ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 6 ขอร้องละ ถามฉันเถอะ

หลังจากนั้น ซูอวิ้นจิ่นรอการเอาคืนจากเฉิงเจิงอย่างเงียบๆ  ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมเสียเปรียบใครของเขา ไม่มาคิดบัญชีเธอสิแปลก เธอคิดไว้แล้ว ถ้าเขาทำรุนแรงเกิน ตนก็ไม่จำเป็นต้องต่อกรกับเขาอีก แค่ไปหาเหล่าซุน ไม่ว่ายังไงก็ต้องเปลี่ยนที่นั่งให้ได้ เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนสอบวิชาฟิสิกส์ เมื่อเห็นเฉิงเจิงเดินกะโผลกกะเผลกเข้าห้องสอบ ซูอวิ้นจิ่นสะใจมาก ต่อให้เขาทำแบบนี้กับตนบ้างก็ถือว่าคุ้มค่า

ที่น่าแปลกคือ จวบจนประกาศคะแนนสอบกลางภาค เฉิงเจิงก็ยังไม่กระทำการใดๆ  มีอยู่วันหนึ่งซูอวิ้นจิ่นได้ยินโจวจื่ออี้ถามเขาว่าเท้าไปโดนอะไรมา แต่เขากลับตอบว่าตนเผลอได้แผลตอนเตะบอล โจวจื่ออี้ถามต่ออย่างงุนงง เตะบอลจะมีแผลฟกช้ำได้ยังไง เฉิงเจิงอารมณ์เสีย บอกว่าตนอยากมีแผลแบบไหนก็เรื่องของตน

เขาใจเย็นขนาดนี้ ซูอวิ้นจิ่นกลับเป็นฝ่ายนั่งไม่ติด มักระแวงว่าเขาจะแก้เผ็ดเธออย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เพียงไม่นานเธอก็ไม่มีแก่ใจกังวลเรื่องนี้ คะแนนสอบกลางภาคของเธอยังไม่ดีเท่าที่คิดไว้ แรงฮึดที่พยายามรวบรวมตอนขึ้นเทอมใหม่ถูกความล้มเหลวทำลายจนป่นปี้

เกรงว่าคราวนี้เฉิงเจิงคงได้ข้ออ้างมาดูถูกเธออีกแล้ว ซูอวิ้นจิ่นจะรำคาญเขาขนาดไหน ก็จำต้องยอมรับว่าคนเรานั้นแตกต่างกัน ทุกคนนั่งเรียนในห้องเดียวกัน ฟังวิชาเดียวกัน ทว่าผลสอบกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน เฉิงเจิงไม่ใช่คนเรียนหนักอย่างมั่วอวี้หวาที่นึกอยากให้วันหนึ่งมีเวลาเรียนยี่สิบห้าชั่วโมง พอถึงนอกเวลาเรียน เขาก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะเล่นสนุก นอกจากจะแอบไปเตะบอลบ่อยๆ แล้ว ได้ยินว่าหลังหมดคาบทบทวนยังกลับไปเล่นเกมต่ออีกพักหนึ่งด้วย

คะแนนของโจวจื่ออี้ย่ำแย่กว่าซูอวิ้นจิ่นเสียอีก เขาไม่เหมือนเฉิงเจิง หากเป็นเวลาที่ควรตั้งใจเรียน เฉิงเจิงจะไม่กล้าละเลย ทว่าความคิดทั้งหมดของโจวจื่ออี้ล้วนไม่อยู่ที่การเรียน วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นเสเพล แต่เขาก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ มีใครในชั้นไม่รู้บ้างว่าเขามีพ่อรวย ทุกครั้งที่โรงเรียนมีความจำเป็น พ่อของเขาจะใจกว้างอย่างมาก ดังนั้นต่อให้เขาเล่นเกมในเวลาเรียน อาจารย์ก็ต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ สอบติดมหาวิทยาลัยหรือไม่สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ครอบครัวของเขามีลู่ทางมากมาย ถ้าหมดหนทางจริงๆ ก็ไปเรียนต่างประเทศได้

ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้ว่าฐานะทางบ้านของเฉิงเจิงเป็นอย่างไร เขาไม่ได้ทำตัวเป็นลูกคนรวยเหมือนกับกลุ่มเพื่อนสนิท แต่ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่นับว่าแย่ โจวจิ้งบอกว่าพ่อแม่ของเมิ่งเสวี่ยทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อของเฉิงเจิง ดูจากลักษณะของเมิ่งเสวี่ย คาดว่าพวกเขาคงเป็นลูกของคนมีอันจะกิน ซูอวิ้นจิ่นไม่อาจเทียบพวกเขา ก็เหมือนที่มั่วอวี้หวาบอก สำหรับคนอย่างพวกเธอ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียว แต่เธอหัวช้าขนาดนี้ หากสอบไม่ติดขึ้นมา เธอจะไปทำอะไรได้

ไม่นานมานี้เธอคุยโทรศัพท์กับที่บ้านครั้งหนึ่ง ถึงรู้ว่าอาการป่วยของพ่อทรุดหนักอีกแล้ว ครั้งที่เป็นหนักสุดต้องเข้าโรงพยาบาลในอำเภอหลายวัน ค่ารักษาพยาบาลเกือบครึ่งไม่รวมอยู่ในประกันสุขภาพของโรงเรียน พ่อจึงต้องรีบออกจากโรงพยาบาล ตอนนี้พักฟื้นอยู่บ้าน ไปสอนหนังสือไม่ไหว สองวันก่อนโรงเรียนให้จ่ายค่าหนังสือเรียนอีกส่วนหนึ่ง แม้ในสายตาคนอื่นไม่ถือว่ามาก แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่อยากขอจากที่บ้าน ค่าขนมที่อัตคัดเป็นทุนเดิมจึงยิ่งน้อยลงจนน่าใจหาย เธอต้องคิดหาวิธีว่าทำยังไงถึงจะใช้เงินที่เหลือไปจนถึงสิ้นเดือนได้ อาหารในโรงอาหารของโรงเรียนแม้ราคาไม่แพง แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย สุดท้ายเธอเรียนรู้วิธีหนึ่งมาจากมั่วอวี้หวา

ฐานะทางบ้านของมั่วอวี้หวาก็ลำบากมากเหมือนกัน มื้อเย็นของเธอปกติมีแค่หมั่นโถวสองลูก มากสุดก็กินแกล้มกับผักดองที่พกมาจากบ้าน เธอเห็นว่าซูอวิ้นจิ่นกำลังอยู่ในภาวะขัดสน แม้ไม่พูดอะไร แต่อย่างน้อยก็ยอมแบ่งผักดองให้ ด้วยเหตุนี้ซูอวิ้นจิ่นจึงหันมากินหมั่นโถวกับผักดองวันเว้นวัน ก็นับว่าอิ่มท้องดี

ในโรงเรียนมีแผงขายขนมแผงหนึ่งที่คนนอกมาเช่าขาย ตั้งอยู่ตรงทางเข้าร้านขายของ หลังเลิกเรียนตอนบ่าย ซูอวิ้นจิ่นสระผมเสร็จ ถือกระติกน้ำร้อนพลางเดินช้าๆ ไปที่ร้านขายของ

ร้านขายของตั้งอยู่อีกฝั่งของหอพัก ระหว่างทางต้องเดินผ่านสนามกีฬาเล็กใหญ่ ทุกวันเมื่อถึงเวลานี้ แถวนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ มีเด็กในเมืองไม่น้อยที่ไม่กลับไปกินข้าวที่บ้าน จึงเล่นกีฬาฆ่าเวลาระหว่างรอคาบทบทวนบทเรียน ตอนเดินผ่านสนามฟุตบอล บอลลูกหนึ่งกลิ้งมาทางซูอวิ้นจิ่น หากเป็นปกติ เธออาจจะใจดีช่วยเก็บบอลโยนไปที่สนาม แต่ตอนนี้กำลังมีเรื่องกลุ้มใจ จึงไม่มีแก่ใจเหลียวแล ไม่นานก็มีคนวิ่งออกมาจากสนาม ตามมาเตะบอลกลับไป

“ซูอวิ้นจิ่น เธอเป็นวิญญาณเร่ร่อนหรือไง ไม่รู้จักมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น” ลูกบอลกลิ้งไปที่สนามแล้ว แต่คนเก็บบอลยังอยู่

ซูอวิ้นจิ่นจงใจเหลือบมองเท้าของเขา ดูท่าบาดแผลเล็กน้อยนั้นคงทำอะไรเขาไม่ได้ ไม่นานก็คืนสู่สังเวียนฟุตบอลได้อย่างกระฉับกระเฉง

