กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 7 ความลับในแชเซี้ย

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้...ขอทานผู้นั้น เป็นบุคคลในพรรคกระยาจกหรอกหรือ?”

บุรุษชุดคนแบกหามสั่นศีรษะกล่าวว่า “หาใช่ไม่ มันมิรู้จักวิชาฝีมือ บนบ่าก็ไม่ได้สะพายกระสอบป่าน”

ดรุณีนางนั้นมองออกไปด้านนอกวูบหนึ่ง แลเห็นฝนยังตกประปรายไม่หยุดยั้ง ฝ่ายเจ้าลิงอันดับหกก็กล่าวว่า “ซือแป๋บงการให้พวกเรามาที่ฮ่วงซัว พอส่งของขวัญเข้าร่วมงานเลี้ยงแล้ว ก็ไปที่มณฑลฮกเกี้ยนสมทบกับพวกท่าน คาดมิถึงว่าท่านทั้งสองกลับเร่งรุดมาล่วงหน้า”

ดรุณีนางนั้นกล่าวถามว่า “พวกท่านกับตั่วซือเฮียตกลงนัดพบกันในที่ใด?”

เจ้าลิงอันดับหกตอบว่า “มิได้นัดแนะกัน ฮ่วงซัวก็ไม่กว้างใหญ่ไพศาล ย่อมต้องเผชิญพบกัน”

ดรุณีนางนั้นกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “ข้าพเจ้ากับยี่ซือเฮียตามรายทางก็ได้พบพานเรื่องราวอันประหลาดพิสดาร”

เจ้าลิงอันดับหกรีบกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็บอกเล่าออกมา”

ดรุณีนางนั้นชำเลืองมองไปยังเงาหลังลิ้มเพ้งจือซึ่งนั่งถัดจากไปวูบหนึ่ง พลันกล่าวว่า “ในที่นี้มีหูตามากมาย พวกเราเสาะหาโรงเตี้ยมเสียก่อน แล้วค่อยบอกเล่าให้รับทราบ”

บุรุษร่างสูงตระหง่านอีกผู้หนึ่ง ซึ่งตลอดเวลาไม่เอ่ยปากในยามนี้ได้กล่าวว่า “โรงเตี้ยมทั้งใหญ่เล็กทั่วเมืองฮ่วงซัว ล้วนมีผู้จับจองเต็มไปหมด พวกเราก็ไม่ต้องรบกวนตระกูลเล้า รอให้พบพานตั่วซือเฮีย ค่อยไปพักกันที่ศาลเจ้านอกเมือง ยี่ซือเฮีย ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

ในยามนี้ตั่วซือเฮียมิได้มา ชายชราผู้นั้น (ผู้ซึ่งปลอมตัวเป็นปู่ของดรุณีขายสุรา) ย่อมต้องเป็นผู้นำของพวกพ้องร่วมสำนัก มันผงกศีรษะกล่าวว่า “ตกลง พวกเรารออยู่ที่นี้กันเถอะ”

เจ้าลิงอันดับหกร้อนรุ่มใจที่สุด กล่าวเบาๆ ว่า “ตั้งครึ่งค่อนวัน มิเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย สนใจมันไยกัน? ยี่ซือเฮียท่านกับเซี่ยวซือม่วยไปที่ฮกจิว ที่แท้สืบเสาะเรื่องใด สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยเมื่อถูกแชเซี้ยล้มล้างไป หมายความว่าตระกูลลิ้มไม่มีพลังฝีมืออันลึกล้ำจริงๆ?”

ลิ้มเพ้งจือ ได้ยินพวกมันพาดพิงถึงสำนักคุ้มกันภัยของตนก็ยิ่งรับฟังอย่างจดจ่อ

คาดมิถึงว่า ชายชราผู้เป็นยี่ซือเฮียกลับถามว่า “ม๊กไต้ซิงแซไฉนจึงสำแดงท่ากระบี่ในที่นี้อย่างกะทันหัน พวกท่านล้วนเห็นเหตุการณ์ใช้หรือไม่?”

เจ้าลิงอันดับหกกล่าวว่า ถูกแล้ว และชิงบอกเล่าเหตุการณ์ที่ถูกผู้คนวิจารณ์ เรื่องเล้าเจี่ยฮวงประกอบพิธีอ่างทองล้างมือ จวบจนม๊กไต้ซิงแซปรากฏกายสร้างความแตกตื่นต่อทั้งหมดโดยละเอียด

ชายชราผู้นั้นส่งเสียงดังอืมม์ เงียบงันไปชั่วครู่ จึงกล่าวว่า “ทางภายนอกล้วนร่ำลือว่า ม๊กไต้ซิงแซกับเล้าเจี่ยฮวงมิสามัคคีกัน ในพิธีอ่างทองล้างมือของเล้าเจี่ยฮวงครั้งนี้ ม๊กไต้ซิงแซก็มีร่องรอยเร้นลับถึงปานนี้ ทำให้ผู้คนยากที่จะคาดคะเนเลศนัยภายใน”

บุรุษถือลูกคิดกล่าวขึ้นว่า “ยี่ซือเฮีย รับฟังมาว่าท่านประมุขสำนักไท้ซัวเทียนมึ้งจินหยินก็เร่งรุดมาด้วยตนเอง และพำนักอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเล้า”

ชายชราผู้นั้นสะท้านร่างเล็กน้อย กล่าวว่า “เทียนมึ้งจินหยินมาด้วยตนเอง? เล้าเจี่ยฮวงมีหน้ามีตายิ่งนัก หากแม้นในระหว่างซือเฮียตี๋แห่งฮ่วงซัวทั้งสองนี้ มีความขัดแย้งกันจริงๆ เล้าเจี่ยฮวงเมื่อได้ผู้สนับสนุนอันเข้มแข็งเฉกเช่นเทียนมึ้งจินหยิน ม๊กไต้ซิงแซก็มิแน่ว่าจะเป็นฝ่ายมีเปรียบกว่า”

ดรุณีนางนั้น พลันกล่าวว่า “ยี่ซือเฮีย ถ้าเช่นนั้นท่านเจ้าอารามแซ่อื้อแห่งแชเซี้ยจะสนับสนุนฝ่ายใดกัน?”

