กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 4 ดรุณีขายเหล้า

วันรุ่งขึ้นยามเช้าตรู่ ทั้งสามพากันตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า ลิ้มจิ้นน้ำร้องเรียกว่า “ผู้รับใช้ ผู้รับใช้...”

หาคาดไม่ว่า ทั่วทั้งโรงเตี้ยมล้วนเงียบสงัดปราศจากสุ้มเสียง ลิ้มจิ้นน้ำเปิดประตูห้องออกมา พลันเหลือบแลเห็นกลางลานกว้างหน้าตึกนอนฟุบไว้ด้วยบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งคือคนรับใช้ที่เมื่อคืนนี้นำพาทั้งสามมายังห้องพัก! 

ลิ้มจิ้นน้ำตื่นตระหนกเป็นที่ยิ่ง พุ่งปราดเข้าไปดู เห็นว่าคนรับใช้นั้นได้เสียชีวิตแล้ว พอลูบคลำเรือนร่างก็เย็นยะเยียบ แสดงว่ามันสิ้นใจตายไปเนิ่นนาน เมื่อตรวจตราสภาพการตายของมันก็เป็นลักษณะถูกฝ่ามือขยี้ดวงใจกระแทกใส่

หัวใจของลิ้มจิ้นน้ำเต้นระทึกหวั่นไหว เดินมาถึงด้านหน้าตึก ก็ไม่พบเห็นผู้คน พอผลักประตูห้องหลังหนึ่ง ก็แลเห็นเจ้าของโรงเตี้ยมกับภรรยาและบุตรชายวัยสี่ห้าปี ล้วนตกตายอยู่บนเตียงนอน!

พลันได้ยินเฮ้งฮูหยินร้องว่า “แย่แล้ว แขกเหรื่อเหล่านี้ล้วนแต่ตกตายไป”

ลิ้มจิ้นน้ำโถมกลับมา เหลือบเห็นภรรยากับบุตรชายต่างมีใบหน้าซีดเผือด ประตูห้องพักหลายหลังล้วนเปิดอ้า แขกเหรื่อที่มาพักอาศัยบ้างก็นอนตายอยู่บนเตียงบ้างก็นอนฟุบกับพื้นดิน

ทั่วทั้งโรงเตี้ยมที่พักอันกว้างใหญ่ นอกจากพวกมันทั้งสามแล้ว มิว่าจะเป็นเจ้าของโรงเตี้ยมและแขกเหรื่อ ล้วนแต่ไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่ ได้ยินบนท้องถนนมีเสียงผู้คนจอแจ การค้าตอนเช้าตรู่ก็เริ่มต้นแล้ว

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “พวกเรารีบไป” พลางถลันไปที่คอกม้า กลับแลเห็นม้าลาที่มีอยู่นอนตายอยู่อย่างเกลื่อนกลาด รวมทั้งพาหนะของพวกตนทั้งสามตัวด้วย ลิ้มจิ้นน้ำผลักประตูหลัง ปล่อยให้ภรรยากับบุตรออกไปก่อน แล้วค่อยปิดประตูลง ทั้งสามก้าวยาวๆ มุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้

พอเดินเหินเป็นระยะทางยี่สิบกว่าลี้ ก็วกเข้าสู่ทางน้อยสายหนึ่ง เส้นทางคดเคี้ยวยิ่งนัก เดินอีกสิบกว่าลี้ ค่อยแวะพักรับประทานอาหารในร้านรวงเล็กๆ ข้างทางแห่งหนึ่ง

ลิ้มเพ้งจือหวนนึกถึงเมื่อครู่นี้ ขณะอยู่ในโรงเตี้ยมพบเห็นแต่ซากศพอันอเนจอนาถ ชามข้าวสวยของตน เพียงพุ้ยเข้าไปคำเดียว ก็มิอาจกลืนลงสู่ลำคอ กล่าวว่า “มารดา ข้าพเจ้ากินไม่ลง”

เฮ้งฮูหยินชำเลืองแลมาวูบหนึ่ง ก็มิกล่าววาจาพึมพำกับตนเองว่า “เราทั้งสามล้วนเป็นคนตาย ไม่อาจหักล้างกับผู้คนยังพอทำเนา เหตุไฉนเมื่อคืนนี้ฝ่ายตรงข้ามลงมือฆ่าคน พวกเรามิได้ยินสำเนียงแม้แต่น้อย”

ลิ้มจิ้นน้ำถอนหายใจ รับประทานข้าวไปครึ่งชาม จึงกล่าวว่า “ฝ่ามือขยี้ดวงใจของสำนักแชเซี้ย ความจริงเป็นหลักวิชาฝ่ามือที่ปราศจากสุ้มเสียงใดๆ ตามคำร่ำลือยามจูโจมออก มิมีสำเนียงแหวกฝ่าอากาศ ผู้ถูกฝ่ามือกระแทกใส่ ก็มิทันแผดร้องคร่ำครวญมีแนวทางอ่อนหยุ่นเยือกเย็นอำมหิตยิ่งนัก”

ลิ้มเพ้งจือถามไถ่บิดาว่า “มิคิดฝึกปรือวิชาชนิดนี้ต้องใช้เวลาเนิ่นนานเท่าใด”

“เราเข้าใจว่า หากมิบากบั่นพากเพียรเป็นเวลาสามสี่สิบปีก็ไม่สามารถมีอานุภาพถึงปานนี้”

ลิ้มเพ้งจือตบโต๊ะ ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “ย่อมต้องเป็นผู้เฒ่า แซ่ซักเจ้าของร้านสุรานั้น ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าช่วยเหลือหลานสาวของมันด้วยกุศลจิต หาคาดไม่ว่า...”

ในดวงตามีหยาดน้ำกลอกกลิ้งไปมา จิตใจรู้สึกอัดอั้นอย่างยิ่ง

ลิ้มจิ้นน้ำรับประทานข้าวอีก กล่าวว่า “เราคาดคะเนล่วงหน้าว่าต้องเป็นมัน เฮอะสังหารผู้คนในสำนักคุ้มกันภัยของเรา ยังนับว่าคิดล้างแค้น แต่กลับประทุษกรรมแขกเหรื่อที่มิมีความผิดในโรงเตี้ยมโดยสิ้นเชิง สำนักแชเซี้ย คือค่ายพรรคมาตรฐานในวงพวกนักเลง ทว่าได้ปฏิบัติการอย่างผยองชั่วร้ายถึงปานนี้” พลางชักชวนบุตรชายให้ไปรับประทานข้าว แต่ลิ้มเพ้งจือสั่นศีรษะปฏิเสธ ลิ้มจิ้นน้ำจึงเปล่งเสียงร้องว่า “ท่านเจ้าของร้าน โปรดมาคิดเงิน”

“ร้องเรียกอยู่สองครั้ง ก็ไม่มีผู้คนรับคำ เฮ้งฮูหยินพลันผุดลุกขึ้น รีบเปิดห่อผ้า หยิบเอาดาบทองกระชับมั่นไว้ พุ่งไปทางหลังห้อง แลเห็นบุรุษเจ้าของร้านได้ล้มฟุบอยู่บนพื้นดิน ขอบประตูนอนพิงไว้ด้วยสตรีนางหนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยาของบุรุษผู้นั้น

สามีภรรยาทั้งสองนำข้าวและอาหารมาส่งเมื่อครู่นี้เอง กลับประสบเภทภัยอย่างกะทันหัน เฮ้งฮูหยินยื่นมือรออยู่ริมจมูกของฝ่ายบุรุษ ทราบว่าได้สิ้นลมหายใจแล้วนิ้วมือพอสัมผัสถูกริมฝีปากของมัน รู้สึกยังมีความอบอุ่นเล็กน้อย