เธอไม่อยากเสียเวลาคุยกับเขา ยังคงเดินของเธอต่อไป แต่เฉิงเจิงกลับเรียกเธอ ขยับเข้าใกล้ด้วยท่าทางยียวน

ซูอวิ้นจิ่นกลัวว่าเขาจะสะบัดเหงื่อใส่ตนอีก ก้าวถอยอย่างหวาดระแวง

“เธอจะทำอะไร”

“ดูสีหน้าซังกะตายของเธอสิ แถมปล่อยผมกระเซอะกระเซิง ทำอย่างกับพ่อแม่เสียอย่างนั้นแหละ”

คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่สำหรับซูอวิ้นจิ่นกลับสุดแสนจะบาดหู เธออยากหาคำพูดที่เจ็บแสบพอกันมาสาปแช่งเขา ข่มกลั้นอยู่นาน สุดท้ายได้แต่สบถอย่างไม่พอใจ

“นี่เธอจะไปไหน” เฉิงเจิงถามขึ้นอย่างสงสัย

“เธอยุ่งอะไรด้วย! ระวังเถอะ ฉันจะไปฟ้องอาจารย์” เธอหมายถึงเรื่องที่เขาเตะบอล หลังขึ้นชั้น ม.5 โรงเรียนก็มีกฎห้ามเตะบอลนอกเวลาเรียน กลัวพวกเขาจะห่วงเล่นจนไม่สนใจการเรียน เขากำลังฝ่าฝืนกฎทั้งที่รู้อยู่แล้ว

เฉิงเจิงยิ้มเยาะ “ไม่เคยเจอใครน่าเบื่อเท่าเธอ”

ตอนนั้นเองที่เสียงตะโกนเร่งอย่างรำคาญลอยมาจากสนามฟุตบอล คนน่าเบื่ออย่างเธอถึงรอดพ้นมาได้ เมื่อเดินถึงหน้าร้านขายของ ซูอวิ้นจิ่นหยิบหมั่นโถวสองลูก เพิ่งล้วงตั๋วอาหารออกมา ก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล “ป้าครับ ขอน้ำให้ผมขวดหนึ่ง”

ซูอวิ้นจิ่นชำเลืองมองเขา ไปที่ไหนก็หนีเขาไม่พ้นจริงๆ

เป็นไปตามคาด พอเขาเห็นหมั่นโถวที่เธอถือ ก็ร้องขึ้นอย่างตกอกตกใจ “มื้อเย็นเธอกินไอ้นี่เนี่ยนะ”

ซูอวิ้นจิ่นใบหน้าร้อนผ่าว โต้กลับ “ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“อย่างเธอยังจะลดความอ้วนอีก? ฉันว่าเธอกินยาผิดแล้วมั้ง”

“ฉันชอบกินมีอะไรไหม” เธอลอบเคืองขุ่น ชูหมั่นโถวลูกหนึ่งขึ้น กัดคำโตต่อหน้าเฉิงเจิง ก่อนจะหิ้วกระติกน้ำร้อนเดินหนีไป

 

สองสามวันผ่านไป ตอนซูอวิ้นจิ่นซื้อหมั่นโถวก็เจอเขาอีก คราวนี้เธอไม่คิดจะพูดกับเขาด้วยซ้ำ

เฉิงเจิงหยิบน้ำขวดหนึ่ง ตามด้วยซื้อขนมปังอีกชิ้น เขาแกะห่อแล้วดมกลิ่นหน้าร้าน พูดพึมพำ “ทำไมมีกลิ่นแบบนี้”

เขาถามเจ้าของร้านเสียงดัง “ป้าครับ ถังขยะของร้านป้าอยู่ตรงไหน”

หญิงร่างอ้วนเจ้าของร้านขายของชี้ไปยังที่ตั้งถังขยะด้วยสีหน้าจนใจ เฉิงเจิงทำท่าจะโยนทิ้ง ปากก็บ่น “ของกินเดี๋ยวนี้นับวันยิ่งกินไม่ได้”

ซูอวิ้นจิ่นทนมองเขาแสดงนิสัยแบบนี้ต่อไปไม่ไหว เดิมคิดว่าเขายังดีกว่าโจวจื่ออี้นิดหน่อย ใครจะรู้ก็เป็นเด็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวเหมือนกัน ไม่รู้จักความลำบากของคนอื่น ขนมปังดีๆ บอกจะทิ้งก็ทิ้ง คนอื่นเห็นแล้วยังเสียดาย

