กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 11 การนั่งประจันชิงชัย

เตี่ยอิดซือไถ่ตบโต๊ะดังฉาดใหญ่ กล่าวว่า “เหลวไหล ยิ่งกล่าวยิ่งบัดสี ภายหลังเป็นอย่างไร?”

งี้นิ้มกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ฉั้งแป๊ะกวงยังกล่าวอีกว่า “ชายชาติมีสัจจะมั่นคง ท่านหากยอมรับนาง...เป็นภรรยา เราก็จะปลดปล่อยนาง ทั้งยังคารวะขอขมาโทษนางด้วย นอกจากนี้แล้ว กระทำมิได้อย่างเด็ดขาด”

เหล็งฮู้ตั่วกอร้องดัง เพ้ย กล่าวว่า “ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าประสบเคราะห์กรรมไปตลอดชีวิตหรอกหรือ เรื่องนี้ขออย่าได้พาดพิงอีก”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าววาจาอีกมากมาย บอกว่าไว้ผมเผ้าก็มิใช่แม่ชี ข้าพเจ้าถึงกับปิดหูมิไปรับฟัง เหล็งฮู้ตั่วกอพลันกล่าวว่ “หุบปาก ท่านหากสัพยอกอย่างหยาบช้าอีกเหล็กฮู้ชงจะถูกท่านสร้างความขุ่นเคืองจนตายไป ท่านไม่ยอมปลดปล่อยงนาง พวกเราก็มาชิงชัยพิสูจนความเป็นความตายกัน!”

ฉั้งแป๊ะกวงแผดหัวร่อพลางกล่าวว่า “หากคิดหักล้าง ท่านมิอาจทัดเทียบกับเราแม้แต่น้อย!”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “หากยืนต่อสู้กัน ข้าพเจ้าย่อมมิใช่คู่มือของท่าน แต่หากนั่งพันตู ท่านก็มิใช่คู่ต่อสู้ของข้าพเจ้า”

ทุกผู้คนคราก่อนได้ยินงี้นิ้มบอกเล่าว่า ฉั้งแป๊ะกวงนั่งอยู่บนเก้าอี้หาลุกขึ้นมาไม่ ต้านรับสิบเจ็ดสิบแปดท่าจู่โจมอันเกรี้ยวกราดของตี่เจ๊าะเต้าหยิน แสดงว่ามันถนัดในการนั่งต่อสู้อย่างยิ่งยวด

เหล็กฮู้ชงกลับกล่าวว่า “...แต่หากนั่งพันตูท่านมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าพเจ้า...แสดงว่ามีเจตนาหยอกล้อกระตุ้นฉั้งแป๊ะกวงให้บังเกิดโทสะ ฮ่อซาฉิกผงกศีรษะกล่าวว่า “ยามเผชิญกับอสูรราคะผู้ชั่วร้ายเช่นนั้น การหาทางกระตุ้นโทสะของมันจนดาลเดือด แล้วค่อยหาโอกาสลงมือ กลับเป็นอุบายอันประเสริฐ”

งี้นิ้มกล่าวสืบไปว่า “แต่ทว่าฉั้งแป๊ะกวงพอได้ยิน กลับมิมีโทสะขุ่นแค้นเพียงหัวร่อ ฮิ ฮะ กล่าวว่า “เหล็กฮู้เฮีย เราเลื่อมใสในความฮึกเหิมห้าวหาญของท่าน แต่หาได้นับถือวิชาฝีมือของท่านไม่”

เหล็งฮู้ตั่วกอ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเลื่อมใน ในวิชาดาบไวที่ยืนต่อสู้ของท่าน หากทว่าหาได้นับถือเพลงดาบนั่งต่อสู้ของท่านไม่”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อ ฮา ฮา ดังกึกก้องกล่าวว่า “ขอบ่งบอกตามความสัตย์ เมื่อยามหนุ่มแน่นเท้าของเราเป็นโรคเหน็บชา มีอยู่สองปีที่เรานั่งฝึกหัดเพลงดาบ การนั่งต่อสู้นับเป็นปมเด่นประจำตัวของเรา 

เมื่อครู่นี้เราหักล้างกระบวนท่า กับจมูกโคแห่งไท้ซัวผู้นั้น กลับมิใช่ดูแคลนมัน เพียงแต่เรานั่งร่ายรำดาบจนเคยชิน จึงคร้านที่จะลุกขึ้นมา เหล็กฮู้เฮียวิชาแขนงนี้ท่านก็ไม่อาจทัดเทียมกับเรา”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ฉั้งเฮีย ท่านเพียงแต่เมื่อวัยหนุ่มแน่น นั่งฝึกปรือเพลงดาบอยู่สองปีเท่านั้นเอง บอกกล่าวตามความสัตย์ วิชาฝีมือแขนงอื่นข้าพเจ้ามิอาจเปรียบเทียบกับท่าน แต่การนั่งใช้กระบี่ รับรองว่าสูงส่งกว่าท่าน เนื่องจากข้าพเจ้านั่งฝึกฝนกระบี่อยู่ทุกวี่วัน!”

นางเล่าถึงตอนนี้ ประกายตาของทุกผู้คนก็กวาดมองไปยังเล่าเต็กนับ ต้องการทราบว่าวาจานี้เป็นความจริงหรือไม่ ทั้งหมดไม่เคยรับทราบมาก่อนว่า สำนักฮั้วซัวมีวิธีฝึกฝนเช่นนั้น

เล่าเต็กนับสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ตั่วซือเฮียหลอกลวงมัน สำนักเราหามีวิชาเช่นนั้นไม่”

งี้นิ้มเล่าสืบไปว่า “ขณะนั้นฉั้งแป๊ะกวงมีสีหน้าพิศวงสงสัย กล่าวว่า “มีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ? เรากลับมีความรอบรู้อันจำกัด ขอเรียนถามว่าสำนักฮั้วซัวมี...มีเพลงกระบี่แขนงใดที่ใช้นั่งฝึกปรือ?”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อพลางกล่าวว่า “เพลงกระบี่นั้นมิใช่ซือแป๋ข้าพเจ้าถ่ายทอดให้ หากแต่เป็นข้าพเจ้าบัญญัติคิดค้นขึ้นมาเอง”

ฉั้งแป๊ะกวงพอได้ยิน ก็มีใบหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ เหล็กฮู้เฮียมีภูมิปฏิภาณเยี่ยมยอด น่านับถือเลื่อมใสยิ่ง”

ทุกผู้คนล้วนซึมทราบว่า ฉั้งแป๊ะกวงไฉนจึงตื่นตระหนกควรทราบว่าในวงพวกนักเลง การบัญญัติเพลงหมัดมวยหรือกระบี่แขนงหนึ่งขึ้นมา มีความลำบากยากเย็นยิ่งนัก หากมิใช่พลังการฝึกปรือสูงล้ำ และมีภูมิปัญญารอบรู้เหนือปุถุชน ก็ยากจะบุกเบิกมรรคาสายใหม่ คิดค้นท่าร่างขึ้นมาได้

ยกตัวอย่างเช่นสำนักฮั้วซัว ซึ่งมีประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปี ทุกๆ กระบวนท่าร่างประจำสำนัก ได้บัญญัติขึ้นอย่างลึกซึ้งสูงส่ง หากคิดพลิกแพลงความพิสดารในท่าร่างก็ยังยากลำบากยิ่ง อย่าว่าแต่หมายจะคิดค้นเพลงกระบี่ชุดใหม่เลย

เล่าเต็กนับเต็มไปด้วยความคลางแคลงสงสัย พลันได้ยินงี้นิ้มถอนหายใจ กล่าวว่า “ขณะนั้น เหล็งฮู้ตั่วกอกัวร่อฮิ ฮิ กล่าวว่า “อันเพลงกระบี่ เฉ่าคี่ชงเทียน (เพลงกระบี่เหม็นคลุ้งตลบฟ้า) ชุดนั้น มีอันใดน่าเลื่อมใสด้วย”

ฉั้งแป๊ะกวงประหลาดใจเป็นที่ยิ่ง กล่าวว่า “ไฉนจึงเหม็นคลุ้งตลบฟ้าเล่า?”

ข้าพเจ้าก็มีความสงสัยอย่างใหญ่หลวง เพลงกระบี่อย่างมากก็ธรรมดาไม่สูงล้ำ ยังมีกลิ่นหอมหวนกลิ่นเหม็นคลุ้งอันใดกัน ได้ยินเหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “มิขอปิดบังฉั้งเฮีย ข้าพเจ้าทุกๆ วันตอนเช้าตรู่ขณะระบายอุจจาระ นั่งอยู่ในห้องขับถ่าย ทุกแห่งหนมีแต่แมลงวันบินว่อนไปมา รู้สึกรำคาญใจ ดังนั้นข้าพเจ้าหยิบฉวยกระบี่ขึ้นมา ฟาดฟันทิ่มแทงแมลงวัน

คราแรกไม่อาจทิ่มแทงถูก พอเนิ่นนานไปเข้าจึงฝึกฝนจนคล่องแคล่วช่ำชอง กระบี่เมื่อพุ่งออก ก็แทงถูกแมลงวันอย่างแช่มช้า สามัญสำนักได้รู้ซึ้งกระจ่าง จากท่ากระบี่เสือแทงแมลงวันเหล่านั้น สามารถบัญญัติเป็นเพลงกระบี่ชุดหนึ่ง

ขณะที่สำแดงเพลงกระบี่ชุดใหม่นั้น ข้าพเจ้าได้นั่งถ่ายอุจจาระอยู่ตลอดเวลา ไยมิใช่มีกลิ่นเหม็นคลุ้งตลบฟ้าสุดจะทนทานหรอกหรือ?”

