กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 9 เหล็กฮู้ชงตายแล้ว

เตี่ยอิดซือไถ่หันขวับมา ถลึงตาเข้าใส่ชายชราขายเกี๊ยวน้ำ กล่าวว่า “ที่แท้เป็นท่าน!”

ชายชราขายเกี๊ยวน้ำหัวร่อพลางกล่าวว่า “มิผิด เป็นเรา นิสัยใจคอของซือไถ่ออกจะร้อนแรงเกินไปแล้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “ท่านสามารถยุ่งเกี่ยวด้วยหรือ?”

ขณะนั้นเอง ที่มุมถนนมีผู้คนสองคนกางร่มกระดาษน้ำมัน ถือโคมไฟ ก้าวยาวๆ ตรงเข้ามา ร้องดังๆ ว่า “ทางด้านนั้น คือแม่ชีเทพยดาแห่งสำนักเห้งซัวกระมัง?”

เตี่ยอิดซือไถ่ได้ยินฝ่ายตรงข้ามยกย่องนางเป็น “แม่ชีเทพยดา” ก็รู้สึกลิงโลด กล่าวว่า “มิกล้า เตี่ยอิดแห่งเห้งซัวอยู่ที่นี้ ท่านเป็นใคร?”

บุคคลสองคนนั้นพอเข้ามาใกล้ แลเห็นโคมไฟในมือของพวกมัน ได้เขียนอักษรสีแดงว่า “คฤหาสน์แซ่เล้า” ผู้นำหน้าน้อมกายลงกล่าวว่า “ผู้เยาว์ ได้รับคำสั่งจากซือแป๋ น้อมเชิญเตี่ยอิดซือแป๊ะกับซือเจ้ทุกท่านไปยังที่พำนัก ผู้เยาว์หาได้ทราบข่าวท่านทั้งหมดมายังฮ่วงซัวไม่ จึงมิออกมาจากเมืองคอยต้อนรับ ขอได้โปรดอภัยโทษด้วย”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “มิต้องมากมารยาท ท่านทั้งสองคือศิษย์ของเล้าเจี่ยฮวงกระมัง?”

บุคคลนั้นกล่าวว่า “ถูกแล้ว ผู้เยาว์เฮี่ยงไต้นี้ นี่คือซือตี๋บี้อูหงี ขอน้อมอวยพรซือแป๊ะโปรดจำเริญรุ่งเรือง”

เตี่ยอิดซือไถ่นิยมให้ผู้คนยกย่องเยินยอ จึงกล่าวว่า “ประเสริฐมาก พวกเราจะไปที่คฤหาสน์เยี่ยมเยือนเล้าเจี่ยฮวงซาอี้ย”

เฮี่ยงไต้นี้ กล่าวกับพวกเนี่ยฮวดว่า “ท่านทั้งหลายคือ”

“ข้าพเจ้าเนี่ยฮวดแห่งฮั้งซัว”

“อ้อ ที่แท้เป็นเนี่ยฮวดซือเฮีย เลื่อมใสมาเนิ่นนาน ซือแป๋กำชัยพวกเราคอยต้อนรับนักสู้ผู้กล้าจากทุกสารทิศ แต่ทว่าผู้ที่มามากมาย จึงชักช้าเสียมารยาทบัดนี้ขอเชิญทุกท่านด้วย”

ในยามนั้นเล่าเต็กนับ ได้เดินตรงเข้ามากล่าวว่า “พวกเราคิดจะรอคอยตั่วซือเฮีย แล้วค่อยร่วมกันไปน้อมอวยพรเล้าซาเอี้ย (ยกย่องผู้อยู่ในลำดับที่สามแซ่เล้า)”

เฮี่ยงไต้นี้กล่าวว่า “ท่านผู้นี้คาดว่าเป็นเล่ายี่ซือเฮียแล้วซือแป๋ยามปรกติเคยชมเชยความสามรถของน้องสำนักฮั้วทุกท่าน เหล็งฮู้ซือเฮียเป็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่อง เหล็งฮู้ซือเฮียเมื่อมิได้มาทุกท่านไปก่อนก็เป็นเช่นกัน”

เล่าเต็กนับคำนึงในใจว่า ‘...เซี่ยวซือม่วยถูกเตี่ยอิดซือเจ่กคร่ากุมไป ดูจากท่าทีคงไม่ยอมปล่อยปละ พวกเรามีแต่ติดตามนางไป’

ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ขอรบกวนแล้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่ชี้มือ ไปที่ชายชราขายเกี๊ยวน้ำผู้นั้นกล่าวว่า “ท่านผู้นี้ก็จะเชื้อเชิญด้วยหรือไม่?”

เฮี่ยงไต้นี้เหลือบมองชายชราขายเกี๊ยวน้ำวูบหนึ่งพลันฉุกใจได้คิด น้อมกายลงกล่าวว่า “ที่แท้ฮ่อซือแป๊ะ (ท่านผู้มีศักดิ์ศรีเท่ากับอาจารย์แซ่ฮ่อ) แห่งภูเขางังตั่งซัวได้มาแล้ว เสียมารยาทยิ่งนักขอน้อมเชิญฮ่อซือแป๊ะไป”

ที่แท้ชายชราขายเกี๊ยวน้ำผู้นี้ มีนามว่าฮ่อซาฉิกเป็นผู้ทรงฝีมือ ในภูเขางังตั่งซัวแห่งมณฑลจิกกัง เมื่อเยาว์วัยขายเกี๊ยวน้ำเป็นอาชีพ หลังจากฝึกปรือฝีมือแล้วยังคอนหาบเกี๊ยวน้ำท่องเที่ยวอยู่ในวงพวกนักเลง จนนับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของมัน

เพียงแต่ในเมืองตามตรอกตามซอย ผู้ขายเกี๊ยวน้ำมีมากมายก่ายกอง หากมิรู้จักมักคุ้นมาก่อน จึงยากจะเสาะพบตามใจนึก แต่ชนชาวบู๊ลิ้มที่ยึดอาชีพขายเกี๊ยวน้ำ มีฮ่อซาฉกเท่านั้น

ฮ่อซาฉิกหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “กำลังจะรบกวนทีเดียว”

จากนั้นเก็บกวาดชามเกี๊ยวน้ำบนโต๊ะไป เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ผู้เยาว์มีตาแต่ไร้แววท่านผู้อาวุโสแซ่ฮ่ออย่าได้ตำหนิ”

ฮ่อซาฉิกหัวร่อพลางกล่าวว่า “มิตำหนิ มิตำหนิ พวกท่านมาอุดหนุนเกี๊ยวน้ำของเราย่อมมีแต่ขอบใจ เกี๊ยวน้ำสิบสี่ชาม ชามละห้าเหรียญสตางค์ รวมเจ็ดสิบเหรียญสตางค์”

กล่าวพลางยื่นมือซ้ายออกมา เล่าเต็กนับรู้สึกกระอึกกระอ่วน มิทราบว่าฮ่อซาฉิกสัพยอก หยอกล้อหรือไม่

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “รับประทานเกี๊ยวน้ำก็จ่ายเงินทอง ฮ่อซาฉิกหาได้บอกว่าจะอภินันทนาการ”

ฮ่อซาฉิกกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ถูกแล้ว การค้าทุนรอนน้อย ซือหาด้วยเงินสดแม้เป็นสหายสนิทขออย่าได้ติดค้าง”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ถูกแล้ว และไม่กล้ามอบให้มาก นับเงินเจ็ดสิบเหรียญสตางค์ สองมือประคองส่งออกไปอย่างนอบน้อม

ฮ่อซาฉิกรับมา หันกายยื่นมือไปทางเตี่ยอิดซือไถ่ กล่าวว่า “ท่านทำลายชามเกี๊ยวน้ำของเราแตกไปสองใบ ชามสองใบมีมูลค่าสิบสองหุน ชดเชยมา”

เตี่ยอิดซือไถ่หัวร่อ พลางกล่าวว่า “ปีศาจใจแคบ แม้บรรพชิตก็ยังรีดเร้น งี้กวงชดเชยให้กับมัน”

งี้กวงนับเงินสิบสองหุน ก็ใช้สองมือประคองน้อมส่งฮ่อซาฉิกรับมา เหวี่ยงลงไปในกระบอกไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่บ้างหาบเกี๊ยวน้ำคอนหาบขึ้นมากล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

เฮี่ยงไต้นี้กล่าวกับเจ้าของร้านน้ำชาว่า “ค่าน้ำชาของที่นี่ทั้งหมด ขอให้รวบรวมนำเข้าบัญชีของท่านเล้าซาเอี้ย”

ดังนั้นเฮี่ยงไต้นี้ได้นำทาง เตี่ยอิดซือไถ่ฉุดลากดรุณีแห่งฮั้งซัวนางนั้น เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่อซาฉิก บรรดาศิษย์สำนักเห้งซัวและฮั้วซัวติดตามอยู่ทางด้านหลัง

ลิ้มเพ้งจือ คำนึงในใจว่า ‘...เราก็ติดตามอยู่ห่างไกล ดูว่าสามารถปะปนเข้าไปในคฤหาสน์ของเล้าเจี่ยฮวงหรือไม่...’

