กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 5 ร่ำดื่มสุราพิษ

ดรุณีนางนั้นหัวร่อคิกคิกกลับเข้ามาในร้านอาหาร ชี้มือไปที่สุราสีแดงฉาน ทั้งสามถ้วยบนโต๊ะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้จัด เตรียมสุรามงคลมาต้อนรับท่านทั้งสอง บัดนี้ขอเชิญดื่มเถอะ”

ปึงนั้งตี่  อูนั้งเฮ้าประสานสบตากัน ล้วนแต่มีอาจตกลงใจว่า จะจัดการดรุณีประหลาดเบื้องหน้าอย่างไร นางย่อมมีเจตนาประสงค์ร้ายอย่างมิต้องสงสัย

แต่ทว่าสำนักฮั้วซัวคือผู้นำห้าสำนักกระบี่ในบู๊ลิ้มมีทั้ง ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ และมีการคบหากับค่ายพรรคมาตรฐานอย่างลึกซึ้ง ไม่อาจล่วงเกินนางโดยพลกร

ปึงนั้งตี่มิอาจคาดคะเนว่า ดรุณีนางนี้มีเจตนาอย่างไรกัน ส่วนอูนั้งเฮ้าพลันรั้งมือขวาขึ้น สันมือคล้ายคมมีด ฟาดลงบนโต๊ะไม้ ถึงกับตัดออกมาส่วนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “พวกเราแห่งแชเซี้ยมีความเคารพยำเกรงท่านประมุขแซ่งักของสำนักฮั้วซัว มิกล้าล่วงเกินโกวเนี้ย แต่ท่านหากหยอกเย้าโดยเข้าใจว่า เราสองเป็นชนชั้นไร้ความสามารถ ก็ผิดพลาดไปแล้ว”

ดรุณีนางนั้นส่งเสียงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไหนเลยจะใจกล้าบังอาจ ชนชั้นไร้ความสามารถได้ดื่มน้ำโสโครกเตลิดหนีไปเนิ่นนานแล้ว เอาเถอะ ข้าพเจ้าลองถามไถ่ลิ้มกงจื้อท่านนี้ดูว่าจะดื่มสุราหรือไม่?”

ข้อมือได้สะบัดวูบหนึ่ง ประกายสีทองกระจายจ้ามีดสั้นเล่มที่ถืออยู่ พลันซัดพุ่งไปยังทรวงอกของลิ้มเพ้งจือทันที!

คราครั้งนี้กลับนอกเหนือความคาดหมายของปึงนั้งตี่และอูนั้งเฮ้า คิดมิถึงว่าดรุณีนางนี้กลับซัดมีดสั้นหมายฆ่าคน

ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินจุดเส้นถูกจี้สกัด นอนอยู่บนพื้นดินต่างได้รับความแตกตื่นตกใจเป็นที่ยิ่ง ทั้งสองคิดจะดิ้นรนลุกขึ้น หมายช่วยชีวิตบุตรชาย แต่ทั่วทั้งร่างชาด้าน ไหนเลยจะขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อยนิด?

ลิ้มเพ้งจือเบิ่งตาเห็นว่า มีดสั้นพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจนบรรลุถึง รู้สึกว่าเบื้องหน้าสายตามีประกายสีทองระยิบระยับ แม้คิดจะพริ้มตารอรับความตาย ก็ยังมิทันท่วงที

คาดมิถึงว่า มีดสั้นเล่มนั้นพอพุ่งมาถึงตำแหน่งที่อยู่ห่างจากทรวงอกของตนประมาณสองเชี๊ยะ พลันพลิกตลบกลับ กลายเป็นด้ามมีดอยู่ล้ำหน้า ได้ยินเสียงดังเบาๆ ด้ามมีดสั้นกระแทกกับทรวงอกของลิ้มเพ้งจือ

เป้าหมายที่ปะทะถูกคือจุดเสียงตงฮวก อันเป็นจุดสำคัญแห่งหนึ่งบนร่างกายมนุษย์ ลิ้มเพ้งจือรู้สึกแปลบปลาบที่จุดนั้น พลังอันอบอุ่นหลายกระแส พลันแผ่กระจายไปตามแขนขาทั้งสี่ข้าง

ต่อจากนั้นเรือนร่างก็สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระเท้าทั้งสองข้างค้ำยันแล้วทรงกายขึ้นมา แต่ข้อพับตรงหัวเข่ายังอ่อนไหวยามกะทันหันไม่อาจยืนหยัดได้ จนงอเท้าลงคุกต่อดรุณีนางนั้นจึงรีบใช้มือยันพื้นดินยืนขึ้นมาแต่ใบหน้าถึงกับแดงฉาน

ปึงนั้งตี่สังกัดอยู่ในสำนักอาจารย์มาเนิ่นนาน ด้านวิชาฝีมือได้เรียนรู้มิน้อย แต่การที่ฝ่ายดรุณีพุ่งมีดสั้นคลายจุดเส้น ที่แท้เป็นวิชาแขนงใด กลับไม่อาจบ่งบอกออกมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีดสั้นพอซัดออกอย่างรุนแรง พลันวกกลับขณะอยู่กลางอากาศ ความพลิกแพลงของกำลังข้อมือ ยิ่งสุดที่จะคาดคิด ดรุณีนางนั้นหากเข้าไปตบคลายจุดของลิ้มเพ้งจือ ปึงนั้งตี่ อูนั้งเฮ้าย่อมต้องขัดขวาง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ มันทั้งสองกลับมิทันท่วงที

ขณะที่ลิ้มเพ้งจือลุกขึ้นมา มีดสั้นเล่มนั้นก็ร่วงหล่นลงไปที่ข้างเท้าของดรุณีนางนั้น นางใช้ปลายเท้าเขี่ยเบาๆ มีดสั้นพลันกระดอนขึ้นมา นางเอื้อมมือรับเอาไว้ กล่าวกับลิ้มเพ้งจือว่า “ลิ้มกงจือ ข้าพเจ้ามีแต่ความปรารถนาดี นำเอาสุราเชื้อกระเรียนพิษ กรดสารหนู ทวารทั้งเจ็ดโลหิตทะลักสามถ้วย ขอให้ปึงไต้เฮียบ อูไต้เฮียบดื่มไป แต่พวกมันล้วนมิยอมให้เกียรติ ลิ้มกงจือท่านเข้าใจในเหตุผลลึกซึ้งกว่ามันทั้งสอง หากมีความกล้าก็เชิญดื่มเถอะ!”