ข้าพเจ้ารับฟังจนอดหัวร่อออกมามิได้ เหล็งฮู้ตั่วกอท่านนี้มีอารมณ์ขันยิ่งนัก ในใต้หล้าไหนเลยจะมีการฝึกฝนเพลงกระบี่เช่นนั้น ฉั้งแป๊ะกวงพอได้ยิน ก็มีใบหน้าเขียวคล้ำ กล่าวว่า “เหล็งฮู้เฮีย เราเห็นท่านเป็นสหาย ท่านเอ่ย วาจาเช่นนี้ออกจะคุกคามผู้คนจนเกินไป ท่านเข้าใจว่าเราผู้แซ่ฉั้งคือแมลงวันในห้องขับถ่ายหรือไม่? ประเสริฐมากเราจะขอรับทราบเพลงกระบี่...เพลงกระบี่...”

ทุกผู้คนพอรับฟังถึงตอนนี้ ต่างก็ลอบผงกศีรษะ ควรทราบว่าผู้ทรงฝีมือยามชิงชัยพันตู หากแม้นมีขันติพลุ่งพล่านอารมณ์เดือดดาล ก็เท่ากับพ่ายแพ้ ไปสามส่วนแล้ว

เหล็งฮู้ชงเอ่ยอ้างเช่นนี้ แสดงว่ามีเจตนากระตุ้นโทสะฝ่ายตรงข้าม บัดนี้ฉั้งแป๊ะกวงพอเดือดดาลขึ้นมาก็หลงกลอุบายเป็นอันดับแรก

เตี่ยอิดซือไถ่ถามว่า “ภายหลังเป็นอย่างไร?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าพเจ้าขณะฝึกหัดเพลงกระบี่เหม็นคลุ้งตลบฟ้า เพียงแต่รักสนุก หามีความคิดนำไปชิงชัยกับผู้คน ฉั้งเฮียอย่าได้เข้าใจผิด ผู้น้องแม้มีขวัญบังอาจเทียมฟ้า ก็มิกล้านำท่านไป อุปไมยเป็นแมลงวันในห้องขับถ่าย”

ข้าพเจ้าได้ยินเขาเอ่ยคำ แมลงวันในห้องขับถ่าย อดมิได้ต้องหัวร่อออกมาอีก ฉั้งแป๊ะกวงบังเกิดอัคคีโทสะ ดึงเอาดาบยาววางลงบนโต๊ะกล่าวว่า “ประเสริฐมาก พวกเรานั่งประจันหน้าประลองฝีมือกันสักคราหนึ่ง”

ข้าพเจ้าแลเห็นดวงตาของมันทอประกายอันดุร้ายรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก ฉั้งแป๊ะกวงแสดงว่ามีเพลิงอำมหิตลุกฮือโหม คิดจะเข่นฆ่าเหล็งฮู้ตั่วกอแล้ว

เหล็งฮู้ตั่วกอกลับกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “การนั่งใช้ดาบใช้กระบี่ ท่านมิมีความสำเร็จเฉกเช่นกับข้าพเจ้าหรอด เหล็งฮู้ชงในวันนี้เพิ่งคบหาท่านเป็นสหาย ไยต้องทำลายความกลมเกลียวของซึ่งกันและกัน? พร้อมกับนั้น ข้าพเจ้าเป็นชายชาติมิยอมอาศัยวิชาฝีมือที่ตัวเองถนัดจำเจนไปเอารัดเอาเปรียบสหาย”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “นี่เป็นความยินยอมพร้อมใจของเรา ไม่อาจนับว่าเจ้าคิดเอาเปรียบ”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉั้งเฮียต้องการนั่งประลองฝีมือกระมัง?”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “ถูกต้อง ต้องการนั่งประลอง”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ตกลง อย่างนั้นพวกเราตราตั้งกฎระเบียบกันขึ้น ก่อนที่ผลแพ้ชนะมิทันจำแนก ผู้ใดลุกขึ้นมาก่อนก็นับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”

ฉั้งแป๊ะกวงรับปากตกลง เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “หากแม้นพ่ายแพ้แล้วจะเป็นอย่างไร?”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “เจ้าว่าสมควรกระทำอย่างไร?”

เหล็งฮู้ตั่วกอ กล่าวว่า “ขอให้ข้าพเจ้าครุ่นคิดดู มีแล้ว ประการแรกผู้ประลองพ่ายแพ้ ภายหลังพบพานแม่ชีน้อยนี้ไม่อาจมีกิริยาหรือวาจาที่ล่วงเกินไร้มารยาท เมื่อเห็นหน้าก็ต้องตรงเข้าไปคารวะอย่างนอบน้อมกล่าวว่า “เซี่ยวซือแป๋ ศิษย์ฉั้งแป๊ะกวงขอน้อมพบ”

ฉั้งแป๊ะกวงร้องว่า “เพ้ย เจ้าทราบได้อย่างไรว่าเราต้องพ่ายแพ้? หากแล้วเจ้าพ่ายแพ้เล่า?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็เช่นกัน ผู้ใดพ่ายแพ้ก็สังกัดอยู่ในสำนักเห้งซัว เป็นหลานศิษย์ของเตี่ยอิดซือไถ่ เป็นหลานศิษย์ของแม่ชีน้อยนี้”

“ซือแป๋ ท่านรู้สึกว่าเหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวตลกน่าขบขันหรือไม่? เขาทั้งสองประลองฝีมือกัน เหตุใดพ่ายแพ้ต้องสังกัดต่อสำนักเห้งซัว และข้าพเจ้าจะรับพวกเขาเป็นศิษย์ได้อย่างไรกัน?”

นางเล่าถึงตอนนี้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ นางตลอดเวลามีท่าทีหม่นหมองกังวล ในยามนี้พอมีรอยแย้มยิ้ม ก็เพิ่มพูนความงามผุดผาดยิ่งขึ้น

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “บุรุษในวงพวกนักเลงเหล่านี้ วาจาอันใดล้วนเอ่ยออกได้ เจ้าไยต้องถือเป็นจริงเป็นจังด้วย? เหล็งฮู้ชงมีเจตนากระตุ้นโทสะฉั้งแป๊ะกวงต่างหาก”

นางพลันเงยหน้าขึ้นพริ้มตาลง ขบคิดว่าเหล็งฮู้ชงจะอาศัยวิธีการอันใดจึงจะเอาชัยชนะได้ หากแม้นตนประลองพ่ายแพ้ ก็จะตระบัดสัตย์อย่างไร?

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เตี่ยอิดซือไถ่ทราบดีว่าสติปัญญาของนางหากเปรียบเทียบกับ “บุรุษแซ่เหล็งฮู้จอมเจ้าเลห์” ผู้นั้น นับว่าห่างไกลยิ่งนัก จึงถามว่า “ฉั้งแป๊ะกวงตอบโต้ว่ากระไร?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ฉั้งแป๊ะกวงแลเห็นเหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวอย่างมั่นใจเปี่ยมล้นสีหน้าก็เริ่มลังเลสงสัยขึ้นมา เหล็งฮู้ตั่วกอก็กระตุ้นว่า “หากแม้นท่านไม่ยินยอมสังกัดต่อสำนักเห้งซัว ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็มิต้องประลองแล้ว”

ฉั้งแป๊ะกวงกระชากเสียงกล่าวว่า “เหลวไหล...ตกลง ผู้ใดพ่ายแพ้ก็กราบกรานคารวะแม่ชีน้อยนี้ เป็นอาจารย์!”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจรับพวกท่านเป็นศิษย์ พลังฝีมือข้าพเจ้ามิคู่ควร พร้อมกับนั้น ซือแป๋ท่านคงไม่อนุญาตสำนังเห้งซัวของเราล้วนมีแต่แม่ชี ไหนเลยจะ...”

เหล็งฮู้ตั่วกอโบกมือวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าตกลงกับฉั้งเฮียแล้ว ท่านจะรับหรือไม่ ไหนเลยจะอนุญาตท่านตัดสินใจ?”

เขาเบือนศีรษะไปกล่าวกับฉั้งแป๊ะกวงอีกว่า “ประการที่สอง ผู้ที่พ่ายแพ้ ก็ต้องสะบัดดาบจัดการตัวเองกลายเป็นขันที (ขันทีของประเทศจีนสมัยโบราณต้องถูกตอนจนไม่มีความเป็นบุรุษโดยสมบูรณ์)!”

นางกล่าวถึงตอนนี้ ได้ถามต่อเตี่ยอิดซือไถ่ว่า “ซือแป๋ มิทราบว่าอะไรคือ การสะบัดดาบจัดการตัวเองเป็นขันที?”