ขณะนั้นกลุ่มคนทั้งหมด ได้เลี้ยวมุมถนนแล้ว จึงผุดลุกขึ้นติดตามไป แลเห็นทั้งหมดมุ่งสู่ทิศอุดร ลิ้มเพ้งจือฝ่าสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาผ่านถนนยาวเหยียดมาสามสาย

แลเห็นทางซ้ายมือมีคฤหาสน์หลังใหญ่ หน้าประตูโคมไฟใหญ่โตสี่ดวง ผู้คนสิบกว่าคนมือถือคบเพลิง กำลังสาละวนอยู่กับการต้อนรับอาคันตุกะ

เตี่ยอิดซือไถ่ ฮ่อซาฉิกและพวกทั้งขบวนได้เข้าไปแล้วก็มีแขกเหรื่ออีกจำนวนมากมาเยี่ยมเยือน ลิ้มเพ้งจือปลุกปลอบกำลังขวัญ เดินเหินจนถึงหน้าประตู

แผนกต้อนรับของตระกูลเล้า เข้าใจว่าลิ้มเพ้งจือเร่งรุดมาอวยพร จึงแย้มยิ้มต้อนรับ กล่าวคำเชื้อเชิญ

ลิ้มเพ้งจือพอเหยียบย่างเข้าไป ในห้องโถงใหญ่ได้ยินสำเนียงผู้คนดังอื้ออึง ที่แท้บนห้องโถงมีผู้คนสองร้อยกว่าคนนั้งอยู่ตามตำแหน่งต่างๆ สนทนาปราศรัยอย่างครึกครื้น

ลิ้มเพ้งจือมีจิตใจสงบเยือกเย็นลง คำนึงว่า ‘...ในที่นี้มีผู้คนมากมาย มิว่าผู้ใดคงไม่สังเกต สนใจเราขอเพียงแต่เสาะพบศิษย์ของแชเซี้ยอันชั่วร้ายเหล่านั้น ก็สามารถสืบเสาะที่อยู่อาศัยของบิดามารดาได้แล้ว...’

ดังนั้นจึงทรุดกายนั่งลงในโต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่ง ในมุมมืดของห้องโถง มินานให้หลังก็มีคนรับใช้นำน้ำชาชามหมี่น้ำ ผ้าเช็ดหน้าร้อนส่งมา ตระกูลเล้าให้การต้อนรับแขกเหรื่อทั้งหมดอย่างทั่วถึงน่าชมเชย

ลิ้มเพ้งจือกวาดสายตาสำรวจดู แลเห็นกลุ่มแม่ชีเห้งซัวนั่งอยู่ที่โต๊ะทางซ้ายมือ กลุ่มศิษย์แห่งฮั้วซัวนั่งที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งทางด้านข้าง ดรุณีนางนั้นก็อยู่ร่วมด้วย คาดว่าเตี่ยอิดซือไถ่ได้ปลดปล่อยนางแล้ว

แต่เตี่ยอิดซือไถ่กับฮ่อซาฉิกหาได้อยู่ร่วม ประกายตาของลิ้มเพ้งจือกวาดมองไปทีละโต๊ะ พลันสะท้านใจอย่างรุนแรง มีเลือดลมระอุพลุ่งพล่าน

และเห็นปึงนั้งตี่ อูนั้งเฮ้ากับผู้คนกลุ่มหนึ่งนั่งแยกย้ายยึดครองสองโต๊ะ แสดงว่าล้วนเป็นศิษย์แชเซี้ย แต่บิดามารดาของตนมิทราบว่าถูกพวกมันกักกันอยู่ที่ใด

ลิ้มเพ้งจือทั้งเศร้าโศกทั้งเดือดดาล และทั้งกังวลใจหวั่นวิตกกว่าบิดามารดา จะเผชิญกับการประทุษกรรมแล้ว ขณะนี้แม้คิดปะปนเข้าใกล้ฝ่ายตรงข้ามแต่ก็เกรงว่าจะแพร่งพรายร่องรอยออกไป

ในยามนั้นเอง ตรงหน้าประตูพลันมีสภาพปั่นป่วน ชายฉกรรจ์ชุดเขียวหลายคนหามแผ่นไม้สองแผ่น ถลันเข้ามาอย่างเร่งร้อน บนแผ่นไม้นอนไว้ด้วยบุคคลสองคน ร่างกายถูกคุมด้วยผ้าขาว บนผ้ามีโลหิตสดๆ ชโลมชุมโชก

ทุกผู้คนในห้องโถงพอพบเห็น พากันชิงเข้าไปดู และมีผู้คนกล่าวขึ้นว่า “นี่คือ ตี่เจ๊าะเต้าหยินแห่งสำนักไท้ซัว ได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่ง”

“อีกท่านหนึ่งคือศิษย์ของท่านประมุขสำนักไทซัวเทียนมึ้งเต้าหยินเป็นผู้แซ่ตง มันตายแล้วหรือ?”

“ตายแล้ว ท่านดูดาบนี้จากทรวงอกทะลวงถึงกลางหลัง ไหนเลยจะรอดชีวิตได้!”

ท่ามกลางสำเนียงที่ดังวุ่นวาย บุคคลหนึ่งตกตายหนึ่งบาดเจ็บ ทั้งสองก็ถูกหามไปถึงหลังห้องโถง และมีผู้คนจำนวนมากติดตามไป ส่วนในห้องโถงใหญ่ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นว่า “ตี่เจ๊าะเต้าหยินเป็นผู้ทรงฝีมือของสำนักไทซัว ผู้ใดใจกล้าบังอาจทำร้ายท่านจนบาดเจ็บสาหัสถึงปานนี้?”

“ผู้สามารถทำร้ายตี่เจ๊าะเต้าหยิน ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่สูงส่งกว่าท่าน เพียงมิทราบว่าเป็นใคร?”

ขณะนั้น เฮี่ยงไต้นี้พลันก้าวอย่างเร่งร้อนถึงโต๊ะของศิษย์ฮั้วซัว กล่าวกับเล่าเต็กนับว่า “เล่าซือเฮีย ซือแป๋ข้าพเจ้าเชิญท่าน”

เล่าเต็กนับส่งเสียงรับคำ ผุดลุกขึ้นติดตามมันไปยังห้องชั้นใน ผ่านระเบียงที่ยาวเหยียดสายหนึ่ง มาถึงห้องโถงอันสวยสง่าหลังหนึ่ง

แลเห็นกึ่งกลางห้องโถงจัดเรียงรายด้วยเก้าอี้พนักสูงห้าตัวสี่ตัวว่างเปล่า ตัวทางซ้ายสุดนั่งไว้ด้วยนักพรตใบหน้าแดงฉาน เรือนร่างสูงบึกบึนผู้หนึ่ง

เล่าเต็กนับทราบว่าเก้าอี้ห้าตัวนี้ จัดให้กับประมุขของห้าสำนักกระบี่แห่งยุค ผู้นำของสี่สำนักกระบี่ ซงซัว เห้งซัว ฮั้วซัว ฮ่วงซัว ล้วนมิได้มานักพรตหน้าแดงสดใสนั้นคือ ประมุขสำนักไท้ซัว เทียนมึ้ง เต้าหยิน!

ส่วนทางสองฟากข้าง นั่งไว้ด้วยชนชั้นอาวุโสในวงพวกนักเลงสิบเก้าท่าน เตี่ยอิดซือไถ่แห่งเห้งซัว อื้อชังไฮ้แห่งแชเซี้ย ฮ่อซาฉิกผู้ขายเกี้ยวน้ำล้วนอยู่ในจำนวนนั้น

ยังมีอีกผู้หนึ่งร่วมอยู่ด้วย เป็นบุรุษกลางคนสวมอาภรณ์ชุดแพรสีม่วง เรือนร่างอ้วนเตี้ย มีท่าทีร่ำรวยเปี่ยมบารมี ซึ่งก็คือเจ้าของสถานที่เล้าเจี่ยฮวง

เล่าเต็กนับแสดงความคารวะต่อเจ้าของสถานที่เล้าเจี่ยฮวงก่อน แล้วจึงกราบกรานต่อเทียนมึ้งเต้าหยิน กล่าวว่า “ศิษย์เล่าเต็กนับแห่งฮั้วซัว ขอกราบพบเทียนมึ้งซือแป๊ะ”

เทียนมึ้งเต้าหยินมีสีหน้าอำมหิต คล้ายดั่งจิตใจคั่งค้างความดาลเดือด แทบจะระเบิดออกมา ตบมือใส่ที่พิงข้อมือบนเก้าอี้พนักสูงอย่างหนักหน่วง ถามว่า “เหล็กฮู้ชงเล่า?”