ลิ้มเพ้งจือเวลาที่ถูกจี้สกัดจุดฟุบอยู่บนพื้นดิน ได้ยินดรุณีนางนี้ว่าสุราเชื้อกระเรียนพิษ กรดสารหนู ทวารทั้งเจ็ดโลหิตทะลักอะไรนั่น ทราบดีว่าเชื้อกระเรียนพิษกับกรดสารหนู ล้วนเป็นพิษร้ายแรงที่สุดในใต้หล้า

โดยเฉพาะเชื้อกระเรียนพิษพอแตะถูกริมฝีปากก็จะเสียงชีวิตในบัดดล สุราทั้งสามถ้วยนั้น เป็นสีแดงฉานปานโลหิต ย่อมต้องมีพิษรุนแรงสุดจะเปรียบ จะร่ำดื่มได้อย่างไรกัน?

ประกายตาของตนยามเหลือบแล เห็นว่าปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้าล้วนมีสีหน้าเหยียดหยามดูแคลน ลิ้มเพ้งจือเมื่อครู่นี้ได้รับการเหยียบย่ำข่มเหงจากมันทั้งสอง เพลิงโทสะที่อัดอก มิมีทางระบาย

ในยามนี้แลเห็นใบหน้าของมันทั้งสอง ยิ่งคลั่งแค้นจนแทบไม่อาจระงับ ห้วงสมองพลันบังเกิดความคิดวูบหนึ่ง คำนึงถึงขึ้นว่า “...โกวเนี้ยนางนี้หากไม่คลายจุดของเรา มันทั้งสองเวลาคร่ากุมเราไปที่แชเซี้ย มิทราบว่าจะต้องเผชิญกับการเคี่ยวเข็ญทรมานที่อเนจอนาถสักปานใด สุดท้ายยังไม่อาจรอดพ้นจากความตายได้

มันทั้งสองผยองว่าเป็นชายชาติชาตรี ดูแคลนเราเข้าใจว่าเราขลาดเขลารักชีวิต เฮอะ เราไหนเลยจะเกรงกลัวต่อความตาย? เราหามิดื่มสุราพิษทั้งสามถ้วย แม้แต่โกวเนี้ยนางนี้ก็กล่าวหาว่าเราไม่มีกำลังขวัญ...”

ในยามนั้นลิ้มเพ้งจือบังเกิดความฮึกเหิมองอาจมีความเหี้ยมหารเฉกเช่นบุรุษหนุ่มเยาว์วัย ไม่คำนึงถึงผลสุดท้าย หยิบฉวยสุราถ้วยหนึ่งดื่มลงไปทันที

สุราถ้วยนี้พอไหลรินลงสู่ลำคอ จิตใจรู้สึกคับแค้นรันทดต่อจากนั้นก็ดื่มตามติดเข้าไปเป็นถ้วยที่สอง ถ้วยที่สามส่งเสียงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าดื่มสุราของโกวเนี้ยนางนี้จนตายไป ยังประเสริฐกว่าเสียชีวิตในเงื้อมมือของพวกท่าน เหล่าผู้โฉดชั่ว”

วาจาพอจบลงรู้สึกว่ากลิ่นของสุราพิษที่หลงเหลืออยู่ในปาก กลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของแป้งประทินพักตร์จึงลอบพิศวงสงสัย คำนึงว่า ‘...ที่แท้รสของเชื้อกระเรียนพิษกับกรดสารหนู เป็นเฉกเช่นดั่งแป้งหอมตกแต่งรูปโฉม...’

ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินแลเห็นบุตรชายมิอาจทนทานการสะกิดกระตุ้น ดื่มสุราพิษทั้งสามถ้วยเข้าไปในท้องจนหมดสิ้น จึงบังเกิดความขมขื่นรวดร้าวใจ

ปึงนั้งตี่รู้สึกอับอายเสื่อมเสียหน้า อูนั้งเฮ้ากลับลอบเลื่อมใสในตัวบุรุษหนุ่มผู้นี้ คำนึงว่า ‘...บุคคลนี้พลังฝีมือธรรมดายิ่ง แต่กลับเป็นชายชาติอาชาไนยที่ทระนงองอาจ’

ดรุณีนางนั้นส่งเสียงขึ้นว่า “ประเสริฐมาก ลิ้มกงจื้อมิทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย” พลางหันไปกล่าวกับปึงนั้งตี่ อูนั้งเฮ้าว่า “ขอให้ท่านทั้งสองกลับไปที่สำนักแชเซี้ย รายงานต่อซือแป๋ท่านว่า ความแค้นของอื้อไต้เฮียบ เฮอะ ของอื้อไต้เฮียบ (สำเนียงตอนนี้เต็มไปด้วยความแดกดัน) ที่ถูกลิ้มกงจื้อทำร้ายได้ชำระล้างแล้ว บัดนี้เชิญตามสะดวกเถอะ”

อูนั้งเฮ้ายืนหยัดลุกขึ้นมา กล่าวว่า “เห็นแก่หน้าของโกวเนี้ยเรื่องนี้ก็สิ้นสุดกันเพียงเท่านี้”

ปึงนั้งตี่คำนึงในใจว่า ‘...เรื่องนี้รู้สึกมีเลศนัย ดรุณีนางนั้นไม่มีเหตุผลในการให้ทารำแซ่ลิ้มกินยาพิษเลย หรือว่าเป็นเพราะนางเกรงกลัวเกียรติภูมิสำนักเรา จึงหาหนทางหลีกเลี่ยง?...’

