กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 8 เหล็งฮู้ชงอยู่ที่ใด

ดรุณีนางนั้นถามว่า “มันบอกว่า “มากกว่าสิบสองปี” หมายความว่ากระไร?”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ยามนั้นสีหน้าของท่านเจ้าอารามแซ่อื้อประหลาดพิกลยิ่งนัก เราเข้าใจว่าคงหมายความว่าเราพลังฝีมือธรรมดา ตั่วซือเฮียแม้ฝึกปรือฝีมือนานกว่าเราสิบสองปี ก็มิสูงล้ำกว่าเท่าใดนัก”

ดรุณีนางนั้นส่งเสียงดังอืมม์ เล่าเต็กนับกล่าวสืบไปว่า “เราพอกลับมาถึงสำนัก ก็น้อมส่งจดหมายตอบจากท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ ซึ่งมีใจความอันนุ่มนวลเปี่ยมมารยาท ซือแป๋พึงพอใจยิ่งนัก และถามไถ่เหตุการณ์ที่พบพานมาในอารามซ่งฮวงกวน

เราบอกเล่าสภาพการณ์ที่ขบวนศิษย์แชเซี้ยฝึกปรือกระบี่ ในยามวิกาล ซือแป๋จึงบงการให้เราสำแดงออกมา เราจดจำได้เจ็ดแปดกระบวนท่า จึงลงมือร่ายรำออก

ซือแป๋ชมครั้งหนึ่งแล้ว ก็กล่าวว่า “นี่คือเพลงกระบี่พิชิตมารของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย!”

ลิ้มเพ้งจือได้ยินประโยคท้าย ถึงกับสะท้านขึ้นทั้งร่าง ยังประเสริฐที่บรรดาศิษย์ฮั้วซัว กำลังรวบรวมสมาธิรับฟังวาจาของยี่ซือเฮีย มิมีผู้ใดแยแสสนใจตน

เล่าเต็กนับเล่าอีกว่า “ในยามนั้นเราถามไถ่ซือแป๋ว่า “เพลงกระบี่พิชิตมารมีอานุภาพยิ่งใหญ่นักหรือ? สำนักแชเซี้ยไฉนจึงมานะหมกมุ่นฝึกปรือถึงปานนี้?”

ซือแป๋มิตอบโต้ พริ้มตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เต็กนับ ก่อนที่เจ้าจะมาสังกัดเรา ก็ได้ท่องเที่ยวในวงพวกนักเลงหลายปี เคยรับฟังคำวิจารณ์เกี่ยวกับพลังฝีมือของหัวหน้าใหญ่สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยลิ้มจิ้นน้ำหรือไม่?”

เราเอ่ยว่า “ในวงพวกนักเลงร่ำลือว่า ลิ้มจิ้มน้ำมีความโอบอ้อมอารี คบหาสหายมากมาย ทั้งหมดจึงไม่ก้าวก่ายกิจการของมัน สำหรับพลังฝีมือจะเป็นอย่างไรกลับมิกระจ่างชัด”

ซือแป๋กล่าวว่า “ถูกแล้ว สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยหลายปีมานี้ การที่กิจการรุ่งเรือง เนื่องจากชนชาวบู๊ลิ้มล้วนให้เกียรติมัน เจ้ายังมิทันว่าซือแป๋ของท่านเจ้าอารามแซ่อื้อสมญาเชี่ยงแชจื้อ ยามเยาว์วัยเคยพ่ายแพ้ภายใต้กระบี่พิชิตมารของลิ้มเอี้ยงโต้วครั้งหนึ่ง”

เราทวนคำว่าลิ้มเอี้ยงโต้ว ซือแป๋จึงกล่าวว่า “ลิ้มเอี้ยงโต้วคือโจ้วแป๋ (ปู่) ของลิ้มจิ้นน้ำ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย ก่อกำเนิดขึ้นมาจากมัน คราครั้งกระโน้นลิ้มเอี้ยงโต้วอาศัยเจ็ดสิบสองท่ากระบี่พิชิตมาร หนึ่งร้อยแปดท่าฝ่ามือตลบฟ้า และธนูขนเงินยี่สิบแปดดอก ได้กวาดล้างมวลหมู่อธรรมจนไร้ผู้เทียมทาน

ขณะนั้นนักสู้ธัมมะ แลเห็นมันทรงเกียรติภูมิกระเดื่องดัง ก็มีผู้ไปประลองฝีมือ เพราะเหตุนี้เชี่ยงแชจื้อจึงพ่ายแพ้ต่อมันด้วยวิชากระบี่พิชิตมาร”

เรากล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ เพลงกระบี่พิชิตมารก็ร้ายกาจอย่างยิ่งยวดจริงๆ?”

ซือแป๋กล่าวว่า “เรื่องที่เชี่ยงแชจื้อประลองพ่ายแพ้ทั้งสองฝ่ายล้วนปกปิดเป็นความลับ ในวงพวกนักเลงมิมีผู้รับทราบ เชี่ยงแชจื้อท่านผู้อาวุโสกับซือโจ้ว (อาจารย์ของอาจารย์) ของเจ้าเป็นสหายสนิทกัน จึงเคยบอกล่าวต่อซือโจ้วของเจ้า

เชี่ยงแชจื้อ ยอมรับว่า นี่เป็นความอัปยศอดสูในชีวิต แต่ซึมทราบว่ามิอาจต้านทานลิ้มเอี้ยงโต้ว ความแค้นนี้ไม่ทีทางลบล้างได้ ซือโจ้วของเจ้าเคยหักล้างท่ากระบี่พิชิตมารกับมัน หมายช่วยเสาะหาข้อบกพร่องในเพลงกระบี่

แต่ทว่าวิชากระบี่ทั้งเจ็ดสิบสองท่านั้น ดูอย่างผิวเผินรู้สึกธรรมดาไร้พิสดาร หากแต่ความจริงแฝงไว้ด้วยความพลิกแพลงลึกล้ำ ยากจะหยั่งคาด ทั้งสองค้นคว้ากันอยู่หลายเดือน ยังไม่สามารถคลี่คลาย

ขณะนั้นเราคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง จดจำได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นเจ้าพอแสดงออกมา จึงทราบว่าคือเพลงกระบี่พิชิตมาร อากาลเวลาล่วงลับมิหยุดยั้ง นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว

ลิ้มเพ้งจือตั้งแต่ถูกศิษย์สำนักแชเซี้ยทำร้ายจนไม่อาจปัดป้องต้านรับ สำหรับกับวิชาประจำตระกูล ได้สูญเสียความเชื่อมั่นภาวนาจะเสาะพบอาจารย์ผู้สูงส่งแล้วค่อยชำระล้างความแค้น บัดนี้เล่าเต็กนับพอบอกเล่าถึงบารมีของโจ้วแป๋ (ปู่) ลิ้มเอี้ยงโต้วเมื่อกาลก่อนก็รู้สึกกระตือรือร้น คำนึงว่า ‘...ที่แท้เพลงกระบี่พิชิตมารของตระกูลเรา มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ผู้นำของสำนักฮั้วซัวและแชเซี้ยรุ่นก่อนยังมิอาจต้านทานรับได้ ถ้าเช่นนั้นบิดาไฉนจึงไม่สามารถรับมือทายาทรุ่นหลังของแชเซี้ยเล่า? อา คาดว่าบิดายังไม่เรียนรู้ถึงความลึกล้ำของวิชากระบี่ชุดนี้...’

ได้ยินเล่าเต็กนับบอกเล่าว่า “ขณะนั้นเราถามซือแป๋ว่า “เชี่ยงแชจื้อภายหลังได้ชะล้างความแค้นนี้หรือไม่?”

