บทที่ 9 ขอคว่ำอีกรอบ (ต่อ)

หลุดรอดจากเยว่ชีมาได้ ฉู่เฉียวก็หาข้ออ้างออกจากเรือนชิงซานอย่างระมัดระวัง ซอยเท้าเดินไปทางเรือนใหญ่ของคฤหาสน์จูเก่อ นางกลัวมีคนพบเห็น จึงเลือกเดินถนนเล็ก เพิ่งเดินถึงด้านนอกของป่าเหมย ปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่งถลาเข้ามา เด็กหญิงตกใจสะดุ้ง ขมวดคิ้วมองไป เพียงเห็นผู้มาอายุไม่มาก หน้าตาหมดจด และคุ้นตายิ่งนัก

“ไม่ต้องตกใจ ข้าคือเฟิงเหมียนเด็กรับใช้ของเยียนซื่อจื่อ วันนี้มาถ่ายทอดวาจาแทนเจ้านายโดยเฉพาะ”

“ถ่ายทอดวาจา?” ฉู่เฉียวเลิกคิ้ว กวาดมองเฟิงเหมียนรอบหนึ่ง แล้วกล่าว “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้องรอข้าที่นี่”

เฟิงเหมียนยิ้มกริ่ม “ซื่อจื่อบอกว่า หากเข้าเรือนชิงซานไม่ได้ ก็ให้ข้าซ่อนตัวแถวๆ ถนนเล็กลับตาคน ต้องพบเจ้าแน่นอน”

ฉู่เฉียวแค่นเสียง ก่อนเหน็บกลับไป “ซื่อจื่อของพวกเจ้าช่างคาดเดาแม่นยำราวกับเทพเซียน”

เด็กรับใช้ยิ้มแฉ่งเผยฟันขาวสองแถว กล่าวว่า “ซื่อจื่อของพวกเราสติปัญญาล้ำเลิศจริงๆ”

“ถ่ายทอดวาจาอะไร จะพูดก็รีบพูด ข้ายังมีธุระ”

เฟิงเหมียนแอบแลบลิ้น คิดในใจว่า ‘ทาสน้อยนางนี้ร้ายกาจไม่เบา มิน่าซื่อจื่อกับนายน้อยสี่จูเก่อถึงถูกใจนางปานนี้’ ปากกลับกล่าวว่า “ซื่อจื่อให้ข้าบอกเจ้าว่า พรุ่งนี้เช้าท่านจะกลับเยียนเป่ย คืนนี้อยากร่ำลาเจ้า สถานที่ก็จุดเดิมที่เจอหน้าเมื่อคืนวาน”

“กลับเยียนเป่ย?” ฉู่เฉียวย้อนถาม “ซื่อจื่อของพวกเจ้าไม่ใช่ต้องอยู่เป็นตัวประกันในเมืองหลวงหรอกหรือ? ไฉนจู่ๆ จะกลับไป”

“รายละเอียดข้าก็ไม่รู้ แต่หวังเย (ท่านหวัง) ของพวกเราส่งคนมาตามซื่อจื่อกลับไป คิดว่าคงมีเรื่องด่วน สภามนตรีสูงสุดก็อนุมัติแล้ว รุ่งเช้าพรุ่งนี้ พวกเราจะเดินทางกลับเยียนเป่ย”

ฉู่เฉียวพยักหน้ากล่าวว่า “เจ้าไปบอกกับซื่อจื่อ ข้าเป็นแค่ทาสต่ำต้อย ไม่อาจออกจากคฤหาสน์โดยง่าย อีกอย่างเขากลับหรือไม่กลับเยียนเป่ยก็ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าฐานะต่ำต้อย ไม่กล้าอาจเอื้อม เรื่องเอ่ยคำร่ำลา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

เฟิงเหมียนหัวเราะคิก กล่าวว่า “ซื่อจื่อบอกไว้ว่า หากเจ้าอยากไป ก็ไม่มีใครขวางเจ้าได้ ส่วนที่ว่าไม่เกี่ยวกับเจ้า นี่ข้ากลับไม่อาจสอดปากสุ่มสี่สุ่มห้า เจ้าทำธุระเถอะ ข้าไปแล้ว”

เด็กรับใช้หายลับไปในป่าเหมยพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย ฉู่เฉียวอดอ่อนใจกับมาตรการป้องกันที่ต่ำชั้นของคฤหาสน์จูเก่อมิได้ ถึงกับปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเข้าออกตามอำเภอใจ