ในยามนี้ ลิ้มจิ้นน้ำและบุตรต่างก็ดึงกระบี่ยาว สำรวจรอบร้านอาหารตลบหนึ่ง ร้านขายอาหารแห่งนี้ก่อตั้งอยู่ข้างภูเขาอย่างโดดเดี่ยว ละแวกใกล้เคียงเป็นดงไผ่ผืนใหญ่ หามีบ้านเรือนอยู่ข้างเคียงไม่

ทั้งสามหยัดตรงหน้าบ้าน กวาดสายตาไปรอบบริเวณหามีร่องรอยเบาะแสประการใด

ทันใดนั้น เฮ้งฮูหยิน ได้อุทานดังเอ๊ะ ชี้มือไปที่เบื้องหน้ากล่าวเสียงสั่นระริกว่า “พวกท่านดู”

แลเห็นบนพื้นดินหน้าร้านอาหาร พลันเพิ่มเส้นโลหิตสีแดงฉานสายหนึ่ง ด้านข้างยังเขียนอักษรว่า “ออกพ้นประตูสิบก้าวชีวิตมรณะ”

เพียงแต่คำว่า “มรณะ” เขียนได้เพียงครึ่งหนึ่งคาดว่าบิดาและบุตรตระกูลลิ้มได้ออกมาจากร้าน บุคคลนั้นมิทันเขียนเรียบร้อย จึงหลบเลี่ยงจากไป

แต่ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว บุคคลนั้นทั้งวาดเส้นโลหิตและเขียนอักษรสีเลือด โดยที่พวกลิ้มจิ้นน้ำมิอาจแลเห็นเงาร่าง ความว่องไวของวิชาตัวเบา สุดจะหยั่งคาดคะเนถึง

ลิ้มจิ้นน้ำ รั้งกระบี่สะอึกกายออกไป ส่งเสียงดังกังวานว่า “สหายสำนักแชเซี้ย ผู้แซ่ลิ้มอยู่ที่นี้รอรับความตาย ขอเชิญปรากฏกายมาพบพาน”

ร่ำร้องอยู่หลายครั้ง ได้ยินแต่เสียงสะท้อนดังอื้ออึงสะท้านแก้วหูว่า “ปรากฏกายมาพบพาน ปรากฏกายมาพบพาน” นอกจากนั้นก็ปราศจากสำเนียงอย่างอื่น

ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ในเทือกเขา ทั่วทั้งสี่ด้านพันธุ์พฤกษารกครึ้ม บรรยากาศวังเวง ไม่มีผู้คนผ่านทาง ทั้งสามสำนึกทราบว่า ศัตรูอันเข้มแข็งได้เร้นกายอยู่ข้างเคียง สถานที่นี้เป็นตำแหน่ง ซึ่งฝ่ายตรงข้ามเลือกลงมือ จิตใจแม้หวั่นไหว แต่กำลังขวัญเข้มแข็งยิ่งนัก

ลิ้มเพ้งจือฝ่าข้ามเส้นโลหิต ร้องดังๆ ว่า “เราลิ้มเพ้งจือเหยียบผ่านเส้นโลหิตเป็นครั้งที่สอง พวกท่านมาสังหารข้าพเจ้าได้เลย เหล่าอสูรร้าย การลับๆ ล่อๆ เป็นความประพฤติของชนชั้นต่ำต้อย”

ทันใดนั้นเอง ภายในดงไผ่บังเกิดเสียงหัวร่อดังสดใสยาวนาน ลิ้มเพ้งจือรู้สึกละลานพร่างพรายที่เบื้องหน้า ได้เพิ่มพูนบุคคลผู้หนึ่ง ตนไม่พินิจพิจารณากระบี่ยาวก็เสือกพุ่งออกไป

ท่ากระบี่ที่ใช้ออก เป็นกระบวนท่ากวาดกำจัดหมู่อสูร (เซ่าทั้งคุ้งม้อ) แทงปราดใส่ทรวงอกของฝ่ายตรงข้ามอย่างฉับไว แต่ทว่าบุคคลผู้นั้นขยับเคลื่อนร่างเล็กน้อย ก็หลบเลี่ยงไปได้

ลิ้มเพ้งจือกวาดกระบี่สะบัดอย่างเร่งร้อน บุคคลนั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา วกอ้อมมาทางซ้ายมือของคู่ต่อสู้ ลิ้มเพ้งจือพลิกฝ่ามือซ้ายฟาดออก และกระบี่ยาวกรีดปาด ยังทิ่มแทงเข้าใส่

ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินพากันกระชับอาวุธ คิดจะกรูเกรียวเข้าหา แต่แลเห็นบุตรชาย ใช้ติดต่อกันหลายกระบวนท่า เพลงกระบี่ท่าฝ่ามือล้วนมีระเบียบแบบแผน ไม่สับสนลนลาน

ลิ้มเพ้งจือสะสมความคลั่งแค้นไว้เนิ่นนาน จึงร่ายรำวิชากระบี่พิชิตอสูรออกมา ทั้งกวาดฟาดทั้งทิ่มแทงเป็นสภาพเสี่ยงชีวิต ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง

บุคคลนั้นสองมือเปล่าเปลือย เพียงแต่แฉลบหลบไม่น้อมสนองกระบวนท่า รอจนลิ้มเพ้งจือเสือกแทงออกไปยี่สิบกว่ากระบี่แล้ว บุคคลนั้นได้หัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า “กระบี่พิชิตมาร มีเพียงเท่านี้เอง!”

ดรรชนีถูกประกบแล้วพุ่งออก แว่วเสียงดังเปรื่องลิ้มเพ้งจือรู้สึกง่ามมือเจ็บแปลบลาบ กระบี่ยาวร่วงหล่นลงบนพื้นดิน

บุคคลผู้นั้นตวัดเท้าออกอย่างฉับไว ลิ้มเพ้งจือก็ถูกเตะจนตีลังการไปหลายทอด ลิ้มจิ้นน้ำกับภรรยารีบยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ อยู่ล้ำหน้าบุตรชาย เพ่งสายตามองไปยังฝ่ายตรงข้าม

แลเห็นบุคคลนั้นสวมใส่อาภรณ์สีเขียว หว่างเอวสะพายกระบี่ยาว ใบหน้าเป็นสีเขียวเรืองรอง มีแววอันเหี้ยมหาญองอาจ อายุประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี สีหน้าเหยียดหยามมิปรารมภ์

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ท่านมีนามอันสูงส่งว่ากระไร? คงเป็นผู้คนในสำนักแชเซี้ยกระมัง?”

