บทที่ 10 แค้นอำมหิต

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเมื่อแต่งตัวเสร็จพอดี หวนเอ๋อร์วิ่งหน้าระรื่นเข้ามา ยิ้มกล่าวว่า “ซิงเอ๋อร์ มีข่าวดี อยากฟังหรือไม่?”

ฉู่เฉียวตัวเล็กๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้สูง สองขาห้อยต่องแต่งไม่ติดพื้น นางรินน้ำชา ยกดื่มอย่างสุภาพเรียบร้อยยิ่ง “ว่าไป”

“ซิงเอ๋อร์!” สาวน้อยมุ่ยปากไม่พอใจ “ตกลงเจ้าอยากฟังหรือไม่ ไม่เห็นตื่นเต้นสักนิด”

ฉู่เฉียวยิ้มยั่ว “เจ้าอยากพูดก็พูดไป ข้าบอกไม่อยากฟัง เจ้าก็ต้องพูดอยู่ดี”

“เฮอะ ข้าไม่ถือสาเจ้าก็ได้ แต่คราวนี้เป็นข่าวดีจริงๆ” หวนเอ๋อร์ยิ้มกล่าว “พ่อบ้านจูกับนางระบำขวัญใจคนล่าสุดของนายท่านลักลอบเป็นชู้กัน ถูกนายหญิงเจ็ดจับได้คาหนังคาเขา สะเทือนไปถึงนายหญิงสามกับนายน้อยใหญ่ นางระบำคนนั้นโดนจับกดบ่อน้ำแล้ว ส่วนพ่อบ้านจูก็โดนโบยห้าสิบไม้ เป็นอย่างไร ใช่ข่าวดีหรือไม่?”

มือที่ยกน้ำชาชะงักค้าง ฉู่เฉียวนั่งบนเก้าอี้ สองตาค่อยๆ พริ้มลง กลบเกลื่อนความรู้สึกและแววคมปลาบลงไปเงียบๆ ก่อนพยักหน้ากล่าวว่า “เป็นข่าวดีจริงๆ”

หวนเอ๋อร์เล่าเสียงขุ่นว่า “ใช่ จูซุ่นปกติชอบวางก้ามข่มเหงคนอื่น พวกเราบ่าวไพร่มีใครบ้างไม่เคยถูกเขากดขี่ ดูอย่างเด็กๆ บ้านตระกูลจิงของเจ้า ที่โดนส่งตัวไปให้นายท่านผู้เฒ่า เขาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่ วันนี้ถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก นับว่าสวรรค์มีตา ระบายโทสะในอกแทนพวกเรา”

ฉู่เฉียวสีหน้าดังเดิม น้ำเสียงผ่อนคลาย แต่ยังแฝงแววหดหู่ที่พยายามข่มกลั้นอยู่บ้าง “ลักลอบเป็นชู้กับสตรีของเรือนชั้นใน ความผิดใหญ่โตขนาดนี้กลับโดนโบยแค่ห้าสิบไม้ ราวกับเด็กเล่นขายของ”

“ถึงว่า” จูเอ๋อร์กล่าวเสริม “เมื่อครู่นายหญิงเจ็ดก็โมโหจัด วิ่งมาให้นายน้อยสี่ตัดสิน แต่เสียดายนายน้อยของพวกเราไม่ชอบยุ่งเกี่ยวเรื่องแบบนี้ นายหญิงใหญ่กับนายท่านก็ไม่อยู่ ทุกอย่างนายน้อยใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจ หนำซ้ำจูซุ่นยังเป็นคนของนายน้อยใหญ่ด้วย โอ”

ฉู่เฉียวพยักหน้า กล่าวเนิบๆ ว่า “เอาล่ะ ข้ารับทราบแล้ว หวนเอ๋อร์ ขอบใจที่มาบอกข้า”

หวนเอ๋อร์เห็นสีหน้านางผิดปกติ จึงถามน้ำเสียงอ่อนโยนระคนเป็นห่วงว่า “ซิงเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือ เดี๋ยวข้าไปตามหมอให้”

“ไม่ต้อง” ฉู่เฉียวยิ้มชืดๆ “นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว”

“อ้อ” หวนเอ๋อร์พยักหน้าแล้วเดินออกไป บานประตูปิดสนิท สีหน้าของเด็กหญิงพลันเครียดขรึมขึ้นมา

ขนาดนี้ยังโค่นมันไม่ได้อีกหรือ?

