่าบาททรงออกปากแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ข้าทราบเอง! เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะสามารถกล่อมให้เปลี่ยนพระทัยได้ก่อนจะมีราชโองการ”

เซียวเฮ่อเหนียนเหมือนได้วางภาระหนักอึ้งลง เขาย่อมทราบ เว่ยเจิงเมื่อสามารถคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ ก็ต้องมีแผนการอยู่แล้วแน่นอน

“เรื่องที่สองที่เจ้าต้องการพูดเล่า คืออะไร” เว่ยเจิงจิบชาอีกคำหนึ่ง

เซียวเฮ่อเหนียนตอนนี้จึงเพิ่งนึกได้ว่าเกือบลืมเรื่องนั้นไปแล้ว ก็แย้มยิ้มอย่างขออภัย ก่อนจะหย่อนคำพูดลงมาแผ่วเบาสองคำ

“เปี้ยนไฉ”

ถ้วยชาในมือเว่ยเจิงส่ายไหวไปเล็กน้อย แต่แล้วก็กลับมั่นคงลงได้ทันที

“จวินม่อส่งข่าวคราวใดกลับมาแล้วใช่หรือไม่”

“เด็กน้อยนั้น ไม่ต้องพูดถึงแล้ว!” เซียวเฮ่อเหนียนฝืนยิ้ม “หลังจากเข้าหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยไป ก็กีดกันบิดาอย่างข้าราวป้องกันโจรร้าย มิว่าสิ่งใดล้วนไม่ยินยอมคายออกมา คราวนี้ฝ่าบาทกับเว่ยอ๋องส่งมันไปที่ใด ไปทำกระไร มันล้วนปิดปากแน่นเหมือนปิดฝาขวดทีเดียว”

นึกถึงเด็กหนุ่มที่ชื่อเซียวจวินม่อแล้ว เว่ยเจิงเองก็อดหัวเราะไม่ได้

“เรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษว่าเขา กฎเกณฑ์ของหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยเข้มงวดเคร่งครัด และกฎข้อแรกของพวกเขา ก็คือกีดกันญาติมิตรราวโจรร้าย หากไม่ทำเช่นนี้ เขาก็ไม่มีคุณสมบัติจะเป็นองครักษ์เกราะดำแล้ว จะว่าไป ที่ตอนนี้เด็กน้อยนั้นโดดเด่นมีหน้ามีตา ก็นับเป็นความดีความชอบของเจ้าด้วย”

เซียวเฮ่อเหนียนโบกมือ

“บริวารไหนเลยมีความดีความชอบใด เพียงเลี้ยงมันให้เติบโตขึ้นมาเท่านั้นเอง”

“เพียงเลี้ยงดูให้เติบโตก็ไม่ง่ายดายแล้ว!” เว่ยเจิงถอนหายใจ น้ำเสียงมีแววเจ็บปวดเสียใจ “นึกถึงกาลก่อน สถานการณ์รอบข้างหวาดเสียวอันตรายปานนั้น เด็กคนนี้ยังสามารถมีชีวิตรอด ทั้งยังรอดมาจนถึงป่านนี้ นับว่าไม่ง่ายดายเลยจริงๆ!”

เซียวเฮ่อเหนียนเห็นขอบตาอีกฝ่ายแดงเรื่อ ก็รีบบอก

“ไท่ซือ เรื่องสมัยนั้นล้วนผ่านพ้นไปแล้ว พวกเรา… พูดคุยเรื่องงานกันดีหรือไม่”

เว่ยเจิงขยี้ตา ถอนหายใจเฮือก

“ถูกแล้ว ไม่พูดแล้ว เมื่อครู่เจ้าพูดถึงเปี้ยนไฉ เรื่องราวเป็นมาอย่างไรแน่”

“ครั้งก่อนบริวารเคยรายงานต่อท่าน ว่าเว่ยอ๋องหาคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นเปี้ยนไฉมาได้สิบกว่าคน ส่วนมากอาศัยอยู่แถบโยวโจว หยางโจว ลั่วโจว คราวนี้หน่วยเสวียนเจี่ยเว่ยเคลื่อนไหว ก็ตั้งเป้าไปทางเรื่องนี้อีก จากข่าวล่าสุดที่บริวารสืบได้จากฝั่งเว่ยอ๋อง ตอนนี้พวกเขาพุ่งความสนใจไปที่แถบลั่วโจว วางแผนที่ว่ากันว่าสมบูรณ์แบบไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องก็เริ่มดำเนินการกันไปแล้ว บริวารกังวลนัก ด้วยฝีมือของหน่วยเสวียนเจี่ยเว่ย คาดว่าไม่ต้องใช้เวลานานเท่าใดก็หาตัวเปี้ยนไฉเจอ”

“แผนการนั้นเป็นอย่างไร เป้าหมายของแผนการเป็นผู้ใด สืบได้ความใดแล้วบ้าง” เว่ยเจิงถาม

เซียวเฮ่อเหนียนสั่นศีรษะ

“เว่ยอ๋องมิได้เชื่อถือบริวารจนหมดใจปานนั้น มักเก็บงำความลับบางส่วนไว้เสมอ ใจความสำคัญจะปรึกษากับตู้ฉู่เค่อเพียงผู้เดียว”

เว่ยเจิงสีหน้าเคร่งเครียดลง

“ตั้งแต่ปีอู่เต๋อที่เก้า หลังจากตระกูลหลี่ว์ถูกฆ่าล้างตระกูลเป็นต้นมา ฝ่าบาทก็ตามหา ‘หลานถิงซวี่’ มาตลอด คราวนี้หากหาตัวเปี้ยนไฉเจอจริงๆ ‘หลานถิงซวี่’ ก็จะพลอยปรากฏโฉมขึ้นด้วย”

พูดถึงคดีฆ่าล้างตระกูลหลี่ว์ จนบัดนี้ทุกสิ่งยังดูใหม่ในความทรงจำของเซียวเฮ่อเหนียน ตอนนั้นเขาเป็นข้าหลวงผู้ดูแลเขตฉางอัน เกี่ยวข้องพัวพันกับคดีนี้ตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่สุดท้ายยังคงจับคนร้ายไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงรบกวนจิตใจเขาอยู่เสมอมา

“เซียนเซิง หลายปีมานี้ข้าขบคิดไม่เคยเข้าใจ เหตุใดฝ่าบาทต้องจับคดีของหลี่ว์ซื่อเหิงไปโยงเข้ากับ ‘หลานถิงซวี่’ ด้วย”

“ตามข้อสันนิษฐานของข้า หลี่ว์ซื่อเหิงก่อนตายคงทิ้งเบาะแสร่องรอยใดไว้ให้ฝ่าบาท”

“เบาะแส?” เซียวเฮ่อเหนียนประหลาดใจ “หรือหลี่ว์ซื่อเหิงจะล่วงรู้ความลับของ ‘หลานถิงซวี่’?”

เว่ยเจิงผงกศีรษะ

“เรื่องนี้ข้าไม่สงสัยเลย”

เซียวเฮ่อเหนียนแตกตื่นยิ่ง

“ความหมายของท่านคือหลี่ว์ซื่อเหิง… เขาเป็นคนของพวกเราเหมือนกันหรือ”

“ให้ข้าคาดเดา หลี่ว์ซื่อเหิงน่าจะเป็น ‘อู๋หยา’”

เซียวเฮ่อเหนียนงุนงง

“อู๋หยา? อู๋หยาเป็นผู้ใด”

เว่ยเจิงลดเสียงลง ชะโงกเข้าไปกล่าวกับอีกฝ่ายหลายประโยค

เซียวเฮ่อเหนียนเข้าใจมาได้ทันที

“เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็คือคนของหมิงฉางเซียนเซิง?”

เว่ยเจิงพยักหน้า

“แต่เสียดาย ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองในสมัยนั้น หลี่ว์ซื่อเหิงทรยศหมิงฉางเซียนเซิง และทรยศอิ่นไท่จื่อ ลอบไปเข้าด้วยกับฝ่าบาท หรือก็คือฉินอ๋องในเวลานั้น ข้าคาดเดา เรื่องนี้กระตุ้นโทสะหมิงฉางเซียนเซิงจนเดือดดาลอย่างยิ่ง ดังนั้น ที่สิบห้าชีวิตของสกุลหลี่ว์ถูกเข่นฆ่าอย่างอนาถ จึงน่าจะเป็นการกระทำของหมิงฉางเซียนเซิงเช่นกัน”

เซียวเฮ่อเหนียนยิ่งแตกตื่นกว่าเดิม

“เขาทำเช่นนี้ หรือเพื่อระบายโทสะเท่านั้น?”