ซือแป๋กล่าวว่า “ความจริงการประลองฝีมือแล้วท่านแพ้หาใช่เรื่องที่ควรอาฆาตพยาบาทไม่ อย่าว่าแต่ตอนนั้นลิ้มเอี้ยงโต้วมีเกียรติภูมิมาเนิ่นนานปี ส่วนเชี่ยงแชจื้ออายุยังเยาว์และเพิ่งออกท่องเที่ยว

ผู้คนรุ่นเยาว์พ่ายแพ้ในเงื้อมมือของผู้อาวุโสกว่ามิอาจนับว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียหน้า ซือโจ้วของเจ้าไม่มีความมั่นใจว่าเอาชัยเพลงกระบี่พิชิตมารได้ จึงเกลี้ยงกล่อมมันขอให้เลิกร้างลืมเลือนไป

ภายหลังเชี่ยงแชจื้อ ได้มรณภาพไป เมื่ออายุเพียงสามสิบหกปี ซึ่งมิแน่นักว่าจิตใจไม่อาจสลัดพ้นเรื่องนี้ ทำให้ตรมตรอมจนตกตาย และอีกหลายสิบปีให้หลัง อื้อชัวไฮ้พลันควบคุมศิษย์หลายสิบคนฝึกหัดวิชากระบี่พิชิตมาร นั่นเป็นสาเหตุอันใด? เต็กนับเจ้าลองคาดเดาดู”

เรากล่าวว่า “คำนวณจากท่วงท่าของทุกผู้คนในอารามซ่งฮวงกวน เวลาฝึกปรือเพลงกระบี่ ล้วนเคร่งขรึมจริงจัง หรือว่าท่านเจ้าอารามแซ่อื้อคิดจะนำกำลังไปรุกรานสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย เพื่อล้างแค้นแทนบรรพชนด้วย?”

ซือแป๋ผงกศีรษะเอ่ยว่า “เราก็คิดเช่นนั้น เชี่ยงแชจื้อมีจิตใจคับแค้นและทระนงตนยิ่ง เรื่องที่พ่ายแพ้ต่อลิ้มเอี้ยงโต้วย่อมต้องจดจำเอาไว้ ก่อนตกตายคงมีคำสั่งเสียอันใดกับอื้อชังไฮ้

ลิ้มเอี้ยงโต้วเสียชีวิตก่อนเชี่ยงแชจื้อเสียอีก อื้อชังไฮ้หากคิดล้างแค้นแทนอาจารย์ มีแต่ทวงถามบัญชีกับบุตรของลิ้มเอี้ยงโต้ว คือลิ้มตงฮ้ง แต่มิทราบว่าเพราะเหตุใด จึงรอคอยมาถึงบัดนี้ค่อยปฏิบัติการ

อื้อชังไฮ้เป็นบุคคลที่ลึกซึ้ง ต้องกำหนดแผนการแล้วค่อยเคลื่อนไหว คราครั้งนี้ระหว่างแชเซี้ยกับสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยคงบังเกิดการโรมรันพันตูขนานใหญ่แล้ว”

เราเรียนถามซือแป๋ว่า “ตามความเห็นของท่านผู้เฒ่าการชิงชัยครานี้ผู้ใดจะได้รับชัยชนะกัน?”

ซือแป๋หัวร่อพลางกล่าวว่า “ความสำเร็จของอื้อชังไฮ้สูงส่งเหนือล้ำยอดเยี่ยมกว่าเชี่ยงแชจื้อ สำหรับพลังฝีมือของลิ้มจิ้นน้ำมิมีผู้ใดทราบชัด คาดว่ามิอาจทัดเทียมกับโจ้วแป๋

ดังนั้นหนึ่งรุดหนึ่งล้าหลังกอปรกับแชเซี้ยอยู่ในมุมเร้นลับ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยปรากฏโล่งแจ้ง ยังไม่ทันประมือสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยก็เป็นรองถึงเจ็ดส่วนแล้ว

หากแม้นลิ้มจิ้นน้ำทราบเรื่องล่วงหน้า เชื้อเชิญดาบทองไร้เทียมทาน เฮ้งง้วนป่ามาช่วยเหลือ ก็อาจจะหักหาญกันได้ เต็กนับเจ้าคิดจะไปดูความสนุกสนานหรือไม่?”

เราย่อมรับคำสั่งด้วยความลิงโลด ซือแป๋กำชับมิให้เราขอกล่าวต่อศิษย์ร่วมสำนัก แต่เซี่ยวซือม่วยปราดเปรื่องยิ่งนัก กลับถูกนางทราบข่าว รบเร้าซือแป๋ยินยอมให้นางร่วมทางกับเรา

เราทั้งสองได้ปลอมแปลงรูปโฉม แสร้งเป็นเปิดกิจการค้าขายสุราอยู่นอกเมืองฮกจิว ทุกๆ วันไปสำรวจดูสภาพการณ์ที่สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย อย่างอื่นมิได้ประสบเห็นแต่ลิ้มจิ้นน้ำอบรมบุตรชายลิ้มเพ้งจือฝึกปรือกระบี่

เซี่ยวซือม่วยจับจ้องจนสั่นศีรษะ กล่าวถามเราว่า “นี่ไหนเลยจะเป็นวิชากระบี่พิชิตมาร สภาพเช่นนี้มารร้ายหากกล้ำกรายมา ลิ้มกงจื้อผู้นี้คงหลีกลี้มากกว่า”

ท่ามกลางสำเนียงหัวร่อของบรรดาศิษย์ฮั้วซัว ลิ้มเพ้งจือรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง คำนึงว่า “...ที่แท้มันได้ไปที่สำนักเราหลายครั้ง พวกเรากลับมิรู้สึกสำนึก นับว่าไร้ความสามารถจริงๆ...”

เล่าเต็กนับเล่าสืบไปว่า “เราทั้งสองอาศัยอยู่นอกเมืองฮกจิวมิกี่วัน ขบวนศิษย์ของแชเซี้ยก็ทยอยกันเร่งรุดมา ผู้มาก่อนคือโฮ้วนั้งเอ็งกับอั้งนั้งฮ้ง มันทั้งสองตลอดวันก็วนเวียนอยู่ที่สำนักคุ้มกันภัย เรากับเซี่ยวซือม่วยเกรงว่าจะเผชิญกัน จึงไม่ได้ไปอีก

วันหนึ่งประจวบเหมาะยิ่งนัก ลิ้มกงจื้อผู้นั้นกลับมาเยี่ยมเยือนร้านค้าที่เรากับเซี่ยวซือม่วยเปิดขึ้น เซี่ยวซือม่วยได้แต่จัดสุราเสนอและจากการสนทนา จึงทราบว่ามันยังไม่ล่วงรู้พฤติการณ์ของพวกเรา

ที่แท้กงจื้อผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ มิเข้าใจทุกสรรพสิ่ง ไม่แตกต่างกับผู้โง่เขลาเท่าใดนัก ขณะนั้น ผู้บัดซบที่สุดในแชเซี้ยสองคนอื้อนั้งงังกับเกี้ยนั้งตั๊ก ก็เร่งรุดมาที่ร้านเรา...”

