กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 6 พิธีอ่างทองล้างมือ

ได้ยินบุรุษแซ่ซิงนั้นกล่าวอีกว่า “พวกเขายามลงจากสำนัก ซือแป๋ได้ทดลองหักล้างเพลงกระบี่พิชิตมาร และท่าฝ่ามือตลบฟ้ากับพวกเรา มาตรแม้นในเวลาสั้นๆ เพียงสิบวัน ยากจะเรียนรู้จนหมดสิ้น แต่เรารู้สึกว่าวิชาทั้งสองแขนงนั้นแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำยากระบายออก ท่านตีความเข้าใจหรือไม่?”

บุรุษแซ่กิกนั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ซือแป๋ท่านผู้เฒ่าเมื่อบอกว่า แม้แต่ลิ้มจิ้นน้ำเองก็สามารถแตกฉานเพลงกระบี่กับวิชาฝ่ามือ เราจึงคร้านที่จะไปคิดถึง ซิงซือเฮีย พวกปึงซือเฮียพอคร่ากุมลิ้มจิ้นน้ำกับภรรยาแล้วไม่เร่งรีบนำกลับ แต่ไปที่ฮ่วงซัวไยกัน?”

บุรุษแซ่ซิงเอื้อนเอยว่า “เล่าเจี่ยฮวงจะประกอบพิธีอ่างทองล้างมือ ประกาศเร้นกายจากบู๊ลิ้ม ในฮ่วงซัวย่อมชุมนุมผู้ทรงฝีมือจากทุกค่ายสำนัก ซึ่งเร่งรุดไปอวย ปึงซือเฮียและพวกย่อมคิดนำหัวหน้าใหญ่ของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย อวดโอ่ต่อชุมนุมชนสักคราหนึ่ง”

ต่อจากนั้น ได้ยินเสียงน้ำดังอยู่ในห้อง ทั้งสองกำลังล้างเท้าก่อนจะหลับนอน ขณะนั้นบานหน้าต่างพลันถูกผลักเปิดออก

ลิ้มเพ้งจือสะท้านใจอย่างรุนแรง เข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามพบพานร่องรอยของตน จึงคิดจะหลบหนี พลันปรากฏน้ำอุ่นอ่างหนึ่งสาดลงมาบนศีรษะ สร้างความแตกตื่นจนแทบร้องโพล่งออกมา

และแล้วโคมไฟภายในห้องก็ดับวูบลงแสดงว่าฝ่ายตรงข้ามได้หลับใหลแล้ว ลิ้มเพ้งจือมิทันคืนสติ รู้สึกว่าสายน้ำได้ไหลรินลงมาบนใบหน้า มีกลิ่นเหม็นคลุ้งจึงทราบว่าฝ่ายตรงข้ามเปิดหน้าต่างเพื่อเทน้ำล้างเท้าออกมา

ฝ่ายตรงข้ามแม้ไม่มีเจตนา แต่ตนได้รับความอัปยศมิน้อย หากทว่าลิ้มเพ้งจือกลับไม่เดือดดาล รู้สึกว่าครานี้สืบทราบร่องรอยของบิดามารดา อย่าว่าเป็นน้ำล้างเท้า แม้เป็นน้ำปัสสาวะราดใส่ร่างกายก็หาเป็นไรไม่

ในยามนี้ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความสงบสงัด หากแม้คิดจากไป คงถูกพวกศัตรูทั้งสองพบเห็น จำต้องรอให้พวกมันหลับสนิทจึงรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง จวบจนได้ยินเสียงกรนภายในห้อง

ลิ้มเพ้งจือลุกขึ้นยืนหยัด แลเห็นบานหน้าต่างมิได้ปิดลงจึงถลันเข้าไปในห้อง แลเห็นบนเตียงนอนไว้ด้วยบุรุษสองคน หนึ่งศีรษะล้านเลี่ยนเล็กน้อย อีกหนึ่งไว้เคราสั้น หัวเตียงวางกระบี่และดาบกับห่อผ้าห้าใบ

ตนรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้ามอย่างประเสริฐ แต่แล้วก็คาดคิดว่า หากเข่นฆ่าพวกมันอย่างลอบเร้นเช่นนี้ หาใช่พฤติการณ์ของนักสู้ไม่ สมควรฝึกปรือจนเยี่ยมยอด ค่อยประหารหมู่อสูรแห่งแชเซี้ยให้หมดสิ้น

ดังนั้นจึงหยิบฉวยห่อผ้าทั้งห้าใบขึ้นมา ทราบดีว่าภายในบรรจุเงินทองของมีค่า ซึ่งมันทั้งสองเก็บกวาดจากสาขาแห่งหนึ่ง และเสาะหาพู่กันเขียนลงบนโต๊ะกลางห้องว่า “ลิ้มเพ้งจือแห่งสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยได้มาเยี่ยมเยือน”

ลิ้มเพ้งจือนำห่อผ้าทั้งห้าใบ ก้าวเดินจากมาอย่างแผ่วเบาไปถึงคอกม้า จูงอาชาพ่วงพีตัวหนึ่ง ออกทางประตูหลัง รอจนห่างมาไกลโข จึงขึ้นสู่หลังมา จำแนกทิศทางแล้วมุ่งไปทางประตูเมืองทิศใต้

รอจนประตูเมืองเปิดออก ลิ้มเพ้งจือก็ควบม้าห้อตะบึงอย่างเร่งร้อน อึดใจเดียวก็เดินทางได้สิบกว่าลี้ รู้สึกว่าตั้งแต่จากเมืองฮกจิวแหล่งกำเนิดมา วันนี้เพิ่งจะปลอดโปร่งโล่งใจ

ลิ้มเพ้งจือเร่งรุดรอจนมาถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่งจับจองห้องพักในโรงเตี้ยมหลังหนึ่ง และเปิดห่อผ้าทั้งห้าใบออกมา ก็แลเห็นว่าเต็มไปด้วยทองคำสุกปลั่ง เงินขาวแวววาว และอัญมณีเครื่องประดับ ของเล่นที่แกะสลักจากวัตถุมีราคา