ห้วงสมองพอใคร่ครวญ ก็เข้าใจในบัดดลหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “โกวเนี้ยเอ่ยอ้างเช่นนี้ กลับเข้าใจว่าพวกเราทั้งสองเป็นทารกอายุสามขวบ ทั้งสามถ้วยนี้เป็นเลือดหมูเลือดสุนัข ไหนเลยจะเป็นสุราเชื้อกระเรียนพิษ กรดสารหนู ทวารทั้งเจ็ดโลหิตทะลัก?

เราซือเฮียตี๋เพียงแต่รังเกียจต่อการดื่มเลือดสุนัขหากเป็นสุราพิษ พวกเราก็มียาขจัดพิษอันทรงประสิทธิภาพ อย่าแต่สามถ้วยเลย แม้จะดื่มสามสิบถ้วยก็หาเป็นไรไม่

ท่านดูทารกนี้พอดื่มสุราพิษไปแล้ว ยังคงเป็นปรกติไร้ภยันตราย ในสุราจะมีพิษร้ายอันใด? โกวเนี้ยหากคิดหลอกลวงพวกเราอย่างง่ายดาย เกรงว่ามิง่ายดายนัก”

อูนั้งเฮ้าปรายตามองไปยังลิ้มเพ้งจือ แลเห็นสีหน้าของฝ่ายตรงข้ามแดงระเรื่อขาวสะอาด ไม่มีวี่แววผิดปรกติจึงเข้าใจในบัดดล คำนึงว่า ‘...ที่แท้มิใช่สุราพิษ แทบจะหลงกลของเอียเท้านางนี้ ปึงซือเฮียปราดเปรียวยิ่งนัก ไม่เสียทีที่มีคำว่า “ตี่” (ปัญญา) อยู่ในนาม...’

ดรุณีนางนั้นยิ้มน้อยๆ หยิบป้านน้ำชาที่หยาบกร้านประจำโต้ะอาหาร เทน้ำชาลงไปในถ้วยสุราทั้งสามใบ และล้วงเอาขวดเคลือบเล็กๆ ใบหนึ่งจากอกเสื้อ เปิดจุกขวดเทยาผงสีเขียวผสมไปในถ้วยทั้งสามใบผงละเอียดสีเขียวเหล่านั้นพอเทออกจากขวดเคลือบก็ส่งกลิ่นอันฉุนเฉียวยิ่งนัก ลิ้มเพ้งจือถึงกับจามออกมาสองครั้ง

ยาผงพอละลายอยู่ในน้ำชา ชาที่ใสสะอาดทั้งสามถ้วยพลันแปรเปลี่ยนสีดำเขียวคล้ำ ฉายสะท้อนถูกใบหน้าซึ่งความจริงบวมฉุสีเหลืองซีด กลายเป็นสีเขียวปัดด้วย

มาตรแม้นเป็นสีเขียวคล้ำเล็กๆ สามถ้วย แต่ท่ามกลางสีสันอันเข้มข้น ได้ทอประกายมันมะเมื่อมหลายหลากสีอย่างเลือนราง คล้ายดั่งน้ำลายของงูพิษศีรษะของตะขาบ ยามมองไปรู้สึกลี้ลับพิสดารอย่างสุดจะบรรยาย

พร้อมกับนั้น กลิ่นคาวอันเหม็นคลุ้งลงได้ระเหยออกมาจากถ้วยผู้สูดดมสะอิดสะเอียนแทบอาเจียน ปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้าต่างอดถอยกายไปสองก้าวมิได้

ดรุณีนางนั้นยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ท่านทั้งสองมิเกรงกลัวพิษร้าย บัดนี้ในถ้วยสุราทั้งสามใบ ได้ผสมยาพิษรุนแรงกว่าเก่าก่อนเล็กน้อย พวกท่านจะดื่มหรือไม่?”

ปึงนั้งตี่รู้สึกว่า ยาพิษอันร้ายแรงของนางที่ผสมอยู่ในน้ำชา อย่าว่าแต่ดื่มลงไปในท้อง เพียงสูดดมมิกี่ครั้ง ก็จะถูกพิษแทรกซึมจนสลบสิ้นสติ จึงกล่าวว่า “พวกเราแม้มียาขจัดพิษ แต่นั้นก็ต้องรอให้เผชิญกับสัตว์พิษจำพวกงูร้าย หรืออสูรชั่วที่ถนัดใช้พิษจึงจะนำออกมา โกวเนี้ยเป็นศิษย์ของสำนักฮั้วซัวอันมาตรฐาน พวกเราไหนเลยจะกล้าล่วงเกินอย่างวู่วาม”

ความหมายในวาจาของมันได้อ้างว่า ท่านหากเชิญพวกเราดื่มยาพิษเช่นนี้ ก็เท่ากับทำลายศักดิ์ศรีของนางเองแล้ว

ดรุณีนางนั้นเอ่ยว่า “ลิ้มกงจื้อผู้นี้เพราะข้าพเจ้า จึงสังหารอื้อไต้เฮียบของสำนักท่าน ท่านทั้งสองคิดทำร้ายมัน ข้าพเจ้ามิอาจไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ทว่าผู้อาวุโสของแชเซี้ย ฮั้วซัวทั้งสองสำนัก มีการคบหาตลอดมา ไม่อาจบาดหมางกันเพราะพวกเรารุ่นเยาว์ พวกเราสมควรครุ่นคิดวิธีการอันเหมาะสม ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านทั้งสองเป็นอย่างไร?”

