ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 3 ดักแด้ใต้ต้นไม้ใหญ่

เรื่องราวของพวกเขาเริ่มต้นในฤดูร้อน และสิ้นสุดในฤดูร้อน ทุกครั้งที่ซูอวิ้นจิ่นหันกลับไปมอง ราวกับสามารถสูดกลิ่นอายร้อนชื้นในวันวาน คล้ายมีพายุฝนห่าใหญ่ที่ไม่มีวันสาดเทซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอเป็นลูกจักจั่นที่ซุ่มหลบอยู่ในดิน ฟังเสียงฟ้าร้องอื้ออึงไกลออกไปอย่างกระวนกระวาย

ชายวัยกลางคนที่ศีรษะเริ่มล้านยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าเธอ เขาเป็นอาจารย์ประจำชั้นคนปัจจุบันของเธอ

“...ครูดูคะแนนการจำลองสอบของเธอแล้ว เธอเคยคิดจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้มีความถนัดทางศิลปะบ้างไหม”

ท่าหลุบศีรษะของซูอวิ้นจิ่นคล้ายต้องการหดคอของตนเข้าไปในอก อย่างนี้สิดี ทั้งหนีกลิ่นเหงื่อบนตัวอาจารย์ประจำชั้น และสามารถปกปิดความละอายแกมอับอายบนใบหน้าตน

เธอมีหรือจะฟังความนัยของอาจารย์ไม่ออก...ใกล้ขึ้นชั้น ม.6 แล้ว โรงเรียนดังประจำมณฑลที่เธอเรียนอยู่เข้มงวดกับสถิตินักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างมาก คะแนนของเธอไม่เอาไหนจริงๆ  ซึ่งผู้มีความถนัดทางศิลปะจะใช้คะแนนจากวิชาเรียนต่ำกว่านักเรียนทั่วไป อาจารย์กำลังเตือนเธออย่างอ้อมๆ ว่า อย่าเป็นตัวถ่วงของโรงเรียน

ซูอวิ้นจิ่นเป็นนักเรียนใหม่ที่ย้ายมาจากอำเภอหนึ่งใกล้ตัวเมือง พ่อของเธอเป็นครูสอนชีวะในโรงเรียนมัธยมของอำเภอ ส่วนแม่เคยเป็นพนักงานบัญชีในโรงงาน หลายปีก่อนตกงาน จำต้องกลายมาเป็นแม่บ้าน เนื่องจากพ่อของเธอสุขภาพไม่ดี ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ฐานะทางบ้านเธอจึงไม่นับว่าร่ำรวย แต่พ่อแม่ก็รักลูกสาวคนเดียวเช่นเธออย่างมาก ตั้งแต่เล็กจนโตซูอวิ้นจิ่นจึงไม่เคยประสบความลำบากอะไร หลังจบชั้น ม.4 จากโรงเรียนที่พ่อสอนอยู่ พ่อแม่ของเธอเห็นว่ามาตรฐานการศึกษาในท้องถิ่นล้าหลัง ดังนั้นเพื่อให้ลูกสาวสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี จึงใช้เงินเก็บทั้งหมดในครอบครัวและติดต่อเส้นสายทั้งหมดที่มี ส่งเธอเข้าโรงเรียนมัธยมชื่อดังอันดับต้นๆ ของมณฑลนี้