ตนเลือกนำเอาเศษเงินพกติดตัว และรวมของมีค่าเป็นห่อเดียว จากนั้นก็ซื้อหาม้าพ่วงพีอีกสองตัว โดยผลัดเปลี่ยนนั่งโดยสาร วันหนึ่งหลับนอนเพียงสองสามชั่วยาม รอนแรมเดินทางทั้งทิวาและราตรี

ในวันนี้ได้บรรลุถึงฮ่วงซัว พอเข้าไปในเมือง ก็แลเห็นตามถนนหลวงผู้สัญจรมีแต่ชนชาวบู๊ลิ้ม ลิ้มเพ้งจือเกรงว่าจะเผชิญกับปึงนั้งตี่ จึงเดินก้มศีรษะเสาะหาโรงเตี๊ยมที่พัก

คาดมิถึงว่าถามไถ่อยู่หลายแห่ง ล้วนแต่มีอาคันตุกะจับจองพักเต็มแล้ว ผู้รับใช้ได้อธิบายว่า “อีกสามวัน จะเป็นวันมงคลของท่านเล้าเจี่ยฮวง ซึ่งทำพิธีอ่างทองล้างมือ ผู้คนจึงมากันจนเนืองแน่น”

ลิ้มเพ้งจือสอบถามโรงเตี๊ยมอีกสามแห่ง จึงได้ห้องพักเล็กๆ และคำนึงว่า “...เราแม้มอมหน้าจนสกปรกแล้ว แต่ปึงนั้งตี่เดียรัจฉานนั้นปราดเปรื่องยิ่งนัก เกรงว่ายังถูกมันจดจำได้...”

ดังนั้นก็ไปซื้อยากอเอี๊ยะสามแผ่น ติดอยู่ที่บนใบหน้า และหลุบคิ้วทั้งสองข้างลงมา พลิกมุมปากด้านซ้ายขึ้น จนฟันในปากโผล่พ้นออกมา เวลาส่องดูกับกระจกรู้สึกว่าเป็นสารรูปอันทุเรศจนชิงชังตัวเอง

จากนั้นได้นำห่อผ้าใหญ่ที่บรรจุเงินทองมีค่า ซุกเก็บแนบเนื้อ ใช้เสื้อผ้าคลุมเอาไว้ ย่อเอวลงเล็กน้อย ก็กลับกลายเป็นบุรุษหลังค่อมส่วนหลังนูนสูงเด่น มิมีบุคลิกดังเดิมหลงเหลืออยู่เลย

ลิ้มเพ้งจือออกไปเดินตามถนน มุ่งหวังว่าจะได้พบพานร่องรอยเบาะแสเกี่ยวกับบิดามารดา เดินอยู่ครึ่งค่อนวัน พลันมีพิรุณโปรยปรายลงมา แลเห็นว่าข้างถนนมีร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ผู้คนนั่งแออัดกัน จึงเข้าไปเสาะหาที่นั่ง เจ้าของร้านก็จัดน้ำชาป้านหนึ่ง เม็ดแตงโมกับถั่วแขกอย่างละหนึ่งชามมาให้

ตนดื่มน้ำชา ขบเคี้ยวเม็ดแตงโมระบายอารมณ์พลันได้ยินผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ผู้หลังค่อม นั่งร่วมโต๊ะได้หรือไม่?”

ลิ้มเพ้งจือคราแรกมิทราบว่าฝ่ายตรงข้าม กล่าววาจากับตนงงงันวูบหนึ่งแล้วจึงเชื้อเชิญ แลเห็นบุคคลสามคนได้ทรุดกายนั่งลงซึ่งล้วนสวมชุดดำ สะพายอาวุธ และเริ่มสนทนาปราศรัยกัน

บุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่ง กล่าวขึ้นว่า “พิธีอ่างทองล้างมือของเล้าซาเอี้ย (ผู้ยิ่งใหญ่ที่สามแซ่เล้า) นับว่ามโหฬารยิ่งนัก สำนักฮ่วงซัวอันเป็นหนึ่งในห้าสำนักกระบี่มาตรฐานมีอานุภาพใหญ่ยิ่งในวงพวกนักเลง และเล้าเจี่ยฮวงก็คือผู้กล้าหาญกระเดื่องนาม ถูกยกย่องเป็นผู้ทรงฝีมืออันดับสองแห่งสำนักฮ่วงซัว เป็นรองท่านประมุขพรรคม๊กไต้ซิงแซเพียงขั้นเดียว

ยามปรกติมีผู้คนคิดติดต่อสมาคมกับท่าน เพียงแต่ท่านหนึ่งไม่จัดงานวันเกิด สองไม่ตกแต่งสะใภ้ สามไม่ยกธิดา จึงมิมีโอกาสเหมาะ บัดนี้พอประกอบพิธีอ่างทองล้างมือ ย่อมต้องครึกครื้นโอฬารตา”

ชายชราเคราสีขาวนั่งร่วมโต๊ะผู้หนึ่งส่งเสียงขึ้นว่า “หากจะว่าล้วนคิดหาโอกาสคบค้ากับเล้าเจี่ยฮวงนั่นกลับมิแน่นัก บางคนก็มาเพื่อเป็นเกียรติ เล้าเจี่ยฮวงเมื่อประกอบพิธีอ่างทองล้างมือก็เท่ากับว่านับแต่นี้ไป จะมิใช้วิชากระบี่ซ้วงฮวงเลาะงังเกี่ยม (กระบี่ไวห่านป่าร่วง) อีก ไม่ถามไถ่บุญคุณความแค้นของบู๊ลิ้มในวงพวกนักเลงได้ลบนามของท่านไปแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือคอยสดับฟังเรื่องราวอย่างจดจ่อ ได้ยินทางโต๊ะด้านหลังมีผู้คนกล่าวเบาๆ ว่า “เฮ้งยี่เจ่ก (อาที่สองแซ่เฮ้ง) รับฟังมาว่าเล้าเจี่ยฮวงแห่งพรรคฮ่วงซัวท่านนี้มีอายุเพียงห้าสิบปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พลังฝีมือลึกล้ำไฉนจึงประกาศล้างมือจากบู๊ลิ้มเล่า?”