ปึงนั้งตี่ อูนั้งเฮ้าพากันมีสีหน้าบิดเบี้ยวปั้นยาก ปึงนั้งตี่กล่าวว่า “หากคิดละเว้นชีวิตของทารกผู้นี้ พวกเราขณะเผชิญหน้ากับซือแป๋ ก็ไม่มีทางน้อมเรียนได้”

ดรุณีนางนั้นกล่าวว่า “พวกเราขอให้ลิ้มกงจือดื่มยาพิษทั้งสามถ้วยนี้ อนุญาตให้มันมีซากศพอันสมบูรณ์มิถึงกับตกตายอย่างศีรษะหลุดจากบ่า ท่านทั้งสองได้ล้างแค้น และยังไว้หน้าข้าพเจ้านับว่าเหมาะสมยิ่งนัก”

ลิ้มเพ้งจือคราแรกได้ยินฝ่ายดรุณีวิงวอนแทนตนเข้าใจว่าต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามเลิกราไม่เกี่ยวข้อง จึงรู้สึกว่าทั้งสามมีไมตรีด้านสำนัก ย่อมไม่หักล้างกันเพราะตนซึ่งเป็นคนภายนอก

ตนเป็นชายชาติชาตรี ไฉนจึงต้องให้ดรุณีนางหนึ่งวิงวอนต่อผู้คน ดังนั้นก็กล่าวอย่างฮึกเหิมว่า  “ข้าพเจ้าพลังฝีมือมิอาจเทียมเทียบ ยังมีอันใดเอ่ยอ้างด้วย พวกท่านทั้งสองสำนักเป็นสหายสนิท ไหนเลยจะแตกแยกความสามัคคีกัน” พลางยื่นมือหยิบฉวยน้ำพิษบนโต๊ะ แหงนหน้าดื่มลงไป

อูนั้งเฮ้าอุทานดังเอ๊ะ คำนึงว่า ‘...บุคคลนี้เห็นการตายดุจดั่งคืนสู่มาตุภูมิ ผู้ไม่เกรงกลัวความตายเช่นนี้ เรากลับมิเคยพบพานมาก่อน...’

ลิ้มเพ้งจือพอดื่มสุราถ้วยแรกแล้ว ก็ติดตามด้วยแก้วที่สอง ถ้วยที่สาม ดื่มไปจนหมดสิ้น ทันใดนั้นรู้สึกแผ่นฟ้าหมุนวนพสุธรคลอนแคลน ไม่อาจยืนหยัดอย่างมั่นคง ล้มฟุบลงบนพื้นดิน!

ปึงนั้งตี่หนึ่งนั้นไม่กล้ามีข้อบาดหมางกับสำนักฮั้วซัวสองนั้นครั่นคร้าม ในความสำเร็จของดรุณีนางนั้นอยู่บ้าง แลเห็นลิ้มเพ้งจือดื่มตัวยาที่มีพิษร้ายแรง จนใกล้จะสูญเสียชีวิต นับเป็นโอกาสเลิกร้างอันประเสริฐจึงประสานมือต่อดรุณี กล่าวว่า “เห็นแก่หน้าของโกวเนี้ย พวกเรามิอาจกระทำอย่างไรได้ ในเมื่อตัวฆาตกรถูกประหารไป ก็อนุญาตให้มีซากศพอันสมบูรณ์ แต่ลิ้มจิ้นน้ำกับภรรยา พวกเราสมควรนำพาจากไป เพื่อแสดงต่อซือแป๋ด้วย”

ดรุณีนางนั้นถอนหายใจกล่าวว่า “อาศัยอิสตรีที่อ่อนแอเฉกเช่นข้าพเจ้าเพียงลำพัง ไหนเลยจะขัดขวางปึงไต้เฮียบ อูไต้เฮียบแห่งสำนักแชเซี้ยได้?”

ปึงนั้งตี่กล่าวว่า “โกวเนี้ยกล่าวเกินไปแล้ว”

อูนั้งเฮ้าก้มกายลงตบคลายจุดของลิ้มจิ้นน้ำและเฮ้งฮูหยิน ลิ้มจิ้นน้ำเพิ่งแผดด่าว่า “อสูรร้าย” อูนั้งเฮ้าก็ประกบนิ้วพุ่งใส่จี้สกัดจุดโกยเจ็ง ไต้จุยของทั้งสอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ สามีภรรยาทั้งคู่สองเท้าสามารถเคลื่อนไหวแต่ร่างท่อนบนมิอาจขยับเขยื้อน อูนั้งเฮ้าพลันดึงกระบี่ยาวออกมาจ่ออยู่ ที่กลางหลังของลิ้มจิ้นน้ำตวาดว่า “ท่านหากมิเดินตามคำสั่ง เราจะใช้กระบี่ฟันแขนขวาภรรยาของท่าน ฝ่ายภรรยาท่านหากไม่เชื่อฟังวาจาก็จะฟันแขนขวาของท่าน หากคิดเผชิญกับความทุกข์ทรมาน บิดาย่อมสามารถส่งเสริมพวกท่าน ไสหัวไปกันเถอะ”

ลิ้มจิ้นน้ำและภรรยาเห็นว่า บุตรชายนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินโดยมิเคลื่อนไหว แสดงว่ถูกพิษแทรกซึมจนเสียชีวิต จิตใจได้เจ็บแปลบปลาบราวกับถูกมีดกรีด แต่ได้ยินวาจาของอูนั้งเฮ้า ทราบดีว่า มันมีความโหดร้ายทารุณ ขอเพียงขัดขืนย่อมต้องใช้กระบี่ทำร้ายผู้คน

หากฟันกระบี่ต่อตัวเองก็แล้วกันไป มันพาลประกาศว่า จะตัดแขนขวาของคู่ชีวิต ทำให้ผู้คนคิดเสี่ยงชีวิตก็มิอาจกระทำได้ ทั้งสองทั้งคลั่งแค้นทั้งรันทด โซซัดโซเซก้าวออกจากร้านอาหาร

