ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 8 ฝันกลางวันของฉันเอง

ชีวิตในชั้น ม.6 ก็เหมือนกับการว่ายน้ำกลางทะเล ยิ่งว่ายไปไกลระดับน้ำก็ยิ่งลึก ตราบใดที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่สิ้นสุด ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะเข้าฝั่ง แม้ทางบ้านของซูอวิ้นจิ่นจะประสบเหตุพลิกผัน แต่ก็ยังให้เธอยึดเรื่องเรียนเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องอื่นให้วางไว้ก่อน เธอจึงได้แต่ใช้เวลาพักช่วงบ่ายวันอาทิตย์ไปคุยกับพ่อที่โรงพยาบาล เธออยากเล่าเรื่องน่าสนใจในโรงเรียนให้พ่อฟัง กลับพบว่าแต่ละวันก็มีแต่เรื่องซ้ำๆ...ไปเรียน พักเที่ยง เลิกเรียน แล้วก็ไปเรียน...ที่แท้ชีวิตของตนไม่มีอะไรน่าพูดถึง แต่ไม่ว่าเล่าเรื่องอะไร พ่อจะมองเธออย่างตั้งใจทุกครั้ง บางทีเขาคงไม่สนใจเรื่องที่เธอเล่า ขอเพียงได้เห็นเธอก็พอแล้ว

หลังล่วงเข้าเดือนสี่ อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆ  แต่บรรยากาศในห้องเรียนกลับตึงเครียดขึ้นทุกวัน เวลาที่อาจารย์ต้องสอนเนื้อหาในคาบเรียนเริ่มน้อยลง เวลาส่วนใหญ่ให้นักเรียนฝึกทำโจทย์และทบทวนบทเรียน อาจารย์จะรับผิดชอบแค่ตอบข้อสงสัย เมื่อมองห้องเรียนที่เต็มไปด้วยคน จะเห็นเพียงศีรษะของนักเรียนที่จมอยู่กับกองหนังสือ รอบด้านเงียบสนิท มีเพียงเสียงขีดเขียนจากปลายปากกา เสียงหัวเราะที่ลอยมาจากสนามกีฬาคล้ายอยู่ไกลแสนไกล โมงยามประหนึ่งหยุดนิ่ง เฉกเช่นห้วงฝันลึกล้ำ ต่อให้รู้ดีว่ามันจะจบลงในที่สุด แต่ตอนตกอยู่ในสถานการณ์นั้น กลับรู้สึกราวกับมันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

“นี่ นี่! ฉันถามเธออยู่นะ ตัวอย่างข้อสอบที่ให้เธอเมื่อกี้ เธออ่านแล้วหรือยัง” เฉิงเจิงใช้ปากกาทิ่มหลังคนข้างหน้าเบาๆ  เห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง จึงยื่นมือเขย่าผมหางม้าของอีกฝ่าย

วิธีตอบรับของซูอวิ้นจิ่นคือการเอี้ยวตัวเล็กน้อย ตอบ “อืม” คำหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ

“เธออ่านแล้ว และอ่านจบแล้วจริงเหรอ” เฉิงเจิงถามอย่างแคลงใจ

“อืม”

“เธอแน่ใจ?”

เมื่อเห็นเขาเซ้าซี้ ซูอวิ้นจิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถือตัวอย่างข้อสอบที่เขาให้พลางหันไปหาเขา “ฉันว่าฉันคืนเธอดีกว่า”

แต่เฉิงเจิงกลับดันตัวอย่างข้อสอบตรงหน้ากลับไป “คืนฉันทำไม ฉันอ่านจบหมดแล้ว”

เขารู้สึกเซ็งเล็กน้อย เดิมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับซูอวิ้นจิ่นอยู่ในขั้นปกติแล้ว แต่พอผ่านเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อของเธอวันนั้น ก็คล้ายจะแปลกไปจากเดิม บอกว่ากลับไปสู่จุดเดิมก็ไม่ใช่ เหมือนเธอไม่มองเขาเป็นศัตรูอีก แต่ก็ไม่เข้าใกล้ความเป็นเพื่อน แค่ดู...เฉยชาอย่างมาก ใช่ เป็นความเย็นชาอย่างที่สุด