การตัดสินใจเช่นนี้ของพ่อแม่ ตอนแรกซูอวิ้นจิ่นไม่เห็นด้วย หนึ่งเพราะเธอไม่อยากอยู่ห่างจากพวกท่าน สองเพราะค่าธรรมเนียมการย้ายโรงเรียนอันแพงลิบลิ่วทำให้เธอปวดใจทุกทีที่นึกถึง แน่นอนว่าเธอไม่อาจขัดใจบุพการี และทำลายความหวังของพวกท่านไม่ลง จึงตั้งใจจะสู้เพื่อพวกท่านสักตั้ง แต่ชีวิตจริงมักไม่เป็นอย่างที่คิด แม้ตอนอยู่โรงเรียนเก่าเธอจะมีผลการเรียนดีเยี่ยม ทว่า “ต้นส้มเกิดทางใต้ของแม่น้ำไหวคือต้นส้ม เกิดทางเหนือของแม่น้ำไหวคือต้นส้มสามใบ” แค่การสอบย่อยครั้งแรกหลังย้ายมาก็ทำให้เธอมองเห็นระยะห่างอันโหดร้าย ในการจัดลำดับคะแนนรวม เธอตกมาอยู่ลำดับห้านับจากลำดับสุดท้ายของห้อง   

เรื่องนี้ทำให้คนเอาจริงเอาจังอย่างซูอวิ้นจิ่นสะเทือนใจรุนแรง ตลอดหนึ่งปีเต็มในชั้น ม.5 เธอกัดฟันไล่ตามอย่างไม่ลดละ แม้จะหลุดพ้นจากชะตากรรมการเป็น “ที่โหล่” แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ตรงลำดับกลางๆ ค่อนไปทางท้าย เรื่องนี้ทำให้เธอแอบร้องไห้ใต้ผ้าห่มไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และไม่เคยกล้าพูดถึงการเรียนของตนต่อหน้าพ่อแม่ แล้วตอนนี้ คำพูดโดยอ้อมของอาจารย์ประจำชั้นก็ยิ่งทำให้เธอหมดความมั่นใจ การที่พ่อแม่สละทุกอย่างเพื่อส่งเธอเข้าโรงเรียนนี้ล้วนเป็นความผิดพลาด บางทีเธอคงไม่ใช่เด็กฉลาด ทำผิดต่อเงินเก็บที่พวกท่านหามาอย่างยากลำบาก ซ้ำยังทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง ผู้มีความถนัดทางศิลปะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น ยังไม่นับเรื่องที่เธอไม่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แค่ลักษณะที่  “เข็นไม่ขึ้น” เช่นนี้ของเธอ ก็ไม่ควรค่าที่เธอจะเพิ่มภาระให้กับครอบครัวซึ่งเดิมก็ฐานะฝืดเคืองของตน

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าอาจารย์ประจำชั้นจะหว่านล้อมเธออย่างไรว่าการเข้าสอบมหาวิทยาลัยในฐานะผู้มีความถนัดทางศิลปะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เธอก็เอาแต่กัดริมฝีปากพลางก้มหน้าไม่พูดไม่จา หากเธอเป็นดักแด้จริง ก็ควรซ่อนตัวอยู่ใต้เปลือกหุ้ม เปื่อยเน่าอยู่ในดิน แสงอาทิตย์เหนือยอดไม้แต่ไหนแต่ไรก็เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ

ตอนนั้นเอง เสียงกริ่งแหลมสูงบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น คาบทบทวนคาบแรกสิ้นสุดลงแล้ว

อาจารย์ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก อากาศร้อนอบอ้าว เขาโบกมือให้นักเรียนหญิงท่าทางเก็บตัวเบื้องหน้า

“เธอกลับห้องเรียนเถอะ เก็บคำพูดของครูไปคิดให้ดี อ้อใช่ เทอมหน้าต้องเลือกแผนวิทย์แผนศิลป์แล้ว เธอตัดสินใจได้หรือยัง”

ซูอวิ้นจิ่นส่ายหน้า วิชาภาษาเธอได้คะแนนไม่เลว แต่ประวัติศาสตร์แย่มาก ฟิสิกส์เป็นวิชาที่เธอชอบ แต่คณิตศาสตร์กับเคมีคะแนนไม่ดี ภาษาอังกฤษกับการเมืองก็งั้นๆ  จึงลังเลเรื่องเลือกแผนอยู่นาน ตัดสินใจไม่ได้ซะที

“โดยส่วนตัวครูเห็นว่าแผนศิลป์เหมาะกับเธอมากกว่า แน่นอนว่าเธอปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ปกครองก่อนได้” อาจารย์พูดจบก็หมุนตัวเดินไป