บุคคลแค่นหัวร่ออย่าเยือกเย็น เอื้อนเอ่ยว่า “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยของท่าน ยังมิคู่ควรต่อการถามไถ่ชื่อแซ่ของเรา แต่ทว่าวันนี้มาเพื่อล้างแค้น สมควรให้ท่านทราบว่า บิดาคือคนของสำนักแชเซี้ย”

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงขึ้นว่า “ข้าพเจ้ามีความนับถือเลื่อมใสท่านเจ้าอารามซ่งฮวงกวนทุกๆ ปีจัดส่งผู้แทนไปยังแชเซี้ย ไม่เคยบกพร่องในเรื่องมารยาท ปีนี้ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อยังจัดส่งศิษย์สี่คนมายังเมืองฮกจิว กลับมิทราบว่ามีสิ่งใดที่ล่วงเกินต่อท่าน”

บุคคลผู้นั้นแหงนหน้ามองท้องฟ้า หัวร่อดัง เฮอะ ฮะ ชั่วครู่ค่อยกล่าวว่า “มิผิด ซือแป๋เราจัดส่งศิษย์สี่คนไปยังเมืองฮกจิวเราก็คือหนึ่งในสี่คน”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “นั่นก็ประเสริฐมาก เพียงมิทราบนามอันสูงส่งของท่าน”

บุคคลนั้นแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “เราอูนั้งเฮ้า”

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีษะ กล่าวว่า “ที่แท้ท่านเป็นหนึ่งในสี่ศิษย์ผู้สูงส่งแห่งอารามซ่งฮวงกวน มิน่าเล่า ความสำเร็จในวิชาฝ่ามือ ขยี้ดวงใจจึงลึกล้ำยิ่ง ยามฆ่าคนปราศจากโลหิต เลื่อมใสยิ่งนัก”

คำว่า “ยามฆ่าคนปราศจากโลหิต” เป็นเคล็ดวิชาของฝ่ามือขยี้ดวงใจไม้ตายแขนงนี้ อูนั้งเฮ้าได้ยินมันเอ่ยอ้างออกมา ก็ซาบซึ้งว่า ฝ่ายตรงข้ามหาใช่ชนชั้นอันอ่อนด้อยไม่

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวอีกว่า “ท่านผู้กล้าหาญแซ่อู่เร่งรุดมาเยี่ยมเยียน ผู้แซ่ลิ้มมิได้ออกต้อนรับ  รู้สึกเสียมารยาทยิ่งนัก”

อูนั้งเฮ้าเค้นเสียงกล่าวว่า “ท่านมิได้ต้อนรับ แต่กงจื้ออันประเสริฐของท่านผู้นี้ปรากฏไปต้อนรับ แม้กระทั่งบุตรชายสุดที่รักของซือแป๋เรา ก็สังหารฆ่าไปนับว่าไม่เสียมารยาทเท่าใดนัก!”

ลิ้มจิ้นน้ำพอได้ยิน ก็บังเกิดความเย็นยะเยือกไปทั่วสรรพางค์กาย ความจริงเข้าใจว่า ผู้ที่บุตรชายหลงสังหารคือ ศิษย์ธรรมดาในสำนักแชเซี้ย ซึ่งอาจสามารถเชื้อเชิญผู้มีศักดิ์ศรี ในวงพวกนักเลงออกไกล่เกลี่ย ขอขมาโทษต่อฝ่ายตรงข้าม

แต่ทว่าที่แท้บุรุษแซ่อื้อนั้น เป็นบุตรชายของเจ้าอาราม ซ่งฮวงกวนอื้อขังไฮ้ ถ้าเช่นนั้นนอกจากชิงชัยแลกชีวิตขั้นแตกหักแล้วก็ไม่มีหนทางอื่นอีก

ลิ้มจิ้นน้ำ วาดกระบี่ยาวด้วยท่วงท่าอันเหมาะสมแหงนหน้าหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า “อูเสียวเฮียบ (ผู้กล้าน้อยแซ่อู) กล่าวล้อเล่นแล้ว นับถือมาเนิ่นนานว่า ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อมีความสามารถทัดเทียมเทพยดาปกครองบุตรหลานอย่างเข้มงวด แต่ผู้ที่บุตรชายเราฆ่าทิ้งไป เป็นชนชั้นเศษสวะที่คอยล่วงเกินดรุณีในร้านสุรา และเมื่อถูกบุตรเราสังหารพลังฝีมือย่อมธรรมดาสามัญยิ่ง ไหนเลยจะเป็นกงจื้อของท่านเจ้าอารามแซ่อื้อเล่า?”

อูนั้งเฮ้ามีใบหน้าเคร่งเครียดลง ยามกะทันหันไม่มีวาจาตอบโต้ ที่แท้ผู้ที่ถูกกลิ้มเพ้งจือปลิดชีวิตนอกร้านสุรานั้น เป็นบุตรชายคนเล็กของอื้อชังเฮ้มิผิดพลาด มีนามว่า อื้อนั้งงัง

มารดาของบุคคลนี้เป็นสนมอันดับสี่ของอื้อซังไฮ้ได้รับความรักใคร่ตามใจ อื้อนั้งงังตั้งแต่เยาว์วัยถูกมารดาปกป้องไม่ยินยอมฝึกปรือฝีมือ คอยหลบหนีบิดาไปเล่นการพนันหาสู่กับนางคณิกา

คราครั้งนี้ อื้อชังไฮ้ส่งผู้คนมายังมณฑลฮกเกี้ยนอื้อนั้งงังรู้สึกว่าอยู่บนสำนักแชเซี้ยจนเบื่อหน่ายรำคาญจึงรบเร้ามารดาให้บอกกับบิดาว่า ต้องการมาที่ฮกเกี้ยนเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์แต่เจตนาที่แท้จริง คิดจะออกมาท่องเที่ยวในโลกอันไพศาล

อื้อชังไฮ้ทราบดีว่า บุตรชายผู้นี้มิมีความสามารถในสรรพสิ่ง หากคิดชิงชัยประลองฝีมือ จะไม่ยอมส่งออกไป จนต้องเสื่อมเสียหน้า แต่การมาสำนักคุ้มภัยฮกอุ้ยครั้งนี้ เพียงแต่เป็นการเยือนตอบตามมารยาท ไม่ถึงกับต้องสู้กัน จึงอนุโลมให้คาดมิถึงว่า อื้อนั้งงังท่องเที่ยวมาจนถึงเมืองฮกจิวกลับตกตายด้วยมีดสั้นของลิ้มเพ้งจือ

อูนั้งเฮ้าสำหรับกับซือเฮียอื้อนั้งงังคนนี้ ตลอดเวลาได้เหยียดหยามดูแคลน เพียงแต่มารดาของมันเป็นผ้ที่ซือแป๋รักใคร่ จึงมิกล้าล่วงเกินมัน บัดนี้ได้ยินคำแดกดันของลิ้มจิ้นน้ำ รู้สึกว่าไม่ง่ายดายต่อการตอบโต้

ในยามนั้นเอง ภายในดงไผ่มีผู้คนเอื้อนเอ่ยว่า “โบรานมีวลีว่า สองหยัดยากต้านทานสี่ฝ่ามือในร้านสุรานั้น ท่านประมุขน้อยแซ่ลิ้มนำพาผู้คุ้มกันภัยยี่สิบสี่คน กลุ้มรุ้มต่ออื้อซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้องแซ่อื้อ) ของเรา...”

ท่ามกลางวาจากล่าวก็ได้เดินเหินออกมา บุคคลนี้มีท่วงท่ากลอกกลิ้งมากเล่ห์ ในมือถือพัดจีบเล่มหนึ่งกล่าวสืบไปว่า “หากแม้นต่อสู้ อย่างหักโหมยังพอนับได้ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยแม้มีผู้คนมากมายความจริงก็ไร้ประโยชน์แต่ทว่าประมุขน้อยแซ่ลิ้มถึงกับลอบผสมยาพิษในถ้วยสุราของอื้อซือตี๋ ซัดพุ่งอาวุธลับเข้าใส่สิบเจ็ดชนิด ลูกเต่านี้ลงมืออย่างอำมหิตยิ่ง พวกเรามาด้วยเจตนาดีหาคาดไม่ว่าผู้อื่นกลับคอยประทุษร้าย”

ลิ้มเพ้งจือตั้งแต่ถูกอูนั้งเฮ้าคอยเตะจนตีลังกาไปแล้วก็ยืนหยัดอยู่ด้านข้างอย่างขุ่นแค้น บัดนี้ฝ่ายตรงข้ามกลับกล่าววาจาเหลวไหลไร้ความจริง ก็ทำให้สมองพองโตแทบระเบิด ตวาดอย่างเดือดดาลว่า “ที่แท้สำนักแชเซี้ยล้วนเป็นผู้บัดซบที่หน้าด้าน มีจำแนกความผิดชอบชั่วดี”

บุคคลนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ลูกเต่า ท่านด่าคน?”