“เธออย่ากินทิ้งกินขว้างอย่างนี้ได้ไหม! น่าจะส่งคนอย่างเธอไปอยู่ที่ทุรกันดารให้หิวโซสักสองสามปี” เธอถือหมั่นโถวสองลูกพลางตำหนิอย่างโกรธๆ

เฉิงเจิงพูดเสียงขุ่น “ขนมปังนี้มีกลิ่นแปลกๆ”

เจ้าของร้านอ้าปาก ไม่ได้เปล่งเสียง

“แปลกกะผีสิ!” ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้จริงๆ ว่าควรพูดอะไรกับเขาดี

“แน่จริงเธอก็ลองชิมดู!” เฉิงเจิงยัดขนมปังที่แกะแล้วให้เธออย่างวางอำนาจ ราวกับเธอเป็นถังขยะที่เคลื่อนที่ได้

ซูอวิ้นจิ่นไม่ยอมแพ้ง่ายๆ  ฉวยขนมปังมาได้ก็ยัดใส่ปากทันที เธอออกแรงเคี้ยว สัมผัสได้แต่รสหอมหวานของขนมปัง หากให้เขากินหมั่นโถวทุกวันจนแทบอาเจียน เชื่อว่ากินอะไรก็คงรู้สึกว่าเป็นอาหารอันโอชะเหมือนกัน

เธอนึกถึงตรงนี้ พลันนึกเอะใจ ความคิดหนึ่งแวบผ่านสมอง จากเดิมที่ออกแรงเคี้ยวเพราะต้องการเอาชนะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นช้าลง

“ขนมปังนี้ไม่มีปัญหาอะไรตั้งแต่แรก” เธอมองเฉิงเจิงพลางพูด

เฉิงเจิงชะงัก เชิดหน้ายิ้มหยัน “กินหมั่นโถวจนชินก็แบบนี้”

ซูอวิ้นจิ่นวางขนมปังชิ้นนั้นไว้ด้านหนึ่ง

“ขอโทษที ฉันกินไปคำหนึ่ง จะทิ้งหรือไม่ก็แล้วแต่เธอ” เธอก้มหน้า “เฉิงเจิง ฉันจะพูดอีกครั้ง ฉันกินหมั่นโถวมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเธอ”

 

เรื่องประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอหมดคาบทบทวน ทุกคนเก็บของออกจากห้อง จู่ๆ เฉิงเจิงก็เอาขาเขี่ยเก้าอี้ซูอวิ้นจิ่น

“นี่ เธอทำของตก”

ซูอวิ้นจิ่นก้มมองอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กลับเห็นธนบัตรห้าสิบหยวนยับย่นใบหนึ่งตกอยู่ใต้โต๊ะตน เธอไม่คิดว่าเป็นของตนอยู่แล้ว...ตั้งแต่นำเงินทั้งหมดที่มีไปแลกเป็นตั๋วอาหาร บนตัวเธอก็ไม่เคยปรากฏธนบัตรมูลค่ามากกว่าสิบหยวนอีกเลย

“ไม่ใช่ของฉัน” เธอตอบสีหน้าไร้ความรู้สึก

เฉิงเจิงขมวดคิ้ว “แล้วเป็นของผีที่ไหน”

“เฉิงเจิง ไปเหอะ!” โจวจื่ออี้รออยู่นอกห้องเรียนพักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาอีกรอบ เขาตาไว ทันทีที่เข้ามาสายตาก็หยุดนิ่งที่จุดหนึ่งบนพื้น “เฮ้ย มีเงินอยู่บนพื้น”

“ไม่ใช่ของนายซะหน่อย นายไม่เคยเห็นเงินเรอะ” เฉิงเจิงสีหน้าบูดบึ้ง

โจวจื่ออี้คล้ายไม่ทันสังเกต เอียงคอครุ่นคิด “ขอฉันคิดก่อน มิน่าสองวันนี้ฉันเบลอๆ  ไม่รู้เอาเงินไปยัดไว้ที่ไหน...”