เล่าเต็กนับหัวร่อพลางกล่าวว่า “อย่าได้ดูแคลนท่านประมุขน้อยแซ่ลิ้มที่มีพลังฝีมือสามัญ มิคู่ควรแม้แต่เป็นศิษย์ของเซี่ยวซือม่วย หากทว่ากลับมีความฮึกเหิมห้าวหาญ บุตรชายที่เหลวไหลของอื้อชังไฮ้ ถึงกับเอ่ยปากล่วงเกินเซี่ยวซือม่วย ลิ้มกงจื้อก็ยื่นมือออกขัดขวาง

ลิ้มเพ้งจือมีความนึกคิดพลุ่งพล่าน และทั้งเดือดดาลคำนึงว่า ‘...ที่แท้สำนักแชเซี้ยรุกรานต่อสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย เนื่องจากคิดชำระล้างความอัปยศของบรรพชนรุ่นก่อนผู้ที่มาเมืองฮกจิว หาใช่มีเพียงแต่ปึงนั้งตี่ทั้งสี่เท่านั้น เราแม้ไม่สังหารอื้อนั้งงัง พวกมันก็ต้องมารังควาน...’

ตนมีจิตใจสับสน คำบอกเล่าของเต็กนับมิได้รับฟังกระทบโสต จวบจนชั่วครู่ให้หลัง ค่อยแว่วเล่าเต็กนับบอกเล่าว่า “เราเห็นวิธีการฆ่าอื้อนั้งงังของลิ้มกงจื้อ ก็หารือกับเซี่ยวซือม่วยว่า เพลงกระบี่พิชิตมารของตระกูลลิ้มแม้จะร้ายกาจจริงๆ แต่อย่างน้อยลิ้มกงจื้อก็มิได้ร่ำเรียนไป

ยามราตรีของวันนั้น เรากับเซี่ยวซือม่วยก็ไปที่สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยอีก แลเห็นโฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้งฮ้ง อูนั้งเฮ้า ล้อนั้งเกี๊ยกรวมสิบกว่าคนล้วนมาแล้ว พวกเราเกรงว่าจะถูกฝ่ายตรงข้ามพบพาน จึงได้แต่หลีกลี้อยู่ห่างไกล

พวกมันจัดการสังหารผู้คุ้มกันภัย และคนรับใช้ในสำนักทีละคน ผู้คุ้มกันภัยที่ถูกส่งออกไปขอความช่วยเหลือ ก็กลับกลายเป็นซากศพ ยามลงมือนับว่าอำมหิตยิ่งนัก

ยามนั้นเรารู้สึกว่า เชี่ยงแชจื้อแห่งแชเซี้ยประลองพ่ายแพ้ลิ้มเอี้ยงโต้วเมื่อกาลก่อน ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อหากคิดล้างแค้น ก็เพียงแต่ไปท้าทายหักล้างเอาชัยลิ้มจิ้นน้ำ ไยต้องล้างผลาญอย่างโหดเหี้ยมถึงปานนั้น?

เรื่องนี้คาดว่าเนื่องจากอื้อนั้งงังเสียชีวิตไป ศิษย์ของแชเซี้ยหากไม่เข่นฆ่าขนานใหญ่ ยามกลับสู่สำนักมิอาจรายงานต่อซือแป๋ แต่พวกมันละเว้นลิ้มจิ้นน้ำ ภรรยากับลิ้มเพ้งจือ เพียงบีบบังคับพวกมันออกจากสำนักคุ้มกันภัย

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “พลังฝีมือของประมุขแซ่ลิ้มแม้สูงล้ำกว่าผู้เป็นประมุขน้อยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับยอดเยี่ยม ยี่ซือเฮียเล่าว่า สำนักแชเซี้ยฝึกหัดเพลงกระบี่ในยามวิกาล ออกจะหมกมุ่นเกินความจำเป็นแล้ว”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “คราครั้งกระโน้นเชี่ยงแชจื้อพ่ายแพ้ด้วยเพลงกระบี่พิชิตมาร อื้อชังไฮ้ย่อมมิกล้าเลินเล่อดูแคลน หากแม้คร่ำเคร่งฝึกซ้อม ก็จะล่วงรู้วิถีจู่โจมกระบวนท่าร่างของศัตรู สามารถเอาชัยง่ายดายยิ่งขึ้น

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าแตกตื่น กล่าวคือบิดาและบุตรตระกูลลิ้ม เมื่อถูกศิษย์แชเซี้ยบีบบังคับออกจากที่พำนักแล้ว อื้อชังไฮ้ก็ไปที่สำนักคุ้มกันภัย และอาศัยอยู่เป็นเวลาสามวัน!”

ลิ้มเพ้งจือสะท้านใจวาบ คำนึงในใจว่า ‘อสูรเฒ่าอื้อชังไฮ้ไปที่สำนักคุ้มกันภัยของเรา? มันไปกระทำเรื่องอันใด?’

ปมปริศนาของตน ปรากฏศิษย์แห่งฮั้วซัวหลายคนพากันถามไถ่ เล่าเต็กนับกล่าวว่า “เรื่องนี้ก็ต้องบอกเล่าอย่างยืดยาว ลิ้มจิ้นน้ำทั้งครอบครัวขณะหลบหนี ปึงนั้งตี๋และพวกก็สะกดรอยตามอยู่ตลอดเวลา เซี่ยวซือม่วยต้องการติดตามไปด้วยเราสองจึงอยู่ด้านหลังของศิษย์แห่งแชเซี้ย

พอถึงร้านอาหารเล็กๆ ในเทือกเขานอกเมืองฮกจิว ปึงนั้งตี๋ อูนั้งเฮ้า เกี้ยนั้งตั๊ก ก็ปรากฏโฉมครากุมผู้คนตระกูลลิ้มทั้งสาม

เซี่ยวซือม่วยกล่าวว่า “ลิ้มกงจือฆ่าอื้อนั้งงังเพราะเนื่องจากข้าพเจ้า พวกเรามิอาจไม่ช่วยเหลือ”

“เราจะพยายามทัดทาน แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นเซี่ยวซือม่วยจึงออกไปด้วยรูปโฉมของดรุณีขายสุรา เกี้ยนั้งตั๊กย่อมจดจำได้ สนทนามิถึงสามประโยค เซี่ยวซือม่วยก็เหวี่ยงมันตีลังการสามตลบ ครั้งสุดท้าย ผลักไสมันลงไปในสระน้ำเน่า ดื่มน้ำปัสสาวะอย่างเต็มที่”

เล็กตั่วอู๋ เจ้าลิงอันดับหกปรบมือร้องว่า “ประเสริฐมาก เราทราบแล้ว เซี่ยวซือม่วย มิได้ลงมือเพื่อช่วยเหลือทารกแซ่ลิ้ม ในใจของนางยังมีเจตนามุ่งหมายประการหนึ่ง”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีเจตนาอย่างไร”

“เราเพราะสำนักแชเซี้ยจึงถูกซือแป๋ฟาดโบย เซี่ยวซือม่วยมีจิตขุ่นเคือง จึงไปต่อยตีผู้คนของแชเซี้ย ระบายอารมณ์แทนเราขอขอบคุณเป็นอย่างสูง...”

กล่าวพลางลุกขึ้นมา ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

ดรุณีนางนั้นหัวร่อคิกคัก ย่อกายคารวะตอบบุรุษถือลูกคิดกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เซี่ยวซือม่วยจัดการกับเกี้ยนั้งตั๊กเพราะคิดระบายโทสะแทนลักซือตี๋ รอจนกลับถึงสำนัก ซือแป๋ยามถามไถ่ นางก็บ่งบอกเช่นนั้น”

เล็กตั่วอู๋โบกมือเป็นพัลวัน กล่าวว่า “สำหรับไมตรีนี้เรามิกล้ารับไว้ ขออย่าได้ฉุดลากเราเข้าไป จนต้องถูกฟาดโบยอีกสิบทีเลย”

ดรุณีนางนั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ท่านเกรงกลัวอันใดกัน คราก่อนท่านถูกโบยร่วมกับตั่วซือเฮียหรือว่าตั่วซือเฮียมิได้อำนวยประโยชน์ให้กับท่าน?”