วาจาของมันประโยคนี้ กึงก้องกังวานยิ่งนักเสมือนกับอสนีบาตทลายลง แม้ในห้องโถงใหญ่ที่อยู่ห่างไกลยังได้ยิน

ดรุณีนางนั้นกล่าวอย่างแตกตื่นว่า “พวกมันก็กำลังเสาะหาตั่วซือเฮียอีกแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือนั่งอยู่ห่างไกล ก็ยังได้ยินสำเนียงอันเดือดดาลของเทียนมึ้งเต้าหยิน จึงคำนึงในใจว่า ‘...บุรุษแซ่เหล็งฮู้ผู้นี้ก่อกวนเภทภัยมิน้อยเลย...’

เล่าเต็กนับถูกสำเนียงตวาดที่เกร็งพลังภายในของเทียนมึ้งเต้าหยิน สะท้านสะเทือนจนแก้วหูลั่นอื้ออึงเข่าอ่อนระทวย ชั่วครู่ค่อยสามารถกล่าวว่า “น้อมเรียนซือแป๊ะ เหล็งฮู้ซือเฮียกับพวกผู้เยาว์แยกทางกันในเมืองฮ่วมเอี้ยง กำหนดว่าจะพบพานกันที่ฮ่วงซัว ในวันนี้หากไม่มา เชื่อมั่นว่าพรุ่งนี้ย่อมต้องมา”

เทียนมึ้งเต้าหยินกระชากเสียงกล่าวว่า “มันยังกล้ามา? เหล็กฮู้ชงคือศิษย์อันดับหนึ่งของประมุขสำนักฮั้วซัว นับเป็นบุคคลของค่ายพรรคมาตรฐาน มันอยู่ร่วมกับฉั้งแป๊ะกวงที่มีชื่อเสียงแหลกเหลวนั้นไยกัน?”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “เท่าที่ศิษย์ทราบมา ตั่วซือเฮียกับฉั้งแป๊ะกวงมิเคยรู้จักมักคุ้น ตามปรกติตั่วซือเฮียนิยมดื่มสุรา คาดว่าคงมิทราบว่าฝ่ายตรงข้ามคือฉั้งแป๊ะกวง จึงร่วมดื่มสุรากับมันอย่างบังเอิญ”

เทียนมึ้งเต้าหยินผุดลุกขึ้น กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เจ้ากลับทุ่มเถียงแทนเหล็กฮู้ชงเดียรัจฉานนั้นซื่อตี๋ท่าน...ท่านเล่าออกมา ไฉนจึงได้รับบาดเจ็บ และเหล็กฮู้ชงรู้จักฉั้งแป๊ะกวงหรือไม่?”

แผ่นไม้สองแผ่นนั้นจัดวางอยู่บนพื้นดินด้านข้างและตี่เจ๊าะเต้าหยินแห่งสำนักไท้ซัวได้นอนอยู่ แลเห็นมันมีใบหน้าขาวซีด ตามหนวดเครามีคราบโลหิตแปดเปื้อน

ตี่เจ๊าะเต้าหยินนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงแต่เตี่ยอิดซือไถ่พอยาเทียนเฮียงกี่ซกกา (กาวฟ้าหอมยืดชีวิต) ยาสมานแผลอันยอดเยี่ยมของสำนักเห้งซัวให้แล้วก็ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตพอได้ยินซือเฮียถามไถ่ จึงกล่าวเบาๆ ว่า “วันนี้ตอนรุ่งเช้า...เรากับตงซือเตี๊ยก (ศิษย์ของซือเฮียแซ่ตง) ...อยู่ที่เหลาเซียนมึนเมาในฮ่วมเอี้ยง พบพานเหล็กฮู้ชง...ยังมีฉั้งแป๊ะกวงกับแม่ชีเยาว์วัยนางหนึ่ง...”

กล่าวถึงตอนนี้ ก็หอบหายใจจนแทบมิอาจส่งเสียงออกมา

เล้าเจี่ยฮวงพลันกล่าวว่า “ตี่เจ๊าะเต้าเฮีย (คำยกย่องนักพรต) ท่านมิต้องเล่าทบทวนอีก เราจะถ่ายทอดวาจาที่ท่านบอกเล่าเมื่อครู่นี้เอง” พลางเบือนหน้า กล่าวกับเล่าเต็กนับว่า “หลานเรา สำหรับเรื่องหลานแซ่เหล็งฮู้ไฉนจึงคบหากับเดียรัจฉานฉั้งแป๊ะกวง พวกเราสมควรสืบเสาะสภาพความจริง หากเป็นความผิดของหลานแซ่เหล็งฮู้ พวกเราห้าสำนักกระบี่ผนึกเป็นส่วนเดียวกันย่อมอบรมสั่งสอนมันสักคราหนึ่ง...”

เทียนมึ้งเต้าหยินกระชากเสียงกล่าวว่า “มีอันใดน่าอบรมจัดการชำระล้างสะสางความผิด ปลิดศีรษะบนบ่าเสียเลย”

เล่าเต็กนับ รู้สึกหวั่นหวาดพรั่นพรึงมิน้อย แต่แลเห็นอื้อชังไฮ้แห่งแชเซี้ยกับเตี่ยอิดซือไถ่ หนึ่งนั้นมีสีหน้ายิ้มแย้มแสดงท่าทีปลื้มปีติเมื่อผู้อื่นประสบเภทภัยอีกผู้หนึ่งกลับมีท่วงท่าขุ่นแค้น หนุนเสริมเทียนมึ้งเต้าหยิน มันจึงคำนึงในใจว่า ‘...ตั่วซือเฮียมิอยู่ เราก็คือศิษย์ของสำนักมิอาจทำลายเกียรติภูมิของซือแป๋...’

ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ทุกท่านกับซือแป๋เรา ล้วนเป็นผู้คุ้นเคยสนิทสนม ซือแป๋เรายามลงทัณฑ์ต่อศิษย์ที่กระทำผิด มิเคยผ่อนเบาละเว้นเลย”

มันเบือนศีรษะไปทางอื้อชังไฮ้ กล่าวว่า “อื้อซือเจ่กสามารถยืนยันว่า วาจาของศิษย์หาได้โป้ปดไม่”

วาจาของมันประโยคนี้ นับว่าร้ายกาจยิ่งนัก อื้อชังไฮ้แค่นเสียงดังเฮอะ มิโต้ตอบออกไป มันทราบว่าเล่าเต็กนับมีความหมายคุกคาม หากโต้แย้ง ผู้อื่นพอถามไถ่ ก็ต้องพาดพิงถึงเรื่องเหล็กฮู้ชงไฉนจึงเตะเอาศิษย์ของแชเซี้ยสองคนลงจากเหลาสุรา

เล้าเจี่ยฮวงผู้ซึ่งจัดพิธีอ่างทองล้างมือ ขณะนี้ได้กล่าวว่า “งักซือเฮียบัญญัติกฎระเบียบเข้มงวดกวดขัดพวกเราย่อมทราบดี เพียงแต่ครั้งนี้หลายแซ่เหล็งฮู้ออกจะกระทำเกินไป เราจะบอกเล่าเรื่องราวเท่าที่รับฟังจากตี่เจ๊าะเต้าเฮียเลย

วันนี้ตอนเช้าตี่เจ๊าะเต้าเฮียกับหลานศิษย์นามตงแป๊ะเซี้ยไปดื่มสุราบนเหลาเซียนมันเมา พอขึ้นถึงบนเหลา ก็แลเห็นบุคคลสามคนนั่งร่ำดื่มสุราและส่งเสียงดังสนั่น ทั้งสามก็คืออสูรราคะฉั้งแป๊ะกวง หลานแซ่เหล็งฮู้ กับศิษย์ของเตี่ยอิดซือไถ่...งี้นิ้ม

ตี่เจ๊าะเต้าเฮียบความจริงมิรู้จักมันทั้งสาม แต่จากลักษณะการแต่งกาย ทราบว่าหนึ่งคือศิษย์สำนักฮั้วซัว อีกหนึ่งศิษย์สำนักเห้งซัว ส่วนฉั้งแป๊ะกวงเห็นเป็นบุรุษสวมชุดสวยสง่าอายุสามสิบเศษผู้หนึ่ง ยังมิทราบศักดิ์ศรีที่แท้จริงของมัน

ภายหลังพลันได้ยินหลานแซ่เหล็งฮู้เอ่ยปากกล่าวว่า “ฉั้งเฮียมาเถอะ ดื่มอีกถ้วยหนึ่ง วิชาตัวเบาของท่านเป็นเอกะในใต้หล้า แต่ความสามารถเชิงสุราเมรัย กลับเป็นรองข้าพเจ้าอยู่สามส่วน”

มันเมื่อแซ่ฉั้ง กอปรกับมีวิชาตัวเบาเป็นเอกะยามจับจ้องรูปโฉม จึงเชื่อมั่นว่าเป็นอสูรจอมผยองฉั้งแป๊ะกวงแน่แล้ว ตี่เจ๊าะเต้าเฮียบเป็นบุคคลที่ชิงชังอธรรมคนชั่วร้าย พอเห็นสภาพเบื้องหน้าย่อมต้องมีโทสะลุกฮือโหม”

เล่าเต็กนับคำนึงในใจว่า ‘...บนเหลาเซียนมึนเมา บุคคลสามคนร่ำดื่มด้วยกัน หนึ่งเป็นอสูรราคะที่ชั่วร้าย หนึ่งเป็นแม่ชีที่เยาว์วัยเพศบรรพชิต อีกหนึ่งกับเป็นศิษย์คนโตของสำนักฮั้วซัวพวกเรา นับว่าประหลาดพิกลอย่างยิ่ง...’