ลิ้มเพ้งจือกระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าด่าท่านจะเป็นอย่างไร”

บุคคนนั้นผงกศีรษะกล่าวว่า “ท่านด่าจนพอใจเถอะหาเป็นไรไม่”

ลิ้มเพ้งจืองงงันไปวูบหนึ่ง รู้สึกนอกเหนือความคาดหมาย ทันใดนั้นแว่วเสียงดังควับ มีผู้คนพุ่งทะยานมาเบื้องหน้า ลิ้มเพ้งจือสะบัดฝ่ามือซ้ายหมายต้านทาน แต่ก็ชักช้าชั่ววูบ

ได้ยินเสียงดังฉาด แก้มขวาของตนถูกตบใส่อย่างหนักหน่วงดุจดัน เบื้องหน้าสายตามีดาวทองพร่างพรายระยิบระยับแทบจะสิ้นสติไป!

บุคคลนั้น พอฟาดฝ่ามือด้วยความรวดเร็วแล้วก็ถอยปราดกลับมาตำแหน่งเดิม ลูบคลำแก้มขวาของตัวเองแสร้งกระชากเสียงกล่าวว่า “ทารก ไฉนจึงลงมือตบตีผู้คน? ครานี้เจ็บปวดยิ่งนัก ฮา ฮา”

เฮ้งฮูหยินแลเห็นบุตรชายถูกเหยียบย่ำอย่างอัปยศจึงกรีดดาบออกไป ฟันเข้าใส่ด้วยท่าเอี้ยฮ่วยเซียเทียน (ไฟป่าผลาญฟ้า) ยามจู่โจมทั้งมั่นคงทั้งรุนแรง

บุคคลนั้นแฉลบกายวูบหนึ่ง คมดาบเฉียดผ่านต้นแขนขวา ห่างจากร่างกายมิเกินสี่นิ้ว นับว่าหวุดหวิดยิ่งนัก มันก็ไม่ประมาทเลินเล่อ ยื่นมือไปที่หว่างเอว กระชากเอาแส้อ่อนเส้นหนึ่งรอจนดาบที่สองของเฮ้งฮูหยินฟาดฟันเข้ามา ก็คลี่สะบัดแส้อ่อนตีโต้กลับไป

ลิ้มจิ้นน้ำสำนึกว่า สถานการณ์ในวันนี้ไม่มีทางสงบเลิกร้างจึงขยับกระบี่ยาว กล่าวว่า “สำนักแชเซี้ยคิดจะล้มล้างสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยนั้นง่ายดายยิ่งนัก แต่ในวงพวกนักเลงย่อมมีคำวิจารณ์จากส่วนรวม อูเสียวเฮียบ เชิญ!”

อูนั้งเฮ้ายื่นมือกุมด้ามกระบี่ แว่วเสียงดังเปรื่อง กระบี่ยาวพุ่งกระจายออกจากผัก ประคองด้วยท่วงท่าอันเยือกเย็น

ลิ้มจิ้นน้ำคำนึงในใจว่า ‘...เราทราบมาว่าวิชาซ้งฮวงเกี้ยมฮวบ (เพลงกระบี่สลาตัน) ประจำสำนักแชเซี้ย มีความแกร่งกร้าวเข้มแข็ง ว่องไวปราดเปรียว เรามีแต่ชิงจู่โจม จึงหวังว่าสามารถเอาชัย...’

ดังนั้นปลายกระบี่ได้สั่นพลิ้ว กระบี่ยาวตวัดกรีดออกไปประกายเจิดจ้ากระจายบาดตา เป็นกระบวนท่าในวิชากระบี่พิชิตมารนามคุ้งเซี้ยปี่โกว (มวลหมู่มารพรั่นพรึง)

อูนั้งเฮ้าแลเห็นท่ากระบี่ของมันดุร้าย เกรี้ยวกราดจึงไม่ปะทะอย่างหักโหม แฉลบร่างหลบเลี่ยง ลิ้มจิ้นน้ำท่าแรกมิทันสิ้นสุดก็ตามติดด้วยท่าที่สอง เจ็งคุ้ยก๊อกมัก (เจ็งคุ้ยควักนัยน์ตา...เจ็งคุ้ยคือนามเทพเจ้าปราบปีศาจ) ปลายกระบี่ที่มาแทงใส่ดวงตาทั้งสองข้างของฝ่ายตรงข้าม

ขณะนั้น แสงสุริยันได้สาดลอดดงไผ่เข้ามาแม้ไม่แผดจ้ายามฉายกราดถูกตัวกระบี่ที่ขาววาววับ ก็ทอประกายบาดตา อูนั้งเฮ้าลอบร่ำร้องในใจ สะกิดเท้าถอยปราดไปด้านหลัง หลบเลี่ยงจากการถูกจู่โจมอย่างโหดร้าย

กระบี่ที่สามของลิ้มจิ้นน้ำ ก็ทิ่มแทงตามติดเข้ามา อูนั้งเฮ้ารั้งกระบี่ขึ้นปัดป้อง ได้ยินเสียงดังเปรื่อง ข้อแขนของทั้งสองฝ่าย ล้วนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ลิ้มจิ้นน้ำลอบลิงโลดในใจ คำนึงว่า ‘...ยังเข้าใจว่าสำนักแชเซี้ยของท่านจะร้ายกาจสักปานใด ที่แท้ก็เพียงเท่านี้เอง...’

หลายวันมานี้ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยถูกฝ่ายตรงข้ามก่อกวนอย่างเร้นลับปานภูตผี ตลอดเวลามันมีความหวั่นหวาดคร้ามเกรง บัดนี้เมื่อทราบว่าผู้ที่ถูกบุตรชายฆ่าทิ้งคือทายาทของอื้อชังไฮ้ นอกจากเสียชีวิตแล้ว ก็ปราศจากหนทางอื่น จึงบุกตะลุยอย่างเหี้ยมหาญ เพลงกระบี่เพิ่มพูนอานุภาพอีกหลายส่วน

อูนั้งเฮ้ากลับคาดคิดว่า เฒ่าผู้นี้มีกำลังแขนหนักแน่นมิน้อยเมื่อครู่นี้เตะจนลิ้มเพ้งจือตีลังกาไป จึงเข้าใจว่าลิ้มจิ้นน้ำก็ไม่เท่าใดนัก หาคาดไม่ว่าบิดาและบุตรทั้งสองแม้มีวิถีฝีมือเป็นแนวทางเดียวกัน แต่พลังการฝึกปรือแตกต่างอย่างใหญ่หลวง และประสบการณ์ยามต้านรับศัตรู ลิ้มจิ้นน้ำยังช่ำชองกว่าอูนั้งเฮ้าเสียอีก

จวบจนถึงกระบวนท่าที่เก้า อูนั้งเฮ้าจึงใช้ออกด้วยท่า ซ่งทิ้วอึ่งอึ้ง (คลื่นลมแว่วเลือนราง) บัดปัดป้องสภาวะจู่โจม แล้วน้อมสนองกลับไปอย่างว่องไว

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงตวาดชมเชยว่าประเสริฐมากกระบี่ยามฟาดฟันออกไป บังเกิดเสียงโลหะปะทะกันอีก ทั้งสองฝ่ายก็สะท้านข้อมือถอยกายไปคนละหนึ่งก้าว