เช่นนั้น ได้แต่ลงมือด้วยตัวเองแล้ว ฉู่เฉียวขบริมฝีปากเบาๆ ดูท่าต้องเริ่มวางแผนใหม่หมด

 

ประตูเรือนพักของพ่อบ้านจูซุ่นปิดสนิท แต่ห่างออกไปไกลลิบยังคงสามารถได้ยินเสียงบุรุษครางอนาถปานสุกรถูกเชือด บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต่างก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครอาจหาญชะเง้อมองสักแวบ แต่แววสมน้ำหน้ากลับปิดอย่างไรก็ไม่มิด ตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าเงินเดือนออก

จูซุ่นเปลือยก้นนอนฟุบอยู่บนเตียง ร้องโอดโอยพลางสบถด่าบ่าวชายสองคนที่กำลังใส่ยาให้ ราวกับทั้งสองเป็นคนทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้

“ท่านย่ามันเถอะ! จะฆ่าข้าหรือไง!”

หนึ่งในบ่าวชายเหงื่อแตกพลั่ก ทางหนึ่งระมัดระวังใส่ยา ทางหนึ่งก็อดกล่าวมิได้ว่า “พ่อบ้านจู ท่านอดทนหน่อย หนังถลอกติดกางเกง ไม่ดึงออกมาคงไม่ได้”

เวลาเดียวกัน มีดสั้นคมกริบเล่มหนึ่งถูกสอดเข้ามาตามร่องหน้าต่าง อาศัยจังหวะที่เสียงร้องดังขึ้น งัดดาลหน้าต่างออก ฉู่เฉียวยกหน้าไม้พับได้ที่ทำขึ้นเอง ค่อยๆ ยืดตัวยืนขึ้น เล็งหน้าไม้ไปที่ศีรษะของบุรุษ

หน้าไม้ชนิดนี้มีต้นกำเนิดจากแอฟริกาใต้ รูปแบบเล็กกะทัดรัด สามารถถอดเป็นชิ้นและพับเก็บได้ ยิงระยะใกล้ได้ผลดี ทั้งไม่มีสุ้มเสียง ฉู่เฉียวเคยใช้หน้าไม้ชนิดนี้เมื่อครั้งปฏิบัติภารกิจต่างแดน สามารถสังหารเป้าหมายเป็นผลสำเร็จ หน้าไม้ชนิดนี้พกพาสะดวกและอานุภาพรุนแรง จูซุ่นโชคดีอย่างมาก เขาจะได้กลายเป็นคนแรกที่จบชีวิตภายใต้อาวุธสังหารข้ามภพระดับสุดยอดชนิดนี้

ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งพลันวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ตะโกนลั่นว่า “พ่อบ้านจู พ่อบ้านจู!”

“เรียกอะไรนักหนา” จูซุ่นตะคอก “เรียกหาสวรรค์หรือ? ข้ายังไม่ตาย!”

บ่าวคนนั้นรีบรายงาน “พ่อบ้านจู มีคนของคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่ามาหา ถามว่าดรุณีทาสที่จะส่งไปคนนั้น ไฉนยังไม่ส่งไป”

จูซุ่นตะลึงวูบ กระโดดลุกขึ้นทันใด ลืมไปว่าตัวเองโดนเฆี่ยนจนก้นลาย จึงร้องโอยคำหนึ่งแล้วฟุบกลับไปบนเตียง เริ่มโหยหวนครวญครางต่อ พลางกล่าวไปด้วยว่า “เด็กคนนั้นคงไม่ได้แล้ว นายน้อยสี่ไม่ยอมปล่อยคน ข้าเตรียมดรุณีทาสไว้สิบคนที่เรือนสี่เล่อ (รื่นรมย์) เจ้าไปเบิกให้พวกเขาก่อนแล้วกัน”

“ขอรับ บ่าวทราบแล้ว” คนผู้นั้นรับคำแล้วหมุนตัววิ่งออกไป

จูซุ่นตะโกนไล่หลังว่า “แล้วอย่าลืมแจ้งนายท่านผู้เฒ่าด้วยว่าข้าป่วยหนัก รอให้หายดีแล้วจะไปเยี่ยมคารวะท่าน”