“เชือดไก่ให้ลิงดู ข่มขู่ผู้ที่คิดเอาเยี่ยงอย่าง มิใช่เรื่องธรรมดาในยุทธภพหรือไร” เว่ยเจิงเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ “แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง คือหากหลี่ว์ซื่อเหิงคือ ‘อู๋หยา’ จริง เขาจะต้องครอบครอง ‘อวี่ซาง’ อยู่แน่นอน หมิงฉางเซียนเซิงอาจเป็นห่วงว่า ‘อวี่ซาง’ จะตกไปอยู่ในพระหัตถ์ฝ่าบาท แพร่งพรายความลับออกไปมากกว่านี้ ถึงขั้นโยงใยไปถึงตัวเขา ดังนั้นเพื่อนำ ‘อวี่ซาง’ กลับไป จึงได้เข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ว์ สุดท้ายก็นำไปสู่คดีนองเลือด”

เซียวเฮ่อเหนียนรับฟ้งจนปากอ้าตาค้าง จนครู่ใหญ่จึงได้กล่าว

“เซียนเซิง ท่านทราบเรื่องกระจ่างปานนี้ เหตุใดจนวันนี้จึงเพิ่งบอกกับข้า”

เว่ยเจิงถอนหายใจ

“สิบกว่าปีที่ฝ่าบาททรงครองราชย์ แผ่นดินต้าถังเราสงบราบคาบ ชาวประชาร่มเย็นเป็นสุข ฉะนั้นเรื่องนี้จึงควรถูกลืมเลือนไปให้หมดสิ้น มิว่าผู้ใดก็ไม่จำเป็นต้องยกขึ้นมากล่าวถึงอีก แต่ตอนนี้เว่ยอ๋องคิดช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาท ไท่จื่อตกอยู่ในอันตราย โศกนาฏกรรมในการก่อนกำลังจะเวียนมาซ้ำรอยอีกครั้ง! อีกด้านหนึ่ง หากเปี้ยนไฉถูกพบตัวเมื่อไหร่ ความลับของ ‘หลานถิงซวี่’ ก็จะถูกเปิดเผย ผลที่ตามมาสุดจะคาดคิดคำนวณ! เหตุการณ์คับขันปานนี้ ทั้งยังมีเรื่องราวอีกมากหลายรอให้ข้าไปกระทำ ไหนเลยยังสามารถปิดบังเจ้าได้อีก”

เซียวเฮ่อเหนียนเพิ่งเข้าใจ ก็ผงกศีรษะ

“ความลำบากใจของเซียนเซิง บริวารจนตอนนี้จึงเพิ่งทราบกระจ่าง อย่างนั้น… ต่อไปบริวารควรทำอย่างไร”

เว่ยนเจิงก้มศีรษะนิ่งงัน นิ้วชี้มือขวาเคาะลงบนโต๊ะสำรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงเคาะแผ่วเบาอย่างยิ่ง แต่เซียวเฮ่อเหนียนกลับได้ยินมันลั่นตึงๆ ราวกับเสียงย่ำกลองเป็นสัญญาณยาตราทัพ

มองจากหน้าต่างที่เปิดกว้างของห้องส่วนตัวนี้ออกไป ก็จะมองเห็นท้องฟ้าที่เมื่อครู่ยังเป็นสีครามสด ตอนนี้กลับมีเมฆดำก่อตัว บรรยากาศมืดครึ้มไปทุกหนแห่ง

ฝนห่าใหญ่กำลังจะตกลงมาแล้ว

 

โรงจำนำเอ๋อร์หย่าในอำเภออีเชวียมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว สิ่งของที่รับไว้เน้นของเก่าแก่โบราณและภาพวาดตัวอักษรเป็นหลัก อู๋ถิงเซวียนผู้เป็นเจ้าของโรงจำนำเชี่ยวชาญเรื่องตรวจสอบลายมือของคนโบราณที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง เป็นที่เลื่องลือกันว่าเขาเปิดกิจการโรงรับจำนำนี้มาสิบหกปี ไม่เคยพลาดรับของปลอมมาก่อนเลย

วันนี้พอพ้นช่วงบ่าย การค้าเริ่มซา ลูกค้าเริ่มน้อย อู๋ถิงเซวียนกำลังจะเรียกเด็กรับใช้ให้ปิดร้านก่อนเวลา บุรุษหนุ่มเยาว์วัยผู้หนึ่งก็หอบเอาห่อผ้าสีดำบุกเข้ามาในร้าน ท่าทางร้อนใจไม่อาจทนรอ ปากก็ร้องว่าต้องการจำนำข้าวของ และต้องจัดการในทันทีเสียด้วย

บุรุษหนุ่มนั้นอายุยี่สิบต้นๆ เค้าหน้าหล่อเหลาคมคาย บุคลิกเรียบร้อยสง่างาม แต่น่าเสียดายที่สภาพออกจะขัดสนอยู่บ้าง โดยเฉพาะอาภรณ์สีขาวบนร่าง ที่แม้จะใช้เนื้อผ้าวัตถุดิบอย่างดี แต่ไม่ได้ซักมาหลายวัน มีแต่คราบสกปรกเปรอะเปื้อนตลอดร่าง ช่วงอกคล้ายยังมีคราบเลือดสีน้ำตาลปนเหลืองอยู่อีกหลายหย่อม

อู๋ถิงเซวียนเคยเห็นคนมามากมายสุดคณานับ เพียงกวาดตามองบุรุษหนุ่มนี้แวบเดียว ก็พอจะเดาฐานะและที่มาของเขาได้หลายส่วน ใจจริงเริ่มไม่ค่อยอยากรับการค้ารายนี้แล้ว แต่อย่างไรผู้มาล้วนถือเป็นลูกค้าทั้งสิ้น มารยาทพื้นฐานและความเคารพนับถือจะอย่างไรก็ยังต้องมีให้ จึงตรงเข้าไปต้อนรับ แย้มยิ้มตามหน้าที่

“คุณชายท่านนี้ ขอเรียนถามว่าสิ่งที่ต้องการจำนำคืออะไรหรือ”

“ขอถามท่าน ท่านคือเถ้าแก่อู๋ อู๋ถิงเซวียนใช่หรือไม่” บุรุษชุดขาวไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม

“คือผู้น้อยเอง”

“อย่างนั้นถือว่าข้าหาถูกคนแล้ว!” บุรุษชุดขาวคล้ายจะคลายใจลง เดินตรงเข้าไปในร้าน หย่อนก้นได้ก็นั่งลงบนตั่งบุผ้าปักที่จัดไว้สำหรับรับรองอาคันตุกะโดยเฉพาะ หยิบเอาม้วนภาพตัวอักษรบนผ้าแพรสีม่วงม้วนหนึ่งออกจากห่อผ้า วางไว้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ก่อนหันไปมองอู๋ถิงเซวียน

“เถ้าแก่อู๋ ภาพลายมือตัวอักษรชิ้นนี้เป็นของวิเศษประจำตระกูลของข้า มีลายมือนักเขียนอักษรชื่อดังสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกของแท้ มูลค่าควรเมือง หายากยิ่งนัก แต่วันนี้ข้าวิ่งมาหลายต่อหลายโรงจำนำแล้ว พบแต่คนสามัญที่ไร้การศึกษาไม่มีความรู้ทั้งสิ้น พากันยืนยันว่าตัวอักษรนี้เป็นของปลอม ข้าขุ่นเคืองยิ่งนัก ภายหลังถามไถ่จากหลายแห่ง จึงค่อยทราบว่าในมืองอีเชวียนี้ท่านเป็นผู้ตรวจสอบภาพวาดลายมือที่เชี่ยวชาญ วันนี้จึงขอเชิญให้เถ้าแก่ท่านชมดู ช่วยข้าทวงความยุติธรรมกลับคืน!”

บุรุษหนุ่มชุดขาวกล่าวทั้งหมดจนจบในรวดเดียว ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุดยั้ง เห็นเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก ริมฝีปากแห้งแตกของเขาแล้ว วันนี้คงวิ่งไปยังสถานที่ต่างๆ มาไม่น้อยจริงๆ และคงยิ่งถูกกระตุ้นโทสะมาไม่น้อยด้วย อู๋ถิงเซวียนไม่อาจหักใจ จึงสั่งให้เด็กรับใช้ยกน้ำชามาให้เขา บุรุษหนุ่มเองก็ไม่เกรงใจ ยกถ้วยชาขึ้นซดลงไปโฮกๆ

อู๋ถิงเซวียนรอจนอีกฝ่ายดื่มชา ปรับลมหายใจจนสม่ำเสมอแล้ว จึงได้ยิ้มเล็กน้อย บอกว่า

“ไม่ทราบนักเขียนอักษรผู้โด่งดังสมัยจิ้นตะวันออกที่คุณชายพูดถึงคือท่านใด”

“หวังซีจือ” บุรุษหนุ่มตอบเสียงสดใส

อู๋ถิงเซวียนลอบแตกตื่น ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมโรงรับจำนำอื่นจึงปิดประตูใส่บุรุษหนุ่มเยาว์วัยผู้นี้ เขาเองก็คิดหาถ้อยคำอ้อมค้อมมาส่งแขกทันทีเช่นกัน แต่คำ ‘หวังซีจือ’ สามคำกลับทำให้เขาคันในหัวใจยากทนทาน ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าดูชิ้นงานสักครั้งคงไม่เป็นไร

“เมื่อครู่คุณชายบอกว่าผู้น้อยเป็นผู้เชี่ยวชาญ ข้ามิกล้ารับเด็ดขาด นั่นเป็นเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ตามท้องถนนยกยอกันเท่านั้น สรรเสริญเกินความสามารถ ไม่อาจยึดถือเป็นจริงเป็นจัง เพียงแต่ในเมื่อคุณชายเชื่อถือผู้น้อย อย่างนั้นผู้น้อยก็ไม่ถ่อมตัวแล้ว” อู๋ถิงเซวียนนั่งลงบนเก้าอี้กลมๆ ตัวหนึ่งที่อีกฟากฝั่งโต๊ะ ผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ “เชิญคุณชายแสดงสมบัติของโลกน้ำหมึกเถอะ”

บุรุษหนุ่มชุดขาวปิติยินดียิ่งนัก ก็แก้ม้วนภาพ คลี่กางลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวลทันที อาศัยแสงไฟจากตะเกียงกรุแพรบางๆ ดวงหนึ่งที่มุมโต๊ะ ตัวหนังสือแบบฉ่าวซูที่ตวัดพลิ้วราวริ้วเมฆ ทรงพลังดั่งพญามังกรก็ปรากฏแก่คลองจักษุของอู๋ถิงเซวียน

อู๋ถิงเซวียนลอบสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ร้องอุทานอย่างแตกตื่นในใจไม่หยุดยั้ง

ถึงกับเป็นลายมือของหวังซีจือจริงๆ!