เล้าเจี่ยฮวงกล่าวว่า “จากนั้นตี่เจ๊าะเต้าเฮียก็ได้ยินฉั้งแป๊ะกวงกล่าวว่า “เราฉั้งแป๊ะกวง อาละวาดอยู่ในวงพวกนักเลงอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ชั่วชีวิตเหยียดหยามผู้ที่แอบอ้างนามของสำนักมาตรฐาน แสดงตนอย่างยโสโอหัง

เหล็งฮู้เฮียท่านแม้เป็นศิษย์ของฮั้วซัว กลับมีความห้าวหาญอยู่สามส่วน การได้ดื่มสุราร่วมกับท่าน นับว่าประเสริฐแท้ มาดื่มสุราอีกเถอะ อย่างน้อยความสามารถในเชิงสุราของเรา ก็เก่งกาจกว่าท่านหนึ่งเท่าตัว แม่ชีน้อย ท่านก็ร่วมดื่มด้วย...”

ตี่เจ๊าะเต้าเฮียขณะนั้นมิอาจอดรนทนได้ ตบโต๊ะแล้วด่าว่า “เจ้าคือฉั้งแป๊ะกวงอสูรราคะกระมัง? ในวงพวกนักเลง ทุกผู้คนต่างปรารถนาใคร่อยากฆ่าเจ้า เจ้ากลับประกาศนามในที่นี้ แสดงว่าคงรำคาญต่อการมีชีวิตสืบไปแล้ว”

ฉั้งแป๊ะกวงวงเดียรัจฉานนั้นยโสทระนงยิ่งนัก เอื้อนเอ่ยวาจาล่วงเกินหลายประโยค ตี่เจ๊าะเต้าเฮียจึงชักอาวุธเข้าพันตู แต่หลังจากต่อสู้กันหลายร้อยกระบวนท่า ยามเลินเล่อจึงถูกฉั้งแป๊ะกวงใช้วิธีการอันเลวทรามทำร้ายใส่ทรวงอกดาบหนึ่ง

หลานแซ่ตงถลันเข้าช่วยเหลือผู้เป็นซือเจ่ก กลับถูกฉั้งแป๊ะกวงฆ่าทิ้งไป นักสู้วัยหนุ่มแน่น ตายในเงื้อมมืออสูร นับว่าน่าเสียดายยิ่ง

ขณะนั้นเหล็งฮู้ชงนั่งอยู่ด้านข้างตลอดเวลา มิได้ลงมือช่วยเหลือ ออกจะทำลายความสามัคคียึดมั่นในธัมมะของเราห้าสำนักกระบี่ การที่เทียนมึ้งเต้าเฮียมีโทสะขุ่นเคือง ก็เพราะเหตุนี้”

เทียนมึ้งเต้าหยินกระชากเสียงกล่าวว่า “อย่าว่าแต่เป็นบุคคลในห้าสำนักกระบี่ แม้เป็นผู้ฝึกปรือฝีมือเวลาผิดชอบชั่วดี ย่อมมีการจำแนกแยกแยะ แต่การอยู่ร่วมกับอสูรราคะคนหนึ่ง...”

สีหน้าของมันแดงฉานปานโลหิต ขุ่นเคืองจนหนวดเคราลุกชี้ชันขึ้นมา พลันได้ยินนอกประตูมีผู้คนกล่าวว่า “ซือแป๋ ศิษย์มีเรื่องราวน้อมเรียน”

เทียนมึ้งเต้าหยินจดจำได้ว่า เป็นสุ้มเสียงของศิษย์นามเฮ้งคุนจึงกล่าวว่า “เข้ามา เรื่องอันใด?”

บุรุษอายุสามสิบเศษ ท่วงท่าคึกคักเข้มแข็งผู้หนึ่งได้เดินเข้ามา แสดงความคารวะต่อเล้าเจี่ยฮวงกับผู้มีอาวุโสอื่นๆ จากนั้นค่อยกล่าวกับเทียนมึ้งเต้าหยินว่า “ซือแป๋ นั้งเช็งซือเจ่กส่งข่าวคราวมาว่าท่านได้นำศิษย์ในสำนัก เสาะหาฉั้งแป๊ะกวง เหล็กฮู้ชงสองอสูรราคะที่เมืองฮวงซัวแต่ไม่พบพานร่องรอย...”

เล่าเต็กนับได้ยินมันกลับนำตั่วซือเฮียของตนจัดรวมอยู่ในจำพวก “อสูรราคะ” รู้สึกเสื่อมเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่าตั่วซือเฮียมั่วสุมอยู่กับฉั้งแป๊ะกวงจริงๆ มิมีทางโต้แย้งเลย

เฮ้งคุนผู้นั้น กล่าวสืบไปว่า “แต่ขณะอยู่นอกเมืองฮ่วงซัว ได้พบพานซากศพซากหนึ่งทรวงอกปักตรึงด้วยกระบี่เล่มหนึ่งอาวุธนั้นกลับเป็นของอสูรราคะเหล็กฮู้ชง...”

เทียนมึ้งเต้าหยินถามว่า “ผู้ตายเป็นใคร?”

เฮ้งคุนกวาดสายตาไปยังอื้อชังไฮ้ กล่าวว่า “เป็นศิษย์ในสังกัดของอื้อซือเจ่กผู้หนึ่ง ขณะนั้นพวกเราต่างไม่รู้จัก พอขนซากศพเข้ามาในเมืองฮ่วงซัว จึงมีผู้คนจดจำได้ว่า ที่แท้คือล้อนั้งเกี๊ยกซือเฮีย...”

อื้อชังไฮ้อุทานดังอา ผุดลุกขึ้นร้องว่า “เป็นนังเกี๊ยก...ซากศพเล่า?”

นอกประตูมีผู้คนกล่าวตอบว่า “อยู่ที่นี้”

อื้อชังไฮ้เป็นบุคคลที่มีขันติลึกซึ้ง แม้รับทราบข่าวร้ายผู้ตายก็คือหนึ่งใน เอ็ง ฮง เฮ้า เกี๊ยก สี่อัจฉริยะแห่งแชเซี้ย แต่ยังระงับสีหน้าเป็นปรกติกล่าวว่า “ขอรบกวนให้หามซากศพเข้ามา”

นอกประตูแว่วเสียงรับคำ บุคคลสองคนได้หามไม้แผ่นหนึ่งเข้ามา แลเห็นซากศพที่นอนเหยียดยาวอยู่ บนทรวงอกเสียบตรึงไว้ด้วยกระบี่เล่มหนึ่ง

กระบี่เล่มหนึ่งปักเข้าไปในท้องน้อยผู้ตาย แทงเฉียงๆ ขึ้นไป กระบี่เล่มนี้ยาวสามเชี๊ยะ หลงเหลืออยู่นอกายไม่ถึงหนึ่งเชี๊ยะ แสดงว่าปลายกระบี่ได้แทงทะลวงถึงคอหอยผู้ตาย อันกระบวนท่าที่อำมหิตจากล่างสู่บนเช่นนี้ ในวงพวกนักเลงน้อยครั้งที่จะพบพาน

เฮ้งคุนกล่าวว่า “นั้งเช็งซือเจ่กขณะส่งข่าวมาได้บอกว่าท่านยังค้นหาอสูรราคะทั้งสองนั้น ทางที่ประเสริฐซือเจ่กซือแป๊ะในที่นี้ขอให้ไปช่วยเหลือสักหนึ่งหรือสองคน”

เตี่ยอิดซือไถ่กับอื้อชังไฮ้ กล่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า “เราไปเอง”

ในยามนั้น นอกประตูแว่วเสียงอันเจื้อยแจ้วดังว่า “ซือแป๋ ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว!”