อูนั้งเฮ้าหมุนควงกระบี่ยาว แทงปราดออกไปอย่างฉับพลัน ประกายสีเงินเป็นจุดแต้มๆ ปลายกระบี่ทิ่มแทงตำแหน่งเจ็ดแห่งติดต่อกัน

ลิ้มจิ้นน้ำมิทราบว่า ท่ากระบี่ของมันนี้จะเสือกแทงใส่ตำแหน่งใด จึงไม่กล้าต้านรับโดยพลการถอยกายไปหนึ่งก้าว อูนั้งเฮ้ารั้งกระบี่คิดจะทิ่มแทงซ้ำเติม คาดมิถึงว่าลิ้มจิ้นน้ำก็สนองกระบวนท่าได้รวดเร็วยิ่ง ฉกฉวยโอกาสที่เหลือเฟือ สะอึกกายชิงจู่โจม

ทั้งสองฝ่ายหนึ่งนั้นลึกซึงมีประสบการณ์เชี่ยวชาญหนึ่งนั้นอาศัยความพลิกแพลงพิสดารของท่าร่างกระบี่ จึงผลัดกันรุกไล่ล่าถอย พัวพันยิ่งสิบกว่ากระบวนท่ายังยากจะจำแนกผลแพ้ชนะ

อีกด้านหนึ่งเฮ้งฮูหยินซึ่งประหัตประหารกับบุรุษท่วงท่ากลอกกลิ้งที่มีนามปึงนั้งตี่ กลับเผชิญแต่อันตรายดาบทองในมือถูกแส้อ่อนของมันพัวพันเอาไว้ ไม่กี่กระบวนท่าอาวุธคู่มือก็เกือบจะหลุดกระเด็นไปสองครั้ง

ลิ้มเพ้งจือแลเห็นมารดาพลาดพลังตกเป็นรอง จึงชิงเข้าไปในร้านอาหาร หยิบฉวยเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งถาโถมเข้าหาปึงนั้งตี่รวบรวมกำลังผลักกระแทกใส่

ปึงนั้งตี่หัวร่อพลางกล่าว “ประมุขน้อยแซ่ลิ้มกลับใช้วิธีการอันบัดซบ”

แส้อ่อนม้วนตวัด พลันตลบลับจนบังเกิดเสียงดังเพียะ ลิ้มเพ้งจือถูกโบยใส่ชายโครงอย่างหนักหน่วงแส้หนึ่ง ตนรู้สึกเจ็บแปลบปลาบจนเสียดกระดูก แทบมีสามารถยืนหยัดทรงกายเอาไว้

แต่ลิ้มเพ้งจือสำนึกทราบว่า ขอเพียงล้มลงบนพื้นดิน ตนกับมารดาก็จะสูญเสียชีวิตในบัดดล ดังนั้นจึงขบกรามกรอดยกเก้าอี้ฟาดใส่เบื้องบนศีรษะของปึงนั้งตี่ทันที

ปึงนั้งตี่เบี่ยงกายแฉลบหลบ ลิ้มเพ้งจือมีสภาวะราวกับผู้วิปลาส ได้ถาโถมเข้าหาอีก พลันมีฝีเท้าซวนเซ มิทราบว่าสะดุดถูกสิ่งใด เรือนร่างถึงกับล้มคว่ำลง

ได้ยินบุคคลผู้หนึ่งส่งเสียงว่า “นอนลงเถอะ!”

เท้าข้างหนึ่งพลันเหยียบย่ำลงมาบนร่างกายของลิ้มเพ้งจือ ต่อจากนั้นบริเวณบ่าก็มีวัตถุอันแหลมคมทิ่มแทงมาถึง

สายตาของลิ้มเพ้งจือยามกวาดมอง เห็นแต่ฝุ่นละอองบนพื้นดิน ได้ยินมารดากรีดร้องดังขึ้นว่า “อย่าฆ่ามัน ขอให้อย่าฆ่ามัน”

จากนั้นปึงนั้งตี่ก็เค้นเสียงกล่าวว่า “ท่านก็นอนลงด้วย”

ที่แท้ขณะที่ลิ้มเพ้งจือกับมารดากำลังหักล้างกับปึงนั้งตี่ ทางเบื้องหลังปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งปราดเข้ามา ตวัดเท้าเตะกราด ทำให้ลิ้มเพ้งจือสะดุดล้มคว่ำลง ต่อจากนั้นก็กระชากมีดสั้น จ่ออยู่ที่กลางหลัง

เฮ้งฮูหยินความจริงมิใช่คู่มือ ในยามจิตใจสับสน เพลงดาบยิ่งปั่นป่วนรวนเร ถูกปึงนั้งตี่สะบัดแส้อ่อนรัดพันเท้าซ้าย พอฉุดกระชากก็ล้มคว่ำลง และแล้วปึงนั้งตี่จึงถลันเข้ามา จี้สกัดจุดของบุคคลทั้งสอง

ผู้ที่สอดแทรกเข้ามาสะดุดเอาลิ้มเพ้งจือล้มลง ก็คือบุรุษแซ่เกี้ย ซึ่งลงมือกับผู้คุ้มกันภัยสองคนในร้านสุรานอกเมืองฮกจิวมีนามว่าเกี้ยนั้งตั๊ก บุคคลนี้ขณะอยู่ในบรรดาศิษย์สำนักแชเซี้ย พลังฝีมือต่ำทรามที่สุด

เพียงแต่ว่า ยามปรกติได้คบหากับอื้อนั้งงังคอยรับใช้อย่างแข็งขัน และร่วมเล่นพนันร่วมคบคณิกาด้วยกัน อื้อนั้นงันจึงเสนอให้มายังมณฑลฮกเกี้ยนด้วย

มันกับปึงนั้งตี่พอสยบลิ้มเพ้งจือกับมารดาได้แล้วก็คุกคามมาทางลิ้มจิ้นน้ำอย่างแช่มช้า ลิ้มจิ้นน้ำแลเห็นภรรยาและบุตร ล้วนตกเป็นเชลยของฝ่ายตรงข้าม จึงแตกตื่นลนลาน สะบัดกระบี่ดังควับ จู่โจมออกไปหลายท่าเพลง

อูนั้งเฮ้าหักล้างมาถึงบัดนี้ ก็เริ่มคำนวณวิถีกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามได้ซาบซึ้ง และเพลงกระบี่สลาตันยิ่งร่ายรำยิ่งเหมาะเจาะสอดคล้อง แลเห็นประกายวะวาบแฉลบแปลบปลาบ โอบกระหนาบลิ้มจิ้นน้ำอยู่ภายในรัศมีกระบี่

ลิ้มจิ้นน้ำตกอยู่ในวงล้อมของบุคคลสามคน ไม่มีทางล่าถอย จึงปลุกปลอบสติสัมปชัญญะ พอถูกจู่โจมก็คลี่คลาย พลันรู้สึกละลานตาที่เบื้องหน้าเสมือนกับมีกระบี่สิบกว่าเล่ม กรีดปาดมาจากทั่วสี่ทิศแปดทาง

ท่ามกลางความตื่นตระหนก ได้ตวักกระบี่คุ้มครองร่างกาย

อูนั้งเฮ้าพลันตวาดว่า “อยู่!”