เฮ้งยี่เจ่กผู้ถูกถามไถ่ ก็กล่าวเสียงทุ้มหนักว่า “ชนชาวบู๊ลิ้มประกอบพิธีอ่างทองล้างมือ มีสาเหตุมากมายนักอาจจะเป็นโจรใหญ่ฝ่ายอธรรม ชั่วชีวิตประกอบกรรมมหันต์ คิดกลับใจใฝ่สันโดษ เพื่อจะได้มีชื่อเสียงอันดีงามบ้าง มาตรมิเช่นนั้นก็เป็นสถานที่นั้นมีคดีครึกโครม เมื่อประกอบพิธีก็เท่ากับหลุดพ้นจากการถูกระแวง

ผู้ฝึกปรือฝีมือ ชั่วชีวิตวุ่นวายอยู่ในดงศาตราวุธย่อมเคยฆ่าคนสร้างสมศัตรู เฉกเช่นกับเล่าเจี่ยฮวงเมื่อเชิญเชิญอาคันตุกะมาเช่นนี้ ก็เท่ากับประกาศต่อเหล่าศัตรู ไม่ต้องวิตกว่าท่านจะไปทวงถามบัญชี และขอให้ฝ่ายตรงข้ามก็อย่าได้มารังควาน พฤติการณ์ของเล้าเจี่ยฮวงนี้ เรียกว่าเมื่อมรสุมรุนแรงก็รู้จักเลิกร้าง”

พลันได้ยินบุรุษกลางคน สวมเสื้อแพรที่โต๊ะซ้ายสุดส่งเสียงขึ้นว่า “ข้าพเจ้าวันก่อนอยู่ที่เมืองบู๊ฮั่น รับทราบจากสหายแถบนั้นว่า การที่เล้าเจี่ยฮวงประกาศล้างมือจากบู๊ลิ้มครั้งนี้ มีเบื้องหลังสลับซับซ้อนยิ่ง”

สำเนียงของมันกังวานมิน้อย ในร้านน้ำชาจึงมีประกายตามากมายจับจ้องมองมา และเหล่าสหายที่นั่งร่วมโต๊ะ ก็เร่งเร้าให้มันบอกกล่าว บุรุษเสื้อแพรผู้นั้นจึงกล่าวว่า “บุคคลภายนอกทราบว่า เล้าเจี่ยฮวงคือผู้ทรงฝีมืออันดับสองในพรรคฮ่วงซัว แต่ภายในพรรคฮ่วงซัวต่างล่วงรู้ว่า ความสำเร็จในสามสิบหกท่ากระบี่ไวห่านป่าร่วงของเล่าเจี่ยฮวง ได้สูงส่งกว่าท่านประมุขสำนักม๊กไต้ซิงแซมากมายนัก

ม๊กไต้ซิงแซกระบี่เดียวสามารถฟันห่านป่าร่วงลงมาสามตัวแต่เล้าเจี่ยฮวงกระบี่เดียวกลับฟันห่านป่าได้ห้าตัว ศิษย์ในสังกัดของเล้าเจี่ยฮวงล้วนสูงเยี่ยมกว่าทายาทของม๊กไต้ซิงแซ

บัดนี้สถานการณ์ยิ่งนานยิ่งผิดคาด รับฟังมาว่าทั้งสองฝ่ายลอบขัดแย้งกันหลายครั้ง แต่เล้าเจี่ยฮวงไม่ต้องการชิงดีชิงเด่นกับซือเฮีย จึงประกอบพิธีอ่างทองล้างมือ ภายหลังจะเสพย์สุขอยู่ในกองสมบัติประจำตระกูลอย่างสงบ”

ผู้คนหลายคนรับฟังจนวิพากษ์วิจารณ์กัน บ้างก็เอ่ยปากตำหนิม๊กไต้ซิงแซ ทันใดนั้นที่ปากประตูได้ยินเสียงดนตรีจากซอสองสายของจีนดังขึ้น และมีผู้คนส่งสำเนียงร้องตามท่วงทำนองอย่างวิเวกหวนโหย

บุคคลทั้งหมดเบือนศีรษะมองไป แลเห็นข้างโต๊ะตัวหนึ่งนั่งไว้ด้วยชายชรารูปร่างผอมซูบผู้หนึ่ง ใบหน้าซีดเซียว คลุมอาภรณ์สีเขียว ซึ่งซักฟอกจนเป็นสีขาวรู้สึกยากจนขุ่นแค้นยิ่งนัก

บุรุษกลางคนเสื้อแพรถลึงตาเข้าใส่ชายชราเสื้อเขียวซอมซ่อวูบหนึ่ง แล้วกล่าวสืบไปว่า “พวกเราสมควรสังเกตในข้อหนึ่ง กล่าวคือสำนักฮ่วงซัวมิได้จัดส่งศิษย์บริวาร มาช่วยต้อนรับแขกในพิธีอ่างทองล้างมือของเล้าเจี่ยฮวงเลย นี่เรียกว่าไม่ยอมให้เกียรติกันแม้แต่น้อย”

ชายชราผู้สีซอสองสาย พลันหยุดชะงักการเล่นดนตรีและร้องตาม ผุดลุกขึ้นเดินอย่างแช่มช้าตรงเข้ามา เอียงศีรษะจับจ้องมันอยู่ครู่ใหญ่

บุรุษเสื้อแพรผู้นั้นมิพอใจขึ้นมา กระชากเสียงว่า “เฒ่าผู้นี้จ้องมองไปใย?”