นางพอถามไถ่เช่นนี้ ทุกผู้คนพากันหัวร่อออกมา เตี่ยอิดซือไถ่ก็อดรู้สึกขบขันมิได้ บนใบหน้าที่เคร่งเครียดปรากฏรอยยิ้มกล่าวว่า “นั่นเป็นภาษาหยาบคาย ทารกอันประเสริฐเจ้าไม่เข้สใจก็มิต้องถาม”

งี้นิ้มกล่าวว่า “อ้อ ที่แท้เป็นภาษาหยาบคาย ข้าพเจ้าความจริงคิดว่าเมื่อสมัยก่อนมีกษัตริย์ก็ต้องมีขันที มิมีอันใดเลย ฉั้งแป๊ะกวงปรายตาเหลือบมองเหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ท่านมีความมั่นใจจะเอาชัยได้จริงๆ?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ย่อมต้องแน่นอน หากยืนต่อสู้เราเหล็งฮู้ชงอยู่ในบู๊ลิ้ม จัดอยู่ในอันดับสามสิบเก้า หากนั่งชิงชัยก็จัดอยู่ในอันดับสอง!”

ฉั้งแป๊ะกวงสงสัยใจยิ่งนัก ถามว่า “ท่านอยู่ในอันดับสอง อันดับหนึ่งเป็นใครกัน?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “นั่นเป็นม้อก้าก้าจู้ (ประมุขพรรคอสูร) ตังฮึงปุยป่าย!”

งี้นิ้มพอพาดพิงถึงคำว่า “ประมุขพรรคอสูร ตังฮึงปุกป่าย” สีหน้าของทุกผู้คนล้วนแปรเลี่ยนอย่างรุนแรง

งีนิ้มสังเกตพบว่า บรรยากาศในห้องโถงพลันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พิศวง ทั้งหวาดกลัวเล็กน้อย สำนึกว่าตัวเองกล่าวผิดพลาด จึงถามว่า “ซือแป๋ มีอันใดมิถูกต้องหรือ?”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “เจ้าอย่าได้เอ่ยถึงนามของบุคคลนั้น ฉั้งแป๊ะกวงตอบว่าอย่างไร?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ขณะนั้นฉั้งแป๊ะกวงผงกศีรษะกล่าวว่า “ท่านว่าท่านประมุขพรรคแซ่ตังฮึงอยู่อันดับหนึ่ง เราไม่ขอโต้แย้ง แต่ท่านจัดอันดับตัวเองอยู่ที่สอง ออกจะประโคมโหมเกินไป หรือว่าท่านสามารถเอาชัยซือแป๋ท่านงักซิงแซด้วย?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าหมายถึงการนั่งชิงชัย เท่านั้น หากยืนต่อสู้ ซือแป๋ข้าพเจ้าจัดอยู่อันดับหก ข้าพเจ้าอยู่สามสิบเก้า ห่างจากท่านผู้เฒ่าไกลโขทีเดียว”

ฉั้งแป๊ะกวงผงกศีรษะกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้น หากยืนต่อสู้กันเราอยู่ในอันดับที่เท่าใด? และผู้ใดเป็นคนจัดอันดับด้วย?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “นี่เป็นความลับอันยิ่งใหญ่ ฉั้งเฮีย ท่านรับทราบแล้วอย่าได้แพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด หาไม่แล้ว ก็จะก่อกวนจนวงพวกนักเลงบังเกิดมรสุมอย่างใหญ่หลวง

เมื่อสามเดือนก่อน ประมุขของห้าสำนักกระบี่พวกเราทั้งห้าท่านได้ชุมนุมกันที่ฮั้งซัว วิจารณ์ความสูงล่ำต่ำต้อยของผู้ทรงฝีมือในวงพวกนักเลงยุคนี้ ทั้งห้าท่านยามกระตือรือร้น จึงได้จัดอันดับของเหล่ายอดฝีมือทั่วใต้เหล้า

ฉั้งเฮีย ท่านปรมาจารย์ทั้งห้านั้น สำหรับกับความประพฤติของท่าน ได้ด่าจนไม่มีคุณค่าแม้แต่อีแป๊ะเดียว สำหรับพลังฝีมือนั้น ทั้งหมดยอมรับว่าไม่ต่ำทรามนัก หากยืนต่อสู้ ท่านสามารถเบียดเสียดอยู่ในอันดับสิบสี่”

เทียนมึ้งเต้าหยินกับเตี่ยอิดซือไถ่กล่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า “เหล็งฮู้ชงกล่าวเหลวไหล ไหนเลยจะมีเรื่องเช่นนั้น?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ที่แท้เหล็งฮู้ตั่วกอโกหกหลอกลวงมัน ฉั้งแป๊ะกวงก็ครึ่งเชื่อครึ่งคลางแคลง แต่มันกล่าวว่า “ประมุขห้าสำนักกระบี่ปกครองบู๊ลิ้มไว้ในอุ้งมือ คำชมเชยเพียงวจีเดียว ควรค่าแก่การยึดถือเป็นเกียรติยศ เราถูกจัดอันดับสิบสี่ ฮา ฮา เหล็งฮู้เฮีย ท่านขณะอยู่ต่อหน้าผู้นำทั้งห้าท่านได้สำแดงเพลงกระบี่ที่คิดค้นจากห้องขับถ่าย ซึ่งเหม็นคละคลุ้งสุดจะทนทานหรือไม่? มาตรมิเช่นนั้น พวกมันไฉนยอมยกย่องท่านอยู่ในอันดับสองด้วย?”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อ พลางกล่าวว่า “เพลงกระบี่ที่บัญญัติจากห้องขับถ่ายนั้นหรือ? หากแสดงต่อหน้าชุมนุมชน ออกจะไม่สวยงาม ไหนเลยจะกล้าเสนอความทุเรศต่อหน้าปรมาจารย์ทั้งห้าท่าน?

วิชากระบี่ชุดนั้นท่าทางสุดจะทนดู แต่ร้ายกาจอย่างสุดแสนข้าพเจ้าเคยทดลอง แสดงต่อยอดฝีมือในพรรคอสูรทั้งหมดยอมรับว่า นอกจากท่านประมุขแซ่ตังฮึงแล้วทั่วใต้หล้าไม่มีผู้ใดต้านทานได้

แต่ทว่าฉั้งเฮียหากสนทนากันอีกแง่มุมหนึ่ง เพลงกระบี่ชุดนี้แม้ยอดเยี่ยม แต่นอกจากเวลานั่งถ่ายอุจจาระทิ่มแทงแมลงวันแล้ว ก็หามีประโยชน์ไม่ ท่านลองคิดดู ขณะที่ประลองฝีมือกับผู้คนจริงๆ ผู้ใดยินยอมนั่งแน่วนิ่งมิเคลื่อนไหวเล่า?

แม้นนับว่าข้าพเจ้ากับท่านนัดแนะกันว่า จะนั่งประลอง รอจนท่านพ่ายแพ้ ย่อมต้องอับอายจนคลั่งแค้น ผุดรุกขึ้นมา ท่านเวลายืนจัดอยู่ในอันดับสิบสี่ยอมสามารถสังหารข้าพเจ้า ผู้จัดอยู่อันดับสองในด้านนั่งชิงชัยไปในดาบเดียว

ดังนั้น ท่านผู้อยู่อันดับสิบสี่จึงจะมีความสามารถ ส่วนข้าพเจ้าผู้ดำรงอยู่ในอันดับสอง มีแต่นามอันจอมปลอม ไม่มีทางต้านรับท่านได้”

ฉั้งแป๊ะกวงแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “เหล็งฮู้เฮีย ปากของท่านนี้ช่างกล่าววาจาได้ยิ่งนัก ท่านทราบได้อย่างไรว่า เราเวลานั่งชิงชัยจะต้องพ่ายแพ้แก่ท่าน และเราจะอับอายคลั่งแค้น ลุกขึ้นมาฆ่าท่าน?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ท่านหากตกลงพอพ่ายแพ้แล้วไม่ฆ่าข้าพเจ้า ถ้าเช่นนั้นเงื่อนไขข้อที่ทำลายตัวเองเป็นเช่นดั่งขันที ก็ล้มเลิกกันไป เพื่อมิใช้ท่านไม่อาจสืบเผ่าพันธุ์ ไร้บุตร ไร้หลาน เอาเถอะ วาจาพร่ำพิไรอย่าได้กล่าว ลงมือกันเลย!”