ซูอวิ้นจิ่นหน้าชา กระแสแห่งความเฝื่อนขมแล่นไหลขึ้นมาที่คอ อาจารย์ประจำชั้นของเธอสอนวิชาฟิสิกส์ หากเธอเลือกแผนศิลป์ ก็ไม่ต้องอยู่ในชั้นเรียนที่เขารับผิดชอบ นั่นก็แปลว่า เธอจะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกเขาอีกใช่ไหม ผ่านไปพักใหญ่ เธอถึงคิดได้ว่าต้องขยับลำคอที่ร้าวชา เสียงอึกทึกรอบกายที่จู่ๆ ดังขึ้นเตือนสติเธอว่า บนตัวเธอไม่มีเปลือกดักแด้ห่อหุ้ม และไม่มีดินช่วยกลบบัง เมื่อครู่บนระเบียงทางเดินนอกห้องเรียน หรือพูดให้ถูกคือนอกประตูหลังห้องเรียนห้องข้างๆ  เธอถูกอาจารย์เรียกออกมาคุยตามลำพังท่ามกลางสายตาของทุกคน ใครๆ ก็มองออกว่าต้องไม่ใช่เรื่องดี พวกนักเรียนที่ทบทวนบทเรียนอยู่ในห้องอาจกำลังหัวเราะเรื่องนี้อยู่ก็ได้ เธอรู้สึกเหมือนมีป้ายแขวนอยู่ที่อก บนนั้นมีอักษรใหญ่สะดุดตาสองตัวเขียนว่า “เด็กหัวอ่อน” ซ้ำยังขีดทับด้วยกากบาทสีแดง

อันที่จริงก่อนย้ายโรงเรียน แม้ซูอวิ้นจิ่นจะเป็นคนเงียบๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเก็บเนื้อเก็บตัว ทว่าการมาเยือนสถานที่แปลกหน้าอย่างกะทันหันทำให้เธอกลายเป็นแกะดำที่โผล่เข้ามากลางกลุ่ม ข้างกายล้วนเป็นเด็กในเมืองที่เรียนเก่งกว่าตน ยากที่เธอจะกลมกลืนไปกับพวกเขา เธอไม่มีเพื่อนสนิท ผลการเรียนตกต่ำ มักรู้สึกว่าสู้หน้าใครไม่ได้ ความมั่นใจหดหาย ทั้งยังพูดน้อยลงเรื่อยๆ  เธอนึกอยากมีเปลือกหุ้มสักอัน ตนจะได้หลบอยู่ในนั้น ไม่ก็กลายร่างเป็นเงาที่ไม่มีใครมองเห็น

ระเบียงทางเดินนอกห้องเรียนปกติจะเป็นที่ที่นักเรียนชายจับกลุ่ม “สูดอากาศ” ในช่วงพัก ไม่นานรอบด้านก็มีคนยืนอยู่เต็ม ซูอวิ้นจิ่นเดิมคิดจะกลับไปที่นั่งของตนเงียบๆ  แต่เธอก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ไม่ว่าจะเศร้าขนาดไหน เธอก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดที่จะไปห้องน้ำได้

ห้องน้ำในอาคารเรียนตั้งอยู่ตรงสุดทางของระเบียงทางเดิน นั่นหมายความว่าเธอต้องเดินฝ่านักเรียนชายกลุ่มนั้นไป ที่ผ่านมาซูอวิ้นจิ่นก็อึดอัดกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง ความอ่อนไหวและประหม่าของเด็กสาวทำให้เธอไม่รู้จะวางตัวยังไง ยิ่งตอนนี้ยิ่งเกร็ง ได้แต่ก้มหน้าเร่งฝีเท้า