ลิ้มจิ้นน้ำบริเวณหัวเข่าข้างขวาถูกทำร้ายไปหนึ่งกระบี่ จนข้อเท้าอ่อนระทวย เท้าขวาได้คุกลง มันรีบถลันลุกขึ้น อูนั้งเฮ้าพลันเสือกกระบี่พุ่งเข้ามาจ่อตรงอยู่ที่ทรวงอกของมัน

ได้ยินเกี้ยนั้งตั๊กโห่ร้องชมเชยว่า “อูซือตี๋ กระบวนท่าลิ้วแชกั้วง๊วย (ดาราไล่ขับจันทร์) นี้ ใช้ได้ประเสริฐมาก”

มันมิว่าอย่างไรก็เป็นศิษย์สำนักแชเซี้ย กระบวนท่านี้แม้ตัวเองไม่อาจใช้ออก แต่ผู้อื่นยามสำแดงออกมาย่อมจดจำรู้จักได้

ลิ้มจิ้นน้ำถอนหายใจยาวๆ เหวี่ยงกระบี่ยาวในมือทิ้งไปกล่าวว่า “ขอให้ประทานความหมดจดให้กับพวกเราเถอะ”

พลันรู้สึกว่าบริเวณกลางหลังปวดชาวูบหนึ่ง ได้ถูกปึงนั้งตี่ใช้ด้ามพัดจี้สกัดจุดเอาไว้ และส่งเสียงกล่าวว่า “หมดจด...ใต้หล้าไหนเลยจะมีเรื่องราวที่ง่ายดายถึงปานนี้? ท่านขึ้นสู่สำนักแชเซี้ยไปพบกับซือแป๋เราเถอะ”

ลิ้มจิ้นน้ำคำนึงในใจว่า ‘...พวกมันมาที่ฮกเกี้ยนด้วยกัน บุตรชายของซือแป๋กลับเสียชีวิตไป ย่อมต้องนำพวกเราทั้งสามคร่ากุมไปที่ซี่ชวนมอบต่อซือแป๋พวกมัน ในเมื่อมิอาจตกตายทันที ตามรายทางอันไกลโพ้น ก็อาจจะมีโอกาสหลบหนี...’

เกี้ยนั้งตั๊กใช้มือซ้ายคว้าจับกลางหลังของลิ้มเพ้งจือ กระชากร่างขึ้นมา ตบฉาดฉาดอย่างหนักหน่วงสองครั้ง แผดด่าว่า “เจ้าลูกเต่า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป บิดาทุกๆ วันจะตบเจ้าสิบแปดครั้ง จนถึงสำนักแชเซี้ย ตบจนพักตร์ขาวผ่องของเจ้า กลับกลายเป็นหน้าลายพร้อย”

ลิ้มเพ้งจือซึมทราบว่า เมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ภายหลังการเคี่ยวเข็ญอย่างอัปยศอดสูที่ได้รับ ย่อมต้องทารุณทรมานกว่าการตกตายร้อยเท่าพันทวี

แต่ในยามนี้ เรือนร่างมิสามารถขยับเคลื่อนไหวยามเดือดดาลแทบคลุ้มคลั่ง ก็ถ่มน้ำลายพุ่งใส่มัน

ทั้งสองมีระยะห่างไม่เกินหนึ่งเชี๊ยะ เกี้ยนั้งตั๊กมิทันหลบเลี่ยง จึงถูกพ่นใส่ดั้งจมูก มันขุ่นเคืองพิโรธอย่างสุดแสน กระแทกร่างของลิ้มเพ้งจือลงบนพื้นดินดังกึกก้อง ยกเท้าเหยียบย่ำกลางหลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างดุดัน

ปึงนั้งตี่หัวร่อพลางกล่าวว่า “เพียงพอแล้วหากเหยียบมันจนตายไป ขณะเผชิญหน้ากับซือแป๋จะน้อมเรียนอย่างไร ทารกนี้คล้ายกับโกวเนี้ยใหญ่ มิอาจทนทานสองหมัดสามเท้าของท่านได้”

เกี้ยนั้งตั๊กคลั่งแค้นอย่างยิ่งยวด ควรทราบว่ามันพลังฝีมือต่ำต้อย ความประพฤติเหลวแหลก ซือแป๋มิใคร่ชมชอบ ซือเฮียซือตี๋ร่วมสำนักก็ดูแคลน ในแชเซี้ยมีแต่อื้อนั้งงังเป็นที่พึ่ง

บัดนี้ลิ้มเพ้งจือลงมือปลิดชีวิตอื้อนั้งงัง มันย่อมชิงชังจนแทบจะกัดกร่อนกระดูก แต่ปึงนั้งตี่เมื่อเอื้อนเอ่ยเช่นนั้น ก็มิกล้าประทับเท้าใส่อีก ได้แต่ถ่มน้ำลายใส่ลิ้มเพ้งจือ เป็นการระบายโทสะ

ปึงนั้งตี่ส่งเสียงกล่าวว่า “พวกเรารับประทานอาหารมื้อหนึ่งแล้วก็เดินทาง เกี้ยซือตี๋ รบกวนท่านไปหุงข้าวด้วย”

เกี้ยนั้งตั๊กรีบรับคำ ความจริงมันไม่กล้าขัดคำสั่งของซือเฮียผู้นี้อยู่ก่อนแล้ว อื้อนั้งงังถูกประทุษกรรมครั้งนี้ มีแต่มันอยู่ด้านข้าง หนึ่งนั้นไม่พิทักษ์คุ้มครองสองยังเตลิดหลบหนี ผู้เป็นซือแป๋ย่อมตำหนิพิจารณาโทษจึงได้วิงวอนของร้องให้ปึงนั้งตี่ อูนั้งเฮ้า ช่วยปกปิดความจริง ขณะนี้อย่าว่าแต่หุงข้าว แม้งานหนักกว่าอีกสิบเท่าก็มิปฏิเสธ ดังนั้นจึงรีบไปที่ห้องครัวทันที

ปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้าจัดการคร่ากุมลิ้มจิ้นน้ำทั้งครอบครัวเข้าไปในร้านอาหาร เหวี่ยงลงบนพื้นดิน อูนั้งเฮ้ากล่าวว่า “ปึงซือเฮีย การไปสำนักแชเซี้ยครั้งนี้ ระยะทางยาวไกล กลับต้องระวังว่าเดียรฉานทั้งสามจะหลบหนี เฒ่าแซ่ลิ้มพลังฝีมือมิต่ำทราม ขอให้ท่านหาทางจัดการด้วย”

ปึงนั้งตี่หัวร่อพลางกล่าวว่า “นั่นง่ายดายยิ่งนัก พอรับประทานอาหารแล้วก็ตัดเส้นเอ็นข้อมือของมันทั้งสามใช้แส้อ่อนของเราทะลวงเข้าไปในกระดูกไหปลาร้าของทั้งสาม ร้อยกันเป็นพวงรับรองว่ามิมีทางหลบหนีได้!”

ลิ้มจิ้นน้ำพอได้ยิน ห้วงสมองก็ลั่นอึงอลแทบสิ้นสติ ครุ่นคิดว่าเส้นเอ็นบนข้อมือหากถูกตัดขาดสะบั้นนับแต่นี้ก็กลับกลายเป็นคนทุพพลภาพ มาตรแม้นระหว่างทางสามารถหลบหนีรอดชีวิต ภายหลังก็ปราศจากความสุข บุรุษแซ่บึงนี้อายุมิสูงวัย พฤติการณ์กลับโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่ง

ลิ้มเพ้งจืออ้าปากแผดด่าออกไปว่า “หากมีความสามารถก็เร่งรีบสังหารเราทั้งสามการคอยประทุษร้ายอย่างชั่วช้า นับเป็นความประพฤติของชนชั้นต่ำทรามในวงพวกนักเลง”

ปึงนั้งตี่หัวร่อพร้อมกล่าวว่า “อูซือตี๋ เดียรัจฉานนี้หากด่าอีกคำหนึ่ง เราก็จะสรรหามูลวัวหรือสุนัขมาอุดปากของมัน”

วาจานี้กลับมีประสิทธิภาพ ลิ้มเพ้งจือมาตรแม้นเดือดดาลจนสมองพองโต แต่ก็หุบปากลง มิอาจแผดด่าอีก

ชั่วครู่ต่อมา เกี้ยนั้งตั๊กก็ขนนำเอาข้าวปลาอาหารออกมา พลางกล่าวว่า “ดินแดนปีศาจนี้ แม้แต่ไก่อ้วนพีสักตัวก็มิมีพวกเราตัดเนื้อบนเท้าข้างหนึ่งของเดียรัจฉานน้อยออกมาย่างรับประทาน เป็นอย่างไร?”