หน้าไม้นอกหน้าต่างค่อยๆ เลื่อนลง ฉู่เฉียวกลอกตาไปมา ความคิดใหม่ผุดขึ้นในสมอง

บางที สามารถใช้อีกวิธีหนึ่งกำจัดคนผู้นี้ โดยที่มือไม่เปื้อนเลือด สะอาดหมดจด

ห้องขังของเรือนสี่เล่อเพิ่งเปิดออก กลิ่นเหม็นอับรุนแรงหอบหนึ่งก็ปะทะใบหน้า พ่อบ้านของคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่าถึงกับหน้านิ่ว บีบจมูกกล่าวว่า “นี่มันอะไรกัน เอาของสกปรกแบบนี้ให้นายท่านผู้เฒ่าได้อย่างไร”

บ่าวคนเมื่อครู่รีบผงกศีรษะค้อมเอวต่ำ “ช่วงนี้หาซื้อทาสลำบาก พอได้ยินว่าขายให้กับตระกูลจูเก่อก็พากันโก่งราคา ที่เพิ่งซื้อมาเหล่านี้ เจ้านายข้าก็เสียเวลาไปไม่น้อย ท่านวางใจ ทำความสะอาดเรียบร้อย รับรองว่าจิ้มลิ้มน่ารักทุกคน นายท่านผู้เฒ่าเห็นแล้วต้องถูกใจแน่นอน”

“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดมาก ลากออกมาเถอะ”

เด็กน้อยด้านในไม่ได้เห็นแสงตะวันมานาน นับแต่ถูกซื้อกลับมาก็ถูกขังอยู่ข้างในตลอด แต่ละคนหน้าตามอมแมม สีหน้าตื่นกลัว ยกมือปิดตา เบียดชิดกันราวกับกระต่ายน้อยฝูงหนึ่ง

พ่อบ้านของคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่ากวาดมองแวบหนึ่ง พลันย่นคิ้วกล่าวว่า “ไหนว่ามีสิบคน มาจากไหนอีกคน”

“จริงหรือ?” บ่าวชายรีบนับไล่ไปทีละคน จากนั้นกล่าวว่า “สงสัยพ่อบ้านจูจำผิด ข้ากลับไปถามดูอีกที”

“ไม่ต้องถามแล้ว ข้าไม่ว่างขนาดนั้น เอาตัวไป!”

บุรุษร่างกำยำหลายคนเดินเข้ามา ทั้งผลักทั้งดันเด็กน้อยพลางตะคอก “ตามกันไป!”

เด็กๆ พอตื่นกลัวก็ส่งเสียงร้องไห้โยเย

“ใครกล้าร้องอีกจะฟันให้ขาดเป็นสองท่อน!”

สุนัขรับใช้ส่งเสียงตวาด พลางฉุดดึงเด็กหญิงที่สะอาดเอี่ยมคนหนึ่งในกลุ่ม จังหวะนั้นเอง เด็กหญิงคนนั้นพลันหันหน้ามา งับข้อมือของบุรุษเต็มแรง บุรุษนั้นอุทานร้องออกมาพลางสลัดมือ เด็กหญิงก็ชักเท้าออกวิ่งทันใด

“อา! หนีไปคนหนึ่ง! เร็ว รีบไปจับกลับมา!”

บ่าวของคฤหาสน์จูเก่อเห็นทิศทางที่เด็กคนนั้นวิ่งไป ตกใจหน้าถอดสี รั้งแขนพ่อบ้านของคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่าไว้พลางร้องว่า “พ่อบ้านจู้ ทางนั้นเป็นเรือนชิงซานของนายน้อยสี่ ไปไม่ได้เด็ดขาด!”

“ก็แค่จับทาสคนหนึ่ง ทำไมจะไปไม่ได้” พ่อบ้านจู้ตะคอกเสียงเขียว แล้วผลักมือบ่าวคนนั้น ไล่กวดตามเด็กหญิงไปทางเรือนชิงซาน

 

ประตูใหญ่เรือนชิงซานถูกคนถีบเปิดดังโครม คนของนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อทะลวงเข้าด้านในราวกับหมาป่า หวนเอ๋อร์และสาวใช้อื่นกำลังนั่งยองๆ เช็ดแจกันดอกไม้ ได้ยินเข้าก็ตกใจสะดุ้ง