เฮ้งฮูหยินเบือนศีรษะมองไปที่ดรุณีนางนั้น ประกายตาเปี่ยมล้นด้วยแววอันอาฆาตมาดร้าย ฝ่ายดรุณีได้หันหน้าไป แสร้งเป็นมิพบเห็น

ปึงนั้งตี่โน้มกายลงตรวจดูลมหายใจของลิ้มเพ้งจือรู้สึกว่ารวยรินแทบขาดห้วง ใกล้จะสิ้นลมปราณในบัดดล มันเกรงว่าดรุณีนางนั้นรอจนตัวเองจากไปแล้วจะใช้ตัวยารักษาลิ้มเพ้งจือ จึงแผดด่าว่า “ทารกบัดซบ” พลางตวัดเท้าเตะใส่จุดแป๊ะฮวยฮวกบนขม่อมของลิ้มเพ้งจืออย่างดุดัน ดรุณีนางนั้นแตกตื่นตระหนกยิ่งชิงเข้ามาหมายจะขัดขวาง...

ลิ้มเพ้งจือพอดื่มยาพิษทั้งสามถ้วยแล้ว ก็มีสติเลอะเลือน แลเห็นบิดามารดาล้วนถูกอูนั้งเฮ้าคร่ากุมไป ขณะคิดจะร่ำร้อง ก็มิมีสุ้มเสียงดังออกมา พลันถูกปึงนั้งตี่เตะใส่อย่างรุนแรง รู้สึกว่าห้วงสมองคล้ายดั่งถูกคมมีดทะลวงผ่าออกมา นับแต่นั้นก็สิ้นสติสมประดีไป

มิทราบว่า กาลเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานเท่าใด ลิ้มเพ้งจือค่อยๆ ฟื้นคืนสติมา เปรียบประดุจกำลังฝันร้าย ตลอดทั่วร่างถูกกดดันจนลมหายใจมิอาจระบายออก คิดจะกระเสือกกระสนดิ้นรน ก็ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว

ลิ้มเพ้งจือเบิ่งตาขึ้น รู้สึกว่ามีแต่ความมืดทะมึน ส่วนสัดต่างๆ ปวดแปลบปลาบสุดจะทนทานจึงบังเกิดความหวาดผวาอย่างสุดแสนคำนึงว่า ‘...เราได้ตายไปแล้ว ขณะนี้เราเป็นปีศาจ มิใช่มนุษย์ เราอยู่ในยมโลก หาใช่บนโลกมนุษย์ไม่...’

เนิ่นนานให้หลัง จึงดิ้นรนอีกหลายครา อ้าปากหมายร้องก้อง พลันมีดินทรายจำนวนหนึ่ง ทะลักเข้ามาในปาก ลิ้มเพ้งจือตื่นตระหนกยิ่ง รำพึงในใจว่า ‘...ที่แท้เราถูกกลบฝังอยู่ในหลุมฝังศพ...’

สองมือได้ค้ำยัน กลับสามารถมุดออกจากหลุมดิน ปีนป่ายขึ้นมาบนพื้นดิน กวาดตาไปรอบๆ ที่แท้ยังอยู่ข้างร้านอาหารเล็กๆ นั้น

บัดนี้ทั่วทั้งสี่ทิศล้วนมืดสนิท เป็นวิกาลดึกสงัดกลางทุ่งร้างหนอนแมลงร้องระงม กลับมิได้ยินสำเนียงมนุษย์ และขณะนี้เดือนดวงเสี้ยวปรากฏออกจากเมฆดำ ประกายอันซีดจางสาดใส่ต้นไผ่ ก่อเกิดเงาสะท้อนทาบอยู่บนพื้นดิน และเคลื่อนไหวเมื่อลมโชยอุปมาภูตพรายที่คิดจะฉกกัดผู้คน

ลิ้มเพ้งจือเต้นระทึกตูมตาม เบื้องบนศีรษะยิ่งปวดร้าวราวกับมีดกรีด ตนคืบคลานมาถึงข้างต้นไม้ใช้มือเกาะลำต้นทรงกายลุกขึ้นมา แลเห็นด้านข้างขุดเป็นหลุมลึก ซึ่งคือที่กลบฝังตนเมื่อครู่นี้ จึงคำนึงว่า ‘...เราดื่มน้ำพิษของดรุณีนางนั้นลงไปชัดๆ ศีรษะก็ถูกเตะอย่างหนักหน่วง ไฉนจึงไม่ตกตาย? ผู้ใดกลบฝังเราอยู่ในที่นี้? คาดว่าคงเป็นดรุณีอัปลักษณ์แห่งฮั้วซัวนั่นเอง...’

หวนนึกถึงไมตรีที่นางช่วยขุดหลุมกลบฝัง ความขุ่นเคืองในตัวนางจึงเสื่อมโทรมไปมากมาย และลากฝีเท้าอันโซเซกลับเข้ามาในร้านอาหาร คำนึงว่า ‘...บิดามารดาของเราถูกอสูรร้ายทั้งสองคร่ากุมไป ย่อมมีเภทภัยมากกว่าวาสนา เรามิอาจไม่หาทางช่วยเหลือ เราแม้มิใช่คู่มือของสองอสูรร้ายแต่หากลอบลงมือ คงมีโอกาสฉกฉวยได้ และหากบิดามารดาตกตายไป เราไหนเลยจะยินยอมมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง?...’