ลิ้มเพ้งจือได้ยินคำว่า “ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ” ทรวงอกคล้ายดั่งถูกค้อนใหญ่กระแทกใส่ ถึงกับสะท้านขึ้นทั้งร่าง

เจ้าลิงอันดับหกและพวกพากันถามไถ่อย่างวุ่นวายว่า “ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อก็มาด้วย? สามารถเชื้อเชิญท่านลงมาจากแชเซี้ย นับว่าไม่ง่ายดายนัก”

“ในเมืองฮ่วงซัวคงครึกครื้นอย่างยิ่ง ผู้ทรงฝีมือชุมนุมกันเกรงว่าจะมีการชิงชัยระหว่างพยัคฆ์มังกร”

“เซี่ยวซือม่วย ท่านได้ยินผู้ใดว่าเจ้าอารามแซ่อื้อก็เร่งรุดมา?”

ดรุณีนางนั้นเอื้อนเอ่ยว่า “ยังจะต้องรับฟังผู้ใดว่ากัน ข้าพเจ้าเห็นกับตาทีเดียว”

เจ้าลิงอันดับหกกล่าวว่า “ท่านแลเห็นเจ้าอารามแซ่อื้อแล้ว? ได้พบพานในเมืองฮ่วงซัวหรอกหรือ?”

“หาใช่ไม่ ในฮกเกี้ยนก็พบพาน ในกังไซก็ได้พบพาน”

บุรุษถือลูกคิดกล่าวว่า “ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อไปถึงฮกเกี้ยน? สำนักแชเซี้ยคราครั้งนี้ทุ่มเทกำลัง รุกรานสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย แม้ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อก็ออกปฏิบัติการเอง ย่อมต้องมีสาเหตุสำคัญ เซี่ยวซือม่วย ท่านย่อมมิทราบแล้ว”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “โหงวซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่อันดับห้า) ท่านมิต้องกระตุ้นข้าพเจ้า สำหรับเรื่องนี้จะให้ยี่ซือเฮียบอกเล่าเอง”

ชายชราผู้นั้นจึงกล่าวว่า “เมื่อเดือนสิบสองของปีก่อน ตั่วซือเฮียอยู่ในเมืองฮั่งตงต่อยตีโฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้งฮ้ง ศิษย์สำนักแชเซี้ย...”

เจ้าลิงอันดับหกได้ยินฝ่ายตรงข้ามพาดพิงถึงนามของทั้งสองพลันหัวร่อดังเฮอะออกมา

ดรุณีนางนั้นค้อนควักเข้าใส่ กล่าวว่า “มีอันใดน่าหัวร่อด้วย?”

เจ้าลิงอันดับหกหัวร่อแล้วกล่าวว่า “เราหัวร่อเดียรัจฉานทั้งสองนั้น ขนานนามว่านั้งเอ็ง นั้งฮ้งอันใด และอยู่ในวงพวกนักเลงก็ถูกยกย่องว่า “เอ็ง ฮ้ง เกี๊ยก แชเซี้ยซี่ซิ่ว (สี่อัจฉริยะแชเซี้ย)” กลับมิอาจเปรียบเทียบกับเราผู้มีนามเล็กตั่วอู๋ยังจะสงบสบายกว่า”

ที่แท้เล็กตั่วอู๋ผู้นี้ มีสมญาลักเก้ายี้ (เจ้าลิงอันดับหก) ซึ่งเวลาอ่านออกเสียงละม้ายคล้ายคลึงกัน ประจวบเหมาะกับถูกจัดอยู่อันดับหกในกลุ่มซือเฮียตี๋ร่วมสำนัก

บุรุษร่างสูงตระหง่านกล่าวว่า “ท่านอย่าได้กล่าวตัดบทสอดวาจาของยี่ซือเฮีย”

เล็กตั่วอู๋ (เจ้าลิงอันดับหก) กล่าวว่า “ไม่ตัดบทก็ไม่ตัดบท”

แต่ทว่ากลับหัวร่อดังเฮอะออกมาอีก ดรุณีนางนั้นจึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “ท่านเป็นผู้นิยมก่อความวุ่นวายอยู่เสมอ”

เล็กตั่วอู๋หัวร่อพลางกล่าวว่า “เราหวนนึกถึงนั้งเอ็ง นั้งฮ้งทั้งสองนั้นถูกตั่วซือเฮียต่อยตีจน ตีลังการเจ็ดแปดตลบ ยังมิทราบว่าผู้ลงมือต่อพวกมันเป็นใคร ยิ่งมิทราบว่าอยู่ดีๆ ไฉนจึงถูกต่อยตี

ที่แท้ตั่วซือเฮียเพียงแต่รับทราบนามของพวกมันก็มีโทสะทางหนึ่งดื่มสุรา อีกทางหนึ่งก็ร้องดังๆ ว่า “สุนัขหมีหมูป่า สี่เดียรัจฉานแห่งแชเซี้ย”

โอ้วนั้งเอ็ง ฮั้งนั้งฮ้งพอได้ยิน ย่อมต้องเดือดดาลเป็นการใหญ่ ถาโถมเข้าไปหมายลงมือ กลับถูกตั่วซือเฮียเตะกระเด็นลงมาจากเหลาสุรา ฮา ฮา”

ลิ้มเพ้งจือลอบปลาบปลื้มประโลมใจ สำหรับกับศิษย์ผู้พี่คนโตแห่งสำนักฮั้วซัวท่านนี้ พลันบังเกิดความนิยมชมชอบ ตนมาตรแม้นมิรู้จักกับโฮ้วนั้งเอ็ง แต่มันทั้งสองเมื่อเป็นศิษย์ร่วมสังกัดเช่นเดียวกับปึงนั้งตี่ อูนั้งเฮ้า ทั้งยังจัดอันดับอยู่เหนือกว่า กลับถูก “ตั่วซือเฮีย” ท่านนั้นเตะลงมาจากเหลาสุรา