เฉิงเจิงผลักไหล่เขาอย่างแรงพลางเดินออกไปพร้อมเขา “พอเหอะ เงินของนายก็ยัดใส่กระเป๋าเสื้อของสาวๆ ในร้านอินเทอร์เน็ตหมดแล้วไง”

“แล้วเงินบนพื้นล่ะของใคร พวกเธอไม่มีใครเอาเหรอ” โจวจื่ออี้ถามยิ้มๆ

เฉิงเจิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เกี่ยวอะไรกับฉัน ใครเก็บได้ก็เป็นของคนนั้น”

บ่ายวันต่อมา เหล่าซุนประกาศในชั้นเรียนว่า เมื่อวานซูอวิ้นจิ่นเก็บเงินห้าสิบหยวนในห้องเรียนได้ ใครทำหล่นให้ไปรับที่เขา หากไม่มีใครไปรับ เงินนั้นจะเข้ากองกลางของห้อง เขายังกล่าวชมซูอวิ้นจิ่นว่าเป็นคนซื่อสัตย์ ให้ทุกคนเอาอย่างเธอ

ซูอวิ้นจิ่นไม่ชินกับการถูกชมเชยหน้าฝูงชน เธอก้มหน้า ราวกับเรื่องที่อาจารย์พูดถึงไม่เกี่ยวข้องกับเธอ

เย็นวันนั้น หลังกินข้าวเสร็จเธอกับมั่วอวี้หวากลับมาอ่านหนังสือที่ห้องเรียนก่อนเวลา พอเปิดลิ้นชักโต๊ะเรียนของตน ตั๋วอาหารหลายใบก็หล่นลงมาจากช่องว่างของลิ้นชัก พักใหญ่กว่าเธอจะได้สติ เธอโน้มตัวเก็บขึ้นมาทีละใบ ใส่ไว้ในกล่องดินสอ ตกกลางคืน ขณะที่เธออ่านหนังสือภาษาอังกฤษ จู่ๆ ซ่งหมิงซึ่งปกติไม่ใช่คนพูดมากก็ถามขึ้น “เนื้อหาหน้านี้มีปัญหาเหรอ”

“ว่าไงนะ”

“ผ่านไปสองคาบแล้ว แต่เธอยังไม่พลิกไปหน้าอื่นเลย”

หลังเลิกเรียน ซูอวิ้นจิ่นโอ้เอ้อยู่ในห้องเรียนตามลำพังพักหนึ่ง นักเรียนที่อยู่เวรวันนั้นปิดไฟไปครึ่งหนึ่ง ถามเธอ “ซูอวิ้นจิ่น เธอยังไม่กลับเหรอ”

“อ้อ จะกลับเดี๋ยวนี้ละ” เธอราวกับตัดสินใจได้ ล็อกลิ้นชักแล้วลุกลี้ลุกลนเดินออกไป วิ่งเหยาะๆ ไปตามทางที่ทอดยาวไปนอกโรงเรียน สุดท้ายหยุดยืนหน้าที่จอดจักรยานในโรงเรียน

เฉิงเจิงกำลังเข็นจักรยานออกมา วันนี้เขาไม่ได้อยู่กับโจวจื่ออี้ คนที่เข็นจักรยานออกมาพร้อมเขาคือเมิ่งเสวี่ย

พอเขาเห็นซูอวิ้นจิ่นก็ชะงัก แต่เพียงครู่เดียวก็แสร้งทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน คุยกับเมิ่งเสวี่ยไปพลางเดินผ่านเธอไปพลาง

“เฉิงเจิง อย่าเพิ่งไป” เพราะความประหม่า เสียงของซูอวิ้นจิ่นจึงฟังดูแหลมสูงกว่าปกติเล็กน้อย พอเธอพูดประโยคนี้จบ เฉิงเจิงก็เดินต่ออีกสองสามก้าวถึงค่อยหยุดยืน เขาพูดกับเมิ่งเสวี่ยเสียงเบาประโยคหนึ่ง เมิ่งเสวี่ยเหลียวมองซูอวิ้นจิ่นแวบหนึ่ง ก่อนจะเข็นจักรยานออกไปเงียบๆ  ยืนรอเพื่อนร่วมทางของตนตรงบริเวณที่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร

“เธอเรียกฉัน?” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว

ซูอวิ้นจิ่นเห็นเขาไม่ยอมเดินมา จึงเป็นฝ่ายเดินไปหาเขา เธอไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ล้วงตั๋วอาหารที่วางซ้อนเป็นปึกเล็กๆ ส่งคืนให้เขา

“เธอทำอะไร” เฉิงเจิงไม่รับ มือทั้งสองข้างจับคันบังคับจักรยานแน่น

“คำถามนี้ควรเป็นฉันถามเธอมากกว่า”

“พิลึกคน!”