อาศัยประสบการณ์และสายตาคมกล้าเหนือผู้คน อู๋ถิงเซวียนมองปราดเดียวก็ดูออก ตัวอักษรฉบับนี้ก็คือ ‘สือชีเถี่ย’... ลายมือแบบฉ่าวซูที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของหวังซีจือ เถี่ย (ต้นแบบลายมือ) ฉบับนี้ประกอบด้วยเถี่ยลายมือแบบฉ่าวซูฉบับสั้นๆ ของหวังซีจือเอาไว้ทั้งหมดยี่สิบเก้าแบบ ล่วงมาถึงยุคราชวงศ์ใต้ ทายาทรุ่นหลังของสกุลหวังจึงได้บรรจงรวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน เถี่ยฉบับแรกขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘สือชี (สิบเจ็ด)’ ดังนั้นจึงนำมาตั้งเป็นชื่อ กลายเป็นตัวอย่างลายมือที่ดีที่สุด สำหรับชนรุ่นหลังที่ต้องการร่ำเรียนลายมือแบบฉ่าวซู นักคัดลายมือในประวัติศาสตร์ยกย่องว่าเป็น ‘ภาพมังกรในตัวหนังสือ’ แต่ร่ำลือกันว่าเถี่ยฉบับนี้หายสาบสูญไปในเหตุ ‘กบฏโหวจิ่ง’ สมัยปีเซียวเหลียงตั้งนานแล้ว อู๋ถิงเซวียนไม่นึกเอาเลยจริงๆ ว่าเถี่ยฉบับนี้จะยังหลงรอดอยู่บนโลก ทั้งยังเก็บรักษาไว้ได้สมบูรณ์ปานนี้ นับเป็นสมบัติล้ำค่าหากยากไร้ที่เปรียบโดยแท้!

แม้ความรู้สึกจะท่วมท้นเป็นพันเป็นหมื่นประการ แต่อู๋ถิงเซวียนกลับไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อยนิด นี่เป็นผลที่บ่มเพาะขึ้นจากการประกอบอาชีพนี้มานานปี อย่าว่าแต่ตอนนี้เขายังตั้งใจระงับความปั่นป่วนในใจเต็มที่อีกด้วย

บุรุษหนุ่มชุดขาวจ้องหน้าอู๋ถิงเซวียนตลอดเวลา และคล้ายมีแวบหนึ่ง ที่เขาพบว่าดวงตาของอู๋ถิงเซวียนเป็นประกายวาบ แต่เพียงกระพริบตา ก็ไม่เหลือความรู้สึกใดๆ ให้สังเกตได้อีกต่อไป

“เถ้าแก่อู๋ ท่านชมดูเสร็จแล้วหรือไม่” บุรุษหนุ่มจ้องตาอู๋ถิงเซวียนเขม็ง

อู๋ถิงเซวียนพยักหน้าอย่างเงียบงัน

“ข้าเชื่อว่าท่านดูออกแล้ว นี่เป็นของจริงแท้ไม่ต้องสงสัยเลย ใช่หรือไม่”

อู๋ถิงเซวียนเงยศีรษะขึ้นมา ใบหน้ากลับไปประดับรอยยิ้มตามอาชีพเช่นเดิม

“คุณชายท่านนี้ ขออภัยที่ข้าน้อยต้องพูดตรงไปตรงมา ลายมือตัวอักษรชิ้นนี้เป็นอัจฉริยะรุ่นหลังจัดทำเลียนแบบ โดยวาดกรอบโครงอักษรขึ้นก่อนแล้วค่อยถมดำ แม้จะเขียนขึ้นละม้ายเหมือนของจริงยิ่งนัก แต่อย่างไร… ก็ไม่ใช่ของจริง”

บุรุษหนุ่มชุดขาวลุกพรวดขึ้นทันที มองอู๋ถิงเซวียนด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“ท่านชมดูจนตาลายไปกระมัง”

อู๋ถิงเซวียนลุกขึ้นช้าๆ ยิ้มเล็กน้อย

“คุณชายหากไม่เชื่อถือผู้น้อย ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นมายืนยัน อภัยที่ผู้น้อยสายตาไม่ดี ทำให้คุณชายผิดหวัง” พูดจบก็เบี่ยงกายหันข้าง แสดงเจตนาต้องการส่งแขก

บุรุษหนุ่มชุดขาวแค่นยิ้มเย็นชา เก็บภาพลายมือนั้นขึ้น วางลงในห่อผ้า เอ่ยเสียงดังๆ

“ว่ากันว่าชาวอำเภออีเชวียล้วนเปรื่องปราดหลักแหลม เต็มไปด้วยวิญญูชน นึกไม่ถึงเลย แต่ละคนล้วนเป็นเพียงถุงหนังใส่เหล้า กระสอบใส่ข้าว (หมายเหตุ: หมายถึงกลวง ไม่มีความสามารถอะไร) มีตาแต่ไร้แวว!”

“เฮอะ เด็กน้อย!” เด็กรับใช้ที่อยู่ด้านข้างทนฟังไม่ไหว ก็ชี้หน้าบุรุษหนุ่ม “เจ้านับเป็นตัวอะไร กล้ามาพูดจาอวดโอ่โอหัง กล่าวเหลวไหลไร้สาระในที่นี้!”

“ข้าพูดผิดหรือ” บุรุษหนุ่มเองก็คอแข็งโต้เสียงดัง “ตัวอำเภอออกกว้างใหญ่ โรงจำนำที่รับภาพวาดตัวอักษรของมีค่าอยู่สิบกว่าโรง แต่ไม่มีสักคนเดียวที่แยกผลงานหวังซีจือของแท้ออก บอกเล่าไปไยมิใช่ทำให้ผู้คนทั้งใต้หล้าหัวเราะเย้ยหยัน”

“โอย เจ้ายังมาก่อกวนอีก!” เด็กรับใช้คุกคามเข้าหา ถลกแขนเสื้อขึ้น “ข้าว่าเด็กน้อยเจ้าจงใจมาหาเรื่อง ใช่หรือไม่”

พอได้ยินเสียงเอะอะที่โถงด้านหน้า ม่านประตูที่อยู่ด้านหลังแนวโต๊ะวางของก็ถูกเลิกขึ้น ผู้รับใช้รูปร่างสูงใหญ่หลายคนบุกเข้ามา ข้าวของที่โรงจำนำรับไว้ มีมากมายที่สูงค่าราคาแพง ฉะนั้นคนรับใช้ในโรงจำนำจึงมักควบตำแหน่งครูมวยผู้คุ้มครองร้าน แต่ละคนมีวิชาฝีมือติดตัว ผู้รับใช้ในโรงจำนำเอ๋อร์หย่าล้วนเป็นคนของบ้านฉู่อิงเหนียงผู้เป็นเถ้าแก่เนี้ย ติดตามนางคร่ำเคร่งฝึกวิชาฝีมือตั้งแต่เด็ก เข้มแข็งห้าวหาญกว่าครูมวยตามโรงจำนำทั่วไป ยามนี้ครูมวยสี่ห้าคนกรูกันเข้ามาล้อมบุรุษหนุ่มชุดขาวเอาไว้ บุรุษหนุ่มกอดห่อผ้าถอยหลังกรูดๆ สีหน้าแตกตื่นตกใจ

“พวกเจ้าจะทำอะไร” อู๋ถิงเซวียนส่งเสียงทุ้มหนัก “คุณชายท่านนี้เป็นลูกค้าของโรงจำนำ ให้พวกเจ้าปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ได้หรือ ล้วนออกไปให้หมด!”

เหล่าผู้รับใช้มองหน้ากัน ได้แต่ก้าวถอยหลัง แต่ย้ายไปยืนอยู่หลังโต๊ะวางของไม่มีใครออกไป ดวงตาจ้องบุรุษหนุ่มชุดขาวเขม็ง อู๋ถิงเซวียนขณะคิดหาถ้อยคำเกลี้ยกล่อมให้ฝ่ายนั้นจากไป ม่านประตูก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ฉู่หลีซางก้าวพรวดเข้ามา

บุรุษหนุ่มชุดขาวได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันกลับไป พอดีประสานสายตาเข้ากับฉู่หลีซาง คนทั้งสองล้วนตะลึงตะลานไปทันที

อู๋ถิงเซวียนประหลาดใจเล็กน้อย มองดูทั้งสอง ฉู่หลีซางรู้ตัวว่าเสียกิริยา รีบเบนสายตาจากไป บุรุษหนุ่มชุดขาวเองก็หน้าแดงเรื่อ ลนลานก้มศีรษะ จากนั้นกอดห่อผ้าสีดำไว้แน่น เดินออกไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่หลีซางมองตามแผ่นหลังของเขา

“ท่านพ่อ ตัวโง่เขลานั้นมาทำอะไร”

อู๋ถิงเซวียนก็คือบิดาของฉู่หลีซางนั่นเอง เนื่องเพราะยามเยาว์วัยมีฐานะยากจน แต่งเข้าเป็นเขยบ้านของฉู่อิงเหนียง ดังนั้นฉู่หลีซางจึงใช้แซ่ตามมารดาของนาง

ได้ยินบุตรีเรียกคนผู้นั้นว่า ‘ตัวโง่เขลา’ อู๋ถิงเซวียนก็ยิ่งประหลาดใจ หันไปมองนาง

“อ้อ ข้าเห็นเขาดูโง่งม จึงเรียกไปอย่างนั้นเอง” ฉู่หลีซางใช้รอยยิ้มกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน “ท่านพ่อ เขามาทำอะไรกันแน่”

“มาโรงจำนำย่อมเอาของมาจำนำ ยังจะมาทำอะไรได้”

“เขามาจำนำอะไร”

อู๋ถิงเซวียนกวาดตามองเหล่าผู้รับใช้แวบหนึ่ง รอจนพวกนั้นออกไปหมดสิ้นแล้วจึงได้กล่าว

“ภาพตัวอักษรสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกฉบับหนึ่ง”

“อย่างนั้นเหตุใดเขาไปเสียเล่า หรือภาพตัวอักษรของเขาเป็นของปลอม?”