ด้านหน้ามีกลุ่มนักเรียนชายจากห้องข้างๆ กำลังคุยกันเสียงดัง เล่นผลักกันไปมาอย่างสนุกสนาน หนึ่งในนั้นหัวเราะพลางถอยหลบเพื่อนในกลุ่ม จึงชนเข้ากับซูอวิ้นจิ่นซึ่งเดินมาพอดี

ยังดีที่ชนไม่แรงมากนัก ซูอวิ้นจิ่นเพียงรู้สึกไหล่ชาเล็กน้อย แล้วอีกฝ่ายก็หมุนตัวกลับทันที เธอคล้ายได้ยินเสียงหัวเราะลอยมาจากทางนั้น

เดิมพวกเขาก็เป็นฝ่ายผิด แต่ตอนนี้เธอกระอักกระอ่วนเกินกว่าจะมีเรื่องมีราวด้วย เธอขยับไปด้านหนึ่ง ขณะกำลังจะเดินอ้อม “สิ่งกีดขวาง” ด้านหน้า หารู้ไม่คนคนนั้นก็คงมีความคิดแบบเดียวกัน ก้าวยาวๆ ไปยังทิศทางเดียวกันก้าวหนึ่ง กลายเป็นยืนขวางซูอวิ้นจิ่นเหมือนเดิม อารามจนใจ ซูอวิ้นจิ่นเขยิบไปอีกด้าน แต่อีกฝ่ายก็เคลื่อนมาด้านนี้เหมือนกัน

ระเบียงทางเดินเดิมก็ไม่กว้างนัก สองฝั่งมีคนยืนอยู่ไม่น้อย ความจริงเหลือแค่ทางเดินแคบๆ ตรงกลางพอให้คนเดินผ่าน ขยับตัวไม่ได้มาก ซูอวิ้นจิ่นร้อนใจ จึงตัดสินใจหยุดอยู่กับที่รอให้คนคนนั้นหลีกทาง เธอนับหนึ่งถึงสองในใจ เห็นเขายืนเฉย ถึงค่อยอ้อมผ่านเขาหมายจะเดินต่อ ใครจะรู้คนคนนั้นก็ตั้งใจแบบเดียวกัน ทั้งคู่ชนกันอีกครั้ง ซูอวิ้นจิ่นกำลังสืบเท้าออก จึงเกือบเหยียบเท้าอีกฝ่ายเข้า

เสียงหัวเราะดังสนั่นรอบด้าน การชนกันอันแสนธรรมดากลายเป็นเรื่องตลกเพราะความ “ใจตรงกัน” บ้าๆ นี่ ซูอวิ้นจิ่นหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ต่อให้เธอหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากต่อว่า สิ่งที่ปะทะเข้ากับสายตาคือกระเป๋าเสื้อนักเรียนตรงช่วงอกของอีกฝ่าย เป็นสีฟ้าอ่อนเหมือนกับตนไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันแค่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยเท่านั้น

อีกฝ่ายคล้ายจะหัวเสียเหมือนกัน ทำเสียงฮึดฮัดอย่างรำคาญ ซูอวิ้นจิ่นเดิมก็ทั้งโกรธทั้งอาย พอได้ยินก็ยิ่งฟิวส์ขาด เห็นชัดๆ ว่าเขาทะเล่อทะล่ามาชนเธอก่อน ไม่ขอโทษก็แล้วไป ซ้ำตอนนี้ยังทำเหมือนตนยืนขวางทางเขา เธออยากพ้นจากการตกเป็นเป้าสายตาโดยเร็ว อารามร้อนรนจึงไม่ทันคิดอะไรมาก ก้มหน้าพลางผลักคนคนนั้นไปอีกทางแล้วรีบเดินออกมา

ซูอวิ้นจิ่นโอ้เอ้อยู่ในห้องน้ำพักหนึ่ง ทว่ามาทางไหนก็ต้องกลับทางนั้น เว้นแต่ว่าเธอไม่กลัวจะถูกจับได้ตอนเข้าคาบทบทวนคาบต่อไปสาย ตอนเดินผ่านห้องเรียนห้องข้างๆ  เธอทำเป็นไม่มอง ทว่าสมองกลับว่างเปล่า เคราะห์ดีที่คราวนี้ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เธอเดินมาถึงห้องเรียนของตนได้อย่างราบรื่น แต่แล้วตอนนั้นเองที่คำพูดประโยคหนึ่งลอยมาเข้าหูเธอ