“เอ๊ะ ถูกโบยยังจะได้รับประโยชน์อันใด?”

ดรุณีนางนั้นเชิดริมฝีปากกล่าวว่า “ยังแสร้งเป็นโง่งมอีกวันนั้นท่านอยู่หลัง เขาลอบฝึกหัดวิชาดีดเท้าเตะเอาต้นท้อสิบกว่าต้นจนเอนเอียงไปมา นั่นมิใช่ตัวเฮียถ่ายทอดให้กับท่านเป็นส่วนตัวหรอกหรือ”

เล็กตั่วอู๋มีใบหน้าแดงระเรื่อ กล่าวว่า “เราเห็นตั่วซือเฮียเตะโฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้งฮ้งกลิ้งลงจากเหลารู้สึกเลื่อมใส จึงได้เรียนถามวิธีเตะตวัดเพียงแต่ก็ยากจะฝึกฝนสำเร็จ”

บุรุษร่างสูงซึ่งเป็นศิษย์ผู้พี่อันดับสามได้ถามว่า “ยี่ซือเฮีย เซี่ยวซือม่วยจัดการกับเกี้ยนั้งตั๊กแล้วเป็นอย่างไร”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ฝ่ายปึงนั้งตี่มีสายตาร้ายกาจ ทราบได้ในบัดดลว่าเซี่ยวซือม่วยเป็นศิษย์สำนักฮั้วซัว เซี่ยวซือม่วยก็หยอกเย้ากับพวกมัน ผสมแป้งผัดหน้าประทินพักตร์ ลงไปในสุรา อ้างว่าเป็นสุราพิษ ผู้แซ่ปึงกับแซ่อูล้วนมิกล้าดื่ม หากคาดไม่ว่า ลิ้มกงจื้อ กลับมีกำลังขวัญ ดื่มสุราแป้งผัดหน้าของเซี่ยวซือม่วย”

ลิ้มเพ้งจือก็บังเกิด ความอับอายอีกคราหนึ่งคำนึงว่า ‘...ดรุณีอัปลักษณ์นี้รังแกเราจนเกินเลย ที่แท้เป็นสุราแป้งผัดหน้ามิน่าเล่าจึงมีกลิ่นแป้งอบอวล...’

เล็กตั่วอู๋ เจ้าลิงอันดับหกหัวร่อพลางกล่าวว่า “หากทราบว่า ทารกแซ่ลิ้มร่ำดื่มทุกอย่าง เซี่ยวซือม่วยสมควรให้มันดื่มน้ำล้าง...น้ำล้างหน้าเสียบ้าง”

มันคิดจะกล่าวว่า “ดื่มน้ำล้างเท้า” แต่รู้สึกว่าถ้อยคารมไม่หมดจด จึงเปลี่ยนแปลงในกลางคัน ดรุณีนางนั้นกลับรู้สึกตัว ถลึงตาเข้าใส่อย่างดุดัน

เล่าเต็กนับเล่าอีกว่า “ปึงนั้งตี่มิกล้าดื่มสุราพิษปลอมก็แล้วกันไป พาลคุยเขื่องว่า มิเกรงกลัวร้อยพิษ เซี่ยวซือม่วยเลยหยอกล้อจนถึงที่สุด ล้วงหยิบเอายาเม็ดกั้งเล้งฮกโฮ้ว (ยาเม็ดพิชิตมังกรสยบเสือ) ออกมา ผสมลงไปในน้ำชาขอให้ผู้แซ่ปึงกับแซ่อูร่ำดื่ม

พวกท่านลองคิดดู ยาเม็ดพิชิตมังกรสยบเสือแม้มิใช่ยาพิษ แต่ฤทธิ์ยามีความรุนแรงสักปานใด หากนำไปให้หมูแพะดื่มกินทอดทิ้งอยู่ในป่า อสรพิษหรือพัยคฆ์มากินหมูแพะนั้น ยังต้องมึนเมาหลับใหลไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ศิษย์ของแชเซี้ยทั้งสองหากได้ดื่ม ก็จะแสดงความทุเรศออกมาทันที

ปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้าพอสูดดมกลิ่นอันฉุนเฉียวรุนแรง ไหนเลยจะกล้าดื่มลงไป แต่ทว่าลิ้มกงจื้อกลับมิหวั่นไหว ดื่มน้ำพิษทั้งสามถ้วยจนหมดสิ้น เรารู้สึกเลื่อมใสในความองอาจของมัน บุคลิกเช่นนี้ในวงพวกนักเลงยากจะพบพาน”

ทุกผู้คนเงียบงันไร้วาจา สีหน้าปรากฏแววอันเลื่อมใส เล็กตั่วอู๋ กล่าวว่า “มันพอดื่มน้ำพิษทั้งสามถ้วย ย่อมต้องล้มกายลงสลบไปกระมัง”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ถูกแล้ว ยาเม็ดนั้นมีฤทธิ์รุนแรง ลิ้มกงจื้อปราศจากรากฐานพลังภายใน ขณะนั้นเมามายจนคล้ายกับตายไป เดียรัจฉานปึงนั้งตี่กลอกกลิ้งยิ่งนักยังมียอมเชื่อถือ เอื้อมมือแตะชีพจรตรวจลมหายใจลิ้มกงจื้อ จึงเชื่อมั่นว่าตกตายจริงๆ

ดังนั้น ศิษย์แชเซี้ย ทั้งสองก็คร่ากุมลิ้มจิ้นน้ำกับภรรยาไป เรากับเซี่ยวซือม่วยลงมือขุดหลุม จัดการกลบฝังลิ้มกงจื้อ แต่สิ่งที่กองสุมอยู่บนร่างของมันล้วนเป็นกิ่งไม้ก้อนหิน เพื่อให้มันระบายลมหายใจ และหลังจากฟื้นตื่นแล้ว ก็สามารถปีนป่ายขึ้นมา

พวกเรากลบฝังมันเช่นนั้น มาตรแม้นว่าผู้คนของแชเซี้ยหวนกลับมาก็มิอาจไม่เชื่อถือ  พร้อมกับนั้นหากไม่กลบฝังร่างอยู่ในพื้นดิน กลับถูกสัตว์ป่ากลืนกินเป็นอาหาร ไยมิใช่ทำลายกุศลเจตนาของเซี่ยวซือม่วย”

ลิ้มเพ้งจือรับฟังถึงตอนนี้ จึงเข้าใจได้ ที่แท้ดรุณีอัปลักษณ์นั้นกลับมีพระคุณในการช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกตื้นตันใจ ความขุ่นเคืองที่มีอยู่ ล้วนปลาสนาการไปสิ้น

ขณะนั้นสายฝนคล้ายดั่งเม็ดถั่ว ยิ่งตกกระหน่ำยิ่งหนาแน่น แลเห็นเกี๊ยวน้ำหาบหนึ่งได้คอนหาบฝ่าละอองฝนมาถึงใต้ชายคาตึกของร้านน้ำชา แวะลงหยุดพัก ชายชราขายเกี๊ยวน้ำได้เคาะแผ่นไม้ไผ่ดังต๊ก ต๊ก ชักชวนแขกเหรื่อ ไอน้ำในหม้อพวยพุ่งขึ้นมาเป็นกลุ่มก้อน