อู๋ถิงเซวียนส่ายศีรษะ

“มิใช่ เป็นของจริง”

ฉู่หลีซางไม่เข้าใจ

“ในเมื่อเป็นของจริง เหตุใดท่านไม่รับจำนำ”

“เนื่องเพราะนั่นเป็นลายมือของหวังซีจือ”

“หวังซีจือ?” ฉู่หลีซางยิ่งมึนงง “นั่นมิใช่ยิ่งสูงค่าหรอกหรือ”

อู๋ถิงเซวียนฝืนยิ้ม

“เจ้าไม่ทราบ ตอนนี้ขอเพียงเป็นลายมือของหวังซีจือ ล้วนเป็นสาเหตุของเภทภัยทั้งสิ้น”

ฉู่หลีซางขมวดคิ้ว

“เพราะเหตุใด”

อู๋ถิงเซวียนนั่งลงบนตั่งบุผ้าปักลาย สีหน้าท่าทางออกจะเลื่อนลอยเล็กน้อย คล้ายหวนนึกถึงเรื่องราวบางประการในอดีตที่คล้ายควันบางเบา และคล้ายกำลังขบคิดสิ่งใด ฉู่หลีซางส่งเสียงเรียกติดๆ กันหลายรอบ เขาจึงได้สติมา ถอนหายใจยาว

“ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนิยมการเขียนอักษร รักชอบตัวหนังสือของหวังซีจือ เคารพยกย่องท่านยิ่งนัก ดังนั้นนับแต่ขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา จึงทุ่มเทค้นหาต้นแบบตัวอักษรของหวังซีจือไปทั่วทั้งแผ่นดิน และสมดั่งคำกล่าว ‘เบื้องบนชมชอบ เบื้องล่างยิ่งลุ่มหลง’ ขุนนางทุกหนแห่งล้วนต้องการประจบฮ่องเต้ ดังนั้นจึงยื้อแย่งช่วงชิงโดยไม่เลือกวิธีการ ชาวบ้านธรรมดาที่เก็บต้นฉบับลายมือตัวจริงของหวังซีจือไว้ ล้วนมิอาจไม่ส่งมอบมันต่อให้จวนขุนนาง พวกขุนนางก็ฉวยโอกาสขูดรีด แม้แต่ภาพวาดตัวอักษรของคนมีชื่อเสียงคนอื่นๆ ยังช่วงชิง ยึดไปครอบครองไว้เสียเอง หากยืนกรานไม่โอนอ่อนผ่อนตาม สถานเบาต้องถูกจับขังคุก สถานหนักคือบ้านช่องแตกแยกผู้คนตกตาย… เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ใดยังกล้าเก็บลายมือของหวังซีจือ? มิเท่ากับจุดไฟเผาตัวเองหรือ?”

ฉู่หลีซางเข้าใจทันที

ว่ากันว่าทุกวันนี้ใต้หล้าสงบสันติชนิดยากพบพานมาตั้งแต่สมัยโบราณ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหลี่ซื่อหมินเองก็เป็นกษัตริย์ผู้เปรื่องปราด มีขุนนางฉลาดเฉลียวทั้งคณะร่วมแรงร่วมใจ ใช้หลักคุณธรรมของราชันปกครองแผ่นดิน ไหนเลยจะคาด เบื้องหลังยังคงมีเหตุการณ์ชั่วช้าปานนี้!

ฉู่หลีซางเมื่อคิดเช่นนั้น ก็อดกังวลแทนบุรุษหนุ่มชุดขาวขึ้นมามิได้

ราษฎรเดิมทีบริสุทธิ์ แต่ครอบครองหยกล้ำค่าจึงมีโทษทัณฑ์!

เวลาอย่างนี้ ตัวโง่เขลานั้นกลับหอบลายมือของจริงของหวังซีจือ วิ่งโร่ไปตามโรงรับจำนำทุกหนแห่ง มิเท่ากับหาทีตายหรือไร!

 

วังตงกง อุทยานอี๋ชุน

ดอกไม้ใบหญ้าในอุทยานขึ้นชอุ่มราวผืนพรม ดอกท้อเบ่งบานพราวสะพรั่ง

บุรุษหนุ่มเยาว์วัยในอาภรณ์หรูหราปักลายปล่อยผมเผ้ายาวสยาย ยืนเงียบงันอยู่บนพื้นหญ้ากลางลาน ในมือถือกระบี่เล่มหนึ่ง รูปร่างเขาสูงโปร่ง องคาพยพงดงามคมคาย ผิวหน้าขาวผุดผาดเหนือธรรมดา ถึงกับแลดูเผือดซีดคล้ายมีโรคภัยประการหนึ่งแฝงเร้น ประกายตาของเขายะเยียบเย็นชา มุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายอยู่เลือนราง

เขาก็คือไท่จื่อของต้าถัง หลี่เฉิงเฉียน

เวลานั้น รอบกายหลี่เฉิงเฉียนยืนไว้ด้วยนักรบสิบกว่านาย แต่ละนายสวมเสื้อตัวสั้นสีแดงอมม่วงเข้มจัด ผมถักเป็นเปีย มือกุมดาบโค้ง ล้วนเป็นลักษณะการแต่งกายแบบชาวทูเจวี๋ย ทันใดนั้น กระบี่ในมือหลี่เฉิงเฉียนพลันตวัดผ่าอากาศเป็นแนวโค้งงดงามยิ่งนัก เหล่านักรบทูเจวี๋ยคล้ายได้รับคำสั่งก็ปาน พากันตวาดก้องแล้วกลุ้มรุมเข้าหา

นักรบร่างสูงใหญ่ที่บุกเข้าหาหลี่เฉิงเฉียนเป็นคนแรกถูกเขาถีบใส่ทรวงอก ร่างปลิวออกมา หลี่เฉิงเฉียนตวัดเท้าตามติด เตะนักรบที่อยู่ด้านขวาอีกสองคนล้มลงกับพื้น นักรบสามคนที่อยู่ด้านซ้ายควงดาบฟันเข้าใส่ กระบี่ยาวของหลี่เฉิงเฉียนวาดเป็นวง อาวุธทั้งสองฝ่ายพอปะทะ ประกายไฟแลบปลาบออกมาทันที ในบรรดาดาบยาวทั้งสามเล่ม มีเล่มหนึ่งถูกฟันขาดเสมอข้อ ส่วนอีกสองเล่มถูกกระแทกร่วง

คมดาบที่หักไปลอยคว้างอยู่กลางอากาศ หลี่เฉิงเฉียนสะบัดเท้าเตะออก ดาบหักนั้นก็พุ่งเข้าใส่นักรบคนหนึ่งที่วิ่งตะบึงเข้ามา คมดาบแทงฉึกเข้าใส่หัวไหล่เขา นักรบนั้นแผดร้องโหยหวน ร่างอ่อนยวบทรุดลงกับพื้น จังหวะเดียวกันนั้นเอง กระบี่ของหลี่เฉิงเฉียนก็ตวัดขึ้นลงฉวัดเฉวียน ฟันสามนักรบที่อาวุธหลุดจากมือติดต่อกันหลายกระบวนท่า

พริบตาเดียว นักรบที่มีอยู่สิบกว่าคนก็ล้มลงไปแล้วเจ็ดคน ที่เหลืออีกห้าหกคนพากันชะงักเท้าไว้ทันที ไม่กล้าเข้ามาอีกแล้ว

ตอนนั้นเอง สายฝนพลันเทลงมาจากฟ้าห่าใหญ่ นักรบผู้หนึ่งตะกุกตะกัก

“ไท่… ไท่จื่อ ฝนตกแล้ว”

ดวงตาของหลี่เฉิงเฉียนตวัดไปทางคนผู้นั้นราวกับตาเหยี่ยว จากนั้นก็เงื้อกระบี่ พุ่งตรงเข้าหาอีกฝ่าย

คมกระบี่สะบั้นหยาดฝนเม็ดโตเท่าเมล็ดถั่วอย่างว่องไว สุดท้ายก็แทงเข้าใส่ใบหน้านักรบผู้นั้น นักรบนั้นแตกตื่นยิ่ง ควงดาบปิดป้อง หลี่เฉิงเฉียนพลันย่อตัว กระบี่ยาววูบไหว แทงเข้าใส่ท้องของนักรบนั้นอย่างแม่นยำ