“...ไร้สาระ ฉันไม่ใช่พวกผู้หญิงบ้าเรียน แล้วก็ไม่ใช่เด็กหัวอ่อนที่เรียนไม่รอด ทำไมต้องเลือกแผนศิลป์ด้วย”

“แผนศิลป์มีผู้หญิงเยอะไง”

“ฉันไม่ใช่นายนะ...”

ตามด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นของนักเรียนชายหลายคน บ้างหัวเราะชอบใจ บ้างหัวเราะยียวน บ้างหัวเราะสะใจ บ้างหัวเราะร่วน...คล้ายกับว่านอกจากเรื่องพวกนี้ สมองที่มีฮอร์โมนวัยรุ่นเหลือเฟือของพวกเขาก็ไม่มีพื้นที่ให้เรื่องอื่นอีก

เสียงหัวเราะนั้นราวกับไฟฟ้าที่ช็อตใส่เส้นประสาทบางส่วนของซูอวิ้นจิ่น เธอรู้สึกสมองอื้ออึง กระแสเลือดในร่างแล่นวาบสู่ใบหน้า อันที่จริงเธอมีหรือจะไม่รู้ว่าคนที่พูดกับหัวเราะใช่ว่าจะหมายถึงตน แต่ความท้อแท้สิ้นหวังจากคำพูดของอาจารย์ประจำชั้นในวันนี้ รวมทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจและแรงกดดันตั้งแต่ย้ายโรงเรียนพลันทะลักทลายราวกับทำนบแตก ใช่ เธอตั้งใจเลือกแผนศิลป์แล้ว เธอก็คือ “ผู้หญิงบ้าเรียนและเด็กหัวอ่อนที่เรียนไม่รอด” ที่พวกเขาดูถูกไม่ใช่หรือ แต่การตัดสินใจของเธอไม่ได้หนักหัวใครนี่! ในที่สุดซูอวิ้นจิ่นก็เงยหน้า เหลียวมองอย่างเจ็บใจแวบหนึ่ง ตรงนั้นยังคงเต็มไปด้วยนักเรียนชายตัดผมเกรียนที่สวมเสื้อนักเรียนสีฟ้าอ่อนเหมือนกันหมด เธอแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ยิ่งไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่พูดจาเหยียดหยามคือคนไหนในกลุ่ม แต่ที่แน่ๆ มีหลายคนมองมาทางเธอด้วยสายตาแปลกๆ

เธอจะทำอะไรได้ ปราดเข้าไปถามว่า “ใครเป็นคนพูด” หรือ ถ้าทำแบบนั้นจริง อย่าว่าแต่คนอื่น เกรงว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็คงรู้สึกว่าสมองตัวเองมีปัญหา อีกอย่างคนเขาผิดอะไรที่พูดแบบนั้น ศักดิ์ศรีในตัวเองเดิมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น

ด้วยเหตุนี้ วันสุดท้ายก่อนจบชั้น ม.5 โค้งสุดท้ายในการตัดสินใจว่าจะเลือกแผน “วิทย์” หรือ “ศิลป์” ซูอวิ้นจิ่นจึงไม่ลังเลที่จะเลือกแผนวิทย์ แม้แต่ตอนที่อาจารย์ประจำชั้นทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังได้รับแบบฟอร์มเลือกแผนการเรียนก็ไม่ทำให้เธอหวั่นไหวหรือเสียใจภายหลัง เธอคิดว่า คงเป็นเพราะศักดิ์ศรีเสี้ยวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของตนสั่งให้ตนตัดสินใจเช่นนี้

หนังสือแนะนำ

Special Deal