กล่าวจบก็ยกมือกวาดกราด จนป้านสุรา ถ้วยสุราทั้งโต๊ะปลิวกระเด็นไป ทั้งสองนั่งแน่วหันหน้าเข้าหากัน ฝ่ายหนึ่งมือกระชับดาบ ฝ่ายหนึ่งมือกุมกระบี่

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “เสนอกระบวนท่ามาเถอะผู้ใดลุกขึ้นมาก่อน ก้นห่างจากเก้าอี้ ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “ตกลง ดูว่าผู้ใดลุกขึ้นมาก่อน”

ทั้งสองกำลังจะลงมือ ฉั้งแป๊ะกวงเหลือบมองมายังข้าพเจ้าวูบหนึ่ง พลันหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “เหล็งฮู้เฮีย เรานับถือท่าน ที่แท้ท่านได้ลอบซุ่มซ่อนกำลังคน วันนี้มีเจตนาสร้างความยุ่งยาก ให้กับการเรากับท่านนั่งต่อสู้กันห้ามมิให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ อย่าเพิ่งเอ่ยถึงผู้ช่วยเหลือของท่านจะทะลักออกมา เพียงแต่แม่ชีน้อยนี้ หากลงมืออยู่ที่เบื้องหลังของเราก็สามารถบังคับเราลุกขึ้นมา”

เหล็งฮู้ตั่วกอก็หัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “ขอเพียงแต่มีผู้คนสอดมือช่วยเหลือ ก็นับเป็นข้าพเจ้าพ่ายแพ้ แม่ชีน้อย ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าได้รับชัยชนะ หรือต่อสู้ต่อสู้พ่ายแพ้กัน?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ย่อมภาวนาให้ท่านชนะ ท่านเวลานั่งต่อสู้จัดอยู่ในอันดับสอง รับรองว่าไม่พ่ายแพ้ต่อมัน”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ประเสริบมาก ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านเถอะยิ่งไปได้เร็วและไกลเท่าใดยิ่งประเสริฐ การที่สตรีไร้ผมเผ้านางหนึ่ง มายืนอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าเช่นนี้ เหล็งฮู้ชงมิต้องชิงชัยก็พ่ายแพ้แล้ว”

โดยมิรอให้ฉั้งแป๊ะกวงเอ่ยปากขัดขวาง เขาก็สะบัดกระบี่ดังควับใหญ่ แทงปราดตรงเข้าหา

ฉั้งแป๊ะกวงน้อมสนองคืนดาบหนึ่ง แค่นหัวร่อกล่าวว่า “เลื่อมใส เลื่อมใสนัก นี่เป็นอุบายช่วยเหลือแม่ชีน้อยหลุดพ้นไปอันประเสริฐ เหล็งฮู้เฮียท่านเป็นเผ่าพันธุ์ที่มากไมตรีอย่างแท้จริงเพียงแต่อันตรายที่ก่อกวนขึ้นนี้ออกจะหวาดเสียวเกินไป!”

ข้าพเจ้าขณะนั้นเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวทบทวนว่าผู้ใดลุกขึ้นมาก็พ่ายแพ้นั้น สร้างโอกาสให้ข้าพเจ้าหลบหนีได้ ฉั้งแป๊ะกวงร่างกายไม่อาจพ้นจากเก้าอี้ ย่อมมิสามารถไล่ตามจับกุมข้าพเจ้า”

ทุกผู้คนรับฟังตอนนี้ ล้วนแต่ชมเชยสะทกสะท้อนในความมานะพยายามของเหล็งฮู้ชง พลังฝีมือของตนมิอาจทัดเทียมกับฉั้งแป๊ะกวง นอกจากนี้แล้ว ไม่มีแผนการอื่นใดสามารถทำให้งี้นิ้มรอดพ้นมาได้เลย

เตี่ยอิดซือไถ่ “คำเผ่าพันธุ์มากไมตรีอะไรนั่น เป็นวาจาหยาบคาย ภัยหลังอย่าได้พาดพิงเอ่ยถึง”

งี้นิ้มก้มศีรษะกล่าวว่า “ที่แท้นั้นก็เป็นวาจาหยาบคาย ศิษย์ทราบแล้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็สมควรรีบจากมา หากแม้นฉั้งแป๊ะกวงเข่นฆ่าเหล็งฮู้ชงได้ เจ้าก็ยากจะรอดพ้นจากห้วงมหันตภัย”

งี้นิ้มกล่าวว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอเร่งเร้าอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าได้แต่กราบกรานต่อเขา กล่าวว่า “ขอขอบพระคุณในการช่วยชีวิตของเหล็งฮู้ซือเฮีย” พลางหันกายลงจากเหลา เพิ่งมาถึงหัวบันไดก็ได้ยินฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “อยู่!”

ข้าพเจ้าเบือนศีรษะกลับไป โลหิตสดๆ สองหยดก็สาดพุ่งมาแปดเปื้อนถูกใบหน้าของข้าพเจ้า ที่แท้เหล็งฮู้ตั่วกอบนหัวไหล่ ได้ถูกทิ่มแทงดาบหนึ่ง!

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อพลางกล่าวว่า “เป็นอย่างไร? เพลงกระบี่อันดับสองในใต้หล้าของท่านเรารู้สึกธรรมดาสามัญยิ่ง!”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “แม่ชีน้อยหากไม่ไป ข้าพเจ้าจะเอาชัยท่านได้อย่างไร? นั่นเป็นลิขิตกำหนดแน่ชัดว่าข้าพเจ้าต้องประสบเคราะห์กรรมอันมหันต์”

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เหล็งฮู้ตั่วกอรังเกียจแม่ชี ข้าพเจ้าหากไม่จากไป เกรงว่าจะทำร้ายเขาถึงแก่ชีวิต ได้แต่ลนลานลงจากเหลาพอมาถึงใต้เหลาสุรา ก็แว่วเสียงอาวุธปะทะกันอย่างถี่ยิบมิขาดหู ฉั้งแป๊ะกวงตวาดก้องอีกว่า “อยู่!”

ข้าพเจ้าสะท้านใจวาบ คาดคิดว่าเหล็งฮู้ตั่วกอได้ถูกฟันใส่อีกดาบหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้ามิกล้าขึ้นไปดูบนเหลาได้แต่ปีนป่ายไปหมอบซุ่มอยู่บนหลังคา มองฝ่าหน้าต่างเข้าสู่ด้านใน

แลเห็นเหล็งฮู้ตั่วกอยังคงกระชับกุมกระบี่ ต่อสู้อย่างดุดัน บนร่างมีโลหิตสดๆ ชโลมชุ่มโชก ฉั้งแป๊ะกวงกลับไม่มีบาดแผลแม้แต่แห่งเดียว

การพันตูดำเนินไปอีกครู่หนึ่ง ท่ามกลางอาวุธปะทะดัง ตึง ตึง ตัง ตัง ฉั้งแป๊ะกวงตวาดว่า “อยู่!”

ดาบยาวฟาดฟันใสต้นแขนซ้ายของเหล็งฮู้ตั่วกอ แลเห็นประกายโลหิตฉีดกระจาย แล้วพลันรั้งดาบกลับหัวร่อพลางกล่าวว่า “เหล็งฮู้เฮีย กระบวนท่าของเรานี้ได้ละเว้นไมตรี”

เหล็งฮู้ตั่วกอส่งเสียง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบดี ท่านหากลงมือรุนแรงกว่านี้แขนซ้ายของข้าพเจ้า ก็ต้องถูกท่านฟันขาดออกมา!”

ซือแป๋ ในสถานการณ์เช่นนั้น เขายังมิมีทีท่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “ท่านยังจะต่อสู้อีกหรือไม่”?

เหล็งฮู้ตั่วกอ กล่าวว่า “ย่อมต้องต่อสู้อีก ข้าพเจ้าก็มิได้ลุกขึ้นมา”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “เราตักเตือนท่านยอมพ่ายแพ้ ลุกขึ้นมาเถอะวาจาของพวกเราไม่ยึดถือก็ได้ ท่านมิต้องกราบไหว้แม่ชีน้อยนั้นเป็นอาจารย์”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ชายชาติชาตรีมีสัจจะอันมั่นคง เมื่อตกลงกันแน่แล้ว ไหนเลยจะมินับได้?”

ฉั้งแป๊ะกวง กล่าวว่า “บุรุษผู้เข้มแข็งในใต้หล้า เราพบมามากมายแล้ว ชนชั้นเฉกเช่นเหล็งฮู้เฮีย เราในวันนี้เพิ่งพบพานเป็นคราแรก เอาเถอะพวกเรามิจำแนกผลแพ้ชนะ เลิกรากันไปทั้งสองฝ่าย เป็นอย่างไร?”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อ ฮิ ฮะ จับจ้องมองมัน หาได้กล่าววาจา โลหิตที่บาดแผลบนร่างกายทุกแห่ง หยดหยาดลงบนพื้นเหลาสุรา เปรอะเปื้อนจนแดงฉาน!

ฉั้งแป๊ะกวงเหวี่ยงดาบทิ้งไป ขณะคิดจะลุกขึ้นพลันฉุกคิดได้ว่า หากยืนขึ้นมาก็เท่ากับพ่ายแพ้ เรือนร่างเพียงส่ายโงนเงนเล็กน้อยก็นั่งแน่วนิ่ง ไม่พ้นจากเก้าอี้

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อ พลางกล่าวว่า “ฉั้งเฮียปฏิภาณของท่านปราดเปรียวยิ่งนัก”

ทุกผู้คนรับฟังถึงตอนนี้ ล้วนอดอุทานดังอาออกมามิได้ รู้สึกเสียดายแทนเหล็งฮู้ชง

งี้นิ้มเล่าสืบไปว่า “ฉั้งแป๊ะกวงหยิบฉวยดาบคู่มือ กล่าวว่า “เราจะใช้วิชาดาบไวแล้ว หากชักช้าอีกชั่วครู่แม่ชีน้อยนั้นก็จะหลบหนีจนไร้ร่องรอย ติดตามนางมิทันท่วงที”

ข้าพเจ้าได้ยินมันเอ่ยว่า ยังจะไล่ล่าข้าพเจ้า ก็แตกตื่นจนร่างสั่นระริก และกังวัลใจว่าเหล็งฮู้ตั่วกอจะถูกมันฆ่าทิ้ง มิทราบว่าสมควรกระทำอย่างไร

ข้าพเจ้าพลันขบคิดขึ้นได้ว่า เหล็งฮู้ตั่วกอการที่เสี่ยงชีวิตพัวพันกับฉั้งแป๊ะกวง ก็เพียงเพราะช่วยเหลือข้าพเจ้า มีแต่ข้าพเจ้าอัตวินิบาตกรรมต่อหน้ามันทั้งสอง จึงสามารถช่วยให้เหล็งฮู้ตั่วกอไม่เสียชีวิต

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงชักกระบี่หักที่หว่างเอวออกมาขณะคิดจะกระโดดลงไปบนเหลาสุรา พลันแลเห็นเหล็งฮู้ตั่วกอส่ายร่างโงนเงน ทั้งเรือนร่างทั้งเก้าอี้ล้มกระแทกลงบนพื้นดิน!

จากนั้นก็เห็นเขาใช้สองมือยันพื้นดิน กระเสือกกระสนอย่างพยายาม แต่เก้าอี้ตัวนั้นกดทับอยู่บนร่างกาย และเขาได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส ยามกะทันหันจึงมิอาจดิ้นรนลุกขึ้นมา

ฉั้งแป๊ะกวงลำพองใจเป็นที่ยิ่ง หัวร่อพลางกล่าวว่า “เป็นอย่างไร? นั่งต่อสู้จัดอยู่ในอันดับสองเวลาคลานต่อสู้จัดอยู่อันดับเท่าใด?”

ขณะกล่าวว่าจา ก็ลุกขึ้นมา เหล็งฮู้ตั่วกอก็หัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “ท่านแพ้แล้ว!”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อกล่าวว่า “ท่านพ่ายแพ้อย่างอเนจอนาถถึงปานนี้ ยังกล้าว่าเราแพ้ด้วย?”

เหล็งฮู้ตั่วกอหมอบฟุบกายอยู่บนพื้นดิน กล่าวว่า “พวกเราคราก่อนตกลงกันว่าอย่างไร?”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “พวกเราตกลงกันว่าจะนั่งต่อสู้กัน ผู้ใดลุกขึ้นมาก่อนก้นพ้นจากเก้าอี้ ก็...ก็...”

มันกล่าวคำว่า “ก็ ติดต่อกันสามคำ มิอาจเอ่ยต่อไป ชี้มือใส่เหล็งฮู้ตั่วกอ ที่แท้ในยามนี้มันเพิ่งรู้สึกสำนึกว่า ตัวเองหลงกลอุบาย

มันได้ลุกขึ้นมาแล้ว แต่เหล็งฮู้ตั่วกอหาได้ยืนหยัดขึ้นมาไม่ ก้นยังติดกับเก้าอี้ สารูปแม้ทุลักทุลี ตามข้อตกลงที่ระบุไว้ เหล็งฮู้ตั่วกอเป็นฝ่ายชนะแล้ว!”

ทุกผู้คนรับฟังถึงตอนนี้ อดปรบมือเปล่งเสียงหัวร่อมิได้ชมเชยว่าประเสริฐมาก แต่อื้อชัยไฮ้แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “ทารกเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ดำเนินวิธีกลอกกลิ้งแฝงเล่ห์เพทุบายกับอสูรราคะฉั้งแป๊ะกวง นี่ไยมิใช่เสื่อมเสียหน้าของสำนักมาตรฐาน?”

เตี่ยอิดซือไถ่กระชากเสียงกล่าวว่า “วิธีแฝงเล่ห์เพทุบายอันใด? ชายชาติหักล้างด้วยปัญญา ไม่หักโหมด้วยกำลัง ในสำนักแชเซี้ยของท่านมีนักสู้หนุ่มแน่นที่ต่อสู้ด้วยธัมมะเช่นนี้หรือไม่?”

นางได้ยินงี้นิ้มเล่าว่า เหล็งฮู้ชงไม่คำนึงถึงตัวเอง รักษาหน้าของสำนักเห้งซัว จึงรู้สึกตื้นตันสำนึกพระคุณ ข้ออคติที่มีต่อเหล็งฮู้ชง ได้ลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิง

อื้อชังไฮ้แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “นักสู้หนุ่มแน่นที่คลานอยู่บนพื้นดินอันประเสริฐ”

เตี่ยอิดซือไถ่มีสีหน้าเกรี้ยวกราด เล้าเจี่ยฮวงเกรงว่าทั้งสองจะขัดแย้งกัน จึงเอ่ยตัดบท กล่าวกับงี้นิ้มว่า “เซี่ยวซือแป๋ ฉั้งแป๊ะกวงยอมรับการพ่ายแพ้หรือไม่?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ฉั้งแป๊ะกวงยืนอย่างงงงัน มิอาจตัดสินใจได้” เหล็งฮู้ตั่วกอร้องว่า “ซือม่วยน้อยแห่งเห้งซัว ท่านลงมาเถอะ ขอแสดงความยินดีที่ท่านรับศิษย์ใหม่คนหนึ่ง!”

ที่แท้ข้าพเจ้าแอบซุ่มอยู่บนหลังคาตึก เขาได้ทราบแล้ว ฉั้งแป๊ะกวงผู้นี้แม้ชั่วร้าย กลับไม่ตระบัดสัตย์คืนคำ ขณะนั้นเขาสามารถโถมเข้าไป สังหารเหล็งฮู้ตั่วกอในดาบเดียว แล้วค่อยมาจัดการกับข้าพเจ้าแต่มันกลับร้องดังๆ ว่า “แม่ชีน้อย บอกกับท่าน คราหน้าท่านกล้ามาพบเราก็จะฆ่าท่านเลย”

ข้าพเจ้าความจริงก็ไม่คิดรับคนชั่วร้ายนี้เป็นศิษย์ มันเมื่อกล่าวเช่นนั้น ข้าพเจ้าย่อมพอใจยิ่ง ฉั้งแป๊ะกวงพอเอ่ยจบ ก็สอดดาบคืนสู่ฝัก ก้าวยาวๆ ลงจากเหลาสุราไป

ข้าพเจ้าจึงกล้ากระโดดลงไป ประคองเหล็งฮู้ตั่วกอขึ้นมาล้างหยิงกาวฟ้าหอมยืดชีวิต พอกลงบนปากแผลของเขา ข้าพเจ้าลองนับถู บาดแผลบนร่างกายของเขา กลับมีถึงสิบสามแห่ง!...”

อื้อชังไฮ้พลันกล่าวสอดว่า “เตี่ยอิดซือไถ่ ขอแสดงความยินดีที่ท่านรับหลานศิษย์อันประเสริฐ ซึ่งมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม ชื่อเสียงอื้อฉาวด้วย”

เตี่ยอิดซือไถ่เดือดดาลเป็นการใหญ่ ตบโต๊ะหมายจะลุกขึ้น เทียนมึ้งเต้าหยินกล่าวว่า “ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ นี่เป็นความผิดของท่านแล้ว พวกเราเหล่าผู้มีการบำเพ็ญตน ไหนเลยจะสัพยอกอย่างเหยียดหยามเช่นนี้?”

อื้อชังไฮ้เงียบงันไป งี้นิ้มเล่าสืบไปว่า “ข้าพเจ้าหลังจากช่วยพอกยาให้กับเหล็งฮู้ตั่วกอ ขณะคิดจะไปพยาบาลตี่เจ๊าะซือเจ่ก พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่บันได ปรากฏบุคคลสองคนขึ้นมา ล้วนเป็นคนในแชเซี้ย

หนึ่งในสองก็คือล้อนั้งเกี๊ยกคนชั่วร้ายนี้ มันมองดูข้าพเจ้าแล้วเหลือบมองเหล็งฮู้ตั่วกอ จากนั้นประกายตาก็กวาดมาทางข้าพเจ้า ท่วงท่าไร้มารยาทยิ่งนัก

เหล็งฮู้ตั่วกอซึ่งมีโลหิตแปดเปื้อนไปทั่วร่าง ได้เหลือบแลมันวูบหนึ่ง พลันถามข้าพเจ้าว่า “ซือม่วย ท่านทราบหรือไม่ว่า สำนักแชเซี้ยถนัดใช้วิชาแขนงใดที่สุด?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “มิทราบ รับทราบว่าสำนักแชเซี้ยมีหลักวิชาฝีมือที่สูงเยี่ยมมากมายก่ายกอง”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “มิผิด สำนักแชเซี้ยมีวิชาสูงส่งมากมาย แต่ท่าร่างที่สูงเยี่ยมที่สุดนั้น เฮอะ เฮอะ อย่าทำลายความสามัคคี ยังคงมิบ่งบอก”

ล้อนั้งเกี๊ยกผู้นั้นพลันสะอึกปราดเข้ามาตวาดว่า “ท่าร่างสูงที่สุดคือท่าใด? เจ้าลองบอกออกมา?”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าความจริงมิคิดบอก นี่เป็นการคุกคามจากท่าน กระบวนท่านี้เรียกว่าพุ่ยโก้วเฮี่ยงอ๋าวเพ้งซัวเสาะงังเซ็ก (ก้นกระแทกหงายอย่างสง่างาม)!”

ล้อนั้งเกี๊ยกตบโต๊ะดังฉาดใส่ ตวาดว่า “เหลวไหล ท่าก้นกระแทกหงายอย่างสง่างามอะไรกัน? ไม่เคยรับฟังมาก่อน”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อพลางกล่าวว่า “นั่นเป็นท่าไม้ตายประจำสำนักท่าน ไฉนไม่เคยรับฟังมาก่อน? ท่านลองหันก้นมา ข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านดู”

ล้อนั้งเกี๊ยกทราบว่า เขามีเจตนาเหน็บแนม จึงกระแทกหมัดเข้าใส่เหล็งฮู้ตั่วกอในบัดดล

เหล็งฮู้ตั่วกอหมายจะหลบหลีก แต่เนื่องจากสูญเสียโลหิตไปมากมาย ปราศจากเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย เรือนร่างพลันถูกหมัดของมันต่อยใส่ดั้งจมูก โลหิตฉีดทะลักออกมา เรือนร่างก็ล้มลงบนพื้นดิน!

ล้อนั้งเกี๊ยกกระแทกหมัดที่สองตามติดมา ข้าพเจ้ารีบยื่นมือออกปัดป้อง กล่าวว่า “มิอาจต่อยตี เขารับบาดเจ็บสาหัส ท่านย่อมเห็นชัด ท่านรังแกผู้ได้รับบอบช้ำ ยังจะนับเป็นนักสู้ผู้กล้าอันใด?”

ล้อนั้งเกี๊ยกกล่าวว่า “แม่ชีน้อยแลเห็นอสูรน้อยนี้มีความสง่างาม คงมีจิตหวั่นไหว ถอยไป หาไม่เราจะจัดการกับท่านด้วย”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ท่านกล้าทำร้ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะฟ้องร้องต่อท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ”

ล้อนั้งเกี๊ยกกล่าวว่า “ท่านไม่รักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัดละเมิดศีลข้อห้าม ทุกผู้คนในใต้หล้าล้วนจัดการท่านได้”

ฝ่ามือซ้าย ได้ตะกุยเข้าหา ข้าพเจ้าใช้ฝ่ามือปัดป้องคาดมิถึงว่าคราครั้งนี้เป็นท่าล่อลวง มันพลันยื่นมือขวาออก หยิกแก้มซ้ายของข้าพเจ้า ทั้งยังหัวร่อ ฮา ฮา ดังสนั่น

ข้าพเจ้าทั้งขุ่นเคืองทั้งร้อนรุ่ม จู่โจมสามฝ่ามือติดต่อกันล้วนถูกมันหลบเลี่ยงได้ ขณะนั้นเหล็งฮู้ตั่วกอส่งเสียงขึ้นว่า “ซือม่วย ท่านอย่าได้ลงมือ ข้าพเจ้าผนึกลมปราณเล็กน้อยก็ใช้การได้แล้ว”

ข้าพเจ้าเบือนศีรษะ จ้องมองเขา แลเห็นใบหน้าของเหล็งฮู้ตั่วกอไม่มีสีเลือด ในยามนั้น ล้อนั้งเกี๊ยกพุ่งเข้าหา หมายจะทำร้ายเขา

เหล็งฮู้ตั่วกอพลางตวัดเท้าเตะออก ถูกก้นของล้อนั้งเกี๊ยกเท้านี้ทั้งว่องไวทั้งแม่นยำ พิสดารอย่างสุดแสนล้อนั้งเกี๊ยกมิอาจยืนหยัดได้ ก้นกระแทกใส่พื้นดิน ทั้งยังกลิ้งลงจากเหลาสุรา

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวเบาๆ ว่า “ซือม่วย นี่เป็นท่าร่างที่สูงเยี่ยมที่สุดของแชเซี้ยคือ ท่าก้นหงายกระแทกอย่างสง่างาม มีก้นไว้สำหรับให้ผู้คนเตะใส่ ท่านรู้สึกว่านามของกระบวนนี้เหมาะสมสอดคล้องหรือไม่?”

ข้าพเจ้าคิดจะหัวร่อ แต่แลเห็นสีหน้าของเขายิ่งนานยิ่งเลวร้าย จึงกังวลใจยิ่งนัก กล่าวว่า “ท่านพักผ่อนสักครู่หนึ่ง อย่าได้เอ่ยวาจา”

ข้าพเจ้าแลเห็นตรงปากแผลของเหล็งฮู้ตั่วกอมีโลหิตไหลรินออกมาอีก แสดงว่าท่าเท้าเตะใส่เมื่อครู่นี้ใช้กำลังจนเกินไป สั่นสะเทือนบาดแผลปริแตกออกมาอีก

ล้อนั้งเกี๊ยกผู้นั้นพลัดตกลงจากเหลาแล้ว ก็ถาโถมขึ้นมาอีก ในมือได้กระชับกระบี่เล่มหนึ่งตวาดว่า “เจ้าคือเหล็งฮู้ชงแห่งฮั้วซัวใช่หรือไม่?”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อ พลางกล่าวว่า “ท่านนับเป็นคนที่สาม ซึ่งแสดงท่าก้นกระแทกหงายอย่างสง่างามของสำนักท่าน ต่อหน้าข้าพเจ้า...”

เขาขณะกล่าววาจา ก็กระแอมไออย่างถี่เร็ว ข้าพเจ้าเกรงว่าล้อนั้งเกี๊ยกจะทำร้ายเหล็งฮู้ตั่วกอ จึงดึงกระบี่ออกมา คุ้มครองอยู่ด้านข้าง

ล้อนั้งเกี๊ยกกล่าวกับพวกพ้องของมันว่า “ลี้ซือตี๋ท่านจัดการกับแม่ชีน้อยนี้”

บุรุษผู้นั้นส่งเสียงรับคำ กระชากกระบี่จู่โจมมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่กรีดกระบี่เข้าปัดป้อง

ในยามนั้น ล้อนั้งเกี๊ยกได้สะบัดกระบี่ทิ่มแทงใส่เหล็งฮู้ตั่วกออย่างดุร้าย เหล็งฮู้ตั่วกอพยายามรั้งกระบี่ปัดป้อง สถานการณ์คับขันเปี่ยมอันตราย!

ข้าพเจ้าได้ยินตี่เจ๊าะซือเจ่กร้องว่า “หยุดมือล้วนเป็นพวกเดียวกัน”

แต่ทว่าล้อนั้งเกี๊ยกหาแยแสสนใจไม่ ท่ามกลางเงากระบี่ที่พุ่งฉวัดเฉวียน การต่อสู้ผ่านพ้นไปหลายกระบวนท่า กระบี่ยาวของเหล็งฮู้ตั่วกอพลางปลิวกระเด็นไป

ล้อนั้งเกี๊ยกเสือกไสกระบี่ยาวไปเบื้องหน้า จ่อแน่วนิ่งอยู่ที่ทรวงอกของเหล็งฮู้ตั่วกอ แผดหัวร่อกล่าวว่า “เจ้าเรียกเราว่าเอี่ยเอี้ย (ปู่) แห่งแชเซี้ยสามคำเราจึงจะละเว้นชีวิตของเจ้า!”

เหล็งฮู้ตั่วกอหัวร่อพลางกล่าวว่า “ตกลง ข้าพเจ้าพอเรียกแล้ว ท่านจะถ่ายทอดกระบวนท่าก้นกระแทกหงายอย่างสง่างามของสำนักท่านให้กับข้าพเจ้าหรือไม่?...”

วาจามิทันจบลง ล้อนั้งเกี๊ยกคนชั่วร้าย ก็เสือกพุ่งกระบี่ออกไป แทงปราดใส่ทรวงอกของเหล็งฮู้ตั่วกอ คนชั่วร้ายนี้มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก...”

งี้นิ้มเล่าถึงตอนนี้ หยาดน้ำตาอันกลมเกลี้ยงก็ไหลรินลงมาบนพวงแก้มของนาง ส่งเสียงสะอึกสะอื้นกล่าวสืบไปว่า “ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าแลเห็นสภาพเช่นนั้น ก็โถมเข้าไปขัดขวาง แต่กระบี่อันคมกริบของล้อนั้งเกี๊ยกได้แทงลึกเข้าสู่ทรวงอกของ...เหล็งฮู้ตั่วกอแล้ว!”

ในยามกะทันหัน ห้องโถงใหญ่มีแต่ความสงบสงัด อื้อชังไฮ้รู้สึกว่าท่ามกลางสายตาที่มองพุ่งมายังมัน เต็มไปด้วยแววอันเหยียดหยามและขุ่นแค้น คิดจะเอ่ยวาจาสักหลายประโยคก็มิทราบว่าสมควรกล่าวอย่างไร

ชั่วครู่ให้หลัง จึงส่งเสียงขึ้นว่า “คำบอกเล่าของท่านออกจะไม่สอดคล้องกับความจริง ท่านเมื่อบอกว่าล้อนั้งเกี๊ยกได้ฆ่าเหล็งฮู้ชง แล้วไฉนล้อนั้งเกี๊ยกกลับตกตายใต้คมกระบี่ของมัน?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอพอถูกกระบี่ทิ่มแทงแล้ว กลับหัวร่อออกมา กล่าวเบาๆ กับข้าพเจ้าว่า “ซือม่วย ข้าพเจ้า...มีความลับบ่งบอกกับท่าน บันทึกกระบี่พิชิตมารของ...สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย อยู่ที่...อยู่ที่...”