นักรบผู้นั้นเบิกตาทั้งสองข้างจนกลมกว้าง กระอักโลหิตสดๆ ออกมา

หลี่เฉิงเฉียนฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม กระชากกระบี่ออก หยาดโลหิตก็พุ่งเป็นสายตามคมกระบี่ พร่างพรายอยู่ในม่านฝน

นักรบนั้นหงายร่างล้มลงกับพื้น ร่างสั่นกระตุกไม่หยุดยั้ง

หลี่เฉิงเฉียนกราดสายตาคมกริบต่อไปยังนักรบคนอื่นๆ เหล่านักรบหันมองหน้ากันเอง จากนั้นพากันโยนอาวุธคุกเข่าลงหมอบราบกับพื้น ตลอดร่างสั่นสะท้านไม่หยุดยั้ง

มุมปากหลี่เฉิงเฉียนมีรอยยิ้มเยาะหยันผุดพราย น้ำฝนไหลลงมาตามใบหน้าของเขา เส้นผมสีดำสนิทหลายช่อเปียกลู่แนบหน้าผากและข้างแก้ม ทำให้เขายิ่งดูซีดขาวกว่าเดิม บุคลิกก็ยิ่งเย็นชากว่าเดิม

เสียงปรบมือดังขึ้น บุรุษหนุ่มเยาว์วัยที่สวมอาภรณ์หรูหราเช่นกันอีกผู้หนึ่ง เดินมาตามระเบียงที่อยู่ไม่ห่างไปนัก ทางหนึ่งก้าวเดิน ทางหนึ่งปรบมือ ด้านหลังมีขันทีอีกคนหนึ่งกางร่มเดินตามมาติดๆ ส่วนขันทีอีกหลายคนก็รีบกางร่มอีกหลายคัน ลนลานวิ่งเข้าหาหลี่เฉิงเฉียน

“เฉิงเฉียน วิชาฝีมือของเจ้ายิ่งมายิ่งร้ายกาจแล้ว!” บุรุษหนุ่มแย้มยิ้มเดินมายังข้างกายเขา

หลี่เฉิงเฉียนรับผ้าเช็ดหน้าโปร่งบางที่ขันทีส่งให้ ค่อยๆ เช็ดเลือดออกจากคมกระบี่ แค่นหัวเราะเย็นชา

“ล้วนเพราะกระบี่ข้ายอดเยี่ยม ท่านอาเจ็ดอย่าได้เบิ่งตาแต่ว่ากล่าวเหมือนคนตาบอด!”

บุรุษหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านอาเจ็ด’ นี้ก็คือน้องชายคนที่เจ็ดของหลี่ซื่อหมิน… ฮั่นอ๋องหลี่หยวนชาง หากเทียบศักดิ์ฐานะ เขาเป็นอาของหลี่เฉิงเฉียน แต่ทั้งสองกลับอายุเทียบเท่า ล้วนถือกำเนิดในปีอู่เต๋อที่สองเหมือนกัน ปัจจุบันอายุยี่สิบสี่ปี บางทีอาจเพราะมีวัยเท่ากัน ประกอบกับลักษณะนิสัยใกล้เคียง ความสัมพันธ์ระหว่างอากับหลานคู่นี้จึงใกล้ชิดสนิทสนมเสมอมา

หลี่หยวนชางถูกหลี่เฉิงเฉียนกระชากเสียงใส่ ก็ไม่ยึดถือเป็นอารมณ์ ยังคงแย้มยิ้มกล่าวว่า

“เฉิงเฉียน ปากเจ้าว่ากล่าวไม่เกรงใจคนอย่างนี้ มิน่าเล่าขุนนางคร่ำครึในราชสำนักพวกนั้นจึงไม่ชอบเจ้า”

“ความจริงที่ท่านอาเจ็ดต้องการพูด คงไม่ใช้คำพูดพวกนี้กระมัง”

หลี่หยวนชางนิ่งอึ้งไป

“ความจริง? ความจริงข้าก็คิดอย่างนี้!”

“ที่ท่านอาเจ็ดต้องการพูด ไม่ใช่เรื่องที่เสด็จพ่อไม่ชอบข้าหรือ”

หลี่หยวนชางนิ่งอึ้งไปอีกรอบ แต่แล้วก็ยิ้มออกมาทันที

“ไหนเลยเป็นเช่นนั้นได้ หากเสด็จพี่ไม่ชอบเจ้า เหตุใดส่งเว่ยเจิงที่ทรงเชื่อถือที่สุดมาให้เจ้า”

“อย่างนั้นในความเห็นท่าน เว่ยเจิงเป็นขุนนางคร่ำครึหรือไม่” หลี่เฉิงเฉียนเช็ดกระบี่จนสะอาดสะอ้าน สะท้อนแสงวาววับ แต่ปล่อยให้น้ำฝนไหลลงมาตามใบหน้า ไม่สนใจเช็ดแม้แต่น้อย ขันทีทั้งหลายหันมองตากัน แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงตักเตือน

หลี่หยวนชางโคลงศีรษะ

“เว่ยเจิงหรือ ก็ออกจะคร่ำครึอยู่บ้าง แต่ดีร้ายอย่างไรเขาก็มาเพื่อช่วยเหลือเจ้า เจ้าอย่าได้ล่วงเกินเขา”

หลี่เฉิงเฉียนไม่ส่งเสียง

ตอนนั้นเอง ขันทีผู้หนึ่งก็กางร่ม รักแร้หนีบไม้เท้าทองคำประดับหยกอันหนึ่ง วิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน หอบหายใจกล่าว

“เรียนไท่จื่อ เว่ย… เว่ยเจิงไท่ซือมาถึงแล้ว”

หลี่เฉิงเฉียนได้ยินก็หมุนร่างไปตามสัญชาติญาณ หันมองไปยังที่ห่างไกล

ใบเก๋งบนภูเขาจำลองสูงสองจั้งแห่งหนึ่งที่ห่างออกไป ยืนไว้ด้วยชายชราที่บุคลิกหนักแน่นมั่นคงผู้หนึ่ง คือเว่ยเจิงนั่นเอง

ใบหน้าหลี่เฉิงเฉียนปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย ค้อมตัวลงต่ำไปทางทิศของภูเขาจำลอง จากนั้นโยนกระบี่ให้ขันที รับไม้เท้าทองคำประดับหยกมา มุ่งหน้าไปทางระเบียงด้วยขาขวาที่กะเผลกเล็กน้อย ขันทีหลายคนก็ถือร่มเดินตาม

เนื่องเพราะยามเยาว์วัยเคยล้มป่วยมาครั้งหนึ่ง ภายหลังหลี่เฉิงเฉียนจึงมีลักษณะพิการอยู่เล็กน้อย เขาชมชอบถือกระบี่ ชิงชังการถือไม้เท้าเป็นที่สุด แต่ที่น่าสลดใจคือในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของวัน เขายังคงมิอาจไม่สัมผัสไม้เท้าอันนี้

เมื่อหลี่เฉิงเฉียนเดินจากไปไกลแล้ว เหล่านักรบทั้งหลายที่ฟุบหมอบกับพื้นจึงได้กล้าตะกายขึ้นมา ช่วยกันกับพวกขันทีหามนักรบที่บ้างบาดเจ็บบ้างล้มตายอยู่บนพื้นเหล่านั้นออกไป

ในวังตงกง นี่เป็นภาพที่เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ซ้ำบางครั้งยังสู้กันดุเดือดกว่านี้ บาดเจ็บล้มตายกันมากกว่านี้

เว่ยเจิงมองซากศพที่ถูกหามออกไปจากที่ห่างไกล สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม

 

ตำหนักลี่เจิ้ง วังตงกง ห้องหนังสือปีกตะวันตก

หลี่เฉิงเฉียนที่ผัดเปลี่ยนสวมชุดทางการ เกล้าผมเรียบร้อยนั่งอยู่บนตั่ง สงบฟังเว่ยเจิงเล่าเรื่องที่เว่ยอ๋องจะย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อ

“ไท่ซือ ท่านชมชอบเหยี่ยวหรือไม่ เหยี่ยวในทุ่งหญ้า?” หลี่เฉิงเฉียนพลันถามโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ

เพียงช่วงหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่มาเป็นไท่ซือให้กับไท่จื่อนี้ เว่ยเจิงก็คุ้นชินกับนิสัยประหลาดไร้เหตุผลของหลี่เฉิงเฉียนแล้ว และทราบนานแล้วด้วยว่าควรรับมืออย่างไร จึงตอบราบเรียบ

“ข้าย่อมชมชอบ”

“อ้อ เหตุใดจึงชมชอบ”

“เหยี่ยวมีอิสระสามารถโผบินจนสุดขอบฟ้า ทั้งยังเป็นใหญ่ในห้วงอากาศ หากมนุษย์ได้สองสิ่งนี้ ยังจะต้องการอะไรอีก”

หลี่เฉิงเฉียนมองเว่ยเจิง ดวงตาที่คมปลาบเย็นชาค่อยๆ มีแววสว่างไสวนุ่มนวลปรากฏขึ้นทีละน้อย

ในสายตาหลี่เฉิงเฉียน แม้เว่ยเจิงจะชอบพูดเรื่องคุณธรรมความเมตตากับเขา บุคลิกออกจะน่าเบื่อหน่ายไม่น้อย แต่สำหรับเวลาเช่นนี้ เว่ยเจิงกลับมีบางสิ่งที่ขุนนางคนอื่นๆ ไม่มี คือ… ความซื่อสัตย์ ความทุ่มเท และความเหี้ยมหาญ และนี่คือสิ่งที่ทำให้หลี่เฉิงเฉียนนับถือเว่ยเจิงจากหัวใจ