ลิ้มเพ้งจือเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มกระวนกระวายแต่ก็ซาบซึ้งว่าจะต้องปลอมแปลงโฉมหน้า และผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ มิให้ฝ่ายตรงข้ามจดจำได้เสียก่อน

ตนมุ่งหมายคิดช่วยเหลือบุพการี ความเจ็บปวดบนศีรษะกลับลืมเลือนไป แต่หลังจากค้นหาทุกซอกทุกมุม กลับไม่พบพานเสื้อผ้าของบุรุษแม้แต่ชุดเดียว

ลิ้มเพ้งจือกลับออกมานอกร้าน แลเห็นซากศพของสามีภรรยาเจ้าของร้านอาหารยังนอนฟุบอยู่ จึงรู้สึกว่าจำต้องสวมใส่อาภรณ์ของผู้ตาย และลงมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าของฝ่ายบุรุษทันที

หากแม้เป็นยามปรกติ ลิ้มเพ้งจือพอพบพานซากศพเช่นนี้ ย่อมต้องหลีหนีไปไกล แต่บัดนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ให้กำเนิดทั้งสอง เรื่องที่ยากลำบากกว่านี้ก็ยังกระทำได้

พอเปลื้องเครื่องแต่กายของผู้ตายออกมาแล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าชุดนั้นมีกลิ่นเหม็นอับ สมควรชำระล้างสักคราหนึ่ง แต่แล้วก็คำนึงว่า ‘...คราก่อนได้ยินบิดาบอกว่า การช่วยคนคล้ายดั่งดับเพลิง เราหากพิถีพิถันในความสะอาด จนชักช้าไปชั่ววูบ พลาดโอกาสไม่อาจช่วยเหลือบิดมารดา กลับกลายเป็นความคับแค้นอย่างมหันต์ภายภาคหน้าจะเป็นผู้คนได้อย่างไร?...’

ดังนั้นจึงขบกรามกรอด เปลื้องอาภรณ์ชุดที่สวมใส่อยู่สวมชุดของผู้ตายแทน ยังประเสริฐที่ความคับหลวงพอประมาณ ตนจัดการห่อหุ้มซากศพผู้ตายอยู่ในเสื้อผ้าของตัวเอง และขนย้ายไปกลบฝังในหลุมลึกพร้อมกับซากศพของสตรี

ลิ้มเพ้งจือต้องการมีอาวุธติดตัว เนื่องจากมีดสั้นถูกดรุณีนางนั้นนำไปแล้ว ส่วนกระบี่ของบิดากับตนดาบทองของมารดา ล้วนหักสะบั้นเป็นสองท่อน เรี่ยราดอยู่บนพื้นดิน

ตนทั้งโศกสลด ทั้งกังวลใจ หยิบฉวยกระบี่หักเหลือครึ่งท่อนของบิดาขึ้นมา ใช้เศษผ้าชิ้นหนึ่งห่อหุ้มเอาไว้ เสียบอยู่ที่หว่างเอว

ลิ้มเพ้งจือลากฝีเท้าก้าวเดิน ท่ามกลางความวิเวกวังเวง ตนพลันบังเกิดความรันทดหดหู่ เปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา ชั่วครู่ค่อยใช้ชายเสื้อเช็ดหยาดน้ำตา แขนเสื้อพอกระทบถูกใบหน้า ก็รู้สึกเหม็นคลุ้งจนแทบอาเจียน

แต่ตนได้ร่ำร้องในใจว่า ‘...ลิ้มเพ้งจือเอยลิ้มเพ้งจือกลิ่นเช่นนี้ก็มิอาจทนทาน นับว่าเสียทีที่เป็นบุรุษชาติชาตรี...’

ตนก้าวเดินอย่างเร่งร้อน ไปทางทิศตะวันตกแต่เดินได้มิกี่ก้าว ศีรษะก็เจ็บแปลบปลาบขึ้นมา ตนขบกรามจนแนบแน่น กลับเดินเหินรวดเร็วยิ่งขึ้น

จวบจนรุ่งสางสว่าง เปลวสุริยันได้สาดส่องไปทั่วใต้หล้าอาบไล้ถูกเรือนร่าง ลิ้มเพ้งจือขณะเร่งรุดก็คำนึงขึ้นว่า ‘...บิดามารดาจากไปตั้งครึ่งค่อนวัน เราแม้ติดตามอย่างกระชั้นชิด คงถูกทิ้งห่างจนไกลโข สมควรซื้อหาพาหนะตัวหนึ่ง เพียงมิทราบว่าต้องใช้เงินทองเท่าใด?...’

พอลูบคลำอกเสื้อ ถึงกับคร่ำครวญอย่างหวนโหยในใจ ที่แท้การมาครั้งนี้ เงินทองอัญมณีล้วนอยู่ที่ถุงหนังข้างอานม้า ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินมีเงินทองพกติดตัว แต่ตนกลับมิมีแม้แต่หุนเดียว

ลิ้มเพ้งจือยิ่งกระวนกระวายขึ้นอีก ขยี้เท้าอย่างร้อนรน มิทราบว่าจะกระทำอย่างไร การเดินเหินได้รอนแรมจนถึงยามเที่ยง ท้องร้องลั่นโครกคราก แลเห็นข้างทางมีต้นลำไยหลายสิบต้น งอกผลมากมายแม้ไม่สุกงอม ก็ใช้ประทังความหิวได้

ลิ้มเพ้งจือเดินมาใต้ลำต้น ยื่นมือออกไปหมายปลิดลงนิ้วมือเพิ่งสัมผัสกับผลลำไยเม็ดกลมเกลี้ยง พลันฉุกคิดขึ้นว่า ‘...ตระกูลลิ้มเรามีความสะอาดไร้มัวหมอง ลำไยเหล่านี้มีเจ้าของ ยามหยิบฉวยโดยไม่บอกกล่าว ก็คือขโมย ตระกูลเราทำหน้าที่คุ้มกันทรัพย์สินผู้คน เป็นศัตรูกับโจรร้ายตลอดมา ตัวเราไฉนกลับมีพฤติการณ์ของโจรด้วยเล่า?’

สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยถูกล้มล้างไป หากคิดก่อตั้งขึ้นใหม่ ก็หาลำบากไม่ แต่บุตรหลานตระกูลลิ้มหากลักขโมยครั้งหนึ่งยี่ห้อของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย ก็จะไม่อาจดำรงขึ้นอีกแล้ว...”