ความทุลักทุลีในยามนั้น สามารถคาดคำนวณได้ เท่ากับระบายโทสะแทนตน...ความจริงเรื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อปลายปีก่อน ขณะนั้นแซ่เซี้ยกับสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย นับว่าไม่มีอริบาดหมางแม้แต่น้อย

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “ท่านรู้จักดูความสนุกสนาน หากลงมือกับผู้อื่นจริง มิแน่นักว่าจะต้านรับสี่อัจฉริยะแห่งแชเซี้ยได้”

เล็กตั่วอู๋กล่าวขึ้นว่า “นั่นกลับมิแน่นัก ท่านก็มิได้พบพาน สี่อัจฉริยะแห่งแชเซี้ยมาก่อน”

“ท่านทราบอย่างไรว่าข้าพเจ้าไม่เคยพบพาน ผู้คนในสำนักแชเซี้ยข้าพเจ้าเคยต่อยตีมาแล้ว”

ซือเฮียของนางเหล่านี้ล้วนเป็นบุรุษวัยฉกรรจ์นิยมหาเรื่องราว รองมาจากตั่วซือเฮีย พอได้ยินว่านางเคยต่อยตีกับผู้คนของแชเซี้ย ก็ซักถามอย่างวุ่นวาย

ดรุณีนางนั้นพาลไม่บอกกล่าว สมควรทราบว่า เกี้ยนั้งตั๊กซึ่งถูกนางสะบัดเหวี่ยงลงไปในสระน้ำเหม็น เป็นชนชั้นต่ำทรามในขบวนศิษย์แห่งแชเซี้ย ยามบอกเล่าก็มิมีเกียรติภูมิเท่าใดนัก

เล็กตั่วอู๋กล่าวว่า “เซี่ยวซือม่วย ท่านแม้มีพลังฝีมือสูงล้ำ แต่แตกต่างกับพวกเราไม่มากนัก ท่านสามารถต่อยตีกับศิษย์ของแชเซี้ย เราย่อมต่อยตีได้ด้วย”

บุรุษร่างสูงตระหง่านพลันกล่าวว่า “เล่าลัก (คนที่หก) อย่าได้สอดแทรกวาจา รับฟังยี่ซือเฮียเล่าเหตุการณ์”

เล็กตั่วอู๋ มีความคร้ามเกรงในตัวบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้เป็นซาซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่อันดับสาม) อยู่บ้าง จึงมิกล้ากล่าววาจาอีก ยิ่งไม่กล้าหัวร่อดังเฮอะ ออกมาอย่างไรต้นสายปลายเหตุ

ชายชราผู้นั้นส่งเสียงขึ้นว่า “คราก่อนตั่วซือเฮียลงมือต่อโฮ้วนั้งเอ็ง กับอั้งนั้งฮ้ง ขณะนั้นพวกมันมิทราบว่าตั่วซือเฮียคือใคร แต่ภายหลังย่อมสืบทราบได้ ดังนั้นท่านเจ้าอารามแซ่อื้อจึงมีจดหมายส่งมายังซือแป๋

ข้อความในจดหมาย กลับเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก บอกว่าควบคุมปกครองศิษย์ในสังกัดไม่เข้มงวด จนล่วงเกินต่อศิษย์ผู้สูงส่งของท่าน จึงขออภัยเป็นพิเศษ”

เล็กตั่วอู๋ เจ้าลิงอันดับหก ร่ำร้องว่า “ผู้แซ่อื้อนั้นกลอกกลิ้งร้ายกาจนัก การที่เขียนจดหมายมาขออภัย แต่ความจริงมใช่ฟ้องร้องต่อซือแป๋หรอกหรือ? ทำร้ายจนตั่วซือเฮียต้องคุกเข่าอยู่หน้าประตูสำนักถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ซือเฮียตี๋ทั้งหมดร่วมกันวิงวอนขอร้อง ซือแป๋จึงยินยอมละเว้น”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “ละเว้นอันใดกัน ยังต้องถูกฟาดโบยถึงสี่สิบที”

เล็กตั่วอู๋ เจ้าลิงอันดับหกกล่าวขึ้นว่า “เราก็พลอยถูกโบยสิบทีร่วมกับตั่วซือเฮียด้วย เฮอะ เฮอะ เพียงแต่หวนนึกถึงสารรูปอันทุลักทุลีของโฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้งฮ้ง เวลากลิ้งลงจากเหลาสุรา ถูกโบยสิบครั้งก็คู่ควร ฮา ฮา”

บุรุษร่างสูงตระหง่านส่งเสียงกล่าวว่า “รู้สึกว่าท่านมิมีความกลับใจสำนึกผิดแม้แต่น้อย การโบยสิบทีเท่ากับลงทัณฑ์โดยเปล่าประโยชน์ มิอาจกล่อมเกลา”

เล็กตั่วอู๋ทุ่มเถียงว่า “เราไยต้องกลับใจสำนึกผิด? ตั่วซือเฮียเตะผู้คนลงจากเหลา เราจะมีความสามารถขัดขวางห้ามปรามหรอกหรือ?”

บุรุษร่างสูงตระหง่านกล่าว “แต่ท่านสมควรตักเตือนสักหลายคำ ซือแป๋กล่าวได้มิผิด... “เจ้าลิงอันดับหกนั้น คงไม่มีทางห้ามปรามคัดค้าน คาดว่าได้สนับสนุนให้ก่อเกิดมรสุม สมควรโบยสิบที” ฮา ฮา”

บุคคลอื่นก็หัวร่อออกมาด้วย เจ้าลิงอันดับหกเล็กตั่วอู๋กล่าวว่า “คราครั้งนี้ ซือแป๋ปรักปรำเราจริงๆ ตั่วซือเฮียยามนั้นจู่โจมอย่างว่องไวยิ่ง สองบุรุษเอ็ง ย้งแห่งแชเซี้ยแยกย้ายกันโถมมาทางซ้ายขวา ตั่วซือเฮียยกถ้วยสุราขึ้น เอาแต่ร่ำดื่มโดยมิแยแส