“ไท่ซือ ในเมื่อท่านชมชอบเหยี่ยว อย่างนั้นหากมีคนเกลี้ยกล่อมให้ท่านขังเหยี่ยวไว้ในกรง ต่อให้กรงนั้นสร้างด้วยทองคำและหยกจนเรืองรอง ท่านยินยอมหรือไม่”

เว่ยเจิงส่ายหน้า “ย่อมไม่ยินยอม”

“อย่างนั้นก็จบเรื่องแล้วมิใช่หรือ” หลี่เฉิงเฉียนยิ้มพลางกล่าว “เว่ยอ๋องเป็นเพียงนกแก้วตัวหนึ่ง ปีกขนสวยงาม กล่าววาจาไพเราะ เขาชอบกรงนัก อย่างนั้นก็ปล่อยให้เขาอยู่ในกรงไป ข้าไม่ริษยาเขาแม้แต่น้อยนิด”

“ไท่จื่อผิดแล้ว เว่ยอ๋องมิใช่เพียงนกแก้วตัวหนึ่ง แต่เป็นสุนัขป่าตัวหนึ่ง ตำหนักอู่เต๋อก็มิใช่กรง แต่เป็นขุนเขา ปล่อยสุนัขป่าให้ปีนขึ้นภูเขาไป กู่ก้องเรียกพรรคพวก หอนโหยให้กับดวงจันทร์ นับเป็นเรื่องอันตรายประการหนึ่ง”

หลี่เฉิงเฉียนหัวเราะ

“ต่อให้เป็นสุนัขป่าที่ดุร้ายกว่านี้ ปีนขึ้นภูเขาที่สูงชันยิ่งกว่านี้ มันก็ไม่มีทางกัดเหยี่ยวได้ตลอดกาล มิใช่หรือ”

เว่ยเจิงหัวเราะตาม

“ไท่จื่อ อนุญาตให้ข้าถามคำถามประการหนึ่งได้หรือไม่”

“ไท่ซือเชิญถาม”

“ไท่จื่อเคยเห็นเหยี่ยวที่บินอยู่บนฟ้าตลอดเวลาหรือไม่”

หลี่เฉิงเฉียนชะงักไปเล็กน้อย

“ต่อให้เป็นเหยี่ยวที่บินได้สูงกว่านี้ มันก็ต้องลงมาหาอาหารที่พื้นดิน ใช่หรือไม่”

รอยยิ้มของหลี่เฉิงเฉียนค่อยๆ ผนึกแข็งค้างบนใบหน้า

“เหยี่ยวที่บินอยู่บนฟ้าได้ตลอดเวลา เป็นแต่เพียงความฝันเท่านั้น เป็นฝันงดงามที่มีอยู่จริงได้แค่ในหัวใจของไท่จื่อ มันไม่ใช่ของจริง โดยเฉพาะเมื่อเหยี่ยวตัวนั้นยังเป็นเพียงลูกนก มันทำได้แค่หลบอยู่ในรัง พลั้งเผลอเพียงนิดเดียว ก็อาจถูกสุนัขป่าดุร้ายกลืนลงท้องไปในคำเดียว! ข้าพูดถูกหรือไม่ ไท่จื่อ”

หลี่เฉิงเฉียนฝืนยิ้ม แววกังวลในดวงตาก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

“ไท่ซือหลักแหลมยิ่งนัก! มิผิด ว่ากันถึงที่สุดแล้ว ข้าหลี่เฉิงเฉียนก็เป็นเพียงลูกนกตัวหนึ่งเท่านั้นเอง”

“ในเมื่อเป็นลูกนก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง”

หลี่เฉิงเฉียนนิ่งงันไปครู่หนึ่งจึงกล่าว

“เชิญไท่ซือชี้แนะ”

“ขอเพียงไท่จื่อกระทำเรื่องราวสามประการที่ข้าจะเสนอต่อไปได้ ตำแหน่งรัชทายาทวังตงกง ก็จะมั่นคงดั่งหินผา”

“เรื่องราวสามประการใดกัน” หลี่เฉิงเฉียนจ้องเว่ยเจิงเขม็ง ประกายตามีแววกระตือรือร้น

“ประการแรก คือรักถนอมขนของตนเอง”

หลี่เฉิงเฉียนทราบ เว่ยเจิงกำลังบอกใบ้ต่อเขา ให้รักษาภาพลักษณ์อันดีงามขององค์ชายรัชทายาทเอาไว้ เลิกการละเล่นอันตรายเช่นต่อยตีฆ่าฟัน จะได้ไม่ต้องถูกพวกขุนนางและราษฎรวิพากษ์วิจารณ์เสียหายอีก แม้เหตุผลนี้จะเข้าใจง่ายอย่างยิ่ง แต่หากให้วางกระบี่ที่ตนเองชมชอบที่สุด ไหนเลยง่ายดายดั่งปากพูด!

“เรื่องต่อไป คือต้องรู้จักลับกรงเล็บตัวเองให้แหลมคม”

วาจานี้หลี่เฉิงเฉียนชมชอบรับฟัง หว่านเพาะอิทธิพลของตัวเองในหมู่ขุนนาง ขณะเดียวกันก็ลอบซ่องสุมกำลังผู้คน พร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่นับเป็นงานเร่งด่วนในตอนนี้จริงๆ

“เรื่องสุดท้าย คือเก็บตัวอย่างอดทน สงบรอให้ศัตรูเผยจุดอ่อนออกมา แล้วค่อยโจมตีให้เฉียบขาด!” เว่ยเจิงจ้องหลี่เฉิงเฉียนตรงๆ “มีแต่ทำตามนี้ ท่านจึงมีโอกาสโผบินบนท้องฟ้า แผ่อานุภาพในห้วงอากาศ!”

หลี่เฉิงเฉียนรับฟังจนพลุ่งพล่าน ผุดลุกขึ้นประสานมือคารวะให้เว่ยเจิงอย่างนอบน้อม

“ไท่ซือ ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องเว่ยอ๋องย้ายเข้าตำหนักอู่เต๋อ ข้าควรรับมืออย่างไร”

“ง่ายดายยิ่ง คือไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”

หลี่เฉิงเฉียนขมวดคิ้ว

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น?”

เว่ยนเจิงพยักหน้า

“ถูกแล้ว เคลื่อนไหวมิสู้สงบนิ่ง”

“เพราะเหตุใด” หลี่เฉิงเฉียนไม่เข้าใจ

“ฝ่าบาทกำลังต้องการดูว่าพวกท่านสองพี่น้องจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร เว่ยอ๋องยิ่งกระโดดได้สูงเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลร้ายกับเขาเองเท่านั้น ท่านยิ่งทำเหมือนไม่มีเรื่องราวใดเท่าไหร่ ยิ่งเป็นประโยชน์กับท่าน ฉะนั้น ท่านก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ทราบเรื่องใดทั้งสิ้น ส่วนที่เหลือ ยกให้ข้าเป็นคนจัดการเอง”

หลี่เฉิงเฉียนมีท่าทีคล้ายครุ่นคิด

 

แผ่นหลังของเว่ยเจิงเพิ่งหายลับไปจากช่องประตูห้องหนังสือปีกตะวันตก หลี่หยวนชางก็เดินอ้อมฉากกันลมออกมา

“เว่ยเจิงผู้นี้ ฝีปากยอดเยี่ยมเป็นที่สุดจริงๆ มิน่าเล่าเสด็จพี่จึงให้ความสำคัญกับเขาปานนั้น!”

หลี่เฉิงเฉียนนั่งอยู่บนตั่ง คล้ายตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด

หลี่หยวนชางเดินเข้าไป ยื่นมือออกโบกไปมาเบื้องหน้าดวงตาเขา

“นี่ ปัญญาอ่อนไปแล้วหรือ”

หลี่เฉิงเฉียนได้สติ “ไท่ซือต้องมิใช่มีดีเพียงฝีปากยอดเยี่ยมแน่นอน”

“อ้อ? ดูท่าเจ้าจะชอบชาวไร่ชนบทผู้นี้เข้าจริงๆ แล้ว?” หลี่หยวนชางยิ้มกว้างอย่างมากเล่ห์

หลี่เฉิงเฉียนกวาดตามองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง

หลี่หยวนชางรีบหุบยิ้มทันที

“ใช่แล้ว เว่ยเจิงบอกเจ้าว่าไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เจ้าจะเชื่อฟังเขาหรือไม่” หลี่หยวนชางทรุดตัวลงนั่ง

“ข้าคิดว่าคำพูดของไท่ซือมีเหตุผล เคลื่อนไหวมิสู้สงบนิ่ง”

“เฮอะ!” หลี่หยวนชางแค่นเสียงเย็นชา “อย่างนั้นเจ้าก็รอให้ผู้อื่นฆ่าฟันเถอะ!”