ชายชราผู้สีซอสองสายสั่นศีรษะ ส่งเสียงขึ้นว่า “ท่าน กล่าวเหลวไหล!” พลางหันกายหมายจากไป บุรุษเสื้อแพรเดือดดาลเป็นการใหญ่ เอื้อมมือตะกุยใส่กลางหลังของฝ่ายตรงข้าม ทันใดนั้นเบื้องหน้าสายตาปรากฏประกายสีเขียวกระจางวูบ กระบี่ยาวอันเบาบางเล่มหนึ่ง ได้กรีดแฉลบลงบนพื้นโต๊ะ เสียงติง ติง ติง ดังติดต่อกันหลายครั้ง

บุรุษเสื้อแพรผู้นั้นแตกตื่นตระหนกยิ่ง ลนลานกระโดดปราดไปด้านหลัง เกรงว่ากระบี่ยาวจะทิ่มแทงถูกมันแต่ทว่าชายชราผู้นั้น กลับสอดกระบี่ยาวเข้าไปในซอสองสาย จนจมหายไป

ที่แท้กระบี่ของมันซุกซ่อนอยู่ในซอสองสาย คมกระบี่สอดผ่านที่ยึดถือของซอสองสาย ดูอย่างผิวเผินมิว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าภายในซอสองสายโบราณนี้ กลับบรรจุศัสตราวุธอันร้ายกาจอยู่

ชายชราชุดซอมซ่อเอื้อนเอ่ยอีกว่า “ท่านกล่าวเหลวไหล”

จากนั้น ก็เดินเหินอย่างแช่มช้าออกจากร้านน้ำชาท่ามกลาง สายตาของทุกผู้คน ติดตามจนกลืนหายเข้าในสายฝน แต่เสียงซอสองสายอันวิเวกวังเวง ยังดังแว่วมาอย่างเลือนราง

พลันมีผู้คนอุทานดังอาขึ้น ร้องว่า “พวกท่านดู”

ทั้งหมดมองไปยังตำแหน่งที่นิ้วของมันชี้บ่ง แลเห็นถ้วยสุราเจ็ดใบที่วางเรียงรายบนโต๊ะ ซึ่งบุรุษเสื้อแพรนั่งอยู่ ทุกๆ ใบขอบถ้วยถูกตัดไปครึ่งนิ้ว ส่วนขอบทั้งเจ็ดชิ้นเรี่ยราดอยู่ข้างถ้วย แต่น้ำถ้วยชากลับไม่ล้มคว่ำแม้แต่ใบเดียว!

ผู้คนหลายสิบคนในร้าน พากันรายล้อมเข้ามาส่งเสียงขึ้นอย่างเอ็ดอึง ล้วนแต่กล่าวว่า “นี่เป็นการสำแดงราวกับเทพยดาจำแลงมา บุคคลนี้เป็นใครกัน?”

บุรุษเสื้อแพร จับจ้องถ้วยน้ำชาที่ถูกตัดขอบไปครึ่งนิ้วทั้งเจ็ดใบอย่างเซื่องซึม ใบหน้าไร้สีเลือด มันทราบดีว่าฝ่ายตรงข้ามยามพุ่งกระบี่ได้ละเว้นไมตรี หากเปลี่ยนเป้าหมายเป็นฟันใส่ลำคอของมัน ก็มิมีทางหลบเลี่ยง

บุรุษร่างอ้วนเตี้ยที่นั่งร่วมโต๊ะกับมัน พลันกล่าวว่า “ท่านปากมากแส่หาเรื่องไปเอง เมืองฮ่วงซัวขณะนี้เป็นแหล่งชุมนุม มังกรพยัคฆ์ ผู้เฒ่าท่านนี้ย่อมต้องเป็นสหายสนิทของม๊กไต้ซิงแซ พอได้ยินท่านวิจารณืม๊กไต้ซิงแซลับหลัง มันจึงลงมือสั่งสอนท่าน”

ชายชราเคราขาวที่นั่งร่วมโต๊ะกับลิ้มจิ้นน้ำ พลันกล่าวอย่างเย็นชาว่า “สหายสนิทของท่านม๊กไต้ซิงแซอันใดกัน? มันเองก็คือ เซียวเซียงแม้โหว (เหี้ยมหาญดำรงนิรันดร์) ม๊กไต้ซิงแซ!”

ผู้คนทั้งหมดมีใจสะท้านหวั่นไหว ถามไถ่โดยพร้อมเพรียงกันว่า “อะไร ท่านผู้นั้น...ก็คือม๊กไต้ซิงแซ? ท่านทราบได้อย่างไร”

ชายชราเคราขาวกล่าวว่า “เราย่อมทราบดี ท่านม๊กไต้ซิงแซนิยมซอสองสาย เพลงเซี่ยวเซียงแม้โหว (เหี้ยมหาญดำรงนิรันดร์) ผู้รับฟังถึงกับหลั่งน้ำตา และสัญลักษณ์ของท่านผู้เฒ่า ก็รจนาเป็นถ้อยวจีได้ว่า “ในซอซุกซ่อนกระบี่ กระบี่กระจายส่งเสียงซอ”

สหายคนนี้บ่งบอกว่า เล่าเจี่ยฮวงกระบี่เดี่ยวฟันห่านป่าร่วงห้าตัว ม๊กไต้ซิงแซเพียงฟันได้สามตัว ท่านจึงพุ่งกระบี่ตัดถ้วยเจ็ดใบให้ดู ซึ่งถ้วยน้ำชายังถูกตัดขาด ยามฟันห่านป่าจะมีความยุ่งยากอันใด ท่านจึงด่าว่าท่านกล่าวเหลวไหล”

บุรุษเสื้อแพรถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ ก้มศีรษะมิกล้าส่งเสียง บุรุษร่างอ้วนเตี้ยผู้เป็นสหายชำระค่าน้ำชา ลนลานฉุดลากมันจากไป ส่วนผู้คนในร้านน้ำชามีจำนวนมากที่สนับสนุนวาจาก้าวร้าวม๊กไต้ซิงแซของบุรุษเสื้อแพรจึงแยกย้ายหลบลี้ไปจนแทบหมดสิ้น

ลิ้มเพ้งจือเหลือบแลขอบกลมที่ถูกตัดจากถ้วยน้ำชาทั้งเจ็ดชิ้นนั้น คำนึงว่า ‘...บุคคลนี้ขยับกระบี่วูบเดียว ก็ตัดขอบถ้วยน้ำชาได้เจ็ดใบ นับว่าชวนสะท้านโลก อา เราหากกราบกรานท่านเป็นซือแป๋มานะฝึกมือ อาจจะสามารถชำระล้างข้ออาฆาต...’