บรรดาศิษย์ฮั้วซัวต่างหิวโหยแล้ว เจ้าลิงอันดับหกเล็กตั่วอู๋ร้องขึ้นว่า “นี่ ปรุงเกี๊ยวน้ำให้พวกเรามาสักสิบชาม ใส่ไข่ลงไปด้วย”

ชายชราขายเกี๊ยวน้ำกล่าวว่า “ถูกแล้ว” พลางเปิดฝาหม้อ หย่อนเกี๊ยวลงไปในน้ำต้มที่ร้อนระอุ มินานให้หลังก็ปรุงเสร็จได้ห้าชาม จัดการยกมา

คราครั้งเล็กตั่วอู๋กลับรักษามารยาทยิ่งนัก ชามแรกมอบให้กับศิษย์ผู้พี่อันดับสองเล่าเต็กนับ ชามที่สองมอบให้กับศิษย์ผู้พี่อันดับสามเนี่ยฮวด ชามที่สามเรียงตามลำดับให้กับศิษย์ผู้พี่อันดับสี่ซีไต้จื้อ ศิษย์ผู้พี่อันดับห้ากอกึงเม้ง

ชามที่ห้าสมควรให้กับมันเอง แต่กลับยกมาถึงเบื้องหน้าของดรุณีนางนั้น กล่าวว่า “เซี่ยวซือม่วยท่านรับประทานก่อน”

ดรุณีนางนั้น ตลอดเวลาสัพยอกกับมัน เรียกหาว่าเจ้าลิงอันดับหก แต่พอเห็นมันยกชามเกี๊ยวน้ำมากลับผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “ขอบพระคุณซือเฮีย”

คาดว่าพวกมันมีกฎระเบียบเข้มงวดกวดขัน ยามปรกติแม้สัพยอกกันได้ แต่ไม่อาจละเลยกฎระเบียบการปฏิบัติตัวระหว่างผู้สูงศักดิ์กับผู้เยาว์กว่า เล่าเต็กนับทั้งหมดเริ่มรับประทาน ดรุณีนางนั้นรอจนเล็กตั่วอู๋กับศิษย์ผู้พี่ทั้งหมดล้วนมีเกี๊ยวน้ำแล้ว นางค่อยรับประทาน

เนี่ยฮวดศิษย์อันดับสามในสำนักฮั้วซัวกล่าวขึ้นว่า “ยี่ซือเฮีย ท่านเมื่อครู่นี้บอกว่า อื้อชังไฮ้เร่งรุดไปยังสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยด้วยตัวเอง นั่นเป็นเรื่องราวอย่างไรกัน?”

เล่าเต็กนับบอกกล่าวว่า “เซี่ยวซือม่วยพอช่วยเหลือลิ้มกงจื้อแล้ว ก็กลับมาที่เมืองฮกจิวแลเห็นศิษย์ของแชเซี้ยยี่สิบกว่าคน ยังเฝ้ารักษาสำนักคุ้มกันภัยทั้งหน้าหลังไว้อย่างแน่นหนา

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แปลกไปแล้ว เรากับเซี่ยวซือม่วยหารือสาเหตุเลศนัย แต่ก็ไม่อาจคาดคำนวณทราบชัด เพราะความสงสัยใคร่อยากรู้ ยามค่ำคืนจึงไปสำรวจดู

พอลอบเร้นเข้าสู่สำนักคุ้มกันภัย ก็อดสะท้านใจมิได้ แลเห็นศิษย์ของแชเซี้ยจำนวนมากรื้อค้นหีบห่อทะลวงกำแพงเจาะผ่านผนังแทบจะพลิกแผ่นดินทุกตารางนิ้วของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยทีเดียว

ในสำนักย่อมมีเงินทองสมบัติวิเศษ ที่ไม่อาจนำติดตัวไปมิน้อยแต่พวกมันพอพบพานก็เหวี่ยงทิ้งไป หาแยแสสนใจไม่ ขณะนั้นเราจึงคาดคิดว่า ฝ่ายตรงข้ามกำลังเสาะหาสิ่งของสำคัญยิ่งชนิดหนึ่ง นั่นเป็นวัตถุสิ่งใดเล่า?”

ศิษย์สำนักฮั้วซัวสามสี่คนร้องโพล่งโดยพร้อมเพรียงกันว่า “บันทึกเพลงกระบี่พิชิตมาร!”

เล่าเต็กนับส่งเสียงกล่าวว่า “มิผิด เรากับเซี่ยวซือม่วยก็คาดคิดเช่นนั้นคำนวณตามรูปการ แสดงว่าพวกมันคิดขับไล่ผู้คนในสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยออกไปจนหมดสิ้น เพื่อรื้อค้นอย่างละเอียด แต่แลเห็นพวกมันวุ่นวายจนเหงื่อกาฬชุ่มโชก กลับปราศจากผลสำเร็จ

ภายหลังผู้คนของแชเซี้ย ตรวจค้นตามตำแหน่งต่างๆ แม้แต่ห้องอุจจาระปัสสาวะก็ไม่ยอมเลิกรา เรากับเซี่ยวซือม่วยถูกบีบบังคับจนไร้ที่หลบซ่อน ได้แต่หลบลี้จากมา 

เกี่ยวกับการที่อื้อชังไฮ้เร่งรุดมาถึงสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยด้วยตนเอง เท่าที่เราพิจารณาจากสภาพการณ์ เรื่องคิดล้างแค้นมีความสำคัญรองลงมา จุดประสงค์ที่แท้จริงกลับคิดเสาะหาบันทึกกระบี่พิชิตมารเล่มนั้น!”

ศิษย์อันดับสี่ ซีไต่จื้อกล่าวอย่างมิเข้าใจว่า “ยี่ซือเฮียท่านเคยเห็นศิษย์ของแชเซี้ยฝึกหัดเพลงกระบี่พิชิตมารในอารามซ่งฮวงกวน ถ้าเช่นนั้นฝ่ายตรงข้ามยังจะเสาะแสวงหาบันทึกกระบี่พิชิตมารไปไยกัน?”

เล่าเต็กนับทราบว่า ศิษย์ผู้น้องคนนี้มีมันสมองเชื่องช้ามิปราดเปรียว แต่ยามฝึกปรือฝีมือขยันขันแข็งยิ่งนัก สามารถชดเชยข้อบกพร่องได้ จึงกล่าวว่า “ซีซือตี๋ลองคิดดู คราครั้งกระโน้นลิ้มเอี้ยงโต้วเมื่อสามารถเอาชัยเชี่ยงแชจื้อ เพลงกะบี่ของมันย่อมสูงล้ำยิ่ง แต่ท่ากระบี่พิชิตมารซึ่งเชี่ยงแชจื้อจดจำได้ และถ่ายทอดต่อทายาทรุ่นหลัง กลับธรรมดาสามัญยิ่ง และบัดนี้อื้อชังไฮ้ยังพบเห็นว่า ความสำเร็จของลิ้มจิ้มน้ำกับบุตรชายก็มิเก่งกล้าสามารพ แสดงว่าเพลงกระบี่ชุดนั้นมีส่วนผิดพลาดแล้ว”

ซีไต่จื้อถามว่า “ส่วนผิดพลาดอันใด?”

เล่าเต็กนับตอบว่า “ในบันทึกกระบี่พิชิตมารของตระกูลลิ้มย่อมต้องมีเคล็ดวิชาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งท่าร่างของกระบี่แม้เป็นเฉกเช่นกันแต่อานุภาพเกี้ยวกราดกว่าเดิมมากมายนัก และเคล็ดวิชาชุดนั้นคาดว่าลิ้มจิ้นน้ำยังมิได้ฝึกปรือ!”