จูเก่อเยว่เพิ่งถูกจูเก่อไหวตามตัวไปเรือนหงซาน จูเฉิงและผู้คุ้มกันหลายคนก็ไม่อยู่ จูเก่อเยว่รักสงบ ปกติในเรือนก็มีคนไม่มาก เวลานี้ยิ่งเหลือเพียงสาวใช้ไม่กี่คน

หวนเอ๋อร์ถือว่าอายุมากกว่าคนอื่นๆ จึงเดินเข้าไปถามว่า “พวกท่านเป็นใคร ไฉนบังอาจเช่นนี้ ไม่รู้หรือว่าที่นี่เป็นเรือนของนายน้อยสี่”

“แม่นางท่านนี้ พวกเรากำลังตามจับทาสที่วิ่งหนีมา หากมีที่ใดล่วงเกิน ต้องขออภัย”

“จับทาสไฉนวิ่งมาจับถึงที่นี่” หวนเอ๋อร์เห็นอีกฝ่ายให้ความเกรงใจ จึงใจกล้าขึ้นมา กล่าวเสียงแข็งว่า “พวกท่านเป็นบ่าวของเรือนไหน ไฉนไม่รู้จักกฎระเบียบ”

“พวกเราเป็นคนของคฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่า ถ้าแม่นางอยากฟ้อง เชิญรายงานนายน้อยสี่ได้เลย พวกเราก็จะเรียนนายท่านผู้เฒ่าเช่นกัน”

พอได้ยินคำว่านายท่านผู้เฒ่า หวนเอ๋อร์ถึงกับหน้าซีด กล่าวเสียงอ่อยว่า “พวกเราไม่เห็นทาสที่ไหน พวกท่าน...พวกท่านอย่ามาค้นวุ่นวายไป”

บ่าวคนหนึ่งขึ้นหน้ากล่าวว่า “เป็นห้องนั้น ข้าเห็นกับตา นางผลุบเข้าห้องนั้น”

หวนเอ๋อร์ตกใจ รีบปรามว่า “นั่นเป็นห้องของสาวใช้ประจำตัวนายน้อยสี่ พวกท่านเข้าไปไม่ได้”

สายตาเคลือบแคลงของพ่อบ้านจู้กวาดผ่านใบหน้าหวนเอ๋อร์แวบหนึ่ง ก่อนสั่งเสียงกร้าวว่า “เข้าไปจับคน”

“ไม่ได้!” หวนเอ๋อร์จะถลันเข้าไปห้าม พลันถูกชายร่างกำยำคนหนึ่งจับตัวไว้ ได้แต่มองดูกลุ่มคนเหล่านั้นบุกฮือเข้าไปราวกับฝูงพยัคฆ์

“พ่อบ้านจู้ เป็นนางคนนี้!”

“ซิงเอ๋อร์!” หวนเอ๋อร์ตะโกนก้อง หันไปตะคอกอีกฝ่ายว่า “พวกท่านจับผิดคนแล้ว นี่คือสาวใช้ในเรือนชิงซาน ไม่ใช่ทาสที่พวกท่านกำลังตามหา!”

พ่อบ้านจู้มองหวนเอ๋อร์ด้วยสายตาดุดัน “บ่าวชั้นต่ำที่ปกป้องกันเองเช่นพวกเจ้า ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว ข้าขอเตือนเจ้า จงทำตัวดีๆ ไม่เช่นนั้นเรื่องถึงหูผู้ใหญ่ เจ้าจะย่ำแย่ไปด้วย” พูดจบก็ร้องสั่งลูกน้องนำตัวฉู่เฉียวเดินออกจากเรือนไป

“ซิงเอ๋อร์!” หวนเอ๋อร์ตะโกนไล่หลัง สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างของคนที่เดินอยู่ท้ายสุด พลันถลันเข้าไปหา “เจ้าคือบ่าวของพ่อบ้านจูซุ่นมิใช่หรือ? เป็นเจ้าพาพวกเขามา? รีบไปขอซิงเอ๋อร์คืนมาเดี๋ยวนี้!”