ไม่ว่าเฉิงเจิงพูดอะไร ซูอวิ้นจิ่นจะตอบอย่างขอไปทีโดยใช้คำพยางค์เดียวพวก “อืม” ไม่ก็ “อ่อ” และแทบไม่ถามเรื่องเรียนเขาอีกเลย ต่อให้เฉิงเจิงจงใจหาเรื่องแกล้งเธอ เธอก็ไม่ตอบโต้ ซ้ำยังไม่เคืองขุ่น ตอนแรกเฉิงเจิงคิดว่าเป็นเพราะพ่อของเธอป่วยหนัก จึงอาจอารมณ์ไม่ดีไปบ้าง แต่เขาเคยสังเกตท่าทีที่เธอปฏิบัติต่อเพื่อนคนอื่น ก็เหมือนเดิมทุกอย่าง คล้ายกับจงใจห่างเหินกับเขาแค่คนเดียว เธอคงไม่ได้โกรธเขาเรื่องที่พ่อของเธอล้มลงตรงหน้าเขาหรอกนะ เขาไม่ได้ทำอะไรเลย ตอนนั้นก็ตกใจมากเหมือนกัน ฟ้าดินเป็นพยานได้! เฉิงเจิงชักจะคิดถึงซูอวิ้นจิ่นที่ชอบถลึงตาใส่เขาและเถียงกับเขาหน้าดำหน้าแดงขึ้นมาแล้ว

ตัวอย่างข้อสอบชุดนี้แม่ของเขาฝากให้เพื่อนจากที่อื่นหามาให้ ว่ากันว่าโจทย์ในนั้นตรงกับแนวข้อสอบจริงอย่างมาก เฉิงเจิงใช้ดินสอทำแล้วรอบหนึ่ง แล้วเมื่อคืนก็ยัดเยียดให้ซูอวิ้นจิ่นโดยอ้างว่า “ทนไม่ไหวที่เห็นคนอื่นตกเลข” บอกให้เธอตั้งใจทำ ทั้งยังย้ำนักย้ำหนาให้อ่านอย่างละเอียด

ซูอวิ้นจิ่นรับตัวอย่างข้อสอบกลับมาอย่างเสียไม่ได้ อันที่จริงเธออ่านไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เมื่อกี้ทำแบบนั้นเพราะทนการตอแยอันไร้เหตุผลของเฉิงเจิงไม่ไหว ไม่ผิดจากที่คิดไว้ ไม่ถึงห้านาทีเขาก็ใช้หนังสือสะกิดเธออีก “เธอตั้งใจอ่านดูอีกทีละกัน”

ซูอวิ้นจิ่นพลันนึกอยากฉีกตัวอย่างข้อสอบชุดนี้ออกเป็นชิ้นๆ  นี่เป็นตัวอย่างข้อสอบที่ดีมาก แต่ต้องอ่านยังไงถึงจะทำให้เขาหุบปากซะที! เธอพลิกตัวอย่างข้อสอบไปอีกหน้าหนึ่งอย่างหงุดหงิด ทว่าตอนนั้นเองที่ค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่

ตรงที่ว่างข้างข้อแสดงวิธีทำมุมขวาล่างเขียนวิธีแก้โจทย์อย่างละเอียด ด้านหลังข้อสรุปสุดท้ายที่ว่า “∴ มุม PDE = 60 องศา ดังนั้นมุมระนาบของ P-AC-B เป็น 60 องศา” ยังมีตัวอักษรที่เขียนด้วยดินสออีกบรรทัดหนึ่ง เป็นลายมือขยุกขยิกของเฉิงเจิง ใจความว่า หกโมงครึ่งวันศุกร์มาดูบอลที่สนามฟุตบอลของโรงเรียน

การค้นพบนี้ทำให้ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกประหม่าอย่างไม่มีเหตุผล เธอเหลือบมองเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างร้อนตัว ซ่งหมิงกำลังทำโจทย์อย่างขะมักเขม้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกอึดอัด เธอกัดริมฝีปากพลางอ่านประโยคง่ายๆ นั้นซ้ำหลายครั้ง ขณะเดียวกันก็ขยับตัวแข็งทื่อบนเก้าอี้