ซีไต่จื้อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ หากเป็นคราก่อนฝ่ายแชเซี้ยคิดเรียนรู้เคล็ดวิชาของกระบี่พิชิตมาร ก็เพื่อซาบซึ้งถึงแนวทางกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ แต่บัดนี้ลิ้มจิ้นน้ำกับภรรยาถึงกับตกเป็นเชลย สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยก็ล่มสลายไปแล้ว ยังมีความแค้นใดที่มิได้ชำระล้างมาตรแม้นว่าในเพลงกระบี่พิชิตมารมีเคล็ดวิชาอีกชุดหนึ่ง พวกมันเสาะพบยังจะมีคุณค่าอันใด?”

เล่าเต็กนับกล่าวถามว่า “ซีซือตี๋ แนววิชาฝีมือของแชเซี้ยเปรียบเทียบกับห้าสำนักกระบี่ของพวกเราเป็นอย่างไร?”

ซีไต่จื้อปฏิเสธว่ามิทราบ ชั่วครู่ให้หลังค่อยกล่าวว่า “เกรงว่ามิอาจเทียบเท่ากระมัง?”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ถูกต้อง แต่อื้อชังไฮ้เป็นบุคคลที่ทระนงและทะเยอทะยานไหนเลยจะยินยอมตกเป็นรองผู้อื่นตลอดกาล หากแม้นในเพลงกระบี่พิชิตมารมีเคล็ดวิชาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งสามารถทำให้ท่าร่างกระบี่พิชิตมาร ที่ราบเรียบธรรมดาแผ่อานุภาพอย่างไพศาล ถ้าเช่นนั้นเคล็ดกระบี่ดังกล่าวหากผสมผสานเข้าไปในแนวกระบี่ของแชเซี้ยจะเป็นอย่างไร?”

ซีไต่จื้องงงันไปชั่ววูบ พลันเอื้อมมือตบไส่พื้นโต๊ะดังฉาดใหญ่ผุดลุกขึ้นมา ร้องว่า “เราเข้าใจแล้ว ที่แท้อื้อชังไฮ้คิดจะดำรงตำแหน่งบ้วนเกี้ยมเม้งจู้ (ราชันย์แห่งกระบี่)!”

มันพอตบโต๊ะอย่างรุนแรง ชามลายดอกไม้เขียวที่บรรจุเกี๊ยวน้ำชามหนึ่งก็กระดอนขึ้นมา ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน ศิษย์อันดับห้ากอกึงเม้งยื่นเท้าออกไปค้ำรับก้นชามเอาไว้ ตวัดชามใบนั้นขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว มือซ้ายไขว่คว้าจัดการรับไว้

ชายชราขายเกี๊ยวน้ำพลันส่งเสียงอย่างแผ่วเบาว่า “คู่อริคุกคามมาแล้วยังมิรีบไป?”

ผู้คนทั้งหมดได้ยินชายชราผู้นั้นพลันเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้ต่างก็สะท้านใจวาบ กอกึงเม้งกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า “เป็นอื้อชังไฮ้แห่งแชเซี้ยมาหรอกหรือ?”

ชายชราขายเกี๊ยวน้ำบุ้ยปากไปอีกด้านหนึ่ง ไม่เอ่ยปากตอบคำ เคาะแผ่นไม้ดัง ต๊ก ต๊ก ชักชวนผู้คนมารับประทานเกี๊ยวน้ำต่อไป...

ผู้คนทั้งหมดมองออกไปนอกถนน แลเห็นท่ามกลางสายฝนที่ถี่ยิบ ผู้คนสิบกว่าคนได้ก้าวอย่างเร่งร้อนตรงเข้ามา ฝีเท้าแม้ว่องไวแต่ยามก้าวย่างแผ่วเบายิ่ง

บุคคลเหล่านั้นบนเรือนร่างคลุมเสื้อฝนเอาไว้ พอพุ่งปราดเข้าใกล้ ที่แท้เป็นนางชีกลุ่มหนึ่ง ผู้นำหน้าเป็นแม่ชีเรือนร่างสูงใหญ่นางหนึ่ง ยืนตระหง่านอยู่หน้าร้านน้ำชา ร้องดังๆ ว่า “เหล็งฮู้ชง ออกมา!” (เหล็งฮู้งชงผู้นี้คือตัวเอกของเรื่องผู้กล้าหาญคะนองซึ่งท่านจะได้พบกับบทบาทของตัวเอกเรื่องนี้ในตอนต่อไป ขอเชิญอ่านความสำเร็จเกี่ยวกับการสร้างบุคลิกตัวเอกของกิมย้ง อันจะสร้างความอภิรมย์ให้กับท่านอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด)

เล่าเต็กนับและพวกแลเห็นฝ่ายตรงข้าม ก็รีบผุดลุกขึ้นพากันน้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม เล่าเต็กนับกล่าวเสียงกังวานว่า “ขอน้อมพบเตี่ยอิดซือเจ่ก (คำยกย่องผู้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับอาจารย์)”

ที่แท้แม่ชีชรานางนี้มีสมญาว่าเตี่ยอิด เป็นศิษย์ผู้น้องของประมุขสำนักเห้งซัว เจ้าอารามแป๊ะฮุ้นอำ (อารามเมฆขาว) เตียเอ้ยซือไถ่ มิเพียงแต่มีศักดิ์ศรีสูงส่งที่สำนักเห้งซัว ในวงพวกนักเลง ไม่ว่าผู้ใดก็ให้ความเคารพยำเกรงสักสามส่วน

ได้ยินนางส่งเสียงอันหยาบกร้านกว่าบุรุษเพศเสียอีกว่า “เหล็งฮู้ชงซุกซ่อนอยู่ที่ใด? รีบไสหัวออกมา”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “น้อมเรียนซือเจ่ก เหล็งฮู้ตั่วซือเฮียมิได้อยู่ในที่นี้ศิษย์ทั้งหมดรอคอยอยู่ตลอดเวลา มันหาเร่งรุดมาไม่”

ลิ้มเพ้งจือที่อยู่ด้านข้างได้ยินเข้า จึงครุ่นคิดขึ้นว่า ‘...ที่แท้ตั่วซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่อันดับหนึ่ง) ซึ่งพวกมันสนทนาอยู่ตั้งครึ่งค่อนวันมีนามว่าเหล็งฮู้ชง บุคคลนี้แส่หาเรื่องราวมากมายยิ่งนัก มิทราบว่าเพราะเหตุใดกลับไปมีอริบาดหมางกับแม่ชีชราด้วย’

แม่ชีชราเตี่ยอิดกวาดสายตาไปทั่วร้านน้ำชา มิแลเห็นเหล็งฮู้ชงร่วมอยู่ด้วย ประกายตายามพุ่งมองไปที่ใบหน้าของดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “เจ้าคือเล้งยี้หรอกหรือ? ไฉนจึงตกแต่งจนมีสารรูปข่มขู่ขวัญผู้คนถึงปานนี้?”