อำพรางตัวอย่างระมัดระวังตลอดทาง ประมาณครึ่งชั่วยาม มาถึงห้องแถวด้านข้างของเรือนใหญ่ ห้องพักของจูซุ่นพ่อบ้านใหญ่แห่งคฤหาสน์จูเก่อที่ปราศจากการป้องกันแม้แต่น้อย ก็ปรากฏในครรลองสายตา

 

ยามนั้น จูซุ่นกำลังมองดูกล่องใบหนึ่งด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม ในกล่องบรรจุมือแช่แข็งสีเขียวคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นข้างหนึ่ง แลดูน่าสะอิดสะเอียน

พลันได้ยินเสียงดังตุ้บ บุรุษรีบคว้ามีดสั้นบนเตียงขึ้นมาทันที ราวกับกระต่ายถูกไฟลนหาง แล้วโดดผลุงลงมาถลึงตากวาดมองสี่ทิศ พลางตวาด “นั่นใคร”

รอบด้านเงียบกริบ ไหนเลยมีใคร จูซุ่นหันหน้ากลับมา เพียงเห็นจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งวางแน่นิ่งบนพื้น ด้านบนของจดหมายมัดด้วยเชือก ปลายเชือกมีก้อนหินผูกอยู่ หน้าซองวาดเป็นรูปดอกท้อ กระดาษจดหมายเรียบง่ายดูดีส่งกลิ่นหอมระรวย

เมื่อเปิดอ่าน แววหื่นกามพลันฉายชัดในดวงตา แต่คิดไปคิดมาก็เบ้ปาก นั่งกลับไปที่เก้าอี้ตามเดิม มิได้ออกจากห้อง

พักใหญ่ ห่อผ้าใบหนึ่งก็ถูกโยนเข้ามาทางหน้าต่าง จูซุ่นเปิดดู ถึงกับเป็นเอี๊ยมสีแดงสด บนเอี๊ยมเป็นรูปชายหญิงกำลังเสพสมคู่หนึ่ง ท่วงท่าเย้ายวน ชวนให้ผู้คนเลือดลมพลุ่งพล่าน ร่างระอุร้อนขึ้นมา

บุรุษผุดยิ้มชั่วร้าย ก้มหน้าลงไปสูดดมเฮือกใหญ่ แล้วยัดเอี๊ยมแดงใส่อกเสื้อ พึมพำว่า “กลางวันแสกๆ ก็รอไม่ไหวแล้ว นางหญิงร่าน!”

จบคำก็สวมชุดยาวเดินออกไป

คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อตั้งอยู่ทิศตะวันออกของนครเจินหวง ด้านหลังจรดภูเขาฉื้อซง ด้านขวาติดลำน้ำฉื้อสุ่ย หันหน้าไปทางทิศใต้ กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ภายในคฤหาสน์มีการวางเวรยามแน่นขนัดหลายชั้น ด้านนอกเป็นป้อมสูง มียามรักษาการณ์สอดส่องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รอบนอกรายล้อมด้วยหอยิงธนูสี่หลัง ยังมีคูน้ำกันไฟ หากเกิดสงคราม ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่งทีเดียว

ส่วนเรือนพักอาศัยของบรรดาคุณหนูและฟูเหริน (คำเรียกภรรยาของเจ้านาย) ของตระกูลจูเก่อ ล้วนตั้งอยู่ที่เชิงเขาฉื้อซงซึ่งปลอดภัยที่สุด คิดเข้าเรือนพักของสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้ นอกจากบุกจู่โจมแล้ว วิธีอื่นล้วนเป็นไปไม่ได้

เสียงเปิดประตูข้างดังขึ้น ยามรักษาการณ์ที่ยืนเฝ้าประตูจึงร้องทัก “ที่แท้ก็พ่อบ้านจู เข้ามาถึงเรือนชั้นใน ไม่ทราบมีธุระอันใด”

“เมื่อวานอาซื่อบอกว่าเรือนถาวหร่านมีน้ำรั่ว คงเป็นหิมะละลายจากหลังคาชั้นสอง ไหลเข้ามาถึงห้องโถงชั้นล่าง ข้าเลยแวะมาดู”

ยามรักษาการณ์ยิ้มประจบ “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไยต้องลำบากพ่อบ้านจูด้วย สั่งเด็กๆ มาทำก็ใช้ได้แล้ว”

จูซุ่นหัวเราะ ส่ายหน้ากล่าวว่า “พอดีข้าอยู่ว่างๆ นายน้อยใหญ่อยู่ในคฤหาสน์หรือไม่?”