“ซูอวิ้นจิ่น เธออย่าขยับไปขยับมา ทางที่ดีก็อ่านมันให้จบ!” เขามีความอดทนต่ำจริงๆ  แถมยังเก็บความลับไม่ได้ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป มีหวังเขาคงสลัก “ใจความสำคัญ” ของตัวอย่างข้อสอบชุดนี้ไว้กลางหน้าผากแน่ๆ

“อืม” ซูอวิ้นจิ่นตอบรับอย่างแกนๆ

เหมือนเฉิงเจิงจะเริ่มมีน้ำโห “ฉันไม่ได้บอกให้เธอตอบฉันแบบส่งๆ”

“ฉันอ่านจบแล้ว!” ซูอวิ้นจิ่นคืนตัวอย่างข้อสอบให้เขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เฉิงเจิงทำท่าจะพูดต่อ พลันเห็นใบหูที่แดงก่ำของเธอ จึงลังเลชั่วครู่ ท่าทางฉายแววเคอะเขินขณะเอ่ย “อ่านจบก็ดีแล้ว”

แม้วันเสาร์ต้องเรียนเสริม แต่อาจารย์ก็อนุญาตกลายๆ ให้นักเรียนชั้น ม.6 “ผ่อนคลายที่สนามฟุตบอลเป็นบางครั้ง” หลังเลิกเรียนวันศุกร์ได้ เฉิงเจิงกับกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นปีที่ชอบเล่นฟุตบอลเหมือนกันจึงมักใช้เวลานี้แข่งฟุตบอลกระชับมิตร เพื่อระบายพลังที่เหลือใช้ของพวกเขา

วันนั้นพอเลิกเรียน เฉิงเจิงกับโจวจื่ออี้ก็เปลี่ยนเป็นชุดกีฬาทันที ตอนเขาออกจากห้องน้ำเห็นซูอวิ้นจิ่นเดินลงมาพอดี จึงอาศัยโอกาสที่โจวจื่ออี้ยังไม่ออกมา รีบก้าวไปถาม “นี่ เดี๋ยวเธอจะไปใช่ไหม”

เขาพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจตอนพูดประโยคนี้ แต่ท่าทีเหลือบซ้ายแลขวาอย่างกระวนกระวายกลับทรยศเขา

“ฉันยังมีเรื่องต้องทำ ฉัน...ฉันต้องกลับไปสระผมที่หอพัก”

“เธอไม่ได้มีเหาซะหน่อย ทำไมต้องสระวันนี้ ตกลงจะไปไม่ไป ผู้หญิงในห้องเราไปกันหมด”

เขาคิดว่าท่าทีของตนจริงใจมากแล้ว แต่ซูอวิ้นจิ่นกลับไม่รับน้ำใจ เสียงของเธอเบาหวิว แต่กลับกระทบโสตประสาทของเขาอย่างแจ่มชัด

“ฉันไม่รู้เรื่องฟุตบอล ไปก็ไม่มีประโยชน์”

“ไม่รู้ก็หัดซะสิ เธอจะสนใจกีฬาบ้างไม่ได้หรือไง วันๆ เอาแต่ทำตัวซังกะตายอย่างกับยายแก่” เสียงของเฉิงเจิงเริ่มดังขึ้น และไม่สนว่าจะมีคนได้ยิน

แต่ซูอวิ้นจิ่นกลับไม่หยุดฝีเท้า “ใครบอกว่าฉันไม่สนใจกีฬา ฉันเล่นหมากล้อม”

เฉิงเจิงโกรธจนควันออกหู จึงไม่ตามเธออีก พูดคำขู่ทิ้งท้าย “ซูอวิ้นจิ่น แน่จริงก็อย่าไป ถ้าเธอแน่จริงก็ลองดู”

“นายตะโกนโหวกเหวกอะไรอยู่คนเดียว” โจวจื่ออี้ซึ่งเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วตบบ่าเฉิงเจิงอย่างสงสัย

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นเดินลงไปถึงข้างล่างแล้ว เฉิงเจิงสะบัดหัวแรงๆ “ไม่มีอะไร” ท่าทางเขาดูถมึงทึง แต่จริงๆ แล้วใจแป้ว ซ้ำยังคิดไม่ตกว่าถ้าซูอวิ้นจิ่นไม่ไปจริงๆ ตนจะทำอะไรเธอได้ หลังระบายโทสะใส่เธอ เหมือนว่าคนที่คิดมากจะเป็นเขาทุกครั้ง