เตี่ยอิดซือไถ่มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ตวาดว่า “เป็นงี้นิ้ม? รีบไสหัวเข้ามาให้เรา”

ประกายตาของทั้งหมด กวาดมองไปที่หน้าประตู ต้องการดูว่าแม่ชีเยาว์วัยที่นั่งร่วมดื่มสุรากับอสูรราคะสองคนบนเหลาสุรา ที่แท้เป็นบุคคลอย่างไรกัน

ม่านประตูขณะถูกเลิกตลบ ทุกผู้คนรู้สึกสว่างเจิดจ้าที่เบื้องหน้าสายตา แลเห็นแม่ชีอายุเยาว์ผู้ที่มามีรูปโฉมสวยสดสะคราญตา กลับเป็นนวลนางที่โสภานางหนึ่ง

นางมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปี เรือนร่างอ้อนแอ้นแน่งน้อย แต่ห่อหุ้มอยู่ในเสื้อแพรสีดำอันหลวงกว้างแลเห็นนางเดินมาถึงเบื้องหน้าของเตี่ยอิดซือไถ่ ย่อกายกราบกรานอย่างชดช้อย ร้องว่า “ซือแป๋...”

วาจาเพิ่งเพิ่งเอ่ยออกจากปาก พลันเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า “เจ้าได้กระทำ...เรื่องดีงาม? ไฉนจึงกลับมา?”

งี้นิ้วร่ำไห้กล่าวว่า “ซือแป๋ ศิษย์...ศิษย์ครั้งนี้แทบมิอาจมาพบหน้าท่านผู้เฒ่าอีกเลย”

สำเนียงของนางหยาดเยิ้มเสนาะโสต ทุกผู้คนในใจอดคาดคิดมิได้ว่า “...หญิงงามถึงปานนี้ ไฉนไปเป็นแม่ชี?...”

แลเห็นมืออันผุดผ่องทั้งสองข้าง เกาะกุมชายเสื้อของเตี่ยอิด มีความขาวสะอาดปานหยกบริสุทธิ์ เฮ้งคุนกับสองบุรุษที่หามซากศพ ล้อนั้งเกี๊ยกเข้ามา อดมีใจเต้นหวั่นไหวมิได้

อื้อชังไฮ้เพียงชำเลืองมองนางวูบหนึ่ง ก็ไม่สนใจอีก ประกายตาจับจ้องไปยังกระบี่ ซึ่งปักอยู่บนร่างของล้อนั้งเกี๊ยก เห็นว่าที่ด้ามมีพู่กระบี่สีเขียว บนด้ามกระบี่ใกล้กับด้ามถือ สลักอักษรเล็กๆ ว่า “เหล็กฮู้ชงแห่งฮั้วซัว”

ประกายสายตายามกวาดมองไปที่กระบี่ซึ่งสะพายอยู่หว่างเอวของเล่าเต็กนับ ก็พบว่ามีพู่แพรสีเขียวลักษณะเฉกเช่นกัน มันพลันสะอึกกายสู่เบื้องหน้า ฝ่ามือซ้ายยื่นออก ปักทะลวงใส่ดวงตาทั้งคู่ของเล่าเต็กนับ

พลังดรรชนียามฝ่าอากาศเกรี้ยวกราดรุนแรง พริบตาเดียวปลายนิ้วก็สัมผัสกับหนังตา เล่าเต็กนับแตกตื่นตกใจยิ่งนัก ใช้กระบวนท่ากื่อฮ้วยเลี่ยวเทียน (ชูไฟผลาญฟ้า) รั้งสองมือขึ้นสูงปัดป้องอย่างเร่งร้อน

อื้อชังไฮ้แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ฝ่ามือซ้ายกรีดเป็นวงกลมในรัศมีอันจำกัด ตะปบคว้ามือทั้งสองข้างของเล่าเต็กนับเอาไว้ จากนั้นฝ่ามือขวาก็ยื่นออก แว่วเสียงดังเปรื่อง กระชากเอากระบี่ยาวของฝ่ายตรงข้ามออกมา

เล่าเต็กนับสองมืออยู่ในฝ่ามือของอื้อชังไฮ้ เมื่อสะบัดดิ้นรน ฝ่ายตรงข้ามกลับยืนแน่วนิ่ง มิเคลื่อนไหวปลายกระบี่ยาวของตัวเอง พลันถูกเสือกพุ่งมาจ่ออยู่ที่ทรวงอกจึงร้องโพล่งว่า “นี่...ไม่เกี่ยวกับเรา”

อื้อชังไฮ้มองดู คมกระบี่เล่มที่ถืออยู่ แลเห็นสลักอักษรว่า “เล่าเต็กนับแห่งฮั้วซัว” ซึ่งตัวอักษรใหญ่เล็กเท่ากับอีกเล่มหนึ่ง

มันลดข้อมือลง ปลายกระบี่ก็จ่อแน่วนิ่งที่ท้องน้อยของเล่าเต็กนับ กล่าวอย่างเย็นระเบียบว่า “ที่กระบี่แทงเฉียงๆ สู่ด้านบนนั้น เป็นกระบวนท่าอันใดในเพลงกระบี่ฮั้วซัว?”

เล่าเต็กนับมีเหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก กล่าวเสียงสั่นระรัวว่า “สำนักฮั้วซัว...ของเรา หาได้...บัญญัติกระบวนท่าเช่นนั้นไม่”

อื้อชังไฮ้ความจริงก็รู้สึกสงสัยใจ ท่าร่างที่ปลิดชีวิตของล้อนั้งเกี๊ยก ได้แทงกระบี่เข้าไปในท้องน้อย แล้วเสือกไสปลายกระบี่จนถึงคอหอย หรือว่าเหล็กฮู้ชงโน้มกายลง พลิกแทงจากเบื้องล่างสู่ด้านบน?

และเหล็กฮู้ชงหลังจากฆ่าคนแล้ว เหตุไฉนไม่ถอนกระบี่ยาว จงใจทิ้งไว้เป็นหลักฐาน? แสดงว่ามันมีเจตนาท้าทายต่อสำนักแชเซี้ยชัดๆ

พลันได้ยินงี้นิ้มกล่าวว่า “อื้อซือแป๊ะ” โปรดละเว้นไมตรี เหล็งฮู้ตั่วกอใช้ท่านี้ คงมิใช่เพลงกระบี่ของฮั้วซัว”

อื้อชังไฮ้หันกายกลับมา ใบหน้าเย็นชากระด้างกล่าวกับเตี่ยอิดซือไถ่ว่า “ซือไถ่ ท่านลองฟังวาจาศิษย์ของท่าน มันเรียกหาอสูรน้อยผู้นั้นว่ากระไร?”

เตี่ยอิดซือไถ่กระชากเสียงกล่าวว่า “เราไม่มีใบหูหรือ? กลับต้องให้ท่านสะกิดเตือน”

ควรทราบว่า เตี่ยอิดซือไถ่นิยมคุ้มครองพวกพ้องที่สุด แม้ทราบว่าฝ่ายของนางผิดพลาด ก็ยังทุ่มเถียงเกี่ยงงอน นางได้ยินงี้นิ้มเรียกหาเหล็กฮู้ชงเป็น “เหล็งฮู้ตั่วกอ (พี่ใหญ่)” ก็บังเกิดเพลิงโทสะ อื้อชังไฮ้หากกล่าวช้ากว่านี้ นางคงตำหนิผู้เป็นศิษย์ก่อนแล้ว

แต่อื้อชังไฮ้กลับชิงกล่าวออกมา นางเลยพาลปกปักผู้เป็นศิษย์ กล่าวว่า “นางกล่าวตามสะดวก จะเป็นไรไป ห้าสำนักกระบี่ของเราสมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้อยู่ในห้าสำนัก ล้วนเป็นซือเฮียตี๋ มีอันใดน่าประหลาดด้วย?”

ความหมายในวาจา กลับกล่าวว่าสำนักแชเซี้ยไม่อยู่ในห้าสำนักกระบี่ เรามิแยแสสนใจท่าน

อื้อชังไฮ้ย่อมทราบความมุ่งหมายของนาง จึงหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า “ประเสริฐมาก มิทราบว่าเหล็กฮู้ชงคือศิษย์ในห้าสำนักกระบี่หรือไม่?”

มันแผ่พุ่งพลังจากจุดตังชั้ง ฝ่ามือซ้ายผลักไสระบายพลังสู่ภายนอก เสือกร่างของเล่าเต็กนับพลันปลิวกระเด็นออกไปปะทะกับผนังห้องโถงดังโครมใหญ่ ตวาดว่า “ส่วนเจ้าหรือว่าเป็นคนดีงามด้วย? ตลอดรายทางลอบติดตามเรา มีเจตนาอย่างไร?”

เล่าเต็กนับถูกมันผลักกระแทก จนอวัยวะภายในแทบทะลักออกมา ยื่นมือค้ำยันผนังอย่างเต็มฝืน รู้สึกว่าหัวเข่าอ่อนระทวยแทบจะล้มกายนั่งลง แต่พอหวนนึกถึง เกียรติภูมิของสำนักอาจารย์มิว่าอย่างไรก็ต้องยืนหยัดเอาไว้

เมื่อได้ยินวาจาของอื้อชังไฮ้ ก็ลอบคร่ำครวญในใจว่า ‘...ที่แท้เรากับเซี่ยวซือม่วยขณะลอบสะกดรอยพวกมัน กลับถูกผู้ต่ำต้อยเฒ่าเจ้าเล่ห์นี้พบเห็นด้วย...’