ดังนั้นจึงหมายจะติดตามออกไป วิงวอนม๊กไต้ซิงแซให้ช่วยเหลือบุพการี และรับตนเป็นศิษย์ แต่แล้วก็ฉุกคิดว่า ‘...ท่านเป็นประมุขสำนักฮ่วงซัว ห้าสำนักกระบี่กับฝ่ายแชเซี้ยมีไมตรีต่อกัน ท่านไหนเลยจะสร้างอริบาดหมางกับสหายเพราะเราผู้ซึ่งไม่มีความหมายเลย?...’

พอฉุกคิดเช่นนั้น จึงล้มเลิกความคิดไปอย่างท้อแท้ใจทันใดนั้น สำเนียงอันเจื้อยแจ้วสดใสดังกระทบโสตว่า “ยี่ซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่คนที่สอง) ฝนครั้งนี้ตกไม่หยุดหย่อนเสื้อผ้าของข้าพเจ้าถึงกับเปียกชุ่มโชก เข้าไปดื่มน้ำชากันเถอะ”

ลิ้มเพ้งจือสะดุ้งสุดตัว จดจำได้ว่าเป็นสุ้มเสียงของดรุณีขายสุรานางนั้น จึงรีบก้มศีรษะลง ได้ยินเสียงอันทุ้มหนักกล่าวว่า “ตกลง เข้าไปดื่มน้ำชาร้อนอุ่นกระเพาะกัน”

บุคคลสองคนเดินเหินเข้ามาในร้านน้ำชา ทรุดกายนั่งลงบนโต๊ะเยื้องถัดจากลิ้มเพ้งจือ

ลิ้มเพ้งจือชำเลืองมองไป ก็เห็นดรุณีขายสุราสวมชุดสีเขียวนางนั้น นั่งหันหลังให้กับตน ผู้นั่งอยู่ด้านข้างกลับเป็นชายชราแซ่ซัก ซึ่งแอบอ้างเป็นปู่ของฝ่ายดรุณี

ลิ้มเพ้งจืออดมีโทสะมิได้ คำนึงว่า ‘...ที่แท้ท่านทั้งสองเป็นซือเฮียซือม่วยกันกลับปลอมแปลงเป็นปู่หลาน เร่งรุดไปถึงฮกจิวโดยมีแผนการมุ่งหมาย และเป็นต้นเหตุให้เรากับบิดามารดาประสบมหาภัย...’

ชายชราผู้นั้นร้องสั่งน้ำชา พลันเหลือบเห็นเศษถ้วยน้ำชาทั้งเจ็ดใบบนโต๊ะข้างเคียง ถึงกับอุทานดังเอ๊ะขึ้น ชักชวนฝ่ายซือม่วยให้ด้วย ดรุณีนางนั้นก็พิศวงสงสัยกล่าวว่า “วิชาฝีมือนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผู้ใดสามารถใช้กระบี่เดียวตัดถ้วยน้ำชาถึงเจ็ดใบได้?”

ชายชราผู้นั้นกล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยวซือม่วย (ศิษย์ผู้น้องคนเล็ก) เราจะทดสองท่านดู ถ้วยน้ำชาทั้งเจ็ดใบนี้ผู้ใดลงมือตัดขาดกัน?”

ดรุณีนางนั้นกลอกกลิ้งดวงตาอันสุกใสตลบหนึ่งพลันปรบมือหัวร่อพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วนี่คือ ท่าที่สิบเจ็ดในวิชากระบี่ไวห่านป่าร่วง เจกเกี่ยมเลาะเก้างัง (กระบี่เดี่ยวเก้าห่านป่าร่วง) เป็นผลงานของเล้าเจี่ยฮวง”

ชายชราผู้นั้นสั่นศีรษะ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เกรงว่าวิชากระบี่ของเล้าเจี่ยฮวงมิมีความสำเร็จถึงปานนี้ท่านทายถูกเพียงครึ่งหนึ่ง”

ดรุณีนางนั้นโบกมือห้ามปรามมันกล่าวว่า “ท่านอย่าได้บอก ข้าพเจ้าทราบแล้ว ผู้ลงมือคือเหี้ยมหายดำรงนิรันดร์ ม๊กไต้ซิงแซ”

ทันใดนั้น ในร้านน้ำชามีสำเนียงเจ็ดแปดเสียงดังระงมขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน บ้างก็ปรบมือบ้างก็ระเบิดเสียงหัวร่อ ล้วนกล่าวว่า “ซือม่วยมีสายตาคมกล้านัก”

ลิ้มเพ้งจือสะท้านใจวาบ คำนึงว่า ‘...ไฉนมีผู้คนมากมายตั้งแต่เมื่อใด?...’ พลางชำเลืองมองไป แลเห็นบุรุษสองคนซึ่งความจริงฟุบกายอยู่บนพื้นโต๊ะได้ผุดลุกขึ้น ยังมีอีกห้าคนเดินมาจากห้องด้านในของร้านน้ำชา บ้างมีลักษณะการแต่งกายเฉกเช่นคนแบกหาม อีกคนหนึ่งมือถือลูกคิด บ้างก็มีสารรูปราวกับพ่อค้าวาณิช ยังมีอีกผู้หนึ่ง บนบ่าเกาะลิงน้อยตัวหนึ่งเอาไว้ คล้ายดั่งนักเล่นละครลิง

ดรุณีนางนั้น หัวร่อพลางกล่าวว่า “ขบวนการชั้นต่ำต้อยที่แท้ซุกซ่อนอยู่ในที่นี้เอง ตั่วซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่คนโต) เล่า?”