หลังสระผมเสร็จอย่างเชื่องช้า ซูอวิ้นจิ่นนั่งตรงขอบเตียงพลางตักข้าวใส่ปากอย่างเหม่อๆ  วันนี้คนในหอพักน้อยเป็นพิเศษ เหลือแค่เธอกับมั่วอวี้หวาซึ่งกินข้าวไปพลางฝึกฟังภาษาอังกฤษไปพลาง ทั้งคู่ไม่ได้คุยกัน ท่ามกลางความเงียบแว่วดังเสียงโห่ร้องจากสนามฟุตบอลที่อยู่ไกลออกไป    

เธอไม่ควรไป เธอไม่สนใจเรื่องฟุตบอล อีกอย่าง...ไปก็เปล่าประโยชน์ เหตุผลของซูอวิ้นจิ่นหนักแน่นอย่างมาก เธอไม่กลัวคำขู่ของเฉิงเจิง แต่ลายมือที่เขียนด้วยดินสอซึ่งจางกว่าบรรทัดอื่นเล็กน้อยกลับผุดให้เห็นอยู่เรื่อย ลายมือนั้นต่างก็พูดได้... เธอจะมาหรือเปล่า จะมาหรือเปล่า...”

“เธอไม่ไปเหรอ”

“หืม?” ซูอวิ้นจิ่นเกือบไม่ได้ตอบรับ ไม่แน่ใจว่ามั่วอวี้หวาซึ่งดูเหมือนจดจ่อกับเสียงในหูฟังกำลังพูดกับตนหรือไม่

คราวนี้มั่วอวี้หวาถึงถอดหูฟังออก ลุกขึ้นยืนพลางพูดน้ำเสียงเรื่อยๆ “ไปดูการแข่งฟุตบอลด้วยกันเถอะ”

“พอดีฉันไม่ค่อยชอบน่ะ” ซูอวิ้นจิ่นหลุบศีรษะ ใช้ช้อนเขี่ยข้าวที่เหลือในชามอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอจำได้ว่าปกติมั่วอวี้หวาก็ไม่สนใจกิจกรรมพวกนี้เหมือนกัน

“การแข่งฟุตบอลสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอถามอย่างข้องใจ

มั่วอวี้หวาหัวเราะพรืด “ใครเขาไปดูการแข่งขันจริงๆ กันล่ะ” เธอไม่สนว่าซูอวิ้นจิ่นเข้าใจที่เธอพูดหรือไม่ คว้าชามข้าวในมือซูอวิ้นจิ่นมาวางบนโต๊ะ “ไปเถอะ อย่าชักช้าอยู่เลย ถือซะว่าไปเป็นเพื่อนฉัน”

พวกเธอมาถึงสนามฟุตบอล บรรยากาศกำลังคึกคัก การแข่งขันเริ่มไปพักหนึ่งแล้ว ริมสนามมีคนยืนอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซูอวิ้นจิ่นนึกถึงคำพูดประโยคนั้นของมั่วอวี้หวา คิดในใจว่า พวกเขามาดูอะไรกัน แล้วมีท่าทางกรี๊ดกร๊าดแบบนั้นเพราะใคร

มั่วอวี้หวาพาเธอเบียดฝ่ามายังมุมหนึ่งซึ่งทัศนวิสัยค่อนข้างดี ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้เรื่องฟุตบอล รู้แต่ว่าผู้ชายสองกลุ่มที่สวมเสื้อฟุตบอลสีแดงกับสีขาวกำลังวิ่งไปมาในสนาม เฉิงเจิงสวมเสื้อฟุตบอลสีขาว ผอมสูงแข็งแรง ท่าทางตอนวิ่งน่ามองอย่างมาก พลังในวัยหนุ่มฉายชัดจนปกปิดไม่มิด บนสนามกว้างใหญ่ ซูอวิ้นจิ่นหาเขาเจอได้อย่างง่ายดาย แต่ว่า ทำไมเธอต้องมองหาคนคนนี้ทันทีที่มาถึงด้วยนะ เธอปฏิเสธความคิดนี้ แต่ก็จำต้องยอมรับว่า การจะมองหาเฉิงเจิงในกลุ่มนักเรียนชายที่เปลี่ยนที่ไปมาไม่หยุดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เขาเป็นผู้ชายที่โดดเด่นอย่างนี้เสมอ