หลี่เฉิงเฉียนหน้าเครียดลง

“ท่านหมายความว่าอย่างไร”

“ข้าถามเจ้า” หลี่หยวนชางลุกขึ้นยืนอีกรอบ “เว่ยเจิงอายุเท่าใด แล้วเจ้าอายุเท่าใดแล้ว”

“ท่านต้องการพูดอะไรกันแน่”

“ความหมายของข้าชัดเจนอยู่แล้ว! เขาเป็นคนที่แก่จวนจะลงโลง ไหนเลยยังมีความกล้าหาญและความคิดจะต่อสู้อะไรหลงเหลือ? เขาย่อมกล่อมให้เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าต่างออกไป เจ้ากำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดของชีวิต เต็มไปด้วยเลือดลมระอุพลุ่งพล่าน เหตุใดต้องสะกดกลั้นยอมให้เว่ยอ๋องทุกทาง? เว่ยอ๋องนับเป็นตัวอะไร? เขาถือดีอะไรเข้าไปอาศัยอยู่ในตำหนักอู่เต๋อ? หากปล่อยเขาเพ็ดทูลกล่าวร้ายให้เสด็จพี่ฟังทุกวัน… มิใช่ว่าข้าข่มขู่เจ้า แต่จะช้าจะเร็วเสด็จพี่ก็ต้องคิดเรื่องปลดเจ้าออกจากตำแหน่ง!”

หลี่เฉิงเฉียนฟังแล้ว อารมณ์ที่นิ่งสงบมีเหตุผลเมื่อครู่ก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาอีกรอบ

“ข้าจะบอกกับเจ้า เรื่องแก่งแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทนี้ นับแต่โบราณมาหากมิใช่ท่านตายก็เป็นข้าม้วย ฮ่องเต้มีได้เพียงองค์เดียวเท่านั้น ทุกผู้คนล้วนต้องการชิงบัลลังก์ แล้วจะทำอย่างไร? ก็ต้องดูว่าผู้ใดโหดเหี้ยมกว่า ลงมือได้รวดเร็วกว่า! ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นไกล สมัยก่อนพี่ใหญ่ของข้าก็อ่อนโยนโลเลมิใช่หรือ จึงถูกบิดาเจ้าชิงตำแหน่งไปได้?ฉะนั้นคำโบราณจึงกล่าวไว้ถูกต้อง ชิงลงมือก่อนได้เปรียบ ลงมือทีหลังประสบเคราะห์อนาถ

หลี่เฉิงเฉียนพลันส่งสัญญาณให้เขาหยุดพูด เอียงหูคล้ายสดับฟังบางสิ่ง

หลี่หยวนชางไม่สนใจ

“ดูเจ้า อยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ ยังไม่กล้าพูดจา ข้าว่าเจ้าถูกเว่ยเจิงอบรมสั่งสอนจนแม้แต่กำลังขวัญก็ไม่เหลือแล้ว!”

หลี่เฉิงเฉียนคอยฟังการเคลื่อนไหวที่ด้านหลังฉากกันลมอยู่ตลอดเวลา ยามนี้พลันกระโดดปราด ก้าวยาวๆ พุ่งไปด้านหลังฉากกันลม หลี่หยวนชางตะลึงตะลาน ก่อนจะรีบสาวเท้าตามติด

ห้องหนังสือปีกตะวันตกยังมีประตูหลังอีกบาน ยามนั้น หลี่เฉิงเฉียนกับหลี่หยวนชางยืนอยู่ด้วยกันนอกประตู กวาดตามองทั้งซ้ายทั้งขวาอย่างพิจารณา

ระเบียงทั้งสองด้านล้วนเวิ้งว้างว่างเปล่า แม้แต่เงาคนสักสายก็ไม่มี ฝั่งตรงข้ามของประตูหลังนั้นเป็นป่าไผ่ผืนเล็กๆ สายลมพัดใบไผ่จนเกิดเสียงซ่าๆ แต่นอกจากนั้นแล้ว ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใดทั้งสิ้น

“เจ้าได้ยินอะไร” หลี่หยวนชางถาม

หลี่เฉิงเฉียนขมวดคิ้วไม่ตอบคำ

 

จันทร์ครึ่งดวงลอยเด่นบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

รอบข้างเป็นเมฆดำแน่นขนัด บดบังจนแสงจันทร์บัดเดี๋ยวเจิดจ้าบัดเดี๋ยวมืดมิด ฉู่หลีซางย่องเลียบไปตามเชิงกำแพงวัดผูถี ทิ้งระยะห่างจากเงาร่างสีขาวช่วงหนึ่งตลอด

ตั้งแต่ได้ยินบิดาบอกว่าราชสำนักกำลังควานหาลายมือของหวังซีจือ ฉู่หลีซางก็ออกจะสับสนว้าวุ่นอยู่ตลอดคืน แม้นางจะบอกตัวเองเสมอว่าไม่จำเป็นต้องกังวลแทนคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องรู้จักกัน แต่เงาของบุรุษหนุ่มชุดขาวนั้นมักปรากฏขึ้นต่อหน้า โบกไล่อย่างไรก็ไม่ไป

เขาต้องประสบปัญหายุ่งยากใด จนร้อนใจต้องการใช้เงินแน่นอน จึงได้เอาผลงานของแท้ของหวังซีจือมาจำนำอย่างรีบร้อนปานนี้ แต่ขนาดตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับ เขายังเอาเงินสามสิบกว่าเหรียญทองแดงให้ตัวเกียจคร้านในงานออกร้านของวัด ภายหลังยังช่วยเหลือคนไม่รู้จักโดยไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง สุดท้ายพบเห็นทองคำแท่งห่อใหญ่แล้วยังไม่ละโมบใดๆ หากเป็นคนอื่น หยิบฉวยไปแท่งหนึ่งก็เพียงพอจะแก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้แล้ว ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจน ‘ตัวโง่เขลา’ ผู้นี้เป็นวิญญูชนที่เห็นแก่คุณธรรมน้ำมิตร ชืดชาต่อผลประโยชน์อย่างแท้จริงคนหนึ่ง

คนอย่างนี้ประสบปัญหา หรือไม่ควรช่วยเหลือ?

หลังจากสับสนอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดฉู่หลีซางก็ตัดสินใจ แต่ตอนที่นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพลิ้วกายข้ามกำแพงหลังบ้านมานั้น นางพลันนึกขึ้นได้ นางไม่ทราบเลยว่าเขาอยู่ที่ใด ชื่อแซ่อะไร จังหวะนั้นในใจฉู่หลีซางเริ่มลั่นกลองถอย แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด สองขายังคงก้าวออกจากตรอกโดยไม่ฟังเสียง

ภายหลัง ฉู่หลี่ซางตัดสินใจมาเสี่ยงโชคที่วัดผูถีทางตอนใต้ของตัวอำเภอ นั่นเป็นสถานที่ที่ทั้งสองพบกัน นางมีลางสังหรณ์ประการหนึ่ง เชื่อว่าเป็นไปได้มากที่เขาจะอยู่บริเวณใกล้เคียง หรือบางทีอาจจะขออาศัยอยู่ในวัดผูถีเลย

จริงดั่งคาด หลังจากฉู่หลีซางมาถึงข้างวัดผูถี รออยู่ราวหนึ่งชั่วก้านธูป เงาร่างที่คุ้นตาก็ปรากฏตัว ใต้แสงจันทร์ที่บัดเดี๋ยวสว่างบัดเดี๋ยวมืดมิด ท่าทีเขายังดูเปลี่ยวเหงากระไรปานนั้น เงาร่างโดดเดี่ยวจนอ้างว้างเลื่อนลอย หัวใจฉู่หลีซางพลันเจ็บปวดขึ้นมา

มือเขาถือห่อกระดาษขนาดเล็กใหญ่อยู่หลายห่อ สาวเท้าอย่างเร่งร้อน

ฉู่หลีซางตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว แสงจันทร์ถูกเมฆดำหนาทึบบดบังไปตอนนั้น เบื้องหน้ามืดมิดสนิททั่ว ฉู่หลีซางไม่ทันระวังสะดุดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เจ็บปวดแทบร้องออกมา รอจนนางนวดนิ้วเท้าไปพักหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง บุรุษหนุ่มชุดขาวก็เคาะประตูวัดเปิดแล้วก้าวเข้าไป จากนั้นประตูวัดก็ส่งเสียงออดแอดปิดเข้าหากันอีกครั้งหนึ่ง

คาดไว้ไม่ผิด ตัวโง่เขลานี้ขออาศัยอยู่ในวัดจริงๆ

ฉู่หลีซางช้อนตาขึ้นพิจารณาความสูงของกำแพงวัด จากนั้นก็ถอยไปหลายก้าว พุ่งขวับไต่กำแพง พลิ้วตัวข้ามไปทันที

 

อารามส่วนนั้นเป็นอารามคับแคบเก่าโทรม มีลานเล็กๆ แห่งหนึ่ง เรือนสองหลัง หลังที่ใหญ่หน่อยเป็นเรือนนอน ส่วนเรือนข้างขนาดเล็กข้างประตูอารามทำหน้าที่เป็นโรงครัว

ฉู่หลีซางฟุบอยู่บนสันกำแพงอาราม มองปราดเดียวก็เห็นทุกสิ่งในอารามจนทั่ว

บุรุษหนุ่มชุดขาวกำลังจุดไฟในโรงครัว ดูออกเลยทีเดียวว่าไม่เชี่ยวชาญนัก วุ่นวายอยู่เป็นนานจึงจุดไฟติด ทั้งยังทำเอาศีรษะหน้าตาตัวเองเปรอะเขม่าเปรอะขี้เถ้าไปหมด ในเรือนนอนจุดตะเกียงน้ำมันส่องแสงสลัวอยู่ดวงหนึ่ง จากช่องประตูที่เปิดกว้างมองเข้าไป จะเห็นคนชราผอมแห้งผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียง ส่งเสียงไออย่างรุนแรงออกมาเป็นชุด