“นายน้อยใหญ่กับนายน้อยสี่หารือเรื่องงานอยู่ในห้องหนังสือตั้งแต่เช้าแล้ว ดูท่าคงไม่ออกมาอีกนาน”

“อ้อ” จูซุ่นพยักหน้า “ถ้างั้นข้าไปก่อน ไม่ต้องรายงานพวกเจ้านายก็ได้ เที่ยงๆ แบบนี้ เจ้านายคงกำลังงีบ อย่ารบกวนเจ้านายพักผ่อนดีกว่า”

“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”

เวลาประจวบเหมาะพอดี เงาร่างเล็กจ้อยพรางตัวอยู่หลังพุ่มไม้ แววตาเป็นประกาย เหยียดมุมปากเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ

นายหญิงเจ็ดของเรือนชุนหวากำลังเตรียมงีบกลางวัน นางปลดผ้าคลุมไหล่บางเบา เผยให้เห็นสองไหล่นวลเนียนเกลี้ยงเกลา อกตูมเต่ง เอวคอดกิ่ว เรียวขาอวบอิ่ม ผิวเนื้อหนั่นแน่น สิบนิ้วงามงอนแต้มสีแดงสด กิริยาอรชรอ่อนช้อย สาวใช้ตลบผ้าห่มให้นาง ปรนนิบัตินายหญิงเจ็ดที่ชอบเปลือยกายเข้านอน

จังหวะนั้นเอง กระเบื้องเหนือหลังคาถูกยกย้ายอย่างเงียบเชียบ กลับไม่มีใครสังเกตเห็น ถุงใบหนึ่งถูกหย่อนลงมาช้าๆ ถุงผ้าดิ้นขลุกขลักตลอดเวลา คล้ายด้านในบรรจุสิ่งมีชีวิตบางอย่าง

เหล่าสาวใช้ล่าถอยออกไป ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ ก่อนเหลือเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาของนายหญิงเจ็ด

เสียงดังตุ้บ ถุงผ้าหล่นลงข้างหมอนของนายหญิงเจ็ด เป็นถุงผ้าสีชมพู ด้านบนวาดเป็นรูปดอกท้อสวยสดดอกหนึ่ง

นายหญิงเจ็ดกำลังเคลิ้มหลับ พลันรู้สึกข้างแก้มเหมือนมีตัวอะไรกำลังเลียใบหูและลำคออันหอมกรุ่นของนางเบาๆ นายหญิงเจ็ดยกมือคลำดู รู้สึกเป็นขนๆ ยังคิดว่าฝันไป จึงมิได้ลืมตา

ทันใดนั้น พลันเจ็บจี๊ดที่ข้างแก้ม นายหญิงเจ็ดขยี้ตา พอเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถึงกับผงะถอย ตามด้วยเสียงร้องกรีดดังสนั่นหวั่นไหวทั่วเรือนชุนหวา!

“นายหญิง นายหญิง!” เหล่าสาวใช้ถลันเข้ามาหน้าตาตื่น พอก้าวพ้นประตู ต้องตกใจหน้าถอดสี ส่งเสียงหวีดร้องไม่ขาดสาย เห็นกองทัพหนูตัวใหญ่ยักษ์วิ่งพล่านทั่วห้อง แต่ละตัวขนดำปี๋ ทั้งอ้วนพี เห็นคนก็ไม่กลัวเกรง ยังมีอีกหลายตัวกำลังเดินเล่นอยู่บนเตียงของนายหญิงเจ็ด กัดแทะผ้าห่มที่แพงระยับ

“มันมาจากไหนกัน ไล่ออกไปให้หมด รีบไล่ออกไปเร็วเข้า!”