เฉิงเจิงกับโจวจื่ออี้สองเพื่อนซี้ต่างเป็นที่ดึงดูดสายตาด้วยกันทั้งคู่ จุดเด่นของโจวจื่ออี้อยู่ที่ใบหน้าชวนมองของเขาคลับคล้ายมีความเย่อหยิ่งเย็นชาซ่อนอยู่ ชอบยิ้มชอบพูดเล่น บางคนอาจรู้สึกว่าเขาเป็นคนพูดจากะล่อน แต่จริงๆ เขาเป็นคนจับความรู้สึกคนเก่ง แล้วก็เอาใจผู้หญิงเก่งมาก

จุดเด่นของเฉิงเจิงอยู่ที่ความ “หนักแน่น” เจิดจ้า เขาเหมือนกับแสงสว่าง ทุกอย่างล้วนหันไปหาดวงอาทิตย์ ยามไม่ยิ้มหล่อเหลาเคร่งขรึม ยามยิ้มราวกับเด็กที่ร่าเริงไร้เดียงสา เขาไม่ชอบทำตัวกะหนุงกะหนิงกับผู้หญิงเหมือนโจวจื่ออี้ สนใจแค่เรื่องเรียนกับกีฬา แต่ในสายตาของเด็กสาววัยนี้กลับยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจ

หลังมั่วอวี้หวาได้ที่ยืนก็ไม่พูดอะไรอีก สายตามองตามจุดๆ หนึ่งในสนามอย่างตั้งอกตั้งใจ ซูอวิ้นจิ่นประหลาดใจเมื่อเห็นว่า บนใบหน้าที่ไม่นับว่าสะสวยของเพื่อนร่วมหอพักเวลานี้อาบไล้ด้วยประกายสดใส

“อวี้หวา ฉันไม่ยักรู้ว่าเธอชอบฟุตบอลมากขนาดนี้” ซูอวิ้นจิ่นลองมองหาจุดสนใจในการแข่งขัน

“ใครบอกว่าฉันชอบฟุตบอล” มั่วอวี้หวาย้อนถามหน้าตาเฉย ซูอวิ้นจิ่นชะงัก มองตามสายตาอีกฝ่ายไปหยุดที่เจ้าของร่างนั้น ถึงกับสะดุ้งอย่างไม่มีเหตุผล ที่แท้คนที่เธอมองคือโจวจื่ออี้? ไม่มีเรื่องไหนอยู่เหนือความคาดหมายไปกว่านี้อีกแล้ว ซูอวิ้นจิ่นแอบมองมั่วอวี้หวาอย่างคล้ายต้องการยืนยันข้อสงสัย อีกฝ่ายเหมือนสังเกตเห็นความแปลกใจของเธอ เอ่ยสีหน้าหยอกล้ออย่างที่นานครั้งจะทำ “เห็นว่าฉันไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครคนนั้นของเธอ รู้สึกวางใจลงบ้างไหม”

ซูอวิ้นจิ่นใบหน้าร้อนผ่าว “พูดอะไรของเธอน่ะ”

“เธอคิดยังไงก็อย่างนั้น” มั่วอวี้หวาพูดยิ้มๆ  แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยประกายเยาะหยันบนใบหน้า “ดูท่าไม่ว่าใครก็หนี ‘ปัญหาว้าวุ่นใจ’ ในช่วงวัยรุ่นไม่พ้น แค่เรื่องเรียนอย่างเดียวก็เครียดแทบตายแล้ว แต่ก็ยังมิวายอยากหาเรื่องวุ่นวายใส่ตัว เธอคงคิดว่ามันบ้าบอมาก ฉันกับคนคนนั้นน่ะหรือจะเป็นไปได้”

“จริงๆ ก็ไม่...”