ดรุณีนางนั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “มีคนชั่วคิดปองร้ายเล้งยี้จึงได้แต่ปลอมแปลงรูปโฉมหลบหลีกมัน”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “คนชั่วอันใดกัน เจ้าบอกกับมันได้เลวว่า เรื่องราวทุกประการ เราเตี่ยอิดเสี้ยมสอนเจ้ากระทำทั้งสิ้นเรียกหาให้มันมาทวงถามบัญชีกับเรา”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “ขอขอบพระคุณ เป็นอย่างสูง ซือเจ่ก มิทราบว่าตั่วซือเฮียสร้างความขุ่นเคืองให้กับท่านผู้เฒ่าอย่างไร? ข้าพเจ้าขอโขกศีรษะขมาโทษท่านผู้เฒ่าอย่าได้มีโทสะเลย”

กล่าวพลางคิดจะคุกเข่าลง เตี่ยอิดซือไถ่สะบัดชายเสื้อวูบหนึ่ง เล้งยี้ก็ไม่อาจงอเข่าได้ แม่ชีชราเตี่ยอิดแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “กฎระเบียงประจำสำนักฮั้งซัวของเจ้า ยิ่งนานยิ่งละเลย ผู้อาวุโสมักปล่อยปละศิษย์ เที่ยวก่อกวนเรื่องราวทางภายนอก พอเสร็จเรื่องทางด้านนี้ เราก็จะเร่งรุดไปฮั้วซัวถกเถียงเหตุผลกัน!”

ดรุณีนางเล้งยี้ กล่าวอย่างร้อนรนว่า “ซือเจ่ก ท่านอย่าได้ไป ตั่วซือเฮียเมื่อมินานนี้ถูกบิดาฟาดโบยสามสิบที จนเขามิสามารถก้าวเท้าเดินเหิน ท่านหากฟ้องร้องต่อบิดา เขาก็จะถูกฟาดอีกหาสิบที ไยมิใช่ตีจนตกตายเลย?”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “เดียรัจฉานนั้นตกตายเร็วเท่าใดก็ยิ่งประเสริฐ เล้งยี้เจ้าก็กล้าโป้ปดต่อเรา ถึงกับบอกว่าเหล็งฮู้ชงมิอาจเดินเหิน มันหากเดินไม่ได้ ไฉนจึงคร่ากุมศิษย์ผู้อ่อนเยาว์ในสำนักเราไปด้วย?!”

วาจาของนางพอกล่าวออก ศิษย์สำนักฮั้วซัวล้วนแต่มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป เล้งยี้ยิ่งร้อนร่มุจนแทบร่ำไห้ออกมา กล่าวว่า “ซือเจ่ก เป็นไปมิได้ ตั่วซือเฮียใจกล้าบังอาจกว่านี้ก็ไม่กล้าล่วงเกินต่อบรรดาซือเจ้ในสำนักท่าน คาดว่าเป็นผู้อื่นร่ำลืออย่างโคมลอย”

เตี่ยอิดซือไถ่ร้องดังๆ ว่า “เจ้าคิดถกเถียงด้วย? ...งี้กวง! เจ้าขณะอยู่ในเมืองฮ่วงเอี้ยงได้พบเห็นอันใด?”

แม่ชีกลางคนนางหนึ่งสืบเท้าออกมาหนึ่งก้าว กล่าวว่า “ศิษย์ขณะอยู่ในเมืองฮ่วงเอี้ยงแลเห็นด้วยตนเองว่าเหล็งฮู้ชงกับงี้นิ้มซือม่วย (ศิษย์ผู้น้อง) สำนักเรา นั่งร่วมกันดื่มสุราอยู่บนจุ้ยเซียนเล้า (เหลาเซียนมึนเมา) งี้นิ้มซือม่วยแสดงว่าถูกเหล็งฮู้ชงควบคุมบังคับ มิกล้าไม่ดื่มท่าที...ท่าทีคับแค้นใจยิ่ง”

เตี่ยอิดซือไถ่แสดงว่าทราบเรื่องนี้แล้ว ในยามนี้รับฟังเป็นครั้งที่สอง ยังมีโทสะอันดาลเดือดยื่นมือตบโต๊ะอย่างหนักหน่วงชามเกี๊ยวน้ำหลายใบกระดอนขึ้นมา คราครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดกล้ารับ จึงตกลงบนพื้นดิน แตกกระจายดังเกรียวกราว

ศิษย์สำนักฮั้วซัวทุกผู้คนมีสีหน้ากระอึกกระอักต่างรู้สึกว่า พฤติการณ์ของตั่วซือเฮียครั้งนี้ออกจะเกินเลยไป การดื่มสุรากับขอทานผู้หนึ่งยังมิเป็นไร ไฉนจึงฉุดลากนางชีอายุเยาว์ดื่มสุราร่วมกันบนหอเซียนมึนเมา?

อย่าว่าแต่นางชีเยาว์วัยนั้นเป็นศิษย์ในสำนักเห้งซัวเตี่ยอิดซือไถ่มีนิสัยวู่วามดั่งเปลวเพลิง ตั่วซือเฮียแม้ไม่ถูกซือแป๋สังหารฆ่าทิ้ง ก็ต้องถูกขับไล่ออกจากสำนักอย่างแน่นอน

เล้งยี้กระวนกระวายจนหยาดน้ำตากลอกกลิ้งไปมาอยู่ในเบ้าสายตากล่าวว่า “ซือเจ่ก งี้กวงซือเจ้ย่อมต้องดูผิดพลาดไป”

งี้กวงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เราไม่ผิดพลาดเด็ดขาด งี้นิ้มซือม่วยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับเราย่อมจดจำได้ และสารรูปลุ่มหลงเมรัยของเหล็งฮู้ชงท่านั้นรับรองว่าเป็นมันอย่างแน่นอน”

เล้งยี้กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น...ท่านไฉนไม่เรียกให้งี้นิ้มซือเจ้ลงมา?”

งี้กวงกล่าวว่า “เรามิกล้า”

“ท่านเกรงว่าตั่วซือเฮียข้าพเจ้า จะฉุดลากท่านขึ้นไปดื่มสุราด้วยหรอกหรือ?”

ทุกผู้คนพอได้ยิน ล้วนรู้สึกน่าหัวร่อ เพียงแต่มิมีผู้ใดกล้าหัวร่อออกมา

เตี่ยอิดซือไถ่ตวาด “เล้งยี้ อย่าได้เหลวไหล”

แม่ชีงี้กวง กล่าวว่า “โต๊ะของพวกมันมีบุคคลอีกผู้หนึ่งร่วมอยู่ เราไม่กล้าพบพานมัน”

เล้งยี้ถามว่า “ผู้ใด?”

งี้กวงกล่าวว่า “ฉั้งแป๊ะกวง!”

ทุกผู้คนอุทานดังอา พากันลุกขึ้นมา ที่แท้ฉั้งแป๊ะกวงมีสมญาว่า บ้วนลี้ต๊กเกี้ย (อสูรจอมผยอง) เป็นอสูรร้ายผู้โดดเดี่ยว ซึ่งชนชาวธัมมะและอธรรม ได้ยินนามก็หวาดหวั่นขวัญฝ่อ

บุคคลนี้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยมยิ่งนัก กอปรกับเปี่ยมภูมิปัญญากลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ ร่องรอยเร้นลับยากคาดคะเน และยามลงมือก็โหดเหี้ยมอำมหิต ทั้งปล้นฆ่าช่วงชิงข่มขืนย่ำยี มิมีความชั่วร้ายประเภทใดที่ไม่กระทำ!

ผู้ห้าวหาญในวงพวกนักเลงเคยทุ่มเทกำลังกลุ้มรุมคร่ากุมหลายครั้ง มันล้วนเร้นหายสาบสูญไร้เบาะแส รอจนผู้ไล่ล่าเลิกราไป มันกล้า จัดการทีละคน ทั้งลอบประทุษกรรมทั้งผสมยาพิษ ผู้ทรงฝีมือจำนวนสุดคณนานับ ล้วนตกตายในเงื้อมหัตถ์ของมัน

ฉั้งแป๊ะกวงผู้นี้มีความมักมากในกามราคะ ขอเพียงแต่มีสตรีที่รูปโฉมงดงาม ถูกมันยึดครองไป น้อยครั้งจะรักษาพรหมจารีไว้ได้ ดังนั้นชนชาวบู๊ลิ้มจึงชิงชังพยาบาท และชนชั้นอิสตรีพอรับทราบนาม ก็ขวัญกระเจิดกระเจิง!