“ต่อไปเธออย่าทำแบบนี้อีก”

“ใครบอกว่าไอ้นี่เป็นของฉัน”

ซูอวิ้นจิ่นไม่ตอบ มือที่ยื่นออกไปยังคงนิ่งค้างอยู่ท่าเดิม แสงไฟหน้าที่จอดจักรยานค่อนข้างสลัว มีคนเดินผ่านไปมาเป็นระยะ ท่ายืนของพวกเขาต่างดูแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับพร่าเลือนถึงเพียงนั้น แถมยังคุยกันคนละภาษาอีกต่างหาก

จู่ๆ เฉิงเจิงก็นึกชิงชังมือที่ดื้อด้านข้างนั้น ชิงชังยิ่งกว่าเจ้าของมันเสียอีก

เขาเป็นฝ่ายทนไม่ไหว ฉวยสิ่งในมือเธอโยนไปที่แปลงดอกไม้ข้างๆ

“แบบนี้พอใจหรือยัง”

น้ำเสียงของเขาห้วนสั้นอย่างยิ่ง ซูอวิ้นจิ่นนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าเดินผ่านเขาไป ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พอตกกลางคืนอากาศจะเย็นลง เสื้อคลุมแขนยาวที่เธอสวมดูบอบบาง ส่วนเขายังสวมชุดฤดูร้อนอยู่ บนเท้าที่เผยอออกมามีรอยสีน้ำตาลอ่อน นั่นคือรอยแผลที่ถูกเธอยกขาเก้าอี้ทับเท้าคราวก่อน ตอนนั้นเธอทำลงได้ยังไง ต้องใจแข็งขนาดไหนถึงจะไม่รู้สึกอะไรเวลาที่คนอื่นเจ็บปวด

ตอนเดินผ่านเมิ่งเสวี่ย พวกเธอต่างจงใจไม่มองอีกฝ่าย ซูอวิ้นจิ่นเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ทว่าเธอบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งมองตามเธอตลอดทาง

คะแนนสอบกลางภาคอันล้มเหลวทำให้ซูอวิ้นจิ่นตระหนักได้ว่า การก้มหน้าก้มตาเรียนโดยไม่คำนึงถึงวิธีการแทบไม่ส่งผลดีอะไร นับจากนั้นเวลาเจอโจทย์ที่ไม่เข้าใจ เธอจะเริ่มรวบรวมความกล้าเข้าไปถามอาจารย์ และบางครั้งก็จะถามซ่งหมิงเพื่อนร่วมโต๊ะ

เคล็ดลับการท่องศัพท์ที่ซ่งหมิงสอนเธอนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง แต่วิชาคณิตศาสตร์และวิชาเคมีซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของเธอ เขาเองก็อธิบายอย่างกินแรง ซูอวิ้นจิ่นละอายใจมาก ต้องเป็นเพราะตนพื้นฐานย่ำแย่ แถมยังเข้าใจอะไรช้า โชคดีที่ซ่งหมิงเป็นคนใจดี ไม่ได้หัวเราะเยาะที่เธอหัวช้า หากมีเวลาจะพยายามอธิบายช้าๆ ให้เธอฟังอย่างใจเย็น

แม้พวกเขาจะลดเสียงลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนรู้สึกว่าตนเองถูกรบกวน ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เฉิงเจิงพูดต่อหน้าว่าพวกเขา “พูดเสียงงึมงำ” ทำให้เขาไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ ซูอวิ้นจิ่นขอโทษเขาอย่างอดกลั้น ตอนหลังก็ถามซ่งหมิงเฉพาะตอนเลิกเรียน จะได้ไม่ถูกคนอื่นต่อว่าอีก

วันนั้นซ่งหมิงกำลังอธิบายโจทย์เรขาคณิตข้อหนึ่งให้ซูอวิ้นจิ่นฟัง

“เธอดู เราสามารถวาดเส้นประจาก A ไป M ถ้าต้องการพิสูจน์ว่า MN ตั้งฉากกับ SC อันดับแรก SA ตั้งฉากกับฐาน ABC…”

ขณะกำลังอธิบายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จู่ๆ ด้านหลังก็มีคนหัวเราะอย่างขบขัน

“ไม่ต้องไปสนใจเขา” ซูอวิ้นจิ่นพูดเสียงเบา

ซ่งหมิงลังเลเล็กน้อย “เอ่อ...ก็หมายความว่า SA ตั้งฉากกับ...”