“ต่อให้เธอคิดอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร” มั่วอวี้หวามองเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อบอลสีขาวคนนั้นด้วยแววตาเปิดเผย ราวกับผู้คนพลุกพล่านรอบกายล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเธอ บนสนามฟุตบอลกว้างใหญ่ มีเพียงเขาและเธอเท่านั้น “สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่ ‘ความเป็นไปได้’ อะไรทั้งนั้น นี่เป็นฝันกลางวันของฉันเอง เป็นเรื่องของฉันแค่คนเดียว”

ซูอวิ้นจิ่นมองสนามฟุตบอลอย่างอึ้งงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่อาจเรียกสติคืนจากระเบิดลูกใหญ่ที่มั่วอวี้หวาทิ้งไว้เมื่อครู่นี้ได้ จะว่าไปแล้ว แม้ตอนอยู่ในห้องเรียนเธอกับมั่วอวี้หวาจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย แต่พวกเธอไม่ใช่คนช่างพูด และไม่สนิทกันถึงขั้นเล่าเรื่องทุกอย่างให้อีกฝ่ายฟัง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมมั่วอวี้หวาต้องนำความลับในใจของเด็กสาวคนหนึ่งมาบอกตน อย่างน้อยซูอวิ้นจิ่นก็รู้ว่าตนไม่มีความกล้าเช่นนี้ ถ้าเธอมีความลับบางอย่างเก็บงำอยู่ในใจ และความลับนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ในความเป็นจริง ถ้าอย่างนั้นสิ่งเดียวที่เธอจะทำก็คือ ขยำมันให้ตายก่อนที่มันจะลุกลาม

“เขามองเห็นเธอแล้ว” มั่วอวี้หวาเม้มปากยิ้มพลางพูดขึ้น

ซูอวิ้นจิ่นยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง อันที่จริงมีพื้นที่ครึ่งค่อนสนามขวางกั้น พวกเธอมองไม่เห็นสีหน้าแววตาของคนในสนาม ส่วนคนที่เตะบอลจะมองหาใครสักคนในกลุ่มผู้ชมก็ยิ่งยากยิ่งกว่า แต่เธอบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนว่าเฉิงเจิงส่งยิ้มไกลๆ มายังจุดที่พวกเธอยืนอยู่ บางทีคงเกิดอุปาทานแบบเดียวกัน นับแต่วินาทีนั้น ดูเหมือนเขาจะวิ่งอย่างกระตือรือร้นขึ้น

ตอนนี้การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วงท้าย ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้ว่าคะแนนเป็นอย่างไร และอ่านเกมในสนามไม่ออก ทันใดนั้น เธอได้ยินคนรอบด้านส่งเสียงกรี๊ดอย่างตื่นเต้น เมื่อมองอีกครั้งก็เห็นว่าลูกบอลคล้ายจะอยู่กับเฉิงเจิง ซึ่งเขาอยู่ใกล้ประตูฟุตบอลอย่างมาก

เธอยังไม่ทันทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา มั่วอวี้หวาเพิ่งกระซิบข้างหูประโยคหนึ่ง “จะทำประตูแล้วมั้ง” เสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิงก็แว่วดัง จากนั้นวินาทีถัดมา เฉิงเจิงก็ล้มลงข้างประตูฟุตบอลอย่างไม่มีสัญญาณเตือน เสียงอุทานอย่างผิดหวังกลบทับเสียงโห่ร้องยินดี มีคนเป่านกหวีดบอกว่าหมดเวลาแข่ง มีหลายคนได้สติจากอาการตกใจ วิ่งไปยังที่ที่เฉิงเจิงล้มลง

“เกิดอะไรขึ้น” มั่วอวี้หวาสะกิดแขนเสื้อซูอวิ้นจิ่น “ไป ไปดูกันเถอะ”

ซูอวิ้นจิ่นเดินตามมั่วอวี้หวาไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กว่าพวกเธอจะไปถึง ที่ที่เฉิงเจิงอยู่ก็มีคนยืนมุงเต็มไปหมด เมื่อมองลอดกลุ่มคนเข้าไป เธอเห็นเฉิงเจิงนั่งอยู่บนพื้นหญ้าโดยใช้สองมือยันด้านหลัง สีหน้าทอประกายเจ็บปวด โจวจื่ออี้กำลังช่วยเขายืดกล้ามเนื้อช่วงขา ดูเหมือนจะเป็นตะคริว เมิ่งเสวี่ยตกใจจนหน้าซีด นั่งยองๆ อยู่ข้างเฉิงเจิงพลางถามไถ่ไม่หยุด