ปึงนั้งตี่กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ประเสริฐมากเดียรัจฉานนี้ผิวเนื้อขาวผุดผ่อง เกรงว่ายังมีรสชาติกว่าเนื้อวัวย่างเสียอีก น่าเสียดายที่ไม่มีสุรา”

ทันใดนั้น ภายในห้องครัวบังเกิดสำเนียงอันสดใสไพเราะของดรุณี ดังขึ้นว่า “ทุกท่านต้องการสิ่งใด ล้วนมีทั้งสิ้น!”

บุรุษทั้งสามงงงันวูบหนึ่ง พากันมองไปทางด้านหลังแลเห็นดรุณีนางหนึ่งได้เดินเหินออกมา ในมือประคองถาดไม้ใบหนึ่ง บนถาดจัดวางป้านสุรากับถ้วยเปล่าสามใบ

ดรุณีนางนั้นก้มศีรษะอย่างสำรวม แต่ยังแลเห็นใบหน้าของเต็มไปด้วยรอยฝีดาษที่ตะปมตะป่ำ ปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้าต่างลอบพิศวงสงสัย มิทราบว่าดรุณีนางนี้มาจากที่ใด?

เกี้ยนั้งตั๊กกลับสะท้านใจอย่างรุนแรง และจดจำได้ว่านางคือดรุณีที่ขายสุราที่นอกเมืองฮาจิว อื้อนั้งงังเนื่องจากสัพยอกนางจึงประสบเภทภัยไฉนจึงปรากฏกายขึ้นที่ร้านรวงอันรกร้างแห่งนี้อย่างกะทันหัน?

มันผุดลุกขึ้นมา ชี้มือใส่นางกล่าวว่า “ท่าน...ท่านเหตุใดจึงมาถึงที่นี้?”

ดรุณีนางนั้นยังคงก้มศีรษะ กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “สุรากลับมี เพียงแต่ไม่มีกลับแกล้ม”

พลางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะ เกี้ยนั้งตั๊กได้กล่าวว่า “เราถามท่านว่า ไฉนมาถึงที่นี้?”

พลันยืนมือออก ตะปบคว้าไปยังข้อมือนางอย่างเฉียบพลัน

ดรุณีนางนั้นเบี่ยงกายเล็กน้อย หลบหลีกจากการตะลุยไขว่คว้ากล่าวว่า “พวกเราขายสุราเลี้ยงชีวิต พวกท่านต้องการดื่มสุราในที่ใด พวกเราก็มาคอยรับใช้”

เกี้ยนั้งตั๊กพลังฝีมือแม้ไม่สูงส่ง แต่ก็เป็นศิษย์ของอารมซ่งฮวงกวนแห่งแชเซี้ย ดรุณีนางนั้นเพียงเลี่ยงเบี่ยง ก็รอดพ้นจากการถูกคร่ากุม แสดงว่าเป็นผู้มีพลังฝีมืออันยอดเยี่ยมด้วย

ปึงนั้งตี่ชำเลืองแลอูนั้งเฮ้าวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ประเสริฐมากโกวเนี้ยจำหน่ายสุราประเภทใด?”

ดรุณีนางนั้นเอื้อนเอ่ยว่า “จำหน่ายสุราเชื้อกระเรียนพิษ กรดสารหนูกับทวารทั้งเจ็ดโลหิตทะลัก!”

ขณะกล่าววาจา ก็ถือป้านสุราเทลงไปในถ้วยทั้งสามใบที่อยู่เบื้องหน้าบุคคลทั้งสามจนล้นปรี่ แลเห็นน้ำสุราเป็นสีแดงฉานดังราวกับโลหิต มีลักษณะผิดปรกติอย่างใหญ่หลวง

เกี้ยนั้งตั๊กเดือดดาลเป็นการใหญ่ ตวาดว่า “ที่แท้ท่านเป็นผู้รู้จักมักคุ้นกับเดียรัจฉานน้อยหน้าขาวผู้นั้น”

ฝ่ามือถูกพลิกสะบัด ฟาดใส่ดรุณีนางนั้นอย่างเกรี้ยวกราด

ดรุณีนางนั้นปาดฝ่ามือซ้าย พลางถอยกายไปหนึ่งก้าว เกี้ยนั้งตั๊กจู่โจมพลาดผิด รู้สึกเสื่อมเสียหน้ายิ่งนัก จึงขู่คำรามดังสนั่น ขยับร่างโถมเข้าหานาง

นิ้วมือทั้งสิบตะกุยตะกายใส่ทรวงอกของฝ่ายดรุณีกระท่านี้ชั่วช้าสามานย์ยิ่ง มันเป็นศิษย์สำนักมาตรฐาน มิสมควรใช้กระบวนท่าร่างเช่นนี้ แต่มันมีความประพฤติเหลวแหลก จึงลงมืออย่างไร้มารยาทต่อฝ่ายตรงข้าม

ดรุณีนางนั้นบังเกิดความขุ่นเคือง ขยับเบี่ยงกายฝ่ามือซ้ายสัมผัสใส่กลางหลังมัน ยืมพลังอาศัยภาวะสะบัดเหวี่ยงไปด้านนอก

เรือนร่างของเกี้ยนั้งตั๊กพุ่งสะลิ่วออกไปอย่างมิอาจควบคุม แผดร้องดังสนั่น แว่วเสียงดังโครม ศีรษะกระแทกใส่ไม้ไผ่สามต้น ลำไผ่มีกำลังสะท้อนรุนแรงพลันดีดเอาร่างของมันกระเด็นกลับออกมา

เกี้ยนั้งตั๊กลอยตัวอยู่กลางอากาศ เกรงว่าจะร่วงหล่นจนมีสภาพทุกลักทุลี จึงรีบใช้กระบวนท่าหลีเฮื้อพะเท่ง (ปลาหลีฮื้อ พลิกกาย) คิดจะใช้สองเท้าลงสู่พื้นเพียงแต่สภาวะไม่อำนวย กลับกลายเป็นศีรษะอยู่ล่างสองเท้าอยู่บน ละลิ่วสู่พื้นดังสนั่น ฟันในปากหลุดออกมาเจ็ดแปดซี่ ยามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ใบหน้าแปดเปื้อนด้วยโลหิตและฝุ่นละออง

มันล้วงหยิบมีดสั้นออกมา ถาโถมเข้าใส่ดรุณีนางนั้นอีกฝ่ายดรุณีแฉลบกายเล็กน้อย ก็แตะสัมผัสแล้วผลักไส ยังคงใช้วิธียืมพลังกระแทกร่าง

คราครั้งนี้นางกำหนดเป้าหมายเป็นสระน้ำเล็กๆริมดงไผ่แห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงดังตูม หยาดน้ำกระซ่านเซ็น เกี้ยนั้งตั๊กได้ตกหล่นลงไป ส่วนมีดสั้นหลุดจากมือ ลอยอยู่กลางอากาศ ทอประกายสีทองแวววับ