หลังจากนั้นครู่เดียว กลิ่นยาฉุนจัดก็โชยออกมาจากโรงครัว บุรุษหนุ่มชุดขาวถือชามยาสีดำข้นขลั่กเข้าไปในเรือนนอน ฉู่หลีซางได้ยินเสียงเขาร้องเรียกว่าท่านพ่อดื่มยา

ในที่สุดก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว

ฉู่หลีซางอดปวดแปลบใจมิได้ นางครุ่นคิด ‘ตัวโง่เขลา’ นี้ไม่เพียงมีคุณธรรมความเมตตา แต่ยังกตัญญูอีกด้วย เพียงแต่ไม่ทราบพวกเขาบิดากับบุตรประสบเหตุเปลี่ยนแปลงอันใด จึงตกต่ำลงมามีสภาพเช่นนี้ น่าเสียดายตอนนี้ในตัวนางไม่มีเงินทอง ช่วงเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนก็ไม่สะดวก ฉู่หลีซางตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะพกเงินมาอีกครั้ง และเตือนให้เขาซ่อนลายมือของหวังซีจือให้ดี อย่าให้ทางกรมเมืองล่วงรู้เป็นอันขาด

เมื่อตัดสินใจได้ ฉู่หลีซางก็ไถลร่างลงจากกำแพง

เพิ่งพลิกตัว สายฟ้าก็แลบปลาบฝ่าอากาศ เห็นเงาร่างที่ทั้งดำทะมึนทั้งกำยำแข็งแรงยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ฉู่หลีซางกรีดร้องเสียงแสบแก้วหูออกมาทันที

เงาดำตรงหน้าคือหลวงจีนรูปร่างอ้วนใหญ่ กำลังถลึงจ้องนางอย่างดุร้าย ฉู่หลีซางลูบอก กำลังคิดว่าจะรับมืออย่างไร บุรุษหนุ่มชุดขาวก็ได้ยินเสียงร้องจึงวิ่งออกมา พอเห็นนางเข้าก็นิ่งอึ้งไปก่อน จากนั้นก็คล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา รีบยิ้มให้หลวงจีน กล่าวว่า

“ขออภัยไต้ซือ คุณชายท่านนี้คือ… คือเพื่อนของข้า รบกวนการปฏิบัติธรรมของท่านแล้ว ต้องขออภัยจริงๆ!”

หลวงจีนฟังแล้วถลึงจ้องฉู่หลีซางอีกแวบหนึ่ง แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป

สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา ฉู่หลีซางถูกขู่ขวัญจนสะดุ้งเฮือกอีกรอบ รีบยกมือขึ้นอุดหู

บุรุษหนุ่มชุดขาวเดินเข้ามา จ้องมองนาง

“ท่านมาที่นี่ทำอะไร”

ฉู่หลีซางงึมงำ

“ข้า… ข้าไม่ได้จะทำอะไร แค่เที่ยวเตร่ไปเรื่อยๆ วัดนี้ก็ไม่ใช่บ้านท่าน ท่านมาได้ เหตุใดข้ามาไม่ได้”

บุรุษหนุ่มแค่นยิ้มเย็นชา

“ปลอมแปลงโฉม สะกดรอยตาม ทั้งยังลอบมองผ่านกำแพง! ลับๆ ล่อๆ อย่างท่าน ข้าสามารถจับท่านส่งกรมเมืองได้!”

ฉู่หลีซางแค่ได้ยินก็ร้อนใจขึ้นมา

“ข้า… ข้ามาเพื่อช่วยท่าน ท่านอย่าได้กล่าวหาปรักปรำผู้คน!”

“ช่วยข้า?” บุรุษหนุ่มขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยอะไรข้า”

“ก็… ต้องดูว่าท่านมีปัญหาใด”

“เหตุใดท่านต้องช่วยข้า” บุรุษหนุ่มส่งเสียงเย็นชา

ฉู่หลีซางเริ่มขุ่นเคืองขึ้นมาบ้าง

“เรื่องนี้ยังต้องถามอีก เพราะเห็นท่านน่าเวทนาดอก!”

ใบหน้าบุรุษหนุ่มฉายแววไม่พอใจ

“ข้าโจวลู่กุ้ยเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก ไม่ต้องให้เจ้ามาเวทนา!”

โจวลู่กุ้ย (หมายเหตุ:โจวเป็นแซ่ ลู่กุ้ยแปลว่าโชคดีร่ำรวย)?!

มารดาของเรา โลกนี้ยังมีชื่อที่ธรรมดาสามัญยิ่งกว่านี้หรือไม่ ไม่คู่ควรกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายใบนี้เอาเลย!

ฉู่หลีซางลอบทอดถอนใจ และคล้ายเพื่อให้เข้ากับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของนาง ฟ้าจึงส่งเสียงคำรามลงมาอีกรอบ จากนั้นฝนเม็ดโตเท่าเมล็ดถั่วก็ร่วงเปาะแปะลงมา ฉู่หลีซางเชิดคอประสานสายตากับบุรุษหนุ่ม ไม่คิดจะเตลิดหนีไปในลักษณะนี้

ทั้งสองยืนทื่อในสายฝน ฉู่หลีซางจามออกมาติดๆ กันหลายรอบ บุรุษหนุ่มนั้นมองนาง แววตาค่อยๆ อ่อนโยนลง พลันถอดเสื้อยาวบนร่างออกมา คลุมศีรษะให้นางโดยไม่ส่งเสียง

ฉู่หลีซางอุ่นวาบในหัวใจ ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่มา นางไม่เคยรู้สึกอบอุ่นอย่างนี้มาก่อนเลย จากนั้น… นางค่อยรู้ตัวว่าตนเองยังถือทิฐิแข่งกับเขาอยู่ ไม่อาจยกมือยอมแพ้ง่ายดายเยี่ยงนี้ จึงดึงเสื้อยาวนั้นลงมา โยนกลับไปให้เขา

“เสื้อตัวนี้ของท่านไม่ได้ซักมากี่วันแล้ว เหม็นคลุ้งทีเดียว ข้าไม่เอา!”

บุรุษหนุ่มมองเสื้อในมือ ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเงียบๆ

แผ่นหลังของเขายังคงอ้างว่างและเลื่อนลอยกระไรปานนั้น

ฉู่หลีซางหักใจไม่ลง อยากเรียกเขาไว้เหลือเกิน บอกเขาว่าตนเองต้องการช่วยเหลือเขาจากใจจริง แต่นางพูดไม่ออก

ครู่หนึ่งถัดมา ฉู่หลีซางก็หมุนตัวเดินออกจากอารามแห่งนั้น

ฝนยิ่งมายิ่งลงหนัก แผ่นดินแผ่นฟ้ากลายเป็นภาพพร่าเลือน

ฉู่หลีซางเดินเลื่อนลอยท่ามกลางสายฝน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองเพียงพบเห็นโจวลู่กุ้ยก็ทะเลาะกับเขา ทั้งที่ความจริงใจนางไม่ได้ต้องการเช่นนี้เลย

รอบข้างมืดมิด มีเพียงแสงรำไรจากโคมหินดวงหนึ่งข้างหน้าไม่ห่างไปนัก ส่องถนนสายน้อยปูแผ่นหินให้สว่างขึ้น ฉู่หลีซางเดินไปบนทางสายนั้นอย่างใจลอย ทันใดนั้นเอง นางก็รู้สึกว่าบริเวณที่ตนยืนอยู่คล้ายไม่มีฝนตกลงมาอีกแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่งกางอย่างมั่นคงอยู่เหนือศีรษะ

ฉู่หลีซางหันขวับไป เห็นบุรุษหนุ่มที่มีนามว่าโจวลู่กุ้ยกางร่มบังฝนให้นางอยู่ แต่ตัวเขาเองกลับยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนทั้งตัว อาศัยแสงรำไรจากโคมหิน ฉู่หลีซางเห็นประกายตาเขาทั้งเจิดจ้าทั้งกระจ่างกระไรปานนั้น และลึกล้ำกระไรปานนั้น คล้ายตัวนางทั้งตัวถูกดึงดูดเข้าไป…

ประกายตาเช่นนี้ ไม่ควรเป็นของบุรุษหนุ่มที่มีนามว่า ‘โจวลู่กุ้ย’ ฉู่หลีซางนึกแค้นชายชราป่วยไข้ในอารามผู้นั้น โลกนี้มีชื่อดีงามตั้งมากมาย เหตุใดท่านต้องตั้งชื่อที่เต็มไปด้วยกลิ่นเงินทองเหม็นคลุ้งให้บุตรชายตัวเองด้วย!

ระหว่างที่ความคิดนางกำลังวุ่นวายสับสนนั้นเอง บุรุษหนุ่มก็ยัดร่มใส่มือนาง หันกลับเดินไปในม่านฝนหนาทึบ

“นี่ ท่านมีร่มคันเดียวหรือ” ฉู่หลีซางร้องใส่แผ่นหลังเขา

บุรุษหนุ่มไม่ตอบ ร่างหายลับไปท่ามกลางสายฝนอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นาน จึงมีเสียงแว่วตอบมาจากที่ห่างไกล

“เสื้อตัวนี้ของข้าเหม็นคลุ้งยิ่งนัก ปล่อยให้ฝนห่าใหญ่คราวนี้ซักมันให้สะอาดเถอะ!”

ฉู่หลีซางอดหัวเราะออกมามิได้

ตัวโง่เขลาผู้นี้ ไม่นึกเลยว่าจะยังมีความรู้สึกของมนุษย์ด้วย

หนังสือแนะนำ

Special Deal