ตอนเฉิงเจิงบังเอิญสบตากับซูอวิ้นจิ่น สายตาของเขาฉายแววเก้อกระดาก เขาสลัดสีหน้าข่มกลั้น รีบโบกมือไปมาเป็นเชิงว่าตนไม่เป็นอะไรแล้ว ตามด้วยฝืนยันกายลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับตัวก็ล้มลงอีกครั้ง

“นี่ไม่ใช่เวลามาอวดเก่ง ระวังกล้ามเนื้อฉีกขาด” คนที่ปกติท่าทางคร่ำเคร่งเก็บตัวอย่างมั่วอวี้หวาทนดูต่อไปไม่ได้ เธอเดินแหวกคนที่ยืนขวางทางอยู่ พูดกับโจวจื่ออี้ “ทางที่ดีเธอต้องเหยียดข้อต่อเข่าของเขาให้ตรง แล้วจับปลายเท้ากดเข้าหาตัวเขา...ไม่ถูก ต้องฝั่งนี้ ออกแรงหน่อย”

โจวจื่ออี้ชำเลืองมองมั่วอวี้หวาอย่างกังขา แต่ก็ยอมทำตามวิธีที่เธอบอก

คงเป็นเพราะเจ็บมาก เฉิงเจิงไม่ได้เปล่งเสียง ทว่าหน้าผากมีเหงื่อไหลซึม เมิ่งเสวี่ยตะลีตะลานหาจนทั่วตัว แต่ไม่เจอผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู่ จึงตัดสินใจใช้แขนเสื้อตัวเองซับเหงื่อให้เขา

“เธอแน่ใจนะว่าวิธีนี้ได้ผล?” โจวจื่ออี้ถามมั่วอวี้หวา

แม้ใบหน้าของมั่วอวี้หวาจะไม่แสดงความรู้สึก ทว่าใบหูเริ่มแดงเรื่อ น้ำเสียงก็ไม่เยือกเย็นเหมือนเคย “ในหนังสือบอกไว้อย่างนี้”

ซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่ด้านหลังเพื่อนร่วมหอพัก เธอเดาว่าตอนนี้ดวงตาของมั่วอวี้หวาคงกำลังเป็นประกาย มั่วอวี้หวาเคยเล่าว่าตนเรียนอยู่ห้องเดียวกับโจวจื่ออี้ตั้งแต่ ม.4 ทว่าทั้งคู่นิสัยต่างกัน เกรงว่าปกติคงไม่มีโอกาสพูดคุยกันมากนัก หากรู้ว่าไม่อาจลงเอย ความสุขสันต์ระคนหวั่นใจในชั่วเวลาสั้นๆ นี้ แท้จริงดีหรือไม่ดีกันแน่

ซูอวิ้นจิ่นซึ่งกำลังจมอยู่ในความคิดของตนไม่รู้ตัวว่าเฉิงเจิงแอบมองเธอตลอดเวลา เขาทุ่มสุดกำลังเพื่อโชว์ความเก่งให้เธอเห็น ขาดแค่เตะเข้าประตูก็จะกลายเป็นฮีโร่ของการแข่งขันคราวนี้ แต่เพราะดันเป็นตะคริว จึงกลายเป็น “ตัวตลก” ไปแทน แม้จะขายหน้าไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรเธอก็มา

ความปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูกเพิ่งจะผุดขึ้นในใจ อึดใจต่อมาก็หายวับไปเมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของซูอวิ้นจิ่น ขณะที่เฉิงเจิงกำลังไม่พอใจ ก็เห็นว่าสายตาของเธอในเวลานี้จริงๆ เลยผ่านเขาไป มองไปที่โจวจื่ออี้ซึ่งอยู่ข้างๆ

เฉิงเจิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา ความผิดหวัง เจ็บใจ ปนกับความเสียดายที่แข่งแพ้ รวมกับความคับข้องที่เกิดจากท่าทีเย็นชาของเธอ ทำให้เขาทั้งอึ้งทั้งโกรธ ความรู้สึกนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าหกล้มหน้าประตูฟุตบอลหลายเท่า วิธีเหยียดเข่าที่โจวจื่ออี้ทำตามคำแนะนำของมั่วอวี้หวาเริ่มเห็นผล แต่เฉิงเจิงอยากจะชักขากลับโดยอัตโนมัติ