ยามเที่ยงของวันนี้ คนทั้งเรือนชุนหวาปฏิบัติภารกิจพิชิตหนูกันอย่างครึกโครม นายหญิงเจ็ดซดชาสงบจิตใจเข้าไปสิบกว่าถ้วย ยังหอบหายใจสะท้าน หนาวสั่นไปทั้งร่าง

“นายหญิง พวกเราเจอสิ่งนี้ที่ใต้เตียงท่าน” ผู้คุ้มกันเรือนคนหนึ่งถือถุงผ้าสีชมพูเดินออกมา

นายหญิงเจ็ดรับถุงผ้ามามองแวบหนึ่ง พลันเบิกตากว้าง ลุกพรวดขึ้นมา ตวาดเสียงแหลม “นางแพศยา! นึกอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้า! ใครอยู่แถวนี้ ตามข้าไปที่เรือนถาวหร่าน คอยดูเถอะ ข้าจะถลกหนังนางนั่นออกมา!”

จากนั้น บ่าวไพร่ของเรือนชุนหวาก็ติดตามนายหญิงเจ็ดไปที่เรือนถาวหร่านกันอย่างคึกคัก

ตู้เล็กใบหนึ่งตรงมุมห้องถูกผลักเปิดช้าๆ โดยไม่มีใครสังเกต เผยให้เห็นดวงหน้าเงียบขรึมของเด็กน้อย

ไฟจุดติดแล้ว ปล่อยให้มันลุกโชนเองเถอะ! งานลุล่วง สมควรถอนตัว

ไม่ช้า ทั่วทั้งเรือนชั้นในก็โกลาหลอลหม่าน ทางเรือนถาวหร่านเกิดการทะเลาะตบตีวุ่นวาย ฉู่เฉียวลัดเลาะเส้นทางเดิมกลับไปอย่างราบรื่น ออกจากสถานที่ซึ่งกำลังปั่นป่วนแห่งนี้

 

ภายในห้องหนังสือ จูเก่อไหวที่สีหน้าเคร่งขรึม กล่าวกับจูเก่อเยว่ว่า “น้องสี่ เรื่องนี้ เจ้ามองว่าอย่างไร”

บรรยากาศในห้องเงียบกริบ ปราศจากสุ้มเสียงใด จูเก่อไหวเลิกคิ้ว เอ่ยเรียกจูเก่อเยว่ที่ท่าทางเหมือนคิดอะไรในใจ “น้องสี่?”

“หืม?” จูเก่อเยว่เงยหน้า พึมพำว่า “ตระกูลเยียนยากจะพ้นเคราะห์ เยียนสวินย่ำแย่แน่”

“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น” จูเก่อไหวพยักหน้าเมื่อกล่าว “ตระกูลเยียนเปรียบเสมือนไม้ใหญ่ต้านลม เดิมก็เป็นตะปูทิ่มตาของพวกตระกูลใหญ่อื่นๆ อยู่แล้ว ตระกูลปาถูที่ซีเป่ยก็จับจ้องพื้นที่เยียนเป่ยตาเป็นมันมานาน โคลนสกปรกคราวนี้ เป็นไปได้อย่างมากว่าต้องสาดใส่ศีรษะของเยียนหวังเย บวกกับเจ้านายสูงสุดของวังเซิ่งจินท่านนั้น ปกติก็เชื่อคนนอกมากกว่าพี่น้องตัวเอง”

ทันใดนั้น ด้านนอกปรากฏเสียงโหวกเหวก จูเก่อไหวขมวดคิ้ว ตะโกนถามว่า “จูหย่ง ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนวกหูแบบนี้”

“เรียนนายน้อยใหญ่ เสียงมาจากเรือนถาวหร่าน เหมือนว่านายหญิงเจ็ดกับนางรำถาวเซียงเกิดมีปากเสียงกัน พวกนายหญิงสามกับนายหญิงสี่ก็ตามไปดูกันหมด”

จูเก่อไหวพึมพำน้ำเสียงระอา “ไม่เคยหยุดหย่อนสักวัน น่าเบื่อจริงๆ”

จูเก่อเยว่กลับเหมือนไม่ได้ยิน ทั้งไม่ต่อคำ ยกชาขึ้นดื่มคำหนึ่ง แล้วก้มหน้าไม่พูดจา

“นายน้อยใหญ่ นายหญิงสามเชิญท่านกับนายน้อยสี่ไปที่เรือนถาวหร่าน บอกว่ามีเรื่องด่วนอยากให้ท่านจัดการขอรับ”

จูเก่อไหวพลันฉุนกึกขึ้นมา “เรื่องอะไรนักหนาถึงต้องให้ข้ากับน้องสี่ไป ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ? บอกพวกนาง ข้าไม่ว่าง”