บ่าวคนนั้นมึนงงไปหมด เขาเองก็เห็นกับตาว่าทาสน้อยคนนั้นผลุบหายเข้าไปในห้อง คิดไม่ถึงสาวใช้เรือนชิงซานคนนี้จะรู้จักนาง จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “เจ้าอย่ามาเซ้าซี้ พวกนางล้วนเป็นดรุณีทาสที่พ่อบ้านจูจะจัดส่งให้กับนายท่านผู้เฒ่า ถ้าเจ้ายังมากเรื่อง จะส่งเจ้าไปพร้อมกันเลย”

ครู่เดียว คนก็หายเกลี้ยงเหลือแต่ห้อง หวนเอ๋อร์ยืนปากอ้าตาค้างอยู่ที่เดิม เหล่าสาวใช้ล้วนยืนคอหดอยู่ด้านหลัง ไม่มีใครกล้าขึ้นหน้า

“จริงด้วย ต้องไปบอกนายน้อยสี่” หวนเอ๋อร์ปาดน้ำตา ก่อนวิ่งตัวปลิวไปทางเรือนหงซาน

 

 

 

จูเก่อเยว่กำลังหารือเรื่องงานกับจูเก่อไหวในห้องหนังสือ พลันได้ยินเสียงจูเฉิงที่ด้านนอก “นายน้อยสี่ หวนเอ๋อร์วิ่งมารายงาน บอกว่ามีเรื่องด่วนจะพบท่าน”

จูเก่อเยว่มุ่นคิ้ว กล่าวเสียงขรึมว่า “มีเรื่องอะไรรอข้ากลับไปค่อยพูดไม่ได้หรือ? นับวันยิ่งไร้ระเบียบ ไล่นางกลับไป”

ด้านนอกพลันเงียบฉี่ แต่มิคาดผ่านไปอึดใจ จูเฉิงกลับเคาะประตูเร่งร้อน “นายน้อยสี่ เป็น...เป็นซิงเอ๋อร์ โดนคนของพ่อบ้านจูซุ่นเอาตัวไปแล้วขอรับ”

บานประตูถูกกระชากเปิด ตามด้วยเสียงเย็นเยียบของจูเก่อเยว่ “เจ้าว่ากระไร?”

จูเฉิงหลั่งเหงื่อเย็นเป็นทาง ชำเลืองจูเก่อไหวที่ทำหน้าสงสัยอยู่ในห้องแวบหนึ่ง เลียปากแล้วเอ่ยเสียงประหม่าว่า “คนของพ่อบ้านจูบอกว่าทาสของเขาหนีไปคนหนึ่ง และยืนกรานว่าแม่นางซิงเอ๋อร์ก็คือทาสที่หลบหนีมา ตอนนี้นำตัวไปจากเรือนชิงซานแล้ว”

“นำตัวไป? ไปที่ใด”

“เห็นว่า...เห็นว่าส่งไปที่คฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่า”

พริบตาเดียว สีหน้าจูเก่อเยว่แปรเปลี่ยนเป็นไม่ชวนมองยิ่ง

“เป็นไปได้ว่าจับคนผิด จูซุ่นตั้งแต่เจ็บหนัก ยิ่งทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรมากขึ้นทุกที” จูเก่อไหวเดินมาหา ยื่นมือตบไหล่จูเก่อเยว่ ยิ้มกล่าวเสียงราบเรื่อยว่า “น้องสี่ ในเมื่อส่งไปให้นายท่านผู้เฒ่าก็แล้วไปเถอะ แค่สาวใช้คนหนึ่ง เดี๋ยวพี่ใหญ่ส่งที่ฉลาดๆ ไปให้เจ้าเลือก ถือเป็นการชดเชยก็แล้วกัน รับรองไม่ให้เจ้าขาดทุนแน่นอน”

“ไปนานแค่ไหนแล้ว” เขาคล้ายไม่ได้ยินคำพูดของจูเก่อไหว จูเก่อเยว่สองตาจับจ้องอยู่ที่จูเฉิง ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเครียดเคร่ง

“ไปได้...ได้ครึ่งชั่วยามแล้วขอรับ”

จูเก่อเยว่ก้าวยาวๆ ออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ จูเฉิงและบ่าวเรือนชิงซานต่างคะเนล่วงหน้าว่าต้องเป็นเช่นนี้ จึงตามหลังไปทันที

จูเก่อไหวตกตะลึงเล็กน้อย จูหย่งผู้ดูแลเรือนหงซานยืนเงียบอยู่อีกทาง ไม่แม้แต่เงยหน้า

“จูหย่ง เจ้าเห็นว่าอย่างไร”