“นายใช้วิธีมั่วซั่วอะไรของนาย” เฉิงเจิงทนฟังต่อไปไม่ได้

ซ่งหมิงมองเฉิงเจิงอย่างซื่อๆ “แต่วิธีนี้ก็ไม่ผิดนี่ แถมยังได้คะแนนวิธีทำเพิ่มด้วย”

“จะบ้าเรอะ ไม่เห็นต้องใช้วิธีซับซ้อนขนาดนี้ นายไม่กลัวทำให้เซลล์สมองที่มีจำกัดของยัยนี่เสื่อมเร็วขึ้นรึไง”

“เอ่อ...ฉันคิดว่า AC เชื่อมต่อกัน ถ้า AMC กับ SA…”

“โจทย์ข้อนี้เห็นชัดๆ ว่าทดสอบกฎของเส้นตั้งฉาก ต้องการพิสูจน์ว่า MN ตั้งฉากกับ SC สามารถพิสูจน์ว่า SC ตั้งฉากกับฐาน ANM แสดงว่า AN ตั้งฉากกับ SB ดังนั้นนายแค่พิสูจน์ว่า AN ตั้งฉากกับ BC ก็ได้แล้ว พูดอะไรเยอะแยะ นอกประเด็นไปไหนต่อไหน” เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าจริงจัง คล้ายต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นหลักความจริง

“ฉันไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ” ซ่งหมิงปวดปัสสาวะอย่างกะทันหัน ขณะที่ซูอวิ้นจิ่นมีสีหน้างุนงง

เฉิงเจิงพูดอย่างรับไม่ได้ “ตอนเธออ้าปากค้างท่าทางอย่างกับเด็กปัญญาอ่อน วิธีที่ฉันบอกเธอเมื่อกี้จำได้หรือยัง”

ซูอวิ้นจิ่นชะงัก “เมื่อกี้เธอพูดกับฉันเหรอ”

“ฉันพูดกับหมูมั้ง ตกลงเธอเข้าใจหรือยัง”

“เธอพูดเร็วเกิน” ซูอวิ้นจิ่นหน้าแดง

“ไอคิวของเธอนี่ ฉันไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว” เขาก้มหน้าขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษรายงานของตนอย่างว่องไว วางบนโต๊ะเธออย่างกระแทกกระทั้น “เอาไป คร้านจะเห็นท่าทางแบบนั้นของเธอ” แล้วเขาก็รีบเดินออกไป แม้แต่โอกาสปฏิเสธก็ไม่เปิดให้อีกฝ่าย กระทั่งกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นอีกครั้ง เขาเดินกลับมาจากระเบียง เห็นซูอวิ้นจิ่นถือกระดาษรายงานอยู่ในมือ ไม่รู้ต้องการพูดอะไรกับเขา

“เธออย่าคิดไปไกล ฉันไม่ได้ใจบุญอะไร แค่ทนไม่ไหวที่เห็นคนอื่นซื่อบื้อก็เท่านั้น” เขาชิงพูดดักคอก่อนเธอเอ่ยปาก

“ฉันว่าเธอน่ะแหละคิดมากไปแล้ว ฉันแค่อยากถามว่าเส้นตรงกลางเส้นนี้คืออะไร”

“แค่ลอกตามก็ทำไม่เป็น?”