“นายน้อยใหญ่ นายหญิงสามอัญเชิญกฎบ้าน จะ...จะเฆี่ยนตีแม่นางถาวเซียงให้ตายขอรับ”

จูเก่อเยว่วางถ้วยน้ำชาลุกยืนขึ้น พลางกล่าว “พี่ใหญ่ ไปดูเถอะ อาจมีเรื่องด่วนจริงๆ”

จูเก่อไหวถอนใจยืดยาว แล้วเดินตามเขาออกจากห้องหนังสือไป

 

ในเรือนถาวหร่านอึกทึกด้วยเสียงด่าทอ นายหญิงแต่ละเรือนผลัดกันขึ้นเวที สาดน้ำลายเป็นที่สนุกปาก ในน้ำเสียงกราดเกรี้ยวยังเจือแววลิงโลดที่ได้กระหน่ำซ้ำเติมอีกหลายส่วน นางแพศยาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยั่วยวนจนนายท่านลุ่มหลง ในที่สุดก็มีวันนี้

นายหญิงเจ็ดยืนวางมาดใหญ่โตอยู่กลางเรือน ยิ้มเยาะใส่หน้าถาวเซียงที่อาภรณ์หลุดลุ่ย “คิดไม่ถึงจริงๆ คฤหาสน์จูเก่อจะเกิดเรื่องต่ำช้าไร้ยางอายในเรือนเช่นนี้ นายท่านดูแลเจ้าอย่างดีมาตลอด เจ้ากลับตอบแทนเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักละอาย!”

นายหญิงสามในชุดสีแดงเพลิง อายุสามสิบเศษ บำรุงร่างกายเป็นอย่างดี ยังคงความเฉิดฉายไว้เต็มเปี่ยม เพียงเห็นนางทำหน้าเหมือนเสียใจ “ถาวเซียง ก่อนนายท่านเดินทางยังบอกว่ากลับมาจะแต่งเจ้าเข้าเรือนตามประเพณี ที่ไหนได้เจ้ากลับกระทำเรื่องบัดสี วันนี้ข้าคงปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว”

“พี่หญิงสาม จะพูดกับนางให้มากความทำไม ข้าว่า ตีให้ตายก็จบ จะได้ไม่แปดเปื้อนบ้านตระกูลจูเก่อของพวกเรา”

ถาวเซียงใบหน้าซีดขาว สองมือกอดอกคุกเข่าบนพื้น สภาพทุลักทุเล สองตาไร้แวว ตลอดร่างสั่นเทาไม่หยุด ทั้งเหลือบมองบุรุษด้านข้างเป็นระยะ กลับเห็นบุรุษนั้นร่างสั่นสะท้าน สีหน้าดำคล้ำ อาการหนักยิ่งกว่าตน

ภาพที่จูเก่อเยว่มองเห็นเมื่อเดินถึงเรือนถาวหร่านก็คือความเอะอะวุ่นวายปานนี้ หลังจากสดับฟังนายหญิงเจ็ดถากถางจบ นายน้อยสี่แห่งตระกูลจูเก่อก็ขมวดคิ้วแน่น นัยน์ตาสาดประกายคมกล้า ความคิดหนึ่งพลันแล่นขึ้นสมอง

“นายน้อยใหญ่!” จูซุ่นหันมองจูเก่อไหว เหมือนเห็นพระมาโปรด ถลาเข้าไปครวญคร่ำทั้งน้ำมูกน้ำตานองหน้า “เป็นนางยั่วยวนข้าเอง เป็นนางส่งจดหมายถึงข้า บอกให้ข้ามาหา พอข้าเข้ามานางก็ถอดเสื้อผ้าทันที บ่าวรำลึกถึงบุญคุณของนายท่านและนายน้อยเสมอ เพียงคิดแต่จะทำงานรับใช้อย่างถวายชีวิต ไหนเลยกล้ากระทำเรื่องเนรคุณได้ บ่าวจึงขัดขืนเต็มที่ ไม่ยอมให้นางแพศยาได้สมหวัง บ่าวถูกปรักปรำ บ่าวไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยจริงๆ!”

“เจ้า...เจ้าคนใจดำ เจ้าต่างหากที่...”