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “งี้กวงซือม่วย ท่านรู้จักเดียรัจฉานฉั้งแป๊ะกวงผู้นั้น?”

งี้กวงส่งเสียงกล่าวว่า “มันผู้นั้นแก้มซ้ายมีไฝสีเขียวเม็ดใหญ่ บนไฝ่เขียวมีขนงอกยาว”

อันไฝ่สีกับขนยาว คือสัญลักษณ์พิเศษบนใบหน้าของฉั้งแป๊ะกวง ชนชาวบู๊ลิ้มล้วนทราบดี ทุกผู้คนต่างกล่าวว่า ยังประเสริฐที่เทพยดาฟ้าดินขณะสร้างสรรผู้คน มีดวงจิตมุทิตา แม้ก่อกำเนิดบุคคลที่สุดแสนจะชั่วช้าเฉกเช่นฉั้งแป๊ะกวง แต่ก็สร้างรอยตำหนิอยู่บนใบหน้าของมันอย่างเด่นชัด ทำให้สามารถระมัดระวัง

เตี่ยอิดซือไถ่ ร้องดังๆ ว่า “เดียรัจฉานเหล็งฮู้ชงกลับคบค้าสมาคมกับอสูรร้ายเช่นฉั้งแป๊ะกวง เท่ากับพาตัวเองสู่ปรักอันโสมม ซือแป๋พวกเจ้าแม้จะพิทักษ์ แสร้งไม่แยแส แต่เราหากพบพานก็จะมิอภัยละเว้น จะต้องปลิดศีรษะบนบ่าของมัน

เฮอะ ผู้อื่นเกรงกลัวอสูรจอมผยองฉั้งแป๊ะกวง เรากลับคิดเสี่ยงชีวิตด้วย เพียงแต่เราพอได้รับข่าวคราวเร่งรุดไปถึง ฉั้งแป๊ะกวงกับเหล็งฮู้ชงก็คร่ากุมงี้นิ้มไปแล้ว!”

นางกล่าวถึงตอนท้าย สำเนียงกลับกลายเป็นแหบแห้ง ขยี้เท้าอยู่ตลอดเวลา รำพึงว่า “อา งี้นิ้ม ทารกนั้น...งี้นิ้มทารกนั้น”

เหล่าแม่ชีในอารามเมฆขาว บางคนได้สะอึกสะอื้นร่ำไห้ หวนนึกถึงท่วงท่าอันขวยเขินเอียงอายของงี้นิ้มซือม่วยหากตกตายอยู่ในมืออสูรจอมผยอง ย่อมไม่มีท่าทางรอดพ้น ทั้งหมดจึงเศร้าสลดใจแทนนาง

เล่าเต็กนับและพวกก็ใจเต้นระทึกตูมตาม พากันครุ่นคิดว่า ‘...ตั่วซือเฮียหากเพียงแต่ดื่มสุรากับงี้นิ้มบนเหลาสุรา ทำลายเกียติภูมิอันบริสุทธิ์ของผู้อื่น ก็ขัดแย้งกับกฎระเบียบของสำนักอย่างใหญ่หลวง หากแม้นคบหากับชนชั้น ฉั้งแป๊ะกวง ก็ยิ่งเป็นโทษทัณฑ์ที่มิมีทางอภัยละเว้น’

เนิ่นนานต่อมา เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ซือเจ่ก คาดว่าเหล็งฮู้ซือเฮียกับฉั้งแป๊ะกวงเพียงเพิ่งรู้จักกัน หามีไมตรีคบค้า เหล็กฮู้ซือเฮียหลายวันมานี้ร่ำดื่มจนเมามาย สติสัมปชัญญะเลอะเลือนอลวน”

เตี่ยอิดซือไถ่ กระชากเสียงกล่าวว่า “ยามเมามายยังแจ่มใสสักสามส่วน บุรุษเติบใหญ่ถึงปานนั้น ไหนเลยจะมิอาจจำแนกความผิดชอบชั่วดีด้วย?”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “ถูกแล้ว เพียงมิทราบเหล็งฮู้ซือเฮียอยู่ที่ใด ผู้หลานทั้งหมดก็เสาะหามันอยู่...”

เตี่ยอิดซือไถ่แค่นเสียงหนักหน่วง พลันยื่นมือออกคว้ากุมข้อมือของเล้งยี้ เล้งยี้รู้สึกว่าบนข้อมือกล้ายกับถูกปลอกเหล็กรัดใส่ ถึงกับอุทานอย่างแตกตื่นออกมา ร้องว่า “ซือ...ซือเจ่ก”

แม่ชีชราเตี่ยอิดส่งเสียงกล่าวว่า “พวกเจ้าฉุดคร่างี้นิ้มไป เราก็คร่ากุมศิษย์ของพวกเจ้าผู้หนึ่งเป็นตัวประกัน ทางฝ่ายเจ้าหากปลดปล่อยงี้นิ้มคืนมา เราก็จะปล่อยเล้งยี้คืนไป”

กล่าวจบก็หันกาย ฉุดกายเล้งยี้จากไป เล้งยี้รู้สึกว่าร่างท่อนบนชาด้าน เรือนร่างมิอาจควบคุม ติดตามนางโถมถลาจนถึงท้องถนน

เล่าเต็กนับกับเนี่ยฮวดถลันออกไป ขัดขวางอยู่เบื้องหน้าของเตี่ยอิดซือไถ่ เล่าเต็กนับน้อมกายลงกล่าวว่า “เตี่ยอืดซือเจ่ก ตั่วซือเฮียของเราสร้างความขุ่นเคืองต่อท่าน หามีส่วนเกี่ยวข้องกับเซี่ยวซือม่วยด้วย ขอให้ซือเจ่กยามลงมือโปรดเมตตากรุณา”

เตี่ยอิดซือไถ่กล่าวว่า “ตกลง เราจะลงมืออย่างเมตตากรุณา”

ฝ่ามือขวารั้งขึ้น กวาดกระแทกออกไป เล่าเต็กนับกับเนี่ยฮวดต่างรู้สึกว่า พลังอันแกร่งกร้าวกระแสหนึ่งพลันทะลักตรงเข้ามา ลมหายใจอึดอัดขัดข้อง เรือนร่างอดมิได้ต้องลอยละลิ่วไปทางด้านหลัง

เล่าเต็กนับส่วนหลังกระแทกกับแผ่นไม้ของร้านรวงด้านตรงข้ามกับร้านน้ำชา ได้ยินเสียงดังโครม แผ่นไม้หักสะบั้นเป็นสองส่วน

เนี่ยฮวดกลับลอยร่างไปยังหาบเกี๊ยวน้ำนั้น แลเห็นว่ามันต้องถูกหาบเกี๊ยวน้ำชนล้มคว่ำ น้ำเดือดในหม้อสาดกระเซ็นถูกร่าง ได้รับบาเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน

ขณะนั้น ชายชราขายเกี๊ยวน้ำพลันยื่นฝ่ามือซ้ายออก ค้ำยันแผ่นหลังของเนี่ยฮวด เนี่ยฮวดก็ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงได้!

หนังสือแนะนำ

Special Deal