เตี่ยอิดซือไถ่ กล่าวว่า “งี้นิ้ม มาเถอะ เจ้าเหตุใดจึงพลาดพลั้งถูกพวกมันคร่ากุมไป ก็บอกเล่าให้ซือแป๋รับทราบอย่างละเอียด”

กล่าวพลางจูงมือของนาง เดินออกไปนอกห้องโถง ทุกผู้คนต่างสำนึกทราบดีว่า แม่ชีเยาว์วัยที่สวยสะคราญเช่นนี้ ยามตกอยู่ในเงื้อมมือของอสูรเด็ดดมบุปผาเช่นฉั้งแป๊ะกวง ไหนเลยจะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้

เรื่องราวที่เป็นไป ย่อมมิอาจแพร่งพรายต่อหน้าบุคคลอื่นเตี่ยอิดซือไถ่จึงคิดจะพานางไปที่ซึ่งไม่มีผู้คนแล้วค่อยซักถามอย่างละเอียด

ทันใดนั้น เงาร่างสีเขียวได้ถลันวูบหนึ่งอื้อชังไฮ้สะอึกปราดไปขัดขวางอยู่หน้าประตูกล่าวว่า “เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของตงแป๊ะเซี้ยหลานเราล้อนั้งเกี๊ยกศิษย์เราสองคน ขอให้งี้นิ้มเซี่ยวซือแป๋ (คำยกย่องแม่ชีเยาว์วัย) บอกเหตุการณ์ในที่นี้”

เตี่ยอิดซือไถ่มีนิสัยร้อนรุ่มวู่วาม ไหนเลยจะยินยอมให้อื้อชังไฮ้สกัดขวางทาง? ดังนั้นคิ้วจางๆ ทั้งสองข้ามพลันเลิกขึ้นสู่เบื้องบน มีท่าทีหมายจะลงมือ

นางกับอื้อชังไฮ้ล้วนเป็นผู้ทรงฝีมือ อันดับหนึ่งในวงพวกนักเลงยุคนี้ ทั้งสองหากประมือกัน ก็ยากจะจำแนกผลแพ้ชนะในช่วงเวลาสั้นๆ เรื่องนี้จะกวนจนบานปลายออกไป

เล้าเจี่ยฮวงรีบชิงก้าวเท้าออกไป ประสานมือคารวะจนจรดพื้นกล่าวว่า “ท่านทั้งสองยังคฤหาสน์ตระกูลเล้า ล้วนเป็นอาคันตุกะของเรา ขอให้เห็นแก่หน้าอันต่ำต้อยนี้ อย่าได้ทำลายความปรองดองกับล้วนเป็นผู้แซ่เล้าให้การต้อนรับไม่ทั่วถึง ท่านทั้งสองอย่าถือสาเลย”

เตี่ยอิดซือไถ่หัวร่อออกมา กล่าวว่า “เล้าซาเอี้ย การที่เราบังเกิดโทสะ หามีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านไม่ ท่านหากต้องการหน่วงเหนี่ยวเราเอาไว้ก็”

อื้อชังไฮ้ก็มิมั่นใจว่า หากประมือกับเตี่ยอิดซือไถ่จะสามารถเอาชัยได้ มิหนำซ้ำซือเจ้ของนางเตียเอ้ยแม้มีนิสัยอ่อนโยนแต่ความสูงล้ำของพลังฝีมือ เป็นที่ซาบซึ้งอย่างดี มันอดคร้ามเกรงมิได้ ดังนั้นก็หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เราเพียงแต่ให้งี้นิ้มเซี่ยวซือแป๋บอกเล่าข้อเท็จจริงต่อหน้าทุกผู้คนเท่านั้นเอง”

กล่าวพลางขยับเล็กน้อย กลับคืนมายังที่นั่งดังเดิม

เตี่ยอิดซือไถ่แค่นเสียงดังเฮอะ จูงมืองี้นิ้มกลับมาที่เดิมด้วย กล่าวว่า “ที่แท้หลังจากวันนั้นเจ้าหายสูญไปแล้วเหตุการณ์ต่อมาเป็นอย่างไร”

นางเกรงว่างี้นิ้มอายุเยาว์ไร้ความคิด บอกเล่าเรื่องราวอันอัปยศอดสูต่อสำนักออกมาด้วย จึงรีบกล่าวเพิ่มเติมว่า “เพียงเล่าแต่เรื่องจำเป็น ตัดทอนเรื่องเหลวไหลไร้สาระไป”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ถูกแล้ว ศิษย์มิได้กระทำเรื่องที่ขัดแย้งคำสั่งสอนของซือแป๋ เพียงแต่ขอวิงวอนให้ซือแป๋ เร่งรีบไปสังหารอสูรร้ายฉั้งแป๊ะกวงและ...”

เตี่ยอิดซือไถ่ผงกศีรษะกล่าวว่า “เจ้ามิต้องบอกอีก เราล้วนทราบดี เราย่อมต้องสังหารฉั้งแป๊ะกวงกับเหล็กฮู้ชงสองอสูรร้ายนั้น”

งี้นิ้มกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เหล็กฮู้ตั่วกอ? ไฉนจึงสังหารเหล็กฮู้ตั่วกอเขา...เขา...”

นางพลันก้มศีรษะลงหลั่งน้ำตา สะอึกสะอื้นกล่าวว่า “เขา...เขาได้ตายแล้ว!”

ผู้คนทั้งหมดพอได้ยิน ล้วนแต่สะท้านใจอย่างรุนแรง เทียนมึ้งเต้าหยินร้องดังๆ ว่า “มันไฉนจึงตกตาย? ผู้ใดฆ่ามัน?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ก็คือ...คนชั่วร้ายของสำนักแชเซี้ยผู้นี้” พลางชี้มือไปที่ซากศพของล้อนั้งเกี๊ยก

เทียนมึ้งเต้าหยินได้ยินว่า เหล็กฮู้ชงตกตายไปแล้ว อัคคีโทสะในอกล้วนสลายสิ้น อื้อชังไฮ้อดรู้สึกลำพองมิได้ คำนึงว่า ‘...ที่แท้เหล็กฮู้ชงผู้แหลกเหลวนั้น ได้ถูกนั้งเกี๊ยกฆ่าทิ้งไป เมื่อเป็นเช่นนี้ มันทั้งสองเสี่ยงชีวิตจนตกตายตามกัน ประเสริฐมาก นั้งเกี๊ยกทารกนี้ มิทำลายชื่อเสียงของแชเซี้ยเลย...’

มันถลึงตาเข้าใส่งี้นิ้ม แค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ห้าสำนักกระบี่ของท่านล้วนเป็นผู้ดีงาม สำนักแชเซี้ยของเราล้วนเป็นคนชั่วร้าย”

งี้นิ้มหลั่งน้ำตากล่าวว่า “ข้าพเจ้า...มิทราบ ข้าพเจ้ามิได้ว่าอื้อซือแป๊ะท่าน เพียงแต่ว่ามัน”

นางได้ชี้มือไปที่ซากศพของล้อนั้งเกี๊ยกอีก เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวกับอื้อชังไฮ้ว่า “ท่านข่มขู่นางไปไย งี้นิ้ม มิต้องหวั่นเกรงบุคคลนี้ชั่วร้ายอย่างไร เจ้าบอกกล่าวออกมาจนหมดสิ้น ซือแป๋อยู่ในที่นี้ผู้ใดสามารถทำร้ายเจ้าได้?” พลางค้อนควักใส่อื้อชังไฮ้ด้วย อื้อชังไฮ้กล่าวขึ้นว่า “เพศบรรพชิตย่อมไม่เคยคำมดเท็จ เซี่ยวซือแป๋ท่านกล้าสาบานต่อพระโพธิสัตว์หรือไม่?”

มันหวั่นเกรงว่างี้นิ้มจะถูกซือแป๋นางชี้แนะบงการกล่าวหาล้อนั้งเกี๊ยกว่ามีพฤติการณ์สุดจะรับฟังได้

งี้นิ้มกล่าวว่า “ข้าพเจ้าสำหรับซือแป๋ ไม่กล้าโป้ปดมดเท็จอย่างเด็ดขาด”

จากนั้นก็คุกเข่าลง หันหน้าสู่ด้านนอก ประนมมือทั้งสองข้าง หลุบคิ้วกล่าวว่า “ศิษย์สมญางี้นิ้ม จะน้อมเรียนเรื่องราวต่อซือแป๋กับซือแป๊ะเจ่ก (คำยกย่องเหล่าผู้มีศักดิ์ลำดับรุ่นเท่ากับอาจารย์) ทุกท่าน มิกล้ามีวาจำไร้ความจริงแม้แต่ครึ่งคำ พระโพธิสัตว์ทรงบารมีไพศาล ขอได้โปรดควบคุมคอยพิจารณา”

ผู้คนทั้งหมดได้ยินนางเอื้อนเอ่ยอย่างจริงจัง และมีท่าทีอันน่าเวทนาสงสาร จึงมีความปรารถนาดีต่อนาง นักศึกษาเคราดำผู้หนึ่ง นั่งรับฟังอยู่ด้านข้างอย่างเงียบงันตลอดมา ในยามนั้นพลันกล่าวสอดว่า “เซี่ยวซือแป๋ในเมื่อสาบานเช่นนี้ ทุกผู้คนย่อมเชื่อถือแล้ว”

ที่แท้นักศึกษาผู้นี้แซ่กวน ชนชาวบู๊ลิ้มล้วนเรียกหามันว่า กวนซิงแซ สำหรับนามกลับมิมีผู้ล่วงรู้เพียงรับทราบว่ามันเป็นชาวเมืองเซียมไซ พู่กันประจำตัวคู่หนึ่ง สามารถสำแดงอานุภาพ เป็นผู้ทรงฝีมือที่เชี่ยวชาญในการจี้สกัดจุดเส้น

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “ผู้แซ่อื้อได้ยินแล้วหรือไม่ กวนซิงแซยังกล่าวเช่นนี้ ยังจะมีการโป้ปดด้วย?”

ประกายสายตาของผู้คนทั้งหมด กวาดมองไปที่ใบหน้าของงี้นิ้ม แลเห็นนางแม้จะผุดผาดงดงาม แต่ประดุจดั่งไข่มุกหยกงาม บริสุทธิ์ไร้มารยา แม้กระทั่งอื้อชังไฮ้ ก็คำนึงในใจว่า ‘...รู้สึกว่าแม่ชีน้อยนี้กลับมิใช่ผู้ถนัดในการโป้ปด...’

ในยามนี้ทั่วห้องโถงอันสวยงาม เงียบสงัดไร้สุ้มเสียงพากันรอคอยให้งี้นิ้มบอกเล่าเหตุการณ์

ได้ยินนางส่งเสียงกล่าวว่า “เมื่อวานนี้เวลาเที่ยง ข้าพเจ้าติดตามซือแป๋กับเหล่าซือเจ้ไปที่ฮ่วมเอี้ยง ระหว่างทางเกิดฝนตกลงมา ขณะลงจากเนินเขาข้าพเจ้าเท้าลื่นไถล จึงยื่นมือค้ำยันผนังผา บนฝ่ามือเต็มไปด้วยโคลนเลน

มาถึงใต้เขา ข้าพเจ้าไปที่ลำธารล้างมือพลันแลเห็นเงาในน้ำของข้าพเจ้า ด้านข้างเพิ่มเงาของบุรุษผู้หนึ่ง ข้าพเจ้าแตกตื่นตกใจรีบผุดลุกขึ้น กลางหลังพลันปวดแปลบปลาบ ได้ถูกมันจี้สกัดจุดเอาไว้

ข้าพเจ้าหวาดกลัวยิ่งนัก คิดจะร้องเรียกให้ซือแป๋มาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีสุ้มเสียงดังออกมา บุคคลนั้นคว้าร่างข้าพเจ้าขึ้น ไปยังถ้ำแห่งหนึ่งแล้วจึงปล่อยลง

ข้าพเจ้าแลเห็นโฉมหน้าของมัน รู้สึกว่าไม่ดุร้ายเท่าใดนัก จึงวางใจได้บ้าง ชั่วครู่ต่อมา ก็แว่วเสียงซือเจ้สามท่านเรียกหา จากสถานที่สามแห่งว่า “งี้นิ้ม ท่านอยู่ที่ใด?”

บุคคลนั้นเพียงแต่หัวร่อ กล่าวเบาๆ ว่า  “พวกนางหากเสาะพบมาถึงที่นี่ เราก็จะจับกุมทั้งสามเลย!”

ซือเจ้ทั้งสามเสาะหาตามที่ต่างๆ แต่มิได้มาถึงถ้ำนี้ จวบจนภายหลังแม้สุ้มเสียงก็เงียบหายไป บุคคลนั้นจึงตกคลายจุดให้ ข้าพเจ้าก็วิ่งออกจากถ้ำหมายหลบหนีทันที

หาคาดไม่ว่า บุคคลนั้นมีวิชาท่าร่างรวดเร็วกว่าข้าพเจ้ามากมายนัก ข้าพเจ้าขณะพุ่งสู่ด้านนอก บุคคลนั้นก็ขวางกั้นอยู่ปากถ้ำแล้ว ศีรษะข้าพเจ้าปะทะใส่ทรวงอกมัน

บุคคลนั้นหัวร่อ ฮา ฮา ดังสนั่น กล่าวว่า “ท่านยังจะหลบหนีได้หรือ?”

ข้าพเจ้าถอยกายไปด้านหลัง ดึงกระบี่ยาวออกมา คิดจะทิ่มแทงเข้าใส่ แต่ก็คิดว่าบุคคลนี้ มิได้ทำร้ายข้าพเจ้า เพศบรรชิต ยึดมั่นในหลักมุทิตา ไม่อาจทำร้ายชีวิตผู้คน

ดังนั้นกระบี่ยาวจึงมิได้ทิ่มแทงออกไป ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ท่านเหตุใดจึงกักกันข้าพเจ้า? ท่านหากไม่ถอยไป กระบี่ของข้าพเจ้าก็จะ...แทงทำร้ายท่านแล้ว”

บุคคลนั้นเพียงแต่หัวร่อ กล่าวว่า “เซี่ยวซือแป๋ (คำยกย่องแม่ชีน้อย) ท่านมีน้ำใจประเสริฐแท้ ท่านมิอาจตัดสินใจฆ่าเราหรือไม่?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้ากับท่านไม่มีข้ออาฆาตบาดหมาง ไยต้องฆ่าท่าน”

บุคคลนั้นกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นประเสริฐมากพวกเรานั่งลงมาสนทนากัน”

ข้าพเจ้าปฏิเสธว่า “ซือแป๋ ซือเจ้กำลังค้นหาข้าพเจ้า พร้อมกับนั้นซือแป๋ก็ไม่อนุญาต ให้ข้าพเจ้าสนทนากับบุรุษเพศ”

บุคคลนั้นกล่าวว่า “ท่านก็กล่าววาจาแล้ว เมื่อสนทนากันอีกหลายประโยค ก็จะเป็นไรไป?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “รีบถอยไป ท่านทราบหรือไม่ว่า ซือแป๋ข้าพเจ้าร้ายกาจยิ่งนัก ท่านผู้เฒ่าเห็นท่านไร้มารยาทถึงปานนี้ มิแน่นักว่าจะหักเท้าทั้งสองข้างของท่าน”

มันส่งเสียงขึ้นว่า “ท่านหากคิดจะหักเท้าของเราทั้งสองข้างเราก็ยินยอมให้ลงมือ สำหรับซือแป๋ท่าน ชราถึงปานนั้น เราไม่มีรสนิยม...”

เตี่ยอิดตวาดว่า “เหลวไหล วาจาคลุ่มคลั่งเหล่านี้ เจ้าก็จดจำเอาไว้ด้วย”

นางทราบว่า ศิษย์คนเล็กนี้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา เกี่ยวกับความรักระหว่างบุรุษสตรี ยิ่งไม่รู้ซึ้งแม้แต่น้อย อสูรราคะกล่าววาจาอันบัดสีเช่นนั้น นางมิเข้าใจเลย ดังนั้นจึงบอกเล่าออกมาต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก

ทุกผู้คนพอได้ยิน รู้สึกขบขันยิ่ง เพียงแต่เตี่ยอิดซือไถ่อยู่ร่วมด้วย มิว่าผู้ใดก็ไม่กล้าแสดงรอยยิ้มแย้มออกมา

งี้นิ้มกล่าวว่า “นั้นได้กล่าวเช่นนั้นจริงๆ”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “เอาเถอะ วาจาคลุ้มคลั่งเหล่านั้น ไม่มีความสำคัญอย่างได้พาดพิงถึง เจ้าบอกมาว่าไฉนจึงไปเผชิญกับเหล็กฮู้ชงแห่งสำนักฮั้งซัว”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ถูกแล้ว...หลังจากที่บุคคลนั้นหักกระบี่ของข้าพเจ้าแล้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่ทวนคำว่า “มันหักกระบี่ของเจ้า?”

งี้นิ้มตอบว่า “ถูกแล้ว มันเอ่ยวาจาอีกมากมาย เพียงแต่ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าออกไป บอกว่าข้าพเจ้า...มีรูปโฉมงดงามต้องการให้ข้าพเจ้าหลับนอนร่วมกับมัน...”

เตี่ยอิดซือไถ่ตวาดว่า “หุบปาก ปากของเจ้าไม่มีการปกปิดเสียบ้างเลยวาจาเหล่านั้นกล่าวออกมาได้อย่างไร?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “มันเป็นผู้กล่าว ข้าพเจ้าหาตอบคำไม่ และมิได้หลับนอนร่วมกับมัน”

เตี่ยอิดซือไถ่ ตวาดดังกว่าเดิมว่า “หุบปาก”

ขณะนั้นศิษย์ของแชเซี้ยซึ่งหามซากศพล้อนั้งเกี๊ยกเข้ามาผู้หนึ่ง มิอาจอดกลั้นเอาไว้ หัวร่อดังฮาออกมา เตี่ยอิดซือไถ่เดือดดาลเป็นการใหญ่ หยิบฉวยถ้วยน้ำชาบนโต๊ะสะบัดข้อมือวูบหนึ่ง ถ้วยบรรจุชาร้อนได้สาดใส่มัน

ปฏิกิริยานี้ นางได้แฝงพลังภายในประจำสำนักเห้งซัวทั้งว่องไวทั้งแม่นยำ ศิษย์แชเซี้ยผู้นั้นมิทันหลบหลีกน้ำชาถ้วยนั้นล้วนสาดถูกใบหน้า ของมันเจ็บปวดจนร้องดังหวนโหย

อื้อชังไฮ้กระชากเสียงกล่าวว่า “ท่านหมายความกระไร วาจากลับเอ่ยออกมา แต่ห้ามหัวร่อ ป่าเถื่อนยิ่งนัก”

เตี่ยอิดซือไถ่ชม้ายมองกล่าวว่า “เตี่ยอิดแห่งเห้งซัวป่าเถื่อนมาหลายปีแล้ว ท่านวันนี้เพิ่งทราบหรือ?”

พลันเบือนหน้ากล่าวกับงี้นิ้มว่า “เล่าต่อไป วาจาที่ไม่จำเป็น อย่าได้พิรี้พิไร”

งี้นิ้มกล่าวว่ “ถูกแล้ว ซือแป๋ ข้าพเจ้าออกมาจากถ้ำ แต่บุคคลนั้นขัดขวางมิยอมปลดปล่อย ท้องห้าได้มืดค่ำลงแล้ว ข้าพเจ้ากระวันกระวายใจยิ่งนัก พลันเสือกพุ่งกระบี่แทงเข้าใส่มัน

ข้าพเจ้าไม่คิดฆ่ามัน เพียงแต่ข่มขู่ ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ซือแป๋ข้าพเจ้าใช้กระบวนท่ากิจำโต่วเกียบ (เข็มทองต้านเภทภัย)

หาคาดไม่ว่า ฝ่ามือซ้ายของบุคคลนั้นได้ยื่นออก ตะปบลงมาบนร่างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสะท้านใจวาบ กระบี่ยาวในมือขวาก็ถูกมันช่วงชิงไป

บุคคลนั้นมีพลังฝีมือร้ายกาจ มือขวากุมด้ามกระบี่ มือซ้ายใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้คีบปลายกระบี่ออกกำลังเล็กน้อย กระบี่ของข้าพเจ้าเล่มนั้นก็ถูกหักออกมาหนึ่งนิ้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “ส่วนที่หักออกมาเพียงหนึ่งนิ้ว?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “ถูกแล้ว”

เตี่ยอิดซือไถ่กับเทียนมึ้งเต้าหยินประสานสบตากันวูบหนึ่งทั้งสองต่างซึมทราบว่า ฉั้งแป๊ะกวงผู้นั้นหากหักกระบี่เป็นสองท่อนก็มิมีความน่าพิสดารอันใด

แต่ทว่า การใช้กำลังจากดรรชนีสองนิ้ว หักกระบี่ที่ตีจากเหล็กกล้าออกมาส่วนหนึ่ง ความเข้มแข็งของพลังนิ้ว นับว่าน่าแตกตื่นเหลือประมาณ

เทียนมึ้งเต้าหยินยื่นมือออก ดึงกระบี่ยาวจากหว่างเอวของศิษย์ผู้หนึ่ง นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของมือขวาคีบจับปลายกระบี่ออกกำลังเบาๆ ก็หักออกมาส่วนหนึ่งยาวประมาณนิ้วเศษ และถามว่า “เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?”

“ที่แท้ซือแป๊ะก็แสดงได้ แต่รอยหักกระบี่ของฉั้งแป๊ะกวงสม่ำเสมอกว่าของซือแป๊ะ!”

เทียนมึ้งเต้าหยินแค่นเสียงดังเฮอะ สอดกระบี่หักคืนสู่ฝักของผู้เป็นศิษย์ ฝ่ามือซ้ายตบใส่โต๊ะน้ำชาตามสภาวะ เศษกระบี่กว่าหนึ่งนิ้วส่วนนั้น ได้ฝังลึกเข้าไปในพื้นโต๊ะ ไม่มีรอยผุดเด่นขึ้นมา

งี้นิ้มปรบมือ กล่าวว่า “ซือแป๊ะครานี้ยอดเยี่ยมยิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่าคนชั่วร้ายฉั้งแป๊ะกวงคงไม่สามารถแสดงได้”

นางพลันมีท่าทีหม่นหมอง พริ้มตาลงเล็กน้อยถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “อา น่าเสียดายที่ซือแป๊ะขณะนั้นมิได้ช่วยเหลือมาตรมิเช่นนั้นเหล็กฮู้ตั่วกอคงไม่บาดเจ็บสาหัสแล้ว!”

เทียนมึ้งเต้าหยินกล่าวว่า “เหตุใดจึงบาดเจ็บสาหัส? ท่านมิใช่บอกว่ามันเสียชีวิตตายไปแล้วหรือ?”

งี้นิ้มกล่าวว่า “เหล็กฮู้ตั่วกอตายแล้ว เพราะว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงถูกคนชั่วร้ายแห่งแชเซี้ยล้อนั้งเกี๊ยกทำร้ายตายไป”

อื้อชังไฮ้ได้ยินนางเรียกหาฉั้งแป๊ะกวงเป็น “คนชั่วร้าย” เรียกหาศิษย์ของมันเป็น “คนชั่วร้าย” เช่นกันทำให้อกแค่นเสียงดังเฮอะ มิได้

ทุกผู้คนแลเห็นในดวงตาคู่งามของงี้นิ้ม มีหยาดน้ำตากลอกกลิ้งไปมา แสงดว่าจะร่ำไห้ออกมา มิว่าผู้ใดก็ไม่กล้าถามไถ่นาง

นางแม้จะเป็นศิษย์ของเตี่ยอิดซือไถ่ แต่ชนชั้นผู้ทรงฝีมือเช่นเทียนมึ้งเต้าหยิน เล้าเจี่ยฮวง กวงซิงแซ ฮ่อซาฉิก พากันรู้สึกเวทนาสงสาร หากมิใช่นางเป็นแม่ชี บุคคลหลายคนก็คิดจะยื่นมือออกไปลูบหลังลูบไหลปลอบประโลมนางแล้ว “คนชั่วร้ายฉั้งแป๊ะกวงได้บังคับข้าพเจ้า คิดจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพลิกฝ่ามือฟาดมัน มือทั้งสองข้างกลับถูกคว้าจับเอาไว้”

ขณะนั้นเอง นอกถ้ำพลันมีผู้คนส่งเสียงหัวร่อออกมา หัวร่อดัง ฮา ฮา ฮา สามครั้ง แล้วหยุดชะงักไปเล็กน้อย

ฉั้งแป๊ะกวงส่งเสียงอย่างเกรี้ยวกราด ร้องถามว่า “ผู้ใด?”

บุคคลภายนอกคนนั้น ก็หัวร่อ ฮา ฮา ฮา ติดต่อกันอีกสามครั้ง ฉั้งแป๊ะกวงแผดด่าว่า “หากทราบสถานการณ์ก็ไสหัวไปจนห่างไกลให้กับเราด้วยตั่วเอี้ย (ยกย่องตัวเองเป็นเจ้านายใหญ่) หากมีโทสะขึ้นมา เจ้าก็มิอาจมีชีวิตรอดสืบไป!”

แต่บุคคลนั้นก็หัวร่อ ฮา ฮา ฮา ออกมาอีกสามครั้ง

ฉั้งแป๊ะกวงไม่แยแสสนใจ คือปลดเปลื้องเสื้อผ้าข้าพเจ้าอีก บุคคลที่นอกถ้ำคนนั้นก็หัวร่อออกมา

บุคคลนั้นพอหัวร่อ ฉั้งแป๊ะกวงบังเกิดโทสะ ข้าพเจ้าภาวนาให้บุคคลนั้นรีบมาช่วยเหลือข้าพเจ้า แต่บุคคลนั้น ทราบความร้ายกาจของฉั้งแป๊ะกวง มิกล้าเข้ามาในถ้ำ เพียงแต่ส่งเสียงหัวร่อโดยมิหยุดยั้ง”

หนังสือแนะนำ

Special Deal