เมิ่งเสวี่ยสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเขา เมื่อหันไปก็เห็นซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่นอกวงล้อม

“เธออย่าขยับ ยังเจ็บไม่พอหรือไง” เธอบ่นเสียงเบา ช่วยโจวจื่ออี้จับขาเฉิงเจิง ขยับตัวเข้าไปบังระหว่างเขากับซูอวิ้นจิ่นอย่างแนบเนียน

ซูอวิ้นจิ่นเข้าใจ คิดอย่างปลอบใจตัวเองว่า อันที่จริงที่นี่ก็ไม่มีเรื่องของเธอ ก่อนจะเดินออกไปเงียบๆ โดยไม่ได้บอกมั่วอวี้หวา

“เดี๋ยวก่อน!” เสียงนี้ลอยมาจากด้านหลัง ซูอวิ้นจิ่นสะดุดกึก ก่อนจะเร่งฝีเท้าอย่างตระหนก

“ซูอวิ้นจิ่น อย่าบอกนะว่าเธอหูหนวก” คราวนี้แม้แต่ความคิดที่ว่าโชคอาจเข้าข้างก็พังทลายไม่มีเหลือ ซูอวิ้นจิ่นนึกไม่ถึงว่าเฉิงเจิงจะกล้าแผลงฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้

“ฉันเรียกเธอมา เธอไม่มา ตอนนี้เดินหนีไปแบบนี้หมายความว่ายังไง” เขากัดฟันถาม

หากบอกว่าการตะโกนครั้งแรกของเขาดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ไม่น้อย ตอนนี้ทุกสายตาในสนามต่างก็มองมาเป็นตาเดียว

ซูอวิ้นจิ่นใบหน้าร้อนผ่าว นึกอยากเอาปี๊บมาคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด เขากล้าพูดทุกอย่างจริงๆ  ไม่รู้คำพูดแบบนี้คนอื่นฟังแล้วจะคิดยังไง เธอไม่อยากพัวพันกับเขา ให้คนอื่นมีข้ออ้างเอาไปนินทา หยุดยืนชั่วครู่ก็เดินต่อโดยไม่พูดไม่จา

การนิ่งเงียบและการหลบเลี่ยงของเธอยิ่งทำร้ายจิตใจเฉิงเจิง เขาได้แต่มองเธอเดินห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่อาจไขว่คว้า ไม่มีวันรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร จะพยายามอย่างไรก็ล้วนเปล่าประโยชน์ ไม่ว่าทำอะไรก็ผิดไปหมดทุกอย่าง

“อย่าไป!”

พอเห็นซูอวิ้นจิ่นเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง ด้วยความโมโห เฉิงเจิงจึงคว้าลูกบอลข้างกายโยนใส่แผ่นหลังของเธอ

“ระวัง!” มั่วอวี้หวาตะโกน

ซูอวิ้นจิ่นหันมา ยกมือบังศีรษะโดยสัญชาตญาณ ลูกบอลกระแทกถูกแขนของเธอ ไม่เจ็บมากนัก แต่กลับทำให้เธออับอายเป็นเท่าทวี เมื่อโกรธจัดเธอกลับไม่มีท่าทีลนลาน มองเฉิงเจิงอย่างเย็นชา ถือเสียว่าถูกหมากัด เธอสะบัดหน้าเดินหนี

โจวจื่ออี้รู้สึกว่าอาการหดเกร็งตรงช่วงขาของเฉิงเจิงบรรเทาลงแล้ว จึงคลายมือออก กระแอมเล็กน้อย ใช้มือแตะไหล่เฉิงเจิง ยิ้มพลางพูด “ช่างเถอะน่า จะอารมณ์เสียขนาดนั้นไปทำไม ฉันพยุงนายลุกขึ้น” เดิมเขาหวังดี ช่วยกันกับเมิ่งเสวี่ยประคองแขนเฉิงเจิงคนละข้าง แต่เฉิงเจิงกลับสลัดมือทั้งคู่อย่างแรง จากนั้นตะเกียกตะกายลุกขึ้นเอง โจวจื่ออี้ลูบจมูกอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ ไหงตนจึงกลายเป็นหมาหัวเน่าไปได้

หนังสือแนะนำ

Special Deal