“ก็เธอเขียนซะหวัดขนาดนี้”

“ใช่ที่ไหน” เฉิงเจิงรับกระดาษรายงานมาเพ่งมอง “บอกว่าเธอซื่อบื้อยังไม่ยอมรับอีก จะนั่งบื้ออยู่ทำไม เธอไม่หันมาฉันจะอธิบายยังไง”

ซ่งหมิงซึ่งอยู่ใกล้ๆ หัวเราะพรืด

เฉิงเจิงถามอย่างสงสัย “นายหัวเราะอะไร”

โจวจื่ออี้ตอบแทนซ่งหมิง “เขาหมายความว่า พวกเธอสองคน ‘พูดเสียงงึมงำ’ ได้ไม่น่ารำคาญแม้แต่นิดเดียว มองฉันทำไม ว่าต่อๆ” เขาพูดจบก็ดูนิตยสารของตนต่อ ส่วนซ่งหมิงก็ยิ้มพลางทุ่มสมาธิไปที่บทเรียนของตนตามเดิม

ระยะเวลาช่วงหนึ่งหลังจากนั้น เพื่อนๆ ที่นั่งใกล้พวกเขาต่างตกตะลึงเมื่อพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเฉิงเจิงกับซูอวิ้นจิ่นเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เฉิงเจิงไม่รังเกียจซูอวิ้นจิ่นเหมือนก่อน และไม่หาเรื่องเธอบ่อยๆ  อีก เวลาซูอวิ้นจิ่นเจอโจทย์ที่ไม่เข้าใจ นอกจากภาษาอังกฤษจะถามซ่งหมิง วิชาที่เหลือล้วนหันไปขอความช่วยเหลือจากเฉิงเจิง แม้ทุกครั้งเขาจะทำสีหน้าเบื่อหน่ายรำคาญ แต่ตอนอธิบายกลับกลัวว่าจะไม่ละเอียดพอ

เฉิงเจิงเป็นคนโกรธง่าย และไม่ค่อยมีความอดทน พื้นฐานการเรียนของซูอวิ้นจิ่นไม่ดี พอถามหลายครั้งเข้าเขาก็จะโมโห บ่นว่าเธอซื่อบื้อไปพลางกัดฟันอธิบายไปพลาง แต่ก็มีบางครั้งที่ซูอวิ้นจิ่นทนรับท่าทีของเขาไม่ไหว โต้กลับไปสองสามประโยค เวลาทั้งสองพูดจาไม่ลงรอยกัน เฉิงเจิงจะแสดงท่าทีไม่พอใจ ส่วนซูอวิ้นจิ่นน้อยครั้งจะต่อปากต่อคำกับเขา ไปๆ มาๆ เธอก็เริ่มรู้นิสัยเขา เขาก็เหมือนกับชื่อของเขา หนักแน่นปานเหล็กกล้า ยอมหักไม่ยอมงอ หากหวังจะได้ยินคำพูดเพราะๆ จากปากเขา สู้นำเวลานั้นมาบอกให้ตัวเองล้มเลิกความคิดนี้โดยเร็วดีกว่า ทว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้าย ก็เหมือนกับเด็กไร้เดียงสาส่วนใหญ่ที่เกิดในครอบครัวที่มีความสุข อาจถูกตามใจจนเอาแต่ใจไปบ้าง แต่รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น อย่างน้อยเธอก็สามารถมองออกในผาดเดียว

ดังนั้น เวลาเฉิงเจิงทำอะไรเกินขอบเขต อย่างมากซูอวิ้นจิ่นจะหันหนีอย่างเย็นชา ปล่อยให้เขาอาละวาดจนพอใจ

เขาเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ปกติไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะเห็นเขาใช้ปากกาทิ่มหลังซูอวิ้นจิ่น เป็นฝ่ายชวนเธอคุย “นี่ เธอเป็นอะไร เมื่อกี้ฉันยังอธิบายไม่จบ เธอหันมาสิ ฉันจะอธิบายให้ฟังต่อ...ทำไมเธอโกรธง่ายขนาดนี้เนี่ย”

วิธีกวดวิชาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเฉิงเจิงแม้จะป่าเถื่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีคิดของเขามักเป็นวิธีที่ง่ายและใช้ได้ผลที่สุด ภายใต้การช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นจนแทบจะมากเกินไปของเขา ซูอวิ้นจิ่นถูกเขาต่อว่าหนักเข้าจนจับจุดได้ทีละน้อย แน่นอนว่าพวกวิชาคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์เป็นไปไม่ได้ที่คะแนนจะพุ่งกระฉูดในเวลาอันสั้น แต่การสอบย่อยหลายครั้งก่อนการสอบปลายภาค คะแนนของซูอวิ้นจิ่นก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ส่วนวิชาคณิตศาสตร์กับวิชาเคมีก็กำลังคืบคลานไปสู่คะแนนคาบเส้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal