กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 10 เหตุการณ์ระทึกขวัญ

“ฉั้งแป๊ะกวงเดือดดาลอย่างสุดแสน จี้สกัดจุดของข้าพเจ้าขยับร่างวูบหนึ่ง โถมปราดออกไปด้านนอกอย่างว่องไว

แต่บุคคลนั้นได้ซุกซ่อนร่างเอาไว้ ฉั้งแป๊ะกวงเสาะหาอยู่ตลบหนึ่ง ก็ไม่พบพานร่องรอยเบาะแส จึงถลันกลับเข้ามาในถ้ำ

ขณะที่เพิ่งเดินมาถึงข้างกายของข้าพเจ้า บุคคลนั้นก็ส่งเสียงหัวร่อ ฮา ฮา ที่นอกถ้ำ ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกสนานอดมิได้ต้องหัวร่อออกมา”

เตี่ยอิดซือไถ่ค้อนควักเข้าใส่ กล่าวว่า “สนุกสนานอันใดกัน? ตัวเองกำลังตกอยู่ในช่วยความเป็นความตาย เจ้ากลับหัวร่อออกมาได้”

งี้นิ้มมีใบหน้าแดงระเรื่อกล่าวว่า “ถูกแล้ว ศิษย์ไม่สมควรหัวร่อ แต่ขณะนั้นมิทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด กลับหัวร่อออกมา”

ฉั้งแป๊ะกวงหมอบซุ่มร่างกายไปถึงปากถ้ำ รอคอยว่าฝ่ายตรงข้ามส่งเสียงหัวร่อ ก็จะถาโถมออกไป”

คาดมิถึงว่า บุคคลที่นอกถ้ำมีภูมิปฏิภาณปราดเปรียวยิ่งนักกลับไม่ส่งสำเนียงแม้แต่น้อย ฝ่ายฉั้งแป๊ะกวงก็เคลื่อนฝีเท้าออกไปด้านนอกทีละก้าว

ข้าพเจ้าคิดว่า บุคคลนั้นหากถูกจับกุมได้ คงย่ำแย่ยิ่งนัก แลเห็นว่าฉั้งแป๊ะกวงกำลังจะโถมร่างออกไป ข้าพเจ้าจึงร้องว่า “ระวัง มันจะออกไปแล้ว”

บุคคลนั้นกลับหัวร่อ ฮา ฮา ฮา สามครั้ง จากที่ห่างไกล กล่าวว่า “ขอบพระคุณท่าน แต่มันไม่อาจไล่ทันข้าพเจ้าหรอก วิชาตัวเบาของมันใช้การมิได้เลย”

ทุกผู้คนที่รับฟังพากันคาดคิดว่า ฉั้งแป๊ะกวงสมญาอสูรจอมผยอง มีวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมจนผยองลำพอง ในวงพวกนักเลงยากที่จะมีผู้ทัดเทียม บุคคลนั้นกลับกล่าวว่า “วิชาตัวเบาใช้การมิได้” ย่อมแสดงว่ามีเจตนากระตุ้นโทสะของฉั้งแป๊ะกวง

ได้ยินงี้นิ้มเล่าสืบต่อไปว่า “ฉั้งแป๊ะกวงคนชั่วร้ายนั้นพลันหันกาย หยิกใบหน้าของข้าพเจ้าอย่างรุนแรง ข้าพเจ้าเจ็บปวดจนร้องดังๆ ออกมา มันพลันโถมร่างออกไปกล่าวว่า “เดียรัจฉาน เราท่านมาประลองวิชาตัวเบากัน”

หาคาดไม่ว่าครั้งนี้ฉั้งแป๊ะกวงได้หลงกลอุบาย ที่แท้บุคคลซุกซ่อนกายอยู่ข้างปากถ้ำก่อนแล้ว ฉั้งแป๊ะกวงพอออกไปเขาก็ลอบเร้นเข้า กล่าวเบาๆ ว่า “มิต้องเกรงกลัว ข้าพเจ้ามาช่วยท่านมันจี้สกัดจุดของท่านกี่แห่ง?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “จุดโกยจินฮ้วงเถี่ยว ท่านคือใครกัน?”

เขากล่าวว่า “คลายจุดแล้วค่อยว่ากล่าว” พลางเอื้อมมือนวดเฟ้นให้โลหิตโคจรสะดวกที่จุดโกยจินกับฮ้วงเถี่ยวสองแห่งนั้น”

เตี่ยอิดซือไถ่รับฟังถึงตอนนี้ อดขมวดคิ้วเข้าหากันมิได้รู้สึกบุรุษและสตรีไม่สมควรใกล้ชิดสนิทสนม อย่าว่าแต่งี้นิ้มเป็นแม่ชีนางหนึ่ง จุดฮ้วงเถี่ยวฮวกอยู่บนขาอ่อน ถูกบุรุษผู้หนึ่งเอื้อมมือนวดเฟ้น รู้สึกไม่เหมาะสม

เพียงแต่ขณะนั้นสถานการณ์คับขัน จุดหากไม่คลายออกก็มิอาจหลบหนีได้ ในยามนั้นฉั้งแป๊ะกวงกำลังคุกคามอยู่ อันชนชาวบู๊ลิ้มไม่สมควรคำนึงให้มากความ จึงแสร้งเป็นมิได้ยินเรื่องนี้ ไม่เอ่ยปากซักถาม

งี้นิ้มกล่าวสืบไปว่า “หาคาดไม่ว่า ฉั้งแป๊ะกวงคนชั่วร้ายนั้นมีพลังดรรชนีอันร้ายกาจ พอปิดสกัดจุดของข้าพเจ้า บุคคลนั้นแม้จะใช้กำลังนวดเฟ้น ก็ไม่อาจคลายจุดได้

ริมโสตแว่วเสียงกู่ของฉั้งแป๊ะกวงดังต่อเนื่องกันมันได้หวนกลับมา ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ท่านรีบหลบหนีไปท่านพอกลับมาคงคิดจะฆ่าท่าน”

บุคคลนั้นกล่าวว่า “ห้าสำนักกระบี่ สมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซือม่วยท่านมีเภทภัย ไหนเลยจะรามือไม่ช่วยเหลือ?”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “มันก็เป็นผู้คนในห้าสำนักกระบี่ด้วย?”

งี้นิ้ม ส่งเสียงกล่าวว่า “ซือแป๋ เขาก็คือเหล็กฮู้ชงตั่วกอ”

เตี่ยอิดซือไถ่กับเทียนมึ้งเต้าหยิน อื้อชังไฮ้ ฮ่อซาฉิก เล้าเจี่ยฮวงทั้งหมดต่างอุทานดังอ้อออกมา เล่าเต็กนับระบายลมหายใจยาวๆ ทุกผู้คนในห้องโถงมีบางคนคาดคำนวณอยู่ก่อนว่าบุคคลนั้นอาจจะเป็นเหล็กฮู้ชง รอจนงี้นิ้มบอกกล่าวออกมา จึงค่อยเชื่อมั่นประจักษ์ชัด

งี้นิ้มเล่าสืบไปว่า “ได้ยินเสียงกู่ของฉั้งแป๊ะกวงดังใกล้เข้ามาทุกขณะจิต เหล็กฮู้ตั่วกอ กล่าว “ขออภัยด้วย”

เขาโอบอุ้มข้าพเจ้า ถลันหลบออกจากถ้ำ ซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้าอันแน่นขนัด

เราสองคนเพิ่งซ่อนร่องรอย ฉั้งแป๊ะกวงก็เข้าไปในถ้ำ มันพอมิพบเห็นข้าพเจ้า จึงบันเกิดโทสะ ส่งเสียงแผดด่า โดยใช้คำด่าที่สุดจะทนฟัง ข้าพเจ้าก็มิเข้าใจความหมาย

ฉั้งแป๊ะกวงหยิบฉวยกระบี่หักของข้าพเจ้าเล่มนั้นฟาดฟันอยู่ตามพงหญ้าอย่างวุ่นวาย ยังประเสริฐที่วันนั้นเวลาค่ำฝนตกลงมาดวงเดือนไร้ประกาย มันไม่อาจเสาะพบพวกเรา

แต่มันก็คาดว่า พวกเราคงหลบหนีไม่ไกลเท่าใดนัก ย่อมต้องซุกซ่อนอยู่ข้างเคียง จึงมิหยุดยั้งการฟาดฟัน มีอยู่ครั้งหนึ่งหวาดเสียวยิ่งนัก กระบี่กรีดเฉียดผ่านเบื้องบนศีรษะข้าพเจ้า ห่างเพียงมิกี่นิ้ว

ฉั้งแป๊ะกวงฟันกระบี่ใส่พงหญ้าอยู่ครู่ใหญ่ ปากได้ร้องด่าตลอดเวลา และฟาดฟันไปยังเบื้องหน้า ค้นหาตลอดรายทาง

ทันใดนั้น มีหยดน้ำอันร้อนผะผ่าวหยดหยาดลงบนใบหน้าของข้าพเจ้า พร้อมกันนั้นก็สูดกลิ่นคาวโลหิต ข้าพเจ้าสะท้านใจวาบ กล่าวเบาๆ ว่า “ท่านได้รับบาดเจ็บหรอกหรือ?”

เหล็งฮู้ตั่วกอใช้มือปิดปากข้าพเจ้า ชั่วครู่ต่อมาได้ยินเสียงฟันต้นหญ้าของฉั้งแป๊ะกวง ยิ่งนานยิ่งห่างไกล เขาจึงกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “มิเป็นไรหรอก” 

พลางคลายมือจากการปิดปาก แต่ทว่าโลหิตอันร้อนระอุที่หยดหยาดลงมาบนใบหน้าข้าพเจ้า ยิ่งนานยิ่งมากมาย ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ท่านได้รับบาดเจ็บร้ายแรงถึงปานนี้ สมควรห้ามโลหิตเอาไว้ ข้าพเจ้ามีกาวฟ้าหอมยืดชีวิต”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “อย่าได้ส่งเสียง หากเคลื่อนไหวก็จะถูกเดียรัจฉานนั้นพบเห็นแล้ว”

แต่เขากลับขยับมือไปกดปากแผลมิให้โลหิตไหลริน ชั่วครู่ให้หลัง ฉั้งแป๊ะกวงก็พุ่งกายกลับมา ร้องว่า “ฮา ฮา ที่แท้ซุกซ่อนอยู่ที่นี้ เราแลเห็นแล้วลุกขึ้นมา!”

ข้าพเจ้าได้ยินฉั้งแป๊ะกวงบอกว่าแลเห็นพวกเรา ในใจก็ลอบคร่ำครวญว่า แย่แล้ว คิดจะยืนหยัดลุกขึ้นมา เพียงแต่ข้อเท้าไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว...”

เตี่ยอิดซือไถ่ กล่าวว่า “เจ้าหลงกลอุบายแล้ว ฉั้งแป๊ะกวงหลอกลวงพวกเจ้ามันมิได้แลเห็นเจ้าเลย”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ซือแป๋ ขณะนั้นท่านก็ไม่อยู่ที่นั้น แต่ทราบได้อย่างไร?”

เตี่ยอิดซือไถ่ กล่าวว่า “นี่สามารถคาดคำนวณอย่างง่ายดาย ฉั้งแป๊ะกวงหากแลเห็นพวกเจ้าจริงๆ ก็ถาโถมมาฟาดฟันเพียงกระบี่เดียวย่อมเข่นฆ่าเหล็งฮู้ชงไปได้ ไยต้องร่ำร้องอย่างวุ่นวาย? แสดงว่าเหล็งฮู้ชงทารกนั้นไม่มีประสบการณ์เสียเลย”

งี้นิ้มสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่ เหล็งฮู้ตั่วกอก็คาดคะเนได้ เขายื่นมือมาปิดปากข้าพเจ้า เกรงว่าข้าพเจ้าจะร้องอุทานออกไป ฉั้งแป๊ะกวงร้องอยู่ครู่หนึ่ง มิได้ยินสุ้มเสียง จึงค้นหาที่อื่นอีก

เหล็งฮู้ชงรอจนมันไปแล้ว ค่อยกล่าวเบาๆ ว่า “ซือม่วย พวกเราหากอดรนทนรออีกครึ่งชั่วยาม จุดที่ท่านถูกสกัดอยู่ เลือดลมจะค่อยๆ ถ่ายเทสะดวก ข้าพเจ้าสามารถคลายจุดแก่ท่าน เพียงแต่ฉั้งแป๊ะกวงเดียรัจฉานนั้น ย่อมต้องหวนกลับมาอีก คราครั้งนี้เกรงว่ายากจะหลบหลีก พวกเราพาลเสี่ยงอันตราย เข้าไปหลบซ่อนในถ้ำ”

นางเล่าถึงตอนนี้ กวนซิงแซ ฮ่อซาฉิก เล่าเจี่ยฮวงทั้งสามได้ตบโต๊ะดังฉาดใหญ่ โดยพร้อมเพรียงราวกับนัดแนะกันไว้ กวนซิงแซ กล่าวว่า “ประเสริฐมาก มีทั้งกำลังขวัญและภูมิปฏิภาณ!”

งี้นิ้มส่งเสียงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินว่าจะกลับไปในถ้ำอีก จิตใจรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ขณะนั้นข้าพเจ้ามีความนับถือเลื่อมใสในตัวเหล็งฮู้ตั่วกอ เขาเมื่อกล่าวเช่นนั้นย่อมไม่ผิดพลาด จึงตอบว่า “ตกลง”

เหล็งฮู้ตั่วกอโอบอุ้มข้าพเจ้าขึ้นอีก มุดปราดเข้าไปในถ้ำ จัดการวางร่างของข้าพเจ้าลงบนพื้นดิน ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ในกระเป๋าเสื้อของข้าพเจ้ามีกาวฟ้าหอมยืนชีวิตเป็นยาสมานแผลที่ทรงประสิทธิภาพ ขอให้...ท่านนำไปพอกปิดปากแผล”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ขณะนี้หยิบฉวยไม่สะดวก รอจนท่านเคลื่อนไหวได้แล้ว ค่อยนำออกมาให้ข้าพเจ้าเถอะ”

เขาดึงกระบี่ตัดเอาชายเสื้อส่วนหนึ่ง พันบ่าซ้ายเอาไว้ ขณะนี้ข้าพเจ้าเพิ่งทราบว่า ที่แท้เขาเพราะคุ้มครองข้าพเจ้า ขณะหลบซ่อนอยู่ในพงหญ้า ฉั้งแป๊ะกวงได้แทงกระบี่ถูกบ่าซ้ายของเขา

แต่เหล็งฮู้ชงมิขยับเขยื้อน ไม่ส่งเสียงครวญคราง ในความมืดฉั้งแป๊ะกวงไม่สังเกตพบ ข้าพเจ้ารู้สึกคับแค้นใจ และมิเข้าใจว่าการหยิบยามีอันใดไม่สะดวกด้วย...”

เตี่ยอิดซือไถ่แค่นเสียงดัง เฮอะ กล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล็งฮู้ชงกลับเป็นชายชาติชาตรีที่ล้ำเลิศแล้ว”

งี้นิ้มเบิ่งตาคู่ที่กระจ่างสดใส ทอประกายอันพิศวงคลางแคลง กล่าวว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอย่อมต้องเป็นคนดีงามอันดับหนึ่ง เขามิรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า กลับไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง ปรากฏกายออกมาช่วยเหลือ”

อื้อชังไฮ้กล่าวอย่างเย็นชาว่า “มันกับท่านแม้มิเคยรู้จักกัน แต่มันคงเห็นหน้าท่านมาแล้ว มาตรมิเช่นนั้น ไฉนจึงมีน้ำใจอันดีงามถึงปานนั้น?”

ความหมายในวาจาอ้างว่า เหล็งฮู้ชงเพราะเห็นว่า นางมีรูปโฉมงดงามผิดสามัญ จึงช่วยเหลืออย่างเสี่ยงอันตรายถึงปานนั้น งี้นิ้มกล่าวขึ้นว่า “ไม่ เขาบอกว่ามิเคยพบหน้าข้าพเจ้ามาก่อน เหล็งฮู้ตั่วกอย่อมไม่โป้ปดข้าพเจ้า ไม่อย่างเด็ดขาด”

วาจาหลายประโยคที่เอื้อนเอ่ย สำเนียงแม้นุ่มนวล แต่ก็เด็ดเดี่ยวจริงจัง ทุกผู้คนล้วนถูกความเชื่อมั่นอันบริสุทธิ์ของนาง สร้างความสะทกสะท้อน ต่างก็เชื่อถือด้วย

อื้อชังไฮ้คำนึงในใจว่า ‘...เหล็งฮู้ชงเดียรัจฉานกระทำอย่างอุกอาจ มีพฤติการณ์ที่มิเกรงกลัวทั้งฟ้าดินเช่นนี้ คาดว่าจงใจคิดจะหักล้างกับฉั้งแป๊ะกวงเพื่อเสริมสร้างเกียรติภูมิขึ้นในวงพวกนักเลง...’

งี้นิ้มกล่าวต่อไปว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอพันบาดแผลของตัวเองแล้ว ก็ช่วยนวดเฟ้นที่จุดโกยจิน ฮ้วงเถี่ยวของข้าพเจ้า มินานต่อมา ได้ยินเสียง ควับ ควับ ควับ ทางนอกถ้ำยิ่งดังยิ่งใกล้เข้ามา

ฉั้งแป๊ะกวงใช้กระบี่ฟาดฟันต้นหญ้าอย่างชุลมุนวุ่นวาย และมาถึงปากถ้ำแล้ว ข้าพเจ้าใจเต้นระทึกตูมตาม แลเห็นมันเดินเข้ามาในถ้ำ ทรุดกายนั่งลงมิส่งเสียงแม้แต่น้อย!

ข้าพเจ้าปิดกลั้นลมหายใจ มิกล้าระบายออกไป ทันใดนั้นบนจุดโกยจินฮวกของข้าพเจ้า มีอาการเจ็บแปลบปลาบ ข้าพเจ้ายามมิคาดฝัน จึงอดส่งเสียงเบาๆ มิได้

คราครั้งนี้ก็ย่ำแย่แล้ว ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อ ฮา ฮา ดังสนั่นก้าวยาวๆ ตรงเข้ามาหาข้าพเจ้า เหล็งฮู้ชงย่อกายอยู่ด้านข้าง ยังคงไม่เคลื่อนไหว

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อพลางกล่าวว่า “แกะน้อย ที่แท้ยังหลบซ่อนอยู่ในถ้ำนี้” พลางยื่นมือออกมาสัมผัสร่างข้าพเจ้า ได้ยินเสียงดังฉึก เหล็งฮู้ตั่วกอพลันเสือกแทงถูกฝ่ายตรงข้ามไปหนึ่งกระบี่

น่าเสียดายที่กระบี่นั้นมิได้ทิ่มแทงถูกจุดสำคัญของมัน ฉั้งแป๊ะกวงกระโดดปราดไปด้านหลัง กระชากดาบที่สะพายอยู่หว่างเอวออกมา ในความมืดได้กรีดออกดังครืนครั่น ฟาดฟันใส่เหล็งฮู้ตั่วกอ

ได้ยินเสียงดังเปรื่อง ดาบกับกระบี่ปะทะกันอย่างหักโหมทั้งสองฝ่ายเริ่มลงมือต่อสู้กัน แต่มิอาจแลเห็นซึ่งกันและกัน มุ่งสะบัดอาวุธ หักโค่นกันดังเปรื่องปร่างหลายกระบวนท่า

จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายถอยไปด้านหลังโดยพร้อมเพรียงกัน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสอง จิตใจหวาดผวายิ่งนัก”

เทียนมึ้งเต้าหยินพลันกล่าวสอดว่า “เหล็งฮู้ชงกับมันหักล้างกันกี่กระบวนท่า?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ศิษย์ขณะนั้นอารมณ์หวั่นไหวมิได้คำนวณ ทั้งสองต่อสู้กันเนิ่นนาน ฉั้งแป๊ะกวงพลันหัวร่อแล้วกล่าวว่า “เจ้าคือผู้คนในสำนักฮั้วซัว เพลงกระบี่ของฮั้วซัวไม่อาจต้านทานกับเรา เจ้ามีนามว่ากระไร?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ห้าสำนักกระบี่ ปรองดองกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว มิว่าฮั้วซัวก็ดี เห้งซัวก็ดี ล้วนขอเป็นศัตรูกับท่าน...”

วาจามิทันจบลง ฉั้งแป๊ะกวงก็จู่โจมเข้ามา ที่แท้มันต้องการล่อลวงให้เหล็กฮูตั่วกอส่งเสียงขึ้น เพื่อทราบที่ซุกซ่อนกายของเขา

ทั้งสองประมือกันอีกหลายกระบวนท่า ท่ามกลางประกายอาวุธที่แฉลบแปลบปลาบ เหล็งฮู้ตั่วกอพลันร้องดังอาออกมา ได้รับบาดเจ็บอีกแผลหนึ่ง

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อพลางกล่าวว่า “เราบอกแล้วว่า เพลงกระบี่ฮั้วซัวมิอาจต่อต้านกับเรา มาตรแม้นซือแป๋เจ้าเฒ่าแซ่งักมาด้วยตนเอง ก็ไม่สามารถต้านรับเรา”

เหล็งฮู้ตั่วกอกลับไม่แยแสสนใจมัน

เมื่อครู่นี้ ที่จุดโกยจินฮวกของข้าพเจ้าเจ็บแปลบปลาบเล็กน้อย เนื่องจากจุดบนหัวไหล่นั้นได้คลายออกแล้ว ในยามนี้จุดฮ้วงเถี่ยวฮวกก็เจ็บปวดอีก ข้าพเจ้าค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ยื่นมือออกไปลูบคลำกระบี่หักบนพื้นดินเล่นนั้น

เหล็งฮู้ตั่วกอได้ยินสำเนียง จึงกล่าวอย่างลิงโลดว่า “จุดของท่านคลายออกแล้ว รีบหลบหนีไป”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ซือเฮียสำนักฮั้วซัว ข้าพเจ้าและท่านขอเสี่ยงชีวิตร่วมกับคนชั่วร้ายนี้”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ท่านรีบไป พวกเราสองคนแม้ร่วมมือกัน ก็ไม่อาจเอาชัยมัน!”

ฉั้งแป๊ะกวงแผดหัวร่อ กล่าวว่า “เจ้าทราบก็ประเสริฐ ไยต้องสละชีวิตอย่างไร้คุณค่า! นี่เรากลับเลื่อมใสเจ้า เห็นว่าเป็นชายชาติชาตรีผู้หนึ่ง เจ้ามีนามว่ากระไร?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวตอบโต้ว่า “ท่านหากเรียนถามนามอันสูงส่งของข้าพเจ้า บอกให้ท่านรับทราบก็หาเป็นไรไม่ การซักถามอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ บิดามิแยแสสนใจท่าน”

“ซือแป๋ ท่านว่าน่าหัวร่อหรือไม่? เหล็งฮู้ตั่วกอมิใช่บิดาของมัน กลับยกย่องตัวเองเป็นบิดา”

เตี่ยอิดซือไถ่แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “นั่นเป็นภาษาตลาดอันหยาบคาย หาใช่เป็น “บิดา” จริงๆ ไม่”

งี้นิ้มอุทานดังอ้อ กล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวอีกว่า...”

“ซือม่วยท่านรีบไปที่ฮ่วงซัว สหายพวกเราล้วนอยู่ที่นั้น คาดว่าอสูรร้ายนี้ คงมิกล้าติดตามท่านจนถึงเมืองฮ่วงซัว”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าหากออกไป มันฆ่าท่านแล้วจะทำอย่างไร?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “มันไม่อาจฆ่าข้าพเจ้าได้หรอก ข้าพเจ้าจะพัวพันมันเอาไว้ ท่านยังมิรีบไปอีก”

ขณะนั้นได้ยินเสียงเปรื่องเปรื่อง ทั้งสองฝ่ายปะทะดาบกระบี่กัน เหล็งฮู้ตั่วกอพลันครวญครางออกมา ถูกทำร้ายไปอีกแผลหนึ่ง เขามีจิตร้อนรุ่ม ร้องขึ้นว่า “ท่านหากไม่ไป ข้าพเจ้าจะด่าท่านแล้ว”

ในยามนั้น ข้าพเจ้าลูบคลำเสาะพบกระบี่หักที่ฉั้งแป๊ะกวงเหวี่ยงทิ้งไปได้แล้ว จึงร้องว่า “พวกเราสองคนกลุ้มรุมมันคนเดียว”

ฉั้งแป๊ะกวงส่งเสียงกล่าวว่า “นั่นก็ประเสริฐยิ่ง ฉั้งแป๊ะกวงเพียงลำพังอาศัยดาบเล่มหนึ่ง ต่อสู้กับฮั้วซัว เห้งซัวสองนำนัก”

เหล็งฮู้ตั่วกอพลันด่าขึ้นมาจริงๆ กล่าวว่า “แม่ชีน้อยที่มิรู้เรื่องราว ท่านงมงายจนถึงจุดสุดยอดรีบหลบหนีไป หาไม่แล้ว คราหน้าหากพบท่าน ข้าพเจ้าจะตบท่านสักฉาดหนึ่ง”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อพลางกล่าวว่า “นางชีน้อยนี้มิอาจสละจากเรา ไม่ยอมจากไป”

เหล็งฮู้ตั่วกอร้อนรุ่มใจยิ่ง ร้องว่า “ท่านที่แท้จะไปหรือไม่?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ไม่ไป”

เหล็งฮู้ตั่วกอ กล่าวว่า “ท่านหากไม่ไป ข้าพเจ้าจะด่าซือแป๋ของท่านเลย แม่ชีชราเตี่ยเอ้ยเป็นเฒ่างมงาย กลับอบรมท่านเป็นผู้งมงายน้อยออกมา”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เตี่ยเอ้ยซือแป๊ะ (ศิษย์ผู้พี่ของอาจารย์) มิใช่ซือแป๋ของข้าพเจ้า”

เขากล่าวหา “ท่านยังมิไปอีก ข้าพเจ้าขอด่าเตี่ยอิดเฒ่างมงาย...”

เตี่ยอิดซือไถ่มีใบหน้าเคร่งเครียด บิดเบี้ยวสุดจะทนดู งี้นิ้มรีบกล่าวว่า “ซือแป๋ ท่านอย่าได้มีโทสะ เขาร่ำร้องด้วยเจตนาดีหาได้คิดด่าท่านจริงๆ ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้างมงายเอง มิใช่ซือแป๋เป็นผู้สั่งสอน”

ทันใดนั้นฉั้งแป๊ะกวงพลันคุกคามมาถึงข้างกายข้าพเจ้าประกบนิ้วพุ่งเข้าหา ข้าพเจ้าในความมืดสะบัดกระบี่อย่างวุ่นวายจึง สามารถบังคับมันล่าถอยไป

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมีวาจาที่ระคายโสตอีกมากมาย สามารถด่าซือแป๋ของท่าน ท่านเกรงกลัวหรือไม่?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ท่านอย่าด่าออกมา พวกเราหลบหนีไปด้วยกันเถอะ”

เหล็งฮู้ตั่วกอ กล่าวว่า “ท่านยืนหยัดอยู่ด้านข้าง ขัดขวางรัศมีท่าร่างของเพลงกระบี่ฮั้วซัวที่ร้ายกาจมิอาจสำแดงได้ ท่านพอออกไป ข้าพเจ้าก็สามารถเข่นฆ่าคนชั่วร้ายนี้”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “เจ้ากลับมีไมตรีเหลือล้นต่อแม่ชีน้อย น่าเสียดายที่นางแม้แต่ชื่อแซ่ของท่านยังมิทราบ”

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าวาจาของคนชั่วร้ายประโยคนี้กลับมิผิด จึงกล่าวว่า “ซือเฮียแห่งฮั้วซัว ท่านมีนามว่ากระไร ข้าพเจ้าพอไปถึงฮ่วงซัว ก็จะบอกกับซือแป๋ว่าท่านขายชีวิตข้าพเจ้า”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “รีบไป พร่ำพิไรไยกัน ข้าพเจ้าเรียกว่าเล่าเต็กนับ!”

เล่าเต็กนับ รับฟังถึงตอนนี้ ถึงกับงงงันไปคำนึงว่า ‘...ตั่วซือเฮีย ไฉนจึงแอบอ้างนามของเราด้วย?...’

กวนซิงแซผงกศีรษะกล่าวว่า “เหล็กฮู้ชงผู้นี้มีพฤติการณ์เปี่ยมธัมมะ แต่ไม่ปรารถนามีเกียรติภูม นี่จึงจะเป็นผู้กล้าหาญอันแท้จริง”

เล่าเต็กนับกลับครุ่นคิดว่า ‘...ตั่วซือเฮียมีพฤติการณ์ที่ประหลาดพิกลเรื่องนี้ย่อมต้องแฝงไว้ด้วยเจตนาอย่างอื่น มันมีพลังฝีมืออันล้ำเลิศ กลับเสียชีวิตในเงื้อมมือของล้อนั้งเกี๊ยกแห่งแชเซี้ย นับว่าน่าสะทกสะท้าน และน่าเสียดายยิ่ง...’

เตี่ยอิดซือไถ่ ชำเลืองมองเล่าเต็กนับวูบหนึ่งพึมพำว่า “เหล็กฮู้ชงี้ไม่มีมารยาท บังอาจกล้าด่าเราเฮอะ คงเกรงว่าภายหลังเราจะไต่สวนเรื่องราว จึงผลักไสภาระให้ให้กับบุคคลอื่น”

นางพลันขบคิดถึงเรื่องหนึ่ง ถลึงตาเข้าใส่เล่าเต็กนับกล่าวว่า “หรือว่าผู้ที่ด่าเราว่าเป็นเฒ่าเหลวไหล ที่แท้เป็นเจ้า?”

เล่าเต็กนับรีบน้อมกายลงกล่าวว่า “มิใช่ ศิษย์มิกล้าอย่างเด็ดขาด”

เล้าเจี่ยฮวงพลันหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า “เตี่ยอิดซือไถ่ เหล็กฮู้ชงแอบอ้างนามของเล่าเต็กนับผู้เป็นซือตี๋กลับมีเหตุผล หลานแซ่เล่านี้คำนับอาจารย์โดยฝึกฝีมือจากแห่งอื่นแล้ว ศักดิ์ศรีแม้ต่ำกว่าอายุกลับสูงวัย ถึงกับมีหนวดเครา เกือบจะเป็นโจ้วแป๋ (ปู่) ของหลานงี้นิ้มได้”

เตี่ยอิดซือไถ่ได้ยินมันอธิบายเช่นนี้ ก็เข้าใจในบัดดลที่แท้เหล็กฮู้ชงคำนึงถึงความบริสุทธิ์ของงี้นิ้ม ขณะนั้นอยู่ในถ้ำมีแต่ความมืดมิด มิอาจเห็นหน้าซึ่งกันและกัน

งี้นิ้มหลังจากรอดพ้นมาแล้ว ยามบอกกล่าวกับผู้คนว่าฝ่ายช่วยเหลือ คือเล่าเต็กนับ ซึ่งเป็นชายชราท่วงท่าสัตย์ซื่อ บุคคลอื่นย่อมไม่มีวาจาในเชิงระแวงแคลงใจ มิเพียงรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของงี้นิ้มยังปกป้องเกียรติภูมิของสำนักเห้งซัวด้วย

พอครุ่นคิดถึงตอนนี้ เตี่ยอิดซือไถ่ก็อดมีรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้ามิได้ ผงกศีรษะกล่าวว่า “ทารกนั้นคิดรอบคอบ งี้นิ้มภายหลังเป็นอย่างไร”

งี้นิ้มส่งเสียงกล่าวว่า “ขณะนั้นข้าพเจ้ายังคงไม่ยอมไป กล่าวว่า “เล่าตั่วกอห้าสำนักกระบี่ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านเพราะข้าพเจ้าจึงเลี่ยงอันตราย ข้าพเจ้าไหนเลยจะหลีกหนีหายได้? ซือแป๋หากทราบว่าข้าพเจ้าไร้คุณธรรมถึงปานนี้ ย่อมต้องสังหารข้าพเจ้าทีเดียว”

เตี่ยอิดซือไถ่ปรบมือกล่าวว่า “ประเสริฐ กล่าวได้ถูกต้อง พวกเราผู้ฝึกปรือฝีมือหากไม่คำนึงถึงคุณธรรมในวงพวกนักเลง มีชีวิตก็ไม่เท่ากับตกตายมิจำแนกบุรุษสตรี ล้วนเป็นเฉกเช่นกัน

ทุกผู้คนได้ยินนางกล่าว อย่างห้าวหาญถึงปานนี้ล้วนแต่คาดคิดว่า “...ความฮึกเหิมของแม่ชีชรานี้ ไม่เป็นรองชายชาติ...”

งี้นิ้มเล่าสืบไปว่า “แต่เหล็งฮู้ตั่วกอ กลับแผดด่าเป็นการใหญ่ กล่าวว่า

“แม่ชีน้อยที่โง่งม ท่านอยู่ในที่นี้ขัดแขนขัดขาทำให้ข้าพเจ้ามิอาจสำแดงท่ากระบี่ที่ไร้เทียมทาน ของฮั้วซัวออกมา ชีวิตของเราเจาะจงแน่ชัดว่าต้องประทานต่อฉั้งแป๊ะกวงแน่แล้ว

ที่แท้ท่านกับฉั้งแป๊ะกวงคบคิดกัน มีเจตนาประทุษร้ายข้าพเจ้า เรา...เล่าเต็กนับวันนี้เป็นคราเคราะห์ออกมาก็พบพานแม่ชีน้อย ทำร้ายข้าพเจ้าจนแม้มีเพลงกระบี่ที่แกร่งกร้าวสุดไพศาลอานุภาพพิสดารลึกล้ำ ก็ไม่อาจร่ายรำออกมา แล้วกันไปเถอะฉั้งแป๊ะกวง ท่านเสริมส่งข้าพเจ้าสักดาบหนึ่งเถอะ!”

ทุกผู้คนได้ยินงี้นิ้มมีถ้อยคารมหมดจด ใช้สุ้มเสียงอันสดใสนุ่มนวล ถ่ายทอดวาจาอันหยาบกร้านของเหล็กฮู้ชง ล้วนแต่รู้สึกขบขัน

ได้ยินนางกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าฟังเขากล่าวเช่นนั้น แม้ทราบว่าเขามิมีเจตนาด่าข้าพเจ้าอยู่ในถ้ำพลังฝีมืออ่อนด้อยมิอาจช่วยเหลือกลับทำให้เขาไม่สามารถสำแดงเพลงกระบี่ฮั้วซัวอัน...”

เตี่ยอิดซือไถ่แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “ทารกนั้นคุยโอ่ประโคมโหม เพลงกระบี่ฮั้วซัวของมัน ไหนเลยจะถึงกับไร้เทียมทาน?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ซือแป๋ เขาข่มขู่ฉั้งแป๊ะกวงเพื่อให้มันล่าถอยไป ข้าพเจ้าได้ยินเขายิ่งด่ายิ่งดุร้าย จึงกล่าวว่า “เล่าตั่วกอข้าพเจ้าไปก่อน โอกาสหน้าคงได้พบพานกัน”

เขาด่าว่า “ไสหัวท่านไป ยิ่งไกลเท่าใดก็ยิ่งประเสริฐ พอพบเห็นแม่ชี พนันคราใดก็พ่ายแพ้...ข้าพเจ้ามิเคยพบท่านมาก่อน ภายหลังก็ไม่ขอพบท่านตลอดกาล บิดาชั่วชีวิตนิยมเล่นการพนันพบหน้าท่านอีกไยกัน?”

เตี่ยอิดซือไถ่เดือดดาลเป็นการใหญ่ ตบโต๊ะผุดลุกขึ้น กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ทารกบัดซบนั้น เจ้าสมควรทิ่มแทงมันสักหลายรู ขณะนั้นเจ้ายังมิไป?”

งี้นิ้มส่งเสียงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเกรงว่าตอแยเขามีโทสะ ได้แต่จากไปพอออกจากถ้ำ ก็แว่วเสียงอาวุธปะทะกันเปรื่องปร่างดังสนั่นหวั่นไหว

ข้าพเจ้าคิดว่า หากแม้นฉั้งแป๊ะกวงได้ชัยชนะ มันก็จะมาจับกุมข้าพเจ้า มาตรแม้นว่า “เล่าตั่วกอ” ท่านนั้นเอาชัย เขาออกจากถ้ำมาพบข้าพเจ้า เกรงว่าจะทำร้ายเขาจน พนันคราใดก็พ่ายแพ้

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขบกรามกรอด โคจรลมปราณวิ่งตะบึงอย่างว่องไว คิดจะตามทันท่านผู้เฒ่า ขอร้องให้ท่านช่วยกำจัดฉั้งแป๊ะกวงคนชั่วร้ายนั้น”

นางพลันกล่าวถามว่า “ซือแป๋ ภายหลังเหล็งฮู้ตั่วกอเสียชีวิต คงเป็นเพราะ...เขาพบพานข้าพเจ้า ดังนั้นโชคชะตาจึงเลวร้ายกระมัง?”

เตี่ยอิดซือไถ่กระชากเสียงกล่าวว่า “พอพบเห็นแม่ชี พนันคราใดก็พ่ายแพ้อันใดกัน ล้วนเป็นวาจาปีศาจที่เหลวไหล ในที่นี้มีผู้คนมากมาย ล้วนพบพานเราซือแป๋และศิษย์ หรือว่าล้วนแต่ประสบโชคชะตาอันเลวร้ายด้วย?”

ทุกผู้คนพอได้ยิน ล้วนมีใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ แต่มิมีผู้ใดกล้าหัวร่อออกมา

งี้นิ้มกล่าวว่า “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าวิ่งตะลึงจนถึงยามฟ้าสาง จึงแลเห็นตัวเมืองฮ่วมเอี้ยง จิตใจค่อยสงบลง คาดว่าสามารถเสาะพบซือแป๋ หาคาดไม่ว่า ในยามนั้น ฉั้งแป๊ะกวงที่ติดตามมา

ข้าพเจ้าพอเห็นมัน เท้าก็อ่อนระทวย วิ่งได้มิกี่ก้าวก็ถูกมันคว้าจับเอาไว้ ข้าพเจ้าคาดว่ามันในเมื่อไล่ล่ามาถึงที่นี้ เล่าตั่วกอ แห่งฮั้วซัวท่านนั้น คงถูกทำร้ายเสียชีวิตอยู่ในถ้ำแล้ว จึงรู้สึกคับแค้นใจอย่างสุดแสน

ฉั้งแป๊ะกวงแลเห็นบนทางหลวงมีผู้คนสัญจร กลับไม่กล้าไร้มารยาทต่อข้าพเจ้า เพียงกล่าวว่า “เจ้าหากติดตามเรา ก็จะไม่ลงมือต่อเจ้า หากดื้อรั้นมิเชื่อฟังเราจะเปลื้องอาภรณ์ของเจ้าออกมา ทำให้ผู้คนจำนวนมากหัวร่อเยาะเจ้า”

ข้าพเจ้าถูกข่มขู่จนมิกล้าขัดขืน มีแต่ติดตามมันเข้าไปในเมือง พอถึงหน้าเหล่าเซียนมึนเมา มันก็กล่าวว่า “เซี่ยวซือแป๋ ท่านเป็นเทพธิดาจำแลงจุติลงมาในที่นี้คือเหลาเซียนมึนเมา ขึ้นไปร่ำดื่มกันให้เมามายทั้งหมดสนุกสนานสำราญกันเถอะ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เพศบรรพชิต ไม่ดื่มกินเมรัยกับอาหารคาวนี่คือกฎระเบียบของอารามเมฆขาวพวกเรา”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “กฎระเบียบประจำอารามเมฆขาวของเจ้าต้องเคารพรักษาจริงๆ? รออีกครู่หนึ่งเราจะให้เจ้าล่วงละเมิดศีลข้อห้ามอันระเบียบที่บัญญัติขึ้นนั้น ล้วนหลอกลวงให้หลงเชื่อ ซือแป๋เจ้า...”

นางเล่าถึงตอนนี้ ก็ชำเลืองมองเตี่ยอิดซือไถ่วูบหนึ่งมิกล้ากล่าวต่อไป 

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “วาจาเหลวไหลของคนชั่วร้ายนั้น ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง เจ้าเพียงบอกว่าภายหลังเป็นอย่างไร”

งี้นิ้ม กล่าวว่า “ถูกต้อง ภายหลังข้าพเจ้ากล่าวว่า “ท่านวาจาเหลวไหลซือแป๋ข้าพเจ้ามิเคยขโมยดื่มสุรารับประทานเนื้อสัตว์อย่างลอบเร้นเลย”

ทุกผู้คนพอได้ยิน ก็หัวร่อออกมา งี้นิ้มแม้ไม่บอกเล่าวาจาของฉั้งแป๊ะกวง แต่จากคำตอบประโยคนี้ต่างทราบว่า ฉั้งแป๊ะกวงปรับปรำเตี่ยอิดซือไถ่ “ขโมยดื่มสุรารับประทานเนื้อสัตว์”

เตี่ยอิดซือไถ่มีใบหน้าเคร่งเครียดลง คำนึงว่า ‘...นางจิตใจซื่อสัตย์อย่างแท้จริง ยามเอ่ยวาจามิมีการปิดบังอำพราง...’

งี้นิ้มกล่าวว่า “คนชั่วร้ายนั้นยื่นมือรวบคว้าปกเสื้อของข้าพเจ้า กล่าวว่า “ท่านไม่ขึ้นไปบนเหลาดื่มสุราร่วมกัน เราถึงจะเปลื้องอาภรณ์ของเจ้า”

ข้าพเจ้าอับจนปัญญา ได้แต่ติดตาม มันขึ้นไป คนชั่วร้ายนั้นสั่งสุราอาหารมาหลายชนิด มันเลวร้ายยิ่ง ข้าพเจ้าบอกว่ารับประทานอาหารเจ มันพาลสั่งอาหารคาวเช่นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่และปลาย ข่มขู่ให้ข้าพเจ้ารับประทานลงไป

ในยามนั้นเอง บุรุษผู้หนึ่งได้ขึ้นมาบนเหลาสุรา หว่างเอวสบายกระบี่ยาว ใบหน้าขาวซีดทั่วทั้งร่างมีแต่คราบโลหิตแปดเปื้อนจนแดงฉาน!

บุรุษนั้นเดินยังโต๊ะของพวกเรา ทรุดกายลงนั่งมิส่งเสียงกล่าววาจา หยิบฉวยสุราถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า ร่ำดื่มรวดเดียวหมดสิ้น จากนั้นเขาก็รินสุราให้กับตนเอง ดื่มตามติดลงไป แล้วรินสุราอีกชูถ้วยขึ้นกล่าวกับฉั้งแป๊ะกวงว่า “เชิญ!” พลางดื่มลงไปรวดเดียวอีก ข้าพเจ้าพอได้ยินสุ้มเสียงก็ทั้งตระหนกทั้งลิงโลด ที่แท้เขาคือผู้ที่ช่วยเหลือข้าพเจ้าภายในถ้ำนั่นเอง!

น่าขอบคุณเทพยดาฟ้าดิน เขากลับถูกฉั้งแป๊ะกวงฆ่าตายไป เพียงแต่ทุกส่วนสัดบนร่างกาย มีโลหิตชโลมอยู่ เขาเพราะช่วยเหลือข้าพเจ้า ทำให้ได้ รับบาดเจ็บมิน้อย

ฉั้งแป๊ะกวงสำรวจมองเขาอย่างเพ่งพินิจตลบหนึ่งกล่าวว่า “เป็นเจ้า!”

เขาก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเอง!”

ฉั้งแป๊ะกวงชูร่อนนิ้วหัวแม่มือ ชมเชยว่า “บุรุษชาติชาตรี”

เขาก็ชูร่อนนิ้วหัวแม่มือน้อมสนองชมเชยว่า “จอมดาบอันยอดเยี่ยม”

ทั้งสองพากันหัวร่อ ฮา ฮา ดังสนั่นหวั่นไหว และดื่มสุราโดยพร้อมเพรียงกัน ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยใจยิ่ง เขาทั้งสองเมื่อคืนนี้ยังต่อสู้อย่างเกรี้ยวกราด บัดนี้ไฉนกลับกลายเป็นสหายกันแล้ว?

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “เจ้ามิใช่เล่าเต็กนับ ผู้มีนามเล่าเต็กนับเป็นชายชราสูงวัย ไหนเลยจะมีความหล่อเหลาสง่างามเฉกเช่นเจ้า!”

บุรุษผู้นั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิใช่เล่าเต็กนับ”

ฉั้งแป๊ะกวงตบโต๊ะดังฉาดใหญ่ กล่าวว่า “ใช่แล้ว ท่านคือเหล็กฮู้ชงแห่งฮั้วซัว รับทราบมาว่าศิษย์คนโตของสำนักฮั้วซัวมีความทระนงผิดสามัญ พฤติการณ์ห้าวหาญ เป็นชนชั้นอันดับหนึ่งในบู๊ลิ้ม”

เหล็งฮู้ตั่วกอในยามนี้ได้ยอมรับ หัวร่อพลางกล่าวว่า “มิกล้า เหล็กฮู้ชงคือผู้พ่ายแพ้ในเงื้อมมือของท่าน ขออย่าได้สัพยอกหยอกเย้าเลย”

ฉั้งแป๊ะกวง กล่าวว่า “มิต่อยตีก็ไม่รู้จัก พวกเราคบหาฉันสหายกันเป็นอย่างไร? เหล็กฮู้เฮียในเมื่อชอบแม่ชีน้อยผู้สวยงามนี้ เราก็ขอมอบให้กับท่าน การลุ่มหลงนงคราญละเลยสหาย หาใช่พฤติการณ์ของชนชั้นเราไม่”

เตี่ยอิดซือไถ่มีใบหน้าเขียวคล้ำ เพียงแต่กล่าวว่า “อสูรราคะผู้นี้สมควรตาย สมควรตายอย่างแท้จริง”

งี้นิ้มส่งเสียงร่ำไห้ออกมา กล่าวว่า “ซือแป๋ เหล็งฮู้ตั่วกอพลันด่าข้าพเจ้าขึ้นมา เขากล่าวว่า “แม่ชีน้อยนี้ใบหน้าปราศจากเลือดฝาด ตลอดทั้งวันรับประทานแต่ผักเขียวกับเต้าหู้ รูปโฉมไม่สวยสดงดงาม ฉั้งเฮีย ข้าพเจ้าชั่วชีวิตแลเห็นแม่ชีก็มีโทสะขึ้นมา”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อพลางกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “บอกกล่าวตามความสัตย์ ผู้น้องชีวิตนี้มีความนิยมชมชอบในการเล่นพนัน ขอเพียงแต่แลเห็นไพ่เก้าหรือลูกเต๋า แม้กระทั่งนามของตัวเองก็ลืมเลือนไป”

แต่ทว่าคราใดไปพบเห็นแม่ชี วันนั้นก็ไม่ต้องเล่นการพนัน มิว่าจะเล่นพนันชนิดใด ล้วนพ่ายแพ้สูญเงิน มิเพียงแต่ข้าพเจ้าคนเดียว แม้แต่ซือเฮียตี๋ในสำนักฮั้วซัวก็เป็นเฉกเช่นกันทุกคน

ดังนั้นพวกเราศิษย์แห่งฮั้วซัว พอพบเห็นบรรดาซือแป๊ะ ซือเจ่ก ซือเจ้ ซือม่วย ของสำนักเห้งซัว สีหน้าแม้เคารพยำเกรง แต่จิตใจลอบคร่ำครวญว่าเป็นคราวเคราะห์อันมหันต์”

เตี่ยอิดซือไถ่เดือดดาลเป็นการใหญ่ พลิกข้อมือฟาดใส่แก้มขวาของเล่าเต็กนับฉาดใหญ่ นางลงมือทั้งว่องไวทั้งหนักหน่วง เล่าเต็กนับมิทันหลบหลีก รู้สึกสมองลั่นอื้นอึง แทบจะล้มคว่ำลง

เล้าเจี่ยฮวงกล่าวขึ้นว่า “เตี่ยอิดซือไถ่ ไฉนมีโทสะอย่างไร้ต้นเหตุ หลานแซ่เหล็งฮู้เพื่อช่วยเหลือศิษย์ของท่าน จึงกล่าววาจาเหลวไหลกับฉั้งแป๊ะกวง ท่านเหตุใดจึงเชื่อถือด้วย?”

เตี่ยอิดซือไถ่งงงันวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านว่ามันกระทำเพื่อช่วยเหลืองี้นิ้ม?”

เล้าเจี่ยฮวงกล่าวว่า “เราคาดว่าคงเป็นเช่นนั้น งี้นิ้มซือเตี๊ยกใช่หรือไม่?

งี้นิ้มขอบตาแดงระเรื่อ กล่าวว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอเป็นคนดีงาม แต่...แต่ถ้วยคารมออกจะไร้มารยาทเกินไป ซือแป๋เมื่อมีโทสะ ข้าพเจ้าก็มิกล้าบอกเล่าอีกแล้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “เจ้าบอกออกมา อย่าได้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว เราต้องการทราบว่ามันมีเจตนาอันดีงามหรือเลวร้าย เดียรัจฉานนี้หากเป็นบุรุษเสเพล มันแม้จะตายไปแล้ว เราก็ยังจะทวงถามบัญชีกับเฒ่าแซ่งัก (ซือแป๋ของเหล็กฮู้ชง)”

งี้นิ้มเอ่ยตะกุกตะกักหลายคำ เตี่ยอิดก็ส่งเสียงเร่งเร้า งี้นิ้มจึงบอกเล่าว่า “เหล็งฮู้ตั่วกอได้กล่าวอีกว่า “ฉั้งเฮีย พวกเราผู้ฝึกปรือฝีมือ ดำรงชีวิตอยู่ปลายอาวุธ มักถือสาในเรื่องชะตาวาสนา อันแม่ชีน้อยนี้อย่าว่าแต่มีเรือนร่างผอมซูบไม่มีน้ำหนัก แม้จะเป็นเทพธิดาจุติมา เราเหล็กฮู้ชงก็มิชำเลืองเหลียวแล มาตรมิเช่นนั้นคงย่ำแย่เป็นแน่แท้”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “เหล็กฮู้เฮีย เราเข้าใจว่าเป็นชายชาติชาตรีที่มิเกรงกลัวทั้งฟ้าดิน เหตุไฉนพอพาดพิงถึงแม่ชี ก็ประหวั่นคร้ามเกรงถึงปานนี้เอง?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “เฮอะ ในชีวิตของข้าพเจ้า พอพบเห็นแม่ชีแล้ว ก็ประสบเคราะห์กรรมมากมาย จนมิอาจไม่เชื่อถือท่านลองคิดดู เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าอยู่อย่างประเสริฐ และไม่เคยพบหน้าแม่ชีน้อยนี้ เพียงได้ยินสุ้มเสียงของนาง ก็ถูกท่านทำร้ายใส่สามดาบ แทบจะสูญเสียชีวิต นี่มีแต่เรียกว่าเป็นคราวเคราะห์แล้ว”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “นี่กลับกล่าวได้ถูกต้อง”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ฉั้งเฮีย ข้าพเจ้าจะไม่ขอสนทนากับแม่ชี พวกเราชายชาติอาชาไนย ดื่มสุราก็ดื่มกันอย่างปลอดโปร่งใจ ท่านเรียกให้นางชีน้อยนี้ไสหัวไปเถอะ ข้าพเจ้าขอน้อมเตือนสักคำ ท่านหากกระทบถูกนางก็จะประสบเคราะห์กรรมอันเลวร้าย อันที่แอ๋ ซาตั๊ก (สามพิษแห่งแผ่นดิน) นี้ ท่านไฉนไมหลบหลีกให้ห่างไกล?”

ฉั้งแป๊ะกวงถามว่า “อะไรเรียกว่าสามพิษแห่งแผ่นดิน?”

เหล็งฮู้ตั่วกอมีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย กล่าวว่า “ท่านแม้กระทั่งสามพิษแห่งแผ่นดินก็มิทราบด้วย? โบราณมีวลีว่า “แม่ชี สารหนู งูสายทอง ผู้ขวัญกล้าขวัญอ่อน อย่าได้กระทบถูก!” อันแม่ชี สารหนู งูสายทองล้วนเป็นพิษร้ายที่รุนแรง และยกเอาแม่ชีอยู่นำหน้า พวกเราเหล่าบุรุษในห้าสำนักกระบี่ล้วนท่องจำวลีดังกล่าวจนติดปาก”

เตี่ยอิดซือไถ่เดือดดาลเป็นการใหญ่ ตบโต๊ะอย่างหนักหน่วง แผดด่าว่า “ผายลมมารดาของ...”

นางคิดด่าว่า “ผายลมมารดาของมัน” แต่คำสุดท้ายก็มิอาจเอ่ยออก เล่าเต็กนับเคยรับความเจ็บปวดจากนางมาแล้ว จึงรีบหลบลี้อยู่ห่างระยะหนึ่ง”

เล้าเจี่ยฮวงถอนหายใจกล่าวว่า “หลานแซ่เหล็งฮู้ แม้มีเจตนาดี แต่การกล่าวเหลวไหลเช่นนี้ออกจะเกินเลยไป แต่ทว่าเวลาผจญกับผู้โฉดชั่วเช่นฉั้งแป๊ะกวง หากไม่เอื้อนเอ่ยราวกบเป็นเรื่องจริง ก็ยากจะตบตาหลอกลวงมันได้”

งี้นิ้มกล่าวว่า “เล่าซือเจ่ก ท่านว่าวาจาเหล่านั้น เหล็งฮู้ตั่วกอล้วนคิดค้นขึ้นมาหมายหลอกลวงผู้แซ่ฉั้งนั้น?”

เล้าเจี่ยฮวงกล่าวว่า “ย่อมต้องแน่นอน ในห้าสำนักกระบี่ ไหนเลยจะมีถ้อยวาจาที่ไร้คุณค่าและปราศจากมารยาทถึงปานนั้น? อีกหนึ่งวันก็จะเป็นวันประกอบพิธี อ่างทองล้างมือของผู้แซ่เล้า เราต้องการแต่ความเป็นมงคล ทุกผู้คนหากคร้ามเกรงสำนักท่านถึงปานนั้น เราไหนเลยจะน้อมเชิญเตี่ยอิดซือไถ่กับซือเตี๊ยกทุกท่านมาด้วย?”

เตี่ยอิดซือไถ่ค่อยมีสีหน้าสงบลง แค่นเสียงดังเฮอะตวาดว่า “ทารกนั้นปากอันโสโครก มิทราบว่าผู้ขาดศีลธรรมคนในอบรมออกมา”

ถ้อยคำของนาง ได้ด่าใส่ซือแป๋ของเหล็กฮู้ชงผู้เป็นประมุขสำนักฮั้วซัวแล้ว

เล้าเจี่ยฮวง กล่าวว่า “ซือไถ่อย่าได้ขุ่นเคือง ฉั้งแป๊ะกวงเดียรัจฉานนั้น พลังฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก หลานแซ่เหล็งฮู้มิใช่คู่มือ พอเห็นว่างี้นิ้มเซี่ยวซือแป๋มีภาวะแวดล้อมเปี่ยมอันตรายได้แต่สรรหาวาจาหลอกลวงอสูรร้ายนั้นให้ปลดปล่อยนาง

แต่ทว่าฉั้งแป๊ะกวงท่องเที่ยวไปทั่ววงนักเลง ไหนเลยจะหลอกลวงได้อย่างง่ายดาย? ชนชาวโลกที่มิรู้ความมีทัศนะคติที่ผิดพลาดต่อแม่ชี หลานแซ่เหล็งฮู้จึงฉวยโอกาสกล่าววาจาเช่นนั้น”

เตี่ยอิดซือไถ่เบือนศีรษะกล่าวถามขึ้นว่า “ฉั้งแป๊ะกวง เพราะเหตุนี้ จึงปลดปล่อยเจ้า?”

งี้นิ้มสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่ ขณะนั้นฉั้งแป๊ะกวงมีท่าทีลังเลเล็กน้อยคล้ายดั่งมิอาจตกลงใจอย่างเด็ดขาด ชำเลืองมองข้าพเจ้าวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ขอขอบคุณในกุศลเจตนาของเหล็กฮู้เฮีย แม่ชีน้อยนี้ในเมื่อพวกเราก็พบพานแล้ว ยังคงปล่อยให้นางอยู่ร่วมด้วยเถอะ”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “เฮอะ พบพานอีกวินาทีเดียว ก็จะมีเคราะห์กรรมอีกส่วนหนึ่งกระเพาะอาหารพลอยไม่รอรับสิ่งของ”

ในยามนั้นเอง ที่โต๊ะข้างเคียงปรากฏบุรุษอายุเยาว์ผู้หนึ่ง พลันกระชากกระบี่ยาวถาโถมมาถึงเบื้องหน้าของฉั้งแป๊ะกวง ตวาดก้องว่า ท่าน...ก็คือฉั้งแป๊ะกวงหรอกหรือ?”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “เป็นอย่างไร?”

บุรุษนั้นกล่าวว่า “ขอเข่นฆ่าอสูรราคะเช่นท่าน” พลางเสือกกระบี่พุ่งเข้าใส่ ท่าร่างที่สำแดงออก เป็นเพลงกระบี่ประจำสำนักไท้ซัว และผู้ลงมือคือซือเฮียท่านนี้”

กล่าวจบก็ชี้มือไปยังซากศพที่นอนอยู่บนแผ่นไม้ซากนั้น

งี้นิ้มหยุดอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวสืบไปว่า “ฉั้งแป๊ะกวงก็มิลุกขึ้นจากเก้าอี้ เพียงเบี่ยงกายหลบเลี่ยงกล่าวว่า “เหล็งฮู้เฮีย บุคคลนี้สังกัดสำนักไท้ซัว ท่านจะช่วยเหลือมันหรือไม่?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ห้าสำนักกระบี่ ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียว ย่อมต้องช่วยเหลือด้วย”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าว “พวกท่านเหล่าศิษย์สำนักฮั้วซัว ไท้ซัว เห้งซัว ร่วมมือกัน ก็ไม่อาจต่อต้านกับเรา”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ต้านทานมิได้ก็ต้องต่อสู้” พลางชักกระบี่ออกมา ในยามนั้นบุรุษผู้นั้นก็เสือกแทงใส่ฉั้งแป๊ะกวงเจ็ดแปดกระบี่ ล้วนแต่ถูกหลบเลี่ยงไปได้

บุรุษผู้นั้นถ่มน้ำลายใส่เหล็งฮู้ตั่วกอ ด่าว่า “ในห้าสำนักกระบี่ของเรา ไหนเลยจะมีอสูรราคะเฉกเช่นท่าน?”

จากนั้นก็กลับทิ่มแทงกระบี่ต่อเหล็งฮู้ตั่วกอ เหล็งฮู้ตั่วกอกระโดดปราดล่าถอย และพุ่งกระบี่ใส่กลางหลังของฉั้งแป๊ะกวง ขณะนั้นข้าพเจ้าก็ดึงกระบี่หักครึ่งท่อนเล่มนั้นออกมา หมายจะกลุ้มรุมฉั้งแป๊ะกวงด้วย

แต่ทว่าคนชั่วร้ายนั้น มีพลังฝีมือร้ายกาจจริงๆ เรือนร่างเคลื่อนไหววูบเดียว ก็เพิ่มดาบยาวเล่มหนึ่ง หัวร่อพลางกล่าวว่า “นั่งลง นั่งลง ดื่มสุรากัน!”

แล้วก็สอดดาบคืนสู่ฝัก ส่วนซือเฮียสำนักไท้ซัวคนนั้นมิทราบว่าทรวงอกถูกทำร้ายดาบหนึ่งแต่เมื่อใด โลหิตฉีดพุ่งดั่งน้ำพู ดวงตาเขม้นมองฉั้งแป๊ะกวง ร่างส่ายโงนเงนอยู่หลายคราก็ล้มลงบนพื้นไม้ของเหลาสุรา

นางกล่าวถึงตอนนี้ ประกายตาก็กวาดมองไปยังตีเจ๊าะเต้าหยินบนแผ่นไม้ กล่าวว่า “ซือเจ่กแห่งไท้ซัวท่านนี้ ขยับร่างวูบเดียว ก็มาถึงเบื้องหน้าของฉั้งแป๊ะกวง ตวาดอย่างเกรี้ยวกราดพุ่งกระบี่จู่โจมอย่างว่องไว เพลงกระบี่ของซือแป๊ะท่านนี้นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก

แต่ทว่าฉั้งแป๊ะกวงยังมิผุดลุกขึ้น นั่งอยู่บนเก้าอี้กระชากดาบออกปัดป้อง ซือเจ่กท่านนี้จู่โจมสิบเจ็ดสิบแปดกระบี่ ฉั้งแป๊ะกวงก็ต้านรับเอาไว้ทุกท่าร่าง ตลอดเวลาล้วนนั่งแน่วนิ่งอยู่!”

เทียนมึ้งเต้าหยินมีใบหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “ซือตี๋ พลังกระบี่ของอสูรร้ายผู้นั้นมีความสูงเยี่ยมถึงปานนี้?”

ตี่เจ๊าะเต้าหยินถอนหายใจยาวๆ ใบหน้าความจริงไม่มีสีเลือดในยามนี้ยิ่งซีดสลดราวกับคนตาย เบือนศีรษะไปอีกด้านหนึ่งอย่างแช่มช้า ทุกผู้คนล้วนทราบว่าที่เท่ากับเป็นคำตอบ ยอมรับโดยดุษฏีว่าวิชาฝีมือฉั้งแป๊ะกวงสูงล้ำอย่างแท้จริง

งี้นิ้มบอกเล่าอีกว่า “ขณะนั้นเหล็งฮู้ตั่วกอสะบัดกระบี่ยาว พลันแทงปราดใส่ฉั้งแป๊ะกวงอย่างฉับไว ฉั้งแป๊ะกวงกรีดตวัดดาบ ปัดป้องท่ากระบี่ของเขาเอาไว้ เรือนร่างส่ายโงนเงนไปด้านหลัง ในที่สุดก็ยืนหยัดลุกขึ้นมา”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “เจ้าก็เล่าไม่ถูกต้องแล้ว หรือว่าตี่เต้าหยินทิ่มแทงฉั้งแป๊ะกวงสิบเจ็ดสิบแปดกระบี่ มันมิได้ลุกขึ้นมา เหล็กฮู้ชงเพียงแทงหนึ่งกระบี่ มันก็ต้องยืนขึ้นมา

งี้นิ้มเอื้อนเอ่ยว่า “ฉั้งแป๊ะกวงมีคำอธิ บาย มันกล่าวว่า “เหล็กฮู้เฮีย เราเห็นท่านเป็นสหาย ท่านใช้อาวุธจู่โจมมา เราหากยังนั่งอยู่กับที่ ก็เท่ากับดูแคลนท่าน พลังฝีมือของเราแม้สูงส่งกว่าท่าน แต่ในใจกลับเลื่อมใสท่าน ดังนั้นมิว่าชนะหรือแพ้ ล้วนต้องลุกขึ้นมาต้านรับ ยามจัดการกับจมูกโค (คำด่านักพรต) นั้นก็ผิดแผกไป”

เหล็งฮู้ตั่วกอแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าว่า “ได้รับความแยแสจากท่าน เหล็กฮู้ชงเข้าใจว่าเป็นเกียรติยศ”

กระบี่ยาวสะบัดดัง ควับ ควับ ควับ ติดต่อกันสามท่าร่าง ซือแป๋เพลงกระบี่ทั้งสามนี้เกรี้ยวกราดรุนแรงยิ่ง ประกายกระบี่ครอบคลุมร่างท่อนบนของฉั้งแป๊ะกวงเอาไว้อย่างแน่นหนาถี่ยิบ...”

เตี่ยอิดซือไถ่ผงกศีรษะกล่าวว่า “นั่นเป็นผลงานอันภาคภูมิใจของเฒ่าแซ่งัก เรียกว่าเซี่ยงกังซาทะหลัง (สามระลอกคลื่นแยงซีเกียง) ตามคำร่ำลืมกระบี่ที่สองแฝงพลังดุดันกว่ากระบี่แรก กระบี่ที่สามก็เหนือล้ำกว่ากระบี่ที่สอง ฉั้งแป๊ะกวงปัดป้องต้านรับอย่างไร?”