บุรุษวัยสามสิบเศษ ท่าทางเจนโลกกว่าจูเฉิงและจูซุ่น สุ้มเสียงทุ้มต่ำ สีหน้าสุขุม กล่าวเนิบๆ ว่า “นายน้อยเคยกล่าวว่า นายน้อยสี่เยือกเย็นมีเหตุผล ภายนอกเฉยชาแต่ซ่อนคมภายในมิใช่หรือขอรับ? แต่ตอนนี้บ่าวคิดว่า สตรีนางนี้ก็คือความไม่เยือกเย็นและความผลุนผลันของนายน้อยสี่”

จูเก่อไหวยิ้มบาง ส่ายศีรษะเบาๆ หมุนกายกลับเข้าห้องหนังสือเมื่อกล่าว “ไปสืบประวัติสาวใช้ที่ชื่อซิงเอ๋อร์ ไม่แน่อาจมีประโยชน์ต่อข้า”

จูหย่งรับคำแล้วล่าถอยไป จูเก่อไหวยังอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด ‘ที่แท้เป็นสตรีเช่นใด ถึงสามารถทำให้เจ้าสี่ลุ่มหลงถึงเพียงนี้ ขนาดลืมเก็บอารมณ์ต่อหน้าข้า’

เขาไหนเลยทราบว่า สตรีที่เขาพูดถึง กลับเป็นแค่เด็กหญิงอายุแปดขวบคนหนึ่ง

ครู่ต่อมา นอกประตูใหญ่คฤหาสน์จูเก่อ จูซุ่นถูกหิ้วปีกออกมา พอเห็นจูเก่อเยว่อยู่บนอาชา พลันลืมว่าตัวเองกำลังเจ็บหนัก ถลาเข้าไปกอดเท้าของจูเก่อเยว่ ครวญน้ำเสียงโศกาว่า “นายน้อยสี่ ท่านฟังบ่าวอธิบายก่อน นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด!”

เสียงดัง ‘ฉับ’ ตามด้วยน้ำพุโลหิตสายหนึ่งฉีดพุ่ง และเสียงแผดร้องอนาถ ใบหูอวบอิ่มข้างหนึ่งหลุดร่วงลงพื้น เลือดสดไหลเป็นทาง

“อีกเดี๋ยวค่อยกลับมาเอาชีวิตเจ้า”

หนุ่มน้อยสีหน้าเคียดขึ้ง น้ำเสียงราบเรียบ แต่ฟังอยู่ในโสต กลับสะท้านใจยิ่งนัก

จูเก่อเยว่หันหัวม้าควบไป เหล่าผู้ติดตามต่างมองจูซุ่นด้วยสายตาเห็นใจ ก่อนไล่หลังเจ้านายไป

บุรุษที่มือขาดข้างหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน ยามนี้นอนฟุบอยู่เหนือพื้น โอดโอยเกลือกกลิ้งไปมา ลูกน้องคนสนิทไม่มีใครกล้าเข้าไปพยุงสักคนเดียว

 

 

ขณะเดียวกับที่จูเก่อเยว่เพิ่งทราบข่าวว่าฉู่เฉียวโดนจับตัวไปส่งที่คฤหาสน์นายท่านผู้เฒ่า ภายในศาลบรรพชนตระกูลเว่ย เว่ยกวงกำลังนำธนูทองดอกหนึ่งวางบนมือของเว่ยซูเย่ ชายชราสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเสียงเนิบนาบว่า “เย่เอ๋อร์ อย่าทำให้อาผิดหวัง และอย่าทำให้บรรพชนตระกูลเว่ยผิดหวัง”

เว่ยซูเย่สองมือแบราบ เหม่อมองธนูทองดอกนั้น แววตาฉาบประกายคมปลาบร้อนแรง เขาเผยอปากเหมือนอยากเอ่ย ทว่ากลับเหมือนปลาขาดน้ำ ได้แต่ขมุบขมิบ ไม่มีเสียงหลุดลอด

“เย่เอ๋อร์ บรรพชนตระกูลเว่ยกำลังมองดูเจ้า บิดาเจ้าก็กำลังมองดูเจ้าเช่นกัน ควรทำเช่นไร เจ้าคิดให้ดีเถอะ”

เว่ยซูเย่ขมวดคิ้วแน่น เนิ่นนานค่อยผงกศีรษะช้าๆ “ใคร”