ตนครุ่นคิดจนเหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก และตัดสินใจว่าสักวันหนึ่งตนกับบิดาจะเสริมสร้างเกียรติภูมิของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยขึ้นมาอีก ชายชาติชาตรียินยอมเป็นขอทาน ไม่ขอเป็นโจรลักขโมย

ดังนั้นจึงก้าวยาวๆ ต่อไป มิชำเลืองแลต้นลำไยข้างทางแม้แต่วูบเดียว และเดินได้ระยะทางหลายลี้ ก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ลิ้มเพ้งจือไปยังบ้านเรือนหลังหนึ่ง กล่าวตะกุกตะกักขออาหารบ้าง

ตนตั้งแต่กำเนิดมา มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายไม่อนาทรไหนเลยจะเคยเอ่ยปากขออาหารกับผู้อื่น เพียงกล่าวได้สามคำ ก็มีใบหน้าแดงฉานสดใส

สตรีในชาวชนบทนางนั้น เพิ่งถกเถียงเกี่ยงงอนกับสามีมาตลบหนึ่ง ลิ้มเพ้งจือพอมาขออาหารก็เอ่ยปากแผดด่าอย่างดุเดือดหยิบฉวยไม้กวาดขึ้นมากวัดแกว่งอย่างวุ่นวาย

ลิ้มเพ้งจือถูกด่าจนถอยกรูดๆ เป็นพัลวัน สตรีนางนั้นยิ่งแผดด่ายิ่งได้ใจ ฉายไม้กวาดฟาดใส่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม ลิ้มเพ้งจือถอยกายไปด้านหลัง เท้าซ้ายพลันเหยียบถูกกองมูลควายทำให้ลื่นไถลหงายร่างล้มลง

สตรีนางนั้นฟาดไม้กวาดใส่ใบหน้าของลิ้มเพ้งจืออย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ แล้วหัวร่ออย่างปลอดโปร่งใจ เดินกลับเข้าไปในร้าน

ลิ้มเพ้งจือจึงรู้สึกปวดระบมไปทุกสัดส่วน ควรทราบว่าตนถูกบึงนั้งตี่เตะใส่จุดแป๊ะฮวยฮวก ไม่ตกตายก็เป็นวาสนายิ่ง กอปรกับถูกฝังอยู่ในดินตั้งเนิ่นนานเพียงอาศัยความกตัญญูหมายช่วยเหลือบุพการี ยืนหยัดมาถึงบัดนี้

และเมื่อล้มลงไปแล้ว ก็ไม่สามารถคืบคลานขึ้นมาได้อีก ขณะที่มีสภาพอันทุลักทุลี สตรีนางนั้นได้ออกมา ในมือถือข้าวโพดที่ต้มสุกสี่ฝักยัดเยียดให้

ลิ้มเพ้งจือคิดจะเหวี่ยงทิ้งด้วยความเดือดดาล พลันฉุกคิดว่า ความอัปยศเล็กน้อยมิอาจข่มกลั้น จะกระเทือนถึงแผนการใหญ่จึงกล่าวคำขอบคุณ และกลืนกินข้าวโพดจนหมดสิ้น พออิ่มหนำบ้างแล้ว ก็มีความเข้มแข็งตะเกียกตะกายลุกขึ้นเดินทางต่อไป

ตลอดรายทางก็ขออาหารเรื่อยไป บางครั้งอาศัยผลไม้กลางป่าเขาประทังหิว ยังประเสริฐที่ลิ้มเพ้งจือแม้มีใบหน้าเสื้อผ้ามอมแมมแต่ถ้อยวาจามีมารยาท จึงขออาหารได้ไม่ยากนัก

ลิ้มเพ้งจือคอยสืบถามถึงร่องรอยของ บิดามารดาแต่ก็ไม่มีเค้ามูล เดินทางได้แปดเก้าวัน เข้าสู่เขตมณฑลกังไซ ลิ้มเพ้งจือถามไถ่ทิศทางจนทราบชัด จึงมุ่งหน้าไปยังเมืองน่ำเชียง

ตนเข้าใจว่าในเมืองน่ำเชียง มีสาขาของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย ซึ่งอาจได้รับข่าวคราว และหยิบฉวยเงินทองกับพาหนะขับขี่ได้ หาคาดไม่ว่าพอเข้าสู่ตัวเมืองถามไถ่ถึงสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยผู้คนข้างทางก็กล่าวว่า “สำนักนั้นถูกอัคคีเพลิงเผาผลาญจนราบเรียบไปแล้ว รวมทั้งอีกหลายสิบหลังคาเรือนที่อยู่ข้างเคียงก็ถูกเผาไหม้โดยสิ้นเชิง”

ลิ้มเพ้งจือลอบคร่ำครวญในใจ มาถึงที่ตั้งสำนัก ก็แลเห็นตลอดทั้งแถวมีแต่ซากไม้ดำเกรียม กับเศษอิฐเรี่ยราด ตนถามไถ่วันเกิดเพลิงไหม้ต่อทารกที่เล่นอยู่ข้างถนน ก็ทราบว่าเป็นเหตุการณ์ เมื่อยามค่ำคืนของหกวันก่อน คาดว่าเป็นพฤติการณ์ของพวกปึงนั้งตี่ ซึ่งลงมือเมื่อผ่านทางมาอย่างแน่นอน

ตนรำพึงในใจว่า ‘...ความแค้นนี้ไม่ชำระล้าง ก็เสียทีที่กำเนิดมาเป็นผู้คน...’