สำเนียงของเขายิ่งนานยิ่งแผ่วเบาๆ ข้าพเจ้าไม่อาจได้ยินเห็นแต่ริมฝีปากของเขาขยับเขยื้อนอยู่...

อื้อชังไฮ้ได้ยินนางพาดพิงถึงบันทึกกระบี่พิชิตมารก็มีใจสะท้านหวั่นไหว ท่วงท่าตื่นเต้นตึงเครียด ถามว่า “อยู่ที่...”

มันคิดจะถามว่า “อยู่ที่ใด” แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ไม่อาจซักถามต่อหน้าชุมนุมชน จึงรีบหุบปาก ใจเต้นระทึกตูมตาม เพียงภาวนาว่างี้นิ้มอ่อนเยาว์มิรู้ความกลับบ่งบอกออกมา

ได้ยินงี้นิ้มบอกเล่าสืบไปว่า “ล้อนั้งเกี๊ยกสำหรับกับบันทึกกระบี่อะไรนั่น คล้ายดั่งสนใจยิ่งนัก จึงเดินตรงเข้ามา ย่อกายลง คิดรับฟังเหล็งฮู้ตั่วกอบอกว่า บันทึกกระบี่นั้นซุกซ่อนอยู่ที่ใด

ทันใดนั้น เหล็งฮู้ตั่วกอพลันตะปบคว้ากระบี่เล่มที่ตกอยู่บนพื้นเหลา สะบัดข้อมือวูบหนึ่ง ปักตรึงเข้าไปในท้องน้อยของล้อนั้งเกี๊ยก

คนชั่วร้ายนั้นหงายร่างล้มฟุบลง มือเท้าชักกระตุกอยู่หลายครั้ง ไม่อาจลุกขึ้นมาอีก ซือแป๋...ที่แท้...เหล็งฮู้ตั่วกอมีเจตนาล่อลวงมันเข้ามาใกล้ เพื่อฆ่าล้างแค้น”

นางบอกเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจบลงแล้ว ด้านจิตใจไม่อาจประคับประคองสืบไป ส่ายร่างโงนเงนเล็กน้อย ก็สลบสิ้นสติไป

เตี่ยอิดซือไถ่ยื่นแขนออกโอบรอบเอวของนาง ถลึงเข้าใส่อื้อชังไฮ้

ทุกผู้คนเงียบงันมิส่งเสียง หวนนึกถึงสภาพการณ์โรมรันอันสั่นขวัญสะท้านวิญญาณ บนเหลาสุราเซียนมึนเมา ในสายตาของผู้ทรงฝีมือเช่นเทียนมึ้งเต้าหยิน กวนซิงแซ ฮ่อซาฉิก พลังฝีมือของเหล็งฮู้ชง ล้อนั้งเกี๊ยกมิถึงกับสูงส่งเท่าไรนัก

แต่ทว่าการประหัตประหารครั้งนั้น ดำเนินอย่างพลิกแพลงยอกย้อน โหดเหี้ยมทารุณ มีความสยดสยองอย่างที่น้อยครั้งจะอุบัติขึ้นในวงพวกนักเลง!

และจากปากคำบอกเล่าของแม่ชีเยาว์วัยผู้งดงามบริสุทธิ์เช่นงี้นิ้ม ไม่มีตอนใดที่ต่อเติมมดเท็จเลย

เทียนมึ้งเต้าหยินกล่าวกับตี่เจ๊าะเต้าหยินว่า “ซือตี๋ ขณะนั้นท่านเห็นด้วยตาของตัวเองหรอกหรื?”

ตี๋เจ๊าะเต้าหยินกล่าวว่า “เหล็งฮู้ชงกับล้อนั้งเกี๊ยก ล้วนมีความโหดเหี้ยมอำมหิต ในที่สุดก็ล้างผลาญจนตกตายตามกัน”

อื้อชังไฮ้กวาดตามองไปยังเล่าเต็กนับ ใบหน้าเขียวคล้ำกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หลานแซ่เล่า แชเซี้ยเรามีข้ออริอันใดกับสำนักท่าน ทำให้ซือเฮียท่านพยายามหาเรื่องราวกับศิษย์ของเรา”

เล่าเต็กนับสั่นศีรษะกล่าวว่า “ศิษย์มิทราบ นั่นเป็นการชิงชัยส่วนตัวระหว่างเหล็งฮู้ซือเฮียกับล้อเฮีย หามีส่วนเกี่ยข้องไปถึงแชเซี้ยฮั้วซัวสองสำนักไม่”

อื้อชังไฮ้หัวร่อแค่นๆ ขณะคิดจะกล่าววาจา พลันได้ยินเสียงดังโครม หน้าต่างกระดาษบานทางขวาสุด ถูกผู้คนทะลวงกระแทก พุ่งโถมตรงเข้ามา

ทุกผู้คนในห้องโถง ล้วนเป็นผู้ทรงฝีมือปฏิกิริยาปราดเปรียว จึงแยกย้ายไปสองฟากข้างวาดมือสร้างสภาวะคุ้มครองกาย ยังมิทันเห็นชัดว่าผู้ที่มาเป็นใคร ก็แว่วเสียงดังโครมปรากฏอีกคนหนึ่งพุ่งเข้ามา

ทั้งสองคนฟุบกายอยู่บนพื้นดิน มิขยับเคลื่อนไหว แลเห็นทั้งสองล้วนสวมชุดสีเขียว ลักษณะการแต่งกายเป็นศิษย์สำนักแชเซี้ย บนเสื้อผ้าส่วนตะโพก มีรองเท้าประทับที่เปื้อนดินโคลนติดอยู่

ได้ยินนอกหน้าต่างมีผู้คนร้องดังกังวานว่า “นี่คือท่าก้นกระแทกหงายอย่างสง่างาม”

อื้อชังไฮ้ขยับร่างวูบหนึ่ง สะบัดฝ่ามือทั้งสอง เรือนร่างเคลื่อนไหวตามติด พุ่งออกนอกหน้าต่างสภาวะนี้ว่องไวยิ่งมือซ้ายตดขอบหน้าต่าง อาศัยภาวะพุ่งขึ้นบนหลังคาตึก พื้นที่ในรัศมีหลายวารอบบริเวณจึงตกอยู่ในสายตาของมันโดยสิ้นเชิง

อื้อชังไฮ้กวาดตาสำรวจมอง แลเห็นคืนวิกาลดึกดื่นฝนโปรยปรายดั่งม่านคลุม หามีเงาร่างผู้คนไม่ มันฉุกใจได้คิดคำนึงว่า ‘...บุคคลนั้นย่อมต้องซุ่มซ่อนอยู่ในละแวกใกล้เคียงไม่มีทางหลบหนีเร้นหายไปในชั่วพริบตาเดียว...’

มันสำนึกว่า ฝ่ายตรงข้ามคือศัตรูผู้เข้มแข็งจึงกระชากกระบี่ออกมา ทุ่มเทวิชาท่าร่าง พุ่งวนเวียนอยู่รอบคฤหาสน์ตระกูลเล้าอย่างรวดเร็วตลบหนึ่ง

ขณะนั้นนอกจากเทียนมึ้งเต้าหยินที่ต้องรักษาศักดิ์ศรียังนั่งอยู่กับที่แล้ว เตี่ยอิดซือไถ่ เล้าเจี่ยฮวง ฮ่อซาฉิกและพวกก็ล้วนกระโดดขึ้นไปบนหลังคาตึก

แลเห็นบุรุษร่างต่ำเตี้ยผู้หนึ่ง กุมกระบี่เคลื่อนไหวอย่างปราดเปรื่อง เรือนร่างกลับกลายเป็นเงาจางๆ สายหนึ่ง ทั้งหมดจึงนับถือเลื่อมใสในวิชาตัวเบาอันสูงเยี่ยมของอื้อชังไฮ้เป็นอย่างยิ่ง

อื้อชังไฮ้แม้โลดแล่นอย่างว่องไว แต่ทุกตำแหน่งที่ผ่านมา ล้วนไม่อาจรอดพ้นสายตาสำรวจของมัน หลังจากนั้นก็หวนกลับเข้ามาในห้องโถง แลเห็นศิษย์ทั้งสองยังฟุบกายอยู่บนพื้นดิน

มันพลิกร่างของศิษย์ผู้หนึ่งขึ้นมา พบว่าคือซิงนั้งจุ่งอีกผู้หนึ่งมิต้องพลิกายก็ทราบว่าเป็นกิกนั้งทงซึ่งอยู่ร่วมกับซิงนั้งจุ่งตลอดเวลา

อื้อชังไฮ้ยืนมือตบใส่จุดเส้นชายโครงของซิงนั้งจุ่งสองครั้ง ถามว่า “ผู้ใดลงมือกัน?”