เราร้องว่า “ตั่วซือเฮีย ระวัง!” พลันได้ยินเสียงฉาด ฉาด สองครั้ง ต่อจากนั้นก็เป็นเสียงดังโครมคราม โฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้นฮ้ง ก็กลิ้งร่างไปตามชั้นบันได ลงจากเหลาสุราทันที

เราความจริงคิดดูให้ละเอียด เพื่อฝึกหัดวิชาไม้ตายป่าบ้วยคา (เท้าหางเสือดาว) ของตั่วซือเฮียแต่มิทันได้ยลเลย การสนับสนุนให้ก่อมรสุม ยิ่งไม่อาจพาดพิงถึง”

บุรุษร่างสูงตระหง่านส่งเสียงกล่าวว่า “เจ้าลิงอันดับหก ข้าพเจ้าถามท่าน ตั่วซือเฮียเวลาเอ่ยคำว่า “สุนัข หมี หมูป่า สี่เดียรัจฉานแห่งแชเซี้ย” ท่านได้ร้องตามหรือไม่? ขอให้ตอบมาตามความสัตย์”

เล็กตั่วอู๋หัวร่อ ฮิ ฮิ กล่าวว่า “ตั่วซือเฮียในเมื่อร่ำร้อง พวกเราผู้เป็นซือตี๋ ย่อมต้องสนับสนุนร้องตาม เสริมสร้งบุญบารมี หรือว่าท่านเรียกให้เราไปช่วยเหลือสำนักแชเซี้ยมาด่าตั่วซือเฮียด้วย?”

บุรุษร่างสูงหัวร่อพลางกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ซือแป๋ท่านผู้เฒ่าก็ไม่ปรักปรำท่านแม้แต่น้อย”

ชายชราผู้เป็นศิษย์ผู้พี่อันดับสองส่งเสียงขึ้นว่า “วาจาที่ซือแป๋อบรมสั่งสอนตั่วซือเฮีย สมควรให้ทุกผู้คนจดจำยึดมั่น ซือแป๋ท่านกล่าวว่า ในวงพวกนักเลงสมญานามของผู้ฝึกปรือฝีมือมีมากมาย

ทุกผู้คนล้วนแต่ตั้งสมญานามเกินความสามรถ อาทิอุ้ยจิ้นเทียนน้ำ (ผู้สะท้านเทียนน้ำ) ตุยฮวงเฮียบ (ผู้กล้าหาญล่าลม) จุ้ยเจี่ยปวย (เหินบินบนสายน้ำ) ท่านสามารถเกี่ยวข้องได้อย่างมากมายหรอกหรือ?

ผู้อื่นยกย่องฝ่ายตรงข้ามเป็น เอ็ง ฮ้ง เฮ้า เกี๊ยก (สง่านักสู้ ผู้ฮึกเหิม ผู้ห้าวหาญ) แห่งแชเซี้ยความประพฤติของพวกมัน หากแม้นคู่ควรกับการเป็นนักสู้ผู้ห้าวหาญ พวกเราย่อมต้องเลื่อมใสคบค้าด้วย ไหนเลยจะมีความคิดเป็นศัตรู

แต่หากพวกมันมิใช่บุคคลที่คู่ควรกับสมญาของตัวเอง ในวงพวกนักเลงย่อมมีคำวิจารณ์ส่วนรวมตำหนิเหยียดหยาม พวกเราไยต้องไปยุ่งเกี่ยวด้วย”

ทุกผู้คนรับฟังวาจาของยี่ซือเฮีย ล้วนแต่ผงกศีรษะเห็นพ้อง ชายชราผู้นั้นยิ้มน้อยๆ กล่าวอีกว่า “ตั่วซือเฮียจัดการเตะโฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้งฮ้งลงจากเหลาสำนักแชเซี้ยถือว่าเป็นความอัปยศอดสู ย่อมไม่พาดพิงถึง แม้ศิษย์ในสำนักเราก็น้อยคนที่จะรับทราบ ซือแป๋ห้ามปรามมิให้พวกเราแพร่งพรายออกไป นับแต่นี้พวกเราอย่าได้วิพากษ์วิจารณ์กันอีก”

เล็กตั่วอู๋กล่าวว่า “ความจริงวิชาฝีมือของสำนักแชเซี้ย เรารู้สึกว่ามีแต่นามอันจอมปลอม...”

วาจามิทันจบลง ชายชราผู้เป็นยี่ซือเฮียก็ตวาดว่า “ลักซือตี๋ ท่านหากกล่าวเหลวไหล ระวังเราจะกลับไปน้อมเรียนต่อซือแป๋ ท่านทราบอันใดกัน ตั่วซือเฮียใช้เท้าหางเสือดาวเตะเอาผู้อื่นตกจากเหลา หนึ่งนั้นฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามมิทันระวัง สองนั้นตั่วซือเฮียเป็นอัจฉริยะบุรุษของสำนักเรา บุคคลอื่นมิอาจเทียมเทียบเปรียบติดท่านมีความสามารถเช่นเดียวกันด้วย?”

เจ้าลิงอันดับหกเล็กตั่วอู๋แลบลิ้นออกมา โบกมือกล่าวว่า “ท่านอย่าได้นำเราไปเปรียบเทียบกับตั่วซือเฮีย”

ชายชราผู้เป็นยี่ซือเฮีย มีสีหน้าหมกมุ่น กล่าวว่า “ผู้นำสำนักแชเซี้ย ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อความจริงเป็นอัจฉริยะประหลาดในวงพวกนักเลงยุคนี้ ยากที่จะสรรหาคู่มือมาเสมอเหมือน เซี่ยวซือม่วย ท่านก็ได้เห็นเจ้าอารามแซ่อื้อแล้ว รู้สึกเป็นอย่างไร?”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ? ข้าพเจ้า... พอพบเห็นก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงภายหลังข้าพเจ้า...ไม่ต้องการพบพานอีกแล้ว”

กระแสเสียงสั่นระริก ยังมีความหวาดผวาหลงเหลืออยู่

เล็กตั่วอู๋กล่าวว่า “เจ้าอารามแซ่อื้อผู้นั้นที่แท้ไฉนจึงว่าเกรงขาม? มันมีสารรูปดุร้าย ข่มขู่เซียวซือม่วยเราจนขวัญฝ่อหรอกหรือ?”