ลิ้มเพ้งจือถามไถ่หนทางจากกังไซไปถึงซี่ชวนทราบว่าต้องไปยังโอ้วน้ำก่อน ข้ามเทือกทิวเขาอันยาวไกล ค่อยบรรลุถึงมณฑลซี่ชวน ซึ่งเส้นทางนี้เดินเหนอย่างลำบากยิ่ง

ตนออกเดินทางทันที ในเวลาต่อมาก็มาถึงเมืองเชี่ยวซัวในมณฑลโอ้วน้ำ ลิ้มเพ้งจือคาดว่าสาขาประจำเมืองนี้คงถูกสำนักแชเซี้ยเผาไหม้ไป ตนเหลือบแลเห็นบนขั้นบันไดของศาลเจ้าข้างทาง มีขอทานสามคนกำลังรื้อเสื้อนวม จับตัวหมัดส่งเข้าไปในปากตลอดเวลา จึงเดินเข้าหากล่าวว่า “ตั่วกอทั้งสามท่าน ข้าพเจ้าขอถามไถ่ว่า สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยในเมืองนี้ ถูกไฟไหม้ไปเมื่อวันใด?”

ขอทานทั้งสามมิใคร่เข้าใจภาษพื้นเมืองฮกเกี้ยนของตนจึงเหลือกตาขึ้น หนึ่งในสามพลันกล่าวว่า “ท่านกล่าวเหลวไหลอันใด ผู้คนในสำนักคุ้มกันภัยได้ยินเข้า ไม่ต่อยท่านอย่างดุดันก็แปลกไปแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือพอได้ยิน จึงปีติยินดียิ่งนัก รีบถามที่ตั้งของสำนัก ขอทานผู้หนึ่งก็ชี้มือไปที่กำแพงอันสูงตระหง่าน ซึ่งอยู่ห่างหลายสิบวา ลิ้มเพ้งจือจึงมุ่งตรงไปทันที

พอมาถึงหน้าสำนักคุ้มกันภัย แลเห็นสาขาประจำโอ้วน้ำนี้ แม้ไม่โอ่อ่าเฉกเช่นสำนักใหญ่ในเมืองฮกจิว แต่ประตูก็แดงฉาน และสองฟากข้างมีสิงโตหินสองตัว หากทว่าด้านในกลับไม่มีผู้คน

มิหนำซ้ำป้ายยี่ห้อหน้าประตู ซึ่งสลักอักษรว่า “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยสาขาโอ้วน้ำ” กลับถูกแขวนกลับกัน ลิ้มเพ้งจือ พลันสำนึกว่าผิดท่าแล้ว ตัดสิ้นใจว่าจะลอยเข้าไปสืบเสาะดู

รอจนมืดค่ำลง ลิ้มเพ้งจือจึงอ้อมมาถึงประตูหลังของสำนักพลิ้วกายขึ้นบนกำแพง แล้วกระโดดลงไปอย่างแผ่วเบา เริ่มต้นลัดเลาะเข้าสู่ด้านในอย่าระมัดระวัง

สำนักสาขาแห่งนี้ ความจริงมีผู้คนหกเจ็ดสิบคน บัดนี้ทั่วบริเวณกลับมืดมิดสนิท และไม่มีสุ้มเสียงมนุษย์ ลิ้มเพ้งจือใจเต้นตูมตามหวั่นไหว เดินอ้อมตัวตึกมาสองหลัง พลันเหลือบแลเห็นหน้าต่างของห้องแถวทางซ้ายมือ มีแสงไฟสาดลอดออกมา

ลิ้มเพ้งจือสาวเท้าเข้าใกล้ กลั้นลมหายใจย่อกายนั่งลงอยู่ใต้หน้าต่าง พลันแว่วสำเนียงผู้คนดังกระทบโสตว่า “สำนักของพวกลูกเต่าแห่งนี้ ก็ถูกพวกเราทำลายล้มล้างอีกแห่งหนึ่งไปแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือพอได้ยิน ก็ทราบว่าเป็นพฤติการณ์ของสำนักแชเซี้ย ทำลายล้างสาขาแห่งนี้ด้วย ภายในห้องมีผู้คนอีกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า “กิกซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้องแซ่กิก) ในที่นี้มีของล้ำค่ามากมาย พวกเราสามารถกอบโกยนำไป”

ลิ้มเพ้งจือรับฟังจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกรอดๆ บุรุษแซ่กิกผู้นั้นก็กล่าวขึ้นว่า “ซิงซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่แซ่ซิง) ซือแป๋คราครั้งนี้ส่งพวกเราซือเฮียตี๋ออกมาปฏิบัติงานถึงสิบหกคน แยกย้ายไปทำลายล้างสาขาของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยแห่งต่างๆ อาทิในเมืองฮั่งจิว กึงจิว...”

บุรุษแซ่ซิงนั้นก็กล่าวว่า “ซือแป๋เวลามอบหมายพวกเขาเร่งรุดมา ได้กำชับว่าสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยขุมกำลังเข้มแข็ง สมควรจู่โจมโดยที่มิทันระวังจึงจะประสบผลสำเร็จ แต่หาคาดไม่ว่าตระกูลลิ้มมีแต่นามอันจอมปลอม ลิ้มจิ้นน้ำกับภรรยาถึงกับถูกปึงซือเฮียคร่ากุมมา”

ลิ้มเพ้งจือลอบรับฟังจนเหงื่อกาฬ แตก ชุ่ม โชก ครุ่นคิดขึ้นว่า ‘...ที่แท้สำนักแชเซี้ยมีเจตนาหาเรื่องราวกับสำนักคุ้มกันภัยอุ้ยของเรา ต้นตอแห่งเภทภัยมิใช่เกิดจากการที่เราเข่นฆ่าผู้แซ่อื้อ พวกมันได้วางแผนการล่วงหน้า จัดส่งกำลังรุกรานสาขาแห่งต่างๆ ก่อนแล้ว เพียงมิทราบว่า พวกเรามิเคยมีอริบาดหมางกับแชเซี้ย ฝ่ายตรงข้ามไฉนจึงลงมืออย่างโหดเหี้ยมถึงปานนี้?...’

หนังสือแนะนำ

Special Deal