บุรุษที่มีลิงเกาะบ่าหัวร่อแล้วกล่าวว่า “ไฉนพอพบหน้าก็ด่าว่าพวกเราเป็นขบวนการชั้นต่ำต้อยเล่า?”

ดรุณีนางนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ลอบซุกซ่อนกายกัน คอยข่มขู่ผู้คนให้แตกตื่น นี่มิใช่พฤติการณ์ของขบวนการชั้นต่ำต้อยหรอกหรือ ตั่วซือเฮียเหตุใดไม่ติดตามพวกท่านมาด้วยเล่า?”

บุรุษที่บ่าเกาะด้วยลิงน้อย กล่าวว่า “อย่างอื่นไม่ถามไถ่ เพียงสนใจตั่วซือเฮีย พอพบหน้าสนทนากันมิถึงสามประโยค ก็ถามถึงตั่วซือเฮียตั้งสองครั้งไฉนไม่ถามความทุกข์สุขของเราผู้เป้นลักซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่คนที่หก) บ้างเล่า?”

ดรุณีนางนั้นขยี้เท้าร้องว่า “เพ้ย เจ้าลิงน้อยท่านอยู่อย่างสบายในที่นี้มิได้ตายไปทั้งสังขารไม่เน่าเปื่อย ถามถึงท่านไปไย?”

บุรุษที่มีลิงเกาะบ่ากล่าวสวนว่า “ตั่วซือเฮียมิได้ตายไป ทั้งสังขารไม่เน่าเปื่อย แต่ท่านถามถึงมันไปไย?”

ดรุณีนางนั้นกล่าวอย่างแง่งอนว่า “ข้าพเจ้ามิพูดจากับท่านแล้วซี่ซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่อันดับสี่) มีแต่ท่านเป็นคนดี ตั่วซือเฮียเล่า?”

บุรุษที่มีลักษณะการแต่งกายเฉกเช่นคนแบกหาม พอถูกซักไซ้ก้ไม่สัพยอกหยอกเย้าด้วย กล่าวตอบว่า “พวกเราเมื่อวานนี้เพิ่งแยกทางกับตั่วซือเฮียที่เมืองฮ่วมเอี้ยงมันเรียกให้พวกเรามาก่อน ขณะนี้คงได้สติจากความเมามาย และเร่งรุดมาแล้ว”

ดรุณีนางนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “เขาดื่มสุราจนเมามายอีก?”

บุรุษชิดคนแบกหามรับว่าถูกแล้ว บุรุษมือถือลูกคิดส่งเสียงขึ้นบ้างว่า “คราครั้งนี้ตั่วซือเฮียดื่มอย่างสุขสำราญยิ่ง ตั้งแต่รุ่งเช้าดื่มจนถึงยามเที่ยง และจากยามเที่ยงดื่มจนมืดค่ำอย่างน้อยก็ดื่มสุราอย่างดีเข้าไปยี่สิบสามชั่ง”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “นั่นไยไม่ดื่มจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย? ท่านเหตุไฉนมิตักเตือนห้ามปรามเขา?”

บุรุษถือลูกคิดแลบลิ้นออกมา กล่าวว่า “ตั่วซือเฮียยินยอมเชื่อฟังคำตักเตือนของผู้อื่น ก็เท่ากับว่าดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก นอกจากเซี่ยวซือม่วย (ศิษย์ผู้นองคนเล็ก) ท่านเอ่ยปากห้ามปราม ตั่วซือเฮียอาจจะยอมลดปริมาณไปสักครึ่งชั่ง”

ผู้คนทั้งหมดพอได้ยิน ล้วนแต่หัวร่อออกมา ดรุณีนางนั้นยังซักไซ้ว่า “เหตุใดจึงดื่มสุราขนานใหญ่อีก? ได้ประสบเรื่องราวที่น่ายินดีอันใดหรือ?”

บุรุษถือลูกคิดกล่าวว่า “นั่นก็มีแต่ไปถามไถ่ตั่วซือเฮียแล้วมันคงทราบว่าพอมาถึงฮ่วงซัวนี้ ก็สามารถพบหน้าเซี่ยวซือม่วย จึงปลาบปลื้มยินดีจนร่ำดื่มขนานใหญ่”

ดรุณีนางนั้นร้องว่า เหลวไหล แต่น้ำเสียงมีความตื่นเต้นลิงโลด และกล่าวว่า “พวกท่านทราบได้อย่างไรว่า ยี่ซือเฮียกับข้าพเจ้าจะเร่งรุดมาทั้งๆ ที่มิใช่เทพยดา”

บุรุษผู้มีลิงน้อยเกาะบ่าพลันร้องว่า “พวกเรามิใช่เทพยดาแต่ตั่วซือเฮียคือเทพยดา”

ลิ้มเพ้งจือได้ยินซือเฮียม่วยกลุ่นนี้สัพยอกล้อกัน จิตใจเต็มไปด้วยความพิศวงสงสัย คำนึงว่า ‘...จากปากคำของพวกมันทั้งหมด โกวเนี้ยนางนี้คล้ายดั่งมีไมตรีต่อตั่วซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่คนโต) ของนาง แต่ยี่ซือเฮีย (ชายชราที่ปลอมเป็นปู่ของดรุณีขายเหล้า) ก็ชราถึงปานนี้ ตั่วซือเฮียย่อมยิ่งที่ชรากว่า โกวเนี้ยนี้อย่างมากมีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปี ไฉนจึงรักใคร่ชายที่มีวัยห้าหกสิบปีเล่า?...’

“...ใช่แล้ว โกวเนี้ยนางนี้มีโฉมหน้าอัปลักษณ์มิน่าดู มิว่าผู้ใดก็ไม่แยแสสนใจ ดังนั้นนางได้แต่รักใคร่ต่อชายชราอายุสูงวัย โกวเนี้ยอัปลักษณ์นี้แง่งอนเจ้าอารมณ์ ตั่วซือเฮียของนางเป็นปีศาจสุรานับว่าประกบกันอย่างเหมาะสม...”