“ยังกล้าเถียง!” พร้อมเสียงดังเพียะ นายหญิงเจ็ดสะบัดฝ่ามือใส่หน้าถาวเซียง ยิ้มเย็นเฉียบเมื่อกล่าว “แพศยาก็คือแพศยา ถึงกับกล้าใช้วิธีต่ำช้ามาทำร้ายข้า สุดท้ายก้อนหินก็หล่นทับเท้าตัวเอง สมน้ำหน้า!”

“น้องสี่! เจ้าจะไปที่ใด” จูเก่อไหวร้องถามเมื่อเห็นจูเก่อเยว่หมุนตัวผละไป

“พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องด่วน ไว้ข้ามาหาใหม่”

กล่าวรวบรัดไม่กี่คำ หนุ่มน้อยจูเก่อเยว่ก็รีบเร่งออกจากเรือนถาวหร่าน ตรงดิ่งกลับเรือนชิงซานของตัวเอง

 

‘ปึง’ เสียงผลักประตูเรือนชิงซาน หวนเอ๋อร์กับสาวใช้หลายคนกำลังรดน้ำในแปลงดอกไม้ เห็นเป็นจูเก่อเยว่จึงรีบถอยไปยืนนอบน้อมอยู่ทางหนึ่ง จูเก่อเยว่ไม่เหลือบแลพวกนาง ก้าวฉับๆ ไปยังห้องพักของบ่าวไพร่

“ซิงเอ๋อร์ไปที่ใด ใครเฝ้าอยู่”

“ซิงเอ๋อร์ไม่ค่อยสบาย กลับไปนอนพักในห้องเจ้าค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งเอ่ยตอบ

หวนเอ๋อร์กลัวว่าซิงเอ๋อร์จะโดนทำโทษ จึงรีบอธิบาย “นางช่วยพวกเราเลือกใบชามาทั้งวัน เพิ่งกลับไปเจ้าค่ะ”

จูเก่อเยว่สีหน้าเคียดขึ้ง ก้าวยาวๆ ไปทางห้องของฉู่เฉียว เยว่ชีติดตามข้างกาย เอ่ยเบาๆ ว่า “ซิงเอ๋อร์ง่วนอยู่ในครัวทั้งวันจริงๆ บ่าวไม่เห็นนางออกมา”

‘ปึง’ เสียงผลักเปิดบานประตู จูเก่อเยว่จ้ำพรวดเข้าไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง เห็นเด็กหญิงหน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียง ท่าทางเหมือนคนป่วยจริงๆ

จูเก่อเยว่ผงะเล็กน้อย ไม่คิดว่านางจะอยู่ในห้อง แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด พอเห็นนางนอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ กลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมา คล้ายวางหินก้อนใหญ่ลง รู้สึกปลอดโปร่งบอกไม่ถูก

“นายน้อยสี่?” เด็กหญิงตกใจลุกขึ้นนั่งกอดผ้าห่มแน่น น้ำเสียงเจือความง่วงงุนเล็กน้อย “ซิงเอ๋อร์ทำผิดอะไรหรือเจ้าคะ”

จูเก่อเยว่ส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนว่า “ไม่มี เห็นหวนเอ๋อร์บอกว่าเจ้าไม่สบาย เลยเข้ามาดู”

“อ้อ” เด็กหญิงพยักหน้า “นายน้อยพาคนมาเยี่ยมซิงเอ๋อร์มากมายขนาดนี้ ซิงเอ๋อร์ขอบคุณนายน้อยเจ้าค่ะ”

จูเก่อเยว่พลันหน้าแดง ท่าทางเก้งก้างไม่รู้ควรพูดอะไรดี ได้แต่ยืนนิ่งกับที่ ขยับลูกคอส่งเสียงกระแอมคำหนึ่ง

จูเฉิงเห็นจูเก่อเยว่เก้อเขิน จึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “ซิงเอ๋อร์ นายน้อยอุตส่าห์มาเยี่ยมเจ้า ยังไม่รีบลุกขึ้น”