ทุกผู้คนในห้องโถง ล้วนทราบว่าท่ากระบี่สามระลอกคลื่นแยงซีเกียงของสำนักฮั้วซัว มีความสูงล้ำยิ่งนัก ต่างต้องการทราบวิธีการต้านรับของฉั้งแป๊ะกวง

ได้ยินงี้นิ้มกล่าวว่า “ฉั้งแป๊ะกวงผู้นั้นต้านรับหนึ่งกระบวนท่า ก็ถอยกายหนึ่งก้าว ล่าถอยติดต่อกันสามก้าว ชมเชมว่า “เพลงกระบี่อันยอดเยี่ยม” พลางเบือนศีรษะกล่าวกับตี่เจ๊าะซือเจ่กว่า “จมูกโค ท่านไฉนไม่กลุ้มรุ่มเข้ามาด้วย?”

ที่แท้เหล็งฮู้ตั่วกอพอทุ่มเทไม้ตาย ตี่เจ๊าะซือเจ่กก็ยืนหยัดอยู่ด้านข้าง หาได้เข้าช่วยเหลือไม่

ตี่เจ๊าะเต้าหยินกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เราคือบุรุษชาติชาตรีของสำนักไท้ซัว ไหนเลยจะยินยอมร่วมมือกับอสูรราคะผู้ชั่วร้าย?”

ข้าพเจ้าระงับจิตใจมิได้ กล่าวว่า “ท่านปรักปรำเหล็งฮู้ซือเฮียท่านนี้ เขาเป็นคนดีงาม”

ตี่เจ๊าะซือเจ่กแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ถลันเข้าใส่ฉั้งแป๊ะกวง แต่แล้วก็ส่งเสียงดังโหยหวน สองมือกุมทรวงอก สีหน้าบิดเบี้ยวพิกล ฉั้งแป๊ะกวงสอดดาบคืนสู่ฝัก กล่าวว่า “นั่งลง นั่งลง ดื่มสุรา ดื่มสุรากัน”

ข้าพเจ้าแลเห็นร่องนิ้วทั้งสิบสองของตี่เจ๊าะซือเจ่กมีโลหิตสดๆ ไหลซึมออกมา มิทราบว่าฉั้งแป๊ะกวงใช่ท่าดาบอันพิสดารอันใด ข้าพเจ้ามิได้เห็นมันยื่นแขนลงมือ ตี่เจ๊าะซือเจ่กก็ถูกทำร้ายที่ทรวงอกไปหนึ่งดาบสภาวะนับว่าว่องไวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบพุ่ง

“ข้าพเจ้าแตกตื่นจนตะลึงลานไป เพียงกล่าวว่า “อย่า...อย่าได้ฆ่ามัน”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “โฉมสะคราญเมื่อเอ่ยวาจา เราก็จะไม่เข่นฆ่า”

ตี่เจ๊าะซือเจ่กใช้มือกดปากแผล ลงจากเหลาสุรา เหล็งฮู้ตั่วกอผุดลุกขึ้นหมายติดตามไปช่วยเหลือ ฉั้งแป๊ะกวงพลันกล่าวว่า “เหล็งฮูเฮีย นั่งลงดื่มเถอะ จมูกโคนี้ยโสยิ่งนัก ยินยอมตกตายไม่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”

เหล็งฮู้ตั่วกอฝืนหัวสั่นศีรษะ ดื่มสุราติดต่อกันสองถ้วย

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “จมูกโคผู้นี้ นับเป็นผู้ทรงฝีมืออันดับหนึ่งในสำนักไท้ซัว ดาบของเราครั้งนี้ฟาดฟันโดนมิชักช้ามันกลับสามารถหงายร่างไปด้านหลังสามนิ้ว ไม่อาจปลิดชีวิตมันได้

ทั่วใต้หล้าผู้ที่หลบรอดท่าดาบของเรานี้ได้ ตี่เจ๊าะเต้าหยินกลับเป็นบุคคลแรก วิชาฝีมือของไท้ซัวกลับมีอยู่บ้าง เหล็งฮู้เฮีย จมูกโคนี้หากไม่ตกตาย ภายหลังคงประสบความยุ่งยากมากหลาย”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ในชีวิตของข้าพเ จ้าประสบความยุ่งยาก ทุกวี่วัน แล้วกันไปเถอะ ฉั้งเฮีย ท่านหากลงมือต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มิหลบหลีกเลย”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อพลางกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้การที่ละเว้นไมตรี ก็เพื่อตอบแทนไมตรีที่ท่านขณะอยู่ในถ้ำเมื่อคืนนี้ไม่ฆ่าเรา”

ข้าพเจ้ารับฟังจนสงสัยอย่างใหญ่หลวง เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “เมื่อคืนนี้ภายในถ้ำ ข้าพเจ้าได้ทุ่มเทจนสุดความสามารถแต่ความสำเร็จมิอาจเทียมทาน ไหนเลยจะมีการละเว้นไมตรี?”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อฮา ฮา กล่าวว่า “ขณะนั้นท่านกับแม่ชีน้อยนี้หลบซ่อนอยู่ในถ้ำ แม่ชีน้อยส่งเสียงขึ้น ถูกเราพบเห็น แต่ท่านกลับกลั้นลมหายใจ เราคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีบุคคลอื่นซุ่มซ่อนอยู่ด้านข้าง

ท่านหากรอคอยสักครู่หนึ่ง จนเรามิมีความระแวดระวัง พอทิ่มแทงกระบี่ออกก็จะปลิดชีวิตเรา แต่แล้วท่านเพียงแทงใส่หัวไหล่ของเราเบาๆ”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าหากรออีกครู่หนึ่ง แม่ชีน้อยนี้ไยมิใช่ถูกท่านล่วงเกิน ข้าพเจ้าบอกแล้วว่า แม้พอพบเห็นแม่ชีก็มีโทสะ แต่เห้งซัวคือหนึ่งในห้าสำนักกระบี่ ท่านรังควานต่อพวกเรา ย่อมต้องสกัดขัดขวาง

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “แต่กระบี่ของท่านเมื่อครานั้น หากเสือกส่งไปอีกสักสี่นิ้วแขนของเราข้างหนึ่งก็จะพิการ เหตุไฉนท่านพอแทงกระบี่ถูกเราแล้วก็ชักกลับไป?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ฮั้วซัว ไหนเลยจะลอบประทุษร้ายผู้คน ท่านฟันดาบใส่หัวไหล่ข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าก็สนองคืนท่านหนึ่งกระบี่ตรงหัวไหล่ ทั้งสองมิได้เปรียบเสียเปรียบกัน จากนั้นค่อยมาประลองฝีมืออย่างเปิดเผยตรงๆ”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “ประเสริฐมาก เราขอคบหาท่านเป็นสหาย มาเถอะดื่มกันสักถ้วยหนึ่ง”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “พลังฝีมือของข้าพเจ้ามิอาจทัดเทียมกับท่าน แต่ความสามารถในเชิงสุรา ท่านไม่สามารถเปรียบเทียบกับข้าพเจ้า”

ฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า นั่นกลับมิแน่นัก พวกเรามาประลองความสามารถในเชิงสุรากัน มาเถอะ ดื่มกันคนละสิบถ้วยก่อน”

เหล็งฮู้ตั่วกอขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ฉั้งเฮีย ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านเป็นชายชาตรีที่ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้คน จึงมาประลองดื่มสุรากับท่าน คาดมิถึงว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังยิ่งนัก”

ฉั้งแป๊ะกวงชำเลืองมองเขา ถามว่า “เราเอารัดเอาเปรียบท่านในส่วนใดกัน?”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ท่านแม้ทราบว่าข้าพเจ้ารังเกียจแม่ชี พอพบเห็นแม่ชีร่างกายก็ไม่สบาย กระเพาะมิอาจบรรจุสิ่งของ ไหนเลยจะประลองดื่มสุรากับท่านได้?”

ฉั้งแป๊ะกวงก็หัวร่อดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมา กล่าวว่า “เหล็งฮู้เฮีย เราทราบว่าท่านสรรหาเล่ห์อุบาย ต้องการช่วยเหลือแม่ชีน้อยนี้ แต่เรามักมาในกามราคะ ในเมื่อชมชอบแม่ชีน้อยที่งดงามหยาดเยิ้มนางนี้ มิว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยปละนาง ท่านหากต้องการให้เราปล่อยนาง ก็มีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”

เหล็งฮู้ตั่วกอกล่าวว่า “ตกลง ท่านบอกออกมา แม้จะบุกน้ำลุยไฟ เหล็งฮู้ชงยินยอมปฏิบัติตาม หากมีการขมวดคิ้วก็มิใช่ชายชาติชาตรี”

ฉั้งแป๊ะกวงหัวร่อฮิ ฮิ รินสุราสองถ้วย กล่าวว่า “ท่านดื่มสุราถ้วยหนึ่ง เราค่อยบ่งบอก”

เหล็งฮู้ตั่วกอหยิบฉวยถ้วยสุรา ร่ำดื่มจนเหือดแห้ง ฉั้งแป๊ะกวงก็ดื่มสุราถ้วยของมัน แล้วจึงกล่าวว่า “เหล็งฮูเฮีย เราเมื่อเห็นท่านเป็นสหายย่อมสมควรปฏิบัติตามกฎระเบียบในพวกนักเลงที่ว่าภรรยาของสหายมิอาจสัพยอก ท่านหากยอมรับแม่ชีน้อย...แม่ชีน้อยนี้...”

งี้นิ้มเล่าถึงตอนนี้ สองแก้มได้แดงฉานสดใส ศีรษะก้มต่ำลง สุ้มเสียงแผ่วเบาจนภายหลังแทบมิได้ยิน

หนังสือแนะนำ

Special Deal