ได้ยินดรุณีนางนั้นถามอีกว่า “ตั่วซือเฮียเมื่อวานนี้ตั้งแต่เช้าก็ดื่มสุราเลย?”

บุรุษถือลูกคิดผู้นั้นกล่าวว่า “หากไม่บอกเล่าอย่างชัดแจ้ง ท่านย่อมมิปล่อยปละพวกเราเมื่อวานนี้ตั้งแต่เช้า พวกเราแปดคนกำลังจะออกเดินทาง ตั่วซือเฮียพลันสูดกลิ่นสุราอันหอมหวานจากข้างถนน

และพอเหลือบมองก็เห็นขอทานผู้หนึ่ง มือถือน้ำเต้าสุรากำลังจ่อปากร่ำดื่มอย่างดุดัน ตั่วซือเฮียพลันบังเกิดความนิยมสุรากำเริบอย่างรุนแรง ตรงเข้าไปปฏิสันถารกับขอทานนั้น ชมเชยว่าสุรานี้หอมหวนนัก และถามว่าเป็นสุราชนิดใด

ขอทานนั้นกล่าวว่า “นี่คือเก้ายี้จิ้ว (สุราวานร)!” ตั่วซือเฮียกล่าวว่า “ไฉน เรียกว่า สุราวานร?”

ขอทานนั้นบอกว่า ในเทือกเขาด้านทิศตะวันตกของมณฑลโอ้วน้ำ พวกวานรสามารถนำผลไม้มาหมักเป็นสุรา ผลไม้ที่ลิงปลิดมารสใหม่และหวานหอม ดังนั้นสุราที่หมักหมมขึ้นก็มีรสเลิศด้วย

และขอทานนั้นเข้าไปพบเข้า ประจวบเหมาะกับฝูงลิงไม่อยู่จึงลอบขโมยมาสามน้ำเต้า ยังจับลิงน้อยมาตัวหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเจ้าตัวนี้เอง” พลางชี้มือไปที่ลิงซึ่งเกาะอยู่บนบ่าของศิษย์ผู้น้อย ลิงตัวนั้นขาหลังใช้เส้นเชือกผูกมัดเอาไว้ ล่ามติดกับต้นแขนของฝ่ายมนุษย์ และเกาหน้าเกาคางตลอดเวลา ทั้งยักคิ้วหลิ่วตาอย่างยียวน

ดรุณีนางนั้นชำเลืองมองบุรุษผู้มีลิงเกาะอยู่บนบ่าหัวร่อพลางกล่าวว่า “ลักซือเฮีย มิน่าเล่าท่านจึงมีสมญาว่าลักเก้ายี้ (เจ้าลิงที่หก) ท่านกับเดียรัจฉานตัวนี้ นับเป็นพี่น้องอันประเสริฐ”

เจ้าลิงอันดับหกปั้นหน้าจนเคร่งเครียด กล่าวว่า “พวกเราไม่ใช่พี่น้องร่วมสายโลหิต หากแต่เป็นซือเฮียตี๋กัน เดียรัจฉษนนี้เป็นศิษย์ผู้พี่ของเรา ส่วนเราเป็นคนที่สอง”

ทั้งหมดรับฟังจนหัวร่อ ฮา ฮา ดังสนั่นหวั่นไหว ดรุณีนางนั้นก็ร้องว่า “ร้ายกาจนัก ท่านอ้อมค้อมด่าตั่วซือเฮีย ข้าพเจ้าหากฟ้องร้อง เขาไม่เตะท่านตีลังกาแปดตลบก็แปลกไปแล้ว...อืมม์ พี่ชายของท่านเล่า?”

เจ้าลิงอันดับหกรำพันว่า “อา ยามบอกเล่ายืดยาว ยิ่งสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า”

ดรุณีนางนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ท่านไม่บอกข้าพเจ้าก็คาดเดาได้ ย่อมต้องเป็นตั่วซือเฮียขอลิงตัวนี้มาให้ท่านคอยดูแลภาวนาให้เดียรัจฉานนี้ หมักสุราให้ร่ำดื่มสักน้ำเต้าหนึ่ง”

“ถูกต้อง ถูกต้อง”

“ตั่วซือเฮียนิยมของเล่นประหลาดพิกลเช่นนี้เสมอ ลิงน้อยขณะอยู่ในป่าเขา จึงสามารถต้มกลั่นสุรา พอถูกผู้คนจับมาไหนเลยจะยอมต้มกลั่น...คิก คิก มาตรมิเช่นนั้น ไฉนไม่เห็นเจ้าลิงที่หกของพวกเราหมักสุราเล่า?”

เจ้าลิงอันดับหกปั้นหน้าจนเคร่งเครียด กล่าวว่า “ซือม่วยท่านไม่นับถือเรา ซือเฮีย บังอาจกล้ากล่าวเหลวไหล”

ดรุณีนางนั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “โอ้โฮ ถึงกับแสดงอำนาจของซือเฮียออกมา ลักซือเฮีย ท่านมิใช่บอกเล่าต่อไปว่า ตั่วซือเฮียเหตุใดจึงร่ำดื่มตลอดทั้งวัน”

เจ้าลิงอันดับหกส่งเสียงกล่าวว่า “ขณะนั้น ตั่วซือเฮียมิชิงชังความสกปรก เอ่ยปากขอดื่มสุรา โอย ขอทานผู้นั้นบนร่างกายมีขี้ไคลจับเกรอะกรังถึงสามนิ้ว บนเสื้อผ้าที่คร่ำคร่าก็มีตัวหมัดมุดเข้ามุดออก น้ำมูกเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า คาดว่าในน้ำเต้าสุราก็มีเสมหะมิน้อย...”