เด็กหญิงตะลึงวูบ เผยสีหน้าอึดอัด ขบริมฝีปากเบาๆ ทว่ายังนั่งนิ่งดังเดิม

จูเก่อเยว่นัยน์ตาเย็นวาบขึ้นมา แววคลางแคลงผุดขึ้นในใจ เรื่องในวันนี้ลึกลับซับซ้อน คิดหลบรอดจากสายตาเวรยามแต่ละชั้น จำต้องอำพรางตัวอย่างแนบเนียน เช่นนั้นเสื้อผ้าที่สวมบนร่างต้องเหลือร่องรอย ตนได้ยินข่าวก็รีบกลับมาทันที ไม่น่าล่าช้ากว่าคนที่ลอบวางแผนนี้สักเท่าไร นางทำท่าแบบนี้ หรือใต้ผ้าห่มผืนนั้น มีอันใดแอบแฝง

“ซิงเอ๋อร์” จูเก่อเยว่ก้าวเข้าไปช้าๆ สองตาจับจ้องใบหน้าเด็กหญิงไม่คลาย พลางเอ่ยเสียงขรึมว่า “รินน้ำชาให้ข้า”

เด็กหญิงสีหน้าหวาดหวั่น ขบริมฝีปากแน่น “นายน้อยออกไปก่อนได้หรือไม่ อีกเดี๋ยวซิงเอ๋อร์...ซิงเอ๋อร์ค่อยลุกขึ้นตามสั่ง”

“ไม่ได้” จูเก่อเยว่เดินถึงข้างเตียง นิ้วมือเรียวยาวคว้าผ้าห่มแพรบางเบาบนร่างเด็กหญิงไว้แน่น ดวงตาดำขลับขยับใกล้ดวงตากลมโตของเด็กหญิง ก่อนกล่าวเน้นย้ำทีละคำ “ข้าจะดื่มเดี๋ยวนี้”

“อา!” เสียงอุทานตกใจดังขึ้น ทุกคนถึงกับปากอ้าตาค้างในบัดดล ทยอยกันส่งเสียงอุทาน เพียงเห็นบนเตียงเล็กหลังนั้น เด็กหญิงรูปร่างผ่ายผอมนั่งกอดเข่าตัวเองแน่น ใบหน้าซุกกับสองแขน หัวไหล่สั่นระริก เรือนผมดำสนิทแผ่คลุมสองบ่า เนื้อตัวเปลือยเปล่า!

จูเก่อเยว่มือจับผ้าห่ม ตะลึงลานกับที่ อึดใจถัดมา ใบหน้าหล่อเหลาของจูเก่อเยว่ก็เปลี่ยนเป็นแดงซ่าน หมุนตัวหันขวับ ถลึงตาตะคอกใส่บรรดาบ่าวไพร่ “ดูอะไรกัน ไสหัวออกไป!”

บ่าวไพร่ทั้งหมดเหมือนตื่นจากฝัน ล่าถอยจากห้องแทบไม่ทัน

จูเก่อเยว่โยนผ้าห่มไปที่ร่างของฉู่เฉียว น้ำเสียงไม่สุขุมเช่นที่ผ่านมา คล้ายร้อนรนอยู่บ้าง “รีบใส่เสื้อผ้า!”

ด้านหลังเงียบกริบ มีเพียงเสียงสะอื้นค่อยๆ ดังขึ้น จูเก่อเยว่มุ่นคิ้วแน่น ไม่รู้กำลังโกรธใครกัน พลันตวาดเสียงขุ่นด้วยความรำคาญว่า “ช่างเถอะ เจ้านอนไปแล้วกัน!”

จากนั้นเดินลิ่วๆ ออกจากห้อง ตามด้วยเสียงกระแทกปิดบานประตู เด็กหญิงในห้องค่อยเงยศีรษะ สีหน้าเฉยชา แววตาสงบนิ่ง ปราศจากริ้วรอยเศร้าสร้อยแม้แต่นิดเดียว ลุกขึ้นตลบฟูกบนเตียง เสื้อผ้าเปื้อนโคลนชุดหนึ่งถูกนางเหวี่ยงทิ้งบนพื้นอย่างไม่ไยดี

จูเก่อเยว่นับว่าเป็นคนระแวดระวังพอตัว ระดับความเร็วถึงขั้นที่ไม่เหลือเวลาให้นางสวมเสื้อผ้า

แต่เป็นแบบนี้ก็ดี บ่ายวันนี้จะได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาในห้องอีก ยิ่งมีเวลาไปจัดการเรื่องถัดจากนี้ได้สบาย

เด็กหญิงก้มหน้า หัวเราะเบาๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์ปรากฏแววเหี้ยมเกรียมขึ้นมาหลายส่วน

ถึงเวลาคิดบัญชีแล้ว

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1