เว่ยกวงยิ้มบางๆ จุ่มนิ้วในถ้วยชา จากนั้นค่อยๆ เขียนอักษรบนแท่นบูชา

ดวงตาของเว่ยซูเย่เบิกโพลงในทันใด คิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม เพ่งมองชายสูงวัยตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา คล้ายกำลังแสวงหาคำตอบ

“นี่เป็นเจตนารมณ์ของวังเซิ่งจิน หลานรัก ไปเถอะ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผล เจ้ารู้แค่ว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปทั้งหมดล้วนเพื่อตระกูลเว่ย เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงที่สั่งสมมาสามร้อยปีของบ้านตระกูลเว่ย นี่ก็เพียงพอแล้ว”

เงาร่างที่อ่อนเยาว์ค่อยๆ ลับหาย อาทิตย์อัสดงสาดส่องเข้ามาทางประตูที่เปิดกว้าง ปกคลุมสรรพสิ่งเป็นสีสันแดงสดดั่งโลหิต เว่ยซูโหยวในชุดแพรยาวสีเขียวเข้มเดินออกมาจากหลังศาล ถึงข้างกายชายชรา โค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ท่านอา”

“ล้วนเตรียมพร้อมแล้ว?”

“ท่านอาวางใจ ทุกอย่างล้วนจัดการเรียบร้อย”

“อืม” ชายชราพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปจุดธูปคุกเข่าต่อป้ายบรรพชน อาภรณ์แพงระยับห้อยยาวเรี่ยพื้น ควันธูปม้วนลอยอ้อยอิ่ง

เห็นชายชราทำท่าลุกขึ้น เว่ยซูโหยวรีบเข้าไปพยุงแขนของเว่ยกวง น้ำเสียงชืดชาราวกับกล่าววาจาสัพเพเหระ “ท่านอาคิดว่า คนทางเหนือท่านนั้น ครั้งนี้มีโอกาสชนะกี่ส่วน”

“เฮอะ...” ชายชราหัวเราะแผ่วเบา ในน้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน “ส่วนเดียวก็ไม่มี”

เว่ยซูโหยวขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงกังขาว่า “เยียนเป่ยกินพื้นที่กว้างขวาง ผู้คนร่างกายแข็งแกร่ง แม้อากาศเหน็บหนาว แต่เพราะอยู่ติดแดนซีอวี้ การค้าเจริญรุ่งเรือง เยียนหวังเยแม้ไม่ปรีชาสามารถอะไร แต่รักใคร่ประชาชนยิ่งนัก อาจฮึดสู้ขึ้นมาก็เป็นได้”

เว่ยกวงที่ใบหน้ายับย่น หายใจลึกคำหนึ่ง “เจ้าคิดว่าสิ่งใดที่ทำให้วังเซิ่งจินตัดสินใจกำจัดเขา คนผู้หนึ่งหากนานวันไม่เคยกระทำความผิด นั่นจึงเป็นความผิดประการหนึ่ง วิถีแห่งอำนาจ สำคัญที่สมดุล สูงสุดกลับสู่สามัญ หมุนเวียนเป็นวัฏจักร เยียนซื่อเฉิงก็เพราะได้รับเมตตาจากสวรรค์มากเกินไป ถึงได้สะกิดความคิดสังหารของวังเซิ่งจิน”

เว่ยกวงหันหน้ากลับมา มองดูหลานชายผู้ทำให้เขาพึงพอใจที่สุดในตระกูลคนนี้ ก่อนกล่าวถ้อยคำที่แฝงความหมายลึกซึ้ง “โหยวเอ๋อร์ ผู้คนต่างกล่าวว่าคณะมนตรีเป็นผู้คุมอำนาจสูงสุด แต่อาจะบอกให้ ประมุขแห่งวังเซิ่งจินต่างหาก จึงเป็นนายใหญ่แท้จริงของราชวงศ์ต้าเซี่ย ข้อนี้ เจ้าต้องจำไว้ให้ดี”

ไม่บ่อยนักที่เว่ยซูโหยวจะเห็นเว่ยกวงเอ่ยถึงเรื่องใดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมปานนี้ จึงรีบก้มศีรษะรับคำด้วยความเคารพ

เว่ยกวงถอนใจยาว กล่าวเสียงเฉื่อยเนือยว่า “ที่เยียนหวังเยไม่มีโอกาสชนะ ก็เพราะเขาไม่เคยคิดคดทรยศ ยิ่งตอกย้ำความผิดเข้าไปใหญ่”

หนังสือแนะนำ