ดรุณีนางนั้นพุ่งท่าร่างทะยานขึ้นไป เอื้อมมือออกไขว่คว้า ฉกฉวยมีดสั้นเล่มนั้นมาได้ เกี้ยนั้งตั๊กแผดด่าเป็นการใหญ่

มันไม่ด่ายังพอทำเนา พออ้าปากแผดด่า น้ำในสระก็ทะลักเข้าไปในปาก ความจริงสระน้ำนี้ เจ้าของร้านอาหารใช้ตักตวงไปรดผัก ส่วนใหญ่เป็นน้ำปัสสาวะและอุจจาระ ดังนั้นเกี้ยนั้งตั๊กจึงรับความทรมานสาหัสนัก

ปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้าเพียงแต่นั่งชมอย่างเยือกเย็นหามีเจตนาช่วยเหลือเกี้ยนั้งตั๊กไม่ รอจนดรุณีนางนั้นรับมีดสั้นเล่มนั้นไปแล้ว ปึงนั้งตี่จึงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “สำนักฮั้วซัวกับสำนักแชเซี้ยของเรา ไม่เคยมีข้ออาฆาตบาดหมาง ปรมาจารย์ของทั้งสองสำนักก็มีไมตรีคบหากันมา โกวเนี้ยเชิญให้พวกเราดื่มสุราเชื้อกระเรียนพิษ กรดสารหนู และทวารทั้งเจ็ดโลหิตทะลัก เกรงว่าจะเกินไปแล้ว?”

ดรุณีนางนั้นงงงันไปเล็กน้อย หัวร่อคิกคักกล่าวว่า “ท่านมีสายตาคมกล้ายิ่งนัก ไฉนจึงทราบว่าข้าพเจ้าเป็นบุคคลในสำนักฮั้วซัว”

ปึงนั้งตี่ส่งเสียงกล่าวว่า “กระบวนท่าซุ่งจุ้ยชุยจิว (ผลักเรือตามล้ำน้ำ) ของโกวเนี้ยเมื่อครู่นี้ ในความแกร่งกร้าวแฝงไว้ด้วยความอ่อนหยุ่น แสดงว่าได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากท่านประมุขสำนักใหญ่แซ่งักแห่งฮั้วซัว ซึ่งเป็นสำนักที่ทรงเกียรติภูมิสะท้านบู๊ลิ้ม”

ดรุณีนางนั้นเอื้อนเอ่ยว่า “ท่านมิต้องยกยอข้าพเจ้าทราบว่าท่านเป็นปึงตั่วเอี้ย (เจ้านายใหญ่) ยอดฝีมือแห่งแชเซี้ย ส่วนท่านนี้คือศิษย์อันดับสามในสี่ทายาท เอ็ง ฮ้ง เฮ้า เกี๊ยก ซาเอี้ยพวกท่านเชิญเถอะ”

ปึงนั้งตี่กล่าวว่า “เห็นแก่เกียรติภูมิของฮั้วซัวพวกเรามิว่าอย่างไรก็ต้องหลีกเลี่ยงผ่อนปรน แต่นามของโกวเนี้ยย่อมต้องให้พวกเรารับทราบ หาไม่แล้วซือแป๋พอซักถามขึ้นมา ก็มิอาจน้อมเรียน”

ดรุณีนางนั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ท่านบอกว่าเป็นเฮียเท้า (ดรุณีที่ยังไม่แต่งงาน) อัปลักษณ์แห่งสำนักฮั้วซัวก็ใช้การได้ ในใต้หล้าเกรงว่ามิมีบุคคล ซึ่งมีรูปโฉมเฉกเช่นข้าพเจ้าอีก”

เกี้ยนั้งตั๊กได้ปีนป่ายขึ้นมาจากสระน้ำโสโครกนั้นกำลังอาเจียนอย่างมิหยุดยั้ง พลันร้องว่า “ปึงซือเฮีย อื้อซือตี๋เสียชีวิตไปเพราะนางเนื่องจากหยอกเหย้านางว่าเป็นผู้อัปลักษณ์ จึงลงมือกับ...เดียรัจฉานน้อยแซ่ลิ้มผู้นั้น”

ปึงนั้งตี่อุทานดังอ้อเป็นเชิงรับทราบ จากนั้นก็พินิจพิจารณาดรุณีนางนั้น แลเห็นนางมีส่วนสัดอ้อนแอ้นแน่งน้อย รู้สึกงดงามได้สัดส่วน น่าเสียดายที่วงพักตร์มิเพียงแต่รอยฝีดาษ ยังบวมฉุและองคาพยพคลาดเคลื่อน นับเป็นความทุเรศอัปลักษณ์อย่างมิเคยมีปรากฏการณ์มาก่อน

เกี้ยนั้งตั๊กที่นอกร้านอาหาร ยังแผดเสียงอีกว่า “เดียรัจฉานน้อยแซ่ลิ้มเติบใหญ่อย่างงดงาม เฮียเท้าอัปลักษณ์นี้คงชมชอบมัน จึงติดตามมาตลอดทาง ปึงซือเฮีย อูซือตี่ พวกท่านยังมิรีบ ลงมือจัดการนางอีก?”

ดรุณีนางนั้นถือมีดสั้นสีทองในมือ และพินิจตลอดเวลาแลเห็นบนคมมีดสลักอักษรเล็กๆว่า “เนื่องในวันเกิดปีที่สิบของเพ้งยี้” และมีอักษรโตกว่าเดิมอีกว่า “ขอมีอายุขัยยืนนาน”

นางอดยิ้มน้อยๆมิได้ ชำเลืองแลไปยังลิ้มเพ้งจือที่นอนฟุบอยู่บนพื้นดิน คำนึงว่า “…ที่แท้นี่เป็นของขวัญวันเกิดปีที่สิบของท่านและท่านกลับนำมาฆ่าคนเพื่อเรา…”

ดรุณีนางนั้นพลันเบือนหน้า ไปกล่าวกับปึงนั้งตี่และอูนั้งเฮ้าว่า “สำนักแซเซี้ยอันมาตรฐาน กลับมีศิษย์ที่ต่ำทรามไร้มารยาทอยู่ด้วย นับว่าสมควรฆ่าทิ้ง เพื่อมิให้อับอายขายหน้า บุคคลเฉกเช่นผู้แซ่เกี้ย คู่ควรกับการเรียกหาฉันซือเฮียตี๋ กับท่านทั้งสองหรอกหรือ?”

วาจาของนาง ได้จี้ถูกก้นบึ้งหัวใจของปึงนั้งตี่กับอูนั้งเฮ้า มันทั้งสองมีความทระนงตัว และเหยียดหยามเกี้ยนั้งตั๊กมาตลอดเวลา 

ได้ยินดรุณีนางนั้นหัวร่อแล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งสองคงภาวนา อย่าได้มีซือตี๋เช่นนี้ใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะลงมือแทนพวกมัน กำจัดเศษสวะผู้นี้ไปเอง” พลางสาวเท้าก้าวเข้าหาเกี้ยนั้งตั๊ก ฝ่ายเกี้ยนั้งตั๊กมีความคร้ามเกรงในตัวนาง จึงแตกตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวงกอปรกับแลเห็นผู้แซ่ปึงกับแซ่อูมิมีเจตนาช่วยเหลือมัน ทำให้หันกายพุ่งปราดเข้าไปในดงไม้ เร้นหายสาบสูญทันที

หนังสือแนะนำ

Special Deal