ซิงนั้งจุ่งอ้าปากหมายกล่าววาจา แต่ปราศจากสุ้มเสียงดังออกมา อื้อชังไฮ้สะท้านใจวาบ การตบจุดของมันเมื่อครู่นี้ ท่าทีคล้ายแผ่วเบา ความจริงได้แผ่พุ่งพลังภายในขั้นสุดยอดของแชเซี้ย แต่จุดที่ถูกสกัดของซิงนั้งจุ่ง กลับมิอาจคลายออก

อื้อชังไฮ้แม้ร่างต่ำเตี้ย แต่ความถือดีรุนแรงยิ่งจึงผนึกกำลังภายใน ถ่ายเทเข้าไปจากจุดเล้งไท้ฮวกที่กลางหลังของซิงนั้งจุ่งโดยมิหยุดยั้งขาดตอน

ชั่วครู่ต่อมา ซิงนั้งจุ่งจึงกล่าวว่า “ซือแป๋...ศิษย์มิได้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร”

อื้อชังไฮ้กล่าวว่า “มันลงมือในที่ใด?”

ซิงนั้งจุ่งกล่าวว่า “ศิษย์กับกิกซือตี๋ ขณะท่องเดินอยู่ด้านนอกพลันรู้สึกชาวูบกลางหลัง ได้ถูกเจ้าลูกเต่านั้นทำร้ายใส่”

อื้อชังไฮ้ยามกะทันหัน มิอาจคาดคะเนว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นใครกัน พลันฉุกใจได้คิด คำนึงว่า ‘...ผู้ลงมือเกรงว่ายังอยู่ในห้องโถงด้านนอก...’

มันโบกมือชักชวนซิงนั้งจุ่ง ก้าวอย่างเร่งร้อนไปยังห้องโถงใหญ่ มันมีส่วนสูงไม่เกินห้าเชี๊ยะ แต่มีบุคลิกของปรมาจารย์ประจำยุค เวลาปรกติก็ทรงบารมี ทุกผู้คนในห้องโถงจึงกวาดตามองมา

อื้อชังไฮ้เริ่มสำรวจมองผู้คนที่ชุมนุมอยู่ ทุกผู้คนในที่นี้ล้วนเป็นชนชั้นอันดับสอง มันล้วนรู้จักไม่มากนัก แต่จากเสื้อผ้าการแต่งกาย ก็คาดคำนวณสำนักที่สังกัดของคนเหล่านั้นได้ ทราบดีว่าในศิษย์รุ่นสองของทุกค่ายพรรค ย่อมมิมีบุคคลที่มีพลังการฝึกปรืออันลึกล้ำ

ผู้ลงมือต่อศิษย์ของมันทั้งสอง ย่อมต้องเป็นบุคคลประหลาดที่โดดเด่นผิดสามัญ อื้อชังไฮ้ในยามนั้น พลันพุ่งสายตาที่คมกล้าดั่งสายน้ำ ไปยังคนผู้หนึ่ง

บุคคลนั้นมีรูปโฉมอัปลักษณ์ยิ่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยว ปิดยากอเอี๊ยะหลายแผ่น ส่วนหลังนูนสูงขึ้น เป็นคนหลังค่อมผู้หนึ่ง

อื้อชังไฮ้พลันหวนนึกถึงบุคคลหนึ่ง อดสะท้านใจวาบมิได้ คำนึงว่า ‘...หรือว่าเป็นมัน? รับฟังมาว่ามันผู้นี้เร้นกายอยู่ในดินแดนภาคเหนืออันกันดาร ไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในตงง้วน และมิมีไมตรีคบหากับห้าสำนักกระบี่ ไฉนมาในพิธีอ่างทองล้างมือของเล้าเจี่ยฮวง? แต่หากมิใช่มันในวงพวกนักเลง จะมีบุรุษหลังค่อมที่อัปลักษณ์เป็นที่สองด้วยหรือ?...’

ประกายตาของทุกผู้คนในห้องโถงใหญ่ ก็ติดตามอื้อชังไฮ้มองไปยังบุรุษหลังค่อม ผู้อาวุโสที่ทราบตำนานบู๊ลิ้มหลายคน ถึงกับอุทานอย่างแตกตื่นออกมา

เล้าเจี่ยฮวงสะอึกกายไปเบื้องหน้า ประสานมือคารวะจนจรดพื้น กล่าวว่า “มิทราบว่าท่านให้เกียรติมา รู้สึกเสียมารยาทยิ่ง”

ความจริงบุรุษหลังค่อมนี้ ไหนเลยจะเป็นยอดคนบู๊ลิ้มอันใดกัน ที่แท้คือลิ้มเพ้งจือ ประมุขน้อยของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย ซึ่งปลอมแปลงเป็นคนหลังค่อมและเกรงว่าจะถูกผู้คนจดจำได้ จึงซุกซ่อนกายอยู่มุมห้องโถง หากมิใช่อื้อชังไฮ้สังเกตมองมา ก็มิมีผู้ใดสนใจตน

ในยามนี้สายตาของทุกผู้คนล้วนจับจ้องมองมา ลิ้มเพ้งจือจึงกระอักกระอ่วนยิ่ง รีบลุกขึ้นมาคารวะตอบต่อเล้าเจี่ยฮวงกล่าวว่า “มิกล้า”

เล้าเจี่ยฮวงเข้าใจว่า ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นคนนอกกำแพงใหญ่ แต่ฝ่ายตรงข้ามมีพื้นเสียงเป็นชาวเมืองภาคใต้ อายุก็อ่อนเยาว์ยิ่ง  จึงเริ่มระแวงแคลงใจ

แต่มันสำนึกทราบว่า เฒ่าค่อมผู้นั้นมีพฤติการณ์อันเร้นลับปานภูตพราย ไม่อาจคำนวณจากหลักธรรมดาจึงยังกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เราเล้าเจี่ยฮวง ขอเรียนถามนามอันสูงส่งของท่าน”

ลิ้มเพ้งจือคาดมิถึงว่า จะมีผู้คนมาถามไถ่ชื่อแซ่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่เล็กน้อย ค่อยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแซ่บัก”

อันคำว่าบักนี้ ตนแยกมาจากคำว่าลิ้ม คาดมิถึงว่าคราครั้งนี้กลับประจวบเหมาะบังเอิญยิ่ง ผู้คนจำนวนมากถึงกับอุทานดังอา ที่แท้เป็นผู้ทรงฝีมือนอกกำแพงใหญ่ผู้นั้นแซ่บัก ในใต้หล้าคนแซ่บักมิน้อยนิด มิหนำซ้ำยังเป็นบุรุษหลังค่อมด้วย รูปการนับว่าสอดคล้องอย่างยิ่ง

เล้าเจี่ยฮวงกล่าวว่า “บักซิงแซมายังฮ้วงซัวนับเป็นเกียรติของผู้แซ่เล้า มิทราบว่าท่านกับบักไต้เฮียบมีคำเรียกหาว่ากระไร?”

มันแลเห็นลิ้มเพ้งจืออายุเยาว์วัย ใบหน้าก็ปิดกอเอี๊ยะ แสดงว่ามีเจตนาปกปิดรูปโฉมดังเดิม ย่อมมิใช่ซักปักเบ้งเทาะ (เฒ่าค่อมนอกกำแพงใหญ่) บักเกาฮง ซึ่งมีเกียรติภูมิหลายสิบปีผู้นั้น

ลิ้มเพ้งจือมิเคยได้ยินนามเฒ่าค่อมนอกกำแพงใหญ่บักไต้เฮียบ แต่ตนมีภูมิปฏิภาณปราดเปรียว รู้สึกว่าน้ำเสียงของเล้าเจี่ยฮวง มีความยำเกรงในตัวผู้แซ่บัก

และอื้อชังไฮ้คุกคามอยู่ด้านข้าง ท่าทีประสงค์ร้าย ตนหากแสดงร่องรอยเบาะแส เกรงว่าคงตกตายใต้ฝ่ามือของมัน ขณะนี้สถานการณ์คับขัน ได้แต่เออออคล้อยตาม กล่าวว่า “ปักไต้เฮียบเป็น...ชนชั้นอาวุโสของข้าพเจ้า”

อื้อชังไฮ้แลเห็นในห้องโถงใหญ่ ไม่มีผู้ท่าทางพิกลอื่นใด จึงคาดว่าศิษย์ทั้งสองคน คงถูกบุคคลนี้ทำร้าย หากเฒ่าค่อมนอกกำแพงใหญ่บักเกาฮงมาด้วยตนเอง มันยังครั่นครามอยู่บ้าง

แต่ฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงศิษย์ของบักเกาฮง ไยต้องเกรงกลัวด้วย? และมันหาเรื่องราวกับสำนักแชเซี้ยก่อน อื้อชังไฮ้ผู้ทระนงโอหังมาตลอดเวลา ยามนี้จึงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “สำนักแชเซี้ยกับบักซิงแซแถบนอกกำแพงใหญ่ไม่มีข้ออริบาดหมาง มิทราบว่าไปล่วงเกินท่านที่ใดบ้าง?”

หนังสือแนะนำ

Special Deal