ดรุณีนางนั้นบังเกิดความหนาวเย็นไปทั่วสรรพางค์กายสยิวกายเล็กน้อย หาได้ตอบคำไม่

ชายชราผู้นั้นส่งเสียงกล่าวว่า “ตั่วซือเฮียยังมิได้มา เมื่อไม่มีเรื่องราว เราก็จะบอกเล่าเหตุการณ์แต่เริ่มต้น เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ของทั้งหมด ในวันนั้นซือแป๋พอรับจดหมายท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ ในยามพิโรธได้ลงโทษตั่วซือเฮียกับลักซือตี๋ วันรุ่งขึ้นก็เขียนจดหมาย มอบให้เรานำไปส่งที่แชเซี้ย...”

ศิษย์แห่งฮั้วซัวหลายคนพากันร้องขึ้นว่า “ที่แท้วันนั้นท่านลงจากสำนักไปอย่างเร่งรีบ เพื่อเร่งรุดสู่แชเซี้ยนั่นเอง”

“ถูกต้อง คราครั้งนั้นซือแป๋บงการให้เราอย่าได้บอกกล่าวกับซือเฮียตี๋ทั้งหมด เพื่อมิให้มีอุปสรรคอันใดเล่า?”

บุรุษร่างสูงซึ่งเป็นศิษย์ผู้พี่อันดับสามกล่าวว่า “ยี่ซือเฮียหากบอกกับท่าน ท่านย่อมต้องรายงานต่อตั่วซือเฮีย มาตรแม้นว่าตั่วซือเฮียมิกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง แต่ย่อมต้องหาเรื่องราวอันพิกลพิสดารไปก่อกวนต่อสำนำแชเซี้ย”

ชายชราผู้เป็นยี่ซือเฮียกล่าวว่า “ซาซือตี๋กล่าวได้ถูกต้อง ตั่วซือเฮียมีสหายอยู่ในวงพวกนักเลงมากมาย มันหากคิดกระทำเรื่องอันใดมิแน่นักว่าจะต้องลงมือเองซือแป๋บอกกับเราว่า ในจดหมายล้วนเป็นคำขออภัยต่อท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ

ใจความของจดหมายอ้างอิงว่า ศิษย์ผู้โง่เขลาสร้างความวุ่นวาย รู้สึกคับแค้นชิงชังยิ่ง สมควรขับไล่ออกจากสำนัก เพียงแต่หากเป็นเช่นนั้น ในวงพวกนักเลงคงกล่าวหาว่า เราสองสำนักเพราะเหตุนี้ทำให้กินแหนงแคลงใจกัน กลับไม่ประเสริฐนัก บัดนี้ได้ลงทัณฑ์ศิษย์ผู้ดื้อรั้นทั้งสอง...”

เล็กตั่วอู๋รับฟังถึงตอนนี้ ก็มีสีหน้าขุ่นเคืองกล่าวว่า “เรากลับเป็นศิษย์ผู้ดื้อรั้นไปแล้ว”

ดรุณีนางนั้นพลันกล่าวว่า “ท่านถูกนำไปขนานคู่กับตั่วซือเฮีย หรือว่าเป็นการเหยียดหยามท่านด้วย?”

เล็กตั่วอู๋จึงปลาบปลื้มปีติอย่างใหญ่หลวง ฝ่ายชายชราผู้เป็นยี่ซือเฮียได้กล่าวสืบไปว่า “ในจดหมายของซือแป๋บ่งบอกว่า ความจริงศิษย์ผู้ดื้อรั้นทั้งสองสมควร เร่งรุดมาขอขมาโทษที่แชเซี้ยหากทว่าศิษย์ทั้งสองหลังจากถูกลงทัณฑ์แล้ว มีอาการสาหัสยากจะเดินเหิน

ดังนั้นจึงมอบหมายให้ศิษย์อันดับสองเล่าเต็กนับ เดินทางมาขอรับความผิด เหตุการณ์ครั้งนี้ สาเหตุสืบเนื่องจากศิษย์ผู้ดื้อรั้นของเรา ขอให้ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อเห็นแก่ไมตรีของสองสำนก อย่าได้ถือสาหาความภายหลังย่อมต้องมาขอบคุณด้วยตนเอง?”

ลิ้มเพ้งจือรับฟังชายชรา ผู้มีนามเล่าเต็กนับบอกเล่าใจความในจดหมาย จึงคำนึงขึ้นมา ‘...สำนักฮั้วซัวของท่านกับสำนักแชเซี้ย มีความสัมพันธ์อย่างลึกล้ำจริงๆ มิน่าเล่าดรุณีอัปลักษณ์นางนั้นจึงมิกล้ามีอริบาดหมาง เพราะเราบิดากับบุตร..’

ได้ยินเล่าเต็กนับกล่าวอีกว่า “เราไปถึงแชเซี้ยโฮ้วนั้งเอ็งยังพอทำเนา ฝ่ายอั้งนั้งฮ้งพกพาเอาความคลั่งแค้น เอ่ยปากแดกดันอยู่หลายครา และคิดทดสอบฝีมือกับเราด้วย...”

เล็กตั่วอู๋ร้องว่า “มารดามันเถอะ ยี่ซือเฮียฝ่ายตรงข้ามต้องการทดสอบก็ทดสอบเลย เกรงกลัวไปไย?”