ดรุณีนางนั้นปิดปากขมวดคิ้วกล่าวว่า “อย่าได้กล่าวต่อไปผู้คนรับฟังแล้วสะอิดสะเอียนแทบอาเจียน”

เจ้าลิงอันดับหกกล่าวว่า “แต่ตั่วซือเฮียไม่สะอิดสะเอียนแม้แต่น้อย และขอท่านผู้นั้นก็ไม่ยินยอม บอกว่าสุราวานรสามน้ำเต้าถูกดื่มจนเหลือเพียงครึ่งน้ำเต้า มิอนุญาตให้ผู้อื่นดื่มกิน ตั่วซือเฮียล้วงหยิบเงินสามตำลึงออกมาบอกว่า จ่ายสามตำลึงขอดื่มหนึ่งคำ”

ดรุณีนางนั้นทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน ร้องว่า “ปีศาจตะกละ!”

เจ้าลิงอันดับหกเล่าว่า “ขอทานผู้นั้นจึงตกลง รับเงินทองแล้วกำชับว่าดื่มเพียงคำเดียว ไม่ให้ดื่มมากกว่านั้น” ตั่วซือเฮียกล่าวว่าบอกว่า “หนึ่งคำย่อมต้องเป็นหนึ่งคำ!”

ตั่วซือเฮียจ่อน้ำเต้าอยู่ริมฝีปาก อ้าปากร่ำดื่มหาคาดไม่ว่าคำเดียวของมันยาวนายยิ่งนัก ได้ยินเสียงดังอึกอัก ชั่วอึดใจเดียว ก็ดื่มสุราครึ่งน้ำเต้านั้นจนหมดสิ้น

ที่แท้ตั่วซือเฮียได้ใช้พลังภายใน สำแดงวิชาคุงง้วนเจ่กคี่กง (ลมปราณเอกะจักรวาล) ไม้ตายที่รับถ่ายทอดจากซือแป๋ ไม่ต้องเปลี่ยนลมหายใจ ดุจดั่งมังกรดูดน้ำ ดื่มสุราที่มีอยู่ครึ่งน้ำเต้าจนเหือดแห้งมิเหลือหลอ

เซี่ยวซือม่วยเมื่อวานนี้ ท่านหากอยู่ในเมืองฮ่วงเอี้ยงแลเห็นตั่วซือเฮียเวลาดื่มสุรา สำแดงวิชาแขนงนี้ย่อมต้องนับถือเลื่อมใสจนหมดหัวใจมัน “ผนึกพลังจากจุดตังชั้ง ลมปราณโคจรที่จุดจี้ฮู้ เรือนร่างคล้ายล่องลอยกลางนภากาศ กำลังทะลวงสู่เบื้องบนที่สูงสุด” สามารถผนึกลมปราณเอกะจักรวาล ได้อย่างยอดเยี่ยม”

อันคำ ผนึกลมปราณจากจุดตั้งชั้งต่างๆ นานา คือเคล็ดลับของลมปราณเอกะจักรวาล ดรุณีนางนั้นรับฟังจนถอนหายใจออกมากล่าวว่า “วิชาแขนงนั้นมีความยากลำบาก อย่างสุดแสนทุกผู้คนล้วนไม่อาจฝึกฝนสำเร็จ มีแต่เขาที่เรียนรู้ได้คนเดียว ทว่ากลับนำไปหลอกดื่มสุราของขอทานผู้นั้น”

น้ำเสียงมีความสะทกสะท้อนอยู่บ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยความยกย่องเลื่อมใส เจ้าลิงอันดับหกกล่าวว่า “ตั่วซือเฮียเมื่อดื่มจนหมดสิ้น ขอทานผู้นั้นย่อมไม่ยินยอม กระตุกชายเสื้อของฝ่ายตรงข้ามร่ำร้องว่า อนุญาตให้ดื่มหนึ่งคำชัดๆ ไฉนจึงดื่มจนเหือดแห้งเลย”

ตั่วซือเฮียหัวร่อพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าดื่มไปคำเดียวจริงๆ ท่านเห็นข้าพเจ้าระบายลมหายใจออกมาหรือไม่ ในเมื่อมิได้เปลี่ยนลมหายใจ ก็นับเป็นคำเดียว

พวกเรามิได้ตกลงกันว่า คำเดียวนั้นเป็นคำใหญ่หรือคำเล็ก และความจริงข้าพเจ้าดื่มไปเพียงครึ่งคำ ไม่อาจนับเป็นคำหนึ่ง หนึ่งคำสามตำลึง ครึ่งคำก็เพียงหนึ่งตำลึงห้าหุน ท่านต้องคืนเงินให้กับข้าพเจ้าหนึ่งตำลึงห้าหุน!”

ดรุณีนางนั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ดื่มสุราของผู้อื่น ยังทวงถามเงินทองอีกด้วย?”

เจ้าลิงอันดับหกบอกเล่าว่า “ขอทานผู้นั้นกระวนกระวายจนแทบร่ำไห้ ตั่วซือเฮียกล่าวว่า “พี่ชาย ท่านร้อนรุ่มถึงปานนี้ แสดงว่าย่อมเป็นชายชาติที่นิยมสุรามาเถอะ ข้าพเจ้าเป็นเจ้ามือ เชิญท่านดื่มให้เพียงพอเลย”

จากนั้นก็ฉุดลากมันขึ้นไปบนเหลาสุราข้างทาง ทั้งสองเราหนึ่งถ้วยท่านหนึ่งถ้วย ร่ำดื่มโดยมิหยุดยั้ง พวกเรารอถึงยามเที่ยง ทั้งสองฝ่ายยังดื่มกัน จวบจนถึงหลังเที่ยง ขอทานผู้นั้นก็เมามายจนล้มลง มิอาจคืบคลานขึ้นมาอีก

ส่วนตั่วซือเฮียอยู่โดดเดี่ยวลำพัง ยังคงรินเองดื่มเอง แต่ทว่าเวลากล่าววาจา ปลายลิ้นชักเลอะเลือน เรียกให้พวกเรามาที่ฮ่วงซัวก่อน แล้วมันจะติดตามมา”

หนังสือแนะนำ

Special Deal