“ซือแป๋มอบหมายเรา ไปขอขมาโทษที่แชเซี้ยหาใช่ให้เราไปก่อกวนหาเรื่องราว ขณะนั้นเราจึงสะกดอดกลั้น รออยู่บนสำนักแชเซี้ยถึงห้าหกวัน จวบจนวันที่เจ็ดค่อยสามารถเข้าพบท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ”

เล็กตั่วอู๋ เจ้าลิงอันดับหกกล่าวว่า “เฮอะ วางอำนาจโอ่อ่านักยี่ซือเฮีย หกวันหกคืนนั้นคงผ่านพ้นอย่างมิสะดวกนัก”

เล่าเต็กนับเอื้อนเอ่ยว่า “คำประชดประชันจากศิษย์ของแชเซี้ย ย่อมได้รับมามิน้อยยังประเสริฐที่เราสำนึกดีว่า การที่ซือแป๋มอบหมายภาระนี้ หาใช่เนื่องจาก เรามีพลังฝีมือสูงเยี่ยม หากแต่เห็นว่าเรามีอายุสูงวัย สามารถควบคุมอารมณ์ ด้วยตบะอันเข้มแข็ง

ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อเมื่อพบเราแล้วก็มิได้ว่ากระไรเพียงปลอบโยนหลายคำ ยามค่ำก็จัดโต๊ะเลี้ยงต้อนรับ เชื้อเชิญเราดื่มสุราวันรุ่งขึ้นส่งเราออกจากประตูอารามด้วยตนเอง หาได้เสียมารยาทแม้แต่น้อย

และพวกมันย่อมคาดถึงว่า การหน่วงเหนี่ยวเรามีประสบการณ์ที่มิคาดฝัน เราขณะอยู่ในอารามซ่งฮวงกวน รู้สึกเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ในวันที่สามตั้งแต่รุ่งเช้าก็ลุกขึ้นมาท่องเดิน

ขณะที่เดินเหิน ไปถึงลานฝึกปรือฝีมือหลังอารามแลเห็นศิษย์ของแชเซี้ยหลายสิบคน กำลังฝึกฝนท่าเริ่งต้นในวงพวกนักเลง ถือสาเรื่องลอยดูการฝึกฝีมือของผู้อื่นยิ่งนัก เราย่อมไม่กล้าชมนานหวนกลับมายังห้องพัก

แต่ทว่าการเหลือบแลวูบเดียวเมื่อครู่นี้ ได้สร้างความระแวงแคลงใจอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ ศิษย์แชเซี้ยหลายสิบคนนั้น ล้วนใช้กระบี่ และทั้งหมดกำลังฝึกหัดเพลงกระบี่ที่ละม้ายเหมือนกันชุดหนึ่ง

และอย่างเด่นชัด พวกมันทุกผู้คนเพียงเริ่มต้นฝึกฝนดังนั้นกระบวนท่าร่างจึงเคอะเขินมิคล่องแคล่ว แต่จะเป็นท่ากระบี่อันใด ยามมองอย่างฉุกละหุกจึงไม่ถนัดชัด

เราเมื่อกลับมาในห้อง ยิ่งขบคิดยิ่งคลางแคลง สำนักแชเซี้ยทรงเกียรติภูมิมาเนิ่นนาน ศิษย์จำนวนมากล้วนแต่สังกัดอยู่เป็นเวลาสิบถึงยี่สิบปี อย่าว่าแต่ขบวนศิษย์ยามเข้าสำนักมีลำดับหน้าหลัง ไฉนจึงเริ่มต้นฝึกฝนวิชากระบี่แขนงหนึ่ง โดยพร้อมเพรียงกันถึงหลายสิบคน?”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายสิบคนนั้นมีโฮ้วนั้งเอ็ง อั้งนั้งฮ้ง อูนั้งเฮ้า ล้อนั้งเกี๊ยก สี่อัจฉริยะแห่งแชเซี้ยอยู่ด้วย ซือตี๋ทั้งหลายพวกท่านหากแลเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จะสันนิฐานอย่างไร?”

บุรุษถือลูกคิดกล่าวว่า “ตามความเห็นของผู้น้อง สำนักแชเซี้ยอาจจะประสบพบคัมภีร์กระบี่เล่มใหม่ หรือท่านเจ้าอารามแซ่อื้อบัญญัติเพลงกระบี่ชุดใหม่ขึ้น ดังนั้นจึงถ่ายทอดให้กับศิษย์ทั้งหมด”

เล่าเต็กนับกล่าวขึ้นว่า “ขณะนั้นเราก็คาดคิดเช่นนั้น แต่พอใคร่ครวญโดยละเอียดรู้สึกว่ามิถูกต้อง อาศัยความสำเร็จในเชิงกระบี่ของท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ หากบัญญัติท่ากระบี่ขึ้นใหม่ ย่อมต้องมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล

และหากแม้นพบพานบันทึกคัมภีร์เกี่ยวกับกระบี่ในบันทึกย่อมเป็นเพลงกระบี่อันสูงเยี่ยม มาตรมิเช่นนั้นมันย่อมไม่แยแสสนใจมอบหมายให้บรรดาศิษย์ฝึกปรือจนทำลายเพลงกระบี่ประจำสำนักไป

ในเมื่อเป็นท่าร่างอันลึกล้ำ ถ้าเช่นนั้นศิษย์ธรรมดาก็ไม่มีทางตีความแตกฉาน ท่านเจ้าอารามแซ่อื้ออย่างมากก็คัดเลือก ทายาทอันสูงส่งสามหรือสี่คนถ่ายทอดแนะนำให้ การอบรมศิษย์จำนวนถึงสี่สิบเศษ นั่นเป็นการฝึกสอนของผู้เชี่ยวชาญหมัดมวยทั่วไป ไหนเลยจะเป็นพฤติการณ์ของสถาบันมาตรฐานแห่งยุค?

รุ่งเช้าของวันต่อมา เราก็จากหน้าอารามอ้อมไปถึงหลังอาราม ผ่านลานฝึกฝีมือ แลเห็นพวกมันยังฝึกฝนกระบี่อยู่ เราเหลือบมองวูบเดียวก็จดจำได้มาสองกระบวนท่า ตระเตรียมว่าพอกลับมาจะเรียนถามต่อซือแป๋

คาดมิถึงว่าในยามนั้น ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อยังมิอนุญาตให้เข้าพบ เราจึงอดคาดคะเนมิได้ว่า แชเซี้ยอาจจะมีจิตตั้งตัวเป็นศัตรูกับฮั้วซัวเรา ฝ่ายตรงข้ามฝึกหัดท่ากระบี่ใหม่ มิแน่นักว่าคิดใช้จัดการกับสำนักเรา ซึ่งนั่นมิอาจไม่ระแวดระวัง

บุรุษร่างสูงตระหง่านส่งเสียงว่า “ยี่ซือเฮีย ฝ่ายตรงข้ามกำลังฝึกฝนขบวนพยุหกระบี่หรือไม่?”

เล่าเต็กนับกล่าวว่า “นั่นก็เป็นไปได้ เพียงแต่เรายามนั้นเห็นพวกมันประกบคู่กันประลองฝีมือ ยามรุกยามรับ ล้วนเป็นกระบวนท่าเดียวกัน มิคล้ายดั่งขบวนพยุหกระบี่

ในวันต่อมา เราก็ต้องเดินผ่านลานฝึกปรือฝีมือเป็นครั้งที่สาม กลับแลเห็นบนลานเงียบสงัด ไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว เราทราบว่าฝ่ายตรงข้ามมีเจตนาหลบหลีกมิให้เราพบเห็น

ดังนั้นความระแวงสงสัยในใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เข้าใจว่า ฝ่ายตรงข้ามคงฝึกฝนเพลงกระบี่อันร้ายกาจชุดหนึ่ง เพื่อจัดการกับสำนักเรา มาตรมิเช่นนั้นเหตุใดจึงคิดหลบหลีกเรา?

ยามราตรีของวันนั้น เรานอนอยู่บนเตียงเฝ้าขบคิด ไม่สามารถนอนหลับ พลันได้ยินที่ห่างไกลแว่วเสียงโลหะปะทะกันอย่างเลือนราง เราสะท้านใจวาบหรือว่าในอารามมีศัตรูรุกรานมาด้วย?

ความนึกคิดขั้นแรกของเราก็คือ...หรือว่าตั่วซือเฮียพอรับการลงทัณฑ์จากซือแป๋ มีความขุ่นเคืองใจ บุกทะลวงมาถึงอารามซ่งฮวงกวน? มันมีกำลังโดดเดี่ยวย่อมมิอาจต้านทาน เราย่อมต้องออกไปช่วยเหลือ การมาแชเซี้ยครานี้ เราหาได้พกอาวุธ ยามร้อนรุ่มไม่อาจเสาะพบกระบี่ ได้แต่เร่งรุดไปโดยมือเปล่าเท้าเปลือย...”

เล็กตั่วอู๋พลันร้องโพล่งว่า “ยี่ซือเฮีย ท่านมีกำลังขวัญเข้มแข็งยิ่งนัก”

เล่าเต็กนับมิแยแสสนใจ เล่าต่อไปว่า “ขณะนั้นเรามุ่งไปตามต้นเสียงอย่างเงียบงัน ได้ยินเสียงอาวุธปะทะกันยิ่งนานยิ่งเร่งร้อน เรารู้สึกตึงเครียดยิ่งนัก ลองคิดดู เราทั้งสองอยู่ในถ้ำพยัคฆ์วังมังกร ตั่วซือเฮียพลังฝีมือสูงเยี่ยม อาจจะล่าถอยไปได้ แต่เราคงย่ำแย่แน่

เสียงอาวุธดังมาจากตำหนักด้านหลัง และหน้าต่างของตำหนักหลัง ก็มีแสงโคมไฟสาดลอดออกมา เราย่อกายเข้าใกล้มองฝ่าช่องหน้าต่างเข้าไป ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

ที่แท้เราไหวระแวงไปเอง ความจริงไหนเลยจะมีตั่วซือเฮียมาหาเรื่องราว เพียงแต่ในตำหนักมีการประลองกระบี่กันสองคู่ คู่หนึ่งคือโฮ้วนั้งเอ็งกับอั้งนั้งฮ้ง อีกคู่หนึ่งอูนั้งเฮ้าและล้อนั้งเกี๊ยก”

เล็กตั่วอู๋ร้องว่า “เฮอะ ศิษย์สำนักแชเซี้ยขยันขันแข็งยิ่งนัก ในค่ำคืนก็มิยอมพักผ่อนหลับนอน”

เล่าเต็กนับถลึงตาเข้าใส่มัน แล้วจึงเล่าว่า “แลเห็นภายในตำหนัก ได้นั่งตระหง่านด้วยบุรุษสวมชุดเขียวร่างต่ำเตี้ยผู้หนึ่ง อายุประมาณห้าสิบเศษ คำนวณอย่างผิวเผิน ฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมีน้ำหนักหกเจ็ดสิบชั่งเท่านั้น

ในวงพวกนักเลงล้วนร่ำลือว่า ผู้นำสำนักแชเซี้ยเป็นบุรุษร่างต่ำเตี้ย เพียงแต่หากมิได้เห็นกับตาก็คาดมิถึงว่ามันจะต่ำเตี้ยถึงปานนี้ จนไม่อาจเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามคืออื้อชังไฮ้ผู้มีเกียรติภูมิไปทั่วใต้หล้า

ทั่วทั้งสี่ด้านของตำหนัก ยืนหยัดไว้ด้วยศิษย์หลายสิบคน ทั้งหมดล้วนแต่จับจ้องผู้คนทั้งสี่หักล้างกระบี่กันโดยมิกระพริบ เราดูอยู่หลายกระบวนท่าก็ทราบว่าเป็นท่าใหม่ที่พวกมันหลายวันนี้หมกมุ่นฝึกหัดกัน

เราสำนึกดีว่า สถานการณ์ในยามนั้นเปี่ยมอันตรายยิ่งนัก หากแม้นถูกฝ่ายสำนักแชเซี้ยพบเห็นร่องรอย เรามิเพียงแต่จะได้รับความอัปยศอย่างใหญ่หลวง หากแพร่งพรายออกไป ก็จะเสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักเรา

ตั่วซือเฮียลงมือต่อสองในสี่อัจฉริยะแห่งแชเซี้ย ซือแป๋แม้ลงทัณฑ์ตำหนิว่าล่วงเกินต่อสหาย แต่จิตใจของซือแป๋คงลอบปลื้มปีติ เนื่องจากตั่วซือเฮียได้เสริมสร้างเกียรติภูมิให้กับสำนัก

แต่เราหากขโมยดูความลับของผู้อื่น และถูกคร่ากุมได้ นับว่าเป็นเรื่องอันน่าอับอายขายหน้า เวลากลับมาถึงสำนัก ซือแป๋ยามพิโรธ ย่อมต้องขับไล่ออกจากสำนัก

แต่ทว่าแลเห็นฝ่ายตรงข้ามพันตูกันอย่างสนุกสนาน และเรื่องนี้มิแน่นักว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับฮั้วซัวเราไหนเลยจะยินยอมจากมา และในใจเพียงคิดชมอีกหลายกระบวนท่าแล้วก็จากไป

หากแต่ยิ่งดูก็ยิ่งดึงดูดใจ รู้สึกว่าท่ากระบี่ของพวกมันทั้งสี่ ล้วนแต่ประหลาดพิกล มิเคยพบพานในบู๊ลิ้ม แต่จะบอกว่าท่าร่างกระบี่เหล่านั้นมีอนุภาพอันใดก็ไม่ถึงกันเป็นเช่นนั้น

เราได้คำนึงในใจว่า “...ท่ากระบี่เหล่านี้หามีอานุภาพอันน่าตื่นตระหนกไม่ เหตุไฉนสำนักแชเซี้ยจึงหมกมุ่นฝึกฝนทั้งทิวาราตรี? หรือว่าแนวทางกระบี่นี้สามารถสยบหักล้างเพลงกระบี่ของฮั้วซัวเราด้วย?...”

หลังจากดูอีกหลายกระบวนท่า ก็ไม่มีกำลังขวัญยืนหยัดอยู่สืบไป ฉวยโอกาสที่ทั้งสองคู่นั้นกำลังหักโหมอย่างดุเดือด ลอบเร้นกลับมาในห้องพัก ขณะนั้นพวกมันหากหยุดชะงักสักครู่หนึ่ง ก็มิมีทางปลีกตัวจากมาเลย

ในค่ำคืนของอีกสองวันให้หลัง เสียงปะทะกระบี่ยังดังแว่วมาโดยมิหยุดยั้ง แต่เรามิกล้าไปดูอีก ความจริงหากแม้นทราบล่วงหน้าว่า พวกมันฝึกปรือวิชากันอยู่เบื้องหน้าของอื้อชังไฮ้ มิว่าอย่างไรก็ไม่กล้ากรายไป

ลักซือตี๋เมื่อครู่นี้ยกย่องเราว่ามีกำลังขวัญ นั่นยากที่จะรับไว้ ค่ำคืนนั้นท่านหากแลเห็นสารรูปที่หน้าซีดเผือดของเรา ไม่ด่าว่ายี่ซือเฮียคือปีศาจขวัญอ่อนอันดับหนึ่งแห่งยุค เราก็ขอบคุณมากแล้ว”

เล็กตั่วอู๋ กล่าวว่า “มิกล้า ยี่ซือเฮียอย่างมากก็เป็นอันดับสองแห่งยุค หากเปลี่ยนเป็นเรา ยามนั้นคงแตกตื่นจนเรือนร่างแข็งทื่อ ลมหายใจยากระบายออก มิอาจเคลื่อนไหวแม้แต่ก้าวเดียว”

ทั้งหมดพอได้ยิน ก็หัวร่อจนหงายร่างไปมา

เล่าเต็กนับเล่าสืบไปว่า “ภายหลังท่านเจ้าอารามแซ่อื้อก็อนุญาตให้เราเข้าพบ และถ้อยวาจาเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก กล่าวว่าที่ซือแป๋ลงโทษตั่วซือเฮียออกจะเกินไปแล้ว ฮั้วซัวกับแชเซี้ยมีไมตรีต่อกันเสมอมา บรรดาศิษย์ล้อเล่นกันคล้ายกับเป็นการต่อยตีของทารกน้อย ผู้หลักผู้ใหญ่ไยต้องเป็นจริงเป็นจังไป?

และหลังจากจัดโต๊ะเลี้ยงรับรองในคืนนั้นแล้ว วันรุ่งขึ้นเราก็กล่าวคำอำลา ตามมารยาทของเราผู้เยาว์ยามอำลาต้องคุกเข่าโขกศีรษะ เข่าซ้ายของเราเพิ่งงอลง ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อก็ยื่นมือขวาออกมาค้ำยันเราเอาไว้

พลังการฝึกปรือของมันลึกล้ำเป็นที่ยิ่ง เรารู้สึกทั่วทั้งร่างเบาหวิว มิมีทางผนึกกำลังขึ้น ขณะนั้นฝ่ายตรงข้ามหากคิดเหวี่ยงเราออกนอกรัศมีสิบวา หรือทำให้ตีลังกาไปเจ็ดแปดตลบ เราก็ไม่มีหนทางดิ้นรนขัดขืน

ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อยิ้มน้อยๆ ถามว่า “ตั่วซือเฮียของเจ้าเข้าสังกัดสำนักอาจารย์ ก่อนเจ้าประมาณกี่ปี? เจ้าเคยฝึกปรือจากที่อื่น แล้วค่อยเข้าสังกัดใช่หรือไม่?”

ขณะนั้น เราถูกการค้ำยันของฝ่ายตรงข้าม กดดันจนลมหายใจมิอาจระบายออก ครึ่งค่อนวันให้หลังค่อยกล่าวว่า “ถูกแล้วศิษย์สังกัดสำนักโดยฝึกฝนฝีมือจากแห่งอื่นมาก่อน ขณะที่ศิษย์เข้าสู่ฮั้วซัว ตั่วซือเฮียได้อยู่ในสำนักเป็นเวลาสิบสองปีแล้ว”

ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “อืมม์ มากกว่าสิบสองปี”

หนังสือแนะนำ

Special Deal